Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ธนาคารโลกเผย สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ฉุดเศรษฐกิจโลกตกต่ำที่สุดหลังยุคโควิด-19

    ธนาคารโลกเผย สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ฉุดเศรษฐกิจโลกตกต่ำที่สุดหลังยุคโควิด-19

    วันนี้, 13:15น.

              ธนาคารโลก เผยแพร่รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกฉบับล่าสุด ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ (2569) ลงร้อยละ 0.4 จากเดิมที่รายงานไว้ในเดือนมกราคม ที่ร้อยละ 2.9 เหลือร้อยละ 2.5 โดยอ้างถึงราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น อัตราเงินเฟ้อ และต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น เตือนว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจโลกชะลอตัวที่สุดนับตั้งแต่เกิดการระบาดของโควิด-19

              รายงานของธนาคารโลกย้ำถึงต้นทุนทางเศรษฐกิจที่สำคัญของความขัดแย้ง ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะปะทุขึ้นอีกครั้ง การวิเคราะห์เตือนว่าแนวโน้มอาจแย่ลงไปอีกหากอิหร่านยังปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อไป

              ธนาคารโลกคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบเบรนต์ ซึ่งเป็นดัชนีราคาน้ำมันระหว่างประเทศ จะเฉลี่ยอยู่ที่ 94 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปีนี้ สูงกว่าราคาเฉลี่ยของปีที่แล้วร้อยละ 36 และคาดการณ์ว่าราคาปุ๋ยจะเพิ่มขึ้นอย่างมากในปีนี้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังราคาอาหาร โดยรวมแล้ว การปิดเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์นี้จะส่งผลให้ภาวะเงินเฟ้อทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 4 ในปีนี้ ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากจากอัตราร้อยละ 3.3 ของปีที่แล้ว

              ธนาคารโลกเตือนว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกอาจลดลงเหลือเพียงร้อยละ 1.3 ในปีนี้ หากปัญหาการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานทวีความรุนแรงขึ้น อัตราเงินเฟ้ออาจเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 4.4

              นายอาเจย์ บังกา ประธานกลุ่มธนาคารโลก กล่าวว่า ประเทศกำลังพัฒนากำลังเผชิญความท้าทายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งผลกระทบของแต่ละประเทศจะแตกต่างกันไป ธนาคารโลกให้คำมั่นว่าจะให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศกำลังพัฒนาใดๆ ก็ตามที่ประสบกับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยจัดสรรเงินช่วยเหลือไว้มากถึง 60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และหากความขัดแย้งยังคงดำเนินต่อไป ก็สามารถเพิ่มเงินช่วยเหลือเป็น 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐได้

    #ธนาคารโลก

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/162152&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NWVrFupOF_sOb6uVUiO9-

  • ไทยเร่งเครื่องสู่ OECD ปลดล็อกเศรษฐกิจแสนล้าน ชู ‘นิติธรรม’ ฟื้นเชื่อมั่น

    ไทยเร่งเครื่องสู่ OECD ปลดล็อกเศรษฐกิจแสนล้าน ชู ‘นิติธรรม’ ฟื้นเชื่อมั่น

    ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ท่ามกลางความท้าทายจากการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่รุนแรงขึ้น การเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์โลก และความจำเป็นในการปรับโครงสร้างประเทศเพื่อรองรับเศรษฐกิจยุคใหม่ หนึ่งในภารกิจสำคัญที่รัฐบาลกำลังผลักดันคือ การนำประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ภายในปี 2571  

    แม้หลายคนอาจมองว่า OECD เป็นเพียงองค์กรระหว่างประเทศด้านเศรษฐกิจที่รวมกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว แต่สำหรับประเทศไทย การเข้าร่วมเป็นสมาชิกครั้งนี้ถูกมองว่าเป็น “โอกาสทางประวัติศาสตร์” ที่จะช่วยยกระดับมาตรฐานการบริหารประเทศ ปรับปรุงกฎระเบียบ และสร้างความเชื่อมั่นในสายตาของนักลงทุนทั่วโลก  

    ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นหารืออย่างเข้มข้นในงาน Thailand Rule of Law Leadership Forum 2026 : Competitiveness and OECD Readiness ซึ่งรวบรวมผู้กำหนดนโยบาย นักวิชาการ และผู้นำภาคธุรกิจมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับอนาคตของประเทศไทยภายใต้กรอบมาตรฐาน OECD โดยมีข้อสรุปร่วมกันว่า “หลักนิติธรรม” หรือ Rule of Law คือหัวใจสำคัญที่จะกำหนดศักยภาพการแข่งขันของประเทศในทศวรรษข้างหน้า 

    OECD กับโอกาส โรดแมปไทยสู่ OECD

    “หลักนิติธรรม” โครงสร้างพื้นฐานที่มองไม่เห็น 

    ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ กรรมการกำกับการดำเนินงานในการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมาไทยมักให้ความสำคัญกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่มองเห็นได้ ไม่ว่าจะเป็นถนน รถไฟ สนามบิน ท่าเรือ หรือระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ เพราะเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้คือ ปัจจัยสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน 

    อย่างไรก็ตาม สิ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กันคือ “Invisible Infrastructure” หรือ โครงสร้างพื้นฐานที่มองไม่เห็น ซึ่งหมายถึงระบบกฎหมาย หลักนิติธรรม ความโปร่งใส และธรรมาภิบาลของประเทศ 

    ดร.กิตติพงษ์ได้เปรียบเทียบประเทศไทยกับสมาร์ทโฟนเครื่องหนึ่ง โดยระบุว่า ประเทศไทยมี “ฮาร์ดแวร์” ที่ค่อนข้างพร้อม ทั้งระบบคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานด้านกายภาพ ขณะเดียวกันก็มี “แอปพลิเคชัน” หรือกฎหมายใหม่ๆ ที่พยายามปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เสมอ
     แต่สิ่งที่ยังเป็นจุดอ่อนสำคัญคือ “ระบบปฏิบัติการ” หรือ Operating System (OS) ซึ่งเปรียบได้กับหลักนิติธรรมและกลไกการบังคับใช้กฎหมาย 

    “หากระบบปฏิบัติการทำงานไม่มีประสิทธิภาพ ต่อให้ฮาร์ดแวร์ทันสมัยเพียงใด หรือมีกฎหมายที่ดีมากแค่ไหน ระบบทั้งหมดก็ไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ”ดร.กิตติพงษ์กล่าว 

    ตัวเลขที่น่ากังวลในโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ไทยกำลังเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ

    ปลดล็อกต้นทุนแฝงทางเศรษฐกิจ 1.35 แสนล้าน  

    หนึ่งในปัญหาเรื้อรังที่ภาคธุรกิจสะท้อนมาโดยตลอดคือ ความซับซ้อนของกฎระเบียบและระบบอนุญาตต่าง ๆ ที่สร้างต้นทุนจำนวนมหาศาลให้กับผู้ประกอบการ ข้อมูลที่ถูกนำเสนอในเวทีเสวนาระบุว่า ประเทศไทยมีกฎหมายลำดับรองมากกว่า 100,000 ฉบับ และมีใบอนุญาตมากกว่า 3,000 ประเภท ซึ่งหลายส่วนมีความซ้ำซ้อน ล้าสมัย หรือไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน 

