Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ไม่มีคู่ไม่เป็นไร! ขอรักตัวเองก่อน คนโสดกำลังเปลี่ยนโฉมตลาด

    ไม่มีคู่ไม่เป็นไร! ขอรักตัวเองก่อน คนโสดกำลังเปลี่ยนโฉมตลาด

    เมื่อเข้าสู่เดือนแห่งความรัก ภาพจำของหลายคนมักผูกกับดอกไม้ ช็อกโกแลต ร้านอาหาร หรือสถานที่ออกเดต ธุรกิจเหล่านี้คึกคักขึ้นทุกปี เพราะ “ความรัก” ถูกถ่ายทอดผ่านการใช้จ่ายและการสร้างประสบการณ์ร่วมกัน

    แต่ในปีนี้ โพสต์ทูเดย์ ชวนมองความรักในอีกมุม ความรักที่ไม่ได้ผูกกับความสัมพันธ์กับผู้อื่น แต่เริ่มต้นจากการให้คุณค่ากับตัวเอง และแนวคิดนี้เองกำลังผลักดันเทรนด์เศรษฐกิจที่เติบโตอย่างเงียบ ๆ แต่ทรงพลัง นั่นคือ “Solo Economy” หรือเศรษฐกิจของการใช้ชีวิตคนเดียว

    คนโสด = กำลังซื้อที่ธุรกิจมองข้ามไม่ได้

    งานวิจัยจำนวนมากสะท้อนตรงกันว่า กลุ่มคนโสดหรือผู้ที่ใช้ชีวิตลำพังเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ด้วยเหตุผลที่เรียบง่าย ไม่มีภาระครอบครัว เงินที่หามาได้จึงถูกใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความสุขให้ตนเอง พูดให้ชัดคือ “เปย์หนัก เพราะรักตัวเอง”

    พฤติกรรมนี้กำลังทำให้ธุรกิจออกแบบสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตแบบเดี่ยวมากขึ้น โดยคำว่า “คนโสด” ในบริบทนี้ ไม่ได้หมายถึงผู้ที่ไม่มีคู่เท่านั้น แต่รวมถึงคนที่เลือกอยู่คนเดียวด้วยความสมัครใจ กลุ่มนี้มักถูกเรียกว่า SINK (Single Income, No Kids) ผู้มีรายได้คนเดียวและไม่มีภาระเรื่องบุตร ซึ่งมักจะให้ความสำคัญกับอิสระในการใช้ชีวิต มองความปลอดภัยและความสบายใจเป็นอันดับแรก ให้คุณค่ากับสุขภาพกายและสุขภาพจิตยอมจ่ายเพื่อประสบการณ์ ความสะดวกสบาย และการดูแลตัวเอง

    4 หมวดธุรกิจที่เติบโตตามไลฟ์สไตล์คนโสด

    1. บ้านและของใช้ พื้นที่เล็ก แต่คุณภาพชีวิตใหญ่

    สำหรับผู้ที่อยู่คนเดียว บ้านคือพื้นที่ส่วนตัวที่ต้องทั้ง “พอดี” และ “คุ้มค่า” ความต้องการจึงมุ่งไปที่คอนโดขนาดกะทัดรัด เฟอร์นิเจอร์มัลติฟังก์ชัน เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก รวมถึงบริการทำความสะอาดแบบรายครั้ง

    ตัวอย่างที่ชัดคือ MUJI แบรนด์ที่ออกแบบสินค้าให้สอดคล้องกับชีวิตเรียบง่าย ใช้พื้นที่น้อย และสร้างความสงบ แม้ไม่ได้ระบุว่าทำสินค้าเพื่อคนโสดโดยตรง แต่ปรัชญา “No-brand Quality Goods” กลับตอบโจทย์ผู้ที่ใช้ชีวิตลำพังได้อย่างลงตัว ทั้งในแง่ฟังก์ชันและประสบการณ์ภายในร้านที่เน้นความเป็นส่วนตัว

    2. อาหาร-เครื่องดื่ม การกินคนเดียวคือเรื่องปกติ

    ภาพการนั่งกินข้าวคนเดียวที่เคยถูกมองว่าน่าเขิน กำลังกลายเป็นเรื่องธรรมดา ร้านอาหารยุคใหม่จึงออกแบบพื้นที่และเมนูสำหรับ Solo Dining โดยเฉพาะ

    เกาหลีใต้ถือเป็นภาพสะท้อนชัดของการเปลี่ยนผ่านพฤติกรรมผู้บริโภค จากสังคมที่เคยให้ความสำคัญกับการกินเป็นกลุ่ม ในอดีตร้านอาหารจำนวนไม่น้อยถึงขั้นไม่รับลูกค้าที่มาคนเดียว แต่เมื่อจำนวนคนโสดและผู้ที่อยู่อาศัยลำพังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจร้านอาหารจึงต้องปรับตัว

    ร้านอาหารยุคใหม่เริ่มออกแบบพื้นที่รองรับลูกค้าที่มาคนเดียวโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นเคาน์เตอร์บาร์หรือโต๊ะเดี่ยวที่จัดระยะห่างอย่างเหมาะสม เพื่อสร้างความเป็นส่วนตัว บางแห่งติดตั้งพาร์ติชันหรือฉากกั้นเตี้ย ช่วยลดความรู้สึกกดดันและทำให้การรับประทานอาหารคนเดียวกลายเป็นประสบการณ์ที่ผ่อนคลาย

    สิ่งที่น่าสนใจคือ การปรับตัวดังกล่าวไม่ได้ตอบโจทย์เพียงด้านการใช้งาน แต่ยังสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ผู้บริโภคที่ต้องการใช้เวลาอยู่กับตัวเอง ส่งผลให้อุตสาหกรรมร้านอาหารในเกาหลีใต้เติบโตอย่างมั่นคง โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงานและคนรุ่นใหม่

    ขณะเดียวกันอาหาพร้อมทาน และอาหารออนไลน์ ได้กลายเป็นหนึ่งในธุรกิจดาวรุ่ง แม้เศรษฐกิจมีช่วงชะลอตัว แต่พฤติกรรมการสั่งอาหารผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยข้อมูลไตรมาสแรกปี 2567 ระบุว่า มูลค่าการขายอาหารออนไลน์ในเกาหลีใต้แตะ 26,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 16% จากปีก่อน และสูงกว่าช่วงก่อนโควิดปี 2562 ถึง 179%

    สำหรับในประเทศไทย มีหลายธุรกิจร้านอาหารก็เริ่มปรับตัวในทิศทางเดียวกัน ขอตัวอย่างเช่น บาร์บีคิวพลาซ่าที่ออกแบบโต๊ะเดี่ยวและเมนู Solo Set ปริมาณเหมาะสม ราคาจับต้องได้ ช่วยลด Food Waste และลดแรงกดดันทางสังคมของลูกค้าที่ต้องการรับประทานอาหารคนเดียว

    ภาพนี้สร้างจาก Gemini

    3. การท่องเที่ยว ไปคนเดียว คือการให้เวลากับตัวเอง

    คำว่า “ไปคนเดียวก็ได้” ไม่ใช่คำปลอบใจอีกต่อไป แต่เป็นพฤติกรรมจริงของคนวัยทำงานที่ต้องการพักจากความวุ่นวาย ทริปนักเดินทางเดี่ยว เวิร์กช็อปเฉพาะทาง คาเฟ่ ร้านหนังสือ หรือ Yoga Retreat กลายเป็นกิจกรรมยอดนิยม เพราะเปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเองอย่างเต็มที่

    4. สุขภาพและการดูแลตัวเอง ลงทุนเพื่อชีวิตระยะยาว

    สำหรับคนที่ใช้ชีวิตลำพัง สุขภาพคือเรื่องสำคัญอันดับต้น ๆ การป้องกันจึงสำคัญกว่าการรักษา ตลาดจึงเห็นการเติบโตของฟิตเนสส่วนตัว โค้ชสุขภาพ ประกันเฉพาะบุคคล บริการดูแลสัตว์เลี้ยง เพราะสัตว์เลี้ยงกลายเป็น “เพื่อนร่วมชีวิต” ที่คนโสดจำนวนมากพร้อมทุ่มเททุกอย่างให้ ไปจนถึงสินค้า Self-care อย่างสกินแคร์ เทียนหอม และสปา ที่ตอบโจทย์การดูแลทั้งกายและใจ

