Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • กกร. ปรับเป้าเศรษฐกิจไทยโต 1.6-2.0% อานิสงส์จากโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส”

    กกร. ปรับเป้าเศรษฐกิจไทยโต 1.6-2.0% อานิสงส์จากโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส”

    กกร.ประกาศปรับเพิ่มเป้าหมายจีดีพีไทยปีนี้เป็น 1.6-2.0% ชูโครงการไทยช่วยไทยพลัสหนุน พร้อมแสดงความกังวลเศรษฐกิจ K-shaped และวิกฤตพลังงานโลกช่วงครึ่งปีหลัง

    นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้ได้รับปัจจัยหนุนจากโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ด้วยเม็ดเงินราว 1.7 แสนล้านบาท ที่จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ ทำให้ ที่ประชุม กกร. ได้ปรับเพิ่มการคาดการณ์เศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวที่  1.6-2.0% จากเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้อยู่ที่ 1.2-1.6% ด้านเงินเฟ้อเป็น 2.5-3.0% จากเดิมอยู่ที่ 2.0-3.0% ขณะที่การส่งออกคาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นเช่นกันเป็น 8-10%  จากเดิมที่คาดว่าไม่ขยายตัว ตามทิศทางการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีที่เติบโตสูง ทั้งนี้ กกร.ยังกังวลเศรษฐกิจไทย ที่ปัจจุบันเผชิญภาวะ K-shaped เนื่องจากการเติบโตของการส่งออกเทคโนโลยียังไม่สามารถส่งผ่านผลบวกต่อเศรษฐกิจไทยมากนักเนื่องจากใช้วัตถุดิบนำเข้าเป็นส่วนใหญ่ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ปรับ K ขาบน ให้เป็น “ตัวเร่ง” สำคัญที่สร้างมูลค่าเพิ่ม ส่งผ่านเม็ดเงินจาก การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ไปสู่ภาคเศรษฐกิจจริงของไทย ก่อให้เกิดการจ้างงานคนไทย และทำให้ธุรกิจไทยสามารถได้รับประโยชน์มากขึ้นนายผยง กล่าวว่า ที่ประชุม กกร.มองว่า ความมั่นคงทางพลังงาน ยังคงเป็นปัจจัยกดดันต่อทิศทางเศรษฐกิจโลกในปีนี้ การส่งออกสินค้าพลังงานจากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ยังไม่มีแนวโน้มที่จะกลับมาสู่ภาวะปกติในเร็ววัน ขณะที่ในครึ่งปีหลัง ประเทศกลุ่ม OECD มีแนวโน้มต้องเร่งนำเข้าน้ำมันดิบเพื่อทดแทนในคลังน้ำมันสำรองที่มีปริมาณลดลงมาก ทำให้การหาน้ำมันดิบทดแทนแหล่งผลิตในตะวันออกกลางของประเทศอื่น ๆ อาจจะยากและแพงขึ้นในระยะข้างหน้า ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนของการผลิตสินค้าและบริการ อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง และอาจจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

    ที่ประชุม กกร. ได้หารือถึงสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศ ภายใต้ความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งการเจรจาสันติภาพยังไม่มีข้อยุติ ขณะเดียวกัน ยืนยันว่า ยังไม่มีสัญญาณของภาวะขาดแคลนพลังงาน ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันได้เร่งบริหารความเสี่ยงด้านการจัดหาวัตถุดิบอย่างต่อเนื่อง โดยลดสัดส่วนการพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางจากเดิมประมาณ 55% เหลือราว 27% และเพิ่มการจัดหาแหล่งอื่นเป็นประมาณ 73% เพื่อเสริมความยืดหยุ่นและความมั่นคงของพลังงาน ลดผลกระทบจากความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงการสนับสนุนให้ห่วงโซ่อุปทาน และภาคการผลิตของประเทศสามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง

    นอกจากนี้ กกร.ยังคาดหวังให้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของไทย หรือ PDP2026 สามารถประกาศใช้ได้ภายในเดือนส.ค.นี้ เพื่อเป็นกรอบสำคัญในการวางโครงสร้างพลังงานระยะยาวของประเทศ ทั้งด้านความมั่นคงทางพลังงาน การส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า การบริหารต้นทุนค่าไฟฟ้าให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาด ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะต่อไป

    ผู้สื่อข่าวถามถึงแนวโน้มกำลังซื้อหลังสิ้นสุดโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” นายผยง ยอมรับว่ายังไม่มีการประเมินตัวเลขอย่างเป็นทางการ แต่เชื่อว่ากำลังซื้อมีแนวโน้มอ่อนตัวลงจากภาวะต้นทุนที่สูงขึ้นและรายได้ของผู้ประกอบการที่ลดลง

    ขณะที่นายนายเกษมสิทธิ์ ปฐมศักดิ์ รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย  กล่าวเสริมว่า ครึ่งปีหลังจะยังเต็มไปด้วยความผันผวน ทั้งจากปัจจัยด้านพลังงาน เงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย และอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะประเทศไทย ขณะเดียวกัน ภาคการท่องเที่ยวอาจชะลอตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแรง เนื่องจากหลายประเทศต่างเผชิญปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่สูงขึ้นเช่นเดียวกัน ทำให้การใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวมีแนวโน้มระมัดระวังมากขึ้น โดยมองว่าภาคธุรกิจต้องเร่งปรับตัว ขณะที่ภาครัฐควรเร่งสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุน ลดข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ และใช้โอกาสจากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ประเทศ

    ส่วนมาตรการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลังจากนี้ ภาคเอกชนเห็นว่า รัฐบาลได้ดำเนินการหลายด้าน ทั้งการเปิดตลาดใหม่ การส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมาย และการผลักดันแนวคิด Green Made in Thailand รวมถึงการปฏิรูปกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน โดยเตรียมนำเสนอข้อเสนอแก้ไขกฎกระทรวงและกฎระเบียบสำคัญ 7 ประเด็นต่อรัฐบาล เพื่อเร่งการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

    ผู้สื่อข่าวถามถึงโครงการ Thailand AI Passport ควรมีการทบทวน หรือควรเดินหน้าต่อไปและจะส่งผลดีกับภาคเอกชนหรือไม่ นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ปีธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการ SME สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในต้นทุนที่เหมาะสม ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยในระยะยาว แต่อย่างไรก็ตามยังคงต้องรอความชัดเจนถึงรายละเอียดของโครงการฯ ที่จะออกมาให้ทราบ

    สำหรับสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ภาคเอกชนมองว่า ยังไม่คลี่คลาย และผลกระทบจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นจะยังทยอยส่งผ่านเข้าสู่ภาคเศรษฐกิจจริงอย่างต่อเนื่องในระยะยาว จึงจำเป็นที่ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เกิดประโยชน์อย่างทั่วถึง ครอบคลุมทั้งผู้ประกอบการ แรงงาน และห่วงโซ่อุปทานของประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2938667&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qTYg9307WJLtZWuvD05Bi

  • หัวเรือเครือสหพัฒน์ มองเศรษฐกิจไทยยังไปต่อได้ แม้โตช้ากว่าเพื่อนบ้าน ชี้รัฐต้องกล้าลงทุนเมกะโปรเจกต์-ดันบาทอ่อน ฟื้นส่งออกสู้เวียดนาม

    หัวเรือเครือสหพัฒน์ มองเศรษฐกิจไทยยังไปต่อได้ แม้โตช้ากว่าเพื่อนบ้าน ชี้รัฐต้องกล้าลงทุนเมกะโปรเจกต์-ดันบาทอ่อน ฟื้นส่งออกสู้เวียดนาม

    นับเป็นภาพที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี เมื่อ ‘บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา’ ประธานเครือสหพัฒน์ จะออกมาฉายมุมมองต่อเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางช่วงเวลาที่ผู้บริโภคยังระมัดระวังการใช้จ่าย ภาคธุรกิจรับแรงกดดันจากต้นทุน และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่

    ด้วยสถานะของเครือสหพัฒน์ ในฐานะเจ้าของเครือข่ายสินค้าอุปโภคบริโภคที่อยู่ในชีวิตประจำวันของคนไทยแทบทุกครัวเรือน มุมมองจากหัวเรือใหญ่ขององค์กรจึงเปรียบเสมือน ‘ดัชนีวัดอุณหภูมิเศรษฐกิจ’ ที่สะท้อนทั้งกำลังซื้อ การลงทุน และทิศทางธุรกิจในอนาคต

    ปีนี้ บุณยสิทธิ์มองว่า แม้เศรษฐกิจโลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนจากสงครามในหลายภูมิภาค แต่ประเทศไทยยังมีแต้มต่อจากการวางตัวเป็นกลาง และมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการลงทุนของอาเซียน หากรัฐบาลเร่งตัดสินใจลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ก็พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ

    พร้อมย้ำว่า ปีที่แล้วเศรษฐกิจเหมือนรถสามล้อ แต่ปีนี้เป็นรถสามล้อที่ต้องให้รัฐบาลช่วยเข็น หรือไม่ก็ต้องติดเครื่องยนต์ EV เข้าไปเพิ่มด้วย