    ดร.กิตติพงษ์ประเมินว่า หากประเทศไทยสามารถปฏิรูปกฎระเบียบให้มีความโปร่งใส ใช้งานง่าย และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล จะสามารถลดต้นทุนและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้มากถึง 135,000 ล้านบาท และยังช่วยลดโอกาสในการใช้ดุลพินิจ ลดช่องว่างของการทุจริต และเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการภาครัฐอีกด้วย 

    เศรษฐกิจไทยยังติดกับดักปัญหาเชิงโครงสร้าง 

    นายผยง ศรีวนิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะตัวแทนภาคธุรกิจและภาคการเงินกล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะมีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง มีทำเลที่ตั้งที่ได้เปรียบ และมีภาคธุรกิจที่แข็งแกร่ง แต่ยังเผชิญข้อจำกัดจากปัญหาเชิงโครงสร้างหลายด้านที่สะสมมาเป็นเวลานาน หนึ่งในปัญหาสำคัญคือ ขนาดของเศรษฐกิจนอกระบบที่ยังอยู่ในระดับสูง

    ข้อมูลจากธนาคารโลกสะท้อนว่า เศรษฐกิจนอกระบบของไทยมีสัดส่วนสูงถึง 48% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ส่งผลให้แรงงานนอกระบบมีสัดส่วนถึง 55% ของกำลังแรงงานทั้งหมด  

    ปัญหาดังกล่าวไม่เพียงส่งผลต่อประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ แต่ยังสะท้อนถึง ความไม่สมดุลของระบบภาษีและสวัสดิการของประเทศ โดยปัจจุบันมีผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพียง 11.2 ล้านคน จากจำนวนประชากรทั้งประเทศ และในจำนวนนั้นมีผู้เสียภาษีจริงเพียงประมาณ 4 ล้านคนเท่านั้น 

    นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเผชิญปัญหาการกระจุกตัวทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน โดยมีผู้ประกอบการเพียง 1% ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจคิดเป็นสัดส่วนถึง 65% ของ GDP ขณะที่ผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 99% กลับเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งทุน เทคโนโลยี และโอกาสทางธุรกิจ ส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจยังคงเป็นปัญหาเรื้อรังของประเทศ  

    “ปัญหาเหล่านี้เชื่อมโยงกับภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการไทยจำนวนไม่น้อยเริ่มมองหาโอกาสขยายธุรกิจในต่างประเทศมากกว่าการลงทุนภายในประเทศ” 

    อุปสรรคสำคัญในการทำธุรกิจในไทย OECD ไม่ใช่แค่ OECD ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง แต่คือเครื่องมือยกระดับประเทศไทยสู่มาตรฐานสากล

    “หลักนิติธรรม” ซอฟต์แวร์สำคัญของระบบเศรษฐกิจ 

    ประธานสมาคมธนาคารไทยระบุว่า หลักนิติธรรมไม่ใช่เรื่องเฉพาะของกระบวนการยุติธรรมหรือวงการกฎหมายเท่านั้น แต่เป็น “ซอฟต์แวร์” ที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจทั้งหมดสามารถขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากประเทศมีหลักนิติธรรมที่เข้มแข็ง นักลงทุนจะมีความเชื่อมั่นในกติกา การบังคับใช้กฎหมาย และความโปร่งใสของภาครัฐ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจลงทุน การสร้างธุรกิจใหม่ และการขยายกิจกรรมทางเศรษฐกิจ 

    ในทางกลับกัน หากกฎหมายขาดความชัดเจน มีการบังคับใช้ที่ไม่สม่ำเสมอ หรือมีช่องว่างให้เกิดการใช้ดุลพินิจเกินความจำเป็น ก็จะกลายเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ เพิ่มต้นทุน และเปิดช่องให้เกิดการคอร์รัปชันได้ง่ายขึ้น  

    นายผยงชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะ Regulatory Overload หรือการมีกฎระเบียบจำนวนมากเกินความจำเป็น จนกลายเป็นภาระต่อผู้ประกอบการและเป็นข้อจำกัดต่อการพัฒนาประเทศ  

    กฎระเบียบที่ซับซ้อนและล้าสมัยไม่เพียงทำให้การดำเนินธุรกิจมีต้นทุนสูงขึ้น แต่ยังส่งผลให้กระบวนการภาครัฐขาดความคล่องตัว และกลายเป็นปัจจัยที่ลดทอนความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว  

    ปฏิรูปกฎระเบียบ วาระเร่งด่วนของประเทศ  

    ภาคเอกชนในนามคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) จึงผลักดันแนวคิด Regulatory Transformation หรือการปฏิรูปกฎระเบียบครั้งใหญ่ เพื่อปรับปรุงกฎหมายและข้อบังคับต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจยุคใหม่ ภายใต้ข้อเสนอ “Vibrant Thailand”

    ภาคธุรกิจมองว่า การลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน การเพิ่มความโปร่งใส และการปรับปรุงกฎระเบียบให้ทันสมัย จะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการแข่งขันอย่างเป็นธรรม เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถแข่งขันได้มากขึ้น และช่วยลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจของประเทศโดยรวม 

    การปฏิรูปดังกล่าวยังเป็นส่วนสำคัญของการยกระดับประเทศไทยสู่มาตรฐาน OECD ซึ่งให้ความสำคัญอย่างมากกับหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และประสิทธิภาพของภาครัฐ 

    สร้างประเทศไทยให้เป็น“ตัวเลือกแรก” 

    นายผยงมองว่า การเตรียมความพร้อมสู่การเป็นสมาชิก OECD ไม่ใช่ภารกิจของรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม ประเทศไทยจำเป็นต้องใช้แนวทางแบบองค์รวม หรือ Holistic Approach ที่เชื่อมโยงการทำงานของภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการเมือง และภาคประชาสังคมเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมเกี่ยวกับทิศทางการปฏิรูปประเทศ 

    อีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญที่นายผยงเน้นย้ำ คือ การทำให้ประเทศไทยกลายเป็น “Preferred Choice” หรือประเทศที่นักลงทุนทั่วโลกให้ความไว้วางใจและเลือกเป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ ในการลงทุน ในยุคที่การแข่งขันดึงดูดการลงทุนระหว่างประเทศทวีความเข้มข้นขึ้น

    ปัจจัยสำคัญไม่ได้อยู่ที่ต้นทุนแรงงานหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงคุณภาพของสถาบัน ความโปร่งใสของภาครัฐ และความน่าเชื่อถือของระบบกฎหมาย 
     หากประเทศไทยสามารถยกระดับมาตรฐานเหล่านี้ได้ จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการดึงดูดการลงทุนใหม่ ๆ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และช่วยสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีคุณภาพมากขึ้น 

