Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • อบจ.อุดรธานี ผนึกทุกภาคส่วน ขับเคลื่อนระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ ดันลงทุน-โครงสร้างพื้นฐาน

    อบจ.อุดรธานี ผนึกทุกภาคส่วน ขับเคลื่อนระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ ดันลงทุน-โครงสร้างพื้นฐาน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/local-politics/153408&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Hlnqiuia1vUAerPMZ06PA

  • หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมบรรยาย “NEXT NORTH : ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและนวัตกรรมภูมิภาค ของหน่วยงานในพื้นที่”

    หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมบรรยาย “NEXT NORTH : ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและนวัตกรรมภูมิภาค ของหน่วยงานในพื้นที่”

    หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมบรรยาย “NEXT NORTH : ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและนวัตกรรมภูมิภาค ของหน่วยงานในพื้นที่” ผ่านกิจกรรม “NIA Portfolio Symposium 2026”

    วันที่ 10 มิถุนายน 2569 ผู้แทนหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ โดย นายอาคม สุวรรณกันธา รองประธานกรรมการ ร่วมบรรยายในหัวข้อ “NEXT NORTH : ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและนวัตกรรมภูมิภาคของหน่วยงานในพื้นที่” ผ่านกิจกรรมสร้างเครือข่ายในพื้นที่ภูมิภาคเหนือ (NIA Portfolio Symposium) ครั้งที่ 3 จัดขึ้นโดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ร่วมกับเครือข่ายนวัตกรรมด้านเศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ภายใต้การดำเนินงานของศูนย์ความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมทางการเกษตรสำหรับบัณฑิตผู้ประกอบการ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มีผู้ประกอบการธุรกิจนวัตกรรม จาก 17 จังหวัดภาคเหนือ เข้าร่วมมากกว่า 30 กิจการ ณ Wintree City Resort Chiang Mai

    ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กล่าวเปิดกิจกรรม และกล่าวถึงพันธกิจหลักของ NIA ในการเสริมสร้างระบบนวัตกรรมแห่งชาติ เพื่อยกระดับความสามารถทางนวัตกรรมและขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น “ชาตินวัตกรรม” สะท้อนให้เห็นผ่านการยกระดับอันดับดัชนีนวัตกรรมโลก (Global Innovation Index) ที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการผลักดันระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทยให้เติบโต โดย NIA ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนและเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการไทย สามารถปรับตัวรับมือกับความผันผวนและวิกฤตการณ์ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านกลยุทธ์ GROOM – GRANT – GROWTH – GLOBAL นอกจากนี้ยังกล่าวต่อว่า “NIA ให้ความสำคัญกับการรับฟังเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการที่ผ่านการสนับสนุนจากกลไกต่างๆของ NIA อย่างใกล้ชิด เพื่อนำมาพัฒนากระบวนการทำงาน และกลไกการส่งเสริมและสนับสนุนให้ตอบโจทย์ความต้องการของดำเนินธุรกิจนวัตกรรมได้ดีมากยิ่งขึ้น”

    ดร.สุรอรรถ ศุภจัตุรัส รองผู้อำนวยการด้านการเงินนวัตกรรม ได้แนะนำ 9 กลไกสนับสนุนทางการเงินของ NIA ซึ่งเป็นการสนับสนุนเงินทุนแก่ผู้ประกอบการนวัตกรรมวิสาหกิจเริ่มต้น วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม วิสาหกิจเพื่อสังคม ที่ต้องการพัฒนาและต่อยอดนวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์ โดยแบ่งการสนับสนุนเป็นทุนนวัตกรรมที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ และทุนนวัตกรรมรายพื้นที่ และได้รับเกียรติจากหน่วยงานเครือข่ายในพื้นที่ ประกอบด้วย สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่ หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ อุทยานวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเกษตรและอาหาร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ศูนย์นวัตกรรมอาหารและบรรจุภัณฑ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และหน่วยขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อสังคม ประจำพื้นที่ภาคเหนือตอนบน 1 วิทยาลัยพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยีชุมชนเอเชีย (adiCET) มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ที่ได้มาร่วมแนะนำหน่วยงานและกลไกการส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการธุรกิจนวัตกรรม

    ทั้งนี้ ในส่วนของหอการค้าฯ ได้แนะนำบทบาท และภารกิจขององค์กรที่จะแนวทางการส่งเสริมผู้ประกอบการ การพัฒนาสินค้าและบริการให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด การประยุกต์ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน ตลอดจนการเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและสร้างโอกาสทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการในพื้นที่

    นอกจากนี้ ภายในงานมีกิจกรรมเวทีรับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบการที่ได้รับทุนในภูมิภาคเหนือ โดยมีคณะอนุกรรมการพิจารณาและกลั่นกรองโครงการนวัตกรรม ยกระดับภูมิภาค และคณะทำงานพิจารณาและกลั่นกรองโครงการนวัตกรรม ภาคเหนือ ร่วมรับฟังความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะกับผู้ประกอบการ ตลอดจนการจัดแสดงผลงานนวัตกรรมของผู้ประกอบการ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างโอกาสทางธุรกิจ และต่อยอดการเติบโตของธุรกิจนวัตกรรมไทยในอนาคต

    #หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ #CCC25 #YECหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ #YECCM #ChiangmaiForward #NIA #Innovation #Regional #NIAPortfolioSymposium2026

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/3949613/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XqIKQhxpWmInjOqKVgqxh

  • ครบ 2 เดือน ‘รัฐบาลอนุทิน’ เช็คผลงาน-มาตรการใหม่ เดิมพันเศรษฐกิจประเทศ

    ครบ 2 เดือน ‘รัฐบาลอนุทิน’ เช็คผลงาน-มาตรการใหม่ เดิมพันเศรษฐกิจประเทศ

    ครบรอบ 2 เดือนเต็มสำหรับการเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ หลังจากได้แถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา ไปเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 และเริ่มประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรกอย่างเป็นทางการในวันที่ วันที่ 11 เมษายน 2569 ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล

    คลอดมาตรการแรกรับมือวิกฤต

    ตลอดระยะเวลากว่า 2 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาล “อนุทิน ชาญวีรกูล” ได้ออกมาตรการเร่งด่วนเฉพาะหน้า ภายหลังเกิดวิกฤตความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง นับเป็นความท้าทายตั้งแต่ก้าวแรกของการเข้ามาบริหารประเทศ โดยในการประชุมครม. นัดแรกวันที่ 11 เมษายน 2569 ที่ประชุมมีมติสำคัญออกมาหลายเรื่องเพื่อช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยอนุมัติงบกลางกว่า 7,742 ล้านบาท แบ่งเป็น 3 ด้าน คือ

    1. ดูแลกลุ่มเปราะบาง โดยใช้งบกลาง 6,022.85 ล้านบาท สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดสวัสดิการแก่ผู้มีสิทธิฯ ตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 จำนวน 4,700 ล้านบาท อย่างต่อเนื่องในปีงบฯ 2569 ต่อไป และสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินมาตรการบรรเทาผลกระทบให้แก่กลุ่มเปราะบางตามมติ ครม. (26 มีนาคม 2569) จำนวน 1,322.85 ล้านบาท

