Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ขอแสดงความยินดีอย่างจริงใจต่อความสำเร็จอันทรงเกียรติของนักกีฬาฟุตซอลอันเป็นที่รักของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ในการคว้าแชมป์เอเชียนคัพฟุตซอล

    ขอแสดงความยินดีอย่างจริงใจต่อความสำเร็จอันทรงเกียรติของนักกีฬาฟุตซอลอันเป็นที่รักของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ในการคว้าแชมป์เอเชียนคัพฟุตซอล

    ขอแสดงความยินดีอย่างจริงใจต่อความสำเร็จอันทรงเกียรติของนักกีฬาฟุตซอลอันเป็นที่รักของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ในการคว้าแชมป์เอเชียนคัพฟุตซอล
    ชัยชนะอันน่าภาคภูมิใจนี้ ได้นำมาซึ่งความปลาบปลื้มยินดีและความสุขแก่ชนชาติอิหร่านผู้ยิ่งใหญ่ รวมถึงชาวอิหร่านทั่วทุกมุมโลก พวกท่านเยาวชนผู้กล้าหาญและเปี่ยมศรัทธาต่อมาตุภูมิ ด้วยความมุ่งมั่น ความพากเพียร และจิตวิญญาณแห่งความเสียสละ ได้มอบความหวังและความเบิกบานใจให้เกิดขึ้น ควบคู่ไปกับวาระแห่งชัยชนะของการปฏิวัติอิสลาม

    ข้าพเจ้าขอแสดงความยินดีและความขอบคุณไปยังนักกีฬาทุกคน ทีมงานฝ่ายเทคนิค ผู้ฝึกสอน หัวหน้าผู้ฝึกสอนผู้ทรงเกียรติ ตลอดจนผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่านของทีมชาติฟุตซอลสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน

    นอกจากนี้ ขอขอบคุณและแสดงความชื่นชมอย่างจริงใจต่อพี่น้องชาวอิหร่านที่พำนักอยู่ในกรุงจาการ์ตา และผู้ที่รักอิหร่านทุกท่าน ซึ่งตลอดการแข่งขันได้ร่วมให้กำลังใจ เคียงข้าง และสนับสนุน จนเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ชัยชนะอันทรงคุณค่านี้

    มูฮัมหมัดมะห์ดี อีมานีพูร์
    ประธานองค์การวัฒนธรรมและการสื่อสารอิสลาม

    รายชื่อผู้ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมฟุตซอลเอเชีย 2026 มีดังนี้:

    🇮🇷 ซาอีด อะห์หมัดอับบาซี (อิหร่าน): ผู้เล่นยอดเยี่ยม

    🇮🇩 อะห์หมัด ฮาบีบียะห์(อินโดนีเซีย): ผู้รักษาประตูยอดเยี่ยม

    🇹🇭 มูฮัมหมัด อุสมาน มูซา (ประเทศไทย): ดาวซัลโวยอดเยี่ยม

  • นักวิเคราะห์จีนมองการเมืองไทย “การเลือกตั้งครั้งนี้ส่งผลให้เกิดการแข่งขันสามทางอย่างชัดเจน” 

    นักวิเคราะห์จีนมองการเมืองไทย “การเลือกตั้งครั้งนี้ส่งผลให้เกิดการแข่งขันสามทางอย่างชัดเจน” 


    สื่อต่างประเทศชี้ไทยกำลังเผชิญกับทางแยกครั้งสำคัญ เศรษฐกิจอ่อนแอและความแตกแยกทางการเมือง 

    สำนักข่าว The Paper (澎湃新闻) ของจีนรายงานข่าวเรื่อง “ประเทศไทยกำลังเผชิญกับทางแยกสำคัญ: เศรษฐกิจอ่อนแอและความแตกแยกทางการเมือง โดยมีการเลือกตั้งรัฐสภาและการลงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันเดียวกัน” เนื้อหารายงานสภาพเบื้องหลังของไทยในช่วงเวลาแห่งการเลือกตั้งที่จะกำหนดผู้ที่จะได้มาเป็นรัฐบาลต่อไป

    สำนักข่าวของจีนรายนี้ชี้ว่า “ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาหนี้ครัวเรือนและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ จากข้อมูลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) หนี้ครัวเรือนของไทยกำลังเข้าใกล้ 90% ของ GDP ซึ่งเป็นหนึ่งในอัตราที่สูงที่สุดในเอเชีย นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่านี่ได้กลายเป็นรอยร้าวทางเศรษฐกิจที่สำคัญ กดดันการบริโภค ชะลอการเติบโตทางเศรษฐกิจ และลดทอนความสามารถในการแข่งขันของไทย ตั้งแต่ปี 2021 อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยอยู่ที่ระหว่าง 1% ถึง 3% ต่อปี กระทรวงการคลังของไทยได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2026 จาก 2.2% เหลือ 2% โดยอ้างถึงผลผลิตภาคการผลิตที่อ่อนแอ นอกจากนี้ ไทยยังได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงทางการค้าระดับโลกเนื่องจากนโยบายภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์แห่งสหรัฐอเมริกา ปัจจัยทางเศรษฐกิจเหล่านี้ย่อมส่งผลกระทบอย่างมากต่อการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง”

    The Paper รายงานว่าพรรคการเมืองหลัก โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน ได้ประกาศรายชื่อคณะผู้บริหารที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายสาขาในการเลือกตั้งครั้งนี้ เพื่อช่วยกำหนดนโยบายการค้าต่างประเทศและส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวม  คณะผู้บริหารส่วนใหญ่ประกอบด้วยนักการเมืองที่มีประสบการณ์ ผู้สังเกตการณ์กล่าวว่า นี่อาจเป็นแนวโน้มที่จะลดการพึ่งพานักการเมืองที่มีประสบการณ์เพียงอย่างเดียว และหันมาดึงผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ความสามารถในหลายสาขาเข้ามาแทน

    โจวซื่อซิน (周士新) ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สถาบันศึกษาการต่างประเทศเซี่ยงไฮ้ กล่าวกับ The Paper  ว่าพรรคการเมืองใหญ่ทุกพรรคในไทยต่างใช้ลัทธิชาตินิยมและประชานิยมในการหาเสียง การใช้คำพูดที่กระตุ้นอารมณ์สามารถดึงดูดการสนับสนุนได้

    อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เชื่อว่าไม่มีพรรคใดพรรคหนึ่งจะได้รับเสียงข้างมากอย่างท่วมท้นในการเลือกตั้งครั้งนี้ และการจัดตั้งรัฐบาลขั้นสุดท้ายจะขึ้นอยู่กับผลการเจรจาระหว่างพรรคต่างๆ 

    “การเลือกตั้งครั้งนี้ส่งผลให้เกิดการแข่งขันสามทางอย่างชัดเจน” ภูมิทัศน์ทางการเมืองในปัจจุบัน ซึ่งมีลักษณะเป็นการแข่งขันสามทางระหว่างพรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย นั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการผูกขาดสองพรรค คือพรรคก้าวไกล (พรรคก่อนหน้าของพรรคประชาชน) และพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว “ในภูมิทัศน์ใหม่นี้” โจวซื่อซิน กล่าว “แม้ว่าสโลแกนหาเสียงของแต่ละพรรคจะแตกต่างกัน แต่ความแตกต่างในสาระสำคัญนั้นไม่สำคัญอีกต่อไป ส่งผลให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเริ่มเบื่อหน่ายและแม้กระทั่งการก่อตัวของกลุ่มสนับสนุนที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากได้ตัดสินใจสนับสนุนพรรคใดพรรคหนึ่งแล้ว และจะไม่ถูกชักจูงได้ง่ายด้วยการโฆษณาชวนเชื่อของพรรคอื่น ทำให้ภูมิทัศน์ทางการเมืองในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงได้ยากในระยะสั้น”