    Solo Wedding  เมื่อความรักเริ่มต้นจากตัวเอง

    อีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่สะท้อนกระแสรักตัวเองอย่างชัดเจนคือ “Solo Wedding” แต่งงานกับตัวเอง เทรนด์จากต่างประเทศที่ไม่ได้เป็นเพียงสีสันของคนโสด แต่คือการประกาศคุณค่าของการอยู่กับตัวเองอย่างภาคภูมิ ว่าความสุขไม่จำเป็นต้องมีคู่เป็นเงื่อนไขเสมอไป

    ญี่ปุ่นถือเป็นหนึ่งในประเทศที่พัฒนาแนวคิดนี้อย่างจริงจัง ธุรกิจท่องเที่ยวและสตูดิโอถ่ายภาพได้ออกแบบแพ็กเกจ Solo Wedding แบบครบประสบการณ์ 

    ตัวอย่างเช่นบริการที่รวมการเลือกชุดเจ้าสาว ช่อดอกไม้ และการจัดแต่งทรงผมเฉพาะบุคคล พร้อมกิจกรรมเสริมอย่างการนั่งรถลีมูซีน เข้าพักโรงแรม และถ่ายภาพเป็นอัลบั้มที่ระลึก บางแพ็กเกจยังผสานการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เช่น การเยี่ยมชมแหล่งมรดกโลก เพื่อยกระดับประสบการณ์ให้กลายเป็นช่วงเวลาพิเศษของชีวิต

    แก่นของแนวคิดนี้คือการเฉลิมฉลองความสำเร็จและการให้คุณค่ากับตัวเอง เป็นการยืนยันว่า “เราสามารถมีความสุขได้ด้วยตัวเอง” โดยไม่ต้องยึดติดกับรูปแบบความสัมพันธ์แบบเดิม

    คนโสด คือทิศทางใหม่ของตลาด

    Solo Economy สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของสังคมที่ลึกกว่าพฤติกรรมการใช้จ่าย มันคือการยอมรับว่าความสุขสามารถเริ่มต้นจากตัวเอง และสำหรับธุรกิจ นี่ไม่ใช่แค่โอกาสในการขาย แต่คือการออกแบบประสบการณ์ที่เข้าใจชีวิตแบบ “อยู่คนเดียว” อย่างแท้จริง คำถามจึงไม่ใช่ว่า คนโสดต้องการอะไร แต่คือ ธุรกิจจะสร้างอะไรเพื่อให้ผู้คนรักตัวเองได้ดีขึ้น

    Source : Bangkokbanksme , กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ , https://www.ndtv.com/feature/japan-solo-wedding-trend-a-wedding-without-the-bridegroom-6061009

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/737706&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29pZD-sQi3Ejq36O8cgyjn

  • ไม่ยอมแพ้แม้ถูกตราหน้าผีบ้า ‘เสงี่ยม แสวงลาภ’ หญิงแกร่ง..แห่งบ้านนาต้นจั่น | เดลินิวส์

    ไม่ยอมแพ้แม้ถูกตราหน้าผีบ้า ‘เสงี่ยม แสวงลาภ’ หญิงแกร่ง..แห่งบ้านนาต้นจั่น | เดลินิวส์

    ทั้งนี้ คำบอกเล่าข้างต้นบอกเล่าถึงแรงบันดาลใจที่ลุกขึ้นมาฟื้นชีวิตให้ชุมชนที่เงียบเหงา ให้กลับมามีเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม จนทำให้หมู่บ้านธรรมดา ๆ กลายเป็นชุมชนท่องเที่ยวที่มีรางวัลอินเตอร์การันตี ซึ่งเส้นทางนี้ก็ไม่ใช่ง่าย ๆ โดย “ทีมวิถีชีวิต” จะชวนทำความรู้จักทั้งชุมชนและชีวิตหญิงแกร่งคนนี้…

    เรื่องราวของ ชุมชนบ้านนาต้นจั่น ต.บ้านตึก อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย แห่งนี้ ทาง แม่เสงี่ยม ประธาน ชุมชนโฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น ที่เป็นผู้บุกเบิกโฮมสเตย์ของชุมชนนี้เป็นคนแรก เล่าว่า จุดเริ่มต้นของชุมชนโฮมสเตย์นั้นย้อนกลับไปปี 2534 โดยตอนนั้นเธอมีบทบาทเป็นผู้นำกลุ่มสตรีของหมู่บ้าน ซึ่งกลุ่มนี้ก่อตั้งขึ้นเพื่อจะช่วยกันทำอาชีพเสริมเพื่อหารายได้ โดยชวนกันมาทำอาหารขาย หรือบางครั้งก็ช่วยกันปลูกกล้วยและข้าวโพดขาย ตลอดจนออกไปรับจ้างทำการเกษตร เพื่อให้มีรายได้เข้ามา หลังจากนั้นผ่านไป 7 ปี หรือราวปี 2541 พอกลุ่มมีเงินทุนก้อนหนึ่งก็เลยตัดสินใจตั้งเป็นกลุ่มทอผ้าขึ้น เนื่องจากผู้หญิงในหมู่บ้านส่วนใหญ่จะทอผ้ากันอยู่แล้ว เพียงแต่ในอดีตไม่มีการจัดการที่เป็นระบบ ทำให้ต่างคนก็จึงต่างทอต่างขายกันเอง ซึ่งหลังตั้งกลุ่มทอผ้าขึ้นก็มีหน่วยงานภาครัฐเข้ามาสนับสนุน ทำให้กลุ่มเริ่มขยายตัว จากเดิมที่มีสมาชิกยุคเริ่มต้น 21 คน ก็เพิ่มเป็น 56 คน โดยหลังจากจำนวนสมาชิกเยอะขึ้นก็เลยนำรูปแบบสหกรณ์มาใช้

    เครือข่ายโฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น

    แม่เสงี่ยม เล่าต่อไปว่า ต่อมาราวปี 2542 ทางกระทรวงอุตสาหกรรมได้มีการจัดทำ โครงการหมู่บ้านอุตสาหกรรมชนบทเพื่อการท่องเที่ยว ขึ้น ซึ่ง “บ้านนาต้นจั่น” ก็ได้รับการเสนอชื่อเพื่อเป็น ชุมชนตัวแทนของ จ.สุโขทัย เพื่อแข่งขันระดับประเทศ จนมาถึงปี 2547 เธอและสมาชิกบางส่วนของชุมชนได้มีโอกาสไปศึกษาดูงานที่ญี่ปุ่น เพื่อศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการต่าง ๆ ของ โอทอป ซึ่งญี่ปุ่นเป็นต้นแบบในด้านนี้ รวมถึงได้มีโอกาสศึกษาดูงานเกี่ยวกับกิจการ โฮมสเตย์ ของญี่ปุ่น จึงทำให้ได้รู้ว่า โฮมสเตย์ไม่ได้เป็นแค่ที่พักนักท่องเที่ยว แต่ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ด้วย ทำให้เกิดแรงบันดาลใจจากตรงนั้น จึงตั้งใจจะนำความรู้ที่ได้ไปดูงานกลับมาพัฒนาชุมชนบ้านนาต้นจั่น

    หลังกลับมา ก็ตัดสินใจจะทำเรื่องของการท่องเที่ยวชุมชน แต่ปรากฏไปชวนใครก็ไม่มีใครเอาด้วย เพราะชาวบ้านมองว่าใครจะมาเที่ยวที่นี่ ไกลก็ไกล ลึกก็ลึก ไม่มีอะไรเป็นจุดขาย แต่เราก็ไม่ยอมแพ้ โดยพยายามชี้ให้ชาวบ้านเห็นว่าทำไมบ้านเราจะไม่มีของดี ก็อย่างวิถีชีวิต อย่างภูมิปัญญาท้องถิ่นนั่นไงที่ขายได้ แต่สุดท้ายก็ยังไม่มีใครยอมร่วมหัวจมท้ายกับเราด้วย ก็เลยตัดสินใจว่า ถ้าคนเขายังไม่เชื่อ เราก็ต้องโชว์ให้เขาดู ก็เลยใช้บ้านของตัวเองนี่แหละทำเป็นโฮมสเตย์หลังแรก และหลังเดียวในตอนนั้น” ทาง แม่เสงี่ยม เล่าย้อน