    2. มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่ง ผู้ขับรถรับจ้างที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง และผู้ประกอบการขนส่งสินค้าแบบไม่ประจำทาง ใช้งบกลาง 1,458 ล้านบาท  และจะใช้งบฯ จากกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) อีก 601 ล้านบาทเพื่อสมทบมาตราการนี้ ซึ่งจะดูแลรถจำนวน 467,507 คัน โดยการโอนเงิน จะเป็นการจ่ายผ่านพร้อมเพย์ แก่ผู้ประกอบการที่มีชื่อในระบบของกระทรวงคมนาคม และจะมีการเปิดให้แจ้งข้อมูลในลำดับต่อไป

    นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ครั้งที่ 1/2569 ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 11 เมษายน 2569

    3. มาตรการบรรเทาค่าครองชีพประชาชน โดยใช้งบกลาง 260.60 ล้านบาท ผ่าน 3 โครงการสำคัญ คือ 1. โครงการ “ธงเขียวราคาประหยัดพลัส” จัดจำหน่ายสินค้าเกษตรและปัจจัยการผลิตในราคาประหยัด 2. โครงการ “เยียยวยาลดค่าครองชีพประชาชน” ผ่านงานธงฟ้า รถโมบาย และรถพุ่มพวง จัดทั่วประเทศ และ 3. โครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย” จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ 

    เร่งทำงบประมาณทันตามกำหนด

    ในช่วงแรกของการเข้ามาบริหารประเทศ รัฐบาลยังดำเนินมาตรการสำคัญนั่นคือ การเร่งรัดการจัดทำงบประมาณและการปรับปรุงปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยปรับลดระยะเวลาให้เร็วขึ้นจากเดิมที่อาจล่าช้าประมาณ 2 เดือน ให้กลับมาดำเนินการได้ทันกรอบระยะเวลางบประมาณ คือ เริ่มใช้งบประมาณใหม่ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

    สาระสำคัญของการจัดทำงบประมาณปี 2570 เน้นแก้ปัญหาประชาชน ควบคู่กับการรักษาวินัยการคลัง รองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจ และใช้แนวคิดงบประมาณฐานศูนย์ ทบทวนความจำเป็นของทุกโครงการ พร้อมเปิดใช้แหล่งเงินทางเลือก เช่น การร่วมลงทุนภาครัฐและเอกชน (PPP) เพื่อลดภาระงบประมาณของประเทศ

    พร้อมทั้งปรับปรุงการมอบหมายผู้มีอำนาจกำกับแผนงานบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 9 แผนงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงบประมาณให้เป็นไปอย่างมีเอกภาพ

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี นัดแรก วันที่ 11 เมษายน 2569

    ประกาศพลังงานวาระแห่งชาติ

    ช่วงปลายเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ประกาศ “วาระแห่งชาติด้านพลังงาน” เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงานที่ผันผวน และส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว โดยกำหนดมาตรการสำคัญเพื่อบรรเทาภาระค่าไฟฟ้าของประชาชน และส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ 

    ต่อมาในการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) นัดแรก ยังเห็นชอบการปรับปรุงนโยบายอัตราค่าไฟฟ้าสาหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย โดยปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า (Progressive rate) สำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก อัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ภายในเดือนมิถุนายน 2569 และปรับปรุงอัตราการใช้ไฟฟ้าที่มากกว่า 200 หน่วยขึ้นไปเป็นอัตราที่สะท้อนและส่งเสริมให้เกิดการใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น

    ส่วนการส่งเสริม Solar Rooftop ภาคประชาชน กพช.ยังเห็นชอบแนวทางการส่งเสริมฯ ในรูปแบบ Net Billing โดยกำหนดเป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินปริมาณ 500 MW ปริมาณพลังงานไฟฟ้าเสนอขายไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ (kW) ต่อมิเตอร์รับซื้อไฟฟ้า กำหนดราคารับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินที่จำหน่ายไฟฟ้าเข้าระบบ 2.20 บาทต่อหน่วย ระยะเวลารับซื้อ 10 ปี

    พร้อมทั้งมอบหมายให้ กกพ. ดำเนินการออกระเบียบและประกาศรับซื้อไฟฟ้าตามแนวทางการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคาสำหรับภาคประชาชน ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2569 รวมถึงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับปรุงข้อกำหนดเกี่ยวกับโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Code) และอุปกรณ์รองรับ เพื่อให้ระบบไฟฟ้าสามารถรองรับโครงการได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศ

    ออกพรก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

    ช่วงต้นเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ประกาศการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.)ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ วงเงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ โดยนายกฯ ระบุว่าพ.ร.ก.ฉบับนี้ เป็นทั้งเครื่องมือในการพาประเทศผ่านวิกฤต และเป็นการวางรากฐานเพื่อลดความเปราะบางทางเศรษฐกิจในอนาคต โดยยังคงรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด 

    แนวทางการแก้ปัญหาในครั้งนี้ ไม่ได้จะทำให้ปัญหาที่เป็นวิกฤตของโลกนั้นหายไป แต่จะทำให้คนไทยมีแรงรับมือกับปัญหาได้ดีขึ้น และเป็นการประคับประคองพี่น้องของเราที่มีกำลังน้อยกว่า ให้สามารถเดินฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน อีกทั้งยังจะทำให้ประเทศไทยของเรามีความเข้มแข็งขึ้น และมีความพร้อมสูงสุดในการรับมือกับปัญหาในอนาคต

    นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำคณะรัฐมนตรีแถลงเรื่องพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 5 พฤษภาคม 2569

    เปิดทำเนียบคุยเจ้าสัว

    ช่วงกลางเดือนพ.ค.มีงานใหญ่เกิดขึ้นที่ทำเนียบรัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรี เชิญผู้บริหารระดับสูง หรือกลุ่มเจ้าสัว จากภาคธุรกิจ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญเข้าร่วม เช่น ายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) นายเวทิต โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) 

    ทั้งนี้เพื่อเปิดรับฟังข้อเสนอแนะจากผู้ประกอบการทุกภาคส่วน เพื่อนำไปปรับปรุงแนวทางการทำงานและอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจให้มากที่สุด เพื่อให้การประกอบธุรกิจในประเทศไทยเกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งต่อผู้ประกอบการ ประชาชน และเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม โดยรัฐบาลจะจัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน หรือ กรอ. พร้อมสร้างระบบ Dashboard ติดตามผลทุกมาตรการ และนัดประเมินผลร่วมกันภายใน 6 เดือน เพื่อให้ประชาชนเห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง

    นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมหารือร่วมระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชน เรื่องแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ ณ ตึกภักดีบดินทร์ และร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำ ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 15 พฤษภาคม 2569

    อนุมัติไทยช่วยไทย พลัส 

    ไม่นานจากนั้น การประชุมครม. ช่วงกลางเดือนพ.ค.ก็ได้อนุมัติโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบค่าครองชีพประชาชนและรักษาไม่ให้กำลังซื้อลดลงมากเกินไป โดยรัฐบาลจะช่วยเหลือประชาชนกว่า 43 ล้านคน เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนเป็นระยะเวลา 4 เดือน ตั้งแต่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 ผ่านการใช้เงินจากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน วงเงินรวมกว่า 1.7 แสนล้านบาท

