Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • SCB-SIRI ยกระดับพันธมิตรความยั่งยืน ปั้นองค์กรไร้กระดาษ วางฐานเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

    SCB-SIRI ยกระดับพันธมิตรความยั่งยืน ปั้นองค์กรไร้กระดาษ วางฐานเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

    นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB เปิดเผยว่า กลุ่มเอสซีบีเอกซ์มองว่าความยั่งยืนคือพันธกิจที่ทุกองค์กรต้องร่วมมือกัน ด้วยการขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบ โดยมีเทคโนโลยีเป็นตัวช่วยในการเปลี่ยนผ่าน เพื่อยกระดับเศรษฐกิจของไทย โดยความร่วมมือระหว่างธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ภายใต้กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ (SCB)และ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI ในการยกระดับการขับเคลื่อนนิเวศธุรกรรมการเงินไร้กระดาษ มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ร่วมกัน รวมภึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียวอย่างยั่งยืน

    ความร่วมมือในครั้งนี้ สะท้อนบทบาทของเราในการสร้างนวัตกรรมที่เชื่อมโยงภาคการเงินและภาคอสังหาริมทรัพย์เข้าด้วยกัน ริเริ่มรูปแบบธุรกิจใหม่ที่ผสานประสิทธิภาพดิจิทัลเข้ากับความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม เราเชื่อว่าการลดการใช้ทรัพยากรผ่านกระบวนการดิจิทัล ไม่เพียงเพิ่มประสิทธิภาพองค์กร แต่ยังเป็นโครงสร้างสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ และช่วยขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ยืนหยัดที่จะเดินหน้าสนับสนุนภาคธุรกิจไทยในการเปลี่ยนผ่าน เติบโต และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมในวงกว้างต่อไป

    นายสารัชต์ รัตนาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ที่ผ่านมาธนาคารฯและแสนสิริ ต่างมีความร่วมมือกันมาอย่างต่อเนื่อง และการประกาศความร่วมมือเพื่อสนับสนุนให้แสนสิริก้าวสู่องค์กรไร้กระดาษในครั้งนี้ เป็นการยกระดับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ความยั่งยืน เพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม โดยนำกระบวนการเอกสารระบบดิจิทัลของธนาคาร (SCB Digital Workflow) เข้ามาใช้แทนที่กระบวนการกระดาษแบบเดิมให้ได้มากที่สุด อีกทั้งยังเป็นการวางรากฐานระบบนิเวศธุรกรรมการเงินไร้กระดาษ (Paperless Finance Ecosystem) ให้เกิดขึ้นจริงได้ในอนาคต ความร่วมมือในครั้งนี้คือการสร้างมาตรฐานใหม่ของการดำเนินธุรกิจที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และรับผิดชอบต่อสังคม และยังนำมาซึ่งการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการด้านดิจิทัลใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่มอีกด้วย

    “ธนาคารฯ มุ่งมั่นที่จะทำให้การดำเนินงานด้านนี้โปร่งใส และวัดผลได้ทั้งในด้านการลดปริมาณการใช้กระดาษ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเพิ่มศักยภาพการเติบโตให้แก่ธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม โดยปีนี้จะนำร่องด้วย Digital LG และ Digital Sign โดยตั้งเป้าความสําเร็จในเปลี่ยนเป็นงานกระดาษสู่เอกสารดิจิทัลกับแสนสิริ ที่ 50% ในปี 2026 และเพิ่มเป็น 70% ในปี 2035” นายสารัชต์ กล่าว

    นายอภิชาติ จูตระกูล ประธานกรรมการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI กล่าวว่า การเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net-Zero เป็นภารกิจหลักที่แสนสิริยึดมั่นมาโดยตลอด โดยเฉพาะการยกระดับความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับไทยพาณิชย์ในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในการปฏิวัติวัฒนธรรมองค์กรสู่ ‘Paperless Organization’ อย่างเป็นรูปธรรม เราไม่ได้มองการลดกระดาษเป็นเพียงแค่การปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงาน แต่คือการแสดงความรับผิดชอบอย่างแท้จริงต่อสิ่งแวดล้อม โดยแสนสิริได้วางโรดแมปที่ชัดเจนและท้าทาย ด้วยการตั้งเป้าลดการใช้กระดาษภายในองค์กรลงให้ได้ 50% ภายในปีนี้ (2026) และขับเคลื่อนอย่างเข้มข้นสู่เป้าหมาย 70% ภายในปี 2035

    เพื่อก้าวเป็น Near Fully Paperless Organization ผ่านการผสานพลังเทคโนโลยีระบบ SIRI SmartSign ร่วมกับ Digital Workflow ของไทยพาณิชย์ โดยทุกขั้นตอนที่เปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลจะสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง ด้วยศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 3,131.6 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี หรือเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ใหญ่กว่า 150 ต้นเป็นต้นแบบขององค์กรอสังหาริมทรัพย์ยุคใหม่ที่เติบโตควบคู่กับความยั่งยืนของโลก

    นายอุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ SIRI กล่าวว่า ในยุคที่โลกขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล ความรวดเร็วและประสิทธิภาพคือหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจ การ
    ทรานส์ฟอร์มองค์กรสู่การทำงานแบบไร้กระดาษ ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มความคล่องตัว ทลายขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การทำงานยุคใหม่ของพนักงานและลูกค้าได้อย่างตรงจุดเท่านั้น แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญในด้านบรรษัทภิบาล (Governance) ที่ช่วยยกระดับความโปร่งใสให้สามารถตรวจสอบได้อย่างแม่นยำ ปิดความเสี่ยงเรื่องเอกสารสูญหายได้อย่างสิ้นเชิง รวมถึงช่วยลดต้นทุนและพลังงานที่สูญเสียไปจากการเดินทางรับส่งเอกสารได้อย่างมหาศาล การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การลดการใช้กระดาษ แต่คือการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของแสนสิริให้ก้าวล้ำและยั่งยืนยิ่งขึ้นในทุกมิติ

    แสนสิริ ขอขอบคุณธนาคารไทยพาณิชย์ในฐานะ Trusted Partner ที่เดินเคียงข้างและให้การสนับสนุนอย่างยอดเยี่ยมมาโดยตลอด ความเชี่ยวชาญและนวัตกรรมอย่าง SCB Digital Workflow ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยเร่งสปีดให้แสนสิริขับเคลื่อนแผนงานนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การลดการใช้กระดาษ แต่คือการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของแสนสิริให้ก้าวล้ำและยั่งยืนยิ่งขึ้นในทุกด้าน