    OECD คือ “กระบวนการปฏิรูป”ไม่ใช่แค่สมาชิก

    ด้านดร.ธัชไท กีรติพงษ์ไพบูลย์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.)ย้ำว่า การเข้าเป็นสมาชิก OECD ไม่ควรถูกมองว่า เป็นเพียงความสำเร็จเชิงสัญลักษณ์ หัวใจสำคัญของกระบวนการนี้คือ การใช้มาตรฐาน OECD เป็น “ตัวเร่งการเปลี่ยนแปลง” หรือ Catalyst เพื่อยกระดับการบริหารประเทศในทุกมิติ 

    แนวคิดดังกล่าวสะท้อนว่า สิ่งสำคัญไม่ใช่การได้ชื่อว่า เป็นสมาชิก OECD แต่คือการเปลี่ยนแปลงระบบการทำงานของประเทศให้lอดคล้องกับมาตรฐานสากล ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในขั้นตอนที่ 6 จากทั้งหมด 10 ขั้นตอนของกระบวนการสมัครสมาชิก โดยกำลังเข้าสู่ช่วงการตรวจประเมินเชิงเทคนิค หรือ Technical Review ซึ่งเป็นช่วงที่หน่วยงานภาครัฐต้องทบทวนกฎหมาย กฎระเบียบ และกระบวนการทำงานของตนเองให้เป็นไปตามมาตรฐาน OECD

    หน้า 1 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,209 วันที่ 14 – 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/661229&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34IVlMaZklj7kK3Wmk6xud

  • คลังยอมถอยไม่ใช้เกณฑ์ลดหย่อนภาษี ตัดสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐพ่อ-แม่

    คลังยอมถอยไม่ใช้เกณฑ์ลดหย่อนภาษี ตัดสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐพ่อ-แม่

    วันนี้ (11 มิ.ย.2569) นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวถึงผลการประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ครั้งที่ 7/2562 โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เป็นประธาน

    โดยตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 มิ.ย.2569 กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ชัดเจน ในการคัดกรองบุคคลที่มีความเดือดร้อนอย่างแท้จริง ซึ่งในวันนี้ได้มีการพูดคุยใน 2 ประเด็น คือการหาบุคคลที่ตกหล่นที่ยังไม่อยู่ในบัญชีรายชื่อ รวมทั้งในส่วนที่เป็นผู้ที่ลงทะเบียนอยู่เดิม ซึ่งเน้นนำผู้เดือดร้อน ผู้ที่มีความยากจนเข้าสู่ระบบการดูแลของรัฐ โดยไม่ได้นำเรื่องของงบประมาณมาเป็นตัวตั้ง

    นายวินิจ กล่าวต่อว่า ในอดีตที่มีการเปิดลงทะเบียน ซึ่งพบว่าปัญหาที่เกิดขึ้นผู้ที่เดือดร้อนที่แท้จริงจะเป็นคนชายขอบ ผู้ป่วยติดเตียง ที่ไม่เข้าถึงการลงทะเบียน การปรับปรุงกระบวนการในการลงทะเบียนครั้งนี้ จึงมีการตั้งต้นโดยการยึดบุคคลที่อยู่ในบัญชีรายชื่อเดิม ซึ่งลงทะเบียนยืนยันขอรับสิทธิ 5 ช่องทาง โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางมาลงทะเบียนที่ธนาคาร

    ทั้งนี้ในส่วนของผู้ที่ลงทะเบียนยืนยันแล้ว พบมามีประมาณ 400,000 คน ที่ข้อมูลไม่ถูกต้อง ส่วนใหญ่ทะเบียนยืนยันขอรับสิทธิผิดพลาดเล็กน้อย เช่น กรอกข้อมูลไม่ครบถ้วน ซึ่งคณะกรรมการจะพิจารณาแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง

    ทั้งนี้มีประมาณ 200 คนที่มีข้อมูลไม่ถูกต้องในส่วนของสาระสำคัญ ซึ่งในจำนวนนี้จะให้ธนาคารกรุงไทยเป็นหน่วยงานหลัก ประสานในพื้นที่เพื่อให้ลงไปพบพูดคุยถึงปัญหาข้อผิดพลาด

    กลุ่มที่มีรายชื่อในฐานข้อมูลมหาดไทย และ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ประมาณ 1.04 ล้านคน ดำเนินการเชิงรุกไปแล้วกว่า 70% ซึ่งที่เหลือกำลังดำเนินการตรวจสอบช่วยเหลือคาดว่าจะเสร็จสิ้นทั้งหมดภายในวันที่ 21 มิ.ย.นี้

    กลุ่มที่ 3 กลุ่มตกหล่นจากการสำรวจ พบเพิ่มอีกประมาณ 1.57 ล้านคน ซึ่งเกิดจากการลงพื้นที่สำรวจของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และฝ่ายปกครอง

    ซึ่งรวมการดำเนินการ 2 กลุ่มนี้จะมีบุคคลที่เดือดร้อนเข้ามาเพิ่มรวมกว่า 2.2 ล้านคน ซึ่งรายชื่อเหล่านี้จะนำเข้ามาสู่เกณฑ์คัดกรอง

    สำหรับประเด็นสำคัญที่ประชาชนกังวล คือเกณฑ์การคัดกรองสิทธิ กรณีบุตรนำชื่อบิดามารดาไปใช้ลดหย่อนภาษี แล้วส่งผลให้บิดามารดาถูกคัดชื่อออกจากสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ประชุมมีมติไม่นำเกณฑ์นี้มาใช้ในการลงทะเบียนรอบนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ยากจนจริงเสียสิทธิจากความกตัญญูของบุตร

    สำหรับการพิจารณาเกณฑ์คัดกรองอื่น ๆ ทางคณะกรรมการจะรวบรวมข้อมูลทั้งหมด หลังสิ้นสุดการลงทะเบียน เพื่อปรับปรุง เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกเกณฑ์ที่อาจเป็นอุปสรรคต่อคนจนจริง และจะเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบอีกครั้ง แบบเบ็ดเสร็จในครั้งเดียว ก่อนที่จะมีการประกาศรายชื่อผู้ได้รับสิทธิอย่างเป็นทางการในช่วงเดือน ก.ค.นี้

    อ่านข่าว :

    “ศิริกัญญา” ยื่นผู้ตรวจการฯ สอบรัฐบาลนำเงินกู้อุดหนุนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

    “เอกนิติ” มอบ “คกก.ประชารัฐฯ” พิจารณาด่วน หลัง “นายกฯ” สั่งทบทวนเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

    ลงทะเบียนยืนยันสิทธิ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” สำเร็จแล้ว 8.45 ล้านคน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/506970&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DZPXNz9b34fdWwZ-cD3Hx

  • ทีเส็บ ภาคใต้ ปักหมุดขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดัน ‘หาดใหญ่-สงขลา’ สู่ศูนย์กลางไมซ์ระดับสากล

    ทีเส็บ ภาคใต้ ปักหมุดขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดัน ‘หาดใหญ่-สงขลา’ สู่ศูนย์กลางไมซ์ระดับสากล

    ทีเส็บ ภาคใต้ ปักหมุดขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดัน ‘หาดใหญ่-สงขลา’ สู่ศูนย์กลางไมซ์ระดับสากล

    วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.53 น.