    สำหรับการช่วยเหลือแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

    1.การช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวนประมาณ 13.2 ล้านคน ซึ่งรัฐจะให้เงินเพิ่มอีกเดือนละ 700 บาท จากเดิมได้ 300 บาท รวมเป็น 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน และในช่วงระหว่างนี้กระทรวงการคลังและกระทรวงมหาดไทย จะร่วมกันปรับปรุงฐานข้อมูลเพื่อให้มีความแม่นยำและเปิดลงทะเบียนใหม่เพื่อให้กลุ่มที่ตกหล่นสามารถเข้าถึงสิทธิ์ได้

    2.การช่วยเหลือคนชั้นกลางและมนุษย์เงินเดือนที่ประสบปัญหาค่าครองชีพสูงขึ้น ผ่าน ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 โดยใช้หลักการรัฐช่วยจ่าย 60% และประชาชนจ่ายเอง 40% เพื่อบรรเทาค่าใช้จ่ายประจำวันในวงเงินคนละ 1,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 4 เดือน โดยเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ ตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค. เริ่มรับสิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.เป็นต้นไป 

    3.การช่วยต่อลมหายใจให้ร้านค้าและธุรกิจรายย่อยทั่วประเทศโดยเน้นการเติมสภาพคล่องและเติมสายป่านให้ผู้ขายรายเล็กสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้

    เปิดลงทะเบียนบัตรคนจน

    ต่อมาช่วงต้นเดือนมิ.ย. ครม.มีมติเห็นชอบการดำเนินการโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 กำหนดกลุ่มเป้าหมาย 14.14 ล้านคน ทั้งผู้มีบัตรเดิม และผู้ไม่มีบัตรมาก่อน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ตกหล่น โดยมีเป้าหมายให้ประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมายสามารถเข้าร่วมโครงการได้อย่างครบถ้วน เพื่อให้ภาครัฐมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน

    เปิดยืนยันสิทธิ์ตั้งแต่ 4 มิ.ย. 2569 เริ่มให้ผู้ถือบัตรเดิม 13.18 ล้านคน ยืนยันสิทธิ์ผ่าน 5 ช่องทาง ได้แก่ แอปเป๋าตัง แอปทางรัฐ เว็บไซต์โครงการ ตู้ ATM และสาขาธนาคารรัฐ จากนั้นกระทรวงการคลังจะตรวจสอบกับฐานข้อมูลกว่า 40 หน่วยงาน ก่อนประกาศผล 17 กรกฎาคม และเปิดอุทธรณ์ถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม โดยส่งเอกสารเพิ่มเติมได้ถึง 16 สิงหาคม คาดสรุปรายชื่อผู้มีสิทธิ์ทั้งหมดภายในเดือนกันยายน

    ผู้ถือบัตรปัจจุบันยังคงได้รับเงินตามปกติในเดือนมิถุนายน–กรกฎาคม แต่หากไม่ผ่านเกณฑ์รอบใหม่ จะถูกระงับสิทธิ์ตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นไป ทั้งนี้รัฐบาลจะไม่เรียกคืนเงินที่ได้รับไปแล้ว อย่างไรก็ตามยังมีกลุ่มตกหล่นที่ยังไม่ได้ร่วมโครงการ รัฐบาลได้มอบหมายกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงพม. สำรวจกลุ่มตกหล่น ก่อนเปิดลงทะเบียนใหม่อีกครั้ง

    รองนายกรัฐมนตรี เอกนิติ นิติทัณประภาศ เป็นประธานการแถลงข่าว โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส บรรเทาภาระค่าครองชีพ ดูแลเศรษฐกิจฐานราก ฝ่าวิกฤตพลังงานไปด้วยกัน” ณ ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล 19 พฤษภาคม 2569

    จับตาโครงการใหม่ในอนาคต

    ส่วนมาตรการอื่น ๆ ที่อยู่ระหว่างการผลักดันของรัฐบาล ส่วนใหญ่เน้นระยะยาว โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานใหญ่ เช่น โครงการแลนด์บริดจ์ ล่าสุดได้ตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาแลนด์บริดจ์ โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เป็นประธานกรรมการ เพื่อศึกษาทบทวนความคุ้มค่าและผลกระทบต่าง ๆ 

    ขณะเดียวกันยังมีแนวคิดการบริหารรถไฟฟ้ารายเดียว (Single Ownership) ของรัฐบาล ด้วยแนวทางการโอนสิทธิ์การบริหารจัดการโครงการรถไฟฟ้าทุกสีและทุกสายในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ให้มาอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เพื่อนำไปสู่การบริหารจัดการระบบรถไฟฟ้าร่วมกันรองรับนโยบายตั๋วร่วม โดยใช้สูตรโครงสร้างราคา 17-45 บาทต่อเที่ยว ซึ่งโมเดลใหม่นี้จะครอบคลุมรถไฟฟ้าทุกเส้นทาง จากเดิมที่มีการปรับรูปแบบจ่ายค่าโดยสารราคาเหมา 40 บาทต่อวัน 

    ด้านการค้า รัฐบาลเตรียมเร่งเดินหน้า FTA เพื่อเปิดตลาดใหม่และดึงดูดการลงทุน โดยอยู่ระหว่างเร่งปิดดีลสำคัญ ได้แก่ ไทย–EU ไทย–เกาหลีใต้ และอาเซียน–แคนาดา ตั้งเป้าสรุปภายในปี 2569 ขณะเดียวกัน FTA ไทย–EFTA ที่ลงนามแล้ว ตั้งเป้ามีผลใช้บังคับ 1 มกราคม 2570 จะช่วยขยายการเข้าถึงตลาดรายได้สูง และยกระดับมาตรฐานการค้าไทย

    ส่วน FTA ไทย–ศรีลังกา ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการให้มีผลใช้บังคับ จะช่วยเชื่อมโยงการค้าในเอเชียใต้และขยายฐานตลาดภูมิภาค

    เช่นเดียวกับการผลักดันโครงการ TH-AI Passport เพื่อสร้างระบบนิเวศด้าน AI ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม ล่าสุดโครงการอยู่ระหว่างการพิจารณา ภายใต้ประเด็นข้อถกเถียงและเป็นที่จับตาของสังคมอย่างกว้างขวาง

    นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งจะมีโครงการต่าง ๆ ถูกผลักดันออกมาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้การใช้เงินจาก พ.ร.ก.เงินกู้ กรอบวงเงินที่กันไว้อีก 2 แสนล้านบาทอีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/661152&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vHu-ilVfbWtRrYd-P-0x8

  • จัดงบ 4.4 พันล้านบาทหนุน ‘ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง’

    จัดงบ 4.4 พันล้านบาทหนุน ‘ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง’

    รัฐบาลเดินหน้าช่วยประชาชนฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ จัดงบกว่า 4,400 ล้านบาท หนุน ‘ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง’ ลดภาระหนี้สมาชิกกองทุนหมู่บ้านกว่า 8 ล้านคนทั่วประเทศ