    ไทยยังมีโอกาส แม้โตช้ากว่าเพื่อนบ้าน

    แม้ GDP ไทยจะขยายตัวต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและอินโดนีเซีย แต่ ‘บุณยสิทธิ์’ มองว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะฐานเศรษฐกิจของไทยมีขนาดใหญ่กว่า ทำให้อัตราการเติบโตเป็นเปอร์เซ็นต์ดูต่ำกว่า ขณะที่แรงกดดันจากเงินเฟ้อและต้นทุนพลังงานยังเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นทั่วโลกจากภาวะสงคราม และเงินเฟ้ออ่อนๆ ยังดีกว่าไม่มีเงินเฟ้อเลย เพราะหากเศรษฐกิจนิ่งสนิท ธุรกิจจะยิ่งชะงักไปหมด

    ฝากถึงนายกฯ ต้อง ‘กล้าตัดสินใจ’

    ประเด็นที่หัวเรือใหญ่ เน้นย้ำมากที่สุด คือ อยากให้รัฐบาลกล้าตัดสินใจ โดยเฉพาะการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ทั้งรถไฟความเร็วสูงและโครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อสร้างการจ้างงาน ดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติ และสร้างผลตอบแทนระยะยาวเหมือนที่สนามบินสุวรรณภูมิและทางด่วนเคยทำได้ในอดีตและทุกๆ โครงการต้องเดินหน้าอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้

    พร้อมยังประเมินผลงานรัฐบาล เขาให้คะแนน เกิน 6 เต็ม 10 หรือราว 60 กว่าคะแนน เนื่องจากตลาดหุ้นเริ่มมีสัญญาณดีขึ้นบ้างแล้ว

    ดันบาทอ่อนแตะ 35 บาท หนุนส่งออกสู้เวียดนาม

    อีกข้อเสนอที่น่าสนใจคือเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน ‘บุณยสิทธิ์’ มองว่าค่าเงินบาทในปัจจุบันแข็งเกินไป อยากเห็นเงินบาทอ่อนตัวลงมาอยู่ที่ประมาณ 35 บาทต่อดอลลาร์ เพื่อช่วยให้ผู้ส่งออกและภาคเกษตรแข่งขันกับประเทศคู่แข่งได้ดีขึ้น และเหตุผลหลักคือ เมื่อเงินบาทอ่อนลง ราคาสินค้าไทยในตลาดโลกจะถูกลงในสายตาผู้ซื้อ ต่างจากช่วงที่ผ่านมา ที่ค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่องจนบางธุรกิจเลือกย้ายฐานการผลิตไปเวียดนามแทนการลงทุนในไทย

    ยิ่งปัจจุบันนักลงทุนจีนเข้ามามีบทบาทมากขึ้นแทนญี่ปุ่นในอดีต และการลงทุนมีขนาดใหญ่กว่ามาก สมัยก่อนญี่ปุ่นซื้อที่ดิน 10-20 ไร่ แต่จีนเข้ามาซื้อกันระดับ 100-300 ไร่ และการลงทุนจำนวนมากเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี อีคอมเมิร์ซ และ AI รวมถึงความร่วมมือกับบริษัทระดับโลก เช่น Amazon และ Google

    ด้านทิศทางของเครือสหพัฒน์ ต่อจากนี้ ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือไม่ ก็ยังคงเดินหน้าลงทุนเพื่อเตรียมความพร้อมและรอจังหวะที่สถานการณ์สงครามยุติลงและเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง ควบคู่กับการเดินหน้าสร้างพันธมิตร โดยในงานสหกรุ๊ป แฟร์ & เฟส ระหว่างวันที่ 25-28 มิถุนายน 2569 เตรียมลงนามบันทึกความเข้าใจและข้อตกลงกับคู่ค้าพันธมิตรรวมกว่า 20 ฉบับ

    นับว่ามากที่สุดนับตั้งแต่มีการจัดงาน เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ทั้งในและต่างประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่ด้านเทคโนโลยีและ AI การค้าการลงทุนและการตลาด สุขภาพ อสังหาริมทรัพย์ การศึกษา ไลฟ์สไตล์ อาทิ ความร่วมมือด้านการค้าสองทางระหว่างไทยและมณฑลเสฉวน การขยายธุรกิจข้ามพรมแดนระหว่างไทย จีน ฮ่องกง และอาเซียน การขยายโอกาสทางธุรกิจและนำแบรนด์คุณภาพจากญี่ปุ่นเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย

    พร้อมยืนยันว่าจะพยายามตรึงราคาสินค้าเพื่อช่วยลดค่าครองชีพ แต่หากต้นทุนวัตถุดิบ โดยเฉพาะเคมีภัณฑ์และพลาสติก ปรับตัวสูงขึ้นมาก ก็อาจจำเป็นต้องปรับราคาเพื่อไม่ให้ธุรกิจขาดทุน

    เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงตัวเลขงบลงทุนใหม่ๆ ‘บุณยสิทธิ์’ ตอบเพียงสั้นๆ ว่ายังไม่ได้มีการกำหนดงบลงทุนที่ระบุเป็นตัวเลขตายตัวในขณะนี้

    กัมพูชาสะดุด เร่งหาตลาดใหม่เข้ามาแทน

    หัวเรือใหญ่สหกรุ๊ป ยอมรับว่าธุรกิจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ทางการเมืองในกัมพูชา จนไม่สามารถส่งออกสินค้าได้ตามปกติ ทำให้บริษัทต้องเร่งหาตลาดใหม่ทดแทน เช่น จีน, ญี่ปุ่น และ ฟิลิปปินส์

    ท้ายที่สุด บุณยสิทธิ์ฝากถึงภาคธุรกิจว่า ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว สิ่งสำคัญที่สุดคือ ‘ต้องอยู่ให้รอดก่อน’ และอย่าหยุดมองหาโอกาสลงทุนหรือความร่วมมือใหม่ๆ เพื่อเตรียมพร้อมเมื่อเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/sahapat-thailand-economy-investment-baht-export/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1aNuSdWJruPLJTclkSsU5s

  • “บุณยสิทธิ์” หนุนไทยช่วยไทยพลัส ชี้กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เร่งรัฐลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

    “บุณยสิทธิ์” หนุนไทยช่วยไทยพลัส ชี้กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เร่งรัฐลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

    วันนี้ (10 มิ.ย.2569) นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ เปิดเผยถึงมาตรการโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ของรัฐบาลว่า มีส่วนช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและสร้างบรรยากาศทางเศรษฐกิจในระยะสั้นได้เป็นอย่างดี ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังเผชิญความไม่แน่นอน จากสงครามและความขัดแย้งในหลายภูมิภาค แต่หากต้องการให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ควบคู่กันไป

    นายบุณยสิทธิ์ กล่าวว่า มาตรการไทยช่วยไทย พลัส ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อ และสร้างความคึกคักให้กับเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง แต่ผลลัพธ์ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในระยะสั้น ขณะที่การสร้างการเติบโตในระยะยาวจำเป็นต้องอาศัยการลงทุนที่ก่อให้เกิดการจ้างงาน และเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

    ไทยช่วยไทย พลัส เป็นมาตรการที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ แต่เป็นผลในระยะสั้น สิ่งสำคัญคือรัฐบาลต้องมองไปข้างหน้าอีก 5-10 ปี ว่าจะสร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยอย่างไร

    พร้อมเสนอให้ภาครัฐเร่งเดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ด้านคมนาคมและโลจิสติกส์ ทั้งโครงการรถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง โครงการแลนด์บริดจ์ และระบบเชื่อมโยงการขนส่งในภูมิภาค เนื่องจากจะช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ และดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชน ได้มากกว่ามาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายเพียงอย่างเดียว

    นอกจากนี้ ยังมองว่าประเทศไทยควรเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล ทั้งดาต้าเซ็นเตอร์ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบอีคอมเมิร์ซ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในอนาคต เนื่องจากเศรษฐกิจโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

    อนาคตการแข่งขันไม่ได้อยู่แค่เรื่องต้นทุนอีกต่อไป แต่อยู่ที่เทคโนโลยีดิจิทัล และ AI ซึ่งภาคธุรกิจไทยต้องเร่งปรับตัวให้ทันโลก

    สำหรับการทำงานของรัฐบาล นายบุณยสิทธิ์ ให้คะแนนด้านเศรษฐกิจมากกว่า 6 คะแนนจาก 10 คะแนน โดยมองว่ารัฐบาลปัจจุบันมีผลงานไม่ด้อยกว่ารัฐบาลชุดก่อน สะท้อนจากดัชนีตลาดหุ้นที่ปรับตัวดีขึ้น และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่เริ่มกลับมา

    อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในภาวะชะลอตัว โดยเปรียบเปรยว่า จากเดิมที่เศรษฐกิจไทยเป็น “รถสามล้อมีเครื่องยนต์” วันนี้กลับกลายเป็น “สามล้อที่ต้องใช้คนถีบ” สะท้อนให้เห็นว่าการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจำเป็นต้องอาศัยแรงสนับสนุนจากทุกภาคส่วน

    ปีที่แล้วเศรษฐกิจเหมือนรถสามล้อที่ยังมีเครื่องยนต์ช่วยขับเคลื่อน แต่ปีนี้กลายเป็นสามล้อที่ต้องใช้คนถีบ ซึ่งรัฐบาลต้องเข้ามาช่วยสร้างแรงส่งให้เศรษฐกิจเดินหน้า

