Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ไทยพร้อมไหม? คนเกิดน้อย-ครัวเรือนหดวิกฤติสะเทือนโครงสร้าง ‘เศรษฐกิจสังคม’ | เดลินิวส์

    ไทยพร้อมไหม? คนเกิดน้อย-ครัวเรือนหดวิกฤติสะเทือนโครงสร้าง ‘เศรษฐกิจสังคม’ | เดลินิวส์

    ได้เปิดเผยสำรวจสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2568 ครั้งที่ 12 และสำมะโนเคหะ ครั้งที่ 6 เบื้องต้นแล้ว ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อนำข้อมูลจากการสำรวจให้หน่วยงานรัฐนำไปใช้จัดทำนโยบายและวางแผนพัฒนาในทุกด้าน เพื่อพัฒนาประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ล่าสุดได้เผยผลสำรวจเบื้องต้นมีข้อมูลโครงสร้างประชากรของไทย ที่เปลี่ยนไปในรอบ 15 ปี ที่น่าสนใจอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจและสังคม ที่ต้องเตรียมพร้อมในการรับมือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

    เอกพงษ์ หริ่มเจริญ” ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) บอกว่า การสำรวจในปี 68 ที่ผ่านมา ดำเนินการแบบเจ้าหน้าที่ลงเคาะประตูบ้าน และประชาชนให้ข้อมูลผ่าน เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน ซึ่งเมื่อนำผลสำรวจมาประมวลตามหลักวิชาการแล้ว
    เบื้องต้น พบว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรครั้งสำคัญ โดยมีประชากรที่อาศัยอยู่ในประเทศ 70.3 ล้านคน และมีจำนวนครัวเรือน 26.30 ล้านครัวเรือน ขณะที่อัตราเพิ่มของประชากรลดลงเหลือเพียง ร้อยละ 0.42 ซึ่งต่ำที่สุดนับตั้งแต่มีการจัดทำสำมะโนประชากร

    ปัจจุบันประเทศไทยมีอัตราการเพิ่มของประชากรที่ลดลง ในแต่ละปีมีคนเกิดใหม่น้อยลงกว่าคนตาย อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ หรือ Complete-aged Society ในขณะที่จำนวนเด็กและวัยแรงงานมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นความท้าทายใหม่ของประเทศในการออกแบบระบบแรงงาน ระบบสวัสดิการ และระบบบริการสุขภาพให้สอดรับกับสังคมอายุยืน”

    นอกจากนี้ข้อมูลสำมะโนประชากรและเคหะยังสะท้อนให้เห็นว่า โครงสร้างครัวเรือนไทยเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ขนาดครัวเรือนเฉลี่ยลดลงเหลือเพียง 2.5 คนต่อครัวเรือน จาก 6 คนต่อครัวเรือนในช่วงเวลา 45 ปีที่ผ่านมา  ส่งผลให้ครัวเรือนเดี่ยวและการอยู่อาศัยในอาคารชุดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความจำเป็นในการวางผังเมืองและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ตอบโจทย์ประชากรจริง โดยเฉพาะแนวคิด Universal Design รองรับผู้สูงอายุและทุกช่วงวัย

    ข้อมูลเชิงสถิติ ในการสำรวจครั้งนี้ มีความสำคัญ ทั้งด้านเศรษฐกิจ แรงงาน การพัฒนาเมือง ที่อยู่อาศัย และระบบสุขภาพ โดยเฉพาะประเด็นเร่งด่วน เช่น การส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพแข็งแรงและสามารถทำงานได้ยาวนานขึ้น การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานและที่อยู่อาศัยรองรับสังคมสูงวัย การเตรียมความพร้อมด้านกำลังแรงงานและความมั่นคงทางประชากรในระยะยาว ฯลฯ”

    จากข้อมูลสำรวจดังกล่าวที่จำนวนเด็กเกิดใหม่และวัยแรงงานมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง แน่นอนว่าย่อมส่งผลต่อตลาดแรงงาน  เศรษฐกิจ และอุตสาหกรรม ซึ่งในเรื่องนี้ ทาง “เกรียงไกร เธียรนุกุล” ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (...) บอกว่า การที่โครงสร้างประชากรเปลี่ยนไป โดยประเทศไทยมีคนเกิดน้อยกว่าคนตายปีละประมาณ 1 แสนคน ทำให้คาดการณ์ว่าเมื่อถึงปี 2050 หรือ พ.ศ. 2593 ไทยอาจมีประชากรทั้งประเทศเหลือเพียง 66 ล้านคน และคาดว่าปี 2031 หรือ พ.ศ. 2574 ไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด ส่งผลถึงจำนวนแรงงานขาดแคลน ต้องนำเข้าแรงงานเข้ามา

     “การนำเข้าแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน ก็เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาว่าคุ้มหรือไม่ เมื่อมองกรณีเหตุการณ์ปะทะชายแดนกัมพูชาส่งผลให้แรงงานกัมพูชากลับประเทศหมด ทำให้ธุรกิจประสบปัญหาเรื่องแรงงานทันที สิ่งที่ต้องเร่งร่วมมือทำ ก็คือ การยกระดับอุตสาหกรรม สู่  Next Gen Industries หรือ อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ที่เน้นการใช้เทคโนโลยี ดิจิทัล นวัตกรรม เช่น เอไอ เข้ามาช่วยยกระดับ หรือให้ทำน้อยแต่ได้มาก ลดการพึ่งพาแรงงานคน และสิ่งสำคัญต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมให้สอดคล้องกับโครงสร้างประชากรใหม่พัฒนาสินค้าเน้นสู่ตลาดโลก”

    เมื่อโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไปในเรื่องที่พักอาศัย ก็ต้องเป็นสิ่งที่ต้องเตรียมรับมือ โดยทาง “ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต” นายกสมาคมอาคารชุดไทย ให้มุมมองว่า ในอนาคตคนในระดับล่างและกลาง จะเป็นเจ้าของบ้านได้ยากขึ้น เพราะเงินเฟ้อ ทำให้ราคาบ้านสูงขึ้นมากกว่ากำลังซื้อของผู้บริโภค ตลาดกลุ่มกลาง-ล่าง รายได้ไม่ได้มีการปรับตัวมาตั้งหลายปีแล้วตั้งแต่หลังโควิด ขณะที่เงินออม ก็ชักหน้าไม่ถึงหลัง แต่ราคาอสังหาริมทรัพย์ กระโดดสูงขึ้นมา ทำให้ไม่มีจุดตัด ส่งผลให้การซื้อบ้านทำได้แค่ 1 ใน 3 ของปริมาณเดิมเท่านั้นเอง ธนาคาร สถาบันการเงินก็เข้มงวด และปฏิเสธสินเชื่อ คนเข้าถึงสินเชื่อได้ยากขึ้น ทำให้คนไทยไม่สามารถมีบ้านเป็นของตัวเองได้ ต้องเช่าอยู่

    ปัจจัยต่าง ๆ ทำให้ภาคอสังหาฯ ต้องปรับตัว ไปทำตลาดหรูมาก ๆ ของใช้แพงขึ้น นำเข้าวัสดุอุปกรณ์เป็นส่วนใหญ่ ทำให้พลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจก็น้อยลง เพราะถ้าเป็นกลุ่มกลุ่มตลาดกลางล่าง จะเป็นการใช้วัสดุในประเทศ เป็นส่วนใหญ่ ทั้ง เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือกระเบื้อง ล้วนผลิตในประเทศทั้งหมด แต่ตลาดบ้านหรูเน้นการนำเข้า การขับเคลื่อนระบบ Supply Chain ข้างหลังบ้านของอสังหาริมทรัพย์ก็น้อยลง”

    ขณะที่ “ธนวรรธน์ พลวิชัย” อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ บอกว่า ในช่วง 5-10 ปี จากนี้ เรื่องแรงงานยังไม่น่ากังวล ไทยยังมีประชากรในกลุ่ม เจนซี และ เจนวาย รองรับปัญหาสังคมสูงวัยจะมีมากขึ้น ไทยจะแข่งขันได้อย่างไร  มองว่าในวิกฤติก็ยังมีโอกาส ไทยควรจะเน้นการพัฒนาเป็นฮับของคนสูงวัย และฮับสุขภาพ เช่น การสร้างบ้านสำหรับผู้สูงอายุ พัฒนาคนเพิ่มอาชีพการดูแลผู้สูงอายุ ช่วยสร้างงาน
    ท้องถิ่น และให้วีซ่าดึงคนต่างชาติ คนวัยเกษียณที่มีคุณภาพ เข้ามาพักอาศัยระยะยาว เพราะต่างชาติมองประเทศไทยดีมาก ๆ ทั้ง อาหาร ค่าครองชีพ ธรรมชาติ สถานที่สวยงาม ซึ่งคนกลุ่มนี้ เข้ามาอยู่ 1 ปี ต้องใช้เงินมากกว่า 1 ล้านบาทต่อคนต่อปี หากทำได้ไทยก็จะดึงเม็ดเงินจากต่างประเทศเข้ามาได้อีกมาก

    อย่างไรก็ตามเมื่อไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย เรื่องการดูแลสุขภาพ รักษาพยาบาล ก็เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญเช่นกัน โดยทาง  “นพ.เก่งพงศ์ ตั้งอรุณสันติ” นายกสมาคมการบริการสุขภาพผู้สูงอายุไทย  บอกว่า การดูแลสังคมสูงวัย แนวคิดของทั่วโลกถ้าใช้รูปแบบเดิมจะทำให้ล่มสลายทางเศรษฐกิจแน่นอน เพราะว่าเรามีการจ่ายทั้งการรักษาพยาบาล การฟื้นฟูจำนวนมากแนวคิดใหม่ คือ “ติดสังคมให้นาน นาน ป่วยให้สั้น ตายให้ไวอย่างมีศักดิ์ศรี”“การได้ข้อมูลประชากรต่าง ๆ มา จะช่วยให้รัฐออกแบบระบบสุขภาพ ว่าจะเน้นตรงการส่งเสริมป้องกันสุขภาพอย่างไร ขณะเดียวกันต้องให้ความรู้กับประชาชน

    การรักษาเอาเท่าที่จำเป็น ให้ความรู้เพื่อให้คนจากกันได้ โดยไม่ได้ยื้อกันมากจนเกินไป  เรื่องอาหารการคุมแคลอรี การออกกำลังกาย และต้องเสริมเรื่องประกันสุขภาพ  โดยส่วนตัวมองว่าคนที่ดูแลสุขภาพ มีการเก็บข้อมูลทางด้าน Health Data ด้านออกกำลังกาย ควรได้ซื้อเบี้ยประกันราคาที่ลดลง เพื่อส่งเสริมให้คนดูแลสุขภาพ เพื่อให้ต้นทุนในการดูแลรักษาสุขภาพลดลง ท้ายสุดรัฐบาลก็จะจ่ายน้อยลง”

    แม้ปัญหาสังคมสูงวัยจะส่งสัญญาณมานาน แต่สิ่งที่ต้องมอง ณ ปัจจุบัน คือ ไทยพร้อมรับมือกับผลกระทบจากโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไปแล้วหรือยัง?.