    ทีเส็บ ภาคใต้ ปักหมุดขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดัน ‘หาดใหญ่-สงขลา’ สู่ศูนย์กลางไมซ์ระดับสากล ในงาน “The Southern MICE Economic Forum 2026”

    สำนักส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการภาคใต้ (ทีเส็บ) ประกาศความพร้อมจัดงานครั้งยิ่งใหญ่ “The Southern MICE Economic Forum 2026″ภายใต้แนวคิด “ผนึกกำลังไมซ์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใต้สู่สากล” ในวันที่ 16 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี (ICC Hat Yai) อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา มุ่งเป้าพลิกโฉมภาคใต้สู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) ในระดับนานาชาติอย่างยั่งยืน

    งานในครั้งนี้ถือเป็นแพลตฟอร์มสำคัญที่ตั้งใจสร้างขึ้นเพื่อนักลงทุน ผู้ประกอบการ และบุคลากรในอุตสาหกรรมไมซ์ พื้นที่ภาคใต้ โดยไม่ได้เป็นเพียงแค่เวทีสัมมนาทั่วไป แต่คือพื้นที่แห่งการจุดประกายโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ และการเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรแบบครบวงจร เพื่อแสดงศักยภาพของ “หาดใหญ่-สงขลา” เมืองแห่งวัฒนธรรมที่เป็นฟันเฟืองสำคัญทางเศรษฐกิจ และพร้อมเป็นต้นแบบ “MICE City” ของประเทศไทย

    เจาะลึก 5 ไฮไลต์ พลิกฟื้นเศรษฐกิจและสร้างมูลค่าเพิ่มให้ท้องถิ่น

    ภายในงานอัดแน่นด้วยกิจกรรมเชิงกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์ทั้งการให้องค์ความรู้และการสร้างคอนเนกชัน ประกอบด้วย:The Southern MICE Economic Forum [Stage]: เวทีเจาะลึกอุตสาหกรรมไมซ์ทุกมิติ ผ่าน 6 หัวข้อเสวนาพิเศษ จาก 16 วิทยากรผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าที่จะมาถอดบทเรียนและแชร์ประสบการณ์เพื่อก้าวทันกระแสโลก

    The Southern MICE Economic Forum [Networking]: พื้นที่เจรจาธุรกิจเพื่อสร้างคอมมูนิตี้สำหรับคนรุ่นใหม่และผู้ประกอบการที่พร้อมต่อยอดพาร์ตเนอร์ชิปและขับเคลื่อนวงการไมซ์ภาคใต้
    South Serve [Chef’s Table & Short Course]: เปิดประสบการณ์รสชาติสไตล์ ‘Southern Twist’ โดยเชฟท้องถิ่นที่จะมาถ่ายทอดเทคนิคการยกระดับอาหารพื้นบ้านสงขลาสู่อาหารจัดเลี้ยงระดับสากลเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ

    Walk with The Old Town of Hat Yai: กิจกรรมลงพื้นที่สำรวจย่านเก่าในมุมมองใหม่ ‘Old Town in a New City’ ร่วมพูดคุยกับคนในพื้นที่เพื่อค้นหาความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนอัตลักษณ์ชุมชนให้เป็นอีเวนต์ระดับโลก

    Photo Essay [Exhibition]: นิทรรศการภาพถ่าย 50 ผลงานที่สะท้อนเรื่องราวอาหาร การเดินทาง และวิถีชีวิตของสงขลา พร้อมกิจกรรม Interactive ‘แช-แช : Chair-Share’ พื้นที่เปิดรับฟังเสียงและไอเดียจากคนในวงการไมซ์

    ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ใน วันอังคารที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569 เวลา 09.00 – 18.00 น. ที่ ICC Hat Yai ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และเปิดให้ผู้ที่สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมงานล่วงหน้าได้แล้ววันนี้ (ไม่มีค่าใช้จ่าย) ที่ bizconnect.tceb.or.th/e/812/the-southern-mice-economic-forum-2026 หรือสามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Page: The Southern MICE

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/970228&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Lw0bqyWVgdAmK2TuK5Vsp

  • ดัชนีเชื่อมั่นบริโภคต่ำสุดรอบ 42 เดือน  หวังไทยช่วยไทยดึงกำลังซื้อฟื้นครึ่งปีหลัง

    ดัชนีเชื่อมั่นบริโภคต่ำสุดรอบ 42 เดือน หวังไทยช่วยไทยดึงกำลังซื้อฟื้นครึ่งปีหลัง

    วันนี้ (11 มิ.ย.2569) นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษา ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือน พ.ค. 2569 ว่าปรับตัวลดลงจากระดับ 50.6 เป็น 49.5 ต่ำสุดในรอบ รอบ 42 เดือน หรือ 3 ปีครึ่ง นับตั้งแต่เดือน ธ.ค.2565

    เนื่องจากผู้บริโภคกังวลปัญหาสงครามสหรัฐฯ -อิหร่าน และราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย และค่าครองชีพของประชาชน รวมทั้งผลการสำรวจครั้งนี้ มาตรการไทยช่วยไทยพลัสยังไม่มีผลบังคับใช้

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษา ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษา ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

    นายธนวรรธน์ กล่าวต่อว่า ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนมิ.ย.2569 คาดว่าจะปรับดีขึ้น หลังจากรัฐบาลเริ่มอัดฉีดเม็ดเงินโครงการไทยช่วยไทยพลัส ตั้งแต่เดือนมิ.ย.-ก.ย.2569 คาดว่าจะช่วยเพิ่มเม็ดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจเดือนละ 50,000-60,000 ล้าน หากรวมกับวงเงินงบประมาณ 1.7 แสนล้านบาทของรัฐบาลแล้ว ก็จะทำให้มีเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจราว 2- 2.5 แสนล้านบาท ซึ่งจะช่วยกระตุกเศรษฐกิจได้ เพราะเงินไทยช่วยไทยพลัสส่วนใหญ่ จะไหลเข้าไปยังเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นเศรษฐกิจฐานราก เชื่อว่าช่วยประคองให้เอสเอ็มอีไม่ต้องปิดกิจการ

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทย ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว แต่ยังมีการเติบโตแบบเคเชฟกระจายไม่ทั่วถึง เชื่อว่าหลังจากนี้จะเริ่มฟื้นตัวไปจนถึงสิ้นปี คาดว่าทั้งปีนี้จีดีพีจะโต 1.6-2% และมีโอกาสโตเกิน 2% ต้องรอดูผลบวกจากไทยช่วยไทยพลัส ว่าจะช่วยกระตุกเศรษฐกิจได้แค่ไหน รวมไปถึงสถานการณ์สงครามว่าจะยืดเยื้อรุนแรงหรือไม่

    ดัชนีเชื่อมั่นบริโภคต่ำสุดรอบ 42 เดือน  หวังไทยช่วยไทยดึงกำลังซื้อฟื้นครึ่งปีหลัง

    ดัชนีเชื่อมั่นบริโภคต่ำสุดรอบ 42 เดือน หวังไทยช่วยไทยดึงกำลังซื้อฟื้นครึ่งปีหลัง

    ด้านนายวชิร คูณทวีเทพ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายยุทธศาสตร์และผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า ม.หอการค้าไทย เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย (ดัชนีเชื่อมั่นธุรกิจ) ในเดือน พ.ค.2569 ว่าปรับตัวลดลงจากระดับ 42.2 เป็น 41.7