    นายบุณยสิทธิ์ ยังกล่าวว่า แม้เศรษฐกิจไทยจะเติบโตช้ากว่าหลายประเทศในอาเซียน โดยเฉพาะเวียดนามและอินโดนีเซีย แต่ส่วนหนึ่งเป็นผลจากขนาดเศรษฐกิจของไทยที่มีฐานใหญ่กว่า จึงทำให้อัตราการเติบโตในเชิงเปอร์เซ็นต์ดูต่ำกว่า ขณะที่ภาพรวมยังถือว่ามีศักยภาพและเสถียรภาพมากกว่าหลายประเทศ

    พร้อมกันนี้ มองว่าสถานการณ์ความขัดแย้งทั่วโลก อาจกลายเป็นโอกาสของประเทศไทย เนื่องจากนักลงทุนจำนวนมากเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับภูมิภาคเอเชียและอาเซียนมากขึ้น ซึ่งไทยยังคงเป็นศูนย์กลางด้านการค้า การคมนาคม และการลงทุนของภูมิภาค

    ในส่วนของค่าเงินบาท ระบุว่าเงินบาทที่แข็งค่าอยู่ในปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกและภาคเกษตรกรรม ทำให้สินค้าไทยแข่งขันกับประเทศคู่แข่งได้ยากขึ้น ขณะที่หลายประเทศใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อช่วยสนับสนุนภาคการผลิตและการส่งออก

    อ่านข่าว :

    “ไทยช่วยไทยพลัส” ร้านร่วมโครงการยอดพุ่งเท่าตัว สวนทางร้านนอกเกณฑ์ยอดวูบ 50%

    ร้านอาหารยอดขายร่วง 20-30% วอนรัฐปรับเงื่อนไขไทยช่วยไทยพลัส

    เปิดสมัคร “ไทยช่วยไทยพลัส ฟู้ดเดลิเวอรี” 10 มิ.ย. ร้านค้าเลือกได้ 1 แพลตฟอร์ม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/506921&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PfJh_KiWYG10_ak5THe1i

  • ทางรอดของ SME ไทยในยุคเศรษฐกิจโตต่ำอยู่ตรงไหน เมื่อกลยุทธ์การเติบโตและอยู่รอดต้องทำบนความยั่งยืน

    ทางรอดของ SME ไทยในยุคเศรษฐกิจโตต่ำอยู่ตรงไหน เมื่อกลยุทธ์การเติบโตและอยู่รอดต้องทำบนความยั่งยืน

    ท่ามกลางสถานการณ์เงินเฟ้อ สงครามการค้า และปัญหาอีกสารพัดที่ฉุดรั้งไม่ให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างที่ควรจะเป็น ในงาน EARTH JUMP 2026 มีหัวข้อเสวนา ‘กลยุทธ์ธุรกิจไทยบนความยั่งยืนในยุคเศรษฐกิจโตต่ำ (Winning with Sustainability in a Low-Growth Economy)’ ที่มากระตุ้นเตือนให้คนไทย องค์กรไทย นำประเด็นจากคอนเทนต์นี้ ไปปรับใช้ในการทำธุรกิจ วางแผนการดำเนินงาน เพื่อก้าวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และมุ่งสู่ธุรกิจยั่งยืนไปพร้อมๆ กัน

    สำหรับหัวข้อ ‘กลยุทธ์ธุรกิจไทยบนความยั่งยืนในยุคเศรษฐกิจโตต่ำ’ มีผู้ร่วมเสวนาซึ่งเป็นตัวแทนจากภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม ภาคการค้า และภาคการเงิน มาร่วมพูดคุย ได้แก่ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม คุณปรีดา วัชรเธียรสกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและประธานสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Cimate Change คุณพิชัย จิราธิวัฒน์ และรองประธานกรรมการหอการค้าไทย และคุณรุ่งเรือง สุขเกิดกิจพิบูลย์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย โดยมี คุณกิตติ สิงหาปัด ผู้ดำเนินรายการข่าว 3 มิติ ดำเนินการเสวนา

    ว่าด้วยเรื่อง ‘ความเชื่อมั่น’ ด้านนโยบายและกติกาใหม่

    โดย ตัวแทนภาครัฐ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช 
    อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

    ดร.พิรุณกล่าวถึงการสร้าง Trust หรือความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจ ด้วยนโยบายรัฐที่ชัดเจนและมีความต่อเนื่อง รวมถึงการนำเสนอเครื่องมือใหม่ๆ อย่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) มาเป็นตัวช่วยในการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสู่ความยั่งยืน โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือ การทำให้เศรษฐกิจเติบโตควบคู่ไปกับลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยรัฐจะ ไม่ใช้มาตรการบังคับให้ดำเนินการตามทั้งหมด’ แต่เน้นสนับสนุนภาคธุรกิจให้เปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียวอย่างเหมาะสม

    “ความชัดเจนในวันนี้ ถ้าจะทำให้ธุรกิจเดินหน้าได้ ภาคธุรกิจต้องใส่ Trust หรือความเชื่อมั่นภาครัฐในการขับเคลื่อนนโยบาย นี่คือสิ่งสำคัญที่สุด ซึ่งสะท้อนต้นทุนระยะกลางกับระยะยาวได้”

    ส่วนเรื่องภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมยกตัวอย่างด้วยโมเดลแชร์กันใช้ว่า 

    “ถ้า Carbon Tax 200 บาท ทุกคนแชร์ต้นทุนในแต่ละขั้นตอนได้ จริงๆ ต้นทุนอาจจะเพิ่มแค่ 20 สตางค์ก็ได้ มันคือการเสริมพลังของภาคธุรกิจไทยและประเทศไทย ในการเดินหน้าโดยยังคำนึงถึงความยืดหยุ่นร่วมด้วย”

    ดร.พิรุณอธิบายต่อถึงเป้าหมายของ พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศว่า การออกแบบกฎหมายฉบับนี้ มีธงในการออกแบบตั้งแต่แรกสองเรื่อง คือ 1) ทำอย่างไรให้เศรษฐกิจไทยสามารถแข่งขันได้ และ 2) ทำอย่างไรที่จะลดความสูญเสียลง โดยกำหนดเวลาที่ภาครัฐวางไว้นั้น มีความเป็นไปได้สูงสุดที่จะบังคับใช้ในช่วงไตรมาส 3 ของปี 2570

    ว่าด้วยเรื่อง ‘ปลุก SME ทำเรื่องลดคาร์บอน’ ตั้งแต่วันนี้

    โดย ตัวแทนภาคอุตสาหกรรม คุณปรีดา วัชรเธียรสกุล 
    รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยฯ

    คุณปรีดาเกริ่นด้วยกติกาโลกที่เปลี่ยนไปจากเดิมว่า โดยนำเสนอในมุมมองที่ว่า เรื่องคาร์บอนไม่ใช่แค่การรักษ์โลกอีกต่อไป แต่ส่งผลถึง ความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย (Competitiveness) 

    “สิ่งที่ต้องใส่ใจในปัจจุบันไม่ใช่แค่เรื่องการรักษ์โลก แต่เป็นเรื่อง ‘ความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ’ และกติกานี้ก็ไม่ใช่แค่มาตรการ แต่เป็นกติกาที่กำหนด ‘สภาวะในการเข้าสู่ตลาด’ ของจริง”

    คุณปรีดาสนับสนุนให้ SME เริ่มต้นลดการปล่อยคาร์บอนจากสิ่งที่ทำได้จริงและลงทุนน้อย เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และย้ำว่าปี 2050 ไม่ได้ไกลเกินไปนัก ภาคธุรกิจจึงต้องเริ่มทำ บัญชีก๊าซเรือนกระจก (CFO: Carbon Footprint for Organization) ลดการปล่อยคาร์บอนตั้งแต่วันนี้ เพื่อไม่ให้เสียโอกาสในอนาคต

    ต่อด้วยการเผยเรื่องที่ SME ต้องการจากรัฐว่า “สิ่งที่ SME อยากจะให้ภาครัฐช่วยก็คือ อยากได้นโยบายที่ชัดเจนและมีความต่อเนื่อง ซึ่งสิ่งที่รัฐกำหนด ก็อยากจะให้โรงงานสามารถทำได้ ยิ่งเป็นสิ่งที่ทำอยู่ทุกวัน ในชีวิตประจำวันได้ยิ่งดี”

    นอกจากนี้ ถ้าภาคธุรกิจที่ต้องการขอคำปรึกษาด้านการลดการปล่อยคาร์บอน ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมไม่จำเป็นต้องมาที่สภาอุตสาหกรรมฯ เพียงแห่งเดียว เพราะในประเทศไทยยังมีหน่วยงานอื่นๆ ที่ช่วยสนับสนุนเรื่องนี้ได้อีกมาก

    ว่าด้วยเรื่อง ‘บริษัทใหญ่’ ช่วย SME ไทยโต

    โดย ตัวแทนภาคการค้า คุณพิชัย จิราธิวัฒน์ 
    รองประธานกรรมการหอการค้าไทย

    คุณพิชัยกล่าวใจเชิงเป็นกระบอกเสียงให้ SME ที่ต้องการความมั่นใจในการลงทุน โดยเสนอว่า นโยบายของไทยควรสอดคล้องกับกติกาโลก ไทยจะได้มีตัวชี้วัดถูกทาง และภาครัฐต้องช่วยสร้างตลาด (Demand) มารองรับสินค้าสีเขียว เพื่อช่วยให้ SME โตในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน ต่อด้วยการเผยประเด็นที่ SME กังวลคือ อยากให้ภาครัฐมีกลไกการสนับสนุน ‘อย่างต่อเนื่อง’ ไม่เปลี่ยนบ่อยตามความเปลี่ยนแปลงในบริบททางการเมือง 