    จิราวัฒน์ จารุพันธ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5577207/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3U5DDxS412sn5LhNOd4l7H

  • ธนารักษ์ จ่อปรับราคาประเมินที่ดินใหม่ เริ่มใช้ ม.ค.70 คาดขยับไม่เกิน 20% เหตุศก.ยังชะลอ : อินโฟเควสท์

    ธนารักษ์ จ่อปรับราคาประเมินที่ดินใหม่ เริ่มใช้ ม.ค.70 คาดขยับไม่เกิน 20% เหตุศก.ยังชะลอ : อินโฟเควสท์

    นายอัครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า กรมฯ อยู่ระหว่างเร่งศึกษาแนวทางการปรับราคาประเมินที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรอบใหม่ ที่จะเริ่มใช้ในปี 2570-2573 กว่า 37 ล้านแปลง ซึ่งจะมีการประกาศในวันที่ 1 ธ.ค.69 เพื่อให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ม.ค.70 โดยเบื้องต้น คาดว่าราคาที่ดินตามแนวรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล จะปรับเพิ่มขึ้นไม่เกิน 10-20% เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว

    พร้อมยืนยันว่า ราคาประเมินรอบใหม่ จะมีความสอดคล้องทั้งเชิงพื้นที่ และราคาตลาดมากยิ่งขึ้น เนื่องจากมีการสำรวจสภาพพื้นที่และใช้ข้อมูลราคาตลาดที่อยู่ในช่วงเวลาปัจจุบัน และย้อนหลังไม่เกิน 3 ปี โดยพิจารณาจากข้อมูลราคาตลาด ได้แก่ ข้อมูลราคาซื้อขายจดทะเบียน ข้อมูลเสนอขาย ข้อมูลค่าเช่า ตลอดจนสภาพการพัฒนาของที่ดินในแต่ละพื้นที่ แต่ละถนน เช่น ถนนตัดใหม่ การก่อสร้างรถไฟฟ้า การก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ตลอดจนการพัฒนาเมือง หรือการพัฒนาด้านอสังหาริมทรัพย์โครงการต่าง ๆ

    “ขณะนี้ กระบวนการจัดทำราคาประเมินในระดับจังหวัด ผ่านคณะกรรมการประเมินราคาทรัพย์สินประจำจังหวัด มีความคืบหน้าไปกว่า 90% แล้ว และกำลังส่งข้อมูลให้ส่วนกลางตรวจสอบความเหมาะสม ก่อนสรุป และประกาศใช้ตามกำหนดต่อไป” อธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าว

    นายอัครุตม์ กล่าวอีกว่า กรมฯ ยังได้เร่งผลักดันให้มีการเปิดประมูลที่ดินราชพัสดุแปลงสำคัญ จำนวน 41 แปลง อาทิ แปลงที่โรงพยาบาลของโรงงานยาสูบเก่า, การประมูลสิทธิการเช่าอาคารราชพัสดุบ้านพายัพ เขตพระนคร, การเปิดประมูลพัฒนาที่ดินราชพัสดุแปลงริมแม่น้ำเจ้าพระยา เขตคลองสาน (ที่ดินติดกับไอคอนสยาม), แปลงสนามกอล์ฟบางพระพร้อมโรงเรียน เนื้อที่ 633 ไร่ 3 งาน 34 ตารางวา, แปลงที่ดิน อ.เมือง จ.ภูเก็ต 40 ไร่ เป็นต้น

    • เล็งศึกษาขึ้นค่าเช่าที่ราชพัสดุเพื่ออยู่อาศัย-การเกษตร

    นอกจากนี้ กรมธนารักษ์ อยู่ระหว่างศึกษาแนวทางการปรับขึ้นค่าเช่าที่ราชพัสดุสำหรับที่อยู่อาศัย และที่ดินเพื่อการเกษตร เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันมากขึ้น โดยคาดว่าจะมีข้อสรุปที่ชัดเจนภายในปีนี้ ซึ่งปัจจุบัน พบว่ามีสัดส่วนของที่ดินราชพัสดุเชิงพาณิชย์ ราว 30-40% ที่ดินราชพัสดุเพื่ออยู่อาศัย 10% และที่ดินราชพัสดุเพื่อการเกษตร ราว 30-40%

    “การปรับขึ้นค่าเช่าที่ราชพัสดุสำหรับที่อยู่อาศัย และที่ราชพัสดุเพื่อการเกษตรนั้น เคยทำมาแล้ว 1 ครั้งเมื่อปี 60 แต่เนื่องจากเป็นประเด็นที่ค่อนข้างอ่อนไหว เพราะเป็นเรื่องเชิงสังคม จึงมีการถอยมาเป็นว่า ถ้าเป็นผู้เช่ารายเก่าให้ใช้ราคาเดิม ส่วนผู้เช่ารายใหม่ให้ใช้ราคาเช่าในปี 60 และมาถึงปัจจุบัน เห็นควรให้เริ่มมีการศึกษาเรื่องนี้อีกครั้ง แต่ต้องไม่ทำให้ประชาชนตกใจ” อธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าว

    พร้อมย้ำว่า การปรับขึ้นค่าเช่าที่ราชพัสดุขณะนี้ยังเป็นแค่การศึกษา โดยแนวทางอาจจะมีการแบ่งเป็นพื้นที่ ไม่ได้ใช้ราคาเดียวกันทั่วประเทศ ขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจ เมืองใหญ่ เมืองเล็ก เมืองรอง ซึ่งจะทำคล้ายราคาประเมินที่ดินที่ต้องมีการเก็บข้อมูลอย่างละเอียด ดังนั้น คาดว่าน่าจะได้ข้อสรุปภายในปีนี้ ส่วนการบังคับใช้ต้องขึ้นอยู่กับฝ่ายนโยบาย ส่วนที่ราชพัสดุเชิงพาณิชย์นั้น ปัจจุบันระบบดีอยู่แล้ว

    นายอัครุตม์ กล่าวถึงความคืบหน้าที่ดินราชพัสดุหมอชิตว่า ขณะนี้ได้ข้อยุติแล้วว่าจะไม่มีการสร้าง หรือย้ายหมอชิตแต่อย่างใด ส่วนรายละเอียดที่เกี่ยวกับกรมฯ ดำเนินการเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างการเจรจากับฝ่ายที่เกี่ยวข้อง คาดว่าจะเจรจาแล้วเสร็จในเดือน ก.ย.นี้

    • คาดจัดเก็บรายได้ปีงบ 69 สูงกว่าเป้า 20%

    พร้อมเชื่อว่า แนวทางการดำเนินงานทั้งหมด จะมีส่วนสำคัญให้กรมธนารักษ์ สามารถเดินหน้าจัดเก็บรายได้จากที่ราชพัสดุ และเหรียญกษาปณ์ในปีงบประมาณ 2569 ได้สูงกว่าเป้าหมาย 1,500 ล้านบาท หรือราว 20% จากเป้าหมายที่ 11,900 ล้านบาท โดยผลการจัดเก็บรายได้ ณ วันที่ 31 ม.ค.69 กรมฯ สามารถจัดเก็บรายได้แล้ว 8,229 ล้านบาท

    ขณะที่ภารกิจของกรมธนารักษ์ในช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569 นั้น กรมฯ ได้ดำเนินงานภายใต้วิสัยทัศน์ในการเพิ่มมูลค่าและคุณค่าทรัพย์สินของแผ่นดิน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม เดินหน้าประเทศไทยสู่ความยั่งยืน ผ่านยุทธศาสตร์ VALUE เพื่อให้เกิดการนำทรัพย์สินของแผ่นดินที่กรมธนารักษ์รับผิดชอบ ทั้งที่ราชพัสดุ และเหรียญกษาปณ์มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะในส่วนของที่ราชพัสดุที่กรมฯ ดูแลอยู่ราว 12 ล้านไร่ ประกอบด้วย ที่ราชพัสดุเพื่อความมั่นคง 2 ล้านไร่ และพื้นที่เพื่อการบริหารจัดการ 10 ล้านไร่

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (08 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/567390&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Op2Pux5-jXVuumWEjZmP3

