Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “อมรเทพ” ชี้หากผล ‘เลือกตั้ง‘เสียงข้างมากชัด จัดรัฐบาลไม่ยาก  เตือนไทย ‘รอไม่ได้’ ต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่น

    “อมรเทพ” ชี้หากผล ‘เลือกตั้ง‘เสียงข้างมากชัด จัดรัฐบาลไม่ยาก เตือนไทย ‘รอไม่ได้’ ต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่น

    แม้ผลการเลือกตั้งล่าสุด จะยังไม่ชัดเจน ว่าพรรคการเมืองไทยจะขึ้นมาเป็นรัฐบาลใหม่ และสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้หลังจากนี้นั่นคือ “โจทย์หนัก” ที่จะต้องเร่งเข้ามาแก้ปัญหาหลังจากนี้

    ภายใต้ภาพเศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญความไม่แน่นอนสูง ท่ามกลางโจทย์ใหญ่ทั้งด้านเสถียรภาพทางการเมือง ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาอย่างยาวนาน 

    ล่าสุด ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ได้วิเคราะห์สถานการณ์หลังจากนี้ โดยมองว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนจุดหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ หากการจัดตั้งรัฐบาลสามารถเดินหน้าได้อย่างมีเสถียรภาพ โปร่งใส และมีทีมเศรษฐกิจที่น่าเชื่อถือ ก็ยังพอมีโอกาสดึงความเชื่อมั่นกลับคืนมาได้

    แต่หากความล่าช้า ความคลุมเครือ และการลองผิดลองถูกยังคงดำเนินต่อไป เศรษฐกิจไทยอาจติดกับดักการเติบโตต่ำ และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างถาวร

    • เสถียรภาพคือเงื่อนไขแรกของการฟื้นเศรษฐกิจ

    ทั้งนี้ให้ความเห็นต่อผลการนับคะแนนเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งปรากฏว่า “พรรคภูมิใจไทย” มีคะแนนนำเป็นอันดับหนึ่งล่าสุด (20.30น.)โดยมองว่า สิ่งที่ประเทศต้องการมากที่สุดในช่วงเวลานี้ ไม่ใช่เพียงรัฐบาลใหม่ แต่คือรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ มีความชัดเจน โปร่งใส และมีทีมงานที่มีคุณภาพเพียงพอในการบริหารประเทศในภาวะที่เศรษฐกิจเปราะบาง

    จากตัวเลขที่ปรากฏว่าพรรคแกนนำมีที่นั่งเกือบ 200 ที่นั่ง ทำให้เชื่อว่าการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากไม่น่าจะเป็นเรื่องยากนัก

    อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือความโปร่งใสของกระบวนการเลือกตั้ง ว่าจะมีข้อโต้แย้งหรือความผิดปกติในการนับคะแนนหรือไม่ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของตลาดและนักลงทุน

    ในมุมของกระบวนการรับรองผลการเลือกตั้ง ไทม์ไลน์ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) น่าจะอยู่ในกรอบปกติ คือช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน หากผลการเลือกตั้งได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ และไม่มีประเด็นปัญหาตามมา ตลาดทุนมีแนวโน้มจะยอมรับผลดังกล่าว และมองเป็นปัจจัยบวกต่อบรรยากาศการลงทุน

    สิ่งที่ตลาดไม่ต้องการเห็นมากที่สุด คือภาวะที่เรียกว่า “สามเศร้า” ซึ่งหมายถึง การเลือกตั้งไม่ชัด การจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า และนโยบายขาดความต่อเนื่อง เพราะจะทำให้ประเทศเสียเวลา เสียโอกาส และส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจโดยรวมในช่วงที่เปราะบางอยู่แล้ว

    • คนป่วยของเอเชีย” สัญญาณเตือนที่ไทยไม่ควรมองข้าม

    อย่างไรก็ตามปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยกำลังกลายเป็น “คนป่วยของเอเชีย” หรือ Sick Man of Asia เป็นเรื่องที่ต้องนำมาขบคิดอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงการมองว่าเป็นภาพลบจากภายนอก แต่ต้องใช้เป็นสัญญาณเตือนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาอย่างยาวนาน

    ปัญหาเหล่านี้ประกอบด้วย การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว ขีดความสามารถในการแข่งขันที่ถดถอยลง และปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงมาก ซึ่งกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อการบริโภคและการเติบโตทางเศรษฐกิจ

     “ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยเพียงประมาณ 2% ต่อปี ซึ่งถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ขณะเดียวกัน เครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นภาคการผลิต การบริโภค หรือการท่องเที่ยว ก็ยังไม่ฟื้นตัวอย่างเต็มที่”
        

    อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย คือความไม่แน่นอนทางการเมืองในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ที่มีการเปลี่ยนแปลงนายกรัฐมนตรีหลายครั้ง ทำให้นโยบายขาดความต่อเนื่อง และการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชนถูกเลื่อนออกไปอย่างต่อเนื่อง
    GDP ปีนี้ยังโตต่ำ ครึ่งปีแรก “เหนื่อยมาก”

    สำหรับภาพเศรษฐกิจในระยะสั้น แม้จะมีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศ แต่ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในปีนี้ก็ยังยากที่จะเติบโตเกินระดับ 2% โดยตัวเลขคาดการณ์จากธนาคารแห่งประเทศไทย อยู่ที่ประมาณ 1.5%

    ขณะที่หลายสำนักวิจัยประเมินไว้ราว 1.7% ซึ่งสะท้อนชัดเจนว่าเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีแรกจะยังคงอยู่ในภาวะที่ “เหนื่อยมาก” แม้ในช่วงครึ่งปีหลังอาจเห็นสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้นบ้าง แต่ภาพรวมทั้งปียังคงเติบโตต่ำ

    หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือความล่าช้าของงบประมาณในช่วงที่มีการเลือกตั้ง รวมถึงปัญหาในการเบิกจ่ายงบประมาณ ซึ่งเป็นข้อจำกัดเชิงระบบที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง

    อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญกว่า GDP ปีเดียว คือคำถามว่า รัฐบาลใหม่จะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจไทยในปีต่อๆ ไป สามารถยกระดับการเติบโตไปอยู่ในช่วง 3-5% ได้จริง ซึ่งเป็นระดับที่จำเป็นต่อการยกระดับรายได้และความเป็นอยู่ของประชาชน

    • เร่งดึง “Dream Team” เศรษฐกิจปลุกความเชื่อมั่น

    ดร.อมรเทพเน้นย้ำว่า “ความเชื่อมั่น” คือโจทย์ที่สำคัญที่สุดในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประเทศ และหนึ่งในวิธีที่เร็วที่สุดในการสร้างความเชื่อมั่น คือการจัดตั้ง “ทีมเศรษฐกิจ” ที่มีความเป็นมืออาชีพ มีความรู้ความสามารถ และมีภาพลักษณ์ที่โปร่งใส

    โดยเห็นด้วยกับรายชื่อบุคคลที่เคยมีการเสนอมาก่อนหน้านี้ เช่น เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ,ศุภจี สุธรรมพันธุ์,อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ซึ่งหากสามารถดึงบุคคลที่มีความสามารถเหล่านี้เข้ามาทำงานได้จริง จะเป็นสัญญาณเชิงบวกอย่างมากต่อนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