    “ทัวร์รถอีแต๊ก” พาชมหมู่บ้าน

    พร้อมเล่าอีกว่า หลังเปิดโฮมสเตย์ ปรากฏเงียบกริบ จน 8 เดือนแล้วก็ยังไม่มีนักท่องเที่ยวมาเลย ทำให้ตอนนั้นเริ่มถอดใจแล้ว แต่ที่สุด “ลูกค้ากลุ่มแรก” ก็เข้ามาใช้บริการ เป็น คณะอาจารย์วิทยาลัยพิษณุโลก ติดต่อมาว่าจะพานักศึกษามาเข้าค่าย 43 คน เป็นเวลา 1 เดือน ทำให้ดีใจมากว่าโฮมสเตย์จะมีลูกค้ากรุ๊ปแรกแล้ว โดยตอนนั้นคิดแค่หัวละ 40 บาทต่อคนต่อวัน เพราะไม่ได้คิดจะเอากำไรอะไรมาก แค่คนมาเที่ยวบ้านก็ดีใจแล้ว ซึ่งปรากฏว่าหลังเด็ก ๆ นักศึกษากลับไป ก็เอาหมู่บ้านไปช่วยโฆษณาให้คนอื่น ๆ รู้จัก จนคนเริ่มรู้จักมากขึ้น และเริ่มมีนักท่องเที่ยวติดต่อเข้ามาว่าอยากจะมาพัก

    มีนักท่องเที่ยวจากสงขลาติดต่อมาบอกว่าอยากจะมาพัก แต่เขาก็ถามว่าเขาจะมากันเยอะมาก ที่พักเราพอไหม ก็บอกไปว่าพอ มาได้เลย ทั้งที่ตอนนั้นมีแค่บ้านเราอยู่หลังเดียว พอตกปากรับคำไปแล้ว ก็กลับมานั่งคิดว่าจะทำยังไงต่อดี ที่สุดจึงเดินไปเคาะประตูบ้านเพื่อนบ้านที่เรามองว่าน่าจะรองรับได้ แต่สุดท้ายเขาก็ไม่เอาด้วย ก็เลยไปขอร้องญาติ ๆ ว่าช่วยรับแขกหน่อยได้ไหม ก็ได้มา 7 หลัง แต่ก็ถูกญาติ ๆ ต่อว่ากลับมาด้วยว่า ทำไม่ได้จะรับปากทำไม ซึ่งครั้งนั้นแม้จะขลุกขลัก แต่ก็ผ่านไปด้วยดี” ทาง แม่เสงี่ยม เล่าให้ฟัง

    วิถีเกษตรจุดขายท่องเที่ยว

    แล้วก็พูดถึงพัฒนาการของชุมชนท่องเที่ยวแห่งนี้ที่เกิดขึ้นตามมาหลังจากนั้นว่า 5 ปีแรกที่เราเริ่มทำ ตอนนั้นถูกคนตราหน้าเลยว่า เสงี่ยมเป็นผีบ้าไปแล้ว (หัวเราะ) เพราะช่วงนั้นเราทั้งหัวเราะ ทั้งร้องไห้ สลับกันเลย ส่วนเรื่องท้อมีอยู่แล้ว เพราะเราเดินคนเดียว มันก็จะเหงา ๆ หน่อย แต่ด้วยเป้าหมายเราวางไว้ใหญ่ ที่อยากให้ชาวบ้านเขามีอยู่มีกิน และอยากให้ลูกหลานกลับคืนถิ่น เราก็เลยไม่ยอมถอดใจ แต่ฮึดสู้ทำต่อ จนผ่านไปสักราว ๆ ปี 2551 พอเพื่อนบ้านเริ่มเห็นว่าทำแบบนี้มันมีรายได้งอกเงยได้นะ ก็ค่อย ๆ มีคนสนใจขอเข้ามาร่วมเป็นเครือข่าย จนปัจจุบันนี้มีสมาชิกที่เข้าร่วมกับเรา 33 ราย มีบ้านพักเครือข่าย 44 หลัง มีจำนวนห้องพักราว ๆ 127 ห้อง”

    กิจกรรมสร้างความสนุก

    แม่เสงี่ยม ยังเล่าว่า ปัจจุบันถือว่าชุมชนเดินได้ด้วยตัวเองแล้ว เพราะสามารถทำให้เกิดธุรกิจต่าง ๆ ต่อเนื่องจากโฮมสเตย์ขึ้นมามากมาย ทั้งการเป็นแหล่งท่องเที่ยว ทั้งการผลิตและจำหน่ายสินค้าของชุมชน ทำให้ทุกคนในหมู่บ้านมีรายได้ทั่วถึง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มขับรถอีแต๊ก กลุ่มทำกระเป๋าด้นมือ หรือแม้แต่กลุ่มผู้สูงอายุ และเยาวชนในหมู่บ้าน ที่มีรายได้เสริมจากการเป็นมัคคุเทศก์พาเที่ยว ซึ่งที่นี่พยายามสร้างจุดสมดุลให้ชุมชนกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้วยการพยายามลดปัญหาการบุกรุกป่า โดยชี้ให้ชาวบ้านเห็นว่า ที่ชุมชนมีรายได้ ที่ทุกคนมีอาชีพ มีเงิน มีกินทุกวันนี้ เพราะยังมีป่าและธรรมชาติที่สมบูรณ์ จึงทำให้นักท่องเที่ยวคนต่างถิ่นอยากเข้ามาสัมผัส ดังนั้นถ้าอยากมีรายได้ที่ยั่งยืน ก็ต้องรักษาจุดเด่นตรงนี้เอาไว้

    อาหารถูกใจนักท่องเที่ยว

    อย่างไรก็ดี นอกจาก “ชุมชนเข้มแข็ง” จะเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ “บ้านนาต้นจั่นเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวระดับอินเตอร์” แล้ว การได้รับการส่งเสริมจากหน่วยงานต่าง ๆ ก็เป็นอีกคีย์เวิร์ดสำคัญ ทำให้ชุมชนรันต่อไปได้โดย แม่เสงี่ยม บอกว่า หนึ่งในหน่วยงานที่เข้ามาช่วยตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น คือ ... หรือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ที่นอกจากจะสนับสนุนด้านเงินทุนแล้ว ยังให้ความรู้และวิธีคิดต่าง ๆ ในการทำธุรกิจอีกด้วย เช่น การบริหารจัดการเงิน การบริหารคน รวมถึงช่วยผลักดันให้เกิดเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนขึ้น และนอกจาก ธ.ก.ส. แล้ว ก็ยังมีหน่วยงานอื่น ๆ เข้ามาช่วยซัพพอร์ตชุมชน อาทิ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กรมการท่องเที่ยว เป็นต้น ทำให้ในวันนี้ เส้นทางที่เดินที่ทำในตอนนี้ ไม่ว้าเหว่เหมือนกับในช่วงเริ่มต้นอีกแล้ว …ทางประธาน ชุมชนโฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น ระบุไว้

    “สะพานเชื่อมทุ่ง” จุดเช็กอินยอดฮิต

    ทั้งนี้ “ความสำเร็จ” ที่เกิดขึ้น ณ วันนี้ ของ ชุมชนบ้านนาต้นจั่น จ.สุโขทัย นั้น ต้องบอกว่า “ไม่ธรรมดา” เพราะกวาดรางวัลต่าง ๆ มาแล้วมากมาย อาทิ รางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย, รางวัลชนะเลิศระดับประเทศ (กินรีทองคำ) สาขาแหล่งท่องเที่ยวชุมชน 3 ปี (2558 / 2564 / 2566), รางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ประเภทการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำเพื่อความยั่งยืน ประจำปี 2566, รางวัลชุมชนอุดมสุขชนะเลิศระดับประเทศ ปี 2567 ของ ธ.ก.ส. และยังมีรางวัลรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยว ประจำปี 2568 ที่คว้ามาได้อีก 3 รางวัล คือ รางวัลมาตรฐานการท่องเที่ยวโดยชุมชน ระดับอาเซียน, รางวัลมาตรฐานโฮมสเตย์ ระดับอาเซียน, รางวัลมาตรฐานโฮมสเตย์ไทย รวมถึงยังมีอีกรางวัลระดับอินเตอร์ที่เคยได้รับคือ รางวัลพาต้าโกลด์อวอร์ด (PATA Gold Awards) ระดับอาเซียน ปี ค.ศ. 2012ประเภท Heritage and Culture

    รางวัลการันตีบ้านนาต้นจั่น

    ตำนาน “หญิงแกร่งแห่งบ้านนาต้นจั่น” ได้กล่าวกับ “ทีมวิถีชีวิต” ถึงรางวัลที่ได้รับว่า ถามว่าดีใจไหม ก็ต้องดีใจ เพราะการันตีถึงมาตรฐานและการยอมรับที่ผู้คนมีต่อชุมชนท่องเที่ยวแห่งนี้ อย่างไรก็ตาม “แม่เสงี่ยม” บอกว่า ถึงแม้การท่องเที่ยวของหมู่บ้านจะเติบโตขึ้น แต่ก็มีสิ่งที่ต้องบาลานซ์ไว้ให้ได้คือ… “การพัฒนาก็ว่าไป แต่อัตลักษณ์ชุมชนก็ต้องรักษาไว้ ดังนั้นบ้านนาต้นจั่นคงจะไม่ก้าวตามการพัฒนามากไปจนกระทบวิถี เพราะนอกจากเป้าหมายอย่างการช่วยให้ชาวบ้านทุกคนมีอยู่มีกิน มีศักดิ์ศรีแล้ว ก็ยังไม่ลืมหัวใจสำคัญที่ลุกขึ้นมาทำเรื่องนี้ นั่นคือการ…พาลูกหลานเรากลับบ้าน”.

