Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • สหพัฒน์มองเศรษฐกิจแบบ‘สามล้อถีบ’

    สหพัฒน์มองเศรษฐกิจแบบ‘สามล้อถีบ’

    แต่ยังดีกว่าประเทศอื่น เนื่องจากไม่ได้มีสงครามและเป็นประเทศที่อยู่ตรงกลาง ซึ่งแม้ว่าปัจจัยภายนอกจะเกิดขึ้นทั่วโลก แต่มองว่าระยะนี้ยังมีโอกาสของเอเชีย เนื่องจากนานาชาติมองว่าประเทศแถบนี้จะมีการพัฒนาได้เร็วขึ้น ซึ่งเรื่องเศรษฐกิจของเมืองไทยก็มีปัญหา แต่ภาพรวมเมื่อเทียบกับต่างประเทศมองว่าเราดีกว่าคนอื่นเยอะ

    แต่…..หากเทียบในกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกัน การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยอาจจะยังสู้เวียดนามและอินโดนีเซียไม่ได้ แต่หากเทียบกับประเทศอื่นๆ นั้น ไทยยังนับว่าดีกว่าอยู่!  

    แน่นอนว่านักข่าวต้องไม่ลืมถามเรื่องต้นทุนทางธุรกิจ เพราะเป็นยักษ์ใหญ่ทางด้านสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งเจ้าตัวเองก็ให้ความเห็นว่า ต้นทุนทางธุรกิจที่ปรับตัวสูงขึ้นนั้นเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลก ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ไทย หรือแค่สหกรุ๊ปเท่านั้น และยังบอกอีกว่าต้นทุนเหล่านี้หากมีการปรับตัวขึ้นก็จะปรับตัวลง เพราะสงครามไม่ได้สู้กันตลอด ต้องมีวันหยุด! แต่ต้องดูว่าหากสงครามหยุดไปแล้ว ธุรกิจของตัวเองจะพัฒนาอย่างไรให้ทันกับสถานการณ์ ต้องใช้โอกาสนี้เพื่อพัฒนาเรื่องต่างๆ ในองค์กร เพื่อรอวันที่สถานการณ์กลับเข้าสู่สภาวะปกติ……

    แต่ที่แน่ๆ เครือสหพัฒน์พยายามไม่ฉวยโอกาสขึ้นราคา จะพยายามตรึงราคาให้นิ่งที่สุด แต่หากต้นทุนกระทบมากก็ต้องขึ้น ไม่งั้นก็จะขาดทุนแน่นอนในแง่ของการทำธุรกิจ แต่หากสงครามหยุดเร็วก็มีโอกาสลงมา ก็ต้องคอยติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด มองว่าสถานการณ์ของไทยยังดีกว่าญี่ปุ่น ยุโรป แต่สถานการณ์บ้านเราคงไม่ไปถึงแบบญี่ปุ่นที่บรรจุภัณฑ์เป็นสีขาว-ดำแบบนั้น        

    ส่วนเรื่องการ MOU กับพาร์ตเนอร์ต่างๆ ซึ่งโดยปกติสหพัฒน์จะมีพาร์ตเนอร์จากญี่ปุ่นค่อนข้างเยอะ ก็มองว่ายุคของญี่ปุ่นที่มาลงทุนในไทยเข้าใจว่ากำลังน้อยลง แต่สำหรับประเทศจีนจะเข้ามามากขึ้นในอาเซียน ซึ่งไทยเป็นศูนย์กลางของอาเซียนจึงเห็นว่ายุคนี้เป็นโอกาสของเมืองไทย และ MOU ของเครือสหพัฒน์เองก็เน้นไปทางกลุ่มเทคมากกว่า แน่นอนว่ามีธุรกิจจีนเขามาคุยเยอะ แต่อยู่ระหว่างการพิจารณา เนื่องจากการลงทุนของจีนแต่ละครั้งมีขนาดใหญ่ จึงอาจจะมีกระบวนการคิดเยอะมากกว่าพันธมิตรญี่ปุ่น