    อย่างไรก็ตาม ทีมเศรษฐกิจที่ประเทศต้องการ ไม่ควรจำกัดอยู่เพียง 3-4 กระทรวงหลัก แต่ต้องครอบคลุมทุกภาคส่วน เพื่อให้การทำงานเชื่อมโยงและประสานกันได้อย่างราบรื่น

    ประเทศไทยไม่สามารถ “ลองผิดลองถูก” ได้อีกแล้ว เพราะเศรษฐกิจติดหล่มมาเป็นเวลานาน ไม่ว่าจะเป็นคนนอกที่เป็นมืออาชีพ หรือนักการเมืองที่เป็นคนในระบบ หากมีความรู้จริง เก่งจริง และโปร่งใส ก็สามารถเข้ามาบริหารประเทศได้

    • ระวังกระตุ้นได้ระยะสั้น แต่ต้องระวังเสถียรภาพการคลัง

    สำหรับนโยบายเรือธงอย่าง “คนละครึ่ง Plus” ดร.อมรเทพมองว่า เป็นมาตรการที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นได้จริง ทั้งในแง่การลดค่าครองชีพ และการช่วยพยุงผู้ประกอบการ SME

    อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องระวังคือการใช้มาตรการลักษณะเดิมซ้ำๆ อาจทำให้ประชาชนเกิดภาวะ “เสพติดประชานิยม” และสร้างภาระทางการคลังในระยะยาว

    ประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญอย่างมาก คืออันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ (Credit Rating) และระดับหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลควรออกแบบนโยบายให้เป็นแบบจำกัดเฉพาะกลุ่ม ไม่หว่านแห และต้องทำให้คำว่า “Plus” มีความหมายมากกว่าการแจกเงิน

    ในมุมของเขา “Plus” ควรหมายถึงการเพิ่มนวัตกรรม การฝึกอาชีพ การพัฒนาทักษะแรงงาน และการดึงคนเข้าสู่ระบบภาษี แม้จะเป็นเรื่องที่ประชาชนอาจไม่ชอบในระยะสั้น แต่จะช่วยเสริมเสถียรภาพทางการคลังของประเทศในระยะยาว

    • หาเครื่องยนต์ใหม่ เมื่อการบริโภคเริ่มไปต่อไม่ไหว

    ทั้งนี้  มองว่ารัฐบาลไม่ควรมุ่งกระตุ้นเฉพาะการบริโภคภาคเอกชนอีกต่อไป เนื่องจากปัจจุบันการบริโภคมีสัดส่วนสูงถึงราว 60% ของ GDP และเริ่มเติบโตช้าลงจากปัญหาหนี้ครัวเรือน

    เครื่องยนต์ที่ต้องเร่งเครื่องอย่างจริงจังคือ การลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะเอกชนรายใหญ่ที่ยังถือเงินสดจำนวนมาก หรือเลือกไปลงทุนในต่างประเทศ รัฐบาลต้องสร้างความเชื่อมั่นให้เอกชนเหล่านี้กลับมาลงทุนในประเทศไทย และเชื่อมโยงการลงทุนเข้ากับนวัตกรรมใหม่

    อีกเครื่องยนต์สำคัญคือ การเร่งเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) และการเปิดตลาดใหม่ๆ เพื่อดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดการย้ายฐานการผลิตออกจากจีนเพื่อลดความเสี่ยงจากสงครามการค้า

    โดยไทยต้องตั้งรับสถานการณ์นี้ให้ดี เพื่อให้ SME ไทยได้รับประโยชน์จากการถ่ายทอดเทคโนโลยี ไม่ใช่เพียงเป็นฐานการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำ

    • ต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่น “รอไม่ได้”

     หนึ่งในความกังวลสำคัญในช่วงรอยต่อระหว่างการนับคะแนนเลือกตั้งไปจนถึงการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี ซึ่งอาจยาวไปจนถึงเดือนมิถุนายน เขามองว่าเป็นระยะเวลาที่ยาวเกินไปสำหรับเศรษฐกิจที่อ่อนแอ รัฐบาลใหม่ “รอไม่ได้” ที่จะรอให้ทุกอย่างเสร็จสมบูรณ์ก่อนจึงเริ่มทำงาน

    แต่ควรเริ่มสร้างความเชื่อมั่นตั้งแต่วันนี้ สิ่งที่สามารถทำได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้งบประมาณ คือการพูดคุยกับภาคเอกชน เช่น หอการค้า และสภาอุตสาหกรรม เพื่อแก้ไขปัญหากฎระเบียบที่ซับซ้อน หรือ Deregulation

    ที่สำคัญที่สุด คือการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นอุปสรรคใหญ่ที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยมาอย่างยาวนาน หากประเทศไทยสามารถพัฒนา One Stop Service ให้มีประสิทธิภาพและเข้มแข็งเหมือนเวียดนามได้ จะช่วยดึงดูดนักลงทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ

    สุดท้ายแล้วมองว่า ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันอยู่ที่เพียง 2-2.5% ซึ่งต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ ทั้งอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม

    การจะกลับมาเป็น “เสือเศรษฐกิจ” หรืออย่างน้อยยกระดับการเติบโตไปสู่ 3-4% ได้ รัฐบาลใหม่ต้องเร่งสร้างเสถียรภาพ ความโปร่งใส และความชัดเจนให้เร็วที่สุด ประเทศไทยไม่มีเวลาพอที่จะค่อยๆ เดินอีกต่อไป แต่ต้อง “วิ่ง” ตั้งแต่ก่อนเริ่มจุดสตาร์ท เพื่อดึงความเชื่อมั่นกลับมา และทำให้ภาคเอกชนพร้อมร่วมมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปข้างหน้าอีกครั้ง
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1220384&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ut-QL_Ht__2V-jInD-1XP

  • ส.อ.ท. ชี้เค้าลางรัฐบาลใหม่ เร่ง ‘แก้ปากท้อง-หนี้ครัวเรือน-คอร์รัปชั่น’ กู้เศรษฐกิจ

    ส.อ.ท. ชี้เค้าลางรัฐบาลใหม่ เร่ง ‘แก้ปากท้อง-หนี้ครัวเรือน-คอร์รัปชั่น’ กู้เศรษฐกิจ

    วันนี้ (8 ก.พ. 2569) นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้สัมภาษณ์สดผ่านรายการพิเศษ “เกาะติดเลือกตั้ง 69 วินาทีชี้ชะตา อนาคตประเทศ” โดย “กรุงเทพธุรกิจ” ในช่วงค่ำของวันนับคะแนนเลือกตั้ง แม้ผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ ณ เวลา 20.00 น. จะยังไม่ครบ 100% แต่เริ่มเห็นเค้าลางแนวทางการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ชัดเจนขึ้น โดยประเมินว่า “พรรคภูมิใจไทย” มีโอกาสสูงที่จะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ภายใต้เงื่อนไขสำคัญคือ “ความเสถียรภาพทางการเมือง” ซึ่งภาคเอกชน โดยเฉพาะคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก

    นายเกรียงไกร กล่าวว่า หากสูตรรัฐบาลสามารถรวมเสียงพรรคร่วมได้มากกว่า 300 เสียงขึ้นไปจะช่วยสร้างเสถียรภาพทางการเมือง และเป็นปัจจัยบวกอย่างมากต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยที่ยังเปราะบาง

    “ภูมิใจไทย-เพื่อไทย” จับมือได้ ไม่ปิดประตูใคร

    สำหรับความเป็นไปได้ในการจัดตั้งรัฐบาลร่วมกันระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อไทย นายเกรียงไกรมองว่า มีโอกาสค่อนข้างสูง เนื่องจากทั้งสองพรรค ไม่ได้หาเสียงในลักษณะตั้งเงื่อนไขหรือข้อยกเว้นว่าจะไม่ร่วมงานกับพรรคใดพรรคหนึ่ง ถือว่ามีความเปิดกว้างมากกว่าบางพรรคการเมืองที่มีข้อจำกัดชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งหากจับมือกันได้ และดึงพรรคอื่นเข้าร่วมเพิ่มเติม ก็จะยิ่งเพิ่มเสถียรภาพให้รัฐบาลใหม่

    นายเกรียงไกร กล่าวเน้นย้ำว่า สิ่งที่ภาคเอกชนอยากฝากถึงรัฐบาลใหม่มากที่สุด คือ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน ซึ่งถือเป็นวิกฤตใหญ่ที่สุดในเวลานี้ โดยปัจจุบัน หนี้ครัวเรือนของไทยสูงเกือบ 90% ต่อ GDP และหากนับรวมหนี้นอกระบบเข้าไป จะพุ่งสูงถึงประมาณ 104% สะท้อนชัดว่ารายได้ของประชาชนส่วนใหญ่ไม่สอดคล้องกับรายจ่าย ส่งผลให้กำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจหายไปอย่างมาก

    นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเร่งด่วนอีกอย่างน้อย 3-4 เรื่องที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งจัดการ ได้แก่ 1. วิกฤติ SME โดยเฉพาะกลุ่มที่มีวงเงินสินเชื่อต่ำกว่า 500 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ปรับตัวสูงขึ้นอย่างน่ากังวล

    2. การส่งออก ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย กำลังเผชิญแรงกดดันจาก “ค่าเงินบาทที่แข็งค่า”กระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน

    3. สภาพคล่อง SME ที่เข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน เนื่องจากสินเชื่อธนาคารหดตัวต่อเนื่อง สถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยกู้จากความเสี่ยง NPL ทำให้ SME ขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง รัฐบาลจึงต้องออกมาตรการอัดฉีดเม็ดเงินที่ “ตรงเป้าและแม่นยำ”

    4.  สินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน ที่ทะลักเข้ามาในตลาด ทั้งถูกกฎหมายและลักลอบ ส่งผลให้ SME ไทยจำนวนมากไม่สามารถแข่งขันได้และต้องปิดกิจการลง

    ครม.เศรษฐกิจต้อง “ไม่เทา” ชูมืออาชีพ ไม่แบ่งโควตา

    เมื่อถูกถามถึงความคาดหวังต่อโฉมหน้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ โดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจ นายเกรียงไกร กล่าวย้ำชัดว่า รัฐบาลใหม่ต้อง “ไม่สีเทา” และสิ่งที่ภาคเอกชนต้องการคือ “มืออาชีพ” ที่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์จริง เข้ามาดูแลกระทรวงเศรษฐกิจหลัก เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ และและกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นต้น

    ภาคเอกชนไม่ต้องการเห็นการจัดสรรตำแหน่งแบบ “โควต้าพรรคร่วม” แต่ต้องการทีมเศรษฐกิจที่ทำงานบูรณาการร่วมกัน เป็น Dream Team มีความเสียสละ และมีความต่อเนื่องของนโยบาย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ท่ามกลางปีที่เศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายสูง โดยหลายสำนักประเมินว่า GDP ปีนี้อาจขยายตัวได้เพียง 1.6-1.8% เท่านั้น

    “คอร์รัปชันคือรูรั่วเรือ” ต้อง Zero Corruption ควบกระตุ้นเศรษฐกิจ

    นายเกรียงไกร ได้เปรียบเทียบสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันว่า เหมือนเรือที่มีรูรั่ว ต่อให้รัฐอัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจมากเพียงใด หากยังปล่อยให้มีการคอร์รัปชัน เงินก็จะรั่วไหลออกไปหมด ดังนั้น กกร. จึงเสนอให้รัฐบาลใหม่เดินหน้า Zero Corruption ควบคู่ไปกับมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจ

    โดยแนวทางสำคัญคือการนำระบบดิจิทัลมาใช้ในการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ ให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ลดดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ และลดต้นทุนแฝงทางเศรษฐกิจ พร้อมเร่งแก้ไขกฎหมายล้าสมัยกว่าแสนฉบับ ที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจและการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย

    นายเกรียงไกร กล่าวแสดงความกังวลต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยในระยะยาว โดยระบุว่า ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา GDP ไทยเติบโตเฉลี่ยต่ำกว่า 2% ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามเติบโตมากกว่า 8% หากไทยไม่เร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ภายในปี 2030** ไทยอาจร่วงลงไปอยู่อันดับ 5 หรือ 6 ของอาเซียน จากเดิมที่เคยเป็นหนึ่งในผู้นำของภูมิภาค

    ทั้งนี้ รัฐบาลใหม่จึงต้องเดินหน้าแผน Reinvent Thailand ทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อรับมือความท้าทายจากภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ เช่น สงครามการค้า ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายกีดกันทางการค้า รวมถึงการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีและผลกระทบจาก AI ขณะเดียวกัน ต้องดูแลไม่ให้การส่งเสริมการลงทุนใหม่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ดาต้าเซ็นเตอร์ หรือคลาวด์เซอร์วิส กลายเป็นการเติบโตที่กระจุกตัวเฉพาะนักลงทุนต่างชาติ แต่ทิ้ง SME ไทยไว้ข้างหลัง

    “ถ้าเรายังปล่อยให้เศรษฐกิจไทยเป็น ‘คนป่วยของเอเชีย’ ต่อไป โดยไม่ซ่อมโครงสร้างและอุดรูรั่ว วันนี้เราอาจยังไม่ล้ม แต่วันหนึ่งอาจลุกไม่ขึ้น ดังนั้น ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลใหม่ต้องเข้มแข็ง ทำงานเป็นทีม และทำงานร่วมกันทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ เพื่อพาประเทศไทยกลับมาแข่งขันได้อีกครั้ง”
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1220381&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vg1u-Fl7oNPHp1jfU1GCM

  • แรงขายทองทำบาทอ่อน ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาด สัปดาห์หน้า ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวที่ 31.30 – 32.00 บาท/ดอลลาร์

    แรงขายทองทำบาทอ่อน ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาด สัปดาห์หน้า ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวที่ 31.30 – 32.00 บาท/ดอลลาร์

    Logo

    Logo

    หน้าแรก เศรษฐกิจ-การเงิน แรงขายทองทำบาทอ่อน ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาด สัปดาห์หน้า ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวที่ 31.30 – 32.00 บาท/ดอลลาร์