    ธารา ศรีหะมาศ ผู้ช่วยผู้จัดการ ธ.ก.ส.

    จิ๊กซอว์สำคัญ’ ชุมชน ‘อุดมสุข’

    นอกจากความเข้มแข็งของชุมชน “บ้านนาต้นจั่น” เองแล้ว ทาง “เสงี่ยม แสวงลาภ” หรือ “แม่เสงี่ยม” ประธานชุมชนโฮมสเตย์ ยังย้ำว่า ความช่วยเหลือจากหน่วยงานต่าง ๆ ถือเป็น “พลังสำคัญ” ที่ทำให้ชุมชนกล้าเดินหน้าไปต่อ และไม่ล้มลงกลางทาง ยกตัวอย่างเช่น ... ที่แม่เสงี่ยมระบุว่า ก็เป็นหน่วยงานหลักที่ช่วยทำให้คนทั้งประเทศได้รู้จักบ้านนาต้นจั่นในฐานะเป็นหมู่บ้านด้านการท่องเที่ยว รวมถึงยังพาไปออกงาน จนทำให้หมู่บ้านได้รางวัลกลับมามากมาย

    ขณะที่ ธารา ศรีหะมาศ ผู้ช่วยผู้จัดการ ธ.ก.ส. บอกกับ “ทีมวิถีชีวิต” ว่า หลังจาก ธ.ก.ส. ได้มาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ก็ได้มีการให้คำแนะนำต่าง ๆ เพื่อช่วยเสริมในด้านความรู้ทางธุรกิจให้กับชุมชนบ้านนาต้นจั่น เพื่อหวังจะช่วยยกระดับสู่การเป็นชุมชนท่องเที่ยวมาตรฐานระดับสากล และหวังให้บ้านนาต้นจั่นเป็นอีกศูนย์กลางการพัฒนาด้านนี้ทุกมิติ โดย บ้านนาต้นจั่นเป็นหนึ่งใน “ต้นแบบชุมชนอุดมสุข” ที่ยั่งยืนยอดเยี่ยมระดับประเทศ ที่ดำเนินงานด้านการ “ท่องเที่ยววิถีชุมชน” มากว่า 20 ปี โดยโดดเด่นทั้งด้านโฮมสเตย์ระดับมาตรฐาน และสภาพแวดล้อม อีกทั้งมีการบริหารจัดการแบบมืออาชีพด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย… “นักท่องเที่ยวที่ได้มาเยือน ต่างก็กลับไปพร้อมกับความประทับใจ”.

    บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ : รายงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5574119/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3s78o1ldk2pSb8DUN8Obxs

  • “ไทยพร้อมไหม? คนเกิดน้อย-ครัวเรือนหด วิกฤตสะเทือนโครงสร้าง“เศรษฐกิจสังคม” | เดลินิวส์

    “ไทยพร้อมไหม? คนเกิดน้อย-ครัวเรือนหด วิกฤตสะเทือนโครงสร้าง“เศรษฐกิจสังคม” | เดลินิวส์

    ถือเป็นเวลากว่า 15 ปี ที่การทำโครงการสำมะโนประชากรและเคหะ ทั่วประเทศของไทยกลับมาทำการสำรวจอีกครั้ง โดยครั้งล่าสุด เมื่อ ปี 53 แต่พอมาถึงปี 63 ไม่ได้มีการสำรวจเนื่องจากติดสถานการณ์โควิด-19 ระบาด จึงเลื่อนมาเป็นปี 68

    และล่าสุด ทาง สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้เปิดเผยสำรวจ สำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2568 ครั้งที่ 12 และสำมะโนเคหะ ครั้งที่ 6 เบื้องต้นแล้ว ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อนำข้อมูลจากการสำรวจให้หน่วยงานรัฐนำไปใช้จัดทำนโยบายและวางแผนพัฒนาในทุกด้าน เพื่อพัฒนาประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    โดยล่าสุดได้เผยผลสำรวจเบื้องต้นมีข้อมูลโครงสร้างประชากรของไทย ที่เปลี่ยนไปในรอบ 15 ปี ที่น่าสนใจ ซึ่งอาจส่งผลต่อเกี่ยวเนื่องต่อเรื่องต่างๆ ทั้งเศรษฐกิจและสังคม ที่ต้องเตรียมพร้อมในการรับมือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

    “เอกพงษ์ หริ่มเจริญ”  ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) บอกว่า การสำรวจในปี 68 ที่ผ่านมา ดำเนินการแบบเจ้าหน้าที่ลงเคาะประตูบ้าน และประชาชนให้ข้อมูลผ่าน เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน ซึ่งเมื่อนำผลสำรวจมาประมวลตามหลักวิชาการแล้ว เบื้อนต้น พบว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรครั้งสำคัญ โดยมีประชากรที่อาศัยอยู่ในประเทศ 70.3 ล้านคน และมีจำนวนครัวเรือน 26.30 ล้านครัวเรือน ขณะที่อัตราเพิ่มของประชากรลดลงเหลือเพียง ร้อยละ 0.42 ซึ่งต่ำที่สุดนับตั้งแต่มีการจัดทำสำมะโนประชากร

    “ปัจจุบันประเทศไทยมีอัตราการเพิ่มของประชากรที่ลดลง ในแต่ละปีมีคนเกิดใหม่น้อยลงกว่าคนตาย อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ หรือ Complete-aged Society ในขณะที่จำนวนเด็กและวัยแรงงานมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นความท้าทายใหม่ของประเทศในการออกแบบระบบแรงงาน ระบบสวัสดิการ และระบบบริการสุขภาพให้สอดรับกับสังคมอายุยืน”

    นอกจากนี้ข้อมูลสำมะโนประชากรและเคหะยังสะท้อนให้เห็นว่า โครงสร้างครัวเรือนไทยเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ขนาดครัวเรือนเฉลี่ยลดลงเหลือเพียง 2.5 คนต่อครัวเรือน จากประมาณ 6 คนต่อครัวเรือนในช่วงเวลา 45 ปีที่ผ่านมา  ส่งผลให้ครัวเรือนเดี่ยวและการอยู่อาศัยในอาคารชุดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความจำเป็นในการวางผังเมืองและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ตอบโจทย์ประชากรจริง โดยเฉพาะแนวคิด Universal Design เพื่อรองรับผู้สูงอายุและทุกช่วงวัย

    “ข้อมูลเชิงสถิติ ในการสำรวจครั้งนี้ มีความสำคัญ ทั้งด้านเศรษฐกิจ แรงงาน การพัฒนาเมือง ที่อยู่อาศัย และระบบสุขภาพ โดยเฉพาะประเด็นเร่งด่วน เช่น การส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพแข็งแรงและสามารถทำงานได้ยาวนานขึ้น การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานและที่อยู่อาศัยรองรับสังคมสูงวัย การเตรียมความพร้อมด้านกำลังแรงงานและความมั่นคงทางประชากรในระยะยาว ฯลฯ” ผู้อำนวยการ สสช. กล่าว

    จากข้อมูสำรวจดังกล่าวที่จำนวนเด็กเกิดใหม่และวัยแรงงานมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง แน่นอนว่าย่อมส่งผลต่อตลาดแรงงาน  เศรษฐกิจ และอุสาหกรรม อน่างแน่นอน ซึ่งในเรื่องนี้ ทาง “เกรียงไกร เธียรนุกุล” ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) บอกว่า การที่โครงสร้างประชากรเปลี่ยนไป โดยประเทศไทยมีคนเกิดน้อยกว่าคนตายปีละประมาณ 1 แสนคน ทำให้คาดการณ์ว่าเมื่อถึงปี 2050 หรือ พ.ศ. 2593 ไทยอาจมีประชากรทั้งประเทศเหลือเพียง 66 ล้านคน และคาดว่าปี 2031 หรือ พ.ศ. 2574 ไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด ส่งผลถึงจำนวนแรงงานขาดแคลน ต้องนำเข้าแรงงานเข้ามา