    โดยเป็นการลดลง 3 เดือนติดต่อกัน เนื่องจากภาคธุรกิจยังกังวลภาวะสงครามที่ยืดเยื้อ ราคาน้ำมันขายดีเซลขายปลีกปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.50 บาทต่อลิตร จากเดือนที่ผ่านมา โดยอยู่ที่ระดับ 40.70 บาทต่อลิตร ณ สิ้นเดือน พ.ค.2569, ต้นทุนการผลิตสูง รวมทั้งปัญหาฝุ่น PM2.5 ส่งผลทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นธุรกิจทุกรายการปรับลดลง ทั้งเศรษฐกิจ การบริโภค ลงทุน ท่องเที่ยว และค้าชายแดน

    การจ้างงานปรับลดลงมากสุด ชี้ให้เห็นว่าธุรกิจยังกังวลเรื่องการจ้างงาน เริ่มมีการชะลอการจ้างงาน และเริ่มการเลย์ออฟพนักงานแล้วในช่วงที่ผ่านมา จากปัญหาเรื่องปัจจัยต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการที่ปรับตัวสูงขึ้นจากราคาน้ำมัน โดยเป็นการปลดพนักงานออก เพื่อประคองต้นทุนของธุรกิจให้อยู่ต่อไปได้

    ดัชนีเชื่อมั่นบริโภคต่ำสุดรอบ 42 เดือน  หวังไทยช่วยไทยดึงกำลังซื้อฟื้นครึ่งปีหลัง

    ดัชนีเชื่อมั่นบริโภคต่ำสุดรอบ 42 เดือน หวังไทยช่วยไทยดึงกำลังซื้อฟื้นครึ่งปีหลัง

    อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจขอให้ภาครัฐเร่งเข้ามาช่วยเหลือ โดยดำเนินการตามข้อเสนอดังนี้ หาแนวทางรับมือกับวิกฤตต้นทุนพลังงาน โดยตรึงราคาดีเซลและก๊าซหุงต้มอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดภาระต้นทุนภาคขนส่งมวลชนและขนส่งสินค้า, เตรียมความพร้อมระบบชลประทานรองรับภัยแล้ง ออกมาตรการแก้หนี้ โดยขยายหรือสานต่อโครงการปรับโครงสร้างหนี้ พักชำระหนี้ หรือมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ ที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงาน และการรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาท ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการส่งออกและภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

    อ่านข่าว:

    เปิดเทอม เงินสะพัด 66,376 ล้านบาท ม.หอการค้า เผย ขยายตัวสูงสุดรอบ10ปี

    สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ เสี่ยงฉุดGDP ไทย ร่วง 1.1%

    “บอลโลก” คึกคักเงินสะพัด 6.8 หมื่นล้าน คนไทยยังหวังได้ดูบอลโลกผ่านฟรีทีวี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/506963&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2OXW0N3Il-HFXvAsCiyMbP

  • ผู้ว่าการ ธปท. ชี้ภูมิรัฐศาสตร์กำหนดทิศทางเศรษฐกิจยุคใหม่

    ผู้ว่าการ ธปท. ชี้ภูมิรัฐศาสตร์กำหนดทิศทางเศรษฐกิจยุคใหม่

    ผู้ว่าการ ธปท. ชี้ภูมิรัฐศาสตร์กำหนดทิศทางเศรษฐกิจยุคใหม่

    ผู้ว่าการ ธปท. ชี้ภูมิรัฐศาสตร์กำหนดทิศทางเศรษฐกิจยุคใหม่

    ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเวที IMF Economic Review Conference ชี้เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญ จากแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น ย้ำประเทศกำลังพัฒนาต้องเดินหน้าความเปิดกว้างทางเศรษฐกิจและความร่วมมือระหว่างประเทศ พร้อมระบุงานวิจัยเศรษฐศาสตร์มีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายรับมือโลกยุคใหม่

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ จัดการประชุม IMF Economic Review Conference ภายใต้หัวข้อ “Power, Markets, and Strategy in a Changing Global Order” หรือ “อำนาจ ตลาด และยุทธศาสตร์ในระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง” โดยมีนักเศรษฐศาสตร์ นักวิจัย และผู้กำหนดนโยบายจากทั่วโลกเข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจโลกในอนาคต

    ผู้ว่าการ ธปท. ชี้โลกกำลังเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ 

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวเปิดการประชุมว่า โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญ หลังจากหลายทศวรรษที่เศรษฐกิจโลกเติบโตบนพื้นฐานของการค้าเสรี การเชื่อมโยงทางการเงินระหว่างประเทศ และความร่วมมือระดับภูมิภาค ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างการเติบโตและโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับหลายประเทศทั่วโลก

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

    อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนในระดับสูงจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้เส้นแบ่งระหว่างประเด็นทางการเมืองและเศรษฐกิจมีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น ความขัดแย้งในหลายภูมิภาคส่งผลกระทบต่อการค้า การลงทุน ห่วงโซ่อุปทาน การผลิต และระดับเงินเฟ้อ ก่อนจะส่งผ่านไปสู่คุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนในท้ายที่สุด

    นโยบายเศรษฐกิจต้องรับมือทั้งระยะสั้นและระยะยาว

    ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า ในช่วงที่ดุลอำนาจโลกกำลังเปลี่ยนแปลงและโครงสร้างตลาดโลกกำลังถูกปรับรูปแบบใหม่ ประเทศต่าง ๆ จำเป็นต้องทบทวนยุทธศาสตร์การพัฒนาและการดำเนินนโยบายให้สอดคล้องกับบริบทใหม่

    สำหรับระยะสั้น นโยบายเศรษฐกิจมหภาคต้องมุ่งรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและลดผลกระทบจากแรงกระแทกภายนอก โดยแม้ว่าหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย จะยังมีพื้นที่ในการดำเนินนโยบายจากการที่ความคาดหวังเงินเฟ้อยังคงอยู่ในกรอบที่เหมาะสม แต่ยังจำเป็นต้องติดตามความเสี่ยงอย่างใกล้ชิดและดำเนินนโยบายด้วยความระมัดระวัง

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

    ขณะที่ในระยะยาว การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจถือเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มศักยภาพการเติบโตและเสริมสร้างความยืดหยุ่นของระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งยังต้องพึ่งพาความเปิดกว้างทางเศรษฐกิจและความร่วมมือระหว่างประเทศ แม้โลกจะเผชิญภาวะการแบ่งขั้วและความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นก็ตาม

    ชูบทบาทงานวิจัยเศรษฐศาสตร์หนุนการกำหนดนโยบาย

    นายวิทัยกล่าวว่า ท่ามกลางความซับซ้อนของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ผู้กำหนดนโยบายจำเป็นต้องอาศัยงานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ที่เข้มข้นและมีคุณภาพ เพื่อช่วยทำความเข้าใจข้อเท็จจริง ทดสอบแนวคิด และอธิบายกลไกต่าง ๆ ที่อาจไม่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนจากข้อมูลในระยะสั้น

    ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าวยังถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญภายใต้โครงการ “Road to Thailand” เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การประชุมประจำปีของ IMF และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group Annual Meetings) ซึ่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นที่กรุงเทพมหานครในช่วงปลายปี 2569

    การประชุม IMF Economic Review Conference ภายใต้หัวข้อ “Power, Markets, and Strategy in a Changing Global Order”

    ปูทางสู่เวที IMF–World Bank Annual Meetings ที่กรุงเทพฯ

    ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ประเด็นเรื่องอำนาจ ตลาด และยุทธศาสตร์ ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือในครั้งนี้ มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับหัวข้อหลักของการประชุม IMF–World Bank Annual Meetings ปีนี้ ภายใต้แนวคิด “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” หรือ “ขอบฟ้าใหม่ของประเทศไทย: เสริมพลังประชาชน สร้างความยืดหยุ่น”

    โดยประเทศไทยมุ่งหวังให้เวทีดังกล่าวเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองระดับโลกเกี่ยวกับการสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนการเสริมศักยภาพให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถปรับตัวและเติบโตได้ท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/661169&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Z0v0htMMn7w-QgKZ5igG7

  • ระบบโลจิสติกส์สมัยใหม่สร้างโอกาสการเติบโตให้กับเศรษฐกิจชายแดนของเมืองหล่างเซิน

    ระบบโลจิสติกส์สมัยใหม่สร้างโอกาสการเติบโตให้กับเศรษฐกิจชายแดนของเมืองหล่างเซิน

    ระบบโลจิสติกส์สมัยใหม่สร้างโอกาสการเติบโตให้กับเศรษฐกิจชายแดนของเมืองหล่างเซิน

    image.png

     จังหวัดหล่างเซิน (Lạng Sơn) ทางภาคเหนือของเวียดนาม       กำลังเร่งพัฒนาสู่การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ชายแดนที่ทันสมัย           โดยมุ่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งสินค้า พัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกบริเวณด่านชายแดน และเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในกิจกรรมการนำเข้าและส่งออก เพื่อมุ่งสู่การจัดตั้ง              “ด่านชายแดนอัจฉริยะ” (Smart Border Gate)

    ความพยายามดังกล่าวกำลังช่วยส่งเสริมบทบาทของจังหวัด     หล่างเซินในฐานะประตูการค้าสำคัญที่เชื่อมโยงระหว่างอาเซียนกับจีน พร้อมทั้งเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจใหม่ของภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือของเวียดนาม

    จังหวัดหล่างเซินมีระบบด่านชายแดนที่สำคัญหลายแห่ง ได้แก่ ด่านสากลหูหงิ (Hữu Nghị) ด่านรถไฟนานาชาติด่งดัง (Đồng Đăng) ด่านจีมา (Chi Ma) และด่านสากลเตินแทง (Tân Thanh)

    ด้วยการใช้ประโยชน์จากศักยภาพดังกล่าวควบคู่กับการระดมแหล่งเงินทุนนอกภาครัฐ จังหวัดได้ดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์บริเวณด่านชายแดนอย่างต่อเนื่อง อาทิ คลังสินค้า ลานจอดรถ และระบบบริการศุลกากร

    ในช่วงปี 2564–2568 จังหวัดหล่างเซินได้จัดสรรงบลงทุนภาครัฐสำหรับพื้นที่ด่านชายแดนรวมกว่า 10 ล้านล้านด่ง (ประมาณ 379.7 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) เพิ่มขึ้น 1.5 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า

    ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 มูลค่าการค้าผ่านด่านชายแดนของจังหวัดมีมูลค่ารวมกว่า 44,600 ล้านเหรียญสหรัฐฯเพิ่มขึ้นร้อยละ 39.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่มูลค่าการนำเข้าและส่งออกที่ดำเนินพิธีการผ่าน       กรมศุลกากรภูมิภาคที่ 6 มีมูลค่ามากกว่า 3,600 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 83 นอกจากนี้ มีผู้ประกอบการมากกว่า 4,300 ราย เข้าร่วมกิจกรรมการนำเข้าและส่งออกผ่านจังหวัดหล่างเซิน โดยในจำนวนนี้เป็นผู้ประกอบการรายใหม่กว่า 1,700 ราย

    ศูนย์โลจิสติกส์ Viettel Logistics Park Lang Son ซึ่งตั้งอยู่ภายในเขตเศรษฐกิจชายแดนด่งดัง–หล่างเซิน บนพื้นที่กว่า 143 เฮกตาร์ (893.75 ไร่) ได้รับการพัฒนาให้เป็นศูนย์โลจิสติกส์สมัยใหม่แบบครบวงจร ครอบคลุมบริการคลังสินค้า พิธีการศุลกากร การขนถ่ายสินค้า การตรวจสอบและกักกันสินค้า รวมถึงบริการสนับสนุนอื่นๆ นิคมดังกล่าวได้นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ อาทิ ระบบบริหารจัดการคลังสินค้าและการขนส่งอัจฉริยะ รวมถึงกล้องวงจรปิดที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) มากกว่า 2,000 ตัว เพื่อบริหารจัดการและติดตามการดำเนินงานแบบเรียลไทม์ เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ได้ประมาณร้อยละ 30–40 และช่วยลดระยะเวลาการดำเนินพิธีการศุลกากรได้อย่างมีนัยสำคัญ

    นาย Dao Van Thuan รองผู้อำนวยการศูนย์โลจิสติกส์ Viettel Logistics Park Lang Son กล่าวว่า โครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัยช่วยลดระยะเวลาการผ่านพิธีการศุลกากร ลดต้นทุนการจัดเก็บสินค้า ลดความแออัด และลดความเสี่ยงด้านการขนส่ง โดยชี้ว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ไม่ได้เป็นเพียงปัจจัยสนับสนุนทางเทคนิคเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของการนำเข้า–ส่งออกอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ในขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการจำนวนมากในพื้นที่ชายแดนได้ลงทุนพัฒนาลานตู้คอนเทนเนอร์ คลังสินค้าแช่เย็น คลังสินค้าทัณฑ์บน และศูนย์ตรวจสอบสินค้า เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการจัดเก็บและยกระดับคุณภาพบริการโลจิสติกส์

    นาง Nguyen Thi My Huong รองกรรมการผู้จัดการบริษัท Huu Nghi Xuan Cuong JSC ระบุว่า บริษัทได้ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและอุปกรณ์อย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับคุณภาพการให้บริการ และมีแผนขยายพื้นที่โครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์เพิ่มเติมอีก 120 เฮกตาร์ (750 ไร่) เพื่อรองรับปริมาณการค้าชายแดนที่เพิ่มขึ้นผ่านด่านพรมแดนนานาชาติ หูหงิ (Huu Nghi) 

    แม้ว่าการพัฒนาโลจิสติกส์ของจังหวัดหล่างเซินจะมีความก้าวหน้าอย่างมาก แต่ยังคงเผชิญความท้าทายหลายประการ อาทิ ข้อจำกัดด้านเงินลงทุน การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่ยังไม่ทั่วถึง และข้อจำกัดด้านคุณภาพทรัพยากรมนุษย์      การแก้ไขปัญหาเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและภาคธุรกิจ เพื่อดึงดูดการลงทุน ส่งเสริมนวัตกรรม และปรับปรุงระบบกฎระเบียบให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