    กรุงเทพฯ วันที่ 8 ก.พ. – ศูนย์วิจัยกสิกรวิเคราะห์สถานการณ์ค่าเงินบาท และตลาดหุ้นไทย โดยระบุว่าสัปดาห์ที่ผ่านมา (2-6 ก.พ.) เงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบเกือบ 2 เดือนตามแรงขายทำกำไรทองคำในตลาดโลก ขณะที่ ดัชนีหุ้นไทยปิดบวกเป็นสัปดาห์ที่ 4 โดยปรับตัวขึ้นท่ามกลางแรงซื้อของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ

    โดยสัปดาห์หน้า (9-13 ก.พ.) ศูนย์วิจัยกสิกรคาดกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 31.30-32.00 บาท/ดอลลาร์ฯ ส่วนดัชนีหุ้นไทย แนวรับที่ 1,330 และ 1,305 จุด แนวต้านที่ 1,375 และ 1,400 จุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/276265&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GELOc86QEyxTSmgzDIUKk

  • ผู้ว่าธปท. จ่อยืดอายุ LTV ปลดล็อกอสังหาฯ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    ผู้ว่าธปท. จ่อยืดอายุ LTV ปลดล็อกอสังหาฯ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ผู้ว่าธปท. พร้อมผ่อนคลายมาตรการ LTV หวังประคับประคองเศรษฐกิจ หลังปีนี้ปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน กดดัน จีดีพี เติบโตไม่เต็มที่

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือ แบงก์ชาติ เปิดเผยว่า ทำให้หลายฝ่ายประเมินกันว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้เจอภาวะเติบโตต่ำ ทำให้หลายฝ่ายประเมินว่า จีดีพีในปี 69 จะขยายตัวในช่วง 1.5-1.7% แต่ก็มีแนวโน้มที่อาจดีกว่าที่คาด เนื่องจากหากได้รัฐบาลใหม่เข้ามาก็จะช่วยสร้างเสถียรภาพ และหนุนให้จีดีพีเติบโตได้เพิ่มขึ้น

    แย้มต่ออายุ LTV

    อย่างไรก็ตามบริบทของธนาคารแห่งประเทศไทยพร้อมที่จะสนับสนุนการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ โดยในเรื่องของมาตรการ LTV ที่ยังอยู่ในการพิจารณาของ ธปท. มีความเป็นไปได้ที่อาจจะผ่อนคลายต่อได้อีก 1 ปี เพื่อช่วยประคับประคองเศรษฐกิจไทยให้เติบโตในปีนี้

    เร่งปรับโครงสร้าง

    ทั้งนี้มองว่าศักยภาพของเศรษฐกิจไทยจีดีพีควรขยายตัวที่ระดับ 2.7% แต่ในปัจจุบันยังคงเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ ซึ่งในระยะยาวคงต้องเร่งปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจในหลายด้าน เพราะเครื่องมือทางการเงินอย่างดอกเบี้ยนโยบายแม้จะปรับลดลงแต่ไม่สามารถกระตุ้นจีดีพีได้มากนัก เพราะปัญหา เศรษฐกิจไทยมาจากเชิงโครงสร้างเป็นหลัก

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/02/08/615320/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mf_fFl03SWE-c-HUOV2OY

  • ขอแสดงความเสียใจ

    ขอแสดงความเสียใจ

    ขอแสดงความเสียใจ”ล่วงหน้า”กับทั้ง 3 ท่านนะครับ 08/02/69 #พรรคเศรษฐกิจ #พรรคทางเลือกใหม่ #เลือกตั้ง69

    เผยแพร่:

    #พรรคเศรษฐกิจ #พรรคทางเลือกใหม่ #เลือกตั้ง69 #การเมือง Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    กำลังโหลดความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/mfru0kR4yNc&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-zxVYi86KD_pMeyqo9cRt

  • จับตาเก้าอี้ ‘รมว.คลัง’ ตัวแปรชี้ทิศเศรษฐกิจไทยภายใต้ข้อจำกัดการคลัง

    จับตาเก้าอี้ ‘รมว.คลัง’ ตัวแปรชี้ทิศเศรษฐกิจไทยภายใต้ข้อจำกัดการคลัง

    ทันทีที่ปิดหีบเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เกมการเมืองไม่ได้จบลงที่การนับคะแนน หากแต่เริ่มต้นบททดสอบครั้งสำคัญของเศรษฐกิจไทยในอีก 4 ปีข้างหน้า เพราะสิ่งที่ตลาดทุน ภาคธุรกิจ และนักลงทุนจับตามองไม่ใช่แค่ “ใคร” จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่คือ “ใคร” จะได้กุมบังเหียนกระทรวงการคลัง

    ท่ามกลางแรงกดดันจากหนี้สาธารณะระดับสูง การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง และความเสี่ยงต่ออันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ ชื่อของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจึงกลายเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางค่าเงินบาท ตลาดหุ้น และความเชื่อมั่นทั้งในและต่างประเทศ

    ขณะที่ 3 พรรคการเมืองหลักต่างวางหมากทีมเศรษฐกิจแตกต่างกันอย่างชัดเจน พร้อมเป้าหมายการเติบโตตั้งแต่ 3% ไปจนถึง 5% ต่อปี ท่ามกลางเสียงเตือนจากนักวิชาการว่า ขุนคลังคนใหม่ต้องไม่ใช่แค่ “คนเก่ง” แต่ต้องมีทีมที่แข็งแรงพอจะรับมือข้อจำกัดทางการคลังที่รออยู่เบื้องหน้า 

    จากการรวบรวมข้อมูลของ 3 พรรคการเมืองหลักที่มีโอกาสเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย พบว่า แต่ละพรรคต่างมีการวางแผนและเตรียมทีมบริหารสำหรับ 3 กระทรวงเนื้อหอมที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย
    กระทรวงการคลัง หัวใจและเส้นเลือดใหญ่ของรัฐบาล

    ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นระดับหนี้สาธารณะสูง การเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำ การขาดดุลงบประมาณ และความเสี่ยงที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกจะปรับลดอันดับเครดิตเรตติ้งของไทย การคัดเลือก “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง” จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง 

    สำหรับพรรคประชาชน ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ เคยระบุว่าแม้พรรคจะมีการเปิดตัวทีมบริหารมืออาชีพไปแล้วหลายคน แต่ในส่วนของบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่ง “ขุนคลัง” พรรคขอปิดชื่อไว้ก่อน ให้เป็นเหมือนตัว “ซีเคร็ท”

    จากการวิเคราะห์มีโอกาสเป็นไปได้ที่หากได้จัดตั้งรัฐบาล พรรคประชาชนจะต้องทาบทาม “คนนอก” พรรคให้เข้ามานั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยพรรคมีเป้าหมายในการผลักดันให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ปีละประมาณ 4% 

    ขณะที่พรรคภูมิใจไทย เป็นพรรคที่มีการประกาศชัดเจนที่สุดว่า หากได้รับเลือกตั้งมาเป็นอันดับ 1 จะให้ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” นั่งในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เหมือนเดิมเพื่อสานต่องานที่ได้ทำไว้