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/837930&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2n9O7X29QMYFhtoz1tXPGo

  • นักวิชาการออกโรงเตือน “ไทยช่วยไทยพลัส” สร้างปัญหาเศรษฐกิจระยะยาว

    นักวิชาการออกโรงเตือน “ไทยช่วยไทยพลัส” สร้างปัญหาเศรษฐกิจระยะยาว

    การเมือง

    นักวิชาการออกโรงเตือน “ไทยช่วยไทยพลัส” สร้างปัญหาเศรษฐกิจระยะยาว

    วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.53 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    นักวิชาการเตือน “ไทยช่วยไทย พลัส” กระตุ้นเศรษฐกิจได้แต่บิดเบือนสร้างปัญหาการแข่งขันระยะยาว

    นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพวิเคราะห์โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” แม้จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและพยุงเศรษฐกิจในระยะสั้นได้บางส่วน แต่การออกแบบมาตรการที่ให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ประกอบการเฉพาะบางกลุ่ม บิดเบือนกลไกตลาด และอาจกำลังสร้างแรงจูงใจที่ผิดให้กับระบบเศรษฐกิจไทย ตั้งแต่การไม่อยากขยายธุรกิจ การหลีกเลี่ยงการเข้าสู่ระบบภาษี ไปจนถึงการบิดเบือนการแข่งขันทางการค้า ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อฐานภาษี กลไกตลาด และความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    รศ.ดร.สุชาติ ไตรภพสกุล อาจารย์ประจำคณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและการบริหารกิจการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ระบุว่า โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ช่วยลดค่าครองชีพของประชาชน โดยภาครัฐร่วมสนับสนุนค่าใช้จ่ายในสัดส่วน 60% ขณะที่ประชาชนร่วมจ่าย 40% เพื่อกระตุ้นการบริโภคและเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการรายย่อย อย่างไรก็ตาม การให้สิทธิประโยชน์แก่ร้านค้าบางประเภทอาจส่งผลให้ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าจากเงื่อนไขการได้รับเงินสนับสนุนมากกว่าคุณภาพสินค้า ราคา หรือประสิทธิภาพการให้บริการ ส่งผลให้การแข่งขันในระบบเศรษฐกิจเกิดความบิดเบือน และลดประสิทธิภาพของกลไกตลาดเสรี

    นอกจากนี้ ยังมีความกังวลว่าการกำหนดเกณฑ์สิทธิประโยชน์ตามระดับรายได้ อาจสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการบางส่วนหลีกเลี่ยงการขยายธุรกิจ ไม่เปิดเผยรายได้ที่แท้จริง หรือหลีกเลี่ยงการเข้าสู่ระบบภาษี เพื่อรักษาสถานะการได้รับสิทธิประโยชน์ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “Threshold Effect”

    บทวิเคราะห์ยังชี้ถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดการทำบัญชีหลายชุด การลดการออกใบกำกับภาษี และการหดตัวของฐานภาษีในอนาคต ซึ่งอาจสวนทางกับความพยายามของภาครัฐในการผลักดันระบบภาษีดิจิทัลและ e-Tax Invoice ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ในมิติการแข่งขันทางธุรกิจ ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดใหญ่ที่อยู่ในระบบภาษีอย่างถูกต้อง อาจได้รับผลกระทบจากการแข่งขันที่ไม่เท่าเทียม ขณะที่ผลกระทบอาจขยายไปตลอดห่วงโซ่คุณค่าทางเศรษฐกิจ (Value Chain) ตั้งแต่ภาคการผลิต เกษตรกรรม โลจิสติกส์ ไปจนถึงการจ้างงาน หากกำลังซื้อถูกดึงออกจากธุรกิจในระบบอย่างมีนัยสำคัญ

    รศ.ดร.สุชาติ ระบุเพิ่มเติมว่า แม้มาตรการลักษณะนี้อาจช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในระยะสั้น แต่ไม่ได้ตอบโจทย์ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย เช่น การเพิ่มผลิตภาพแรงงาน การยกระดับเทคโนโลยี การพัฒนาทักษะแรงงาน และการสร้างนวัตกรรม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    ทั้งนี้ ผู้เขียนเสนอว่า หากภาครัฐต้องการยกระดับผู้ประกอบการรายย่อยอย่างยั่งยืน ควรมุ่งเน้นมาตรการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน อาทิ การสนับสนุน Digital Transformation การเข้าสู่ระบบภาษีดิจิทัล การใช้ AI และเครื่องมือเพิ่มผลิตภาพ การพัฒนาทักษะแรงงาน การเข้าถึงแหล่งทุนต้นทุนต่ำ ตลอดจนการสนับสนุนการส่งออกและการขยายตลาดใหม่ ซึ่งจะช่วยสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนมากกว่าการกระตุ้นการบริโภคเพียงระยะสั้น

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/479266&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YpZ5773U3CpzNKcfNO6IZ

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 11 มิถุนายน 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 11 มิถุนายน 2569 – InterGold

    วันที่ 11 มิถุนายน 2569 เวลา 10.17 น.