  • ไม่มีคู่ไม่เป็นไร! ขอรักตัวเองก่อน คนโสดกำลังเปลี่ยนโฉมตลาด

    ไม่มีคู่ไม่เป็นไร! ขอรักตัวเองก่อน คนโสดกำลังเปลี่ยนโฉมตลาด

    เมื่อเข้าสู่เดือนแห่งความรัก ภาพจำของหลายคนมักผูกกับดอกไม้ ช็อกโกแลต ร้านอาหาร หรือสถานที่ออกเดต ธุรกิจเหล่านี้คึกคักขึ้นทุกปี เพราะ “ความรัก” ถูกถ่ายทอดผ่านการใช้จ่ายและการสร้างประสบการณ์ร่วมกัน

    แต่ในปีนี้ โพสต์ทูเดย์ ชวนมองความรักในอีกมุม ความรักที่ไม่ได้ผูกกับความสัมพันธ์กับผู้อื่น แต่เริ่มต้นจากการให้คุณค่ากับตัวเอง และแนวคิดนี้เองกำลังผลักดันเทรนด์เศรษฐกิจที่เติบโตอย่างเงียบ ๆ แต่ทรงพลัง นั่นคือ “Solo Economy” หรือเศรษฐกิจของการใช้ชีวิตคนเดียว

    คนโสด = กำลังซื้อที่ธุรกิจมองข้ามไม่ได้

    งานวิจัยจำนวนมากสะท้อนตรงกันว่า กลุ่มคนโสดหรือผู้ที่ใช้ชีวิตลำพังเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ด้วยเหตุผลที่เรียบง่าย ไม่มีภาระครอบครัว เงินที่หามาได้จึงถูกใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความสุขให้ตนเอง พูดให้ชัดคือ “เปย์หนัก เพราะรักตัวเอง”

    พฤติกรรมนี้กำลังทำให้ธุรกิจออกแบบสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตแบบเดี่ยวมากขึ้น โดยคำว่า “คนโสด” ในบริบทนี้ ไม่ได้หมายถึงผู้ที่ไม่มีคู่เท่านั้น แต่รวมถึงคนที่เลือกอยู่คนเดียวด้วยความสมัครใจ กลุ่มนี้มักถูกเรียกว่า SINK (Single Income, No Kids) ผู้มีรายได้คนเดียวและไม่มีภาระเรื่องบุตร ซึ่งมักจะให้ความสำคัญกับอิสระในการใช้ชีวิต มองความปลอดภัยและความสบายใจเป็นอันดับแรก ให้คุณค่ากับสุขภาพกายและสุขภาพจิตยอมจ่ายเพื่อประสบการณ์ ความสะดวกสบาย และการดูแลตัวเอง

    4 หมวดธุรกิจที่เติบโตตามไลฟ์สไตล์คนโสด

    1. บ้านและของใช้ พื้นที่เล็ก แต่คุณภาพชีวิตใหญ่

    สำหรับผู้ที่อยู่คนเดียว บ้านคือพื้นที่ส่วนตัวที่ต้องทั้ง “พอดี” และ “คุ้มค่า” ความต้องการจึงมุ่งไปที่คอนโดขนาดกะทัดรัด เฟอร์นิเจอร์มัลติฟังก์ชัน เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก รวมถึงบริการทำความสะอาดแบบรายครั้ง

    ตัวอย่างที่ชัดคือ MUJI แบรนด์ที่ออกแบบสินค้าให้สอดคล้องกับชีวิตเรียบง่าย ใช้พื้นที่น้อย และสร้างความสงบ แม้ไม่ได้ระบุว่าทำสินค้าเพื่อคนโสดโดยตรง แต่ปรัชญา “No-brand Quality Goods” กลับตอบโจทย์ผู้ที่ใช้ชีวิตลำพังได้อย่างลงตัว ทั้งในแง่ฟังก์ชันและประสบการณ์ภายในร้านที่เน้นความเป็นส่วนตัว

    2. อาหาร-เครื่องดื่ม การกินคนเดียวคือเรื่องปกติ

    ภาพการนั่งกินข้าวคนเดียวที่เคยถูกมองว่าน่าเขิน กำลังกลายเป็นเรื่องธรรมดา ร้านอาหารยุคใหม่จึงออกแบบพื้นที่และเมนูสำหรับ Solo Dining โดยเฉพาะ

    เกาหลีใต้ถือเป็นภาพสะท้อนชัดของการเปลี่ยนผ่านพฤติกรรมผู้บริโภค จากสังคมที่เคยให้ความสำคัญกับการกินเป็นกลุ่ม ในอดีตร้านอาหารจำนวนไม่น้อยถึงขั้นไม่รับลูกค้าที่มาคนเดียว แต่เมื่อจำนวนคนโสดและผู้ที่อยู่อาศัยลำพังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจร้านอาหารจึงต้องปรับตัว

    ร้านอาหารยุคใหม่เริ่มออกแบบพื้นที่รองรับลูกค้าที่มาคนเดียวโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นเคาน์เตอร์บาร์หรือโต๊ะเดี่ยวที่จัดระยะห่างอย่างเหมาะสม เพื่อสร้างความเป็นส่วนตัว บางแห่งติดตั้งพาร์ติชันหรือฉากกั้นเตี้ย ช่วยลดความรู้สึกกดดันและทำให้การรับประทานอาหารคนเดียวกลายเป็นประสบการณ์ที่ผ่อนคลาย

    สิ่งที่น่าสนใจคือ การปรับตัวดังกล่าวไม่ได้ตอบโจทย์เพียงด้านการใช้งาน แต่ยังสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ผู้บริโภคที่ต้องการใช้เวลาอยู่กับตัวเอง ส่งผลให้อุตสาหกรรมร้านอาหารในเกาหลีใต้เติบโตอย่างมั่นคง โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงานและคนรุ่นใหม่

    ขณะเดียวกันอาหาพร้อมทาน และอาหารออนไลน์ ได้กลายเป็นหนึ่งในธุรกิจดาวรุ่ง แม้เศรษฐกิจมีช่วงชะลอตัว แต่พฤติกรรมการสั่งอาหารผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยข้อมูลไตรมาสแรกปี 2567 ระบุว่า มูลค่าการขายอาหารออนไลน์ในเกาหลีใต้แตะ 26,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 16% จากปีก่อน และสูงกว่าช่วงก่อนโควิดปี 2562 ถึง 179%

    สำหรับในประเทศไทย มีหลายธุรกิจร้านอาหารก็เริ่มปรับตัวในทิศทางเดียวกัน ขอตัวอย่างเช่น บาร์บีคิวพลาซ่าที่ออกแบบโต๊ะเดี่ยวและเมนู Solo Set ปริมาณเหมาะสม ราคาจับต้องได้ ช่วยลด Food Waste และลดแรงกดดันทางสังคมของลูกค้าที่ต้องการรับประทานอาหารคนเดียว

    ภาพนี้สร้างจาก Gemini

    3. การท่องเที่ยว ไปคนเดียว คือการให้เวลากับตัวเอง

    คำว่า “ไปคนเดียวก็ได้” ไม่ใช่คำปลอบใจอีกต่อไป แต่เป็นพฤติกรรมจริงของคนวัยทำงานที่ต้องการพักจากความวุ่นวาย ทริปนักเดินทางเดี่ยว เวิร์กช็อปเฉพาะทาง คาเฟ่ ร้านหนังสือ หรือ Yoga Retreat กลายเป็นกิจกรรมยอดนิยม เพราะเปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเองอย่างเต็มที่

    4. สุขภาพและการดูแลตัวเอง ลงทุนเพื่อชีวิตระยะยาว

    สำหรับคนที่ใช้ชีวิตลำพัง สุขภาพคือเรื่องสำคัญอันดับต้น ๆ การป้องกันจึงสำคัญกว่าการรักษา ตลาดจึงเห็นการเติบโตของฟิตเนสส่วนตัว โค้ชสุขภาพ ประกันเฉพาะบุคคล บริการดูแลสัตว์เลี้ยง เพราะสัตว์เลี้ยงกลายเป็น “เพื่อนร่วมชีวิต” ที่คนโสดจำนวนมากพร้อมทุ่มเททุกอย่างให้ ไปจนถึงสินค้า Self-care อย่างสกินแคร์ เทียนหอม และสปา ที่ตอบโจทย์การดูแลทั้งกายและใจ

    Solo Wedding  เมื่อความรักเริ่มต้นจากตัวเอง

    อีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่สะท้อนกระแสรักตัวเองอย่างชัดเจนคือ “Solo Wedding” แต่งงานกับตัวเอง เทรนด์จากต่างประเทศที่ไม่ได้เป็นเพียงสีสันของคนโสด แต่คือการประกาศคุณค่าของการอยู่กับตัวเองอย่างภาคภูมิ ว่าความสุขไม่จำเป็นต้องมีคู่เป็นเงื่อนไขเสมอไป

    ญี่ปุ่นถือเป็นหนึ่งในประเทศที่พัฒนาแนวคิดนี้อย่างจริงจัง ธุรกิจท่องเที่ยวและสตูดิโอถ่ายภาพได้ออกแบบแพ็กเกจ Solo Wedding แบบครบประสบการณ์ 

    ตัวอย่างเช่นบริการที่รวมการเลือกชุดเจ้าสาว ช่อดอกไม้ และการจัดแต่งทรงผมเฉพาะบุคคล พร้อมกิจกรรมเสริมอย่างการนั่งรถลีมูซีน เข้าพักโรงแรม และถ่ายภาพเป็นอัลบั้มที่ระลึก บางแพ็กเกจยังผสานการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เช่น การเยี่ยมชมแหล่งมรดกโลก เพื่อยกระดับประสบการณ์ให้กลายเป็นช่วงเวลาพิเศษของชีวิต