    ทั้งเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้น โดยใช้การกระตุ้นโดยโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 การผลักดันการลงทุนที่ค้างท่อหลายแสนล้าน การดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เป็นเป้าหมายในการเพิ่มรายได้ของประเทศ ควบคู่กับการรักษาวินัยการเงินการคลังตามแผนการคลังระยะปานกลาง พ.ศ. 2569-2572 โดยพรรคมีการวางเป้าหมายให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ปีละ 3% พลัส 

    ในส่วนของพรรคเพื่อไทย แม้ไม่ได้มีการพูดถึงตัวบุคคลที่วางไว้ว่า จะให้มาดำรงตำแหน่ง รมว.คลัง หากได้เป็นแกนนำการจัดตั้งรัฐบาล แต่ในส่วนของตัวบุคคลที่มีการวางไว้ให้เป็นคีย์แมนของพรรคในการหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ที่ชื่อของจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ได้รับการโปรโมทขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย

    ทำให้มีโอกาสเช่นกันหากพรรคเพื่อไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จุลพันธ์ จะขยับจากการเป็น รมช.คลังในครั้งก่อนขึ้นมานั่งในตำแหน่ง รมว.คลัง อย่างไรก็ตามพรรคเพื่อไทยยังมีเครือข่ายในกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์ นายธนาคาร และนักวิชาการ ที่สามารถนั่งในเก้าอี้นี้ได้อีกหลายคน 

    ทั้งนี้พรรคเพื่อไทยมีเป้าหมายในเรื่องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ขยายตัวเฉลี่ยปีละ 5% ผ่านนโยบายหลายด้านทั้ง การสร้างเศรษฐีวันละ 9 คน ผ่านการทำหวยใบเสร็จ เพื่อขยายฐานรายได้ของภาครัฐด้วยการดึงร้านค้ารายย่อยเข้าระบบ

    การผลักดันโครงการคนไทยหายจน รวมทั้งจะมีการหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการแก้ปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่า และเงินเฟ้อหลุดกรอบเป้าหมาย โดยการปรับเปลี่ยนเป้าหมายนโยบายการเงินจากเป้าหมายเงินเฟ้อ เป็นเป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยน เป็นต้น

    TDRI เตือน ขุนคลังต้อง “เก่ง-กล้า-มีทีม”

    ในสภาวะที่เศรษฐกิจโลกและไทยเผชิญกับความท้าทายอย่างรอบด้าน ประกอบกับข้อจำกัดทางด้านพื้นที่การคลังที่มีอยู่อย่างจำกัด การคัดสรรผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่ง “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง” ภายหลังการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง จึงเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองอย่างยิ่ง 

    ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังถือเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญที่สุด เนื่องจากกระทรวงการคลังเปรียบเสมือน “หัวใจ” และ “เส้นเลือดใหญ่” ของทั้งรัฐบาล ซึ่งทำหน้าที่ดูแลระบบการคลังและการใช้จ่ายเงินของประเทศ

    ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

    หากเกิดความผิดพลาดในการบริหารจัดการ จะนำไปสู่ปัญหาที่รุนแรงต่อภาพรวมของประเทศทันที ด้วยเหตุนี้ ตำแหน่งดังกล่าวจึงไม่สามารถมอบให้แก่ฝ่ายการเมืองที่ขาดประสบการณ์เข้ามาบริหารได้โดยง่าย แต่ต้องการผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ 

    จากความท้าทายด้านข้อจำกัดทางการคลังในปัจจุบัน สเปคของรัฐมนตรีคลังที่เหมาะสมควรประกอบด้วยความสามารถใน 4 มิติหลัก ได้แก่

    • ความรู้ความสามารถทางด้านการคลังอย่างแท้จริง ต้องตระหนักและรู้เท่าทันข้อจำกัด รวมถึงภัยคุกคามทางการคลัง หากบริหารจัดการไม่ดีจะเกิดปัญหาตามมา
    • ความสามารถในการจัดลำดับความสำคัญ เนื่องจากรัฐบาลที่เข้ามาใหม่มักจะมีนโยบายจำนวนมาก รัฐมนตรีคลังต้องทำหน้าที่เป็นผู้กลั่นกรอง ตรวจสอบความถูกต้อง และหาเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนนโยบายที่เกิดผลจริง
    • ความกล้าหาญในการหาเงินและจัดเก็บรายได้ โดยเฉพาะการรีดภาษีจากกลุ่มที่มีทรัพยากรล้นเหลือ หรือดึงกลุ่มคนที่หลีกเลี่ยงภาษีให้เข้ามาอยู่ในระบบ
    • วิสัยทัศน์แห่งอนาคตและการปรับโครงสร้าง ต้องมีความสามารถในการกันงบประมาณส่วนหนึ่งไว้เพื่อการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในอนาคต 

    สิ่งที่น่ากังวลคือ ความเข้าใจผิดว่า ความเก่งกาจของคนเพียงคนเดียวจะสามารถคุมกระทรวงการคลังได้ เนื่องจากกระทรวงการคลังมีขนาดใหญ่และเป็นเส้นเลือดของทั้งประเทศ รัฐมนตรีคลังจึงไม่จำเป็นต้องเก่งที่สุดเพียงคนเดียว แต่ต้องมี “ทีมงานที่เป็นมืออาชีพ” ที่เข้มแข็งและมีจำนวนมากพอจากทุกภาคส่วน 

    ดร.นณริฏ กล่าวว่า “ทีมงานนี้จะต้องทำหน้าที่ขับเคลื่อนในทุกมิติ ทั้งเรื่องฐานภาษี การดึงคนเข้าระบบรายได้ และการปรับกระบวนการงบประมาณ หากพรรคการเมืองใดเสนอเพียงตัวบุคคลที่อ้างว่าเก่ง แต่ไม่มีทีมงานสนับสนุนที่ชัดเจน จะไม่สามารถบริหารจัดการประเทศที่มีขนาดใหญ่และซับซ้อนได้” 

    ในมุมมองของนักวิชาการ TDRI พบว่ามีพรรคการเมืองบางส่วนที่ยังขาดความตระหนักถึงปัญหา โดยเฉพาะพรรคที่ไม่พูดถึงการเปลี่ยนแปลงหรือการปรับขึ้นภาษี เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่อันตรายและแสดงถึงการไม่รับรู้ถึงปัญหาที่แท้จริง การกระทำเช่นนี้อาจก่อให้เกิดความสุ่มเสี่ยงทางการคลังและทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีก 

    “การเลือกเฟ้นทีมเศรษฐกิจโดยเฉพาะรัฐมนตรีคลังจึงเป็นเรื่องที่น่ากังวลยิ่งกว่ากระทรวงอื่นๆ เพราะทุกกระทรวงต้องพึ่งพางบประมาณและการตัดสินใจจากที่นี่ พรรคการเมืองจึงควรสำรวจตัวเองและเติมเต็มมิติที่ยังขาดหาย เพื่อให้ได้ทีมบริหารที่เก่งจริงและพร้อมกุมบังเหียนอนาคตของประเทศอย่างแท้จริง” ดร.นณริฏ กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/651094&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tMt2nT5msC2KtOdBkxEHF