    กลยุทธ์: ถัว
    แนวต้าน: $4,200 = 65,000 บาท
    แนวรับ: $4,000 = 63,000 บาท
    .
    ราคาทองคำจะไปทางไหน หลังสงครามตะวันออกกลาง เงินเฟ้อสหรัฐฯ สูง และตลาดหุ้นผันผวน? ทองคำยังมีแรงหนุนจากความกังวลเรื่องสงครามและภาวะหลีกเลี่ยงความเสี่ยง แต่ดอลลาร์ที่แข็งค่าและความไม่แน่นอนเรื่องดอกเบี้ย Fed ยังคงกดดันราคาในระยะสั้น ขณะที่ราคาที่ปรับฐานลงมาเริ่มน่าสนใจสำหรับการทยอยสะสม หากยังยืนเหนือแนวรับสำคัญได้
    .
    ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึงแรงขายในตลาดหุ้นโลก ทำให้นักลงทุนหันกลับมาหาสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำมากขึ้น ขณะเดียวกันราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ยังอาจซ้ำเติมปัญหาเงินเฟ้อในระยะต่อไป
    .
    ด้านเศรษฐกิจสหรัฐฯ เงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูงทำให้ Fed ต้องพิจารณาทิศทางดอกเบี้ยอย่างระมัดระวัง หากดอกเบี้ยยังทรงตัวในระดับสูงต่อไป อาจเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำ แต่หากเศรษฐกิจชะลอตัวและ Fed ส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงิน ทองคำก็มีโอกาสกลับมาได้รับแรงหนุนอีกครั้ง
    .
    ในเชิงเทคนิค ราคาทองคำเริ่มเข้าสู่ภาวะ Oversold หรือขายมากเกินไป สะท้อนว่าราคามีส่วนลดและความเสี่ยงในการปรับลงเริ่มจำกัด อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรรอสัญญาณยืนยันการฟื้นตัว โดยมีแนวรับสำคัญที่ 4,090–4,000 ดอลลาร์ และแนวต้านสำคัญที่ 4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์
    .
    สรุปแล้ว ราคาทองคำยังได้รับแรงหนุนจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางและภาวะที่นักลงทุนหลีกเลี่ยงความเสี่ยง แต่ยังถูกกดดันจากดอลลาร์ที่แข็งค่าและความไม่แน่นอนของนโยบายดอกเบี้ย Fed ขณะที่ในเชิงเทคนิค ราคาที่ปรับฐานลงมาเริ่มน่าสนใจสำหรับการทยอยสะสม หากยังสามารถยืนเหนือแนวรับสำคัญบริเวณ 4,090–4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ โดยต้องจับตาแนวต้าน 4,200 ดอลลาร์ ซึ่งจะเป็นสัญญาณสำคัญของการฟื้นตัวในระยะถัดไป

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-11-jun-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BuWA7CJFDniPOYlsl7ghh

  • ‘หอการค้าไทยฯ’ ถกรัฐบาล ชง 10 ข้อเสนอเร่งด่วนฟื้นเศรษฐกิจไทย

    ‘หอการค้าไทยฯ’ ถกรัฐบาล ชง 10 ข้อเสนอเร่งด่วนฟื้นเศรษฐกิจไทย

    วันนี้ (10 มิ.ย.) นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยภายหลังหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย และหน่วยงานเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่ทำเนียบรัฐบาลว่า ได้มีการหารือกับรัฐบาลถึงยุทธศาสตร์การฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยในปี 2569 โดยระบุว่าขณะนี้ภาคธุรกิจกำลังเผชิญความท้าทายอย่างหนักจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจที่ผันผวน ส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงาน และโลจิสติกส์ ซึ่งจากการสำรวจพบว่าผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ที่เป็นรากฐานสำคัญของประเทศได้รับผลกระทบมากที่สุด

    นายพจน์ระบุว่า เพื่อให้การฟื้นฟูเศรษฐกิจเป็นไปอย่างรวดเร็วและเห็นผลจริง ภาคเอกชนได้นำเสนอแนวทางต่อรัฐบาลผ่าน ข้อเสนอเร่งด่วน 10 ประการ ที่ต้องดำเนินการภายใน 1-2 ปี  โดยมีประเด็นสำคัญ เพื่อการกระตุ้นกำลังซื้อ รวมทั้งเสนอให้ต่อยอดโครงการคนละครึ่งพลัส เพื่อกระจายเม็ดเงินสู่เศรษฐกิจฐานรากมากขึ้น โดยข้อเสนอทั้ง 10 ข้อประกอบไปด้วย

    1. การกระตุ้นกำลังซื้อและการบริโภคภายในประเทศ เร่งฟื้นฟูอุปสงค์ภายในประเทศที่ชะลอตัว โดยเสนอให้ต่อยอดมาตรการที่ประสบความสำเร็จในอดีต อเ “คนละครึ่งพลัส” โดยมุ่งเน้นการกระจาย เม็ดเงินสู่เศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่จังหวัดรอง พื้นที่ชายแดน และช่วงนอกดูกาลท่องเที่ยว (Low Season) และการเพิ่มประสิทธิภาพการช่วยเหลือกลุ่ม เปราะบางผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อสร้างแรงส่งทางเศรษฐกิจในวงกว้าง

    2.การลดต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพ ผลักดันการแก้ไขปัญหาต้นทุนพลังงานซึ่งเป็นปัจจัยกระทบหลักต่อภาคธุรกิจ (79.2%) โดยเร่งรัดมาตรการลดราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าไฟฟ้า และก๊าซหุงต้มพร้อมทั้งเสนอให้ ปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน ให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงแทนการอ้างอิงราคาตลาดต่างประเทศเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ ต้องกำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นอย่าง เข้มงวด เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาเกินควร

    3. การช่วยเหลือ SMEs และเสริมสภาพคล่องแก่ผู้ประกอบการ เร่งจัดหามาตรการสินเชือดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ระยะยาวที่เข้าถึงง่ายและรวดเร็ว โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่ใช้แรงงานเข้มข้น พร้อมเสนอให้ผ่อนปรนหลักเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อสำหรับ SMEs ที่ได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากโควิด-19 รวมถึงกลุ่ม NPL โดยปรับเกณฑ์การประเมินจากศักยภาพทางธุรกิจและกระแสเงินสดในปัจจุบัน เพื่อดึงผู้ประกอบการกลับเข้าสู่ระบบการเงินปกติ

    4.การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนและการะหนี้สินของประชาชน ดำเนินการแก้ไขหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งเน้นกลุ่มรายได้น้อยและปานกลางผ่านมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ การพักชำระหนี้ และการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายรายเดือนและเพิ่มสภาพคล่องในการดำรงชีพซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการลดหนี้นอกระบบและกระกระตุ้นการบริโภคในระยะยาว

    5. การปกป้องตลาดภายในประเทศและเสริมความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย ยกระดับมาตรการป้องกันและควบคุมการนำเข้าสินค้าต่างชาติที่มีลักษณะทุ่มตลาดหรือแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการผลิตและ SMEs ไทย พร้อมสนับสนุนโยบาย “ไทยช่วยไทย” ผ่านการส่งเสริมการใช้สินค้าและบริการภายในประเทศ เพื่อรักษาสมดุลทางการแข่งขันและสร้างความเข้มแข็งให้แก่ผู้ประกอบการท้องถิ่น