    แก่นของแนวคิดนี้คือการเฉลิมฉลองความสำเร็จและการให้คุณค่ากับตัวเอง เป็นการยืนยันว่า “เราสามารถมีความสุขได้ด้วยตัวเอง” โดยไม่ต้องยึดติดกับรูปแบบความสัมพันธ์แบบเดิม

    คนโสด คือทิศทางใหม่ของตลาด

    Solo Economy สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของสังคมที่ลึกกว่าพฤติกรรมการใช้จ่าย มันคือการยอมรับว่าความสุขสามารถเริ่มต้นจากตัวเอง และสำหรับธุรกิจ นี่ไม่ใช่แค่โอกาสในการขาย แต่คือการออกแบบประสบการณ์ที่เข้าใจชีวิตแบบ “อยู่คนเดียว” อย่างแท้จริง คำถามจึงไม่ใช่ว่า คนโสดต้องการอะไร แต่คือ ธุรกิจจะสร้างอะไรเพื่อให้ผู้คนรักตัวเองได้ดีขึ้น

    Source : Bangkokbanksme , กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ , https://www.ndtv.com/feature/japan-solo-wedding-trend-a-wedding-without-the-bridegroom-6061009

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/737706&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29pZD-sQi3Ejq36O8cgyjn

  • งบวิจัยไม่สะดุด! สกสว. เผย 201 หน่วยงานพร้อมรับทุน ววน. ปี 69 มุ่งปั้นนักวิจัยใหม่ทะลุ 3 พันคน

    งบวิจัยไม่สะดุด! สกสว. เผย 201 หน่วยงานพร้อมรับทุน ววน. ปี 69 มุ่งปั้นนักวิจัยใหม่ทะลุ 3 พันคน

    กองทุน ววน. ส่งสัญญาณบวก งบวิจัยปี 2569 ใกล้ครบวงจร ดันเชียงรายใช้มหาวิทยาลัยเป็นเครื่องยนต์นวัตกรรมพื้นที่

    เชียงราย, 7 กุมภาพันธ์ 2569 – ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและแรงกดดันต่อการจัดสรรทรัพยากรภาครัฐ ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เผยข่าวที่ทำให้แวดวงวิทยาศาสตร์และการศึกษา “หายใจโล่งขึ้น” ในช่วงต้นปีงบประมาณ 2569 คือสัญญาณจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือกองทุน ววน. ที่ระบุว่าความคืบหน้าการส่งมอบงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเป็นไปอย่างราบรื่น พร้อมสนับสนุนให้ภารกิจต่าง ๆ เดินหน้าได้ทันที โดยสื่อประชาสัมพันธ์ระบุว่ามีหน่วยงานในระบบเกี่ยวข้องรวม 201 หน่วยงาน และการจัดสรรดำเนินการแล้วเกือบครบถ้วน ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เท่านั้น 

    สำหรับจังหวัดเชียงราย ประเด็นนี้ไม่ได้เป็นเพียงข่าวเชิงระบบการคลัง แต่สัมพันธ์กับโจทย์ชีวิตจริงของพื้นที่ชายแดน ตั้งแต่มลพิษและหมอกควัน ปัญหาน้ำหลากและความเสี่ยงภัยพิบัติ เศรษฐกิจชายแดน ไปจนถึงการเข้าถึงบริการสุขภาพและการลดความเหลื่อมล้ำ การที่เงินวิจัยเดินหน้าได้เร็ว จึงเท่ากับการเพิ่มความเร็วของ “คำตอบเชิงนวัตกรรม” ที่ประชาชนรอคอย

    สถานะการจัดสรรงบประมาณล่าสุด

    ความคืบหน้าล่าสุดจากการบริหารจัดการงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ของประเทศเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ เพื่อสนับสนุนให้ทุกภารกิจของหน่วยงานวิจัยทั่วไทยสามารถเดินหน้าได้ทันทีโดยไม่หยุดชะงัก

    • จัดสรรงบประมาณปี 2569 สำเร็จแล้วถึง 99.49% ของหน่วยรับงบประมาณทั้งหมด สะท้อนถึงการบริหารจัดการที่รวดเร็วและเป็นระบบ
    • ครอบคลุมทุกมิติการพัฒนา ทั้งการสนับสนุนงานวิจัยมูลฐาน (Fundamental Fund) งานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และงานวิจัยเชิงกลยุทธ์ (Strategic Fund) เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายของประเทศ
    • ความพร้อมเต็มกำลัง ข้อมูลนี้เป็นหลักประกันว่ากลไกการวิจัยของประเทศมีความพร้อมที่จะสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง

    ผนึกกำลัง 201 หน่วยงาน “ครอบคลุมทุกกระทรวง”

    กองทุน ววน. ขอขอบคุณในความร่วมมือและความทุ่มเทของ 201 หน่วยงานรับงบประมาณ ซึ่งขอย้ำว่าการทำงานของกองทุนฯ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เท่านั้น แต่เรา ครอบคลุมการทำงานร่วมกับหน่วยงานในทุกกระทรวงทั่วประเทศไทย

    พลังความร่วมมือจากทั้ง 201 หน่วยงานนี้ คือฟันเฟืองสำคัญที่จะร่วมกันเปลี่ยนองค์ความรู้ให้เป็นนวัตกรรมที่จับต้องได้ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และอนาคตของประเทศไทย ให้ก้าวไกลอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    เงินวิจัยไม่ใช่ตัวเลขลอย ๆ แต่คือเวลาและโอกาสของประเทศ

    ในทางปฏิบัติ งบวิจัยที่มาถึงช้า มักแปลเป็นการเริ่มโครงการล่าช้า การจ้างงานผู้ช่วยวิจัยสะดุด การเก็บข้อมูลภาคสนามไม่ทันฤดูกาล และท้ายที่สุดคือผลลัพธ์ที่ชุมชนควรได้ประโยชน์ถูกเลื่อนออกไปโดยไม่มีใครอยากให้เกิด ซี่งการสื่อสารของกองทุน ววน. รอบนี้จึงถูกตีความว่าเป็นการลดความเสี่ยงเชิงระบบ และเพิ่มความแน่นอนให้สถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัยวางแผนงานได้ตั้งแต่ต้นปี

    ในเอกสารการขับเคลื่อนระบบ ววน. ปีงบประมาณ 2569 ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ สกสว. ได้อธิบายโครงสร้างประเภททุนสำคัญของกองทุน ววน. โดยมีทั้งทุนสนับสนุนงานมูลฐาน หรือ FF และทุนสนับสนุนงานเชิงกลยุทธ์ หรือ SF รวมถึงหมวดการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ และหมวดพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งสะท้อนว่าเงินวิจัยถูกออกแบบให้เชื่อมตั้งแต่การสร้างองค์ความรู้ไปจนถึงการนำไปใช้จริง

    โครงสร้างทุนที่เปลี่ยนเกม คือความต่อเนื่องแบบหลายปี

    หนึ่งในสาระที่มีนัยสำคัญต่อคุณภาพงานวิจัย คือแนวทางสนับสนุนโครงการต่อเนื่องหลายปีในทุน FF เอกสารของ สกสว. ระบุกรอบส่งเสริมโครงการแบบหลายปี ช่วง 2 ถึง 3 ปี และกรอบสัดส่วนร้อยละ 30 ถึง 50 ของงบที่หน่วยงานได้รับจัดสรร เพื่อให้โครงการที่ต้องใช้เวลามากกว่า 1 ปีสามารถเดินไปถึงผลผลิตสุดท้ายได้จริง

    กลไกนี้มีความหมายมากในพื้นที่อย่างเชียงราย เพราะโจทย์จำนวนมากไม่สามารถแก้ได้ในรอบปีเดียว เช่น การเฝ้าระวังคุณภาพอากาศและจุดความร้อน การจัดการลุ่มน้ำและน้ำหลาก การพัฒนาห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรและโลจิสติกส์ชายแดน หรือการต่อยอดสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สุขภาพจากฐานทรัพยากรท้องถิ่น งานเหล่านี้ต้องการ “ความต่อเนื่องของข้อมูล” และ “ความต่อเนื่องของทีม” มากพอ ๆ กับงบประมาณ

    พร้อมกันนั้น เอกสารชุดเดียวกันยังสะท้อนภาพการสร้างคนรุ่นใหม่ในระบบ ววน. โดยระบุจำนวนนักวิจัยใหม่ในปี 2568 รวม 3,114 คน จาก 2,185 โครงการ ซึ่งเป็นตัวชี้ให้เห็นว่าเงินกองทุนไม่ได้มุ่งเพียงผลงาน แต่รวมถึงการปั้นกำลังคนด้านวิจัยเป็นฐานระยะยาว

    งานเชิงกลยุทธ์เดินด้วยระบบและหน่วยบริหารทุน

    หาก FF คือฐานรากขององค์ความรู้ SF คือการเร่งเครื่องในประเด็นที่ประเทศต้องการคำตอบแบบมุ่งเป้า โดยการบริหาร SF ดำเนินผ่านหน่วยบริหารและจัดการทุน ซึ่งมีคู่มือขั้นตอนการจัดทำคำของบประมาณประกอบอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่แบบฟอร์มแผนงานย่อย การกรอกข้อมูลในระบบ และการจัดการแผนงานตามรอบปีงบประมาณ

    ในเชิงข่าวสาร นี่คือเหตุผลที่การส่งสัญญาณว่า “การจัดสรรใกล้ครบถ้วน” ทำให้ผู้เกี่ยวข้องคาดหวังได้ว่า กลไกปลายน้ำอย่างโครงการเชิงพื้นที่และโครงการเชิงยุทธศาสตร์จะไม่ชะงัก ซึ่งสำคัญต่อจังหวัดชายแดนที่ต้องรับแรงสั่นสะเทือนจากทั้งเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม

    เชียงรายกับบทบาทพื้นที่หน้าด่าน ที่ต้องใช้วิจัยเป็นเกราะ

    เชียงรายเป็นพื้นที่ที่เผชิญโจทย์ซ้อนทับกันหลายชั้น ชั้นแรกคือภูมิศาสตร์ที่เป็นประตูเชื่อมอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ส่งผลให้เศรษฐกิจชายแดนมีโอกาสสูง แต่ก็รับความเสี่ยงสูงเช่นกัน ชั้นที่สองคือสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่หมอกควันตามฤดูกาล ไปจนถึงความเปราะบางด้านน้ำและภัยพิบัติ ชั้นที่สามคือสังคมและสุขภาพ ซึ่งในพื้นที่ชายแดนยังมีความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงบริการและสถานะบุคคลของประชากรบางกลุ่ม

    ในกรอบวิเคราะห์ที่ผู้ใช้จัดเตรียม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงและมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายถูกวางเป็นกลไกหลักในการรับงบและขับเคลื่อนงานวิจัยเพื่อพื้นที่ ข่าวชิ้นนี้จึงให้ความสำคัญกับคำถามเดียวที่ผู้อ่านเชิงนโยบายต้องการคำตอบ คือเงินวิจัยที่เดินหน้าเร็ว จะเปลี่ยนชีวิตคนเชียงรายได้อย่างไร

    มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จากฐานวิชาการสู่ภารกิจสุขภาพและนวัตกรรมสังคม

    ข้อมูลที่ผู้ใช้แนบชี้ว่า มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเน้นบทบาทด้านสุขภาพ ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีดิจิทัล และนวัตกรรมทางสังคม โดยยกตัวอย่างงานบริการสุขภาพและเทคโนโลยีทางการแพทย์ รวมถึงงานตรวจพิสูจน์สถานะบุคคลของกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ชายแดน

    เมื่อวางข้อมูลดังกล่าวบนโครงสร้างกองทุน ววน. จะเห็นภาพการต่อยอดที่ชัดขึ้น เพราะกองทุนมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและขับเคลื่อนระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศครอบคลุมทั้งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และสหวิทยาการ เพื่อสร้างองค์ความรู้และสนับสนุนการนำผลงานไปใช้เชิงเศรษฐกิจและสังคม

    กล่าวอีกนัยหนึ่ง งานที่ทำให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาที่ดีขึ้น หรือคลี่คลายปัญหาเชิงสิทธิและสถานะบุคคล สามารถถูกอธิบายได้ว่าเป็น “ผลลัพธ์เชิงสังคม” ที่อยู่ในเจตนารมณ์ของกองทุน ไม่ใช่เรื่องนอกกรอบ

    มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เครื่องมือยกระดับท้องถิ่นและเศรษฐกิจฐานราก

    ในอีกด้าน มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายถูกวางบทบาทให้เชื่อมงานวิจัยกับท้องถิ่นและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมีภารกิจลักษณะพี่เลี้ยงทางวิชาการในการออกแบบแผนงาน ติดตามประเมินผล และแก้โจทย์เร่งด่วนของพื้นที่

    ในมิติการบริหารทุน หากโจทย์ของเชียงรายคือการลดความเสี่ยงและเพิ่มความพร้อมของชุมชน งานลักษณะนี้มักต้องอาศัยทั้งทุนฐานรากจาก FF เพื่อสร้างข้อมูลและองค์ความรู้ และทุนเชิงกลยุทธ์จาก SF เพื่อเร่งการนำไปใช้จริงผ่านหน่วยบริหารทุน ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ปรากฏชัดในเอกสารชี้แจงของ สกสว.

    เหตุใดข่าวงบวิจัยจึงกลายเป็นข่าวผลประโยชน์สาธารณะ

    ในทางข่าวสาร งบวิจัยอาจดูไกลตัว แต่ในทางผลประโยชน์สาธารณะ งบวิจัยคือเครื่องมือสร้างความมั่นคงรูปแบบใหม่ ความมั่นคงด้านสุขภาพ ความมั่นคงด้านอาหาร ความมั่นคงด้านน้ำ และความมั่นคงด้านเศรษฐกิจชายแดน

    เมื่อสื่อประชาสัมพันธ์ของกองทุน ววน. ระบุว่าการจัดสรรปี 2569 ครอบคลุมทั้งงานมูลฐาน งานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และงานเชิงกลยุทธ์ พร้อมขอบคุณความร่วมมือของ 201 หน่วยงาน นัยยะทางนโยบายที่ตามมาคือ ภาครัฐกำลังพยายามทำให้ระบบวิจัย “เดินพร้อมกันทั้งประเทศ” และลดช่องว่างระหว่างส่วนกลางกับพื้นที่

    จุดชี้ขาดอยู่ที่การทำให้เงินถึงผลลัพธ์ ไม่ใช่ถึงแค่บัญชี

    แม้สัญญาณการจัดสรรใกล้ครบถ้วนจะเป็นข่าวบวก แต่การประเมินแบบมืออาชีพต้องถามต่อว่า จากจุดนี้ระบบจะพาเงินไปสู่ผลลัพธ์ได้เร็วแค่ไหน

    เอกสารของ สกสว. แสดงเงื่อนไขและแนวคิดของโครงการหลายปีใน FF ที่กำหนดให้ต้องมีเป้าหมายผลผลิตสุดท้ายชัดเจน และต้องมีสิ่งส่งมอบของแต่ละปีเพื่อพาไปสู่ผลผลิตสุดท้าย ข้อกำหนดลักษณะนี้ช่วยลดความเสี่ยงด้านโครงการค้างท่อ และเป็นจุดที่สังคมสามารถติดตามได้ว่า เงินวิจัยกำลังแปรเป็นผลลัพธ์หรือไม่

    ภาพรวมเชิงยุทธศาสตร์ของเชียงราย เมื่อวิจัยถูกใช้เป็นคันโยก

    เมื่อประกอบข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน เชียงรายกำลังถูกอธิบายให้เป็นพื้นที่ที่ใช้มหาวิทยาลัยเป็น “คันโยก” ของการเปลี่ยนผ่าน โดยให้วิจัยและนวัตกรรมทำหน้าที่คู่กันสองด้าน

    ด้านแรกคือการเพิ่มศักยภาพแข่งขันของพื้นที่ ตั้งแต่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง โลจิสติกส์ชายแดน การท่องเที่ยวสร้างสรรค์ และเศรษฐกิจดิจิทัล
    ด้านที่สองคือการลดความเปราะบางของพื้นที่ ตั้งแต่มลพิษ หมอกควัน ความเสี่ยงน้ำหลาก ไปจนถึงความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพและสถานะบุคคล

    ขณะที่กองทุน ววน. ในเชิงระบบถูกออกแบบให้รองรับงานหลากมิติและสนับสนุนการนำผลงานไปใช้ประโยชน์ ข่าวการจัดสรรที่เดินหน้าเร็วขึ้นจึงเท่ากับการเพิ่มแรงเฉื่อยให้แผนงานเหล่านี้ออกตัวได้จริง

    สิ่งที่ประชาชนและผู้ประกอบการในเชียงรายทำได้ทันที

    หนึ่ง งานวิจัยและนวัตกรรมจำนวนมากมีช่องทางสื่อสารสถานะหรือผลผลิตผ่านระบบของหน่วยงานและมหาวิทยาลัย ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลจากช่องทางทางการของกองทุน ววน. และมหาวิทยาลัยในพื้นที่ รวมถึงสื่อประชาสัมพันธ์ที่ชี้ว่ามีระบบตรวจสอบสถานะให้ติดตามได้

    สอง ภาคเอกชนและท้องถิ่นที่ต้องการใช้ผลงานวิจัย ควรเริ่มจากการระบุปัญหาหลักของตนเองให้ชัด เช่น ปัญหาต้นทุนโลจิสติกส์ ปัญหาคุณภาพสินค้าเกษตร ปัญหาสุขภาพจากมลพิษ หรือปัญหาน้ำ แล้วจับคู่กับกลุ่มวิจัยของมหาวิทยาลัย เพื่อผลักดันการนำผลงานไปใช้จริงตั้งแต่ต้นน้ำ

    สาม ประชาชนสามารถมีบทบาทเป็นผู้ใช้ประโยชน์และผู้ให้ข้อมูลภาคสนาม โดยเฉพาะงานด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และการจัดการภัยพิบัติ ซึ่งต้องการข้อมูลจริงระดับชุมชนเพื่อให้เทคโนโลยีและมาตรการ “ไม่หลุดจากชีวิตจริง”

    บทสรุป

    ข่าวดีของวงการวิจัยไทยในปีงบประมาณ 2569 ไม่ได้อยู่ที่ประโยคปลอบใจ แต่อยู่ที่การทำให้ระบบงบประมาณเคลื่อนตัวได้เร็วพอจะรับมือปัญหาจริงของประเทศ และสำหรับเชียงราย การที่กองทุน ววน. ส่งสัญญาณว่าการจัดสรรใกล้ครบถ้วน ยิ่งทำให้บทบาทของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงและมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายถูกจับตาในฐานะกลไกที่ต้องเปลี่ยน “งบวิจัย” ให้เป็น “ผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้” ให้ทันกับความท้าทายของพื้นที่ชายแดน