     “ การนำเข้าแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน ก็เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาว่าคุ้มหรือไม่ เมื่อมองกรณี เหตุการณ์ ปะทะชายแดนกัมพูชา ส่งผลให้แรงงานกัมพูชากลับประเทศหมด ทำให้ธุรกิจประสบปัญหาเรื่องแรงงานทันที สิ่งที่ต้องเร่งร่วมมือทำ ก็คือ การยกระดับอุตสาหกรรม สู่ Next Gen Industries หรือ อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ที่เน้นการใช้เทคโนโลยี ดิจิทัล นวัตกรรม เช่น เอไอ เข้ามาช่วยยกระดับ หรือ ช่วยให้ทำน้อย แต่ได้มาก ลดการพึ่งพาแรงงานคน และสิ่งสำคัญต้องปรับเปลี่ยน โครงสร้างทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมให้สอดคล้องกับโครงสร้างประชากรใหม่ พัฒนาสินค้าเน้นสู่ตลาดโลก

    เมื่อโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไปในเรื่องที่พักอาศัย ก็ต้องเป็นสิ่งที่ต้องเตรียมรับมือ โดยทาง “ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต” นายกสมาคมอาคารชุดไทย ให้มุมมองว่า ในอนาคตคนในระดับล่างและกลาง จะเป็นเจ้าของบ้านได้ยากขึ้น เพราะเงินเฟ้อ ทำให้ราคาบ้านสูงขึ้นมากกว่ากำลังซื้อของผู้บริโภค ตลาดกลุ่มกลาง-ล่าง รายได้ไม่ได้มีการปรับตัวมาตั้งหลายปีแล้วตั้งแต่หลังโควิด ขณะที่เงินออม ก็ชักหน้าไม่ถึงหลัง แต่ราคาอสังหาริมทรัพย์ กระโดดสูงขึ้นมา ทำให้ไม่มีจุดตัด ส่งผลให้การซื้อบ้านทำได้แค่ประมาณ 1 ใน 3 ของปริมาณเดิมเท่านั้นเอง ขณะเดียวกัน ธนาคาร สถาบันการเงิน ก็ เข้มงวด และปฏิเสธสินเชื่อ คนเข้าถึงสินเชื่อได้ยากขึ้น ทำให้คนไทยไม่สามารถมีบ้านเป็นของตัวเองได้ ต้องเช่าอยู่

    ภาพ pixabay.com

    ปัจจัยต่างๆ ทำให้ภาคอสังหาต้องปรับตัว ไปทำตลาด Ultra Luxury หรือตลาดหรูมากๆ ของใช้แพงขึ้น นำเข้าวัสดุอุปกรณ์เป็นส่วนใหญ่ ทำให้พลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจก็น้อยลง เพราะ ถ้าเป็นกลุ่มอสังหาฯ กลุ่มตลาดกลาง-ล่าง จะเป็นการใช้วัสดุในประเทศ เป็นส่วนใหญ่ ทั้ง เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือกระเบื้อง ล้วนผลิตในประเทศทั้งหมด แต่ ตลาดบ้านหรูจะเน้นการนำเข้า การขับเคลื่อนระบบ Supply Chain ข้างหลังบ้านของอสังหาริมทรัพย์ก็น้อยลง

    ขณะที่  “ธนวรรธน์ พลวิชัย” อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ บอกว่า ในช่วง 5-10 ปี จากนี้ เรื่องแรงงานยังไม่น่ากังวล ไทยยังมีจำนวนประชากรในกลุ่ม เจน ซี และ เจน วาย รองรับ แต่ปัญหาสังคมสูงวัยจะมีมากขึ้น ไทยจะแข่งขันได้อย่างไร  แต่มองว่าในวิกฤติก็ยังมีโอกาส ไทยควรจะเน้นการพัฒนาเป็นฮับของคนสูงวัย และฮับสุขภาพ เช่น การสร้างบ้านสำหรับผู้สูงอายุ พัฒนาคนเพิ่มอาชีพการดูแลผู้สูงอายุ จัดอบรมตามจังหวัดต่างๆ ไม่ต้องเกิดการเคลื่อนย้ายแรงงาน ช่วยสร้างงานท้องถิ่น และให้วีซ่าดึงคนต่างชาติ คนวัยเกษียณที่มีคุณภาพ เข้ามาพักอาศัย ระยะยาว เพราะต่างชาติ มองประเทศไทยดีมากๆ ทั้ง อาหาร ค่าครองชีพ ธรรมชาติ สถานที่สวยงาม ซึ่งคนกลุ่มนี้ เข้ามาอยู่ 1 ปี ต้องใช้เงินมากกว่า 1 ล้านบาทต่อคนต่อปี หากทำได้ไทยก็จะสามารถดึงเม็ดเงินจากต่างประเทศเข้ามาได้อีกมาก

    อย่างไรก็ตามเมื่อไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย เรื่องการดูแลสุขภาพ รักษาพยาบาล ก็เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญเช่นกัน โดยทาง  “นพ.เก่งพงศ์ ตั้งอรุณสันติ” นายกสมาคมการบริการสุขภาพผู้สูงอายุไทย  บอกว่า การดูแลสังคมสูงวัย แนวคิดของทั่วโลกถ้าใช้รูปแบบเดิมจะทำให้ ล่มสลายทางเศรษฐกิจแน่นอน เพราะว่าเรามีการจ่ายทั้งการรักษาพยาบาล การฟื้นฟูจำนวนมากแนวคิดใหม่ คือ “ติดสังคมให้นาน นาน ป่วยให้สั้น ตายให้ไวอย่างมีศักดิ์ศรี”

    ภาพ pixabay.com

    “การได้ข้อมูลประชากรต่างๆ มา จะช่วยให้รัฐออกแบบระบบสุขภาพ ว่าจะเน้นตรงการส่งเสริมป้องกันสุขภาพอย่างไร ขณะเดียวกันต้องให้ความรู้กับประชาชน การรักษาเอาเท่าที่จำเป็น ให้ความรู้เพื่อให้คนจากกันได้ โดยไม่ได้ยื้อกันมากจนเกินไป  เรื่องอาหารการคุมแคลอรี่ การออกกำลังกาย และต้องเสริมเรื่องประกันสุขภาพ   โดยส่วนตัวมองว่าคนที่ดูแลสุขภาพ มีการเก็บข้อมูลทางด้าน Health Data ด้านออกกำลังกาย ควรได้ซื้อเบี้ยประกันราคาที่ลดลง  เพื่อส่งเสริมให้คนดูแลสุขภาพ เพื่อให้ต้นทุนในการดูแลรักษาสุขภาพลดลง ท้ายสุดรัฐบาลก็จะจ่ายน้อยลง”

    แม้ปัญหาสังคมสูงวัยจะส่งสัญญาณมานาน แต่สิ่งที่ต้องมอง ณ ปัจจุบัน คือ  ไทยพร้อมรับมือกับผลกระทบจากโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไปแล้วหรือยัง?

    จิราวัฒน์ จารุพันธ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5579493/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3QxkV65XmanWh1GxuCRF9Y

  • พาณิชย์ ปลดล็อกความรู้ “กม.หลักประกันทางธุรกิจ” เพิ่มโอกาส SMEs เข้าถึงแหล่งเงินทุน : อินโฟเควสท์

    พาณิชย์ ปลดล็อกความรู้ “กม.หลักประกันทางธุรกิจ” เพิ่มโอกาส SMEs เข้าถึงแหล่งเงินทุน : อินโฟเควสท์

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เตรียมจัดกิจกรรม “เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในกฎหมายว่าด้วยหลักประกันทางธุรกิจ” ภายใต้แนวคิด “Unlocking The New Route” ปลดล็อกความรู้กฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ

    ทั้งนี้ ภายในงานจะได้พบกับความรู้กฎหมายด้านต่าง ๆ ทั้งกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบังคับคดี ตลอดจนบริบททางสังคม การเงิน เศรษฐกิจ และสถาบันการเงิน เช่น นิทรรศการให้ความรู้กฎหมายหลักประกันทางธุรกิจแบบครบวงจร การสัมมนาวิชาการโดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้อง และผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินที่จะมาร่วมปลดล็อกพันธนาการด้านหลักทรัพย์ค้ำประกัน ที่ไม่ได้มีแต่บ้านและที่ดินเท่านั้นถึงจะสามารถกู้เงินกับสถาบันการเงินได้