  • เอกชน-นักวิชาการจี้รัฐบาลใหม่ “ทำทันที-ทำจริง-ทำเป็นทีม” ฟื้นเศรษฐกิจไทยพ้นวิกฤต

    เอกชน-นักวิชาการจี้รัฐบาลใหม่ “ทำทันที-ทำจริง-ทำเป็นทีม” ฟื้นเศรษฐกิจไทยพ้นวิกฤต

    หลังการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ภาคเอกชนและนักวิชาการจากหลากหลายสาขาออกมาเสนอข้อเรียกร้องและข้อแนะนำต่อรัฐบาลชุดใหม่อย่างชัดเจน ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่อ่อนแอจนถูกมองว่าเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” โดยทุกภาคส่วนต่างเน้นย้ำตรงกันว่า สิ่งที่ประเทศต้องการในเวลานี้คือรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ มีทีมเศรษฐกิจมืออาชีพ และสามารถเดินหน้านโยบายได้อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงคำสัญญาหาเสียง

    ภาพประกอบข่าวเอกชน-นักวิชาการ ประสานเสียงจี้รัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้ง 8 ก.พ. 69

    ภารกิจ 3 เดือนแรก: กระตุ้นเศรษฐกิจทันที”

    สิ่งที่ภาคเอกชนทุกกลุ่มเรียกร้องอย่างแข็งขันคือ “การกระตุ้นเศรษฐกิจทันที” ภายใน 3 เดือนแรกหลังจัดตั้งรัฐบาล นายมิลินทร์ วีระรัตนโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ตั้งงี่สุน ซูเปอร์สโตร์ เตือนชัดเจนว่า หากรัฐบาลตั้งช้าจะทำให้เศรษฐกิจไทยเข้าขั้น “โคม่า” ฟื้นตัวยากขึ้น และเสนอให้สานต่อโครงการคนละครึ่งและธงฟ้าประชารัฐที่มีแพลตฟอร์มพร้อมใช้งานอยู่แล้ว แทนที่จะเสียเวลาสร้างระบบใหม่

    ในทิศทางเดียวกัน นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย ย้ำว่าภาคธุรกิจร้านอาหารต้องการรัฐบาลที่ “ทำงานเร็ว ฟังเสียงประชาชน และเปิดพื้นที่ให้ภาควิชาชีพมีส่วนร่วม” โดยเฉพาะในภาวะที่กำลังซื้ออ่อนแรง หากไม่มีมาตรการกระตุ้นทันที หรือหากใช้มาตรการที่ไม่ต่อเนื่อง เศรษฐกิจจะซึมทันที

    นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร ขยายความว่า มาตรการระยะสั้นเป็นเพียงการประคองเท่านั้น รัฐบาลต้องมีแผนระยะกลางและระยะยาวรองรับด้วย โดยมาตรการระยะกลางควรเปลี่ยนแนวคิดจาก “รัฐราชการ” ที่ภาครัฐเป็นผู้กำหนดทิศทาง มาเป็น “รัฐประชาชน” ที่ยึดประชาชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในภาคเศรษฐกิจเป็นศูนย์กลาง

    วิกฤตอุตสาหกรรม: เตือนแก้ด่วนก่อนสายเกินไป

    นายนาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ ประธานคลัสเตอร์อุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เตือนว่า ประเทศไทยกำลังล้าหลังไปมาก จากเคยเป็นเสือแห่งเอเชียกลายเป็นคนกำลังป่วย และเสนอ 2 เครื่องยนต์หลักที่ต้องเร่งแก้ไขคือ

    1. การท่องเที่ยว – หากไม่เร่งพัฒนาไทยอาจเสียบัลลังก์ให้กับเพื่อนบ้าน
    2. อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน – ถูก EV เข้ามาแทนที่จนกระทบหนัก หากไม่มีนโยบายที่แน่วแน่ในการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ไทยจะสูญเสียอุตสาหกรรมนี้ไปและเกิดปัญหาใหญ่

    ภาคอุตสาหกรรมยังเสนอให้รัฐบาลมุ่งเน้นการอัพเกรดเทคโนโลยีและความร่วมมือกับต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน เพื่อดูช่องว่างของอุตสาหกรรมที่ไทยกำลังตามหลัง พร้อมช่วยเหลืออุตสาหกรรมที่กำลังหนัก เช่น เสื้อผ้า ให้เพิ่มนวัตกรรมหรือปรับขนาดธุรกิจ

    ยุติโควตารัฐมนตรี เปิดทางมืออาชีพ

    ข้อเรียกร้องที่เด่นชัดจากหลายภาคส่วนคือ การเลิกใช้ระบบ “โควตารัฐมนตรี” ที่มีการแบ่งตำแหน่งตามจำนวนที่นั่งของแต่ละพรรค นายรติ พันธุ์ทวี นายกสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย ระบุชัดเจนว่า ระบบนี้มักนำบุคคลที่ไม่เหมาะสมกับงานเข้ามาดำรงตำแหน่ง ส่งผลเสียต่อประชาชนและประเทศชาติ

    “แนวคิดเรื่อง put the right man on the right job หรือการใช้คนให้ถูกกับงาน ควรจะให้บุคคลที่มีความสามารถและเหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่นั้นจริงๆ เข้ามาทำงาน โดยเฉพาะในกระทรวงเศรษฐกิจ เช่น กระทรวงการคลัง พาณิชย์ หรือคมนาคม ควรมีการจัดสรรตำแหน่งตามความสามารถโดยไม่เกี่ยงว่าบุคคลนั้นจะสังกัดพรรคการเมืองใด” นายรติกล่าว

    ภาพประกอบข่าว

    นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เสริมว่า ประเทศต้องการรัฐบาลที่สามารถทำให้นโยบายที่ประกาศไว้ “สำเร็จเป็นรูปธรรม” มากกว่าการถกเถียงเรื่องสูตรการเมือง โดยต้องเป็นรัฐบาลที่ตั้งได้เร็ว มีเสถียรภาพ และสามารถเริ่มทำงานได้ทันที

    หยุดนโยบายประชานิยม เน้นความสามารถแข่งขัน

    นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เน้นย้ำว่า รัฐบาลต้องเน้นประโยชน์โดยรวมและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ มากกว่าการขับเคลื่อนนโยบายประชานิยมเพื่อฐานเสียงของตัวเอง และเสนอว่าสิ่งที่รัฐบาลต้องทำทันทีใน 3 เดือนแรก คือ:

    1. การกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น
    2. ส่งเสริมการท่องเที่ยว
    3. เจรจาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ/FTA
    4. แก้ปัญหาค่าเงิน

    นายรติ พันธุ์ทวีเสริมว่า การแจกเงินไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบใดก็ตาม เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น และเม็ดเงินเหล่านั้นไม่ได้กลับไปสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างแท้จริง เพราะคนไทยยังมีภาระหนี้ครัวเรือนสูง หากได้รับเงินไปก็มีแนวโน้มนำไปใช้หนี้มากกว่าใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบ

    “ควรกลับไปแก้ปัญหาที่ปัจจัยพื้นฐาน เช่น การควบคุมราคาสินค้าต่างๆ ให้มีความเหมาะสม รวมถึงการสร้างรายได้ให้แก่ประชาชน แม้นโยบายเหล่านี้อาจดูเหมือนเห็นผลได้ยากในระยะสั้น แต่เป็นสิ่งที่ต้องทำ” นายรติกล่าว