    สถิติและข้อมูลสำคัญที่ใช้อ้างอิงในข่าว

    • สื่อประชาสัมพันธ์ระบุการจัดสรรงบปี 2569 ดำเนินการแล้วเกือบครบถ้วน และกล่าวถึง 201 หน่วยงาน
    • สัดส่วนประเภททุนของกองทุน ววน. ในเอกสารชี้แจงของ สกสว. ระบุ FF ร้อยละ 35 ถึง 40 และ SF ร้อยละ 60 ถึง 65 พร้อมหมวด RU และ ST
    • แนวทางโครงการหลายปีใน FF ช่วง 2 ถึง 3 ปี และกรอบร้อยละ 30 ถึง 50 ของงบที่หน่วยงานได้รับจัดสรร
    • นักวิจัยใหม่ในปี 2568 รวม 3,114 คน จาก 2,185 โครงการ ตามเอกสารชี้แจงของ สกสว.
    • คู่มือขั้นตอนการจัดทำคำของบประมาณ SF ปี 2569 ผ่านระบบของหน่วยบริหารและจัดการทุน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/tsri-research-budget-2026-chiang-rai/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ucLk38oy2V-Peicu9G-Di

  • เปิดวิสัยทัศน์‘มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์’ จากแนวคิดสู่การปฏิบัติ:ก้าวใหม่ธอส.ทำให้คนไทยมีบ้านอย่างยั่งยืน

    เปิดวิสัยทัศน์‘มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์’ จากแนวคิดสู่การปฏิบัติ:ก้าวใหม่ธอส.ทำให้คนไทยมีบ้านอย่างยั่งยืน

    ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ มีพันธกิจสำคัญในการส่งเสริมให้คนไทยมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยมุ่งพัฒนาระบบการเงินที่เอื้อต่อการเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยของประชาชนทุกระดับ ควบคู่กับการสร้างเสถียรภาพด้านที่อยู่อาศัยให้กับสังคมไทย ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจและโครงสร้างสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง

    เพื่อสานต่อและยกระดับพันธกิจดังกล่าว มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ ได้เปิดตัวในฐานะ กรรมการผู้จัดการ ธอส. คนที่ 15 ซึ่งมารับบทบาทผู้นำในการขับเคลื่อนองค์กรด้วยวิสัยทัศน์ที่ให้ความสำคัญกับ ประชาชนเป็นศูนย์กลาง พร้อมผลักดันการทำงานแบบบูรณาการ เชื่อมโยงความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน และพัฒนานโยบายด้านที่อยู่อาศัยให้ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของคนไทย

    ภายใต้การบริหารงานในยุคใหม่นี้ เทคโนโลยี จะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับการให้บริการลูกค้าอย่างตรงจุด ตั้งแต่กระบวนการเข้าถึงบริการ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการดูแลลูกค้าอย่างครบวงจร สะท้อนความมุ่งมั่นของกรรมการผู้จัดการคนใหม่ในการพาธนาคารอาคารสงเคราะห์ก้าวสู่การเป็นองค์กรการเงินเพื่อที่อยู่อาศัยที่ทันสมัย เข้าถึงง่าย และเป็นพลังหลักในการช่วยให้คนไทยมีบ้านอย่างแท้จริง

    และภายใต้บริบทเศรษฐกิจ ทั้งทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาลง สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัย ปัญหาหนี้ครัวเรือนภายในประเทศที่อยู่ในระดับสูง แต่ ธอส. ยังคงยืนหยัดทำหน้าที่เป็นกลไกหลักของภาครัฐในการประคับประคองและขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยสนับสนุนที่อยู่อาศัย และเพื่อให้ ธอส. สามารถดำเนินตามพันธกิจ ‘ทำให้คนไทยมีบ้าน’ ได้อย่างสมบูรณ์

    ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน มหัทธนะ ได้ต่อยอดบทบาทองค์กรจาก ‘Beyond Housing Bank’ ที่ไม่ได้มุ่งเพียงการปล่อยสินเชื่อบ้านเท่านั้น แต่ ธอส. จะเป็น เพื่อนคู่คิดที่อยู่เคียงข้างกันตั้งแต่วันแรกของการมีบ้าน ดูแลลูกค้าและเติบโตไปด้วยกัน จึงเปลี่ยนผ่านสู่ ‘Intelligent Sustainable Housing Companion’ เพื่อทำให้คนไทยมีบ้านง่ายขึ้นด้วย Digital Data ภายใต้กรอบความเสี่ยงและสนับสนุนเสถียรภาพภาคอสังหาริมทรัพย์ ด้วยการยกระดับการทำงานทุกมิติผ่าน 5 เสาหลัก (5 Strategic Pillars) ประกอบด้วย เสาหลักที่ 1 Immediate-to-Home ทำทันที ให้มีบ้าน ลดระยะเวลาและความซับซ้อนในกระบวนการขอสินเชื่อที่อยู่อาศัย ตั้งแต่การเตรียมเอกสาร ยื่นกู้ ประเมินราคาทรัพย์สิน อนุมัติ จดจำนองได้เร็วขึ้น โดยพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อให้บริการลูกค้าแบบ End-to-End ภายใต้แนวคิด Faster Easier Limitless เร็วกว่า ง่ายกว่า แบบไร้ขีดจำกัด

    เสาหลักที่ 2 Smart Growth ผ่าน Asset Quality Management บริหารสินทรัพย์เพื่อให้ ธอส.เติบโตอย่างมีคุณภาพ ช่วยทำให้คนไทยมีบ้านได้มากขึ้น ด้วยการใช้ Digital, Data Driven & Innovation การใช้ข้อมูลวิเคราะห์เพื่อช่วยเหลือลูกค้าปรับโครงสร้างหนี้ได้ตรงจุด ป้องกัน NPL การใช้ระบบ NPA Visualization บริหารจัดการทรัพย์ NPA ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    “จากนี้ไป ธอส.จะไม่ดำเนินธุรกิจแบบเน้นปริมาณ แต่จะหันมาเน้นคุณภาพมากขึ้น ปล่อยสินเชื่อแล้วจะต้องติดตามดูอย่างใกล้ชิด แต่ไม่ใช่การเอาพนักงานไปคุยกับลูกค้าทุกวัน หรือโทร.หาลูกค้าทั้งวัน แต่เราจะมีระบบที่พัฒนาขึ้นมา เพื่อมาติดตามดูแลคุณภาพสินเชื่อที่เราปล่อยให้ลูกค้าถ้ามีปัญหาจะได้เข้าไปช่วยแก้ไขได้ทันที เพื่อป้องกันการไหลของหนี้จาก SM เป็นสู่ NPL และจะมีระบบเพื่อให้การขาย NPA เป็นไปอย่างรวดเร็วและได้ราคาที่เหมาะสมด้วย” มหัทธนะ กล่าว

    เสาหลักที่ 3 Customer Obsession เข้าใจให้ลึกซึ้ง เข้าถึงด้วยเทคโนโลยี รู้จักลูกค้าผ่านข้อมูล ซึ่งจะช่วยทำให้ธนาคารสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการได้ตรงตามความต้องการของลูกค้าแบบ Hyper – Personalization

    โดยใช้ Big Data และAI วิเคราะห์ตัวตนลูกค้าเพื่อส่งมอบบริการที่ “รู้ใจ ถูกที่ ถูกเวลา”สร้างประสบการณ์ที่ดีกว่าให้กับลูกค้า เพราะ ธอส. มองว่าการเอาลูกค้าเป็นศูนย์กลางนั้นไม่พอ เนื่องจากพฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยนไป จึงใช้คำว่า Obsession คือเราต้องเข้าใจลูกค้าแม้ว่าเขาจะยังไม่เข้าใจตัวเอง เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ได้ตรงตามความต้องการมากที่สุด ธอส. ต้องรู้จักลูกค้าให้ดีพอ เอาข้อมูลที่เรามีมากมายกว่า 2 ล้านรายมาวิเคราะห์ เพื่อให้สามารถที่จะทำ Personalization ได้ เป็นการพัฒนาให้ธนาคารเดินไปสู่เป้าหมายและอยู่ในใจลูกค้า

    เสาหลักที่ 4 Digital Transformation เริ่มจากโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่แข็งแกร่ง ปฏิรูปกระบวนการทำงานให้ทันสมัย (Modernize) ลดขั้นตอนการทำงาน (Lean Process) นำเทคโนโลยีอัตโนมัติ (Automation) และ AI เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานภายใน ทั้งการตรวจสอบเอกสารประกอบการยื่นขอสินเชื่อ การประเมินความเสี่ยง การดักจับธุรกรรมที่ผิดปกติและระงับบัญชีได้ทันท่วงที และปลอดภัย (Secure) เพื่อลดต้นทุนการดำเนินงานและสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน

    เสาหลักที่ 5 People First ภายใต้แนวคิด Empower People คนเก่ง งานแกร่ง องค์กรยั่งยืน เพิ่มความสุขและศักยภาพพนักงานเพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีกว่าให้ลูกค้า มุ่งพัฒนาองค์กรจากภายในเพื่อเตรียมคนให้พร้อมสำหรับโลกยุคใหม่ ด้วยการฝึกอบรมทักษะดิจิทัล พร้อมสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่อบอุ่นและเปิดกว้างให้คนรุ่นใหม่ได้เป็นผู้นำในโครงการต่างๆ มากขึ้น