    และโดยส่วนใหญ่ SME ต้องกู้เงินมาทำธุรกิจ คุณพิขัยจึงกล่าวถึงภาคการเงินว่า ต้องเป็นมากกว่าผู้ปล่อยกู้ โดยต้องให้ทั้งทุนและความรู้แก่ภาคธุรกิจ

    สำหรับบทบาทของบริษัทขนาดใหญ่ไม่ควรผลักภาระให้ SME แต่ต้องลงมาเป็นพี่เลี้ยง ช่วย SME ด้วยการ 1) ให้ความรู้ ให้คำแนะนำ 2) แบ่งปันเทคโนโลยีกับเครื่องมือติดตาม ประเมินผล และ 4) ให้โอกาสด้านการตลาดร่วมกัน 

    เหนือสิ่งอื่นใด คุณพิชัยแนะ SME ในตอนท้ายให้เริ่มปรับตัวจากสิ่งง่ายๆ ใกล้ตัว

    เริ่มจากอะไรง่ายๆ ก่อน หรือลดความสูญเสีย เช่น ลดการใช้น้ำ ใช้ไฟ พอเห็นผลชัดเจนว่าต้นทุนลด ค่อยมาเพิ่มประสิทธิภาพ อย่างการเปลี่ยนหลอดไฟเป็น LED เปลี่ยนมาใช้ Solar Roof แม้มันเป็นการก้าวช้าๆ แต่มันจะเริ่มเร็วเมื่อ SME เห็นผล เขาก็จะเพิ่มความสนใจ” 

    ว่าด้วยเรื่อง ‘ธนาคารในฐานะ Enabler’ สะพานเชื่อมธุรกิจสู่ความยั่งยืน

    โดย ตัวแทนภาคการเงิน คุณรุ่งเรือง สุขเกิดกิจพิบูลย์
    ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย

    คุณรุ่งเรืองกล่าวถึงบทบาทของธนาคารที่ไม่ใช่แค่ผู้ให้บริการทางการเงิน แต่ยังมีฐานะเป็น Enabler ผู้สนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน (Strategic Transition Partner) ของลูกค้า SME หรือพาร์ตเนอร์สู่ธุรกิจสีเขียว สอดคล้องกับที่คุณขัตติยากล่าวไว้บนเวที Earth Jump 2026 ว่า กสิกรไทยกำลังทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมภาคธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME เปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำด้วยการลงมือทำจริง

    “หากลูกค้าประสบความสำเร็จ ธนาคารก็จะสำเร็จ” คุณรุ่งเรืองย้ำ แล้วขยายความด้านการเป็น Enabler สะพานเชื่อมธุรกิจสู่ความยั่งยืนว่า ธนาคารมุ่งสนับสนุน SME ผ่าน 4 แนวทางหลัก ได้แก่

    • 1) ให้ความรู้ 
    • 2) มอบโซลูชันส์ที่เข้าถึงง่ายให้ใช้งาน เช่น KCLIMATE 1.5 
    • 3) ให้บริการหรือให้คำปรึกษาด้านกลยุทธ์ (Advisory) 
    • 4) ให้เข้าถึงเงินทุนรูปแบบต่างๆ เช่น สินเชื่อสีเขียว (Green Finance) เพื่อช่วยให้ธุรกิจกล้าที่จะปรับตัว

    ไม่เปลี่ยนคืออันตรายสุด เพราะโลกเปลี่ยน อัตราการเป็นหนี้เสียของธุรกิจที่เปลี่ยนและไม่เปลี่ยนก็แตกต่างกันแบบวิทยาศาสตร์ และธุรกิจที่เปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน คือ ธุรกิจที่อยู่รอด

    คุณรุ่งเรืองทิ้งท้ายโดยตอกย้ำความจำเป็นที่ภาคธุรกิจจะต้องปรับตัวว่า “มันเป็นเรื่องจริงและเป็นเรื่องใหญ่ สำคัญคือ SME ต้องเปิดใจยอมรับ แล้วก็ต้องปรับตัวเข้าสู่กติกาใหม่”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/tech-and-biz/kbank-earth-jump-2026-winning-with-sustainability-in-a-low-growth-economy&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jpqVWfGwBzjJOO4mEyn5k

  • เศรษฐกิจครีเอเตอร์เสมือน

    เศรษฐกิจครีเอเตอร์เสมือน

    ผมมองภาพของผู้ชมหลายหมื่นคนที่ยืนโบกแท่งไฟให้กับ “นักร้องไอดอลที่ไม่มีร่างกายจริง” ในคลิปคอนเสิร์ต Hatsune Miku ด้วยความตื่นตาตื่นใจ สิ่งนี้อาจดูเหมือนเรื่องแปลกในสายตาคนทั่วไปในรุ่นของผม 

    แต่วันนี้ คอนเสิร์ตไอดอลเสมือนกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ยุคใหม่ ศิลปินบนเวทีอาจเป็นตัวละครดิจิทัล เสียงอาจมาจากซอฟต์แวร์หรือผู้พากย์ การเคลื่อนไหวมาจากเทคโนโลยีจับการเคลื่อนไหว และความนิยมอาจเกิดจากแฟนคลับที่ร่วมกันสร้างเพลง ภาพ เรื่องเล่า และวัฒนธรรมต่อเนื่องกันในโลกออนไลน์

    ปรากฏการณ์นี้เป็นสัญญาณอนาคตของ “เศรษฐกิจครีเอเตอร์เสมือน” (Virtual Creator Economy) ที่ครีเอเตอร์ไม่จำเป็นต้องเป็นมนุษย์ในรูปแบบเดิม แต่อาจเป็นอวตาร (avatar) ไอดอลเสมือนวีทูบเบอร์ (VTuber) อินฟลูเอนเซอร์เสมือน หรือตัวละครที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญา (character IP) ซึ่งมีทีมสร้างสรรค์ เทคโนโลยี แฟนด้อม และโมเดลธุรกิจรองรับอยู่เบื้องหลัง

    ตลาดนี้กำลังเติบโตจากแรงขับเคลื่อน 3 ด้านพร้อมกัน ด้านแรกคือเทคโนโลยีอวตาร การจับการเคลื่อนไหว แอนิเมชันแบบเวลาจริง การผลิตเสมือน และปัญญาประดิษฐ์ ที่ทำให้ตัวละครดิจิทัลสามารถร้อง เต้น พูดคุย และโต้ตอบกับแฟนได้สมจริงมากขึ้น

    ด้านที่สองคือเศรษฐกิจแฟนด้อม ซึ่งเปลี่ยนความผูกพันของแฟนให้กลายเป็นรายได้จากบัตรคอนเสิร์ต สมาชิก ช่องสตรีมมิง ซูเปอร์แชต และสินค้า ด้านที่สามคือการแตกไลน์ทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ไปยังเพลง เกม สินค้า แบรนด์ การท่องเที่ยว เมือง และแพลตฟอร์มดิจิทัลต่าง ๆ

    ตลาดอินฟลูเอนเซอร์เสมือนประเมินว่ามีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ และอาจเติบโตอย่างรวดเร็วภายในปี 2030 ขณะที่ตลาดวีทูบเบอร์บางรายงานประเมินว่ามีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ตั้งแต่ปี 2023 และยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง อุตสาหกรรมนี้กำลังขยับจากตลาดบันเทิงเฉพาะกลุ่ม ไปสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี (creative-tech economy)

    กรณีที่เห็นชัดคือบริษัทวีทูบเบอร์ญี่ปุ่นอย่าง ANYCOLOR เจ้าของ NIJISANJI ซึ่งรายงานรายได้ปีงบประมาณ 2025 ที่ประมาณ 42.9 พันล้านเยน และมีวีทูบเบอร์ในสังกัดราว 170 ราย รายได้ของบริษัทไม่ได้มาจากคอนเสิร์ตอย่างเดียว แต่มาจากหลายช่องทาง เช่น YouTube ร้านค้า Shopify และโครงการร่วมกับแบรนด์ต่าง ๆ

    แก่นของธุรกิจไม่ได้อยู่ที่ “นักร้องบนจอ” แต่อยู่ที่พอร์ตโฟลิโอของตัวละคร ซึ่งแต่ละตัวสามารถสร้างรายได้ซ้ำ ๆ ผ่านหลายแพลตฟอร์มและหลายอุตสาหกรรม

    กรณีคลาสสิกที่สุดคือ Hatsune Miku ตัวละครนักร้องเสมือนจากญี่ปุ่นที่เริ่มต้นจากซอฟต์แวร์เสียงสังเคราะห์ ก่อนจะกลายเป็นปรากฏการณ์วัฒนธรรมระดับโลก Miku ไม่ได้ดังเพราะบริษัทผลิตเพลงฝ่ายเดียว แต่เพราะเปิดให้ชุมชนร่วมสร้างเพลง ภาพ มิวสิกวิดีโอ เรื่องเล่า และผลงานต่อยอด 