    ภาพประกอบข่าว

    ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว

    รศ.ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการสถาบันไอเอ็มซี เสนอให้รัฐบาลใหม่วางแผนปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ มุ่งไปเศรษฐกิจดิจิทัลและนิวเอสเคิร์ฟ รวมถึงวางแผนการสร้างคน ทั้งการ Upskill และ Reskill รองรับกับการจ้างงานที่ลดลง และดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ

    นายสรเทพ โรจน์พจนารัช เสนอการปฏิรูประยะยาวหลายด้าน:

    ด้านโครงสร้างพื้นฐาน – ต้องเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ โดยเฉพาะระบบคมนาคม เช่น รถไฟความเร็วสูง ที่พูดถึงมานานกว่า 10 ปีแต่ยังไม่คืบหน้า

    ด้านการศึกษา – จำเป็นต้องปฏิรูประยะยาว ตั้งแต่วันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการปรับระยะเวลาการเรียนให้สอดคล้องกับความต้องการแรงงาน เพราะปัจจุบันคุณภาพการศึกษาของไทยถดถอยลงอย่างต่อเนื่อง

    ด้านระบบราชการ – งบประมาณประจำปีของประเทศกว่า 70% ถูกใช้ไปกับเงินเดือนและสวัสดิการข้าราชการ รวมถึงนโยบายประชานิยม ทำให้เหลืองบลงทุนในสัดส่วนจำกัด รัฐบาลต้องมีความกล้าหาญในการ “รีเชฟ” ระบบราชการ

    ค่าเงินและความสามารถแข่งขัน

    หลายภาคส่วนเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่าผิดปกติ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกและการท่องเที่ยวอย่างมาก นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา ชี้ว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยกำลังร่างกฎระเบียบเรื่องการเทรดทองคำออนไลน์ เพื่อลดความผันผวนของค่าเงิน

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน เสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันสร้างกลไกและเครื่องมือในการตรวจสอบอย่างเป็นระบบ และปิดช่องว่างการทำธุรกรรมอื่นๆ ที่อาจกระทบค่าเงินบาท อาทิ การซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล

    ต้นทุนของความล่าช้า

    ดร.อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว ประเมินว่า หากการเมืองยืดเยื้อ 3 เดือน ความเสียหายโดยประมาณอยู่ที่ 0.3-0.5% ของ GDP คิดเป็น 5.5-9.5 หมื่นล้านบาท และที่หนักกว่าคือความเชื่อมั่น ซึ่งใช้เวลาฟื้นนานกว่าตัวเลข GDP

    นายอภิชิต ประสพรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. เตือนว่า การไม่มีรัฐบาลเต็มรูปแบบจะทำให้โครงการลงทุนรัฐชะงัก งบปี 2569 เดินหน้าได้ช้า และงบปี 2570 ไม่สามารถเตรียมเสนอ ครม.ได้ทันเวลา สถานการณ์นี้เหมือนเศรษฐกิจไทยกำลังนอนรอออกซิเจน หากงบประมาณไม่ลงระบบก็เท่ากับไม่มีแรงกระตุ้นใหม่เข้าสู่ตลาด

    ข้อเรียกร้อง 100 วันแรก

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล สรุปข้อเรียกร้องภายใน 100 วันแรกของรัฐบาลใหม่ 5 เรื่องเร่งด่วน:

    1. แก้หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงจนกดกำลังซื้อ
    2. แก้ปัญหาสินค้านำเข้าที่ทะลักเข้ามา ส่งผลกระทบผู้ประกอบการไทย
    3. แก้ค่าเงินบาทที่แข็งผิดปกติ
    4. แก้เงินทุนสีเทาและเศรษฐกิจใต้ดิน
    5. แก้ปัญหาคอร์รัปชัน

    “ตอนนี้ประเทศไทยในสายตาต่างชาติกลายเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย หรือ sick man ต้องยอมรับว่าไทยตอนนี้เหมือนผู้ป่วยจริงๆ ต้องรีบฟื้นร่างกายกลับมาให้ได้ ผ่านการได้รัฐบาลที่มีคนเก่งเข้ามาทำงาน ไม่ใช่หมอให้กินแต่ยาหม้อ แถมเชื่อหมอดู” นายเกรียงไกรกล่าว

    บทสรุป: เลือก “ใคร” สำคัญกว่า “พรรคไหน”

    ภาพรวมข้อเรียกร้องจากภาคเอกชนและนักวิชาการสะท้อนชัดเจนว่า สิ่งที่ประเทศต้องการไม่ใช่การถกเถียงว่าพรรคไหนควรเป็นรัฐบาล แต่คือรัฐบาลที่สามารถตั้งได้เร็ว มีเสถียรภาพ และมีทีมเศรษฐกิจมืออาชีพที่สามารถทำงานได้จริง

    นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช สรุปได้ตรงประเด็นว่า “ไม่ว่ารัฐบาลใหม่จะจัดตั้งในรูปแบบรัฐบาลพรรคเดียวหรือรัฐบาลผสม สิ่งที่ภาคธุรกิจและผู้ประกอบการต้องการ คือรัฐบาลที่สามารถทำให้นโยบายที่ประกาศไว้สำเร็จเป็นรูปธรรม มากกว่าการถกเถียงเรื่องสูตรการเมือง”

    ท้ายที่สุด โจทย์ใหญ่ของประเทศไทยในวันนี้คือการแข่งขันทางเศรษฐกิจกับภูมิภาค ไม่ใช่การแข่งขันทางการเมืองภายในประเทศ หากรัฐบาลใหม่สามารถตอบโจทย์ข้อเรียกร้องเหล่านี้ได้ ประเทศไทยยังมีโอกาสหลุดพ้นภาพ “คนป่วยเอเชีย” และกลับสู่เส้นทางการเติบโตอย่างยั่งยืนได้อีกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/651051&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2PsgtKtUWJl5031wBfZF0k

  • ธนาคารกลางจีนซื้อทองคำต่อเนื่องเดือนที่ 15 บริหารความเสี่ยงทุนสำรอง

    ธนาคารกลางจีนซื้อทองคำต่อเนื่องเดือนที่ 15 บริหารความเสี่ยงทุนสำรอง

    ธนาคารกลางจีนเดินหน้าซื้อทองคำต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 15 ในเดือนมกราคม หนุนมูลค่าทุนสำรองพุ่ง แม้ราคาทองผันผวนแรงจากปัจจัยการเมืองและนโยบายสหรัฐ

    ธนาคารกลางจีน (People’s Bank of China: PBOC) เดินหน้าซื้อทองคำเพิ่มเป็นเดือนที่ 15 ติดต่อกันในเดือนมกราคมที่ผ่านมา สะท้อนยุทธศาสตร์การกระจายความเสี่ยงของทุนสำรองระหว่างประเทศ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมืองโลก ตามข้อมูลที่ PBOC เปิดเผยเมื่อวันเสาร์