    แล้วภาพรวมรัฐบาลในยุคอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ล่ะ….เป็นยังไง ก็ต้องบอกว่า รัฐบาลชุดนี้หากเทียบกับรัฐบาลของคุณเศรษฐา ทวีสิน และคุณแพทองธาร ชินวัตร เห็นว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันนั้นดีกว่า ดูได้จากตลาดหุ้น จากในยุคก่อนที่ตลาดหุ้นปรับตัวลงค่อนข้างมาก แต่ตอนนี้ปรับตัวดีขึ้น แต่ก็อยาก ฝากถึงนายกฯ ให้กล้าตัดสินใจ โดยเฉพาะเมืองไทยมีปัญหาเกี่ยวกับการลงทุนเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน แต่หากกู้เงินมาลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ก็จะเกิดเม็ดเงินการลงทุนและจ้างงาน แน่อนว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญ ย้อนกลับไปถ้าเมืองไทยสิบกว่าปีก่อนที่ไม่มีการลงทุน อย่างสนามบินสุวรรณภูมิ เมืองไทยจะเป็นอย่างไร หรือหากไม่ทำทางด่วนจะเป็นยังไง? ตอนนั้นก็มีคนต่อต้าน ทางด่วนก็มีคนต่อต้าน แต่หากมองมุมกลับ ถ้าไม่มีโครงการเหล่านั้น ประเทศไทยจะเป็นอย่างไร ดังนั้น โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ แต่ทุกอย่างต้องสะอาด โปร่งใส! แถมอีกนิด…..เสี่ยยังให้คะแนนรัฐบาลชุดนี้ 6/10 ก็ถือว่ามากกว่าอดีตนายกฯ ทั้งสองท่านที่กล่าวมา!

    ส่วนโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ห่วงว่าถ้าใช้เยอะ คนไทยก็จะรอขอเงินอย่างเดียว การทำโครงการนี้ต้องไม่เสียเปล่า รัฐบาลสามารถนำมาจัดเก็บเป็นข้อมูล หรือ Data Center ได้ก็จะเป็นการดี ถ้าแจกเงินเฉยๆ ก็อาจจะไม่เป็นประโยชน์ ย้ำอีกนิด….ไทยช่วยไทยพลัส หากจบแล้ว มันไม่ยั่งยืน ต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว อาจจะ 5-20 ปี อยากให้รัฐบาลต้องมองระยะยาวด้วย

    ส่วนภาพรวมของบริษัทปีนี้สู้ปีที่แล้วไม่ได้ เพราะมีประเด็นเรื่องสงคราม ยอมรับว่าบางธุรกิจก็ลด บางธุรกิจก็ขึ้น ปีที่แล้วนิยามเศรษฐกิจเหมือนรถสามล้อแบบติดเครื่องยนต์ แต่ปีนี้คงเป็น “สามล้อถีบ” รัฐบาลต้องช่วยตรงนี้ แต่ถึงจะเป็นสามล้อแบบคนถีบ แต่หากทำดีๆ ก็อาจจะดีกว่าก็ได้!.  

    รุ่งนภา สารพิน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/1011927/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17d7gWYLS3FLiHAjK2bDGL

  • ‘เสี่ยบุณยสิทธิ์’ ชี้เศรษฐกิจไทยปี 69 เหลือแค่ ‘ซาเล้ง’ เร่งรัฐลงทุน-ฟื้นกำลังซื้อ

    ‘เสี่ยบุณยสิทธิ์’ ชี้เศรษฐกิจไทยปี 69 เหลือแค่ ‘ซาเล้ง’ เร่งรัฐลงทุน-ฟื้นกำลังซื้อ

    ‘เสี่ยบุณยสิทธิ์’ ชี้เศรษฐกิจไทยปี 69 เหลือแค่ ‘ซาเล้ง’ เร่งรัฐลงทุน-ฟื้นกำลังซื้อ

    ‘เสี่ยบุณยสิทธิ์’ หรือ นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ หนึ่งในผู้นำภาคธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ของประเทศ สะท้อนมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี 2569 หลังการแถลงข่าวงาน “สหกรุ๊ปแฟร์ ครั้งที่ 30” ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-28 มิถุนายน 2568 ณ ไบเทค บางนา โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยยังเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก สงครามการค้า และกำลังซื้อในประเทศที่ฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ พร้อมเสนอให้ภาครัฐเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    เศรษฐกิจไทยในสายตาของ “เสี่ยบุณยสิทธิ์” กำลังอยู่ในช่วงที่ต้องอาศัยแรงขับเคลื่อนครั้งใหม่จากภาครัฐ หลังเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก สงครามการค้า และกำลังซื้อในประเทศที่ยังเปราะบาง เจ้าตัวเปรียบภาพเศรษฐกิจปีนี้ว่า จากเดิมที่เคยนิยามว่าเป็น “รถสามล้อเครื่อง” วันนี้อาจต้องถอยกลับไปเป็น “ซาเล้ง” ที่ต้องอาศัยทุกฝ่ายช่วยกันถีบให้เดินหน้าได้

    “ปีที่แล้วรถ 3 ล้อยังมีเครื่องยนต์ แต่ปีนี้ต้องกลับไปใช้ซาเล้ง รัฐบาลต้องช่วยกันถีบ”