    พร้อมไขข้อข้องใจ/เผยเคล็ดลับการขอสินเชื่อกับสถาบันการเงินให้ผ่านฉลุย โดยกูรูที่จะมาถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงลึก พร้อมตอบข้อซักถามจากประสบการณ์จริง ซึ่งช่วยลดความคลาดเคลื่อนในการตีความ และการบังคับใช้กฎหมายด้านต่างๆ อย่างละเอียด

    “ไฮไลท์ของงานฯ คือ การเข้าศึกษาดูงาน ณ กรมบังคับคดี หน่วยงานที่มีภารกิจด้านการบังคับหลักประกัน ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เห็นกระบวนการทำงานจริง และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยงานจะจัดขึ้นในวันที่ 16 มี.ค.69 ณ โรงแรมกราฟ กรุงเทพฯ” อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าว

    พร้อมระบุว่า สำหรับในส่วนภูมิภาค กรมฯ เตรียมสัญจรไปให้ความรู้ โดยมีรูปแบบงานเช่นเดียวกับที่กรุงเทพฯ ณ จังหวัดเชียงใหม่ ขอนแก่น และสงขลา โดยจะจัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อเผยแพร่ความรู้ดังกล่าวแก่ SMEs และผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะพื้นที่ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่มีการจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจจำนวนมาก ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนของแต่ละภูมิภาค

    นายพูนพงษ์ กล่าวว่า การบังคับใช้กฎหมายให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด จำเป็นต้องสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องของทุกภาคส่วน ทั้งผู้ให้หลักประกัน (SMEs) ผู้รับหลักประกัน (สถาบันการเงิน) รวมถึงหน่วยงานในกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญตั้งแต่ขั้นตอนการจัดทำสัญญาไปจนถึงการบังคับหลักประกันในทางปฏิบัติ

    “กฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ” จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วย ‘ปลดล็อก’ โอกาสทางการเงิน และการใกล้ชิดแหล่งเงินทุนให้กับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่สามารถนำทรัพย์สินซึ่งเป็นทุนที่มีอยู่แล้ว มาใช้เป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อได้หลากหลายรูปแบบ อาทิ สิทธิเรียกร้อง สินค้าคงคลัง เครื่องจักร กิจการ หรือแม้แต่ “ไม้ยืนต้น” ที่ปลูกบนที่ดินของตนเอง ช่วยเพิ่มทางเลือกและโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน สอดคล้องกับสภาพการดำเนินธุรกิจและเศรษฐกิจในปัจจุบัน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขยายกิจการ สร้างการจ้างงาน และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ

    โดยผู้สนใจสมัครเข้าร่วมกิจกรรม “เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในกฎหมายว่าด้วยหลักประกันทางธุรกิจ” ภายใต้แนวคิด ‘Unlocking The New Route ปลดล็อกความรู้กฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ’ สามารถเข้าไปลงทะเบียนจองที่นั่งได้ ทางเว็บไซต์ www.dbd.go.th ตั้งแต่วันที่ 9 ก.พ.69 เป็นต้นไปจนกว่าที่นั่งจะเต็ม งานนี้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด

    ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ม.ค.69) มีการจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจ รวมทั้งสิ้น 907,684 คำขอ คิดเป็นมูลค่าหลักประกันรวม 22,202,565 ล้านบาท โดยสิทธิเรียกร้อง (บัญชีเงินฝาก) เป็นทรัพย์สินที่ใช้เป็นหลักประกันมากที่สุด 17,930,069 ล้านบาท (80.76%) รองลงมา สังหาริมทรัพย์ที่ใช้ในการประกอบธุรกิจ ได้แก่ สินค้าคงคลัง วัตถุดิบ เครื่องจักร รถยนต์ เรือ เครื่องบิน สัตว์พาหนะ 4,090,645 ล้านบาท (18.42%) ทรัพย์สินทางปัญญา 14,497 ล้านบาท (0.07%) กิจการ 1,742 ล้านบาท (0.01%) อสังหาริมทรัพย์ที่ใช้ในการประกอบธุรกิจ 398 ล้านบาท (0.002%) ไม้ยืนต้น 192 ล้านบาท (0.001%) โดยมีผู้รับหลักประกันทางธุรกิจที่จดทะเบียนในระบบ 444 ราย แบ่งเป็น สถาบันการเงิน 45 ราย ผู้รับหลักประกันอื่น 399 ราย และมีผู้บังคับหลักประกัน 198 ราย

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (08 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/567369&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rDc-ENISzx9AqRkJOvSq9

  • เลือกตั้ง “จตุจักร” คึกคัก ประชาชนแห่ใช้สิทธิ์ หวังได้นายกฯในอุดมคติ ชี้เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ-ปากท้องจริงจัง | TOPNEWS

    เลือกตั้ง “จตุจักร” คึกคัก ประชาชนแห่ใช้สิทธิ์ หวังได้นายกฯในอุดมคติ ชี้เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ-ปากท้องจริงจัง | TOPNEWS

    เลือกตั้ง “จตุจักร” คึกคัก ประชาชนแห่ใช้สิทธิ์ หวังได้นายกฯในอุดมคติ ชี้เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ-ปากท้องจริงจัง

    • เผยแพร่ : 08/02/2026 09:19

    เลือกตั้งเขตจตุจักรคึกคัก ประชาชนทยอยออกมาใช้สิทธิ์ สองผู้สูงวัย จูงมือเข้าคูหาเลือกตั้ง หวังได้นายกในอุดมคติที่ทำงานจริงจัง มีความซื่อสัตย์ ชี้ควรเดินหน้า แก้ปัญหาเศรษฐกิจ และปากท้องประชาชน เป็นอันดับแรก

    เลือกตั้ง “จตุจักร” คึกคัก ประชาชนแห่ใช้สิทธิ์ หวังได้นายกฯในอุดมคติ ชี้เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ-ปากท้องจริงจัง  – Top News รายงาน

    จตุจักร

    บรรยากาศการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ หน่วยเลือกตั้งที่ 33 แขวงจอมพล เขตจตุจักร กทม. ซึ่งเป็นเขตเลือกตั้งที่ 8 ของ กทม. มีประชาชนได้ออกมาต่อแถวเพื่อรอใช้สิทธิ์กันตั้งแต่ช่วงเช้า โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตจตุจักรคอยจัดระเบียบ รวมไปถึงการแสดงความโปร่งใส โชว์อุปกรณ์ในการเลือกตั้ง โดยเฉพาะหีบลงคะแนนเสียงทั้งแบบส.ส.แบ่งเขต บัญชีรายชื่อ และหีบบัตรออกเสียงในการลงประชามติเห็นชอบในการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่

    โดย นางสุรีย์ และ นายมาโนช โพธิ์กลิ่น ผู้ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งคู่แรก จะให้สัมภาษณ์กับทีมข่าวว่า รู้สึกดีใจที่เช้าวันนี้ได้ออกมาใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้งเลือกนายกที่ตัวเองชื่นชอบ โดยนายกในอุดมคติอยากให้เป็นคนที่ซื่อสัตย์สุจริต และเร่งแก้ไขปัญหาของประชาชน โดยเฉพาะปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้องของประชาชน ที่อยากให้เร่งแก้ไข

    7

    5

    ผู้สูงอายุ–ผู้ป่วยเมืองคอน ไม่ทิ้งสิทธิ์ เดินทางมาใช้เสียงเลือกตั้ง

    “พงศ์พรหม” เดือด ลั่นสุดทนพวกบ้าคลั่ง แตกแยกสุดโต่ง “นายกฯ” เข้าเฝ้าฯ ตามปกติ โดนจับแขวนด่าหยาบ โยงคุกคามสถาบันฯ

    ผู้ว่าฯ ภูเก็ต ใช้สิทธิ์ประชามตินอกเขต ประชาชนตื่นตัวแน่นหน่วยตั้งแต่เช้า

    “สันติสุข” ชี้เงินแผ่นดิน 6,000 ล้าน ถ้าไม่ต้องไปทำอย่างอื่น สร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา ได้ยาวถึง 697 กม.