    จึงอาจกล่าวได้ว่า Miku คือ กรณีตัวอย่างของทรัพย์สินทางปัญญาแบบมีส่วนร่วม (participatory IP) ที่เติบโตจากการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ เมื่อ Miku ประสบความสำเร็จ บริษัทเจ้าของเทคโนโลยีเสียงจึงต้องขยับจากโลกซอฟต์แวร์เข้าสู่โลกการให้สิทธิ์ใช้ตัวละคร (character licensing) อย่างเต็มตัว

    Miku Expo ทำให้เห็นว่า “คอนเสิร์ต” เป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่ใหญ่กว่า งานนี้ไม่ได้มีเฉพาะการแสดงสด แต่ยังรวมนิทรรศการ บูธบริษัท สินค้าที่ระลึก และกิจกรรมพาแฟนเข้าไปอยู่ในโลกของ Hatsune Miku

    ผู้ชมไม่ได้จ่ายเงินเพียงเพื่อดูตัวละครร้องเพลง แต่จ่ายเพื่อเข้าร่วมพิธีกรรมของแฟนด้อม ได้พบคนที่ชอบสิ่งเดียวกัน ได้ซื้อสินค้า ได้โบกแท่งไฟพร้อมกัน และได้ยืนยันว่าตัวละครดิจิทัลที่ตนรักมีตัวตนจริงในพื้นที่ทางสังคม

    อีกกรณีที่น่าสนใจคือ PLAVE วงเคป็อปเสมือนจากเกาหลีใต้ที่ผสมเคป็อป เทคโนโลยีจับการเคลื่อนไหว และแฟนด้อมแบบโต้ตอบเวลาจริงเข้าด้วยกัน สมาชิกของ PLAVE เป็นอวตาร แต่มีผู้แสดงที่เป็นมนุษย์อยู่เบื้องหลัง คอยควบคุมการเคลื่อนไหวและปฏิสัมพันธ์ผ่านเทคโนโลยีจับการเคลื่อนไหว ทำให้วงสามารถร้อง เต้น พูดคุย และโต้ตอบกับแฟนได้ในเวลาจริง 

    เพลงและคอนเทนต์มียอดชมบน YouTube รวมกว่า 470 ล้านวิว เคยติด Billboard Global 200 และอัลบั้ม Caligo Pt.1 ขายได้มากกว่า 1 ล้านชุดในสัปดาห์แรก กรณีนี้ชี้ว่าอนาคตของไอดอลเสมือนไม่จำเป็นต้องเป็น AI ล้วน แต่คือการผสม “มนุษย์ + อวตาร + เทคโนโลยีการแสดง” อย่างแนบเนียน

    เศรษฐกิจครีเอเตอร์เสมือนทำให้ความหมายของ “ศิลปิน” แตกออกเป็นหลายชั้น ในโลกใหม่นี้ เสียงอาจเป็นซอฟต์แวร์ ภาพอาจเป็นอวตาร บุคลิกอาจถูกออกแบบโดยทีมสร้างสรรค์ การเคลื่อนไหวอาจมาจากนักแสดงจับการเคลื่อนไหว

    และความนิยมอาจถูกหล่อเลี้ยงโดยแฟนคลับจำนวนมาก ศิลปินไม่ได้เป็นเพียงบุคคล แต่เป็นระบบการผลิตทางวัฒนธรรมที่ประกอบด้วยคน เทคโนโลยี แพลตฟอร์ม และชุมชน

    เศรษฐกิจครีเอเตอร์เสมือนจึงมีนัยต่ออนาคตของ Soft Power อย่างมาก ประเทศหรือบริษัทที่เข้าใจอุตสาหกรรมนี้จะไม่มองดนตรี เกม แอนิเมชัน แฟชั่น และการท่องเที่ยวแยกจากกัน แต่จะเชื่อมทั้งหมดผ่านทรัพย์สินทางปัญญา 

    ตัวละครหนึ่งตัวอาจพาผู้ชมไปฟังเพลง เล่นเกม ซื้อสินค้า ดูคอนเสิร์ต เที่ยวเมือง เข้าร่วมเทศกาล และติดตามคอนเทนต์รายสัปดาห์ได้ หากออกแบบดี ตัวละครดิจิทัลจึงไม่ใช่มาสคอตประชาสัมพันธ์ แต่เป็นจักรวาลทางวัฒนธรรมที่ขยายตัวได้

    ในอนาคต คนรุ่นใหม่จำนวนมากอาจไม่สนใจว่าศิลปินเสมือน “จริง” หรือ “ไม่จริง” เพราะสำหรับแฟนคลับ ความรู้สึก ความผูกพัน ชุมชน และมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นนั้นจริงมาก คำถามที่สำคัญคือ ใครจะสามารถสร้างตัวละคร โลก และประสบการณ์ที่ผู้คนอยากเข้าไปมีส่วนร่วมได้น่าสนใจกว่ากัน

    เศรษฐกิจครีเอเตอร์เสมือน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/opinion/1237673&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KTM5YNyixMedha7U9UJI6

  • พลิกวิกฤต”ฟางและตอซังข้าว” สู่คุณค่าทางเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    พลิกวิกฤต”ฟางและตอซังข้าว” สู่คุณค่าทางเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    ประเทศไทยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญของโลก โดยมีพื้นที่ปลูกข้าวสูงถึงประมาณ 70 ล้านไร่ หรือคิดเป็นเกือบร้อยละ 46 ของพื้นที่ทำการเกษตรทั้งหมดของประเทศ แต่ละปีหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยวสิ้นสุดลง เกษตรกรไทยต้องเผชิญกับเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรจำนวนมหาศาล โดยมีฟางข้าวเหลือทิ้งในนาเฉลี่ยถึง 27 ล้านตัน และตอซังข้าวตกค้างอีกกว่า 18 ล้านตัน หากคำนวณในพื้นที่ปลูกข้าวเพียง 1 ไร่ จะมีปริมาณฟางและตอซังรวมกันเฉลี่ยสูงถึง 650 กิโลกรัม ด้วยปริมาณที่มากและข้อจำกัดเรื่องเวลาในการเตรียมดินสำหรับฤดูกาลถัดไป เกษตรกรส่วนใหญ่จึงนิยมเลือกใช้วิธี “การเผา” เป็นทางออกหลัก ซึ่งนำไปสู่ความสูญเสียอย่างคณานับที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง

    ในมุมมองทางวิทยาศาสตร์การเกษตร การเผาฟางและตอซังข้าวคือการทำลาย “คลังปุ๋ยธรรมชาติ” อย่างน่าเสียดาย ข้อมูลทางสถิติต่อปีชี้ให้เห็นว่า การเผาทำให้ดินต้องสูญเสียธาตุอาหารหลักอย่างรุนแรง แบ่งเป็น ไนโตรเจน  90 ล้านกิโลกรัม, ฟอสฟอรัส  20 ล้านกิโลกรัม และโพแทสเซียม  อีกกว่า 260 ล้านกิโลกรัม ซึ่งหากคิดเป็นมูลค่าความเสียหายเฉพาะธาตุอาหารหลักจะตกอยู่ที่ 217 บาทต่อไร่ ยังไม่นับรวมการสูญเสียธาตุอาหารรอง เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม และซัลเฟอร์ อีกกว่า 150 ล้านกิโลกรัมต่อปี ส่งผลให้มูลค่าความสูญเสียรวมทางเศรษฐกิจพุ่งสูงกว่า 5,000 ล้านบาทต่อปี ดินที่ถูกความร้อนจะเสื่อมโทรม จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ตายลง โครงสร้างดินแน่นทึบ และเก็บกักน้ำได้แย่ลง ส่งผลให้เกษตรกรต้องแบกรับต้นทุนปุ๋ยเคมีที่สูงขึ้นในระยะยาว

    ยิ่งไปกว่านั้น การเผายังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ โดยเป็นต้นเหตุสำคัญของการเกิดวิกฤตฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 หมอกควัน และเขม่าพิษที่ทำลายระบบทางเดินหายใจของประชาชน และยังปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  และก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์  ซึ่งขับเคลื่อนให้เกิดภาวะโลกร้อน ฝันร้ายนี้ย้อนกลับมาทำลายเกษตรกรเองในรูปแบบของสภาพอากาศที่แปรปรวน ฝนไม่ตกตามฤดูกาล เกิดภัยแล้ง และการระบาดของศัตรูพืชที่รุนแรงขึ้น

    เพื่อแก้ปัญหานี้อย่างยั่งยืน ภาครัฐและหน่วยงานทางการเกษตรจึงเร่งส่งเสริมแนวคิด “3R” (Reduce, Reuse, Recycle) และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสู่เกษตรกรรมปลอดการเผา (Zero Burning) โดยมี 12 แนวทางในการแปรเปลี่ยนฟางและตอซังข้าวให้เป็นเม็ดเงินและประโยชน์นานัปการ ดังนี้