    The Paper ตั้งข้อสังเกตว่า พรรคประชาชน “ได้ยกเลิกการแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “ความผิดฐานดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์” ในนโยบายหาเสียงเลือกตั้ง และหลีกเลี่ยงการใช้ถ้อยคำวิพากษ์วิจารณ์แบบเดียวกับที่พรรคก้าวหน้าซึ่งเป็นพรรคก่อนหน้าเคยใช้กับกองทัพและกลุ่มธุรกิจผูกขาด ในขณะเดียวกัน ทีมหาเสียงของพรรคประชาชนได้เพิ่มผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคและอดีตข้าราชการเข้ามามากขึ้น เพื่อพยายามลบล้างภาพลักษณ์ของพรรคที่ขาดประสบการณ์และมีอุดมคติ 

    จากการรายงานของ The Paper ที่อ้างนักวิเคราะห์บางคนเกี่ยวกับเรื่องนี้ พวกเขาเชื่อว่า ท่าทีของพรรคประชาชนการแสดงให้เห็นถึงความเต็มใจที่จะประนีประนอมและการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการเมืองร่วมรัฐบาลนั้น “พรรคประชาชนกำลังพยายามขจัดข้ออ้างใดๆ ที่ขัดขวางเส้นทางสู่การมีอำนาจ แต่การกระทำนี้อาจทำให้ผู้สนับสนุนหลักบางส่วนของพรรคห่างเหินออกไปมากขึ้น”

    โจวซื่อซิน กล่าวกับ The Paper โดยแสดงความเห็นว่าการปรับยุทธศาสตร์ของพรรคประชาชนนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของการพิจารณาผลการเลือกตั้งอย่างเป็นจริง พรรคตระหนักดีว่าแม้จะชนะการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร แต่หากไม่ได้รับการสนับสนุนขั้นต่ำจากราชวงศ์และกลุ่มอนุรักษ์นิยม สถานการณ์ที่พรรคถูกยุบและผู้นำถูกตัดสิทธิ์จากการมีส่วนร่วมทางการเมืองอาจเกิดขึ้นซ้ำอีก

    โจวซื่อซิน วิเคราะห์ว่า “แม้ว่าพรรคประชาชนจะใช้ท่าทีแข็งกร้าวในความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาเพื่อเอาใจกระแสความรู้สึกของประชาชน แต่จุดแข็งหลักของพรรคยังคงอยู่ที่การแก้ไขปัญหาความเป็นอยู่และการจ้างงานซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นใหม่ให้ความสนใจ พรรคเสริมสร้างฐานเสียงโดยการให้โอกาสแก่นักการเมืองรุ่นใหม่ แม้ว่ากลยุทธ์ ‘แข็งกร้าวภายนอก ประนีประนอมภายในประเทศ’ นี้จะช่วยเพิ่มโอกาสในการเลือกตั้งในระยะสั้น แต่ความเห็นที่คล้ายคลึงกันอย่างมากในหมู่พรรคการเมืองต่างๆ ในประเด็นนี้ได้ขัดขวางไม่ให้พรรคประชาชน ได้เปรียบอย่างเด็ดขาด ต้องรอดูกันต่อไปว่าหลังจากขึ้นสู่อำนาจแล้ว พรรคจะสามารถทำตามสัญญาหาเสียงได้หรือไม่”

    โจวซื่อซิน วิเคราะห์ว่า “การตัดสินใจของพรรคประชาชนในการลดความสำคัญของวาระที่ละเอียดอ่อนอย่างการปฏิรูปสถาบันพระมหากาตริย์ มีเป้าหมายเพื่อขยายฐานเสียงและหลีกเลี่ยงการยั่วยุฝ่ายอนุรักษ์นิยม ซึ่งเป็นการสร้างเงื่อนไขสำหรับการปกครองในอนาคต การเปลี่ยนแปลงนี้ยังเปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือกับพรรคการเมืองใหญ่อีกสองพรรค อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวนี้ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน คำพูดที่ไม่เหมาะสมของสมาชิกพรรคอาจถูกสื่อขยายความและก่อให้เกิดวิกฤตทางการเมือง ดังนั้น ภารกิจหลักของพรรคประชาชนในปัจจุบันคือการรักษาฐานผู้สนับสนุนที่มีอยู่ ในขณะเดียวกันก็ควบคุมการแสดงความคิดเห็นภายในพรรคอย่างเข้มงวด สร้างสมดุลระหว่าง ‘การชนะการเลือกตั้ง’ และ ‘การหลีกเลี่ยงการถูกกำจัดก่อนกำหนด’”

    ทีมข่าวต่างประเทศ The Better เรียบเรียงจากรายงานเรื่อง 泰国走到十字路口:经济疲软政治碎片化,同日举行议会选举和宪法公投 โดย The Paper (澎湃新闻)

    Photo – ผู้มีสิทธิเลือกตั้งคนหนึ่งกำลังลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งทั่วไปของประเทศไทย ณ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 (Photo by LILLIAN SUWANRUMPHA / AFP)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/40081&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LNCyJ0HLG6u73KK9aghKl

  • เมื่อจีนเอาจริงกับการใช้การบริโภคภายในประเทศกระตุ้นเศรษฐกิจ (2)

    เมื่อจีนเอาจริงกับการใช้การบริโภคภายในประเทศกระตุ้นเศรษฐกิจ (2)

    อันที่จริง แคมเปญ “Shopping in China 2026” นี้ ได้เริ่มทดลองดำเนินการครั้งแรก เมื่อเดือนเมษายน 2025 และหลังจากประสบความสำเร็จในเบื้องต้น ก็ถูกขยายวงกว้างขวางมากขึ้น ทั้งระบบนิเวศในปี 2026 และนอกเหนือจากการกระตุ้นการบริโภคสินค้าแล้ว จีนทำอย่างไรบ้าง กับการผลักดันการบริโภคบริการและการบริโภคใหม่ …

    การบริโภคบริการ … โอกาสใหม่ที่เต็มไปด้วยศักยภาพ นอกจากการบริโภคสินค้าแล้ว “Shopping in China 2026” ยังขยายกรอบไปถึงการบริโภค “บริการ” ที่ถือว่าเป็น “จุดเติบโตใหม่” ที่กว้างขวางและเต็มไปด้วยศักยภาพทางเศรษฐกิจ ไล่ตั้งแต่การท่องเที่ยว ร้านอาหาร และ โรงแรมที่พัก การเงิน การศึกษา วัฒนธรรม กีฬา บันเทิง บริการออนไลน์ การขนส่งและโลจิสติกส์ 

    ทั้งนี้ เราต้องไม่ลืมว่า ภาคบริการของจีนในปัจจุบัน มีสัดส่วนกว่า 60% ของจีดีพีจีน และเติบโตในอัตราที่สูงกว่าภาคอุตสาหกรรมการผลิตมาอย่างต่อเนื่องทุกปี นั่นหมายความว่า เศรษฐกิจส่วนนี้มีขนาดใหญ่ และมีแนวโน้มเติบโตแรงกว่าภาคส่วนเศรษฐกิจอื่น การกระตุ้นการบริโภคบริการภายใต้แคมเปญดังกล่าว จึงคาดว่าจะส่งผลดีในระดับที่สูงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน

    ภาคบริการอีกส่วนหนึ่งที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่และเต็มไปด้วยศักยภาพก็ได้แก่ การดูแลรักษาสุขภาพและผู้สูงอายุ โดยในชั้นนี้ จีนพยายามเปลี่ยนคนที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปจาก “ภาระ” เป็น “พลัง” ทางเศรษฐกิจ 

    จีนได้ก้าวเข้าสู่การเป็น “สังคมผู้สูงอายุแบบสมบูรณ์” โดยมีจำนวนคนในวัยหลังเกษียณกว่า 300 ล้านคนในปัจจุบัน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง “เศรษฐกิจสีดอกเลา” (Silver Economy) จึงกลายเป็นพลังเศรษฐกิจใหม่ของจีน ที่เติบโตทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ 

    การบริโภคใหม่ … การเคลื่อน “ลมปราณ” เพื่อกำลังภายในที่มากขึ้น เพื่อส่งเสริมการบริโภคใหม่ จีนได้ดำเนินการสนับสนุนส่งเสริมในหลายแนวทางและรูปแบบ การบริโภคทางอารมณ์ (Emotional Consumption) ถือเป็นหนึ่งในรูปแบบที่บูรณาการหลายส่วนเข้าด้วยกัน และกำลังเป็นกระแสตามวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ของจีน 