    เลือกตั้ง “จตุจักร” คึกคัก ประชาชนแห่ใช้สิทธิ์ หวังได้นายกฯในอุดมคติ ชี้เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ-ปากท้องจริงจัง

    เลือกตั้ง 69 อย่าลืมพกร่ม! “กรมอุตุฯ” เผย ไทยมวลอากาศเย็น เตือน 16 จังหวัด เจอฝนฟ้าคะนองหลายพื้นที่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1481036&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rlQoWIv7jsLcNlVjf2jHy

  • ศาลฎีกาฯ สั่งถอนชื่อผู้สมัคร สส. 28 คนจาก 18 พรรคการเมือง

    ศาลฎีกาฯ สั่งถอนชื่อผู้สมัคร สส. 28 คนจาก 18 พรรคการเมือง

    7 กุมภาพันธ์ 2569 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง ได้เผยแพร่คำสั่งให้ถอนชื่อผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ
    จำนวน 27 คน จาก 17 พรรคการเมือง ออกจากประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากเป็นผู้ขาดคุณสมบัติ เพราะไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ตามคำร้องที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ยื่นต่อศาล

    รายชื่อผู้สมัครที่ถูกศาลฎีกาสั่งถอนชื่อเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2569 มีดังต่อไปนี้

    1. นายวุฒิไกร ศรีจันไชย ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ ลำดับที่ 49
    2. นางสาววาเลน ชื่นโชคสันต์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ลำดับที่ 64
    3. นาวาอากาศเอกปริญ ไชยเสวกวิ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ ลำดับที่ 53
    4. นายเปี่ยมศักดิ์ คุณากรประทีป ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยก้าวใหม่ ลำดับที่ 40
    5. นายวิชัย แซ่เตีย ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยพร้อม ลำดับที่ 4
    6. นายกัมชัย อภิโชครตนกุล ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยธรรม ลำดับที่ 7
    7. นางสาวพนัชกร ตุลานนท์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ลำดับที่ 38
    8. นายปรัชวินทร์ ภาสย์วชิรานนท์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยพร้อม ลำดับที่ 7
    9. ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม ลำดับที่ 31
    10. นางสาวชัญญพัชร์ โมอินทร์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมพลังประชาชน ลำดับที่ 3
    11. นางสาววริสรา พังงา ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรครักชาติ ลำดับที่ 18
    12. นายเทวภัทร พรมเอี่ยม ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรครักชาติ ลำดับที่ 21
    13. นายพร้อมพณ ทินวงศ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคปวงชนไทย ลำดับที่ 26
    14. นายเศรษฐศิษฏ์ ณุวงค์ศรี ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคครูไทยเพื่อประชาชน ลำดับที่ 3
    15. นายธนวิชญ์ พานแก้ว ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคปวงชนไทย ลำดับที่ 23
    16. สิบตรีสมยศ นุริตานนท์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคครูไทยเพื่อประชาชน ลำดับที่ 17
    17. นายวชิรชัย คงชัย ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคปวงชนไทย ลำดับที่ 22
    18. นายเลิศบุตร บูรณะคุณาภรณ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม ลำดับที่ 98
    19. นายพุทธชาติ ช่วยราม ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ลำดับที่ 10
    20. นายชญาศักดิ์ พูลทรัพย์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยชนะ ลำดับที่ 20
    21. นายสมชาติ อ่อนประดิษฐ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคฟิวชัน ลำดับที่ 9
    22. นายชัยนครินทร์ ศรีกุลโรจน์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยรวมไทย ลำดับที่ 2
    23. นายโยธิน วรารัศมี ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม ลำดับที่ 70
    24. นายไชยยศ จิรเมธากร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ลำดับที่ 29
    25. นายไพบูลย์ ลิ่มรัตนะมงคล ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคใหม่ ลำดับที่ 32
    26. พลเอกเดชนิธิศ เหลืองงามขำ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม ลำดับที่ 10
    27. นายรพี ขาวทอง ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคทางเลือกใหม่ ลำดับที่ 17

    ต่อมาในวันที่ 7 กุมภาพันธ์  2569 ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ได้เผยแพร่คำสั่งเพิ่มเติม ให้ถอนชื่อผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ
    เพิ่มอีก 1 คน คือ 28. นายสมพร ขวัญเนตร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคสังคมประชาธิปไตยไทย ลำดับที่ 7 เนื่องจากไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

    ส่งผลให้ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ ที่ถูกศาลฎีกาสั่งถอนชื่อจากกรณีดังกล่าว มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 28 คน จาก 18 พรรคการเมือง

    โดยสามารถดูคำสั่งฉบับเต็มได้ตาม ลิงก์ ของศาลฎีกาฯ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/943806/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iUXqaFfnkeipa3RNRLJGB

  • พลังงานจ่อชงรัฐบาลใหม่เปิดสำรวจปิโตรเลียมรอบ 26 ดันเศรษฐกิจกว่า 1,200 ล้าน

    พลังงานจ่อชงรัฐบาลใหม่เปิดสำรวจปิโตรเลียมรอบ 26 ดันเศรษฐกิจกว่า 1,200 ล้าน

    พลังงานจ่อชงรัฐบาลใหม่เปิดสำรวจปิโตรเลียมรอบ 26 ดันเศรษฐกิจกว่า 1,200 ล้าน

    นายวรากร พรหโมบล อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยว่า ปี 2569 จะมีแผนในการเปิดให้ยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมสำหรับแปลงสำรวจในทะเลอันดามัน (ครั้งที่ 26) คาดว่าจะมีส่วนดึงดูดการลงทุนของผู้ประกอบการรายใหญ่ 

    ทั้งนี้ เนื่องจากพื้นที่บริเวณทะเลอันดามันเป็นบริเวณที่ติดกับพื้นที่ที่มีการพบปิโตรเลียมมาก่อน มีโอกาสที่จะพบทรัพยากรทั้งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติใต้ทะเลอันดามันได้เช่นกัน 

    โดยคาดว่าจะเกิดการลงทุนเริ่มต้นสำหรับการสำรวจประมาณ 300 – 1,200 ล้านบาท ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ดึงดูดทุนขนาดใหญ่เข้ามาร่วมพัฒนาแหล่งปิโตรเลียม ช่วยส่งเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน 

    ซึ่งกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้ดำเนินการศึกษาประเมินศักยภาพปริมาณทรัพยากรปิโตรเลียม รวมทั้งกำหนดขอบเขตแปลงสำรวจแล้ว อยู่ระหว่างเสนอคณะกรรมการปิโตรเลียม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป

    ด้านการดำเนินงานของพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (MTJDA) มีการจัดทำสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 4 ของสัญญาซื้อขายก๊าซรรมชาติแปลง B-17-01 ทำให้ขยายระยะเวลาการผลิตเพิ่มเติมของแปลงดังกล่าว ในช่วงปี 2571 – 2581 สร้างความมั่นคงทางพลังงานของทั้งสองประเทศ คาดสร้างรายได้ให้รัฐบาลทั้งสองประเทศจากค่าภาคหลวงประมาณ 546 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และส่วนแบ่งกำไรของรัฐที่ประมาณ 1,322 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยองค์กรร่วมไทย – มาเลเซีย และผู้ซื้อร่วมได้ร่วมลงนามในสัญญาดังกล่าวแล้วเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา 

    นอกจากนั้น ได้มีการจัดทำสัญญาแบ่งปันผลผลิตของแปลง A-18-01 และสัญญาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ความท้าทายทั้งด้านเทคนิค ต้นทุนที่สูงขึ้น

    อย่างไรก็ดี จะมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด คาดว่าจะมีการลงทุนรวม 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และจะก่อให้เกิดรายได้โดยตรงแก่องค์กรร่วมไทย – มาเลเซีย ประมาณ 3.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/650955&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2P9RBdeZzaLWIzvMDkrFIp

  • ‘ญี่ปุ่น’ ทุบสถิติใหม่! ยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติทะลุ 42 ล้านคนในปี 68

    ‘ญี่ปุ่น’ ทุบสถิติใหม่! ยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติทะลุ 42 ล้านคนในปี 68

    ‘ญี่ปุ่น’ เปิดสถิติตลอดปี 2568 ยอด ‘นักท่องเที่ยวต่างชาติ’ ทำนิวไฮทะลุ 42 ล้านคน ตลาด ‘นักท่องเที่ยวจีน’ แผ่วปลายหลังเผชิญข้อพิพาทจีน-ญี่ปุ่น ส่งผลให้ตลาดเกาหลีใต้ปาดแซงเป็นอันดับ 1 ส่วนตลาด ‘คนไทย’ ฮิตเที่ยวมากถึง 1.23 ล้านคน หลังได้อานิสงส์เงินเยนอ่อนค่าต่อเนื่อง กระตุ้นการตัดสินใจเดินทาง

    องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น (JNTO) รายงานว่า สถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศญี่ปุ่น ตลอดปี 2568 ทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของ ภาคการท่องเที่ยวญี่ปุ่น ด้วยจำนวนรวม 42,683,600 คน เติบโต 15.8% เทียบกับปี 2567 ซึ่งมีจำนวน 36,870,148 คน หรือคิดเป็นการเพิ่มขึ้นมากกว่า 5.8 ล้านคน