    6. การส่งเสริมการส่งออกและการค้าระหว่างประเทศ ผลักดันภาคการส่งออกให้เป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ผ่านการขยายตลาดใหม่และการปรับปรุงมาตรการภาษีนำเข้าวัตถุดิบเพื่อลดตันทุนการผลิต นอกจากนี้ ควรทบทวนความตกลงการค้าเสรี (FTA) ให้มีความสมดุลและเป็นธรรมโดยเฉพาะมาตรการบริหารจัดการสินค้านำเข้าตามฤดูกาล เพื่อมิให้กระทบต่อราคาผลผลิตภายในประเทศ

    7.การฟื้นฟูภาคเกษตรและยกระดับรายได้เกษตรกร สร้างเสถียรภาพด้านราคาสินค้าเกษตรและลด

    ความผันผวนของตลาด โดยมุ่งเน้นการวางแผนการผลิตตามความต้องการของตลาด (Market-Led Production) และการพัฒนาพันธุ์พืชเพื่อเพิ่มมูลค่า พร้อมทั้งสนับสนุนมาตรการลดต้นทุนปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย และยา เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทย

    8.การส่งเสริมการท่องเที่ยวและภาคบริการ ยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวผ่านการกระตุ้นตลาดทั้งในและต่างประเทศ ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมเพื่อลดความแออัดในท่าอากาศยานหลัก นอกจากนี่ต้องเร่งแก่ไขปัญหาด้านสิงแวดล้อมและคณภาพอากาศ (PM 2.5) อย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเชื่อมันด้านความปลอดภัยและส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    9.การปฏิรูประบบราชการและการเสริมสร้างธรรมาภิบาล เพิ่มประสิทธิภาพระบบราชการโดยยึดหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการปราบปรามการทุจริตอย่างเด็ดขาด เร่งลดขั้นตอนการอนุมัติอนุญาต (Ease of Doing Business) ด้วยระบบดิจิทัล และบูรณาการกฎระเบียบที่ซ้ำซ้อนระหว่าง หน่วยงาน เพื่อลดต้นทุนแฝงในการดำเนินธุรกิจและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน

    10.การช่วยเหลือพื้นที่ชายแดนและการพัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาค เร่งมาตรการเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่แน่นอน โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมส่งเสริมการลงทุนในส่วนภูมิภาคตามศักยภาพและจุดเด่นของแต่ละพื้นที่เพื่อกระจายความเจริญและโอกาสทางเศรษฐกิจสู่ท้องถิ่นอย่างทั่วถึง

    “หอการค้าไทยเชื่อมั่นว่า หากรัฐบาลนำข้อเสนอทั้ง 10 ประการไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม จะช่วยบรรเทาผลกระทบและวางรากฐานการเติบโตที่ยั่งยืนให้เศรษฐกิจไทยได้ในระยะยาว โดยภาคเอกชนพร้อมให้ความร่วมมือเต็มที่ในทุกมิติ” นายพจน์ กล่าว

     นายพจน์กล่าวด้วยว่าภาคเอกชนได้หารือกับนายกรัฐมนตรีเพื่อเร่งรัดการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) เป็นคณะทำงานขนาดเล็กที่มีความคล่องตัวเพื่อความคล่องตัวในการทำงาน โดยแบ่งคณะอนุกรรมการออกเป็น 8 ด้านสำคัญ ได้แก่ พลังงาน พาณิชย์ ท่องเที่ยว เกษตร โลจิสติกส์ การศึกษา แรงงาน และ AI เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุดและรวดเร็ว

    นอกจากนั้นได้มีการเสนอให้รัฐบาลแก้ปัญหาเรื่องภาคเกษตร และวิกฤตแรงงาน โดยในส่วนของภาคเกษตร เป็นเรื่องที่ต้องเร่งทำทันที เนื่องจากมีประชากรที่เกี่ยวข้องกว่า 30 ล้านคน โดยได้เสนอว่าต้องใช้กลยุทธ์การตลาดนำการผลิต เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ขณะเดียวกันได้ขอให้รัฐบาลเร่งรัดให้ภาครัฐดำเนินการต่ออายุ MOU แรงงาน 4 สัญชาติ โดยเฉพาะแรงงานกัมพูชาและพม่าที่ถูกกฎหมาย เพื่อป้องกันปัญหาขาดแคลนแรงงานที่กำลังวิกฤตในขณะนี้

    สำหรับประเด็นการกีดกันและอุปสรรคทางการค้า นายพจน์ระบุว่าภาคเอกชนกำลังทำงานร่วมกับรัฐบาลเพื่อชี้แจงกรณีมาตรา 301 ของสหรัฐอเมริกา โดยยืนยันว่าประเทศไทยไม่มีปัญหาแรงงานบังคับหรือการค้ามนุษย์ ขณะที่ภาครัฐบาลมีตัวแทนที่จะไปชี้แจงประเด็นนี้โดยตรง ส่วนข้อเสนอให้ภาครัฐเร่งแก้ไขกฎระเบียบระดับกระทรวงหรือกรมใน 7 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ซึ่งจะทำได้รวดเร็วกว่าการแก้ไข พ.ร.บ. เพื่อลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ (Ease of Doing Business) ด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1237920&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NlSSsR29Kau4os2gKqN0l

  • สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ผนึก กกร.-ม.หอการค้าไทย-สคร. จัดงานสุดยอดซีอีโอ 2569

    สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ผนึก กกร.-ม.หอการค้าไทย-สคร. จัดงานสุดยอดซีอีโอ 2569

    วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.05 น.

    สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ผนึก กกร.-ม.หอการค้าไทย-สคร. จัดงานสุดยอดซีอีโอ 2569

    สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ โดย นางสาวพิมพ์รภัส ศิริไพรวัน นายกสมาคมฯ ลงนามเซ็นสัญญาความร่วมมือ MOU กับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดย นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธาน กกร. , ดร. พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และ นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในการจัดทำโครงการคัดเลือกสุดยอดผู้นำองค์กร (สุดยอดซีอีโอ) ประจำปี 2569 หรือ CEO Econmass Awards 2026

    สำหรับโครงการคัดเลือกสุดยอดผู้นำองค์กร (สุดยอดซีอีโอ) จัดขึ้นต่อเนื่องปีนี้เป็นปีที่ 5 ภายใต้ความร่วมมือกันของ สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ , คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) , มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างต้นแบบผู้นำองค์กรภาคธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนาศักยภาพ เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพื่อประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การลงทุน และดูแลสังคม ให้เกิดการพัฒนาอย่างมั่นคง

    เกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกซีอีโอเข้าร่วมโครงการ รางวัลสุดยอดซีอีโอรุ่นใหญ่ จะคัดเลือกจากบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) โดยไม่ต้องสมัคร ใน 8 สาขาธุรกิจขนาดใหญ่ คือ 1.เกษตรและอุตสาหกรรม 2.สินค้าอุปโภคบริโภค 3.ธุรกิจการเงิน 4.สินค้าอุตสาหกรรม 5.อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง 6.ทรัพยากร 7.การบริการ 8.เทคโนโลยี

    รางวัลสุดยอดซีอีโอรุ่นกลาง ปีนี้จะคัดเลือกทั้งจากบริษัทที่อยู่ในตลาด MAI ใน 8 สาขาธุรกิจ โดยไม่ต้องสมัคร และเปิดโอกาสให้บริษัทขนาดกลาง ที่อยู่นอกตลาด MAI ที่มีรายได้มากกว่า 500 ล้านบาท สมัครเข้าร่วมโครงการได้ด้วย

    รางวัลสุดยอดซีอีโอรุ่นเอสเอ็มอี เปิดให้ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม SMEs ใน 4 สาขาธุรกิจคือ ธุรกิจการเกษตร , ธุรกิจอุตสาหกรรมและการผลิต , ธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง , ธุรกิจภาคบริการ สมัครเข้าร่วมโครงการได้เอง

    รางวัลสุดยอดซีอีโอรัฐวิสาหกิจ และ รางวัลบอร์ด ออฟ เดอะ เยียร์ รัฐวิสาหกิจ จะเป็นการคัดเลือกตามหลักเกณฑ์การประเมินของ สคร.

    รางวัลสุดยอดซีอีโอขวัญใจสื่อมวลชน (Popular Vote) มาจากการโหวตจากสมาชิกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ จำนวน 526 คน

    ทั้งนี้บริษัทขนาดกลาง และเอสเอ็มอี ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถสมัครได้ตั้งแต่วันที่ 10 มิ.ย.–22 ก.ค. 2569 โดยสมัครได้ที่ https://shorturl.at/5f6f6  (สำหรับรุ่นกลาง) และ https://shorturl.at/oM4Kb  (สำหรับรุ่นเอสเอ็มอี) หรือสแกน QR Code จากโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/479152&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32tUWlLuFY3lK1wPz6Un4U

  • ครม. อนุมัติงบฯกลาง 290 ล้าน จัดประชาสัมพันธ์งานพืชสวนโลกอุดรธานี ติดสปีดเครื่องยนต์เศรษฐกิจอีสาน

    ครม. อนุมัติงบฯกลาง 290 ล้าน จัดประชาสัมพันธ์งานพืชสวนโลกอุดรธานี ติดสปีดเครื่องยนต์เศรษฐกิจอีสาน

    ครม. อนุมัติงบฯกลาง 290 ล้าน จ้างประชาสัมพันธ์-จัดกิจกรรม งานพืชสวนโลกอุดรธานี 2569 ติดสปีดเครื่องยนต์เศรษฐกิจอีสาน คาดผู้เข้าชมงาน 3.6 ล้านคน เงินสะพัด 3.2 หมื่นล้าน สร้างงาน 8.1 หมื่นอัตรา

    วันที่ 10 มิถุนายน 2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ถึงวันที่ 14 มีนาคม 2570 ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด ตำบลกุดสระ อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี โดยระบุว่า วันนี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 290,901,500 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจ้างบริหารจัดการ ประชาสัมพันธ์ และจัดกิจกรรมให้เป็นไปตามกรอบเวลาและมาตรฐานที่สมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (AIPH) กำหนดไว้ ซึ่งงบฯ ดังกล่าวอยู่ภายใต้กรอบวงเงินงบประมาณจัดงาน 2,500 ล้านบาท ตามที่คณะรัฐมนตรีเคยอนุมัติไว้อยู่แล้ว ตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม 2565 

    โดยหลังจากนี้ กรมวิชาการเกษตรจะเร่งดำเนินกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างให้โปร่งใส คุ้มค่า และเป็นไปตาม พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 อย่างเคร่งครัด 

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569 ได้รับการรับรองจากสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (AIPH) ถือเป็นครั้งแรกของโลกที่มีการจัดงานบนพื้นที่ชุ่มน้ำ (Wetland) รวมทั้งเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่จัดมหกรรมพืชสวนโลกขึ้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อแสดงศักยภาพด้านพืชสวน การเกษตร เทคโนโลยี นวัตกรรม และความหลากหลายทางชีวภาพ ตลอดจนสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการพัฒนาพื้นที่ในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ

    รัฐบาลคาดว่าการจัดงานครั้งนี้จะเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีผู้เข้าชมงานประมาณ 3.6 ล้านคน ก่อให้เกิดรายได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 32,000 ล้านบาท มีมูลค่าการสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) กว่า 20,000 ล้านบาท สร้างการจ้างงานราว 81,000 อัตรา และสร้างรายได้จากการจัดเก็บภาษีประมาณ 7,700 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยว การค้า การลงทุน และการพัฒนาเมืองของจังหวัดอุดรธานีและพื้นที่ใกล้เคียง ตลอดจนสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการด้านโรงแรม ร้านอาหาร การขนส่ง วิสาหกิจชุมชน เกษตรกร และภาคบริการในพื้นที่

    ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวต่อไปว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการใช้ประโยชน์พื้นที่ภายหลังการจัดงาน (Expo Legacy) โดยมีแนวทางพัฒนาพื้นที่ชุ่มน้ำหนองแดให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม พื้นที่สาธารณะ และสถานที่จัดกิจกรรมของจังหวัด เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและชุมชนอย่างต่อเนื่องในระยะยาว

    ทั้งนี้ รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรฯ จะติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานในทุกมิติ ทั้งการใช้งบประมาณ การก่อสร้าง ความปลอดภัย ระบบบริการต่าง ๆ แผนการประชาสัมพันธ์ รวมถึงแผนการใช้ประโยชน์พื้นที่หลังจบงาน เพื่อให้งานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 เป็นเวทีสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมการท่องเที่ยว และยกระดับศักยภาพด้านพืชสวนและนวัตกรรมการเกษตรของไทยในระดับนานาชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2938654&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lqLlQK15eeREbwhuFhNgc