    1.:การไถกลบตอซังและฟางข้าว เป็นวิธีที่ง่ายและยั่งยืนที่สุด การไถกลบช่วยปรับปรุงโครงสร้างดินให้ร่วนซุย อากาศถ่ายเทได้ดี และเพิ่มอินทรียวัตถุ โดยหากเกษตรกรใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด.2 ของกรมพัฒนาที่ดิน จะช่วยเร่งกระบวนการย่อยสลายให้เร็วขึ้น การไถกลบนี้สามารถคืนธาตุอาหารสู่ดินคิดเป็นมูลค่าทดแทนปุ๋ยเคมีได้สูงถึง 900 บาทต่อไร่ ซึ่งช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยได้อย่างเห็นผล 2.การอัดฟางก้อนพาณิชย์ นำเทคโนโลยีเครื่องอัดฟางมาใช้สร้างรายได้เสริม โดยฟางอัดก้อนสามารถจำหน่ายได้ในราคาก้อนละ 20–25 บาท ช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 600 บาทต่อไร่ 3.การผลิตปุ๋ยอินทรีย์: นำฟางข้าวมาทำเป็นปุ๋ยหมักร่วมกับมูลสัตว์ เพื่อนำกลับมาใช้ปรับปรุงดินในแปลงเพาะปลูก

    4.วัสดุคลุมดินและเพาะเห็ด  ฟางข้าวเป็นวัสดุชั้นยอดในการรักษาความชุ่มชื้นให้หน้าดินในแปลงผัก และเป็นวัสดุหลักในการเพาะเห็ดฟาง ซึ่งเป็นพืชระยะสั้นที่ทำกำไรได้ดี 5.อาหารหยาบสำหรับปศุสัตว์  ใช้เป็นอาหารหลักรองท้องสำหรับโคกระบือในช่วงฤดูแล้งที่หญ้าขาดแคลน 6.อุตสาหกรรมเยื่อกระดาษ นำไปแปรรูปเป็นเนื้อเยื่อกระดาษเพื่อทำสิ่งประดิษฐ์และบรรจุภัณฑ์รักษ์โลก 7.เฟอร์นิเจอร์และวัสดุตกแต่ง  แปรรูปเป็นแผ่นฉนวนหรือแผ่นบอร์ดสำหรับ 8..ทำเฟอร์นิเจอร์ ในบ้านวัสดุก่อสร้างรักษ์โลก  นำไปเป็นส่วนผสมหลักในการทำโครงสร้างบ้านดิน ซึ่งช่วยกันความร้อนได้เป็นอย่างดี

    9..ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร  นำฟางมาสร้างสรรค์เป็นหุ่นฟางยักษ์หรือศิลปะจากฟางข้าว เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน 10.นวัตกรรมสีย้อมอาหาร นำฟางข้าวมาสกัดสารให้สีธรรมชาติเพื่อความปลอดภัยในอุตสาหกรรมอาหาร 11.การสกัดสารแทนนิน  นำสารสกัดแทนนินจากฟางไปใช้ในอุตสาหกรรมฟอกหนังและเคมีภัณฑ์และ 12.พลังงานทดแทนแห่งอนาคต นำไปแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงอัดเม็ด (Pellets) หรือเชื้อเพลิงชีวมวลอัดแข็ง เพื่อป้อนเข้าสู่โรงไฟฟ้าชีวมวล

    การบริหารจัดการฟางและตอซังข้าวอย่างถูกวิธี ไม่เพียงแต่จะช่วยปกป้องชั้นบรรยากาศและสุขภาพของคนในชาติจากวิกฤต PM2.5 เท่านั้น แต่ยังลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม การหยุดเผาแล้วเปลี่ยนมาใช้ประโยชน์จากสิ่งเหลือทิ้งเหล่านี้ จึงเป็นการยกระดับภาคเกษตรกรรมไทย เพื่อความมั่งคั่งและยั่งยืนของผืนแผ่นดินไทยอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5933519/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lO0O0X28tpq5-86_1eYZz

  • เพิ่มขีดแข่งขันประเทศ ทางรอดเศรษฐกิจโลกยุคแบ่งขั่ว

    เพิ่มขีดแข่งขันประเทศ ทางรอดเศรษฐกิจโลกยุคแบ่งขั่ว

    Loading…

    เพิ่มขีดแข่งขันประเทศ ทางรอดเศรษฐกิจโลกยุคแบ่งขั่ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/investment-139&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UeTpsLiNdTy3XDRmiFa4D

  • เปิดหลักสูตรนักพัฒนาชุมชนพอเพียงรุ่นใหม่ โครงการ “โชว์ภูมิ” มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก

    เปิดหลักสูตรนักพัฒนาชุมชนพอเพียงรุ่นใหม่ โครงการ “โชว์ภูมิ” มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก

    เปิดหลักสูตรนักพัฒนาชุมชนพอเพียงรุ่นใหม่ โครงการ “โชว์ภูมิ” รากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก สร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน

    ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและที่ปรึกษาพิเศษอาวุโส มูลนิธิชัยพัฒนา ให้เกียรติกล่าวโอวาทกถาในงานปฐมนิเทศ “หลักสูตรนักพัฒนาชุมชนพอเพียงรุ่นใหม่” ของบริษัทชุมชนเข้มแข็งพอเพียง (ประเทศไทย) จำกัด ในโครงการ “โชว์ภูมิ” โดยมี นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ผู้ริเริ่มโครงการ “ด้วยจงรักและภักดี” และประธานกรรมการ บริษัท ชุมชนเข้มแข็ง พอเพียง (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมด้วยคณะที่ปรึกษา และคณะทำงาน SE ร่วมให้การต้อนรับ ณ ศูนย์ ซี อาเซียน อาคาร CW Tower รัชดา

    สำหรับโครงการ “โชว์ภูมิ” จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างนักพัฒนาชุมชนพอเพียงในระดับอำเภอทั่วประเทศ เพื่อเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก สร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน โดยน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการดำเนินงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/2938466&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ysuAzdg1bXCj7-2-UCoy6

  • “คลัง” เผย “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” กระตุ้นเศรษฐกิจ เงินสะพัด 2.1 หมื่นล้าน ปชช.ใช้ครบ 1 พันบาทแล้วล้านคน | TOPNEWS

    “คลัง” เผย “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” กระตุ้นเศรษฐกิจ เงินสะพัด 2.1 หมื่นล้าน ปชช.ใช้ครบ 1 พันบาทแล้วล้านคน | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 10/06/2026 11:02

    ไทยช่วยไทยพลัส 60/40 สะพัด 2.1 หมื่นล้าน ปชช.ใช้ครบ 1 พันบ.แล้วล้านคน

    “คลัง” เผย “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” กระตุ้นเศรษฐกิจ เงินสะพัด 2.1 หมื่นล้าน ปชช.ใช้ครบ 1 พันบาทแล้วล้านคน – Top News รายงาน

    เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง รายงานข้อมูลฃร้านค้าและการใช้สิทธิโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ข้อมูล ณ วันที่ 9 มิถุนายน เวลา 23.00 น.

    โดยมียอดใช้จ่ายรวม 21,966 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่รัฐบาลร่วมจ่าย 12,761 ล้านบาท เงินที่ประชาชนจ่าย 9,204 ล้านบาท

    ขณะที่ตั้งแต่เริ่มโครงการ มีจำนวนผู้ใช้จ่ายสำเร็จแล้ว 23,893,381 ราย
    จำนวนผู้ใช้จ่ายที่ใช้สิทธิครบ 1,000 บาท มีจำนวน 1,053,786 ราย
    จำนวนร้านค้าที่ใช้จ่ายสำเร็จ 965,131 ร้านค้า
    ส่วนร้านค้าที่ละทะเบียนสำเร็จ พร้อมใช้ มีจำนวน 1,023,513 ร้านค้า

    SOCAIL 16-91 copy 3

    SOCAIL 16-9_2o-Recovered-Recovered-Recovered-Recovered-Recovered-Recovered

    “คลัง” เผย “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” กระตุ้นเศรษฐกิจ เงินสะพัด 2.1 หมื่นล้าน ปชช.ใช้ครบ 1 พันบาทแล้วล้านคน

    “จอม เพชรประดับ” ร่ายยาว 11 ปี เปลี่ยนชีวิตเป็นผู้ลี้ภัย เพราะใคร “เจี๊ยบ อมรัตน์” โพสต์เห็นใจ-สะเทือนใจมากที่สุด

    โคราชรวมพลคนรักสัตว์ จัดประกวดน้อง 4 ขา ชิงถ้วยพระราชทาน 13-14 มิ.ย.นี้

    “ดร.เอนก” โพสต์บทความ “บาปต่อองค์กร บาปต่อบ้านเมือง” เน้นย้ำเข็มทิศการเป็นผู้นำ

    “ทรัมป์” ลั่นเดือด “สหรัฐ” ต้องเอาคืน “อิหร่าน” ตอบโต้ ฮ.อาปาเช่ โดนยิงร่วงฮอร์มุซ

    สงครามไม่จบ! “สหรัฐ” เปิดฉากโจมตี “อิหร่าน” รอบใหม่ อ้างตอบโต้ ฮ.มะกันโดนยิงร่วง ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1598185&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0sHKrhwVhKj_qkc7ncG2zv

  • เอไอลดต้นทุนแต่กำลังซื้อหายไป ถอดบทเรียน ‘กับดักเลิกจ้าง’ กระทบเศรษฐกิจทั้งระบบ

    เอไอลดต้นทุนแต่กำลังซื้อหายไป ถอดบทเรียน ‘กับดักเลิกจ้าง’ กระทบเศรษฐกิจทั้งระบบ

    นับตั้งแต่การเปิดตัว ChatGPT ปลายปี 2568 บริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกต่างทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อพัฒนาโมเดลปัญญาประดิษฐ์ ขณะที่องค์กรในภาคธุรกิจเริ่มทดลองนำเอไอมาใช้ในงานหลากหลายประเภท ตั้งแต่งานบริการลูกค้า งานการตลาด การวิเคราะห์ข้อมูล การเขียนโปรแกรม ไปจนถึงงานเอกสาร และงานธุรการ