    10 อันดับแรกของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าญี่ปุ่นในปี 2568

    1. เกาหลีใต้                9,459,600 คน   (+7.3%)

    2. จีน                         9,096,300 คน   (+30.3%)

    3. ไต้หวัน                   6,763,400 คน   (+11.9%)

    4. สหรัฐ                     3,306,800 คน   (+21.4%)

    5. ฮ่องกง                   2,517,300 คน   (-6.2%)

    6. ไทย                      1,233,100 คน   (+7.3%)

    7. ออสเตรเลีย            1,058,300 คน   (+15%)

    8. ฟิลิปปินส์                  885,100 คน   (+8.1%)

    9. สิงคโปร์                    726,200 คน   (+5.1%)

    10. แคนาดา                 688,000 คน   (+18.7%)

    ‘ญี่ปุ่น’ ทุบสถิติใหม่! ยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติทะลุ 42 ล้านคนในปี 68

    เฉพาะเดือน ธ.ค. 2569 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าญี่ปุ่น จำนวน 3,617,700 คน เติบโต 3.7% เทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว ถือเป็นสถิติสูงสุดสำหรับเดือน ธ.ค. เท่าที่เคยมีมา ปัจจัยผลักดันสำคัญมาจากการก้าวเข้าสู่ช่วงปิดเทอม เทศกาลคริสต์มาส และวันหยุดปีใหม่ ซึ่งกระตุ้นความต้องการท่องเที่ยวในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    โดยตลาดอันดับ 2 อย่างนักท่องเที่ยวจีน พบว่าหดตัวรุนแรง 45.3% เหลือจำนวนการเดินทางเข้าญี่ปุ่น 330,400 คน ทำให้ตลาดเกาหลีใต้มีการเดินทางเข้าญี่ปุ่นมากเป็นอันดับ 1 ด้วยจำนวน 974,200 คน เติบโต 12.3% ส่วนอันดับ 3 ไต้หวัน มีจำนวน 588,400 คน เพิ่มขึ้น 19.8% อันดับ 4 สหรัฐ 270,700 คน เพิ่มขึ้น 13.5% และอันดับ 5 ฮ่องกง 291,100 คน เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 1.9%

    ส่วนอันดับ 6 ตลาดนักท่องเที่ยวไทย เฉพาะเดือน ธ.ค. 2568 มีจำนวน 174,000 คน เพิ่มขึ้นถึง 18.6% มีปัจจัยส่งเสริมจากการเพิ่มวันหยุดพิเศษในช่วงต้นปี 2569 ทำให้มีการหยุดยาว 5 วันต่อเนื่องจากปลายปี รวมถึงการฟื้นตัวของเส้นทางบินตรง เช่น กรุงเทพฯ – เซนได และการเพิ่มเที่ยวบินในเส้นทางหลักสู่โตเกียว (ฮาเนดะ กับ นาริตะ) และโอซาก้า (คันไซ)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1219968&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ph9ocLC4pnEytc4QfhqT4

  • ญี่ปุ่นเปิดคูหาเลือกตั้งแล้วเช้านี้ โพลชี้พรรครัฐบาลยังมีคะแนนนำ : อินโฟเควสท์

    ญี่ปุ่นเปิดคูหาเลือกตั้งแล้วเช้านี้ โพลชี้พรรครัฐบาลยังมีคะแนนนำ : อินโฟเควสท์

    การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งทั่วไปของญี่ปุ่นได้เริ่มขึ้นแล้วในเช้าวันนี้ (8 ก.พ.) โดยมีผู้สมัครกว่า 1,200 คน แข่งขันกันเพื่อชิง 465 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นสภาล่างที่ทรงอำนาจของรัฐสภาญี่ปุ่น

    จุดสนใจหลักของการเลือกตั้งครั้งนี้คือ พรรคร่วมรัฐบาลของพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) และพรรคนวัตกรรมญี่ปุ่น (JIP) จะได้รับเสียงข้างมากและทำให้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ เดินหน้าต่อไปได้หรือไม่

    หน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศจะปิดทำการเวลา 20.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น และคาดว่าจะมีการนับคะแนนเสียงจนถึงช่วงดึก

    จากทั้งหมด 465 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร 289 ที่นั่งจะมาจากการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่มีผู้แทนคนเดียว (single-member constituencies) และ 176 ที่นั่งจะมาจากการเลือกตั้งระบบสัดส่วนบัญชีรายชื่อ (proportional representation) ซึ่งจัดสรรตามสัดส่วนคะแนนเสียงใน 11 เขตภูมิภาค

    โพลของสื่อหลายสำนักชี้ว่า พรรครัฐบาลมีคะแนนนำพรรคฝ่ายค้านมากขึ้นก่อนการเลือกตั้ง โดยพรรค LDP มี 198 ที่นั่ง และพรรคร่วมรัฐบาล JIP มี 34 ที่นั่ง ขณะที่พรรคพันธมิตรปฏิรูปสายกลาง (Centrist Reform Alliance) ที่เพิ่งก่อตั้งจากการรวมตัวของพรรคฝ่ายค้านสองพรรค มี 167 ที่นั่ง

    ทั้งนี้ นายกฯ ทาคาอิจิประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรอย่างกะทันหันในเดือนม.ค. และประกาศจัดการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. โดยเป็นการจัดการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนก.พ. เป็นครั้งแรกในรอบ 36 ปี ซึ่งการตัดสินใจเช่นนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เนื่องจากเดือนก.พ. เป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดของการสอบเข้ามหาวิทยาลัยทั่วประเทศญี่ปุ่น โดยพรรคฝ่ายค้านและนักการศึกษาเตือนว่าการเลือกตั้งอาจรบกวนการสอบและทำให้เยาวชนเสียโอกาสในการเลือกตั้ง

    นอกจากนี้ เดือนก.พ. ยังเป็นช่วงที่มักมีหิมะตกหนักในหลายพื้นที่ของประเทศ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการหาเสียง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (08 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/567354&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24IxeibNUjauZpZwHR7ztk

  • ไทยก้าวใหม่จัดคาราวานใหญ่ ชูการศึกษานำประเทศ

    ไทยก้าวใหม่จัดคาราวานใหญ่ ชูการศึกษานำประเทศ

    พรรคไทยก้าวใหม่ เบอร์ 49 จัดคาราวานหาเสียงโค้งสุดท้ายทั่วกรุงเทพฯ ดร.เอ้–คุณหญิงกัลยา–ดร.ก้องเกียรติ ย้ำการศึกษาคือกุญแจเปลี่ยนประเทศ วอนประชาชนก้าวข้ามความเคยชินเดิม


    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 พรรคไทยก้าวใหม่ เบอร์ 49 จัดคาราวานหาเสียงโค้งสุดท้าย ถือฤกษ์เวลา 06.49 น. ภายใต้แนวคิด “ถึงเวลาเปลี่ยนทางตัน ให้กลายเป็นเส้นทางอนาคต” พร้อมขบวนรถ 12 คัน แยกเป็น 12 ขบวน เคลื่อนทั่วกรุงเทพมหานคร โดยมี สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรค, กัลยา โสภณพนิช แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและประธานพรรค และ ก้องเกียรติ กรสูตร เลขาธิการพรรค ร่วมเป็นแกนนำหลักในการรณรงค์

    ขบวนคาราวานหลัก 3 เส้นทาง แยกนำโดยผู้นำทั้งสาม เดินสายผ่านย่านเศรษฐกิจ ศูนย์ราชการ สถานศึกษา และชุมชนสำคัญ เพื่อขอคะแนนเสียงให้เลือกพรรคไทยก้าวใหม่ เบอร์ 49 โดยเน้นสื่อสารนโยบายด้านการศึกษาเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศ และการยกระดับศักยภาพคนไทยในระยะยาว

    ดร.เอ้ ระบุว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศต้องหลุดจากความเคยชินและความคิดเดิมๆ พร้อมย้ำว่าการศึกษาเป็นรากฐานของการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน ขณะที่คุณหญิงกัลยา ย้ำการสร้างทุนมนุษย์และการเรียนรู้เทคโนโลยีอย่างมีความสุข เพื่อให้เด็กไทยแข่งขันได้ในเวทีอาเซียน ส่วนดร.ก้องเกียรติ ขอประชาชนเปิดโอกาสให้การเมืองใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยการศึกษาเป็นเครื่องมือหลักในการพาประเทศก้าวไปข้างหน้า


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mono29.com/news/541801.html&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RUgJE39ZWxrAGU3q83gF0