    ให้รัฐบาลผ่าน 6 เต็ม 10 แต่ต้องเร่งเครื่องเศรษฐกิจ

    แม้จะให้คะแนนการทำงานของรัฐบาลมากกว่า 60% หรือราว 6 เต็ม 10 แต่สิ่งที่ภาคธุรกิจต้องการเห็นมากที่สุดคือการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เพื่อสร้างการจ้างงานและกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาว นายบุณยสิทธิ์มองว่า มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายอย่าง “ไทยช่วยไทยพลัส” อาจช่วยพยุงกำลังซื้อได้ในระยะสั้น แต่เมื่อมาตรการสิ้นสุดลง แรงส่งทางเศรษฐกิจก็จะค่อย ๆ หายไป แตกต่างจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้ต่อเนื่องอีก 5-20 ปีข้างหน้า

    “รัฐบาลไม่ควรมองแค่วันนี้ แต่ต้องมองอีก 5 ปี 10 ปีข้างหน้าว่าจะทำอะไรให้ประเทศ”

    พร้อมยกตัวอย่างว่า หากประเทศไทยไม่ลงทุนสนามบินสุวรรณภูมิหรือระบบทางด่วนในอดีต ประเทศอาจไม่สามารถรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจได้เช่นทุกวันนี้ จึงเชื่อว่าโครงการขนาดใหญ่ทั้งรถไฟความเร็วสูง ระบบโลจิสติกส์ และโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ๆ ควรเดินหน้าต่อภายใต้หลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใส

    นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์

    สำหรับโครงการแลนด์บริดจ์ นายบุณยสิทธิ์มองว่าประเทศไทยควรคิดในภาพใหญ่และเชื่อมโยงระบบคมนาคมระหว่างภาคตะวันออกกับภาคใต้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อยกระดับศักยภาพด้านโลจิสติกส์ของประเทศในระยะยาว

    รับธุรกิจปีนี้โตต่ำกว่าปีก่อน

    สำหรับภาพรวมธุรกิจในเครือปีนี้ ยอมรับว่าอาจเติบโตต่ำกว่าปีก่อนจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว แม้บางธุรกิจโดยเฉพาะกลุ่มอาหารยังขยายตัวได้ดี แต่กลุ่มแฟชั่นยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่อ่อนแรง อย่างไรก็ตาม การกระจายพอร์ตธุรกิจที่หลากหลายช่วยให้กลุ่มธุรกิจยังสามารถรักษาสมดุลของรายได้ได้ แม้บางอุตสาหกรรมจะได้รับผลกระทบมากกว่ากลุ่มอื่น

    สำหรับทิศทางการลงทุนจากต่างประเทศ นายบุณยสิทธิ์ระบุว่า นักลงทุนจีนยังแสดงความสนใจประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง แต่การตัดสินใจลงทุนต้องใช้เวลา เนื่องจากนักลงทุนจีนมักเข้ามาพร้อมโครงการขนาดใหญ่ โดยปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการเจรจาและศึกษาความเป็นไปได้ของการลงทุนในหลายโครงการ

    “สมัยก่อนญี่ปุ่นมาลงทุนอาจซื้อที่ดิน 10-20 ไร่ แต่จีนเข้ามาทีหนึ่งมักมองระดับ 100-300 ไร่”

    พร้อมยังเชื่อว่าหากไทยสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขัน เดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และสร้างความเชื่อมั่นด้านนโยบายได้อย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยยังมีศักยภาพดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติได้ในระยะยาว ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/marketing/661094&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HfSTU_ttKWeJvhk7A2ung

  • รัฐบาลเร่งความพร้อมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569 ติดสปีดเครื่องยนต์เศรษฐกิจอีสาน คาดเงินสะพัดกว่า 3.2 หมื่นล้านบาท สร้างงาน 8.1 หมื่นอัตรา

    รัฐบาลเร่งความพร้อมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569 ติดสปีดเครื่องยนต์เศรษฐกิจอีสาน คาดเงินสะพัดกว่า 3.2 หมื่นล้านบาท สร้างงาน 8.1 หมื่นอัตรา

    รัฐบาลเร่งความพร้อมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569 ติดสปีดเครื่องยนต์เศรษฐกิจอีสาน คาดเงินสะพัดกว่า 3.2 หมื่นล้านบาท สร้างงาน 8.1 หมื่นอัตรา


    10/06/2569 | 78 |

    วันนี้ (10 มิถุนายน 2569) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ถึงวันที่ 14 มีนาคม 2570 ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด ตำบลกุดสระ อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี โดยระบุว่า วันนี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 290,901,500 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจ้างบริหารจัดการ ประชาสัมพันธ์ และจัดกิจกรรมให้เป็นไปตามกรอบเวลาและมาตรฐานที่สมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (AIPH) กำหนดไว้ ซึ่งงบฯ ดังกล่าวอยู่ภายใต้กรอบวงเงินงบประมาณจัดงาน 2,500 ล้านบาท ตามที่คณะรัฐมนตรีเคยอนุมัติไว้อยู่แล้ว ตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม 2565