    ช่วงแรกของการพูดคุยเกี่ยวกับเอไอมักเน้นไปที่ประเด็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน หลายองค์กรนำเสนอภาพของเอไอในฐานะ “ผู้ช่วย” ที่จะช่วยให้พนักงานทำงานได้เร็วขึ้น และสร้างผลงานได้มากขึ้น แต่เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาอย่างต่อเนื่อง คำถามก็เริ่มเปลี่ยนจาก “เอไอช่วยคนทำงานอย่างไร” ไปสู่ “เอไอจะเข้ามาแทนคนได้มากแค่ไหน”

    บริษัทเทคโนโลยีจำนวนมากเริ่มประกาศปรับโครงสร้างองค์กรควบคู่กับการลงทุนด้านเอไอ ผู้บริหารบางรายระบุอย่างเปิดเผยว่า ตำแหน่งงานบางประเภทอาจไม่จำเป็นต้องเพิ่มคนอีกต่อไป ขณะที่บางองค์กรเริ่มทดลองใช้ระบบอัตโนมัติทำงานที่เคยต้องใช้พนักงานจำนวนมาก

    สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดความกังวลในตลาดแรงงานทั่วโลกว่า การปฏิวัติด้านเอไออาจกำลังเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีกับแรงงานไปจากเดิม

    ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่เอไอ แต่อยู่ที่แรงจูงใจทางธุรกิจ

    งานวิจัยเรื่อง The AI Layoff Trap หรือ “กับดักการเลิกจ้างด้วยเอไอ” ซึ่งจัดทำโดย เบรตต์ เฮเมนเวย์ ฟอล์ก (Brett Hemenway Falk) จากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย และ เจอร์รี ซูคาลาส (Gerry Tsoukalas) จากมหาวิทยาลัยบอสตัน ชี้ให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซ่อนอยู่ในระบบเศรษฐกิจยุคเอไอ นั่นคือ การแข่งขันระหว่างบริษัทต่างๆ อาจสร้างแรงจูงใจให้เกิดการเลิกจ้างมากเกินกว่าที่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม จนท้ายที่สุดกระทบทั้งแรงงาน และตัวบริษัทเอง

    นักวิจัยตั้งคำถามว่า หากทุกบริษัทต่างรู้ว่าการเลิกจ้างในวงกว้างอาจทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง และกระทบเศรษฐกิจในระยะยาว เหตุใดจึงยังไม่มีใครยอมชะลอการใช้เอไอ

    คำถามนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสที่หลายองค์กรเริ่มนำเอไอมาใช้แทนแรงงานมากขึ้น โดยงานวิจัยยกตัวอย่างบริษัท Block ของ แจ็ก ดอร์ซีย์ (Jack Dorsey) ที่ประกาศลดพนักงานจำนวนมาก พร้อมระบุว่าเอไอทำให้งานบางตำแหน่งไม่จำเป็นอีกต่อไป ขณะที่ข้อมูลในสหรัฐพบว่า ในปี 2568 มีการเลิกจ้างมากกว่าหนึ่งล้านตำแหน่ง และราว 55,000 ตำแหน่งเชื่อมโยงกับการนำเอไอมาใช้งานโดยตรง

    เอไอลดต้นทุนแต่กำลังซื้อหายไป ถอดบทเรียน ‘กับดักเลิกจ้าง’ กระทบเศรษฐกิจทั้งระบบ

    Go Nakamura From Reuters

    พนักงานไม่ได้เป็นแค่ต้นทุน แต่ยังเป็นฟันเฟืองของระบบเศรษฐกิจ

    ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เทคโนโลยีมักเข้ามาแทนที่งานบางประเภท แต่ในเวลาเดียวกันก็สร้างงานใหม่ขึ้นมาทดแทน ทำให้ตลาดแรงงานสามารถปรับตัวได้ในระยะยาว 

    อย่างไรก็ตาม ยุคของเอไอยังไม่มีใครรู้แน่ชัดว่ากระบวนการสร้างงานใหม่จะเกิดขึ้นเร็วพอที่จะชดเชยการหายไปของงานเดิมหรือไม่ โดยงานศึกษาหลายชิ้นพบว่า การแทนที่แรงงานมีแนวโน้มเกิดขึ้นเร็วขึ้น ขณะที่การสร้างงานใหม่ไม่ได้เพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกัน

    นักวิจัยอธิบายว่า มุมของแต่ละบริษัท การใช้เอไอแทนแรงงานถือเป็นการตัดสินใจที่สมเหตุสมผล เพราะช่วยลดต้นทุน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน แต่ผลกระทบจากการลดการจ้างงานกลับไม่ได้หยุดอยู่ภายในองค์กร เมื่อพนักงานสูญเสียรายได้ กำลังซื้อของผู้บริโภคก็ลดลงตาม ส่งผลต่อยอดขายของสินค้า และบริการในระบบเศรษฐกิจโดยรวม

    ตัวอย่างเช่น หากบริษัทแห่งหนึ่งลดพนักงานลงหลายพันคน บริษัทอาจเห็นต้นทุนลดลงทันที แต่พนักงานกลุ่มดังกล่าวเคยเป็นผู้บริโภคที่ใช้จ่ายในภาคค้าปลีก อสังหาริมทรัพย์ การท่องเที่ยว และบริการต่างๆ เมื่อรายได้หายไป การใช้จ่ายก็ลดลงตาม และผลกระทบดังกล่าวจะกระจายไปยังธุรกิจอื่นทั้งระบบ

    จุดสำคัญที่งานวิจัยพยายามชี้ให้เห็นคือ บริษัทที่ลดจำนวนพนักงานได้รับประโยชน์จากต้นทุนที่ลดลงอย่างเต็มที่ แต่ผลเสียจากกำลังซื้อที่หายไปกลับถูกกระจายไปยังผู้เล่นรายอื่นในตลาด ทำให้แต่ละบริษัทไม่มีแรงจูงใจมากพอที่จะคำนึงถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม

    บริษัทมองเห็นกำไร แต่ไม่เห็นต้นทุนของระบบ

    ด้วยเหตุนี้ แม้ผู้บริหารจะตระหนักว่าการเลิกจ้างงานอาจสร้างความเสียหายในระยะยาว แต่แรงกดดันจากการแข่งขันก็ยังผลักดันให้ทุกบริษัทเดินหน้าใช้เอไอเพื่อลดต้นทุนต่อไป เพราะไม่มีใครต้องการเสียเปรียบคู่แข่ง 

    สำหรับผู้บริหารบริษัทแห่งหนึ่ง การเลิกจ้างพนักงาน 1,000 คน อาจช่วยลดต้นทุนได้มหาศาล แต่กำลังซื้อที่หายไปจากคน 1,000 คนนั้นถูกกระจายออกไปยังธุรกิจอีกหลายพันแห่ง ผลกระทบที่ย้อนกลับมาหาบริษัทต้นทางจึงมีเพียงเล็กน้อย

    งานวิจัยพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ว่า การใช้เอไอแทนพนักงานเป็น “กลยุทธ์ที่ดีที่สุดเสมอ” ไม่ว่าบริษัทอื่นๆ จะทำอะไร 

    ในภาษาทฤษฎีเกม เรียกสิ่งนี้ว่า Dominant Strategy หรือกลยุทธ์ที่ครอบงำ ถ้าบริษัท ก อยากเป็นฝ่ายยับยั้งตัวเองโดยไม่ใช้เอไอ แต่คู่แข่งทุกรายใช้เอไอหมด บริษัท ก ก็ยังได้รับผลเสียจากกำลังซื้อที่ลดลงอยู่ดี แต่กลับไม่ได้ประหยัดต้นทุนแม้แต่บาทเดียว 

    ทางกลับกัน ถ้าบริษัท ก ใช้เอไอ ก็จะได้ประหยัดต้นทุน ขณะที่แบกรับผลเสียเพียงส่วนหนึ่ง ดังนั้น ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นแบบไหน การใช้เอไอก็ให้ผลดีกว่าการไม่ใช้เสมอในระดับปัจเจกบริษัท

    นักวิจัยเรียกสถานการณ์นี้ว่า “การแข่งขันสู่หน้าผา” (Race to the Cliff) หรือการแข่งขันที่ทุกฝ่ายรู้ว่าปลายทางอาจสร้างปัญหา แต่ไม่มีใครสามารถหยุดตัวเองได้ เพราะหากบริษัทใดชะลอการใช้เอไอขณะที่คู่แข่งเดินหน้าต่อ บริษัทนั้นอาจเสียเปรียบด้านต้นทุนทันที 

    ผลลัพธ์ที่ได้จึงคล้ายกับแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่เรียกว่า Prisoner’s Dilemma หรือสถานการณ์ที่การตัดสินใจซึ่งดูสมเหตุสมผลสำหรับแต่ละฝ่าย กลับนำไปสู่ผลลัพธ์ที่แย่กว่าสำหรับทุกฝ่ายรวมกัน