  • เงินเฟ้อสหรัฐฯ พุ่งสูงสุดรอบ 3 ปี น้ำมันทะยานหนุนทองคำ รับแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย

    เงินเฟ้อสหรัฐฯ พุ่งสูงสุดรอบ 3 ปี น้ำมันทะยานหนุนทองคำ รับแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย

    วันนี้ (10 มิ.ย.2569) CNN รายงานเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา ส่งสัญญาณเผชิญแรงกดดันด้านค่าครองชีพรอบใหม่ หลังสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐ (BLS) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคเดือน พ.ค.2569 เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี และเร่งตัวขึ้นจากร้อยละ 3.8 ในเดือน เม.ย. สะท้อนผลกระทบจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

    รายงานระบุว่า เงินเฟ้อรายเดือนเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.5 โดยหมวดพลังงานเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันตัวเลขดังกล่าว คิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 60 ของการเพิ่มขึ้นทั้งหมด หลังสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และ อิหร่าน ส่งผลให้ตลาดน้ำมันโลกเผชิญความผันผวน และราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    แม้ว่าราคาอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคยังคงเพิ่มขึ้น แต่เริ่มชะลอลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า โดยราคาอาหารเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2 และราคาสินค้าในร้านค้าปลีกเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.1 สะท้อนว่าแรงกดดันเงินเฟ้อส่วนใหญ่ ยังคงกระจุกตัวอยู่ในหมวดพลังงาน มากกว่าการกระจายไปทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจ

    ขณะเดียวกัน ดัชนีเงินเฟ้อพื้นฐานซึ่งไม่รวมหมวดอาหารและพลังงาน เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 0.2 จากเดือนก่อนหน้า ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานรายปีอยู่ที่ร้อยละ 2.9 ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้

    อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไปที่ยังอยู่ในระดับสูงทำให้นักลงทุนเริ่มประเมินว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) อาจยังไม่สามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้ในระยะใกล้ และมีความเป็นไปได้ที่จะคงดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไป

    นอกจากผลกระทบต่อเศรษฐกิจและค่าครองชีพแล้ว ตัวเลขเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นยังส่งผลต่อทิศทางตลาดทองคำโลกด้วย โดยนักวิเคราะห์มองว่า ความกังวลต่อเงินเฟ้อ ประกอบกับความไม่แน่นอนจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง กระตุ้นให้นักลงทุนบางส่วนหันเข้าถือครองทองคำ ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ส่งผลให้ราคาทองคำได้รับแรงหนุนจากความต้องการป้องกันความเสี่ยง

    อย่างไรก็ตาม ปัจจัยดังกล่าวยังต้องเผชิญแรงกดดัน จากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ เนื่องจากหาก Fed ตัดสินใจคงดอกเบี้ยสูงเป็นเวลานาน หรือส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมเพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อ อาจส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น และจำกัดการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำในระยะต่อไป

    นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักประเมินว่า แม้เงินเฟ้อรอบนี้จะยังไม่รุนแรงเท่าปี 2565 ที่เคยพุ่งแตะร้อยละ 9.1 สูงสุดในรอบกว่า 40 ปี แต่แนวโน้มในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาเป็นการเร่งตัวเร็วที่สุดนับตั้งแต่กลางปี 2565 และมีโอกาสที่อัตราเงินเฟ้อจะขยับขึ้นสู่ระดับร้อยละ 4.5-5 ภายในปีนี้ หากราคาพลังงานยังคงอยู่ในระดับสูง

    อีกหนึ่งสัญญาณที่น่ากังวลคือ รายได้ที่แท้จริงของแรงงานสหรัฐฯ หลังหักผลกระทบจากเงินเฟ้อ ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 โดยหดตัวร้อยละ 0.7 ในเดือน พ.ค. จากเดิมที่ลดลงร้อยละ 0.3 ในเดือน เม.ย. สะท้อนว่าการเพิ่มขึ้นของค่าจ้าง ยังไม่สามารถไล่ทันการปรับขึ้นของราคาสินค้าและบริการ ซึ่งอาจกระทบต่อกำลังซื้อและการใช้จ่ายของครัวเรือนอเมริกันในระยะข้างหน้า

    ทั้งนี้ นักลงทุนทั่วโลกยังคงจับตาพัฒนาการของสงครามในตะวันออกกลาง ทิศทางราคาน้ำมัน และการประชุม Fed ครั้งต่อไปอย่างใกล้ชิด เนื่องจากทั้ง 3 ปัจจัยจะเป็นตัวกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก ค่าเงินดอลลาร์ และราคาทองคำในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 อย่างมีนัยสำคัญ

    อ่านข่าวอื่น :

    โลกเดือดสุดในรอบ 80 ปี! รายงานชี้สงครามพุ่งสูงสุดหลังสงครามโลก

    “บุณยสิทธิ์” หนุนไทยช่วยไทยพลัส ชี้กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เร่งรัฐลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

    โรงงานปลาป่น รับซื้อปลาหมอคางดำ ตั้งเป้า 1 ล้าน กก. ลดการระบาด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/506925&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Tn6DJLytu9xmLvNy653kE

  • “ผยง” ลั่นคง ROE โตสองหลัก ชู “นกกระซิบ” หนุน SME ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ

    “ผยง” ลั่นคง ROE โตสองหลัก ชู “นกกระซิบ” หนุน SME ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ

    นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB เปิดเผยว่า ธนาคารยังคงมุ่งรักษาอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ให้อยู่ในระดับสองหลักอย่างต่อเนื่อง หลังไตรมาส 1 ปี 2569 สามารถทำ ROE ได้ที่ 10.8% โดยเน้นการบริหารงบดุลและสินทรัพย์ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ควบคู่กับการรักษาสมดุลด้านการเติบโต ความเสี่ยง และผลตอบแทน เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับฐานะทางการเงินของธนาคารในระยะยาว