    มหัทธนะ ระบุว่า แม้ว่า ธอส. จะมีเทคโนโลยีที่พร้อมใช้งาน แต่ถ้าบุคลากรไม่พร้อมใช้งานเทคโนโลยีเหล่านั้นก็อาจจะไม่มีประโยชน์ จึงเป็นที่มาของเสาหลักเรื่อง People first และให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างมาก โดยประเด็นแรกที่ให้ความสำคัญและจะทำภายในปี 2569 คือ จะให้พนักงานของ ธอส. ผู้ปฏิบัติงานที่ดี ต้องมีความสุข มี Work-Life Balance ที่ดี Happy Staff equal Happy Customer พนักงานที่มีความสุขจะส่งมอบบริการที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าได้ เราจึงมุ่งสร้าง Happiness Culture สภาพแวดล้อมที่ทำให้คนทำงานมีความสุข มีพลัง และภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างบ้านให้คนไทย แต่มีความสุขอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีความ ‘เก่ง’ ด้วย ซึ่งผมมีแผนสำคัญ 2 เรื่อง คือ Reskill for Future โดยจะมีการติดอาวุธทางปัญญาให้พนักงานทุกคนมีทักษะใหม่ๆ ที่พร้อมทำงานร่วมกับ AI และ Data ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะมีการจัดตั้ง Innovation Lab เพื่อทดลองอะไรใหม่ๆ อีกเรื่องคือ การสร้างผู้นำรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดทันสมัย กล้าเปลี่ยนแปลง (New Gen Leadership) เพื่อมารับไม้ต่อในการดูแลองค์กรให้ยั่งยืนต่อไป ภายใต้ความเชื่อที่ว่า ‘บ้านที่แข็งแรง ต้องเริ่มจากคนในบ้านที่เข้มแข็งเสียก่อน’ ซึ่งคน ธอส.พร้อมแล้วที่จะเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนธนาคารเพื่อการมีบ้านของคนไทย

    ผมเชื่อมาตลอดว่าองค์กรหรือสถาบันจะเข้มแข็งได้ต้องเริ่มจากคนที่เข้มแข็งทั้งกายและใจ เสาหลักทั้ง 5 เสานั้น หากเราเดินได้ตามที่ตั้งใจ ผมคิดว่า ธอส.ก็พร้อมจะเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนภาคที่อยู่อาศัย และเป็นกำลังหลักในการทำให้คนไทยมีบ้านได้ เพราะทั้ง 5 เสาหลักนี้ คือ G H BANK NEXT: Intelligent Sustainable Housing Companion ที่จะขับเคลื่อนให้ ธอส.สามารถอัดฉีดเม็ดเงินจากการปล่อยสินเชื่อใหม่ลงสู่ระบบเศรษฐกิจในปี 2569 ได้ตามเป้าหมาย 242,989 ล้านบาท เพื่อตอกย้ำบทบาทการเป็นธนาคารที่ดีที่สุดสำหรับการมีบ้านอย่างยั่งยืนให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม และภายใต้ 5 เสาหลักนี้ เชื่อว่าภาพจำในบทบาทใหม่ของ ธอส.ในอนาคต คือ ธอส. ที่เป็นมากกว่าธนาคารในการปล่อยกู้ แต่คือเพื่อนคู่คิดเรื่องบ้าน Beyond Housing Bank ไม่ว่าจะเป็นโจทย์หรือบริบททางสังคมและเศรษฐกิจอย่างไร แต่ ธอส.จะเป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่มีความพร้อมที่จะยืนอยู่เคียงข้างประชาชนคนไทยที่ต้องการมีบ้านตลอดไป เป็นแนวคิดที่ว่า ธอส.สามารถทำได้ และเป็นที่พึ่งให้คนไทยที่อยากมีบ้านได้ทุกคน” มหัทธนะ กล่าวทิ้งท้าย

    ทั้งหมดคือบทบาทและทิศทางการขับเคลื่อน ธอส. ภายใต้การบริหารของกรรมการผู้จัดการคนใหม่ ซึ่งมุ่งสานต่อพันธกิจในการส่งเสริมให้คนไทยมีที่อยู่อาศัยอย่างมั่นคงและยั่งยืน ผ่านการยกระดับการทำงานแบบบูรณาการ การสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำในการให้บริการลูกค้า โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างการเข้าถึงแหล่งเงินทุนด้านที่อยู่อาศัย ลดความเหลื่อมล้ำ และพัฒนาองค์กรสู่การเป็นสถาบันการเงินเพื่อสังคมที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในระยะยาวอย่างเป็นระบบ!!.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25A2%25E0%25B9%258C%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2581%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2582%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2581-news/943924/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UJH5Ydq5yFW1ih2FFub79

  • รวบสาวใหญ่กรรมการบริษัท แสบปลอมเอกสารหลอกกู้แบงก์ 21 ล้าน อึ้งต้องคดีเช็คกว่า 47 คดี | เดลินิวส์

    รวบสาวใหญ่กรรมการบริษัท แสบปลอมเอกสารหลอกกู้แบงก์ 21 ล้าน อึ้งต้องคดีเช็คกว่า 47 คดี | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 7 ก.พ. พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ. สั่งการ พ.ต.อ.กริช วรทัต ผกก.5 บก.ปอศ. พ.ต.ท.ณัฐดนัย บำรุงศิลป์ สว.กก.5 บก.ปอศ. จับกุมนางโกลัญญา อายุ 55 ปี ตามหมายจับศาลอาญา 2 หมายจับ ข้อหา “ร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิ และร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอม” ได้ที่หน้าบ้านพัก ต.บางรักพัฒนา อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี

    สืบเนื่องจากมื่อปี 2562 ขณะที่ นางโกลัญญา เป็นกรรมการบริษัทแห่งหนึ่ง ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตแผ่นปูนซีเมนต์สำเร็จรูปขาย และเป็นลูกค้าเก่ามีประวัติการกู้ยืมเงินกับธนาคารแห่งหนึ่ง ได้ติดต่อขอสินเชื่อจำนวน 21 ล้าน โดยปลอมเอกสารใบเรียกเก็บเงิน, ใบส่งมอบงาน ระหว่างบริษัท นางโกลัญญา กับบริษัทมหาชนรายหนึ่ง มาใช้ประกอบการยื่นขอสินเชื่อ ทำให้ธนาคารหลงเชื่ออนุมัติวงเงินตามใบเรียกเก็บเงินปลอมที่ถูกนำมาอ้าง ได้รับความเสียหายกว่า 21 ล้านบาท จึงนำหลักฐานเข้าร้องทุกข์กับ พงส.กก.5 บก.ปอศ. จนมีการออกหมายจับ กระทั่งเจ้าหน้าที่ได้เบาะแสนางโกลัญญา หนีไปกบดานอยู่ในวัดป่าแห่งหนึ่งนานกว่า 6 ปี แต่ปัจจุบันได้กลับมาหลบอยู่ที่บ้านหลังหนึ่งใน จ.นนทบุรี จึงนำกำลังจับกุมได้ดังกล่าว

    สอบสวนผู้ต้องหาให้การภาคเสธ ยอมรับว่าเงินที่กู้มาจากธนาคารนำไปใช้หมุนเวียนทำธุรกิจ แต่ปัจจุบันธุรกิจดังกล่าวได้ปิดตัวลงแล้ว

    ทั้งนี้ จากการตรวจสอบประวัติผู้ต้องหาพบว่าเคยถูกดำเนินคดี พ.ร.บ.เช็ค กว่า 47 คดี เบื้องต้นนำตัวส่ง พงส.กก.5 บก.ปอศ. ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5578679/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23_3tchq4i8Aw_zNkDIgu1

  • finbiz by ttb เปิด 4 เสาหลัก ดัน SMEs แข็งแรงรอบด้าน เติบโตระยะยาว

    finbiz by ttb เปิด 4 เสาหลัก ดัน SMEs แข็งแรงรอบด้าน เติบโตระยะยาว

    ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่ยังผันผวนจากต้นทุนที่สูงขึ้น และการแข่งขันที่รุนแรง สิ่งที่ท้าทาย SME มากที่สุดไม่ใช่แค่ “จะขายได้หรือไม่” แต่คือ “จะประคองธุรกิจให้เดินต่อได้ตลอดทั้งปีหรือไม่” แม้ SME จะเป็นกลไกหลักของเศรษฐกิจไทย คิดเป็นสัดส่วนกว่า 90% ของจำนวนธุรกิจทั้งหมด และจ้างงานมากกว่า 70% ของแรงงานทั้งประเทศ แต่ SME จำนวนไม่น้อยยังเผชิญกับความเสี่ยงซ้ำ ๆ ทั้งเรื่องรายได้กระจุกตัว สภาพคล่องสะดุด และการขาดระบบรองรับการเติบโตในระยะยาว

    ทีทีบี
    “4 เสาหลัก” ที่ SME จำเป็นต้องมี เพื่อสร้างความแข็งแรงรอบด้าน

    finbiz by ttb จึงขอสรุป “4 เสาหลัก” ที่ SME จำเป็นต้องมี เพื่อสร้างความแข็งแรงรอบด้าน

    1. รายได้ต้องหลากหลาย ไม่พึ่งตลาดเดียว
    การพึ่งพาตลาดเดียวอาจดูง่ายในช่วงเริ่มต้น แต่กลับกลายเป็นความเสี่ยงในระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงที่ต้นทุนผันผวนและกำลังซื้อไม่แน่นอน ดังนั้นรายได้ต้อง “หลากหลาย” โดยอาศัยตลาดหลายกลุ่ม ช่วยให้ SME มีรายได้ที่สมดุลขึ้น และสามารถใช้ตลาดหนึ่งประคองอีกตลาดหนึ่งในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว ตลาดที่น่าสนใจ เช่น

    • ตลาดผู้บริโภคทั่วไป (B2C) เงินหมุนเร็ว แต่แข่งขันแรง
    • ตลาดเอกชน (B2B) มูลค่าดีลสูง แต่มีเครดิตเทอมยาว
    • ตลาดภาครัฐ (B2G) จ่ายแน่นอน มีโครงการที่ชัดเจน แม้ว่าการสั่งจ่ายอาจมีรอบตามระบบ แต่ก็เป็นรายได้ที่ช่วยสร้างเสถียรภาพ