    เช่น การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม (Travel in China + Culture) และสินค้าที่มีทรัพย์สินทางปัญญา อาทิ กล่องสุ่ม (Made in China + Intellectual Property) รวมทั้งการเช่า (Made in China + Shared Economy)

    ในปี 2025 การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในจีนขยายตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากข้อเสนอใหม่ ที่เป็นรูปธรรมและตอบโจทย์ด้านประสบการณ์แก่นักท่องเที่ยว ส่งผลให้รายได้ของธุรกิจที่เกี่ยวข้อง อาทิ การสร้างสรรค์ผลงานด้านศิลปะเพิ่มขึ้น 17.3% เมื่อเทียบกับของปีก่อน บริการตัวแทนท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวข้องขยายตัว 11.2% จำนวนจุดชมวิวเพิ่มขึ้นถึง 26.1% และกิจกรรมพักผ่อนและท่องเที่ยวยามว่างขยายตัว 14.6%

    ขณะเดียวกัน การมาของปัญญาประดิษฐ์ และความจริงเสมือนที่ผสมผสานเข้ากับชีวิตประจำวันของผู้คนมากขึ้น ก็ทำให้การบริโภคดิจิตัลขยายตัวอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น รายได้จากการทำไลฟ์สตรีมมิ่งเติบโต 9.4% ขณะที่บริการส่งอาหารเพิ่มขึ้น 13.3% บริการวัฒนธรรมดิจิตัล ซึ่งรวมถึงอีเกมส์และแอนิเมชั่น ขยายตัวถึง 16.6% 

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลจีนยังพยายามกระจายกิจกรรมส่งเสริมการตลาดออกไปในวงกว้างทั่วประเทศ และครอบคลุมถึงเดือนแห่งการบริโภคระดับพรีเมี่ยม และฤดูกาลบริโภคระหว่างประเทศ

    โดยในเชิงภูมิศาสตร์ รัฐบาลกลางได้ประกาศสนับสนุนให้แต่ละมณฑลเป็นเจ้าภาพในการจัดงานพิเศษที่ปรับให้เหมาะสมกับท้องถิ่นของตนเอง และจัดกิจกรรมระดับเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองนําร่องจำนวน 15 เมือง เพื่อสร้างบรรยากาศและสภาพแวดล้อมการบริโภคที่เหมาะสมและเป็นสากล

    เมืองนำร่องดังกล่าวกระจายตัวอยู่ในหลายรูปแบบและภูมิภาคทั่วประเทศ อาทิ เมืองระดับชาติ (เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง กวางโจว และกลุ่มเมืองในพื้นที่) เมืองมรดกทางวัฒนธรรม (ซีอาน หนานจิง และหางโจว) เมืองนวัตกรรม (อู่ฮั่น ฉงชิ่ง และเทียนจิน) และ เมืองการท่องเที่ยว (ซานย่า กุ้ยหยาง และฮาร์บิน) และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นในอนาคต

                                  เมื่อจีนเอาจริงกับการใช้การบริโภคภายในประเทศกระตุ้นเศรษฐกิจ (2)

    ทั้งนี้ ในงานเปิดตัวแคมเปญดังกล่าว เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลจากเซี่ยงไฮ้ หางโจว ในมณฑลเจ้อเจียง อู่ฮั่นในมณฑลหูเป่ย และเซินเจิ้นในมณฑลกวางตุ้ง ได้ประกาศชุดกิจกรรมในท้องถิ่น และมาตรการที่เป็นมิตรกับผู้บริโภคที่เหมาะสมกับแต่ละเมือง และเปิดตัวโครงการริเริ่ม “เทศกาลฤดูใบไม้ผลิ” ที่ออกแบบมาเพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้อยู่อาศัย และกระตุ้นการใช้จ่ายของภาคประชาชน 

    เพื่อขยายการบริโภคใหม่ในวงกว้างยิ่งขึ้น แคมเปญดังกล่าวยังใช้ประโยชน์จากการดึงดูดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ มาใช้จ่ายในตลาดจีน เสริมสร้างสภาพแวดล้อมการบริโภคที่เป็นมิตรในระดับสากล และเพิ่มความน่าสนใจของจีนในฐานะ “ศูนย์กลางการบริโภค” ผ่านมาตรการส่งเสริมมากมาย อาทิ การปรับปรุงครั้งใหญ่เกี่ยวกับขั้นตอนการขอวีซ่าและเงื่อนไขการขอคืนภาษีขาออกสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    จะเห็นได้ว่า ในปีที่ผ่านมา รัฐบาลจีน “ใจปล้ำ” เดินหน้าปรับลดวงเงินการซื้อขั้นต่ำ เพิ่มวงเงินการคืนภาษี ลดเงื่อนไขการขึ้นทะเบียนเข้าร่วมโครงการของร้านค้า และขยายโมเดล “การคืนภาษีในทันที” (Instant Tax Refund) ณ จุดขาย 

    ข้อมูลของสำนักงานจัดการภาษีแห่งชาติระบุว่า ในปี 2025 จำนวนร้านที่เข้าร่วมโครงการนี้เพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 13,000 แห่ง ซึ่งครอบคลุมถึงกว่า 7,000 แห่ง ที่มีบริการคืนภาษีในทันที ณ จุดขาย 

    สิ่งเหล่านี้ช่วยปรับปรุงประสบการณ์ และปลดปล่อยศักยภาพในการช้อปปิ้งสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นอย่างมาก โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ยื่นขอคืนภาษี เพิ่มขึ้นถึง 305% เมื่อเทียบกับของปีก่อน ขณะที่สินค้าที่เข้าร่วมโครงการขยายตัว 95.9% ของปีก่อน 

    นอกจากนี้ งานวิจัยหนึ่งยังพบว่า รสนิยมและความซับซ้อนของผู้บริโภคจีน ได้กลายเป็นแหล่งสําคัญของแนวคิดและนวัตกรรมสําหรับแบรนด์ระดับโลกมากมาย สิ่งนี้สอดคล้องกับความคาดหวังของนักท่องเที่ยวต่างชาติในด้านคุณภาพของสินค้า ความหลากหลายของแบรนด์ มาตรฐานการบริการ และ ความสะดวกสบาย 

    รัฐบาลจีนยังประกาศจะส่งเสริมนวัตกรรมในภาคการค้าปลีก และสร้างระบบการจัดจำหน่ายที่มีประสิทธิภาพและทันสมัยยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การให้ความสำคัญกับการนำเอาเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ เพื่อให้ผู้บริโภคใช้จ่ายเงินได้อย่างสะดวก คล่องตัว และสนุกสนานยิ่งขึ้น 

    อ่านต่อตอนหน้า …

    คอลัมน์มังกรกระพือปีก โดย…ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4173

    เกี่ยวกับผู้เขียน : ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน, อุปนายกและเลขาธิการสมาคมส่งเสริมการลงทุนและการค้าไทย-จีน ผู้เชี่ยวชาญที่สั่งสมความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับตลาดจีน มุ่งหวังนำข้อมูลและมุมมอง ความคิดเห็นเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจ ธุรกิจ การตลาดและอื่น ๆ  ที่อยู่ในกระแสของจีนมาแลกเปลี่ยนกับผู้อ่าน เพื่อเราจะไม่ตกขบวน “รถไฟความเร็วสูง” ของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจีน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/Chinese-dragon/650876&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2g8vDk7_v6kHPy25RG6g-l

  • ญี่ปุ่นเลือกตั้งวันเดียวกับไทย คาดนายกฯ หญิงคว้าชัยถล่มทลาย

    ญี่ปุ่นเลือกตั้งวันเดียวกับไทย คาดนายกฯ หญิงคว้าชัยถล่มทลาย

    ญี่ปุ่นจัดการเลือกตั้งในวันอาทิตย์นี้ (8 ก.พ.) โดยนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก ซานาเอะ ทากาอิจิ หวังเปลี่ยนความนิยมช่วงแรกให้เป็นชัยชนะยิ่งใหญ่ที่อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับจีนและตลาดการเงิน

    การสำรวจความคิดเห็นชี้ว่า พรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ของทากาอิจิ ซึ่งปกครองประเทศมาเกือบต่อเนื่องหลายทศวรรษ จะคว้าชัยชนะได้มากกว่า 233 ที่นั่งที่จำเป็นสำหรับเสียงข้างมากในสภาผู้แทน 465 ที่นั่ง นักวิเคราะห์คาดการณ์ด้วยความระมัดระวังว่า LDP และพรรคร่วมรัฐบาลอาจได้ถึง 310 ที่นั่ง ซึ่งเพียงพอสำหรับเสียงข้างมากสองในสาม

    ปรากฏการณ์ทากาอิจิกับความนิยมจากเยาวชน

    ทากาอิจิ ซึ่งเป็นมือกลองเฮฟวี่เมทัลในวัยเยาว์ และผู้ชื่นชอบ มาร์กาเร็ต แธทเชอร์ “เหล็กหญิง” แห่งอังกฤษ ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน แฟนๆ ติดตามทุกการเคลื่อนไหว ตั้งแต่กระเป๋าถือไปจนถึงการเต้นเพลง K-pop กับประธานาธิบดีเกาหลีใต้

    ยูกะ อันโด นักเรียนมัธยมอายุ 17 ปี ที่มาฟังการปราศรัยของทากาอิจิในโตเกียวพร้อมแม่ กล่าวว่า “ฉันมาเพื่อมาดูเธอ ฉันคิดว่าเธอน่าทึ่งมาก”

    จุดยืนเข้มงวดต่อการเข้าเมืองและจีน

    ทาคาอิจิแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อนโยบายการเข้าเมือง ซึ่งช่วยชะลอการเติบโตอย่างรวดเร็วของพรรคซันเซโตะที่เน้นนโยบาย “ญี่ปุ่นมาก่อน” ในขณะนี้

    ทาคาอิจิกล่าวเมื่อวันเสาร์ว่า “การตรวจสอบผู้เข้าเมืองเข้มงวดขึ้นเล็กน้อยแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ก่อการร้ายและสายลับในอุตสาหกรรมเข้ามาได้ง่าย”

    เธอกล่าวเสริมว่า “เราต้องตรวจสอบอย่างละเอียดว่า (ชาวต่างชาติ) จ่ายภาษีหรือไม่ และจ่ายเบี้ยประกันสุขภาพหรือไม่”

    เรื่องที่สร้างความตึงเครียดมากที่สุดคือ ทากาอิจิแสดงท่าทีว่า ญี่ปุ่นอาจแทรกแซงทางทหารหากจีนพยายามยึดไต้หวันด้วยกำลัง จีนตอบโต้อย่างรุนแรงด้วยการเรียกเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น เตือนพลเมืองไม่เดินทางไปญี่ปุ่น และจัดการซ้อมรบร่วมกับรัสเซีย แม้แต่หมีแพนด้าสองตัวสุดท้ายของญี่ปุ่นก็ถูกส่งคืนจีน

    ความท้าทายทางเศรษฐกิจและการเงิน

    ทากาอิจิเผชิญคำถามเกี่ยวกับการบริหารการเงินของประเทศที่มีเศรษฐกิจอันดับสองของเอเชีย แพ็คเกจกระตุ้นเศรษฐกิจ 135,000 ล้านดอลลาร์เพื่อบรรเทาปัญหาเงินเฟ้อ และคำสัญญาระงับภาษีอุปโภคบริโภคอย่างอาหาร ทำให้เกิดความกังวลเนื่องจากหนี้สาธารณะของญี่ปุ่นมากกว่าสองเท่าของขนาดเศรษฐกิจ

    มาร์การิตา เอสเตเวซ-อาเบ รองศาสตราจารย์รัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยซีราคิวส์ระบุว่า เหตุการณ์ความขัดแย้งกับจีนทำให้ความนิยมของทากาอิจิเพิ่มขึ้นอีก “ตอนนี้เธอไม่ต้องกังวลเรื่องการเลือกตั้งจนถึงปี 2028 ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับญี่ปุ่นคือ ทากาอิจิควรหายใจลึกๆ และมุ่งเน้นการปรับปรุงความสัมพันธ์กับจีน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/sanae-takaichi-japan-election-victory-china-taiwan&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2irQfEZ0CZUSh0edRYhTuk

  • เลือกตั้ง 2569 : เปิด 51 ผู้สมัคร สส. ศาลฎีกาสั่งถอนรายชื่อ

    เลือกตั้ง 2569 : เปิด 51 ผู้สมัคร สส. ศาลฎีกาสั่งถอนรายชื่อ

    วันนี้ (7 ก.พ. 2569) สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยแพร่ประกาศกรณีศาลฎีกามีคำสั่งให้ถอนรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง ออกจากประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 31 คน

    พบเป็นผู้สมัครจากพรรคกล้าธรรม 4 คน พรรคปวงชนไทย 3 คนไทยก้าวใหม่ 2 คน พรรครักชาติ 2 คน พรรคครูไทยเพื่อประชาชน 2 คน พรรคไทยพร้อม 2 คน พรรคเศรษฐกิจ 2 คน พรรครวมไทยสร้างชาติ 2 คน ประชาธิปัตย์ 1 คน พรรคพลังประชารัฐ 1 คน พรรคพลังธรรมใหม่ 1 คน พรรคเป็นธรรม 1 คน พรรคสังคมประชาธิปไตยไทย 1 คน พรรครวมพลังประชาชน 1 คน พรรคใหม่ 1 คน พรรคทางเลือกใหม่ 1 คน พรรคฟิวชั่น 1 คน พรรคไทยธรรม 1 คน พรรค ไทยรวมไทย 1 คน พรรค พรรคไทยชนะ 1 คน ดังนี้

    1.นายสมโชค จันทร์ทอง ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่ออันดับที่ 2 พรรคพลังธรรมใหม่

    2.นายสมัครสุนทรเวทย์ ปรีชาชัยวัฒน์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่ออันดับที่ 59 พรรคไทยก้าวใหม่

    3.นายโชคชัย จันทร์วิเศษ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่ออันดับที่ 9 พรรคเป็นธรรม

    4.นายสมพร ขวัญเนตร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่ออันดับที่ 7 พรรคสังคมประชาธิปไตยไทย

    5.น.ส.ชัญญพัชร์ โมอินทร์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่ออันดับที่ 3 พรรครวมพลังประชาชน

    6.นายเปี่ยมศักดิ์ คุณากรประทีป ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่ออันดับที่ 40 พรรคไทยก้าวใหม่

    7.นายไชยยศ จิระเมธากร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่ออันดับที่ 29 พรรคประชาธิปัตย์

    8.นายเทวภัทร พรมเอี่ยม ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่ออันดับที่ 20 พรรครักชาติ

    9.ส.ต.สมยศ นุริตานนท์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่ออันดับที่ 17 พรรคครูไทยเพื่อประชาชน

    10.นายธนวิชญ์ พานแก้ว ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่ออันดับที่ 23 พรรคปวงชนไทย

    11.นายวิชัย แซ่เตีย ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 4 พรรคไทยพร้อม

    12.นายไพบูลย์ ลิ่มรัตนะมงคล ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 32 พรรคใหม่

    13.นายรพี ขาวทอง ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 17 พรรคทางเลือกใหม่

    14.พล.อ.เดชนิธิศ เหลืองงามขำ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 10 พรรคกล้าธรรม

    15.นายเลิศบุตร บูรณะคุณาภรณ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 98 พรรคกล้าธรรม

    16.นายพุทธชาติ ช่วยราม ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 10 พรรคพลังประชารัฐ

    17.นายปรัชวินทร์ ภาสย์วชิรานนท์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 7 พรรคไทยพร้อม

    18.นายวุฒิไกร ศรีจันไชย ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 49 พรรคเศรษฐกิจ

    19.ว่าที่ ร.ต.ธนุ วงษ์จินดา ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 31 พรรคกล้าธรรม

    20.น.ส.พนัชกรณ์ ตุลานนท์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 38 พรรครวมไทยสร้างชาติ