    11 มิ.ย.2569 – นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญกับการบรรเทาภาระค่าครองชีพและแก้ไขปัญหาหนี้สินของประชาชน โดยเฉพาะการดูแลเศรษฐกิจฐานรากและการเพิ่มสภาพคล่องให้กับครัวเรือนทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนสามารถดำรงชีพและประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคงท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (กทบ.) เปิดเผยว่า รัฐบาลได้เดินหน้า “โครงการไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” เพื่อช่วยเหลือสมาชิกกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองทั่วประเทศ โดยรัฐบาลจัดสรรงบประมาณจำนวนกว่า 4,452 ล้านบาท เพื่อเพิ่มทุนให้แก่กองทุนหมู่บ้าน พร้อมสนับสนุนให้กองทุนปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้แก่สมาชิกลงอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง ซึ่งเท่ากับว่ารัฐบาลจะเข้ามาร่วมรับภาระดอกเบี้ยกับประชาชน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้แก่ครัวเรือนโดยตรง

    นางสาวลลิดา กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลในการดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและต้นทุนค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มประชาชนในระดับชุมชนและชนบท ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย ทั้งยังสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านกลไกชุมชน ควบคู่กับการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับกองทุนหมู่บ้านในฐานะสถาบันการเงินชุมชนของประชาชน

    ทั้งนี้ สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) จะเปิดให้กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองทั่วประเทศยื่นคำขอเข้าร่วมโครงการในช่วงเดือนมิถุนายน–กรกฎาคม 2569 โดยหากกองทุนใดจัดส่งเอกสารครบถ้วนถูกต้อง สทบ. จะเร่งดำเนินการจัดสรรงบประมาณเพิ่มทุนให้โดยเร็ว เพื่อให้สมาชิกได้รับประโยชน์จากการลดภาระดอกเบี้ยอย่างทันท่วงที

    ปัจจุบันประเทศไทยมีกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองจำนวนกว่า 79,610 กองทุน ครอบคลุมประชาชนมากกว่า 12 ล้านคนทั่วประเทศ และถือเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมอาชีพ สร้างรายได้ และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนในระดับฐานราก โดยคาดว่าโครงการไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง จะช่วยลดภาระทางการเงินและสร้างประโยชน์ให้กับสมาชิกกองทุนหมู่บ้านได้มากกว่า 8 ล้านคน

    “รัฐบาลมุ่งใช้ทุกกลไกที่มีอยู่ในการช่วยเหลือประชาชนอย่างตรงจุด ทั้งการลดภาระหนี้ เพิ่มสภาพคล่อง และเสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก เพื่อให้ประชาชนสามารถผ่านพ้นความท้าทายทางเศรษฐกิจไปได้อย่างมั่นคง และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม” นางสาวลลิดา กล่าว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/1012160/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0assftrVgcoRu-Rox71vED

  • รัฐบาลอัดงบ 4.4 พันล้าน หนุน ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง

    รัฐบาลอัดงบ 4.4 พันล้าน หนุน ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง

    วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.24 น.

    รัฐบาลเดินหน้าช่วยประชาชนฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ จัดงบกว่า 4,400 ล้านบาท หนุน “ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” ลดภาระหนี้สมาชิกกองทุนหมู่บ้านกว่า 8 ล้านคนทั่วประเทศ

    11 มิถุนายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญกับการบรรเทาภาระค่าครองชีพและแก้ไขปัญหาหนี้สินของประชาชน โดยเฉพาะการดูแลเศรษฐกิจฐานรากและการเพิ่มสภาพคล่องให้กับครัวเรือนทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนสามารถดำรงชีพและประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคงท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (กทบ.) เปิดเผยว่า รัฐบาลได้เดินหน้า “โครงการไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” เพื่อช่วยเหลือสมาชิกกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองทั่วประเทศ โดยรัฐบาลจัดสรรงบประมาณจำนวนกว่า 4,452 ล้านบาท เพื่อเพิ่มทุนให้แก่กองทุนหมู่บ้าน พร้อมสนับสนุนให้กองทุนปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้แก่สมาชิกลงอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง ซึ่งเท่ากับว่ารัฐบาลจะเข้ามาร่วมรับภาระดอกเบี้ยกับประชาชน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้แก่ครัวเรือนโดยตรง

    นางสาวลลิดา กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลในการดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและต้นทุนค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มประชาชนในระดับชุมชนและชนบท ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย ทั้งยังสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านกลไกชุมชน ควบคู่กับการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับกองทุนหมู่บ้านในฐานะสถาบันการเงินชุมชนของประชาชน

    ทั้งนี้ สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) จะเปิดให้กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองทั่วประเทศยื่นคำขอเข้าร่วมโครงการในช่วงเดือนมิถุนายน–กรกฎาคม 2569 โดยหากกองทุนใดจัดส่งเอกสารครบถ้วนถูกต้อง สทบ. จะเร่งดำเนินการจัดสรรงบประมาณเพิ่มทุนให้โดยเร็ว เพื่อให้สมาชิกได้รับประโยชน์จากการลดภาระดอกเบี้ยอย่างทันท่วงที

    ปัจจุบันประเทศไทยมีกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองจำนวนกว่า 79,610 กองทุน ครอบคลุมประชาชนมากกว่า 12 ล้านคนทั่วประเทศ และถือเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมอาชีพ สร้างรายได้ และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนในระดับฐานราก โดยคาดว่าโครงการไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง จะช่วยลดภาระทางการเงินและสร้างประโยชน์ให้กับสมาชิกกองทุนหมู่บ้านได้มากกว่า 8 ล้านคน

    “รัฐบาลมุ่งใช้ทุกกลไกที่มีอยู่ในการช่วยเหลือประชาชนอย่างตรงจุด ทั้งการลดภาระหนี้ เพิ่มสภาพคล่อง และเสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก เพื่อให้ประชาชนสามารถผ่านพ้นความท้าทายทางเศรษฐกิจไปได้อย่างมั่นคง และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม” นางสาวลลิดา กล่าว

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/970105&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CHMFYYFMxV6ZI-BluMC1A

  • ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค พ.ค. ทรุด พิษสงคราม ทำคนไม่กล้าใช้เงิน

    ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค พ.ค. ทรุด พิษสงคราม ทำคนไม่กล้าใช้เงิน

    ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคประจำเดือนพฤษภาคม 2569 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค (CCI) ปรับตัวลดลงจากระดับ 50.6 มาอยู่ที่ 49.5 ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 41 เดือน นับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2565 เป็นต้นมา

    ปัจจัยหลักมาจากความกังวลเกี่ยวกับภาวะสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน รวมถึงราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยและค่าครองชีพของประชาชนในปัจจุบัน

    ดัชนีทุกรายการต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ สะท้อนคนไม่มั่นใจรายได้อนาคต เมื่อเจาะลึกในแต่ละภาคส่วน พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นปรับตัวลดลงทุกรายการ และยังคงเคลื่อนไหวอยู่ต่ำกว่าระดับปกติ (ระดับ 100) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคยังขาดความมั่นใจอย่างมาก ดังนี้:

    ·       ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม: ลดลงจาก 44.1 มาอยู่ที่ 43.1

    ·       ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำ: ลดลงจาก 48.6 มาอยู่ที่ 47.5

    ·       ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต: ลดลงจาก 59.0 มาอยู่ที่ 57.9

    ·       ดัชนีความเชื่อมั่นในปัจจุบัน: ลดลงจาก 34.7 มาอยู่ที่ 33.6

    ·       ดัชนีความเชื่อมั่นในอนาคต: ลดลงจาก 58.3 มาอยู่ที่ 57.3

    การที่ดัชนีร่วงยกแผงเช่นนี้ สะท้อนว่าผู้บริโภคมองว่าเศรษฐกิจไทยและการจ้างงานมีโอกาสฟื้นตัวได้ช้า ส่งผลให้รายได้ในอนาคตมีความไม่แน่นอนสูง