    ปัจจุบัน ด่านพรมแดนนานาชาติหูหงิสามารถรองรับรถบรรทุกนำเข้าประมาณ 700–800 คันต่อวัน และรถบรรทุกส่งออกประมาณ 200–300 คันต่อวัน โดยภาคเอกชนคาดหวังว่าการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมและการขยายช่องทางการขนส่งสินค้าจะช่วยเพิ่มปริมาณการค้าระหว่างเวียดนามและจีนในอนาคต

    ตามมติการประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ประจำจังหวัดหล่างเซิน สมัยที่ 18 วาระปี 2568–2573 จังหวัดได้กำหนดเป้าหมายพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวให้เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์แห่งชาติ และเป็นศูนย์กลางด้านการค้า บริการ การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชายแดนที่สำคัญของประเทศ เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว จังหวัดกำลังเดินหน้าปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานบริเวณด่านชายแดนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการพัฒนาระบบด่านชายแดนดิจิทัล และโครงการนำร่องด่านชายแดนอัจฉริยะ     บนเส้นทางขนส่งสินค้าระหว่างด่านหูหงิ (เวียดนาม) และด่านโหย่วอี้กวนของจีน นอกจากนี้ โครงการคมนาคมขนาดใหญ่ เช่น ทางด่วนหูหงิ (Huu Nghi) – จีลาง (Chi Lang) และทางหลวงหมายเลข 4B ยังมีบทบาทสำคัญในการยกระดับ        การเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมของภูมิภาค

    นาย Nguyen Quoc Toan รองหัวหน้าคณะกรรมการบริหารเขตเศรษฐกิจด่านชายแดนด่งดัง–หล่างเซินระบุว่า จังหวัดจะเดินหน้าพัฒนาบริการด้านโลจิสติกส์ พิธีการศุลกากร การให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย การตรวจสอบสินค้า และการกักกันโรคให้มีความทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อลดต้นทุนและประหยัดเวลาสำหรับภาคธุรกิจ พร้อมทั้งส่งเสริมการพัฒนาบริการใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ในขณะเดียวกัน จังหวัดหล่างเซินจะขยายความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศและองค์กรระดับภูมิภาค เร่งดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เงินช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (ODA) และแหล่งทุนเพื่อการพัฒนาอื่นๆ รวมทั้งเสริมสร้างความร่วมมือกับเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงของจีน เพื่อใช้ประโยชน์จากเงินทุน เทคโนโลยี ประสบการณ์ และองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการในการวางแผนและพัฒนาเศรษฐกิจ–สังคม ตลอดจนการพัฒนาเขตเศรษฐกิจชายแดนให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

    (จาก https://vneconomy.vn/)

    ข้อคิดเห็น สคต

    การเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์และด่านชายแดนอัจฉริยะของจังหวัดหล่างเซินสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของพื้นที่ดังกล่าวในฐานะประตูการค้าหลักระหว่างเวียดนามกับจีน และเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายของรัฐบาลเวียดนามในการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันด้านโลจิสติกส์และการค้าชายแดนให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล การลงทุนอย่างต่อเนื่องในระบบคลังสินค้า ศูนย์โลจิสติกส์ คลังสินค้าควบคุมอุณหภูมิ ระบบศุลกากรดิจิทัล และเทคโนโลยีอัจฉริยะ ส่งผลให้ประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าและการผ่านพิธีการศุลกากรดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการลดต้นทุนโลจิสติกส์และระยะเวลาการดำเนินพิธีการ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการเวียดนามและดึงดูดผู้ประกอบการต่างชาติเข้ามาใช้เส้นทางการค้าผ่านจังหวัดหล่างเซิน  มากขึ้น จากตัวเลขมูลค่าการค้าชายแดนที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง รวมถึงจำนวนผู้ประกอบการรายใหม่ที่เพิ่มขึ้น สะท้อนว่าหล่างเซินกำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการค้าและโลจิสติกส์แห่งใหม่ของภาคเหนือเวียดนาม และมีแนวโน้มจะเป็นหนึ่งในจุดเชื่อมโยงสำคัญของห่วงโซ่อุปทานระหว่างอาเซียนกับจีนในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อโครงการด่านชายแดนอัจฉริยะระหว่างด่านหูหงีของเวียดนามและด่านโหย่วอี้กวนของจีนสามารถดำเนินการได้อย่างเต็มรูปแบบ

    การพัฒนาดังกล่าวถือเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายสำหรับประเทศไทย ในด้านโอกาส ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นของเวียดนามเพื่อขยายการส่งออกสินค้าไปยังตลาดจีน โดยเฉพาะสินค้าเกษตร ผลไม้สด อาหารแปรรูป อาหารทะเล และสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งต้องอาศัยระบบโลจิสติกส์ที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ธุรกิจไทยในสาขาโลจิสติกส์ คลังสินค้า ห้องเย็น เทคโนโลยีดิจิทัล และบริการสนับสนุนการค้าระหว่างประเทศ ยังมีโอกาสเข้าไปลงทุนหรือสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรเวียดนามในพื้นที่ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม การพัฒนาของหล่างเซินยังอาจเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของผู้ส่งออกเวียดนามในตลาดจีน   มากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหารที่มีลักษณะใกล้เคียงกับสินค้าไทย ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเร่งยกระดับมาตรฐานสินค้า พัฒนาระบบโลจิสติกส์ และปรับตัวให้สอดคล้องกับระบบการค้าดิจิทัลและมาตรฐานศุลกากรสมัยใหม่ที่เวียดนามและจีนกำลังผลักดันร่วมกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/wc8lafhcufwmou5x22h60k51&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lVHfud6BOUb_oSQh0tr5_

  • รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศของสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ประจำเดือนพฤษภาคม 2569

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศของสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ประจำเดือนพฤษภาคม 2569

    โดย

    kanthima

    ลงเมื่อ

    11 มิถุนายน 2569 14:02

    สคต. ณ กรุงมะนิลา (ฟิลิปปินส์) (TTC, Manila (Philippines))

    4

    รายงานเศรษฐกิจ พฤษภาคม 2569 RV.pdf

    Share :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/md89pe1jgo57kiwt8xlwyhi8&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BlN7HqJfmUCJvZZio3RII

  • ‘แบงก์ชาติ’ ชี้ภูมิรัฐศาสตร์ทำบริบทโลกเปลี่ยน แนะกำหนดนโยบายให้สอดคล้องความท้าทาย

    ‘แบงก์ชาติ’ ชี้ภูมิรัฐศาสตร์ทำบริบทโลกเปลี่ยน แนะกำหนดนโยบายให้สอดคล้องความท้าทาย

    ‘แบงก์ชาติ’ ชี้เศรษฐกิจโลกไม่แน่นอนสูง ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ทำบริบทโลกเปลี่ยน มองผู้กำหนดนโยบายต้องปรับให้สอดคล้องความท้าทายระยะสั้น-ระยะยาว เพื่อรับมือความผันผวน