    โดยหลังจากนี้ กรมวิชาการเกษตรจะเร่งดำเนินกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างให้โปร่งใส คุ้มค่า และเป็นไปตาม พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 อย่างเคร่งครัด

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569 ได้รับการรับรองจากสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (AIPH) ถือเป็นครั้งแรกของโลกที่มีการจัดงานบนพื้นที่ชุ่มน้ำ (Wetland) รวมทั้งเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่จัดมหกรรมพืชสวนโลกขึ้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อแสดงศักยภาพด้านพืชสวน การเกษตร เทคโนโลยี นวัตกรรม และความหลากหลายทางชีวภาพ ตลอดจนสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการพัฒนาพื้นที่ในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ

    รัฐบาลคาดว่าการจัดงานครั้งนี้จะเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีผู้เข้าชมงานประมาณ 3.6 ล้านคน ก่อให้เกิดรายได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 32,000 ล้านบาท มีมูลค่าการสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) กว่า 20,000 ล้านบาท สร้างการจ้างงานราว 81,000 อัตรา และสร้างรายได้จากการจัดเก็บภาษีประมาณ 7,700 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยว การค้า การลงทุน และการพัฒนาเมืองของจังหวัดอุดรธานีและพื้นที่ใกล้เคียง ตลอดจนสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการด้านโรงแรม ร้านอาหาร การขนส่ง วิสาหกิจชุมชน เกษตรกร และภาคบริการในพื้นที่

    ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวต่อไปว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการใช้ประโยชน์พื้นที่ภายหลังการจัดงาน (Expo Legacy) โดยมีแนวทางพัฒนาพื้นที่ชุ่มน้ำหนองแดให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม พื้นที่สาธารณะ และสถานที่จัดกิจกรรมของจังหวัด เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและชุมชนอย่างต่อเนื่องในระยะยาว

    ทั้งนี้ รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรฯ จะติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานในทุกมิติ ทั้งการใช้งบประมาณ การก่อสร้าง ความปลอดภัย ระบบบริการต่าง ๆ แผนการประชาสัมพันธ์ รวมถึงแผนการใช้ประโยชน์พื้นที่หลังจบงาน เพื่อให้งานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 เป็นเวทีสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมการท่องเที่ยว และยกระดับศักยภาพด้านพืชสวนและนวัตกรรมการเกษตรของไทยในระดับนานาชาติ

    ที่มา: https://www.thaigov.go.th/th/news/165006


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/511143&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PCUoGvf8c9VBbxMSDIetJ

  • รัฐบาล เร่งพืชสวนโลกอุดรธานี 2569 ปลุกเศรษฐกิจอีสาน คาดเงินสะพัด 3.2 หมื่นล้าน สร้างงานกว่า 8.1 หมื่นตำแหน่ง

    รัฐบาล เร่งพืชสวนโลกอุดรธานี 2569 ปลุกเศรษฐกิจอีสาน คาดเงินสะพัด 3.2 หมื่นล้าน สร้างงานกว่า 8.1 หมื่นตำแหน่ง

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/153133&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YzsWaVlNAqtmXE7fzpP7o

  • ‘เอกนิติ’ ชู ‘ไทย – เวียดนาม’ โตไปด้วยกัน ยกระดับหุ้นส่วนเศรษฐกิจ

    ‘เอกนิติ’ ชู ‘ไทย – เวียดนาม’ โตไปด้วยกัน ยกระดับหุ้นส่วนเศรษฐกิจ

    'เอกนิติ' ชู 'ไทย - เวียดนาม' โตไปด้วยกัน ยกระดับหุ้นส่วนเศรษฐกิจ

    ‘เอกนิติ’ ชู ‘ไทย – เวียดนาม’ โตไปด้วยกัน ยกระดับหุ้นส่วนเศรษฐกิจ สร้างฐานการเติบโตใหม่ของอาเซียนผ่าน 3 การเชื่อมโยง

    ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมคณะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมการประชุม Thailand–Viet Nam Investment and Business Networking 2026 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 ณ กรุงฮานอย

    ดร.เอกนิติกล่าวในงานว่า ความสัมพันธ์ไทย–เวียดนามกำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญของการเปลี่ยน “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน” ให้เป็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่เกิดผลจริง ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่เผชิญความไม่แน่นอนจากภูมิรัฐศาสตร์ การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    ดร.เอกนิติระบุว่า สถานการณ์ดังกล่าวทำให้นักลงทุนทั่วโลกมองหาฐานการผลิตและฐานธุรกิจที่มั่นคง ยืดหยุ่น และเชื่อมโยงกับตลาดสำคัญได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญของทั้งไทยและเวียดนาม เพราะทั้งสองประเทศมีศักยภาพสูง และมีจุดแข็งที่สามารถเติมเต็มกันได้อย่างชัดเจน