    จับตาครึ่งปีแรกผู้บริโภครัดเข็มขัด รอดูมาตรการรัฐกู้ชีพเศรษฐกิจ ม.หอการค้าไทย คาดว่าในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ผู้บริโภคจะยังคงเพิ่มความระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอย เพื่อรอดูความชัดเจนของสถานการณ์สงครามในต่างประเทศว่าจะรุนแรงหรือยุติลงเมื่อใด ตลอดจนเฝ้ารอดูมาตรการของรัฐบาลในการบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงานและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจว่าจะเห็นผลเร็วแค่ไหน

    อย่างไรก็ตาม สปอตไลต์จะจับจ้องไปที่ดัชนีความเชื่อมั่นในเดือนมิถุนายน (เดือนหน้า) ซึ่งจะเป็นเครื่องชี้วัดสำคัญว่าความเชื่อมั่นจะเริ่มตีกลับมาได้หรือไม่ หลังจากที่รัฐบาลเริ่มอัดฉีดเม็ดเงินภายใต้โครงการ ไทยช่วยไทยพลัส ตั้งแต่เดือนมิถุนายนนี้เป็นต้นไป ยาวต่อเนื่องรวม 4 เดือนจนถึงเดือนกันยายน 2569 เพื่อช่วยพยุงกำลังซื้อของประชาชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-consumer-index-war&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3m7NNflPllQ75WxqvM5IxE

  • ‘ขาดดุลแฝด’ คลัง-เดินสะพัด โอกาสหรือวิกฤตของเศรษฐกิจไทย?

    ‘ขาดดุลแฝด’ คลัง-เดินสะพัด โอกาสหรือวิกฤตของเศรษฐกิจไทย?

    ‘บล.อินโนเวสท์ เอกซ์’ เผยไทยกำลังเผชิญภาวะขาดดุลแฝด จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการนำเข้าสินค้าทุนเพื่อรองรับเอฟดีไอ แต่ไม่เป็นวิกฤตจากดุลชำระเงินยังป็นบวก มองเป็นโอกาสระยะยาวสร้างรายได้แก่ประเทศในอนาคต เงินบาทอ่อนค่าช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออก

    ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด เปิดเผยว่า กรณีไทยขาดดุลการค้าในระดับสูงกว่า 10,021 ล้านดอลลาร์ ในเดือนเม.ย. 2569 ที่ผ่านมา ประกอบกับการขาดดุลทางการคลังอย่างต่อเนื่องจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐนั้น ทำให้เกิดความกังวลในกลุ่มนักลงทุนและประชาชนทั่วไปว่า ไทยอาจกำลังเข้าสู่ “ภาวะขาดดุลแฝด”

    ทั้งนี้ ภาวะขาดดุลแฝดในทางเศรษฐศาสตร์คือการที่ประเทศต้องเผชิญกับภาวะขาดดุลพร้อมกันทั้ง “ดุลการคลัง” และ “ดุลบัญชีเดินสะพัด” โดยมักถูกใช้ในบริบทของความกังวลเนื่องจาก 3 เหตุผลสำคัญ ได้แก่ 1.การขาดดุลในปริมาณมากจะสร้างแรงกดดันต่อ “ค่าเงินบาท” และอาจนำไปสู่วงจรเงินเฟ้อ 2.เพิ่มความเปราะบางจากภาระ “หนี้ต่างประเทศ” และความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน 3.เพิ่มความเสี่ยงการเกิด “วิกฤตเศรษฐกิจ” หากนักลงทุนต่างชาติขาดความเชื่อมั่นและถอนทุนคืนกะทันหัน จนนำไปสู่วิกฤตดุลการชำระเงิน ดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นในวิกฤตปี 2540

    โครงสร้างวิกฤตแตกต่าง ย้ำเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทยยังแกร่ง

    อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในเชิงโครงสร้าง สถานการณ์การขาดดุลของไทยมีความแตกต่างจากวิกฤตในอดีต สอดคล้องกับที่ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ประเมินว่า การขาดดุลในครั้งนี้เป็นเพียงปัจจัยชั่วคราวและไม่ใช่ปัญหาเชิงโครงสร้างที่น่ากังวล โดยมีข้อสังเกตที่น่าสนใจแบ่งไปใน 3 มิติ

    ประการแรกคือการนำเข้าเดือน เม.ย. 2569 ที่พุ่งสูงถึง 45.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน มีสาเหตุหลักมาจากสองปัจจัย คือ การนำเข้าสินค้าทุน เช่น อุปกรณ์สำหรับศูนย์จัดเก็บข้อมูล หรือ “ดาต้าเซ็นเตอร์” เช่น แผงวงจร และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับการลงทุนตรงจากต่างประเทศ หรือ “เอฟดีไอ” และต้นทุนการนำเข้าเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นตามราคาพลังงานโลก ซึ่งการขาดดุลลักษณะนี้สะท้อนการลงทุนเพื่ออนาคต ไม่ใช่สัญญาณของเศรษฐกิจที่อ่อนแอถาวร

    ประการต่อมา แม้ดุลบัญชีเดินสะพัดจะติดลบ แต่ “ดุลบริการ” ยังคงเกินดุลจาก “รายได้ภาคท่องเที่ยว” ที่ทยอยฟื้นตัว ขณะที่ “ดุลบัญชีทุนและเงินทุนเคลื่อนย้าย” ยังคงเกินดุลจากกระแสเงินทุน “เอฟดีไอ” ที่ไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ดุลการชำระเงินโดยรวมยังคงเป็นบวกอยู่ที่ราว 1,351 ล้านดอลลาร์ ทั้งนี้ เมื่อคำนวณจากค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 6 เดือนล่าสุด ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าระบบการชำระเงินระหว่างประเทศของไทยยังมีเสถียรภาพ

    ประเด็นสุดท้ายคือ “ค่าเงินบาท” ไม่ได้อ่อนค่ารุนแรง โดยในเดือน พ.ค. ปี 2569 อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยอยู่ที่ราว 32.47 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากกระแสเงินทุนเอฟดีไอที่นักลงทุนต่างชาตินำเข้ามาลงทุนในประเทศ ช่วยหักล้างกับเงินดอลลาร์ที่ไหลออกเพื่อไปซื้อสินค้าทุน ทำหน้าที่เป็นกระแสเงินสองสายที่หักล้างกันเอง แรงกดดันต่อค่าเงินบาทจึงไม่รุนแรงอย่างที่หลายฝ่ายกังวล

    พลิกมุมมอง ‘ขาดดุลแฝด’ คือโอกาสระยะยาว

    เมื่อวิเคราะห์ในมิติการพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาว การขาดดุลแฝดครั้งนี้อาจเป็นสัญญาณบวก ทั้งนี้ ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกเสี่ยงชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญ การขาดดุลการคลังผ่านโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ อาทิ โครงการไทยช่วยไทยพลัส หรือพระราชกำหนดกู้เงิน 400,000 ล้านบาท นับเป็น “กันชน” สำคัญในการพยุงการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนในยามที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจอื่นยังไม่ทำงานเต็มที่ ซึ่งจำเป็นและเหมาะสมกับสถานการณ์