    ทั้งนี้ ธนาคารมองว่าความผันผวนของตลาดเงินและตลาดทุนในปัจจุบันยังเป็นโอกาสในการสร้างรายได้ผ่านธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) รวมถึงธุรกรรมในตลาดการเงิน ขณะเดียวกันยังเดินหน้าขยายโอกาสทางธุรกิจไปสู่กลุ่มเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) เพื่อสร้างแหล่งรายได้ใหม่เพิ่มเติมจากธุรกิจธนาคารแบบดั้งเดิม ยืนยันว่าจะสามารถรักษาผลกำไรสุทธิให้อยู่ในระดับเป้าหมายได้ แม้การเติบโตของสินเชื่อจะต้องสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความท้าทาย

    นายผยง กล่าวอีกว่า สถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินในปัจจุบันเปรียบเสมือนการ “วิ่งผ่าสายฝนและพายุ” ที่ต้องอาศัยความระมัดระวังเป็นพิเศษ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงความผันผวนของค่าเงินและการเคลื่อนย้ายเงินทุนเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย (Flight to Quality) ดังนั้น การบริหารงานของธนาคารจึงให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพและความเชื่อมั่นเป็นหลัก เพื่อรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

    สำหรับการบริหารคุณภาพสินทรัพย์ ธนาคารยังคงยึดแนวคิด Debtor-Centric หรือการให้ความสำคัญกับลูกหนี้เป็นศูนย์กลาง โดยมุ่งดูแลและประคับประคองลูกหนี้รายเดิม โดยเฉพาะกลุ่ม SME และกลุ่มเปราะบาง ควบคู่กับหลัก Responsible Lending หรือการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ เพื่อป้องกันการก่อหนี้เกินกำลัง นอกจากนี้ยังนำเทคโนโลยีผ่านเครื่องมือ “นกกระซิบ” มาช่วยผู้ประกอบการรายย่อยบริหารจัดการธุรกิจและการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่มาตรการ “ไทยช่วยไทย Plus” จะเป็นอีกแรงสนับสนุนสำคัญในการกระตุ้นกำลังซื้อและเสริมความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่เศรษฐกิจของประเทศ

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/837638&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CCw4Nki3KqdEe9qhodiJQ

  • รายงานตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจเวียดนาม ประจำเดือนเมษายน 2569

    รายงานตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจเวียดนาม ประจำเดือนเมษายน 2569

    โดย

    Tran

    ลงเมื่อ

    10 มิถุนายน 2569 10:54

    สคต. ณ นครโฮจิมินห์ (เวียดนาม) (TTC, Ho Chi Minh City (Vietnam))

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/psk4xmfh7ft0anzyrcd1x6t5&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Y8eZUW12B8peS6ut2dfuw

  • หอการค้าฯ ชง 3 ข้อเสนอปลดล็อกเศรษฐกิจไทยฝ่าวิกฤต

    หอการค้าฯ ชง 3 ข้อเสนอปลดล็อกเศรษฐกิจไทยฝ่าวิกฤต


    ประธานหอการค้าฯนำทัพภาคเอกชนหารือรัฐบาล เสนอกรอบความร่วมมือ 3 ด้านหลัก ยกระดับขีดความสามารถประเทศ ฟื้นเศรษฐกิจเร่งด่วน

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ได้นำคณะกรรมการฯ เข้าพบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรีและคณะผู้บริหารภาครัฐ เพื่อหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นการขับเคลื่อนประเทศไทยภายใต้ความผันผวนของบริบทเศรษฐกิจ พร้อมนำเสนอ 3 ประเด็นข้อเสนอภาคเอกชน เพื่อเป็นกรอบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการฟื้นฟูและยกระดับเศรษฐกิจไทยให้แข่งขันได้ รวมทั้งเติบโตอย่างอย่างทั่วถึงและยั่งยืน   

     โอกาสนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีฯ ได้กล่าวต้อนรับ พร้อมแสดงความยินดีที่คณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเข้าพบหารือ ตลอดจน ได้ฉายภาพรวมนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศ ควบคู่กับการสร้างโอกาสและนำพาประเทศ  ให้มีความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้นและมีภูมิต้านทาน เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นและความสุขให้กับคนไทย  

    ทั้งนี้ทางหอการค้าไทย ได้ร่วมนำเสนอประเด็นข้อเสนอภาคเอกชนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจแต่ละมิติ ประกอบด้วย 

    1. ข้อเสนอเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ ประกอบด้วย    การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันแห่งชาติ (Zero Corruption) โดยสนับสนุนการแต่งตั้ง “คณะกรรมการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันแห่งชาติ” โดยมีตัวแทนจากทุกภาคส่วนเข้าร่วม ตลอดจน เตรียมนำเสนอ ดำเนินการรวบรวมข้อเสนอเร่งด่วนในการทบทวนกฎกระทรวง ระเบียบ ประกาศ และกฎหมายลำดับรองที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ ภายใต้โครงการReinvent Thailand โดยเตรียมเสนอต่อคุณปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี   ฝ่ายกฎหมาย

    การปฏิรูปภาคการเกษตรทั้งระบบ เร่งรัดการปฏิรูปภาคการเกษตรทั้งระบบ เพื่อเพิ่มผลผลิตเพิ่มรายได้โดยทันที เพื่อช่วยลดต้นทุนและสร้างเสถียรภาพด้านราคาให้แก่เกษตรกรและครอบครัวกว่า 30 ล้านคน พร้อมผลักดันการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึง ยกระดับภาคเกษตรทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่การผลิต การบริหารจัดการน้ำ การใช้เทคโนโลยี การตลาด และการสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อให้เกษตรกรไทยมีรายได้ที่มั่นคงและแข่งขันได้ในระยะยาว

    ขณะเดีวยวกันผลักดันการเจรจาการค้าระหว่างประเทศและการลงทุนของประเทศไทย โดยมีนายกเป็นประธานคณะทำงานเพื่อบูรณาการทุกภาคส่วน ตลอดจน ขอให้สนับสนุนธุรกิจไทยโดยเฉพาะสินค้า Made in Thailand ในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยเฉพาะผู้ประกอบการไทยที่เคยได้รับการส่งเสริมจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพและช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านการพิจารณาสิทธิประโยชน์หรือมาตรการใหม่