    'เอกนิติ' ชู 'ไทย - เวียดนาม' โตไปด้วยกัน ยกระดับหุ้นส่วนเศรษฐกิจ  

    หัวใจสำคัญของการประชุมครั้งนี้คือการชวนให้ไทยและเวียดนามก้าวข้ามกรอบความคิดเดิมที่มองกันเพียงในฐานะ “คู่แข่งขัน” ไปสู่การเป็น “หุ้นส่วนการเติบโต” ที่สามารถสร้างมูลค่าร่วมกันได้มากกว่าเดิม หากเชื่อมโยงศักยภาพของกันและกันอย่างเป็นระบบ ไทยและเวียดนามจะสามารถร่วมกันเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาค ที่เชื่อมต่อกับห่วงโซ่มูลค่าโลกได้อย่างแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

    ดร. เอกนิติ ได้นำเสนอยุทธศาสตร์ “Three Connects” ได้แก่ การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน การเชื่อมโยงเศรษฐกิจท้องถิ่นและผู้ประกอบการรายย่อย และการเชื่อมโยงยุทธศาสตร์การเติบโตสีเขียว ซึ่งไม่ใช่เพียงกรอบความร่วมมือระหว่างรัฐบาล แต่เป็นแนวทางที่จะเปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชนไทยและเวียดนามต่อยอดจุดแข็งของกันและกัน สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียนในเวทีโลก

    ในเวทีครั้งนี้ รัฐบาลไทยได้นำคณะภาคเอกชนใน 5 สาขาสำคัญมาพบหารือกับภาคธุรกิจเวียดนาม ได้แก่ พลังงานสะอาด ดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์และเซมิคอนดักเตอร์ อาหารและเครื่องดื่ม การโรงแรมและการท่องเที่ยว และนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งล้วนเป็นสาขาที่สอดคล้องกับทิศทางการลงทุนโลก และสามารถสร้างประโยชน์ร่วมกันให้กับทั้งสองประเทศ

    ในด้านพลังงานสะอาด ไทยและเวียดนามสามารถร่วมมือกันรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมสมัยใหม่และการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ขณะที่ด้านดิจิทัล AI และเซมิคอนดักเตอร์ ทั้งสองประเทศมีศักยภาพที่จะเชื่อมโยงการผลิต เทคโนโลยี และบุคลากร เพื่อให้อาเซียนมีบทบาทสูงขึ้นในห่วงโซ่อุปทานโลก

    สำหรับอาหารและเครื่องดื่ม ดร.เอกนิติกล่าวว่า ความร่วมมือควรมุ่งไปไกลกว่าการค้าสินค้าเกษตรพื้นฐาน สู่การเพิ่มมูลค่า ยกระดับมาตรฐาน เพื่อให้ไทยและเวียดนามเป็นฐานการผลิตอาหารคุณภาพสูงของโลก

    ด้านการท่องเที่ยว ทั้งสองประเทศมีศักยภาพในการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวร่วมกัน ผ่านแนวคิด “หนึ่งการเดินทาง สองประสบการณ์” เพื่อเพิ่มมูลค่าการท่องเที่ยวและกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจท้องถิ่น

    ขณะเดียวกัน การเชื่อมโยงนิคมอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานระหว่างไทยและเวียดนามจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ฐานการผลิตของภูมิภาคโดยรวม

    ดร.เอกนิติยังเน้นว่า “ระบบการเงิน” คือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวระหว่างสองประเทศเกิดขึ้นได้จริง โดยเฉพาะการเชื่อมโยงระบบชำระเงินข้ามพรมแดนระหว่าง PromptPay ของไทยกับ VietQR ของเวียดนาม 

    นอกจากนี้ ไทยและเวียดนามยังมีความร่วมมือในการส่งเสริมการใช้เงินสกุลท้องถิ่น บาท–ดอง ในการชำระค่าสินค้าและบริการ เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและเพิ่มความคล่องตัวให้กับภาคธุรกิจในช่วงที่ตลาดการเงินโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง

    ดร.เอกนิติย้ำว่า รัฐบาลไทยพร้อมทำงานร่วมกับรัฐบาลเวียดนาม ภาคเอกชน และประชาชนของทั้งสองประเทศ เพื่อผลักดันความเชื่อมโยงเหล่านี้ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเชิญชวนภาคเอกชนไทยและเวียดนามใช้เวทีนี้ในการพบปะ แลกเปลี่ยน และจับมือกัน เพื่อเปลี่ยนโอกาสให้เป็นข้อตกลง เปลี่ยนข้อตกลงให้เป็นการลงทุน และเปลี่ยนการลงทุนให้เป็นความมั่งคั่งร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378978605&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zxTeOxAKetCP9C2_zeka_