    นอกจากนี้การขาดดุลจากการนำเข้าสินค้าทุนเพื่อรองรับโครงสร้างพื้นฐานด้านเอฟดีไอ ทั้งในกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ อุตสาหกรรมสารกึ่งตัวนำ หรือ “เซมิคอนดักเตอร์” และห่วงโซ่การผลิตชิปขั้นสูง จะกลายเป็นแหล่งรายได้สำคัญในอนาคต

    สะท้อนผ่านสัญญาณเชิงบวกจากการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ในเดือน เม.ย. ที่เติบโตสูงถึง 64.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และผู้ผลิตชิ้นส่วนเทคโนโลยีขั้นสูงรายสำคัญที่จะเริ่มมีกำลังการผลิตมากขึ้นในครึ่งหลังของปี ดังนั้น การขาดดุลในระยะสั้นจึงเป็นต้นทุนที่คุ้มค่า

    สำหรับเงินบาทในปัจจุบันยังคงแข็งค่ากว่าคู่ค้าและคู่แข่ง 29% เมื่อเทียบกับปีฐาน 2555 ซึ่งส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของไทยลดลงตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ดังนั้น หากการขาดดุลแฝดส่งผลให้เงินบาทปรับตัวอ่อนค่าลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปและมีเสถียรภาพ จะส่งผลดีต่อภาคการส่งออกและความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว

    ในภาพรวม ภาวะการขาดดุลแฝดของประเทศไทยในปัจจุบัน “ไม่ใช่” สัญญาณวิกฤต แต่เป็นภาพสะท้อนของเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนผ่านโครงสร้าง ตราบใดที่เงินทุนสำรองระหว่างประเทศยังคงแข็งแกร่ง ดุลการชำระเงินโดยรวมเป็นบวก และกระแสเอฟดีไอยังไหลเข้าต่อเนื่อง ความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤตค่าเงินหรือวิกฤตดุลการชำระเงินจะยังคงอยู่ในระดับต่ำ

    สิ่งที่น่าจับตามองในอีก 3-5 ปีข้างหน้าคือ คุณภาพและองค์ประกอบของสิ่งที่นำเข้าและส่งออกว่าจะเป็นอย่างไร การขาดดุลแฝดที่นำไปสู่โครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งกว่าเดิมและค่าเงินที่สะท้อนความเป็นจริงของเศรษฐกิจมากขึ้น อาจเป็น “ต้นทุนที่จ่ายแล้วคุ้มค่า” สำหรับการก้าวกระโดดไปข้างหน้าของประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1238000&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18yJ0xo8HesAS_93TVMF_Y

  • ‘หอการค้า’ ยื่นพิมพ์เขียว ชง 3 วาระกู้เศรษฐกิจด่วนถึงนายกฯ เร่งฟื้นกำลังซื้อ ลดต้นทุน ปลดล็อกขีดแข่งขันไทย

    ‘หอการค้า’ ยื่นพิมพ์เขียว ชง 3 วาระกู้เศรษฐกิจด่วนถึงนายกฯ เร่งฟื้นกำลังซื้อ ลดต้นทุน ปลดล็อกขีดแข่งขันไทย

    หอการค้าฯ ชง 3 วาระใหญ่ถึงนายกฯ ดันตั้ง กรอ.ทุกมิติ ผนึกรัฐ-เอกชนฟื้นเศรษฐกิจไทย ชูปราบคอร์รัปชัน ปฏิรูปเกษตร เร่งเจรจาการค้าโลก พร้อมอัด 10 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ยกระดับขีดแข่งขัน กระจายการเติบโตสู่ทุกภูมิภาค

    หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นำโดย พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นำคณะกรรมการเข้าพบ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะรัฐมนตรีและผู้บริหารภาครัฐ เพื่อหารือแนวทางขับเคลื่อนประเทศท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

    โดยภาคเอกชนได้ยื่นข้อเสนอสำคัญ 3 ด้าน เพื่อเป็นกรอบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการฟื้นฟูและยกระดับเศรษฐกิจไทยให้สามารถแข่งขันได้ พร้อมสร้างการเติบโตที่ทั่วถึงและยั่งยืน

    ด้านนายกรัฐมนตรีกล่าวต้อนรับคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมฉายภาพนโยบายรัฐบาลที่มุ่งแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศ ควบคู่กับการสร้างโอกาสใหม่และยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศ เสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชน

    ในการหารือครั้งนี้ ภาคเอกชนได้นำเสนอข้อเสนอเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในหลายมิติ โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเด็นหลัก ได้แก่

    1. ยกระดับขีดความสามารถแข่งขันประเทศ

    หอการค้าฯ เสนอให้เร่งแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันอย่างจริงจัง ผ่านการจัดตั้ง ‘คณะกรรมการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันแห่งชาติ’ ที่มีตัวแทนจากทุกภาคส่วนเข้าร่วม พร้อมเดินหน้าโครงการ Reinvent Thailand เพื่อรวบรวมข้อเสนอเร่งด่วนในการทบทวนกฎกระทรวง ระเบียบ ประกาศ และกฎหมายลำดับรองที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ ก่อนเสนอให้ฝ่ายกฎหมายของรัฐบาลพิจารณาปรับปรุง

    นอกจากนี้ ยังเสนอให้ปฏิรูปภาคการเกษตรทั้งระบบ เพื่อเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และสร้างเสถียรภาพด้านราคาให้กับเกษตรกรกว่า 30 ล้านคน ผ่านการยกระดับทั้งห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่การบริหารจัดการน้ำ การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ การตลาด และการสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคงและแข่งขันได้ในระยะยาว

    อีกหนึ่งข้อเสนอสำคัญคือการผลักดันการเจรจาการค้าระหว่างประเทศและการดึงดูดการลงทุน โดยเสนอให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะทำงานบูรณาการทุกภาคส่วน รวมถึงสนับสนุนสินค้า Made in Thailand และผู้ประกอบการไทยที่เคยได้รับการส่งเสริมจาก BOI ผ่านมาตรการและสิทธิประโยชน์ใหม่ ๆ

    พร้อมกันนี้ ภาคเอกชนยังเสนอให้จัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) รายสาขา เพื่อขับเคลื่อนนโยบายอย่างครอบคลุม ทั้งด้านพาณิชย์ เกษตร ท่องเที่ยว การศึกษา AI และเทคโนโลยี พลังงาน โลจิสติกส์ และ SMEs

    2. 10 มาตรการเร่งด่วนฟื้นเศรษฐกิจไทย

    ภาคเอกชนเสนอแนวทางเร่งด่วนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ประกอบด้วย