    นอกจากนี้ยังได้เสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) แต่ละด้านเพื่อให้ครอบคลุม ประกอบด้วย กรอ.พาณิชย์ กรอ.เกษตร กรอ.ด้านท่องเที่ยว กรอ.การศึกษา กรอ.AI & Technology กรอ.พลังงาน กรอ.โลจิสติกส์ และกรอ. SMEs 

    2. ข้อเสนอเร่งด่วนเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย ประกอบด้วย  1. การกระตุ้นกำลังซื้อและการบริโภค อาทิ “คนละครึ่งพลัส / ไทยช่วยไทยพลัส”เพื่อกระจายการบริโภคไปสู่เมืองรอง  2.การลดต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพ เร่งรัดการลดค่าพลังงานทั้งน้ำมัน ค่าไฟฟ้าและก๊าซหุงต้ม 3.การเสริมสภาพคล่องของ SMEs ผ่านมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) และ ขอให้มีการจัดตั้งโครงการค้ำประกันสินเชื่อของธนาคารของรัฐในลักษณะเดียวกับโครงการ SMEs Credit Boost ของธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาผู้ประกอบการ SMEs ที่ไม่สามารถขอสินเชื่อกับธนาคารพาณิชย์ได้ 

    นอกจากนี้ ขอให้มีการจัดระเบียบและเชื่อมโยงฐานข้อมูลผู้ประกอบการ SMEs (Cleansing Data) เพื่อทราบถึงข้อมูลผู้ประกอบการ SMEs ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ในการใช้เป็นข้อมูลประกอบการกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาและส่งเสริม SMEs แบบมุ่งเป้าได้อย่างตรงจุด  

    4. การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนและภาระหนี้สินของประชาชน ทั้งการปรับโครงสร้างหนี้ และการพักชำระหนี้ 5. การปกป้องตลาดภายในประเทศและเสริมความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย ป้องกันการทุ่มตลาดหรือการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม 6. ส่งเสริมการส่งออกและการค้าระหว่างประเทศ มุ่งหน้าตลาดใหม่ ปรับปรุงมาตรการภาษีนำเข้าวัตถุดิบเพื่อลดต้นทุนการผลิต

    7. ฟื้นฟูภาคการเกษตรและยกระดับรายได้เกษตรกร เน้นการวางแผนการผลิตตรงความต้องการของตลาด 8.การส่งเสริมการท่องเที่ยวและภาคบริการ ยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมให้สะดวก 9. การปฏิรูประบบราชการและเสริมสร้างระบบธรรมาภิบาล โดยเน้นความโปรงใสและนำระบบดิจิทัลมาใช้เพื่อลดต้นและความโปร่งใสในการให้บริการ 10. การพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ชายแดน โดยเยียวยาฟื้นฟูจังหวัดชายแดนที่ได้รับผลกระทบเช่นชายแดนไทย -กัมพูชา เป็นต้น

     นอกเหนือจากนั้น ยังมีประเด็นเกี่ยวเนื่องสำคัญที่ผลักดันต่อรัฐบาล ประกอบด้วย แนวทางการตรวจสอบย้อนหลังกรณีจัดจ้างบริษัทที่ปรึกษาของภาครัฐ (Post Audit) โดยกำหนดเงื่อนไขไว้ใน TOR เพื่อให้การลงทุนเกิดประโยชน์สูงสุด, มาตรการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมเข้มข้น (เร่งด่วน) อาทิ การต่ออายุใบอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าว การแก้ไขปัญหา e-Work Permit ตลอดจน การยกระดับศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ เช่น ปรับปรุงหลักเกณฑ์เขตปลอดอากร   หอศิลป์ (Art Free Zone) เพื่อยกระดับและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางวัฒนธรรมและการเรียนรู้ของประเทศไทยอย่างเป็นระบบ

    3. แผนพัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาค 5 ภาค ซึ่งแบ่งตามกลุ่มธุรกิจ ประกอบด้วย   ด้านเกษตรและอาหาร 3 โครงการ : (1) การพัฒนาและยกระดับผลไม้ประเทศไทย (ระดับประเทศ) เพื่อมุ่งยกระดับการพัฒนาคุณภาพ มาตรฐาน และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานผลไม้ไทยทั้งประเทศ โดยเสนอให้มีจัดตั้ง “คณะกรรมการผลไม้แห่งชาติ” (2) การยกระดับกาแฟโรบัสต้าประเทศไทยสู่พืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง (นำร่องที่ภาคเหนือ) (3) การยกระดับมาตรฐานเกษตรปลอดภัย ขับเคลื่อนเกษตรกรไทยสู่ระดับสากล 

    • ด้านท่องเที่ยว: 5 โครงการ (1) โครงการยกระดับความปลอดภัยนักท่องเที่ยว Andaman Tourism Safety Sandbox (นำร่องจังหวัดภูเก็ต กระบี่ พังงา) (2) โครงการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวริมแม่น้ำโขง (3) โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวสุขภาพภายใต้ระเบียงเศรษฐกิจเวลเนสอันดามัน  (Andaman Wellness Corridor) (4) โครงการพัฒนาและส่งเสริมเส้นทางท่องเที่ยวชายฝั่งอ่าวไทย Thailand Riviera (5) การปรับปรุงระบบการบริหารจัดการให้มีความยั่งยืน 

    • ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม: การแก้ไขปัญหาหมอกควัน Pm 2.5 และไฟป่าภาคเหนือ ซึ่งเกิดขึ้นเกือบทุกภาคและเป็นปัญหาที่สะสมต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี กระทบต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนในวงกว้าง โดยเสนอให้มีการตั้ง “ศูนย์ประสานงานร่วมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน”เพื่อร่วมบริหารจัดการแนวทางเฝ้าระวัง ป้องกัน และปราบปรามปัญหาหมอกควันอย่างเป็นระบบ

    จากการหารือ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีและรัฐบาล เล็งเห็นความสำคัญแต่ละประเด็นโดยเห็นควรให้จัดตั้งกลไก กรอ.ด้านต่างๆเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจแต่ละมิติอย่างต่อเนื่อง พร้อมนี้ ขอให้หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ช่วยประชาสัมพันธ์การพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ตลอดจน มาตรการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ไปยังเครือข่ายเพื่อเป็นหมุดหมายสำคัญในการดึงดูดการลงทุนและเป็นกลไกสำคัญของการสร้างความเข้มแข็งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทยอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน ต่อไป     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/43592&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UpOymiIfqRZXrRDuYespV