  • “เจ้าสัวเครือสหพัฒน์” มองเศรษฐกิจปีนี้ เหมือน ซาเล้ง ให้คะแนน รัฐบาลอนุทิน 6 เต็ม 10 | TOPNEWS

    “เจ้าสัวเครือสหพัฒน์” มองเศรษฐกิจปีนี้ เหมือน ซาเล้ง ให้คะแนน รัฐบาลอนุทิน 6 เต็ม 10 | TOPNEWS

    ข่าวเด่น เล่าข่าวข้น | 10 มิ.ย.69 | ช่วง 1

    – คนแห่ซื้อ-ขายทอง ที่ร้านทองย่านเยาวราช จนแน่น คิวยาวล้นออกนอกร้าน
    – จับตาเงินเฟ้อสหรัฐฯ เดือนพฤษภาคม ชี้ชะตาทิศทางดอกเบี้ย Fed
    – หุ้นไทยวันนี้ 10 มิถุนายน 2569 ปิดลบ 20.55 จุด จับตาตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ
    – เจ้าสัวบุณยสิทธิ์ ประธานเครือสหพัฒน์ ให้คะแนน รบ.อนุทิน 6 เต็ม 10 มองไทยยังมีโอกาส เตือนรัฐลดต้นทุน-ดึงลงทุนต่างชาติ
    – “ศุภจี” เร่งดัน Local Content เชื่อม FDI สู่ฐานราก ชี้ Sustainability ทางรอดเศรษฐกิจไทย
    – ศาลรธน. ตีตก ปมร้องกกต.ทำบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ชี้หากมองถูกละเมิดสิทธิ ร้องศาลอื่นได้

    #topnewstv #เครือสหพัฒน์ #อนุทินชาญวีรกูล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1599046&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Go9k8VdGt04PAN8203GaC

  • กลยุทธ์ธุรกิจไทยยั่งยืนในยุคเศรษฐกิจโตต่ำ   | เดลินิวส์

    กลยุทธ์ธุรกิจไทยยั่งยืนในยุคเศรษฐกิจโตต่ำ   | เดลินิวส์

    งาน EARTH JUMP 2026: A Bridge to Empowered Actions กสิกรไทย ณ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9 – 10 มิ.ย. 2569 ณ พารากอน ฮอลล์  ศูนย์การค้าสยามพารากอน  หัวข้อสัมมนาหัวข้อ กลยุทธ์ธุรกิจไทยบนความยั่งยืนในยุคเศรษฐกิจโตต่ำ   โดยปรีดา วัชรเธียรกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และประธานสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อมและ Climate Change กล่าวว่า ปัจจุบันเรื่อง Net Zero ไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่คือเงื่อนไขสำคัญใน “ความสามารถทางการแข่งขัน” ระดับโลก กฎกติกาทางการค้าใหม่ ๆ อย่าง CBAM ได้กลายเป็นมาตรฐานบังคับในการเข้าสู่ตลาด ซึ่งหากผู้ประกอบการไม่ปรับตัวจะเผชิญกับแรงกดดันด้านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและสูญเสียโอกาสทางการค้าในที่สุด, ความท้าทายหลักในการขับเคลื่อนคือ การเข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนสูง โดยเฉพาะกลุ่ม SME ที่มีจำนวนมากและต้องการการสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรม, ภาคอุตสาหกรรมจึงต้องการนโยบายภาครัฐที่ชัดเจน มั่นคง และมีความต่อเนื่อง เพื่อให้โรงงานสามารถวางแผนการลงทุนได้อย่างมั่นใจ,

    ปรีดา  กล่าวว่า แนวทางการปรับตัวที่ทำได้ทันทีและเห็นผลชัดเจนที่สุดคือ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในชีวิตประจำวัน เช่น การลดการใช้พลังงาน การปรับปรุงเครื่องจักร การลดของเสีย (Waste) และการเลือกใช้พลังงานทางเลือก ทั้งนี้การเริ่มต้นปรับตัวที่สำคัญคือต้องเริ่มจากสิ่งที่สามารถทำได้จริงภายในโรงงาน โดยเฉพาะการเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงาน ซึ่งเป็นแนวทางที่ทำได้ง่าย ใช้เงินลงทุนน้อย และช่วยลดต้นทุน แต่ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่าเมื่อเทียบกับด้านอื่น ซึ่งการลดการใช้พลังงานยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสอดรับกับกฎกติกาการค้าโลกใหม่ เช่น เรื่องการออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (Eco-design) ซึ่งในปัจจุบันมีข้อกำหนดที่เข้มงวดมากขึ้นเกี่ยวกับการผลิตที่ต้องไม่เหลือทิ้งเป็นขยะ เน้นความทนทาน และการนำกลับมาใช้ซ้ำ ในอีก 10 ถึง 15 ปีข้างหน้า มาตรฐานเหล่านี้จะมีความสำคัญอย่างยิ่ง SME จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเร่งปรับตัวเพื่อความอยู่รอดในอนาคต

    ภาคธุรกิจไทยเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญที่ต้องเร่งปรับตัวสู่ความยั่งยืน หากไม่มีการดำเนินการใด ๆ ยอดขายของธุรกิจจะลดลงอย่างแน่นอน เนื่องจากตลาดโลกจะไม่ยอมรับสินค้าที่ไม่ปฏิบัติตามกฎกติกาสากลด้านสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมสีเขียวจึงเป็นภารกิจที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง เพื่อให้ธุรกิจสามารถอยู่รอดและแข่งขันได้ในเวทีโลก”รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย  กล่าวทิ้งทาย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5934164/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3QbgfWvTqlj74u0DrNY4Wu

  • “เจ้าสัวสหพัฒน์” ให้คะแนน “รัฐบาลอนุทิน”  6 เต็ม 10 มองเศรษฐกิจปีนี้เหมือนซาเล้ง

    “เจ้าสัวสหพัฒน์” ให้คะแนน “รัฐบาลอนุทิน” 6 เต็ม 10 มองเศรษฐกิจปีนี้เหมือนซาเล้ง

    “เจ้าสัวสหพัฒน์” มองเศรษฐกิจปีนี้เหมือนซาเล้ง ให้คะแนน “รัฐบาลอนุทิน” 6 เต็ม 10 ชี้ โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” มี 2 ด้าน ทั้งดีและไม่ดี

    นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน พร้อมให้คะแนนรัฐบาลอนุทิน มากกว่า 6 เต็ม 10 ดูจากราคาหุ้นในตลาดยังขยับขึ้นแตะ 1,500 จุด สะท้อนความเชื่อมั่นนักลงทุน ชี้หากมีโอกาสพูดคุยกับนายกรัฐมนตรี อยากเสนอให้รัฐบาลลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจระยะยาว แต่ต้องทำอย่างโปร่งใส

    ส่วนโครงการแจกเงินกระตุ้นเศรษฐกิจแบบไทยช่วยไทยพลัส เห็นว่าต้องมอง 2 ด้าน หากเป็นแค่การแจกเงิน มองว่าไม่ดี จะทำให้คนไทยรอแต่แจกเงิน แต่หากเป็นการเก็บข้อมูลเพื่อพัฒนาต่อถือว่าดี เจ้าสัวเครือสหพัฒน์ ยังให้นิยามเศรษฐกิจไทยปีนี้เป็นเหมือนซาเล้ง ต้องใช้คนช่วยผลักช่วยดัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/economy/morning/464714&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3yTho-REWhayCnJF2TC0zN

  • “ทวี” อัด “ก.ล.ต.”  ตามเกมอาชญากรเศรษฐกิจไม่ทัน แนะเร่งแก้กฎหมายหลักทรัพย์ฯ เพิ่มโทษ-ตั้ง “แฟร์ฟันด์” เยียวยานักลงทุน 

    “ทวี” อัด “ก.ล.ต.” ตามเกมอาชญากรเศรษฐกิจไม่ทัน แนะเร่งแก้กฎหมายหลักทรัพย์ฯ เพิ่มโทษ-ตั้ง “แฟร์ฟันด์” เยียวยานักลงทุน 

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/153153&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mQjmZFA8IjRv6dHVydW7g

  • กกร.ปรับเป้าจีดีพีปี69 โต 2% ห่วงครึ่งปีหลังกำลังซื้อทรุด

    กกร.ปรับเป้าจีดีพีปี69 โต 2% ห่วงครึ่งปีหลังกำลังซื้อทรุด

    วันนี้ ( 10 มิ.ย.2569) นายผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย ในฐานประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กล่าวว่าโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ด้วยเม็ดเงินราว 1.7 แสนล้านบาท ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศส่งให้เศรษฐกิจโดยรวมฟื้นตัว ดังนั้นกกร. ปรับเพิ่มการคาดการณ์เศรษฐกิจไทยทั้งปีให้ขยายตัวที่ 1.6%-2.0% เปรียบเทียบกับคาดการณ์เดิมช่วงเดือนเม.ย.ถึงพ.ค.2569 อยู่ที่ 1.2%-1.6% ด้านเงินเฟ้อเป็น 2.5-3.0% จากเดิม 2.0-3.0% และปรับเพิ่มคาดการณ์การส่งออกเป็นขยายตัว 8%-10% จากเดิมที่คาดว่าไม่ขยายตัว ตามทิศทางการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีที่เติบโตสูง

    นายผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย ในฐานประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)

    นายผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย ในฐานประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)

    เศรษฐกิจไทยเผชิญภาวะ K-shape ส่งออกสินค้าในช่วง 4 เดือนแรกของปีเติบโตสูงถึง 18.9% โดยสินค้าเทคโนโลยีเติบโตสูงถึง 48.4% จาก megatrend การลงทุนด้าน AI และ data center สอดคล้องกับการส่งออกของประเทศอื่นในเอเชียที่เติบโตในระดับสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิมมาก

    ทั้งนี้กกร. มีความกังวลต่อแรงกดดันจาก K ขาล่างที่ไม่ได้รับประโยชน์จากการส่งออกและ FDI ที่เพิ่มขึ้น ดังเช่นข้อมูลของบริษัทจดทะบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ กว่า 300 บริษัท ล่าสุดที่ชี้ว่าได้รับผลกระทบในด้านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและรายได้ปรับลดลง จึงจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ปรับ K ขาบน ให้เป็น ตัวเร่ง สำคัญที่สร้างมูลค่าเพิ่ม ส่งผ่านเม็ดเงิน FDI ไปสู่ภาคเศรษฐกิจจริงของไทย ก่อให้เกิดการจ้างงานคนไทย และทำให้ธุรกิจไทยสามารถได้รับประโยชน์มากขึ้น

    กกร.ปรับเป้าจีดีพีปี69 โต 2% ห่วงครึ่งปีหลังกำลังซื้อทรุด

    กกร.ปรับเป้าจีดีพีปี69 โต 2% ห่วงครึ่งปีหลังกำลังซื้อทรุด

    นายพยงกล่าวอีกว่า ความมั่นคงทางพลังงานยังคงเป็นปัจจัยกดดันต่อทิศทางเศรษฐกิจโลกในปีนี้ การส่งออกสินค้าพลังงานจากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังไม่มีแนวโน้มที่จะกลับมาสู่ภาวะปกติโดยเร็ว ขณะที่ในครึ่งปีหลังประเทศกลุ่ม OECD มีแนวโน้มต้องเร่งนำเข้าน้ำมันดิบเพื่อทดแทนในคลังน้ำมันสำรองที่มีปริมาณลดลงมาก ทำให้การหาน้ำมันดิบทดแทนแหล่งผลิตในตะวันออกกลางของประเทศอื่นๆ อาจจะยากและแพงขึ้นในระยะข้างหน้า ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนของการผลิตสินค้าและบริการอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องและอาจจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

    อย่างไรก็ตามประเทศไทยสามารถใช้โอกาสจาก megatrend ด้านการลงทุน ในการเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อให้ไทยเป็นจุดหมายของการย้ายฐานการผลิต สำนักงาน Middle & Back Office ของบริษัทข้ามชาติ และการก้าวสู่ Regional Hub ทั้งภาคการผลิต การบริการ และการเงิน นอกจากนี้ ควรใช้โอกาสจากเทรนด์ AI, Data Center, Cyber Security ของโลก เพื่อยกระดับอุตสาหกรรม Smart Electronics และ Advanced Manufacturing เพิ่ม local content พัฒนา R&D ปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมสู่การเป็นสมาชิก OECD สอดคล้องกับแนวทาง Reinvent Thailand ที่มุ่งสนับสนุน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย

    กกร. เห็นว่าควรใช้โอกาสที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมระดับนานาชาติในหลายเวที อาทิ การประชุม ABAC 2026 ครั้งที่ 3 การประชุม Gastech 2026 การประชุม Thailand-US Trade & Investment Forum 2026 รวมถึงการประชุม IMF-World Bank Annual Meeting โชว์ศักยภาพประเทศไทยและสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาคมโลก โดยเฉพาะการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจใหม่ที่เน้นผลิตภาพ นวัตกรรม การลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชน

    อ่านข่าว:

    หลากคำถาม TH-AI Passport จากผู้เชี่ยวชาญ AI คุ้ม-ไม่คุ้ม คนไทยได้อะไร

    “ภาวุธ” ตั้งข้อสังเกต “TH-AI Passport” ส่อฮั้วครั้งใหญ่

    “ไทยช่วยไทยพลัส” ร้านร่วมโครงการยอดพุ่งเท่าตัว สวนทางร้านนอกเกณฑ์ยอดวูบ 50%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/506905&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pFVygnAhSLbcWZIIDFSly