    ดังนั้น สิ่งที่ธุรกิจต้องทำ คือ การกระจายตลาด เพิ่มโอกาสธุรกิจ

    2. สภาพคล่องต้องครอบคลุมทั้งก่อน–ระหว่าง–หลังการขาย
    ปัญหาคลาสสิกของ SME คือ “มีออเดอร์ แต่รับงานไม่ได้” ไม่ใช่เพราะขาดศักยภาพ แต่เพราะเงินสดไม่พอในช่วงที่ต้องลงทุนไปก่อน หรือ เอกสารสำคัญอย่างหนังสือค้ำประกัน (LG) ซึ่งปัจจุบันการรับงานภาครัฐต้องเตรียมหนังสือค้ำประกันอิเล็กทรอนิกส์ (e-LG) ด้วยซึ่งก็อาจเตรียมการไม่ทัน หากไม่บริหารกระแสเงินสด หรือเตรียมเอกสารสำคัญให้คล่องตัวไว้ตั้งแต่เตรียมงาน รับงาน ไปจนถึงช่วงรอรับเงิน ธุรกิจมีโอกาสสะดุด การเข้าถึงสินเชื่อและเครื่องมือการเงินที่เหมาะสม จะช่วยลดความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง และทำให้ SME รับงานได้มากขึ้นกว่าการพึ่งเงินสดเพียงอย่างเดียว
    ดังนั้น สิ่งที่ธุรกิจต้องทำ คือ การจัดการกระแสเงินสดให้ครอบคลุมทั้งวัฏจักร รวมถึงเอกสารสำคัญที่เป็นหลักค้ำประกันได้

    3. ระบบงานต้องเชื่อมต่อ วัดผลได้ พร้อมปรับได้ตลอด
    ธุรกิจที่โตต่อเนื่อง ต้องสามารถจัดการกระบวนการหลังบ้านได้มีประสิทธิภาพ การเชื่อมระบบการขาย บัญชี สต็อก และการเงิน เพื่อช่วยลดต้นทุนที่มองไม่เห็น และทำให้ผู้ประกอบการตัดสินใจได้จากข้อมูลจริง ไม่ใช่ความรู้สึก ในช่วงเริ่มต้นอาจใช้ระบบง่าย ๆ แต่มีความยืดหยุ่น เมื่อธุรกิจพัฒนาอาจเสริมระบบอัตโนมัติ AI หรือโซลูชันใหม่ ๆ
    ดังนั้น สิ่งที่ธุรกิจต้องทำคือ ความพร้อมเปิดรับโซลูชันที่เหมาะกับธุรกิจและมีแนวทางการวัดผล

    4. พาร์ทเนอร์ที่ดี คือแรงเสริมสำคัญ
    พาร์ทเนอร์ด้านการเงิน ที่สามารถเข้าใจจังหวะเงินเข้าออกของธุรกิจ จะช่วยลดโอกาสสะดุดในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งปัจจุบันสถาบันการเงินเข้าใจธุรกิจ SME มากขึ้น และควรเป็นหนึ่งใน “พาร์ทเนอร์หลัก” ที่จะช่วยในเรื่องที่ธุรกิจเจอเป็นประจำ ทั้งก่อนขาย ระหว่างทำงาน และหลังส่งงาน ธุรกิจจะยืนได้มั่นคงกว่าเดิมมาก ถ้ามีพาร์ทเนอร์ด้านการเงินที่เสริมได้ตรงจุด ดังนั้นสิ่งที่ควรทำคือ การมองหาพาร์ทเนอร์ที่เหมาะกับ DNA ของธุรกิจ

    ทีทีบี มีโซลูชันที่ตอบโจทย์ เพื่อผู้ประกอบการ SME ผู้รับงานจากหน่วยงานของรัฐ เพิ่มโอกาส และเติมศักยภาพให้ธุรกิจ เข้าถึงเงินทุนได้ไวกว่าเดิม สามารถรับงานต่อได้ทันใจ เพิ่มโอกาสการเดินหน้าธุรกิจได้อย่างมั่นใจ ด้วยเงินทุนที่สามารถใช้ได้ทั้งในและต่างประเทศ ไม่พลาดทุกโอกาสในการเข้าประมูลงานภาครัฐ อย่าง สินเชื่อและโซลูชันครบวงจรจากทีทีบี

    ครอบคลุม ตอบโจทย์ผู้ประกอบการครบวงจร ตั้งแต่ยื่นประมูลงานภาครัฐจนถึงเงินหมุนเวียนหลังส่งมอบงาน ให้ธุรกิจเดินหน้าได้แบบไม่สะดุด

    • พร้อมทุกการประมูลงาน ด้วย บริการหนังสือค้ำประกันอิเล็กทรอนิกส์ ทีทีบี (ttb e-guarantee) และ บริการหนังสือค้ำประกัน (Letter of Guarantee: L/G) ครบทุกประเภท และสินเชื่อเพื่อผู้รับงานภาครัฐ ทีทีบี (ttb government procurement) วงเงินหมุนเวียนเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง ทำให้เดินหน้าประมูลงานได้อย่างมั่นใจในทุกขั้นตอน
    • สินเชื่อแฟคตอริ่ง ทีทีบี (ttb government factoring) เปลี่ยนลูกหนี้การค้าให้เป็นเงินทุนหมุนเวียนหลังส่งมอบงาน รับเงินล่วงหน้าสูงสุด 95% ของมูลค่าใบแจ้งหนี้ อนุมัติเงินไว ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
    • ขอออกหนังสือค้ำประกัน และเบิกรับสินเชื่อได้ผ่านออนไลน์ที่ ttb business one ธนาคารดิจิทัลเพื่อโลกธุรกิจ รับเงินเร็ว สะดวกทุกที่ ทุกเวลา

    ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า การเติบโตของ SME ในวันนี้ ไม่ใช่แค่การเพิ่มยอดขาย แต่คือการสร้างฐานธุรกิจให้แข็งแรงพอจะรับมือกับความไม่แน่นอนในวันข้างหน้า หาก SME สามารถสร้างรายได้ที่หลากหลาย บริหารสภาพคล่องได้ครบวัฏจักร มีระบบรองรับการขยายตัว และมีพาร์ทเนอร์ที่เข้าใจธุรกิจอย่างแท้จริง การเติบโตระยะยาวอย่างมั่นคงก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/monetary/267995&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0e5UIu-ShKlJVFOSE4qsUs

  • “ท๊อป จิรายุส” ชี้ไทยติดกับดักเศรษฐกิจนาน หนี้ครัวเรือนพุ่ง วอนเร่งแก้เชิงโครงสร้าง

    “ท๊อป จิรายุส” ชี้ไทยติดกับดักเศรษฐกิจนาน หนี้ครัวเรือนพุ่ง วอนเร่งแก้เชิงโครงสร้าง

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/128014&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mShmYnACD9ikFYATdAASE

  • ราคาน้ำมันประจำวันที่ 08/02/69 อัปเดตจาก 4 สถานี

    ราคาน้ำมันประจำวันที่ 08/02/69 อัปเดตจาก 4 สถานี

    อัปเดตราคาน้ำมันทุกชนิดจาก 4 สถานีบริการน้ำมัน ปั๊ม “ปตท.” (PTT),ปั๊ม “บางจาก” (Bangchak),ปั๊ม “เชลล์” (Shell),ปั๊ม “พีที” (PT)

    วันที่ 8 ก.พ.69 ผู้สื่อข่าวรายงาน การอัปเดตราคาน้ำมันทุกชนิดจาก 4 สถานีบริการน้ำมัน ได้แก่ ปตท., บางจาก, PT และเชลล์ ล่าสุดมีราคาดังนี้ (อัปเดตข้อมูล ณ วันที่ 9 ม.ค.2569 เวลา 05.00 น.)

    ราคาน้ำมันปั๊ม “ปตท.” (PTT)

    แก๊สโซฮอล์ 95 : ราคา 30.85 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมียม : ราคา 40.04 บาท/ลิตร

    ดีเซล B7 ราคา : 29.94 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ 91 : ราคา 30.48 บาท/ลิตร

    เบนซิน 95 :ราคา 39.14 / ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 28.64 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 26.59 บาท/ลิตร

    ดีเซล พรีเมี่ยม : ราคา 43.44 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมันปั๊ม “บางจาก” (Bangchak)

    แก๊สโซฮอล์ 95 : ราคา 30.85 บาท/ลิตร

    ดีเซล B7 ราคา : 29.94 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ 91 : ราคา 30.48 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 28.64 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 26.59 บาท/ลิตร

    ดีเซล พรีเมี่ยม : ราคา 45.64 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมันปั๊ม “พีที” (PT)

    เบนซิน ราคา 39.64 ราคาบาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 30.85 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 28.64 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 30.48 บาท/ลิตร

    ดีเซล ราคา 29.94 บาท/ ลิตร

    ราคาน้ำมันปั๊ม “เชลล์” (Shell)

    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20: ราคา 28.94 บาท/ลิตร

    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91: ราคา 30.78 บาท/ลิตร

    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95: ราคา 31.35บาท/ลิตร

    เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95: ราคา 49.84 บาท/ลิตร

    เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล : ราคา 29.94 บาท/ลิตร

    เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล : ราคา 49.84 บาท/ลิตร

    ที่มา : www.eppo.go.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/127942&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XOlOiXkcl7ojwhkvRNz2m

  • อิงฟ้า ศึกษานโยบายของแต่ละพรรคก่อนมาเลือกตั้ง อยากให้ผู้นำคนใหม่เน้นแก้ไขปัญหาใกล้ตัวประชาชนก่อน

    อิงฟ้า ศึกษานโยบายของแต่ละพรรคก่อนมาเลือกตั้ง อยากให้ผู้นำคนใหม่เน้นแก้ไขปัญหาใกล้ตัวประชาชนก่อน

    v.prd:0.0.151

    Intro

    ขนาดตัวอักษร

    ความตัดกันของสี

    c

    c

    c

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nineentertain.mcot.net/nineentertain/th/news/list/144015&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3tqAO_5apLDY0JtfIowbqz