    1. กระตุ้นกำลังซื้อและการบริโภค ผ่านโครงการ “คนละครึ่งพลัส” หรือ “ไทยช่วยไทยพลัส” เพื่อกระจายเม็ดเงินสู่เมืองรอง
    2. ลดต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพ โดยเร่งลดราคาน้ำมัน ค่าไฟฟ้า และก๊าซหุงต้ม
    3. เพิ่มสภาพคล่อง SMEs ผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) และจัดตั้งโครงการค้ำประกันสินเชื่อในลักษณะเดียวกับ SMEs Credit Boost พร้อมจัดระเบียบฐานข้อมูลผู้ประกอบการ SMEs (Cleansing Data) เพื่อกำหนดมาตรการช่วยเหลือได้ตรงจุด
    4. แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและภาระหนี้สินของประชาชน ทั้งการปรับโครงสร้างหนี้และพักชำระหนี้
    5. ปกป้องตลาดภายในประเทศจากการทุ่มตลาดและการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม
    6. ส่งเสริมการส่งออกและขยายตลาดใหม่ พร้อมปรับปรุงภาษีนำเข้าวัตถุดิบเพื่อลดต้นทุนการผลิต
    7. ฟื้นฟูภาคการเกษตรและยกระดับรายได้เกษตรกร โดยวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด
    8. ส่งเสริมการท่องเที่ยวและภาคบริการ พร้อมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม
    9. ปฏิรูประบบราชการและเสริมสร้างธรรมาภิบาล ด้วยการเพิ่มความโปร่งใสและนำระบบดิจิทัลมาใช้ในการให้บริการภาครัฐ
    10. พัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ชายแดน และฟื้นฟูจังหวัดชายแดนที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

    นอกจากนี้ หอการค้าฯ ยังเสนอให้มีการตรวจสอบย้อนหลังโครงการจัดจ้างบริษัทที่ปรึกษาของภาครัฐ (Post Audit) ผ่านการกำหนดเงื่อนไขใน TOR เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงเร่งแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมเข้มข้น อาทิ การต่ออายุใบอนุญาตทำงานแรงงานต่างด้าว การปรับปรุงระบบ e-Work Permit และการยกระดับศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ ผ่านการปรับปรุงหลักเกณฑ์เขตปลอดอากรหอศิลป์ (Art Free Zone) เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางวัฒนธรรมและการเรียนรู้ของประเทศอย่างเป็นระบบ

    3. ดันแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ภาค ปลุก EEC

    ภาคเอกชนยังเสนอแผนพัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาคผ่านโครงการสำคัญในหลายสาขา

    ด้านเกษตรและอาหาร เสนอ 3 โครงการสำคัญ ได้แก่ การยกระดับผลไม้ไทยทั้งระบบผ่านการจัดตั้ง “คณะกรรมการผลไม้แห่งชาติ” การผลักดันกาแฟโรบัสต้าไทยสู่พืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง และการยกระดับมาตรฐานเกษตรปลอดภัยสู่ระดับสากล

    ด้านการท่องเที่ยว เสนอ 5 โครงการ ได้แก่ โครงการ Andaman Tourism Safety Sandbox ในพื้นที่ภูเก็ต กระบี่ และพังงา การพัฒนาการท่องเที่ยวริมแม่น้ำโขง การส่งเสริมการท่องเที่ยวสุขภาพภายใต้ Andaman Wellness Corridor การพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวชายฝั่งอ่าวไทย Thailand Riviera และการยกระดับระบบบริหารจัดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    ส่วนด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม เสนอให้จัดตั้ง “ศูนย์ประสานงานร่วมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน” เพื่อแก้ไขปัญหาหมอกควัน PM2.5 และไฟป่าอย่างเป็นระบบ ทั้งด้านการเฝ้าระวัง ป้องกัน และปราบปรามปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนในวงกว้าง

    ภายหลังการหารือ นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเห็นความสำคัญของข้อเสนอจากภาคเอกชน พร้อมเห็นชอบในหลักการให้จัดตั้งกลไก กรอ.ในด้านต่าง ๆ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

    อีกทั้งขอให้หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยช่วยประชาสัมพันธ์การพัฒนาโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และมาตรการส่งเสริมการลงทุนของ BOI ไปยังเครือข่ายภาคธุรกิจ เพื่อดึงดูดการลงทุนและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    ABOUT THE AUTHOR

    THE STANDARD WEALTH

    สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-chamber-proposes-economic-rescue/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tDToESuI8lwiKJgPS5qNL

  • ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค พ.ค. ลดต่อเนื่องเดือนที่ 3 ต่ำสุดในรอบ 42 เดือน กังวลภาวะสงคราม-ราคาน้ำมันพุ่งสูง : อินโฟเควสท์

    ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค พ.ค. ลดต่อเนื่องเดือนที่ 3 ต่ำสุดในรอบ 42 เดือน กังวลภาวะสงคราม-ราคาน้ำมันพุ่งสูง : อินโฟเควสท์

    ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผย ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เดือน พ.ค. 69 อยู่ที่ 49.5 ปรับตัวลดลงจาก 50.6 ในเดือน เม.ย. โดยปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 อยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 42 เดือนนับตั้งแต่เดือนธ.ค. 65 เป็นต้นมา เนื่องจากผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน และราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยและค่าครองชีพของประชาชน

    ทั้งนี้ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ คาดว่า ผู้บริโภคยังคงระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ เนื่องจากรอดูความชัดเจนของสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ว่ามีแนวโน้มเป็นอย่างไร รุนแรงมากน้อยเพียงใด และจะยุติเร็วแค่ไหน ตลอดจนมาตรการของรัฐบาลในการบรรเทาผลกระทบจากภาวะสงครามและราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นและมาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจเร็วแค่ไหนและสามารถสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภคได้มากน้อยเพียงใด

    ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ 43.1 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางาน อยู่ที่ 47.5 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 57.9

    สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนมิ.ย. จะเป็นเครื่องชี้วัดทิศทางความเชื่อมั่นของผู้บริโภคว่าเริ่มกลับมามั่นใจในภาวะเศรษฐกิจไทยทั้งในปัจจุบันและในอนาคตอย่างไร หลังจากที่รัฐบาลเริ่มอัดฉีดเม็ดเงินภายใต้โครงการไทยช่วยไทยพลัสในเดือนมิ.ย. เป็นต้นไปรวม 4 เดือนจนถึงเดือนก.ย.69

    ลุ้นใช้จ่าย “ไทยช่วยไทย พลัส” หนุนดัชนีเชื่อมั่นฯ มิ.ย.ปรับตัวขึ้น

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า การที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือนพ.ค.69 ยังปรับตัวลดลง แม้ประชาชนจะเริ่มรับรู้ว่ารัฐบาลเตรียมออกโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ก็ตามนั้น เป็นเพราะรัฐบาลเพิ่งเริ่มเปิดให้ลงทะเบียนได้ในช่วงปลายเดือนพ.ค. แต่การจับจ่ายใช้สอยยังไม่ได้เกิดขึ้น เม็ดเงินยังไม่เริ่มลงไปสู่ระบบ

    ดังนั้น จะต้องจับตาดูในช่วงเดือนมิ.ย.เป็นต้นไป ซึ่งจะเป็นช่วงเริ่มต้นของการใช้จ่ายตามสิทธิที่ประชาชนได้รับในโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ที่จะเริ่มเห็นเม็ดเงินราว 5-6 หมื่นล้านบาท ลงไปสู่เศรษฐกิจฐานราก เพราะส่วนใหญ่จะเป็นการใช้จ่ายในพื้นที่ และเป็นร้านค้าขนาดเล็กที่เข้าร่วมโครงการได้ ซึ่งน่าจะมีผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนมิ.ย. ปรับตัวดีขึ้นได้