    21.น.อ.พิเศษ ปริญ ไชยเสวกวิ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 53 พรรคเศรษฐกิจ

    22.นายกัมชัย อภิโชครตนกุล ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 7 พรรคไทยธรรม

    23.นายสมชาติ อ่อนประดิษฐ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 9 พรรคฟิวชั่น

    24.นายวชิรชัย คงชัย ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 22 พรรคปวงชนไทย

    25.นายพร้อมพณ ทินวงศ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 26 พรรคปวงชนไทย

    26.น.ส.วาเลน ชื่นโชคสันต์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 64 พรรครวมไทยสร้างชาติ

    27.นายชญาศักดิ์ พูลทรัพย์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 20 พรรคไทยชนะ

    28.นายโยธิน วรารัศมี ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 70 พรรคกล้าธรรม

    29.นายชัยนครินทร์ ศรีกุลโรจน์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 2 พรรคไทยรวมไทย

    30.น.ส.วริสรา พังงา ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 18 พรรครักชาติ

    31.นายเศรษฐศิษฎ์ ณุวงค์ศรี ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 3 พรรคครูไทยเพื่อประชาชน

    สำหรับผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขตที่ถูกศาลฎีกาถอนรายชื่อนั้น มีจำนวน 20 คน พบเป็นผู้สมัครพรรคกล้าธรรม 6 คน พลังประชารัฐ 3 คน พรรคเพื่อไทย 2 คน พลวัต 2 คน ไทยสร้างไทย 2 คน ไทยก้าวใหม่ 2 คน พรรคประชาชน 1 คน ประชาธิปัตย์ 1 คน พรรคเพื่อบ้านเมือง 1 คน ดังนี้

    1.นายฉลอง แสงราษฎร์เมฆินทร์ จ.นครราชสีมา เขต 13 หมายเลข 3 พรรคกล้าธรรม

    2.น.ส.ชญานันท์ จินดาเจี่ย จ.ราชบุรี เขต 3 หมายเลข 8 พรรคเพื่อไทย

    3.นายรัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ จ.ตาก เขต 3 หมายเลข 6 พรรคประชาชน

    4.นายพสิษฐ์ คำชัย จ.ชัยภูมิ เขต 2 หมายเลข 7 พรรคกล้าธรรม

    5.นายชลสิทธิ แก้วยะรัตน์ จ.ภูเก็ต เขต 2 หมายเลข 1 พรรคกล้าธรรม

    6.น.ส.วันใหม่ ทรงศิลสอาด จ.ระยอง เขตที่ 4 หมายเลข 4 พรรคพลังประชารัฐ

    7.นายกิตษณัฐ อินทร์พรหม จ.นครศรีธรรมราช เขต 3 หมายเลข 4 พรรคเพื่อไทย

    8.นายปฏิพัทธ์ เมืองสุวรรณ์ จ.นครศรีธรรมราช เขต 3 หมายเลข 9 พรรคพลวัต

    9.นายบุญเสริม หัตถยานนท์ จ.นครศรีธรรมราช เขต 4 หมายเลข 9 พรรคเพื่อบ้านเมือง

    10.นายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ จ.นครศรีธรรมราช เขต 7 เบอร์ 3 พรรคกล้าธรรม

    11.น.ส.ณัฐธัญรดี ปรีณาภาชัยสิริ จ.ชลบุรี เขต 6 หมายเลข 12 พรรค ไทยสร้างไทย

    12 นายหร้าหมาน คลเรียน จ.พังงา เขต 1 หมายเลข 6 พรรคพลวัต

    13.นายสมชัย นันทาภิรัตน์ จ.พระนครศรีอยุธยา เขต 5 หมายเลข 3 พรรคกล้าธรรม

    14.นายกิตติพัทธ์ แก้วใส จ.อุตรดิตถ์ เขต 1 หมายเลข 7 พรรคพลังประชารัฐ

    15.นายณัฐพงษ์ สาโรจน์ จ.สุราษฎร์ธานี เขต 6 หมายเลข 7 พรรคไทยก้าวใหม่

    16.นายชาติชาย จันทร์สวย จ.อุดรธานี เขต 10 หมายเลข 6 พรรคประชาธิปัตย์

    17.นายสิทธิ โสพสิงห์ จ.อำนาจเจริญ เขต 2 หมายเลข 1 พรรคพลังประชารัฐ

    18.นายชัยยุตต์ เกิดหลำ จ.สระบุรี เขต 2 หมายเลข 6 พรรคกล้าธรรม

    19.ร.ต.พงศภัค ภูริสิทธิพล จ.นครราชสีมา เขต 5 หมายเลข 3 พรรคไทยก้าวใหม่

    20.นายณัฐนิพัท กองพัทธนันท์ จ.ชลบุรี เขต 2 หมายเลข 8 พรรคไทยสร้างไทย

    ว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้ชี้แจงกรณีคำสั่งถอนรายชื่อผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อจะไม่กระทบกับการลงคะแนนเลือกพรรค เพราะกฎหมายกำหนดให้ส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อพรรคละ 1 บัญชีไม่เกิน 100 รายชื่อ ดังนั้นการถอนรายชื่อผู้สมัครรายใดก็ไม่กระทบกับพรรค ยังสามารถเลือกพรรคได้ตามปกติ

    ส่วนผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขตจำนวน 20 คน กรรมการเลือกตั้งประจำหน่วยจะมีการขีดคร่อมชื่อ สส.คนดังกล่าวที่หน้าหน่วย เพื่อให้ประชาชนมาใช้สิทธิได้ตรวจสอบไม่ให้กาลงคะแนน เพราะจะกลายเป็นบัตรเสีย ส่วนผู้เลือกตั้งล่วงหน้า หรือ นอกราชอาณาจักรไปก่อนหน้านี้คะแนนของ สส.แบ่งเขต ทั้ง 20 คน ก็เป็นบัตรเสียเช่นกัน

    อ่านข่าว :

    เลือกตั้ง 2569 : “ศาลฎีกา” สั่งถอนชื่อ 27 ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ เพราะไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

    เลือกตั้ง 2569 : กกต.ยันพร้อมเลือกตั้ง-ประชามติ 8 ก.พ. – อย่ากาคนโดนตัดสิทธิ

    เลือกตั้ง 2569 : ศาลฎีกาสั่งถอนรายชื่อเพิ่ม 3 ผู้สมัครปาร์ตี้ลิสต์ – 18 ผู้สมัคร สส.เขต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/501914&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2abFBoGa_n9KliTWJ1JivK

  • ยุโรปไม่ใช่เบี้ยล่างของสหรัฐ

    ยุโรปไม่ใช่เบี้ยล่างของสหรัฐ

    ภาพ: Make America great again

    เครดิตภาพ: ปัญญาประดิษฐ์

    วิเคราะห์: นายกฯ เยอรมันประกาศส่งเสริมและใช้พลังอำนาจทางทหารกับเศรษฐกิจ ซึ่งจำต้องพัฒนาและขยายกองทัพ เน้นใช้อำนาจเศรษฐกิจเพื่อความมั่นคงแห่งชาติมากกว่าการค้า ความมั่นคงอยู่เหนือหลักการค้าเสรีกับข้อตกลงต่างๆ เรื่องนี้ตรงตามแนวทางของทรัมป์ ยึดทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบสัจนิยม สร้างพลังอำนาจของยุโรป (ไม่รวมสหรัฐ)

    นายกฯ เมิร์ซ กล่าวว่า เราขอเสนอ “ชุดคุณค่าหรือระเบียบแบบใหม่” ที่ดีกว่าลัทธิจักรวรรดินิยมและระบอบอัตตาธิปไตยในโลก (imperialism and autocracy) นานาชาติเข้าเป็นหุ้นส่วนในด้านต่างๆ กับเราได้ รวมทั้งอุดมคติของเรา ด้วยความเคารพต่อกัน ซื่อสัตย์และไว้วางใจได้ (ไม่กลับไปกลับมา คาดเดาไม่ได้)