    นอกจากนี้ เอไอที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา แต่กลับทำให้แย่ลง นักวิจัยเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “Red Queen Effect” โดยอ้างอิงจากตัวละครในหนังสือ Through the Looking Glass ที่ต้องวิ่งอยู่ตลอดเวลาเพียงเพื่อให้ยืนอยู่กับที่ได้ 

    กล่าวคือ เมื่อเอไอมีประสิทธิภาพสูงขึ้น แต่ละบริษัทเห็นว่าการใช้เอไอมากกว่าคู่แข่งจะทำให้ตัวเองได้ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น แต่เมื่อทุกบริษัทคิดแบบนี้พร้อมกัน ส่วนแบ่งตลาดของทุกคนก็เท่าเดิม มีแต่ความเสียหายต่อกำลังซื้อรวมที่เพิ่มขึ้น

    เอไอลดต้นทุนแต่กำลังซื้อหายไป ถอดบทเรียน ‘กับดักเลิกจ้าง’ กระทบเศรษฐกิจทั้งระบบ

    Carlos Osorio From Reuters

    ใครเสียหาย และมากแค่ไหน

    งานวิจัยไม่ได้สรุปว่าผู้แพ้มีเพียงแรงงานเท่านั้น แต่ระบุว่าบริษัทเองก็อาจเสียประโยชน์ในระยะยาวเช่นกัน ความเสียหายไม่ใช่แค่เรื่องของคนงานที่ตกงาน แต่เป็น “ความสูญเสียส่วนเกินทางเศรษฐกิจ” (Deadweight Loss) ที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายแย่ลง 

    เมื่อคนจำนวนมากสูญเสียรายได้ กำลังซื้อในตลาดลดลง ยอดขายของธุรกิจก็ได้รับผลกระทบตามไปด้วย ผลลัพธ์จึงไม่ใช่การโยกย้ายผลประโยชน์จากคนงานไปสู่เจ้าของกิจการ แต่เป็นการสูญเสียทางเศรษฐกิจโดยรวมที่เกิดขึ้นกับทั้งสองฝ่าย

    ฝั่งคนงาน สูญเสียรายได้โดยตรงจากการตกงาน ฝั่งเจ้าของกิจการ แม้จะประหยัดต้นทุนจากแต่ละงานที่ใช้เอไอแทน แต่เมื่อทุกบริษัทเลิกจ้างพร้อมกัน อุปสงค์รวมในตลาดพังทลาย กำไรของทุกบริษัทก็ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นหากมีการร่วมมือกันในระดับที่เหมาะสม 

    นักวิจัยยังแสดงให้เห็นว่า แม้แต่นักวางแผนสังคมที่ไม่ได้สนใจสวัสดิภาพของคนงาน สนใจแต่กำไรของเจ้าของกิจการอย่างเดียว ก็ยังเลือกให้ใช้เอไอแทนคนงานในระดับต่ำกว่าที่เกิดขึ้นในตลาดเสรีที่มีการแข่งขัน เพราะให้กำไรรวมมากกว่า นั่นแปลว่า การใช้เอไอมากเกินไปในปัจจุบันเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจล้วนๆ ไม่ใช่ผลจากการเลือกที่เหมาะสม

    เสนอเก็บภาษีการใช้ระบบอัตโนมัติ

    นักวิจัยยังทดสอบข้อโต้แย้งหลายรูปแบบที่มักถูกเสนอในเวทีนโยบายสาธารณะ เช่น การฝึกทักษะใหม่ให้แรงงาน การให้พนักงานถือหุ้นในบริษัท การจัดสรรรายได้พื้นฐานถ้วนหน้า (UBI) การเก็บภาษีรายได้จากทุน หรือแม้แต่การเจรจากันเองระหว่างบริษัทต่างๆ 

    ผลที่ได้คือ มาตรการเหล่านี้ช่วยบรรเทาปัญหาได้บางส่วน แต่ไม่สามารถแก้แรงจูงใจพื้นฐานที่ผลักดันให้แต่ละบริษัทเร่งใช้เอไอได้

    รายได้พื้นฐานถ้วนหน้าช่วยยกระดับมาตรฐานการครองชีพ และเพิ่มอุปสงค์ในตลาด แต่ไม่ได้เปลี่ยนแรงจูงใจของบริษัทในการใช้เอไอ เพราะการโอนเงินแบบไม่มีเงื่อนไขนั้นเพิ่มรายได้ให้ทุกคนเท่าๆ กัน ทั้งคนที่ยังมีงาน และคนตกงาน จึงไม่ได้เปลี่ยนสมการต้นทุน-ผลประโยชน์ที่บริษัทคำนวณในการตัดสินใจเลิกจ้าง 

    ภาษีกำไรก็ไม่ได้ผลเช่นกัน เพราะการเก็บภาษีจากกำไรทั้งหมดในอัตราเดียวกันเปรียบเหมือนการคูณกำไรทั้งก้อนด้วยตัวเลขคงที่ บริษัทก็ยังเลือกระดับเอไอเท่าเดิม เพราะแรงจูงใจสัมพัทธ์ไม่เปลี่ยน 

    การเจรจาต่อรองระหว่างบริษัทก็ล้มเหลว เพราะการใช้เอไอเป็น Dominant Strategy อยู่แล้ว ข้อตกลงใดๆ ที่ไม่มีการบังคับใช้จากภายนอกจะเปราะบาง บริษัทที่แอบผิดข้อตกลงจะได้เปรียบ และทุกบริษัทก็รู้เรื่องนี้ดี

    ดังนั้น ข้อเสนอที่ผู้วิจัยมองว่าตรงจุดที่สุดคือ “ภาษีการใช้ระบบอัตโนมัติ” หรือ Automation Tax ในลักษณะเดียวกับภาษีที่ใช้จัดการผลกระทบภายนอกทางเศรษฐกิจ หรือที่เรียกว่า “ภาษี Pigouvian” ตั้งชื่อตาม อาร์เธอร์ ซีซิล พิกู (Arthur Cecil Pigou) นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษ 

    แนวคิดคือ รัฐเก็บภาษีต่อพนักงานหนึ่งคนที่ถูกแทนที่ด้วยเอไอ ในอัตราที่เท่ากับผลเสียที่บริษัทก่อขึ้นต่อผู้อื่นในตลาดแต่ไม่ได้รับผิดชอบ โดยให้บริษัทต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายทางอ้อมที่เกิดขึ้นจากการลดการจ้างงาน 

    รายได้จากภาษีสามารถนำไปใช้สนับสนุนการฝึกทักษะใหม่หรือช่วยเหลือแรงงานที่ได้รับผลกระทบ เพื่อเพิ่มโอกาสกลับเข้าสู่ตลาดแรงงาน และลดผลกระทบต่อกำลังซื้อในระยะยาว นักวิจัยมองว่า ภาษีนี้อาจเป็นเพียงมาตรการชั่วคราวที่ลดลงเรื่อยๆ เมื่อเศรษฐกิจปรับตัวได้

    ขอบเขต และสิ่งที่งานวิจัยยังไม่ตอบ

    อย่างไรก็ตาม ผู้วิจัยยอมรับว่างานศึกษานี้เป็นแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์ ไม่ใช่การพยากรณ์ว่าจะเกิดวิกฤติการว่างงานจากเอไออย่างแน่นอน 

    พวกเขาระบุว่า หากเศรษฐกิจสามารถสร้างงานใหม่ และดูดซับแรงงานกลับเข้าสู่ระบบได้รวดเร็ว ปัญหาดังกล่าวอาจไม่รุนแรงจนสังเกตเห็นได้ แต่หากการแทนที่แรงงานเกิดขึ้นเร็วเกินกว่าความสามารถในการปรับตัวของตลาดแรงงาน กลไกการแข่งขันระหว่างบริษัทอาจกลายเป็นตัวเร่งให้การเลิกจ้างขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ

    นักวิจัยยังชี้ให้เห็นว่า ดาริโอ อาโมเดอิ (Dario Amodei) ซีอีโอของ Anthropic ได้เตือนว่า การแทนที่แรงงานด้วยเอไอจะ “สร้างความปั่นป่วนมากกว่าปกติ” กว้างกว่าและเร็วกว่าการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในอดีต 

    หากการประเมินนั้นถูกต้อง แบบจำลองชี้ว่า ปัญหาจะรุนแรงที่สุดไม่ใช่ในบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ แต่จะอยู่ในอุตสาหกรรมที่แตกตัวเป็นบริษัทจำนวนมาก และกำลังนำเอไอที่มีประสิทธิภาพสูงมาใช้พร้อมกัน

    บทสรุปของงานวิจัยคือ การถกเถียงเรื่องเอไอไม่ควรจำกัดอยู่เพียงคำถามว่าแรงงานที่ถูกแทนที่ควรได้รับความช่วยเหลืออย่างไร แต่ควรถามด้วยว่าโครงสร้างการแข่งขันในเศรษฐกิจปัจจุบันกำลังสร้างแรงจูงใจให้บริษัทต่างๆ ใช้เอไอเร็วเกินกว่าที่ระบบเศรษฐกิจจะรองรับได้หรือไม่

    เพราะหากกำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงอย่างต่อเนื่อง ปัญหาที่เริ่มต้นจากตลาดแรงงานอาจย้อนกลับมากระทบภาคธุรกิจเองในที่สุด

    อ้างอิง: The AI Layoff Trap

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/tech/ai/1237664&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nHrXYrTt_RkjNl3HBPAhw