    “เราเชื่อว่าในเดือนมิ.ย. เงินจากไทยช่วยไทยพลัส ประมาณเดือนละ 60,000 ล้านบาท รวมกับมีบอลโลก ที่คาดว่าจะมีเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอีกประมาณ 2 หมื่นล้านบาท น่าจะช่วยกระตุกบรรยากาศของเดือนมิ.ย. และ ก.ค. ทำให้เรามีมุมมองว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค น่าจะค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้น” นายธนวรรธน์ กล่าว

    อย่างไรก็ดี คงต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยเรื่องสงครามในตะวันออกกลางด้วยเช่นกันว่าสถานการณ์จะมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น หรือยืดเยื้อต่อเนื่องหรือไม่

    ส่วนภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้ นายธนวรรธน์ ย้ำว่า เศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในช่วงไตรมาส 3/68 ที่ GDP ขยายตัวได้เพียง 1.2% และหลังจากนั้นเศรษฐกิจไทยค่อย ๆ ฟื้นตัวขึ้นมาเป็น 2.5% ในไตรมาส 4/68 และล่าสุดไตรมาส 1/69 GDP ขยายตัวได้ 2.8% ส่วนในระยะถัดไป เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้มากน้อยขนาดไหนนั้น ส่วนหนึ่งขึ้นกับสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางด้วยว่าจะสามารถคลี่คลายลงได้หรือไม่ รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ จะส่งผลมากน้อยเพียงใด

    ทั้งนี้ ม.หอการค้าไทย เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวได้ใกล้เคียงกับ 2% และยังมีโอกาสจะเติบโตได้มากกว่านั้นได้ คือ อยู่ที่ 2-2.5%

    ส่วนสถานการณ์ด้านแรงงานในประเทศนั้น นายธนวรรธน์ เห็นว่า อัตราการว่างงานของไทย ซึ่งอยู่ที่ 0.9% นั้นถือว่าอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งแตกต่างกับประเทศเพื่อนบ้าน ที่อัตราการว่างงานสูงถึง 3-5% ซึ่งจะเห็นว่าประเทศไทยไม่ได้มีปัญหาเรื่องการว่างงาน

    “อัตราการว่างงานไม่ได้สูงขึ้น ล่าสุดอยู่ที่ 0.9-1% ถือว่าเป็นกรอบที่มีการจ้างงานเต็มที่ พอดี และยังไม่มีการปลดคนงานอย่างเห็นได้ชัด เพราะสถิติการว่างงานยังไม่เกิด แต่อาจเห็นข่าวการปิดกิจการบ้าง หรือมีข่าวการปลดคนงานบ้าง คิดว่ามาจากสาเหตุที่ธุรกิจนั้น ๆ ไม่สามารถสู้ค่าแรงได้ ไม่มีสภาพคล่องในการจ้างงานต่อได้ และที่สำคัญอาจมีการปรับไปใช้เทคโนโลยี หรือ AI เข้ามาช่วยในการทำงานแทน จึงทำให้การจ้างงานใหม่ไม่เกิดขึ้น” นายธนวรรธน์ กล่าว

    นายธนวรรธน์ กล่าวว่า การที่รัฐบาลอัดเม็ดเงิน 1.7 แสนล้านบาทก้อนแรกใน พ.ร.ก.กู้เงินฯ 4 แสนล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 นี้ ซึ่งจะทำให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้ราว 2.5 แสนล้านบาทน้น จะช่วยในการประคองเศรษฐกิจ และประคองการจ้างงานได้ เพียงแต่ธุรกิจบางกลุ่มอาจไม่ได้สดใสมากนัก เนื่องจากมีการแข่งขันสูงจากสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจขายสินค้าทางออนไลน์

    อย่างไรก็ดี จากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ช่วยผ่อนคลายภาระดอกเบี้ย โดยส่งสัญญาณการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับเดิม และเปิดช่องให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ปล่อยกู้ผ่านการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ก็จะทำให้ภาคธุรกิจเข้าถึงสินเชื่อได้ดีขึ้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (11 มิ.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/600082&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1th9P3GjqAHJn5wjcrtOnN

  • “คลัง” เผย “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” กระตุ้นเศรษฐกิจ เงินสะพัดศก.ฐานรากแล้ว 2.3 หมื่นล้านบาท | TOPNEWS

    “คลัง” เผย “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” กระตุ้นเศรษฐกิจ เงินสะพัดศก.ฐานรากแล้ว 2.3 หมื่นล้านบาท | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 11/06/2026 10:57

    ไทยช่วยไทยพลัส เงินสะพัดศก.ฐานรากแล้ว 2.3 หมื่นล้าน

    “คลัง” เผย “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” กระตุ้นเศรษฐกิจ เงินสะพัดศก.ฐานรากแล้ว 2.3 หมื่นล้านบาท – Top News รายงาน

    เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง รายงานข้อมูลร้านค้าและการใช้สิทธิโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ข้อมูล ณ วันที่ 10 มิถุนายน 2569 เวลา 23.00 น.

    โดยยอดการใช้จ่ายในโครงการรวม 23,799 ล้านบาท แบ่งเป็น เงินที่รัฐบาลร่วมจ่าย 13,822 ล้านบาท เงินที่ประชาชนจ่าย 9,977 ล้านบาท

    ทั้งนี้นับแต่เริ่มโครงการ มีจำนวนผู้ใช้จ่ายสำเร็จแล้ว 27,174,236 ราย จำนวนผู้ใช้จ่ายสิทธิครบ 1,000 บาท จำนวน 1,390,955 ราย และจำนวนร้านค้าที่มีการใช้จ่ายสำเร็จ 974,013 ร้านค้า

    002

    SOCAIL 16-9_2o-Recovered-Recovered-Recovered-Recovered-Recovered-Recovered-Recovered

    เปิดงานสุดยอด OTOP สมุทรสาคร สัญจรสู่ภูมิภาค “จากท่าจีน..สู่วิถีอีสานบ้านเฮา” ชม ช้อป ชิม สินค้าขึ้นชื่อมากกว่า 60 ร้านค้า ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล โคราช 10 – 14 มิถุนายนนี้

    ป.ป.ส. ภาค 3 ผนึกสื่ออีสาน 8 จังหวัด สร้างพลังเครือข่ายต้านภัยยาเสพติดสู่ชุมชน

    สรุปผิด “ทนายตั้ม” ฉ้อโกง “เจ๊อ้อย” โดนโทษจำคุก 5 ปี 12 เดือน โวยแหลกไม่ได้รับความเป็นธรรม!

    ชัยภูมิระทึก! วัตถุปริศนาตกจากฟ้า ทะลุหลังคาบ้านเสียงดังสนั่น ชาวบ้านผวา สงสัยอาจเป็นชิ้นส่วนจากอากาศยาน

    ชาวบ้านแตกตื่น หลังพบห่อพลาสติกปริศนาถูกนำมาซุกซ่อนไว้ในไร่อ้อย ระหว่างเตรียมขุดหลุมปักเสารั้ว รีบแจ้งตำรวจเข้าตรวจสอบ ก่อนพบเป็นสิ่งเสพติดรวมกว่า 11,000 เม็ด

    “คลัง” เผย “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” กระตุ้นเศรษฐกิจ เงินสะพัดศก.ฐานรากแล้ว 2.3 หมื่นล้านบาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1599207&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JktFsdqO0p4rDSBU76Gsy