    วิเคราะห์: น่าสนใจที่ผู้นำเยอรมันใช้คำว่า “ลัทธิจักรวรรดินิยม” ที่ปกติจะหมายถึงรัสเซียกับจีน แต่กรณีนี้หมายถึงรัฐบาลทรัมป์ เป็นเรื่องใหม่ที่รัฐบาลเยอรมันกล้าใช้คำนี้กับสหรัฐ สอดคล้องกับการนำเสนอของสื่อตะวันตกหลายสำนัก

    ที่สำคัญคือ คำพูดนี้เท่ากับเอาสหรัฐออกจากฝ่ายประชาธิปไตย บัดนี้เยอรมนี ยุโรปตะวันตก คือฝ่ายประชาธิปไตย ส่วนสหรัฐกลายเป็นอีกพวก ฝ่ายประชาธิปไตยยุโรปคือทางเลือกใหม่ของนานาชาติ เป็นมุมมองใหม่ที่นาโตยุโรปนำเสนอต่อประชาคมโลก

    ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบสัจนิยม:

    ยุโรปต้องยอมรับและยึดถือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบสัจนิยม (Realism) สร้างพลังอำนาจของยุโรป (ไม่รวมสหรัฐ) เป็นการย้ำว่าโลกปัจจุบันใช้กฎแห่งป่า ต้องมีอำนาจมากพอจึงจะอยู่รอด และเล็งถึงสหรัฐที่กำลังใช้สัจนิยมอย่างเข้มข้น ก่อความขัดแย้งกับหลายสิบประเทศทั่วโลก ทั้งเรื่องภาษี ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

    ที่น่าตกใจอีกเรื่องคือ ท่ามกลางกระแสตึงเครียดระหว่างรัฐบาลทรัมป์กับยุโรป เยอรมนีเรียกร้องให้ยุโรปลุกขึ้นต่อต้านการครอบงำของสหรัฐ ขอให้ตระหนักและยอมรับความจริงนี้

    พันธมิตรหรือหุ้นส่วนที่เปราะบาง:

    เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่า รัฐบาลทรัมป์พร้อมที่จะยกเลิกข้อตกลงฝ่ายเดียว ไม่สนใจความร่วมมือระดับโลกหากคิดว่าไม่ได้ประโยชน์มากพอ สหรัฐอยากได้แคนาดากับกรีนแลนด์เป็นของตน ทั้งๆ ที่แคนาดากับเดนมาร์กเป็นสมาชิกนาโต (ตามสนธิสัญญาชาตินาโตต้องปกป้องพวกเดียวกัน บัดนี้สหรัฐที่เป็นสมาชิกนาโตกำลังข่มขู่คุกคามพวกนาโตด้วยกัน) ควรย้ำว่านาโตคือเสาหลักความมั่นคงของตะวันตกที่ยืนยาวตั้งแต่สมัยสงครามเย็น แต่องค์กรแบบอย่างนี้เปลี่ยนไปแล้ว

    บัดนี้ความเป็นพันธมิตรหรือหุ้นส่วนจึงเปราะบาง ไม่แน่นอน คาดเดาไม่ได้ตามสไตล์ทรัมป์ ทุกอย่างขึ้นกับการเจรจาต่อรอง ผลประโยชน์ที่สหรัฐคาดหวัง วันนี้เป็นพันธมิตรพรุ่งนี้อาจเป็นศัตรู

    ควรสรุปว่าไม่ใช่ยุโรปที่ไม่อยากเป็นพันธมิตรหรือหุ้นส่วน แต่อยู่ที่รัฐบาลสหรัฐว่าต้องการเป็นพันธมิตรด้วยหรือไม่ และควรตั้งคำถาม “คำว่าพันธมิตรของสหรัฐหมายถึงอะไรกันแน่”

    ต่อต้านการครอบงำแต่ไม่ตัดขาด:

    นายกฯ เมิร์ซพูดชัดเจนว่ายุโรปตั้งใจร่วมมือกับสหรัฐภายใต้กรอบนาโตต่อไป แต่ไม่ใช่ “ลูกน้อง” (subordinate) ที่ต้องรับคำสั่ง ชาติยุโรปมีอธิปไตย มีผลประโยชน์ของตัวเองที่ต้องรักษาไม่ต่างจากสหรัฐ

    ในขณะเดียวกันพันธมิตรนาโตยังคงอยู่ ยุโรปจะพยายามร่วมมือกับสหรัฐต่อไปในฐานะหุ้นส่วนกับพันธมิตร

    นาโตคือพันธมิตรความมั่นคงโดยเฉพาะความมั่นคงทางทหาร ไม่ว่าจะด้วยเหตุใด ณ ตอนนี้ยุโรปยังต้องผูกติดการป้องกันประเทศเข้ากับสหรัฐ และหนึ่งในหัวข้อสำคัญคือยุทธศาสตร์ป้องปรามนิวเคลียร์

    ตั้งแต่แรกยุโรปพึ่งพาการป้องกันนิวเคลียร์จากสหรัฐซึ่งสำคัญมากในสมัยสงครามเย็น แต่แนวทางนี้กำลังขยับตัว นายกฯ เมิร์ซกล่าวว่าเยอรมนีหวังเพิ่มบทบาทปกป้องนิวเคลียร์ ที่สอดคล้องทำงานร่วมกับการป้องปรามนิวเคลียร์ของสหรัฐ (ปัจจุบันเป็นระบบที่สหรัฐเป็นแกนหลัก เช่น ใช้อาวุธนิวเคลียร์อเมริกา สหรัฐมีส่วนกำกับควบคุม) คล้ายบทบาทของฝรั่งเศสกับอังกฤษ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็น nuclear-sharing ที่มีปัญหาการแบกภาระค่าใช้จ่าย

    รัฐธรรมนูญเยอรมันห้ามประเทศมีอาวุธนิวเคลียร์ แต่ด้วยนโยบาย “NATO’s nuclear sharing” (ข้อตกลงความร่วมมือด้านอาวุธนิวเคลียร์ของนาโต ได้แก่ เยอรมนี ตุรกี เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ อิตาลี ที่ใช้นิวเคลียร์สหรัฐ) ทำให้เยอรมันมีลูกระเบิดหัวรบนิวเคลียร์ของสหรัฐ และเก็บอาวุธเหล่านี้ไว้ในประเทศ

    ยกเว้นฝรั่งเศสที่มีขีปนาวุธนิวเคลียร์ของตัวเองมานานแล้ว ส่วนอังกฤษมีเรือดำน้ำที่ติดตั้งขีปนาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐ สองประเทศนี้จึงแตกต่างจากนาโตยุโรปอื่น โดยเฉพาะฝรั่งเศสที่เป็นของตัวเองแท้ๆ

    ไม่ว่ายุโรปจะชอบหรือไม่ นาโตยุโรปยังต้องพึ่งพาการป้องกันประเทศจากสหรัฐและคงต้องเป็นเช่นนี้อีกนาน การแตกหักจึงไม่ใช่ทางออก ควรหาทางอยู่ร่วมกันต่อไป พยายามเป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุด พร้อมกับยกระดับการป้องกันประเทศบนขาของตัวเอง เป็นโจทย์ที่ท้าทาย ประชาชนต้องร่วมจิตร่วมใจ

    วิเคราะห์: ข้อตกลงประจำการอาวุธนิวเคลียร์สหรัฐในเยอรมนีเป็นเรื่องซับซ้อน ไม่อาจพิจารณาด้วยเหตุผลบางด้าน มีทั้งข้อดีข้อเสีย เกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์แม่บท (Grand strategy) ของแต่ละประเทศ เป็นส่วนหนึ่งของการเลือกข้างว่าอยู่ฝ่ายใด และหมายถึงรัฐบาลสหรัฐต้องการให้เยอรมนีเป็นพวกตนด้วย

    ลี เซียนลุง รัฐมนตรีอาวุโส (Senior Minister) และอดีตนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ วิเคราะห์ว่าชาติยุโรปจะต้องหาทางป้องกันตัวเอง กำหนดนโยบายความมั่นคงที่ลดพึ่งพาสหรัฐ ยุโรปจะเพิ่มงบกลาโหมมหาศาล นโยบายความมั่นคงใหม่จะส่งผลต่อโลก นโยบายต่อยูเครนจะสะท้อนความคิดอ่านของยุโรป

    ยุโรปที่รวมเป็นหนึ่ง:

    นายมาริโอ ดรากี (Mario Draghi) อดีตนายกฯ อิตาลีและประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) เตือนว่า “ยุโรปเสี่ยงที่จะกลายเป็นลูกน้อง ถูกแบ่งแยก และไม่เป็นชาติอุตสาหกรรม (Deindustrialized) หากไม่ปรับตัวให้เป็นสหพันธรัฐที่แท้จริง (genuine federation) อียูต้องรวมตัวใกล้ชิดมากกว่านี้ จึงจะมีพลังมากขึ้น ต้านทานกระแสโลกที่กำลังปั่นป่วน สหรัฐอยากเห็น “การเมืองยุโรปแตกแยก เพราะเป็นประโยชน์แก่พวกเขา” ส่วนจีนอาศัยการทุ่มตลาด ทำให้นานาชาติขาดดุลและเกิดปัญหา และจีนพยายามสร้างขั้วของตนเอง

    แนวคิดของดรากีคือ หากยุโรปมาสามารถรวมตัวเป็นสหพันธรัฐ จะเพิ่มอำนาจต่อรอง เจรจากับประเทศอื่นบนพื้นฐานยุโรปที่เป็นประเทศเดียว มองว่ายุโรปเป็นอีกขั้วอำนาจที่ไม่อยู่ใต้สหรัฐหรือจีน

    วิเคราะห์: สหภาพยุโรปที่รวมตัวกลายเป็นประเทศเป็นวิสัยทัศน์ที่เอ่ยถึงนานแล้ว เชื่อว่าท้ายที่สุดจะกลายเป็น “สหรัฐยุโรป” (United States of Europe) หรือ “สหพันธรัฐยุโรป” (Federal Europe) แต่แนวทางนี้เต็มด้วยความท้าทาย การที่อดีตนายกฯ ดรากีพูดเรื่องนี้น่าจะเป็นการชักชวนให้อียูร่วมมือกันมากขึ้น เป็นเอกภาพกว่าที่เป็นอยู่ เพื่อรับมือภัยคุกคามจากมหาอำนาจ

    ไม่มีรัฐบาลใดยอมรับว่าประเทศตนสูญเสียอธิปไตย ตกเป็นเบี้ยล่างของรัฐบาลประเทศอื่น อียูหรือนาโตยุโรปกำลังยืนยันจุดนี้ ทั้งๆ ที่หลายครั้งที่พวกเขาเดินตามแนวทางสหรัฐแม้ต้องสูญเสียผลประโยชน์ นับวันสหรัฐที่เป็น “พันธมิตรความมั่นคง” กลับกลายเป็น “ภัยความมั่นคง” ที่เด่นชัดมากขึ้น เรื่องนี้สะเทือนใจคนยุโรป ในฐานะรัฐบาลจึงจำต้องแสดงท่าทีปกป้องประเทศ สัมพันธ์ยุโรปกับสหรัฐจะเป็นประเด็นที่จะถูกพูดถึงอีกหลายครั้ง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/943952/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bEcrNW8WleNXc5EmJeJj3

  • ปวงชนไทย เสนอทางเลือกใหม่ทางการเมือง ชูนโยบายสวัสดิการคน-สัตว์เลี้ยง

    ปวงชนไทย เสนอทางเลือกใหม่ทางการเมือง ชูนโยบายสวัสดิการคน-สัตว์เลี้ยง

    ปวงชนไทย เสนอทางเลือกใหม่ทางการเมือง ชูนโยบายสวัสดิการคน-สัตว์เลี้ยง

    วันเสาร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.28 น.

    พรรคปวงชนไทย เสนอทางเลือกใหม่ทางการเมือง ชูนโยบายเศรษฐกิจฐานราก–สวัสดิการประชาชน–คุณภาพชีวิตครัวเรือนไทย

    8 กุมภาพันธ์ 2569 ในช่วงเวลาที่สังคมไทยกำลังตั้งคำถามต่อทิศทางการเมืองและการพัฒนาประเทศ พรรคปวงชนไทย ในฐานะพรรคการเมืองเกิดใหม่ เสนอชุดแนวคิดและนโยบายที่มุ่งเน้น “ประชาประโยชน์” เป็นศูนย์กลาง โดยให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจฐานราก ความมั่นคงในชีวิตของประชาชน และการลดภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือนไทยอย่างเป็นรูปธรรม

    นายวิทยา ติรณะประกิจ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ บัตรชมพู เบอร์ 23 พรรคปวงชนไทย เปิดเผยว่า พรรคปวงชนไทยให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาปากท้องและความเสี่ยงในชีวิตประจำวันของประชาชนเป็นอันดับแรก โดยนำเสนอนโยบายที่ออกแบบจากข้อเท็จจริงทางเศรษฐกิจและสังคม ไม่ใช่เพียงคำสัญญาทางการเมือง

    ตัวอย่างนโยบายสำคัญที่พรรคปวงชนไทยนำเสนอ

    1) นโยบาย “SME ติดจรวด”

    มุ่งยกระดับผู้ประกอบการรายย่อยและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งเป็นฐานเศรษฐกิจหลักของประเทศ ผ่านมาตรการลดต้นทุน เพิ่มสภาพคล่อง และเปิดโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนอย่างเป็นธรรม รวมถึงการลดภาระค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มและต้นทุนแฝงที่ทำให้ SME ไทยเสียเปรียบในระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน

    2) นโยบายเพิ่มสิทธิประชาชนด้านการคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลและการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ

    เพื่อลดความเสี่ยงทางการเงินของครอบครัวไทย พรรคเสนอการขยายกลไกการคุ้มครองให้ประชาชนได้รับการดูแลเมื่อประสบอุบัติเหตุ ทั้งในด้านค่ารักษาพยาบาลและเงินช่วยเหลือกรณีเสียชีวิต โดยยืนยันว่าไม่ตัดสิทธิในระบบหลักประกันเดิม และไม่เพิ่มภาระงบประมาณรัฐในระยะยาว

    3) นโยบาย “บัตรทองน้องหมาแมว”

    สะท้อนการมองคุณภาพชีวิตครัวเรือนไทยอย่างรอบด้าน โดยเสนอระบบดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยงขั้นพื้นฐาน เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดของครอบครัว และส่งเสริมสุขภาวะของสัตว์เลี้ยงควบคู่กับสุขภาพของคนในบ้าน

    นายวิทยากล่าวเพิ่มเติมว่า นโยบายของพรรคปวงชนไทยไม่ได้มองประชาชนเป็นเพียงผู้รับความช่วยเหลือ แต่เป็น “พลังหลักของประเทศ” ที่ควรได้รับระบบเศรษฐกิจและสวัสดิการที่เป็นธรรม โปร่งใส และยั่งยืน

    พรรคปวงชนไทยยืนยันจุดยืนในการเป็นพื้นที่ทางการเมืองของแนวคิดใหม่ การเมืองเชิงนโยบาย และการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/945685&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VhcGQRE0SWWnYLlspTI-9

  • พรรคไทยก้าวใหม่ลุยทั่ว กทม. ย้ำนโยบายเลือกตั้ง 2569 ลงทุนพัฒนาคน-การศึกษา

    พรรคไทยก้าวใหม่ลุยทั่ว กทม. ย้ำนโยบายเลือกตั้ง 2569 ลงทุนพัฒนาคน-การศึกษา

    เลือกตั้ง 2569 แกนนำพรรคไทยก้าวใหม่ระดมหาเสียงใน กทม. ช่วงโค้งสุดท้าย จัดขบวนรถแห่ไปตามจุดสำคัญๆ รวมทั้งงานเกษตรแฟร์ 2569 ย้ำนโยบายพัฒนาคนและการศึกษากาเบอร์ 49