    11 มิ.ย. 2569 – นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวเปิดการประชุม IMF Economic Review Conference ‘Power, Markets, and Strategy in a Changing Global Order’ ว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลกที่ทวีความรุนแรงขึ้น ทำให้เส้นแบ่งระหว่างภูมิรัฐศาสตร์กับเศรษฐกิจมีความไม่ชัดเจน ความขัดแย้งต่าง ๆ ทั่วโลกส่งผลกระทบต่อการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ การผลิต อัตราเงินเฟ้อ และท้ายที่สุดคือความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ดังนั้น เมื่อบริบทเปลี่ยนไป นโยบายต่าง ๆ ที่จะออกมาก็ต้องปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับความท้าทายต่าง ๆ เหล่านี้ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

    โดยในระยะสั้น เพื่อรับมือกับความผันผวนจากภายนอก นโยบายเศรษฐกิจมหภาคต้องมุ่งดูแลรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจและระบบการเงินของประเทศ การคาดการณ์เงินเฟ้อที่ยังคงยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมายนั้น มีส่วนช่วยให้หลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยมีความยืดหยุ่นในการดำเนินนโยบาย แต่ผู้ดำเนินนโยบายยังคงต้องระมัดระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป ขณะที่ในระยะยาว การปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างมีความจำเป็นอย่างมากต่อการเสริมสร้างศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยง

    สำหรับประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียและภูมิภาคอื่น ๆ การเปิดเสรีทางการค้าและความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในโลกที่มีความไม่แน่นอนเพิ่มมากขึ้น ในจุดนี้เองที่ผู้กำหนดนโยบายต้องการการสนับสนุนจากงานวิจัย ซึ่งจะช่วยนำเสนอข้อเท็จจริง ทดสอบแนวคิด และทำความเข้าใจกลไกต่าง ๆ ในระบบเศรษฐกิจที่มีความซับซ้อน

    “การประชุมครั้งนี้ยังถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญสำหรับกิจกรรม Road to Thailand ที่นำไปสู่การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026) ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 12 – 18 ต.ค. 2569 ที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งพลวัตของโลกที่กำลังถูกนำมาพูดคุยกันในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอำนาจ ตลาด และยุทธศาสตร์ ล้วนเป็นการวางรากฐานให้กับหัวข้อหลักของการเป็นเจ้าภาพภายใต้แนวคิด Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience ซึ่งมุ่งหวังที่จะจุดประกายการเสวนาระดับโลกในเรื่องการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และการเสริมพลังให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถปรับตัวและเติบโตต่อไปได้
” ผู้ว่าการ ธปท. ระบุ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1012512/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw255zNubYCeVTwBtaidmrOr

  • ธนาคารโลกลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกต่ำสุดรอบหลังโควิด หลังสงครามตะวันออกกลางส่งผลกระทบ

    ธนาคารโลกลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกต่ำสุดรอบหลังโควิด หลังสงครามตะวันออกกลางส่งผลกระทบ

    ธนาคารโลกประกาศลดคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจโลกลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่สถานการณ์โควิด-19 โดยเตือนถึงผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางที่ขยายตัวสู่เศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ทั่วโลก

    ธนาคารโลกคาดการณ์ว่าการเติบโตทั่วโลกจะลดลงเหลือ 2.5% ในปี 2026 จาก 2.9% ในปีก่อนหน้า ขณะที่อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ 4% ตามรายงาน Global Economic Prospects ที่เผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดี

    ราคาน้ำมันพุ่งสูงกดดันเศรษฐกิจโลก

    สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นและอาจทำให้ต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น เนื่องจากธนาคารกลางต่างๆ พยายามควบคุมการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้า

    อาจัย บังกา ประธานธนาคารโลก กล่าวว่า “ในการตอบสนองต่อแรงกระเทือนครั้งนี้ เรากำลังให้สภาพคล่องในจุดที่จำเป็นในขณะนี้ และเราพร้อมด้วยการเงินเพิ่มเติม การค้ำประกัน และโซลูชันภาคเอกชน หากแรงกดดันเพิ่มมากขึ้น”

    เอเชียรับผลกระทบหนักสุด

    ธนาคารโลกระบุว่าจะจัดสรรเงินทุน 60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้ประเทศกำลังพัฒนาที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดทันที และอาจเพิ่มเป็น 100,000 ล้านดอลลาร์ภายใน 15 เดือน

    การคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกสองในสามได้รับการปรับลดในรายงานฉบับใหม่เมื่อเทียบกับเดือนมกราคมปีนี้ โดยเฉพาะประเทศที่มีรายได้น้อยและประเทศกำลังพัฒนาได้รับผลกระทบหนักกว่าประเทศพัฒนาแล้ว

    อินเดอร์มิต กิลล์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ธนาคารโลก กล่าวว่า “ในปัจจุบัน เอเชียเป็นภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบเลวร้ายที่สุดในเศรษฐกิจโลก เอเชียตะวันตกถูกทำลายจากความขัดแย้ง เอเชียใต้ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมัน ก๊าซ แร่ธาตุ และปุ่ยที่สูงขึ้น”

    สถานการณ์แย่ลงหากสงครามยืดเยื้อ

    รายงานระบุว่าทศวรรษ 2020 เป็น “ทศวรรษที่สูญเสีย” สำหรับประเทศกำลังพัฒนาในการปรับปรุงแนวโน้มเศรษฐกิจ เนื่องจากต้องเผชิญกับแรงกระเทือนต่อเนื่อง

    หากการรบกวนด้านพลังงานรุนแรงขึ้นและปัญหาอุปทานนำไปสู่ความผันผวนในตลาดการเงิน การเติบโตของโลกอาจลดลงต่ำถึง 1.3% ธนาคารโลกเตือน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกในสถานการณ์ดังกล่าวจะเฉลี่ย 4.4%

    วิกฤตความมั่นคงทางอาหาร

    การปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลกระทบต่อการจัดส่งปุ่ยประมาณหนึ่งในสามของโลก ส่งผลต่อเนื่องต่อความมั่นคงทางอาหาร กิลล์เตือนว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อต่อไป สิ่งต่อไปที่จะได้รับผลกระทบคือราคาอาหาร ซึ่งจะสร้างปัญหาให้แอฟริกาเหนือและแอฟริกาใต้ทะเลทรายสะฮารา

    รายงานเรียกร้องให้มีการดำเนินนโยบายร่วมกันระดับโลกเพื่อแก้ไขปัญหา รวมถึง “เสริมกลไกช่วยเหลืออาหารฉุกเฉินและสร้างเส้นทางมนุษยธรรมเพื่อป้องกันการเสื่อมสภาพเพิ่มเติม”

    ก่อนเกิดสงครามอิหร่าน มีการประเมินว่าร้อยละ 12 ของประชากรโลกจะประสบปัญหาขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรงในปี 2025

    ก่อนเกิดสงครามอิหร่าน มีการประเมินว่าร้อยละ 12 ของประชากรโลกจะประสบปัญหาขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรงในปี 2025

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/world-bank-lowers-global-growth-forecast-middle-east-war-impact&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34s8Hs59WI_odZ8lm4HHKm