    เมื่อวันที่ 7 ก.พ. นายก้องเกียรติ กรสูต เลขาธิการพรรคพรรคไทยก้าวใหม่ กล่าวว่า ตนพร้อมคณะผู้บริหารและทีมงานจัดกิจกรรมขบวนรถแห่หาเสียงเลือกตั้ง 2569 ครั้งใหญ่ ในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง เพื่อพบปะพี่น้องประชาชนทั่วพื้นที่กรุงเทพฯ สร้างการรับรู้เชิงรุกและเชิญชวนประชาชนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงประเทศ โดยขบวนรถแห่เริ่มต้นจากที่ทำการพรรคฯ ก่อนเคลื่อนตัวผ่านเส้นทางสำคัญหลายจุด เช่น แยกวงศ์สว่าง สะพานพระราม 7 บางพลัด ราชพฤกษ์ เพชรเกษม วงเวียนใหญ่ วงเวียนพระราม 5 แยกแครายและสิ้นสุดที่บริเวณงานเกษตรแฟร์ 2569 ตลอดเส้นทางมีประชาชนออกมาต้อนรับ โบกมือให้กำลังใจและร่วมพูดคุยสะท้อนปัญหาปากท้องและการศึกษาของบุตรหลานคึกคัก

    ทั้งนี้ การลงพื้นที่ครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง 2569 แต่เป็นการออกมารับฟังเสียงประชาชนโดยตรง เพื่อยืนยันว่า พรรคไทยก้าวใหม่จะผลักดันนโยบายแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการลงทุนพัฒนาคนและการศึกษา ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำและสร้างอนาคตมั่นคงให้กับประเทศในระยะยาว

    “เราต้องการให้การเมืองไทยเริ่มต้นที่การสร้างคน เด็กไทยต้องเรียนได้เต็มศักยภาพ ครอบครัวไม่ควรเป็นหนี้ เพราะการศึกษาและทุกชุมชนต้องมีโอกาสเติบโตอย่างเท่าเทียม นี่คือหัวใจของไทยก้าวใหม่ เลขาธิการพรรคไทยก้าวใหม่ กฃ่าวและว่า พรรคไทยก้าวใหม่จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมเป็นพลังสำคัญในการเปลี่ยนแปลงประเทศด้วยการสนับสนุนพรรคไทยก้าวใหม่ เพื่อร่วมกันสร้างก้าวใหม่ให้กับการศึกษา เศรษฐกิจและอนาคตของลูกหลานไทยเลือกพรรคไทยก้าวใหม่หมายเลข 49

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/2912710&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2OTCOIUq8awizo6_vpx99A

  • “วัคซีนเด็ก PCV”ยังไม่ถ้วนหน้า บอร์ดสปสช.ให้แค่นำร่อง

    “วัคซีนเด็ก PCV”ยังไม่ถ้วนหน้า บอร์ดสปสช.ให้แค่นำร่อง

    Loading…

    “วัคซีนเด็ก PCV”ยังไม่ถ้วนหน้า บอร์ดสปสช.ให้แค่นำร่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/life-263&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30r1Sm0Inw5nhIRl6GHy5N

  • ธนารักษ์ มั่นใจรายได้แตะ 1.25 หมื่นล้าน ลุยศึกษาปรับค่าเช่าที่ราชพัสดุ จบในปีนี้

    ธนารักษ์ มั่นใจรายได้แตะ 1.25 หมื่นล้าน ลุยศึกษาปรับค่าเช่าที่ราชพัสดุ จบในปีนี้

    นายอัครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า กรมธนารักษ์ตั้งเป้าหมายรายได้ปีงบประมาณ 2569 ไว้ที่ 11,900 ล้านบาท และมั่นใจว่าจะสามารถจัดเก็บรายได้ได้ไม่ต่ำกว่า 12,500 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายเดิมราว 600 ล้านบาท จากการบริหารจัดการที่ราชพัสดุและการเร่งพัฒนาโครงการสำคัญทั่วประเทศ

    ขณะเดียวกัน กรมยังอยู่ระหว่างการจัดทำราคาประเมินที่ดินรอบบัญชีใหม่ ครอบคลุมช่วงปี 2570-2573 เป็นระยะเวลา 4 ปี รวมกว่า 37 ล้านแปลง คาดว่าจะประกาศภายในเดือนธันวาคมนี้ และเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 เป็นต้นไป หลังจากราคาประเมินรอบปัจจุบันปี 2566-2569 จะครบกำหนดในวันที่ 31 ธันวาคม 2569

    “ประเมินราคาที่ดินรอบใหม่ปี 2570 ยืนยันว่า จะไม่มีการปรับขึ้นแบบเหมารวม แต่จะพิจารณาตามสภาพเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับประชาชน”

    สำหรับนโยบายการปรับค่าเช่าที่ราชพัสดุ นายอัครุตม์ ระบุว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาแนวทาง ยังไม่มีการปรับขึ้นในทันที ขอให้ประชาชนอย่าตกใจ โดยกรมจะคำนึงถึงผลกระทบทางสังคมและความเป็นธรรมเป็นหลัก

    ทั้งนี้ ค่าเช่าที่ราชพัสดุแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ที่อยู่อาศัย ที่เกษตรกรรม และเชิงพาณิชย์ โดยในส่วนของที่อยู่อาศัยและเกษตรกรรมใช้อัตราเดิมมาตั้งแต่ปี 2527 และแม้เคยมีแนวคิดปรับในปี 2560 แต่ต้องชะลอไว้ เนื่องจากเป็นประเด็นอ่อนไหว ทำให้ปัจจุบันผู้เช่ารายเก่ายังใช้อัตราเดิม ขณะที่รายใหม่ใช้อัตราปี 2560

    “ขณะนี้ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาแนวทางการปรับอัตรา โดยอาจกำหนดอัตราที่แตกต่างตามพื้นที่ เมืองใหญ่ เมืองรอง และสภาพเศรษฐกิจ ไม่ใช้อัตราเดียวทั่วประเทศ คาดว่าการศึกษาจะแล้วเสร็จภายในปีนี้ ก่อนเสนอผู้บริหารพิจารณาต่อไป”

    สำหรับพื้นที่เชิงพาณิชย์ เห็นว่าระบบปัจจุบันมีความเหมาะสมอยู่แล้ว เนื่องจากใช้อัตราเช่า 30% ของราคาประเมิน ซึ่งเมื่อมีการประกาศราคาประเมินใหม่ในปีหน้า จะช่วยเพิ่มรายได้ตามฐานราคาโดยอัตโนมัติ อีกทั้งพื้นที่เชิงพาณิชย์ยังมีสัดส่วนมากกว่า 40% ของพื้นที่เช่าทั้งหมด

    “เราไม่ได้ว่าจะต้องขึ้นอย่างเดียว อาจจะขึ้นน้อย ไม่ขึ้น หรือคงเดิมก็ได้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับประชาชน” นายอัครุตม์ กล่าว

    ทั้งนี้ พื้นที่ที่มีราคาประเมินสูงสุดในประเทศอยู่ที่ย่านเพลินจิต ประมาณตารางวาละ 1 ล้านบาท ขณะที่ราคาต่ำสุดอยู่ที่อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ประมาณตารางวาละ 25 บาท ซึ่งในการประเมินรอบใหม่คาดว่าจะมีการปรับขึ้นตามศักยภาพพื้นที่

    ด้านการใช้ที่ราชพัสดุของหน่วยงานรัฐ เช่น สนามกอล์ฟ ตลาด หรือกิจการต่างๆ ปัจจุบันเกือบทั้งหมดได้เข้าสู่ระบบและชำระค่าเช่าอย่างถูกต้องแล้ว ต่างจากในอดีตที่ยังมีปัญหาการใช้พื้นที่ไม่เป็นไปตามกติกา

    สำหรับที่ราชพัสดุที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ กรมมีนโยบายเปิดให้เช่าหรือจัดประมูล หากพื้นที่ใดมีศักยภาพแต่ยังไม่มีผู้สนใจ อาจพิจารณาปรับราคาเพื่อดึงดูดการลงทุน แทนการปล่อยทิ้งร้าง

    ในส่วนโครงการสำคัญ นายอัครุตม์ ระบุว่า ปีนี้จะเร่งผลักดันหลายพื้นที่ อาทิ สนามกอล์ฟบางพระ ที่ดินโรงงานยาสูบ พื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาใกล้ไอคอนสยาม และโครงการหมอชิต ซึ่งอยู่ระหว่างประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/737677&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1CiFFPF1dtqQExwEetRL2V