    ข้อมูลระบุว่า ปริมาณการถือครองทองคำของจีนเพิ่มขึ้นเป็น 74.19 ล้านทรอยออนซ์ ณ สิ้นเดือนมกราคม จากระดับ 74.15 ล้านทรอยออนซ์ในเดือนก่อนหน้า ขณะที่มูลค่าทุนสำรองทองคำของจีนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ มาอยู่ที่ 369.58 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก 319.45 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนก่อนหน้า

    ราคาทองคำ ซึ่งถูกมองมาอย่างยาวนานว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยสำหรับป้องกันความเสี่ยงทางการเมืองและเศรษฐกิจ เผชิญความผันผวนรุนแรงในเดือนมกราคม จากแรงเก็งกำไรที่ผลักดันราคาขึ้นไปใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ราว 5,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์

    อย่างไรก็ดี กระแสราคาขาขึ้นของทองคำในตลาดสปอตพลิกกลับอย่างรวดเร็ว ภายหลังการเสนอชื่อ Kevin Warsh เป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐ (U.S. Federal Reserve) คนถัดไปในช่วงปลายเดือนมกราคม ส่งผลให้ราคาทองคำร่วงลงไปแตะระดับต่ำสุดที่ 4,403.24 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนจะฟื้นตัวมาเคลื่อนไหวอยู่ราว 4,960 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในปัจจุบัน

    ธนาคารกลางจีนซื้อทองคำต่อเนื่องเดือนที่ 15 บริหารความเสี่ยงทุนสำรอง

    ในด้านอุปสงค์ภายในประเทศ สมาคมทองคำจีน (China Gold Association) ระบุว่า การบริโภคทองคำของจีนลดลงเป็นปีที่สองติดต่อกันในปี 2025 ลดลง 3.75% เหลือ 950 เมตริกตัน อย่างไรก็ตาม ความต้องการซื้อทองคำแท่งและเหรียญทอง ซึ่งสะท้อนแรงซื้อในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย กลับเพิ่มขึ้นเป็นปีที่สอง โดยพุ่งขึ้นถึง 35.14% ในปี 2025 และคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของการบริโภคทองคำทั้งหมด

    ทั้งนี้ PBOC เคยยุติการซื้อทองคำต่อเนื่องยาวนาน 18 เดือนในเดือนพฤษภาคม 2024 ก่อนจะกลับมาซื้ออีกครั้งหลังจากนั้นราว 6 เดือน ตอกย้ำบทบาทของทองคำในยุทธศาสตร์บริหารทุนสำรองของจีนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/international-news/737679&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ctRpfK3tJpD1hIdZJdks7

  • EMPIRE เปิดซีอีโอคนใหม่ “วัชราภรณ์ สุวินย์ชัย”  – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    EMPIRE เปิดซีอีโอคนใหม่ “วัชราภรณ์ สุวินย์ชัย”  – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – บอร์ตด EMPIRE หรือบมจ. ออริจิ้น โกลบอล เอ็มไพร์ มีมติแต่งตั้ง “วัชราภรณ์ สุวินย์ชัย” ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. 69 มุ่งขับเคลื่อนองค์กร สะท้อนทิศทางการที่ให้ความสำคัญด้านพัฒนาศักยภาพการบริหาร เสริมความร่วมมือพันธมิตรทางธุรกิจ ควบคู่หลักธรรมาภิบาล คำนึงถึงนักลงทุน-ผู้มีส่วนได้เสียในทุกด้าน มุ่งสร้างการเติบโตแข็งแกร่งอย่างยั่งยืน

    มุ่งสร้างเติบโตแข็งแกร่งยั่งยืน

    ด้าน“วัชราภรณ์ สุวินย์ชัย” กล่าวภายหลังรับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร EMPIRE ว่า การเข้ารับตำแหน่งครั้งนี้เพื่อรับช่วงต่อจากนาย นายปัณณวิชญ์ โชติเตชธรรมมณี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนปัจจุบัน ได้แจ้งลาออกจากการดำรงตำแหน่งกรรมการสรรหาและพิจารณาค่าตอบแทน กรรมการบริหารความเสี่ยง ประธานกรรมการบริหาร และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เนื่องจากมีภารกิจที่เพิ่มขึ้น โดยยังคงดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัท และ กรรมการบริหารต่อไป ซึ่งการแต่งตั้งดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างการบริหารระดับสูง เพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านการกำกับดูแลกิจการ และสร้างความต่อเนื่องเชิงกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนองค์กร

    ผนึกพันธมิตรรุกธุรกิจ

    ทั้งนี้ นางสาววัชราภรณ์ สุวินย์ชัย มีพื้นฐานการศึกษาด้านการเงินและบัญชี โดยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทจาก DeVry University ประเทศสหรัฐอเมริกา รวมถึงผ่านการอบรมหลักสูตรผู้บริหารและกรรมการจากสถาบันชั้นนำ ขณะเดียวกันยังมีประสบการณ์บริหารองค์กรธุรกิจ และ บริษัทจดทะเบียนหลายแห่ง พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการส่งเสริมศักยภาพบริษัทในทุกด้าน โดยเฉพาะการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อสนับสนุนประสิทธิภาพการดำเนินงานที่แข็งแกร่งควบคู่หลักธรรมาภิบาลอย่างยั่งยืนในอนาคต

    “จากประสบการณ์ที่มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนธุรกิจ ผ่านการสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ และการเชื่อมโยงพันธมิตรทางธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรม ทำให้มีความพร้อมในการเข้ามาบริหารงานในช่วงการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญนี้ โดยจะมุ่งเน้นสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกับพันธมิตรที่สอดคล้องกับทิศทางองค์กร เพื่อศักยภาพการแข่งขัน และ สร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาว ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักธรรมาภิบาล และคำนึงถึงผู้ถือหุ้นตลอดจนผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายอย่างรอบด้าน” นางสาววัชราภรณ์ กล่าว

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/02/08/615263/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zhVRO7Ag74_HBMtUjYE9-

  • “อิงฟ้า วราหะ”เปิดใจ หลังเลือกตั้ง ลองเลือกอะไรใหม่ๆ หากอะไรเดิมๆ ไม่เปลี่ยนแปลง | TOPNEWS

    “อิงฟ้า วราหะ”เปิดใจ หลังเลือกตั้ง ลองเลือกอะไรใหม่ๆ หากอะไรเดิมๆ ไม่เปลี่ยนแปลง | TOPNEWS

    “อิงฟ้า วราหะ”เปิดใจ หลังเลือกตั้ง ลองเลือกอะไรใหม่ๆ หากอะไรเดิมๆ ไม่เปลี่ยนแปลง

    • เผยแพร่ : 08/02/2026 16:37

    “อิงฟ้า วราหะ”เปิดใจ หลังเลือกตั้ง ลองเลือกอะไรใหม่ๆ หากอะไรเดิมๆ ไม่เปลี่ยนแปลง | TOP DARA

    #อิงฟ้า
    #อิงฟ้าวราหะ
    #เลือกตั้ง
    #นายกฯ
    #เลือกอะไรใหม่ๆ
    #เลือกตั้ง69
    #สมาชิกผู้แทนราษฎร
    #สส.
    #ใช้สิทธิเลือกตั้ง
    #ออกเสียงประชามติ
    #ค่าครองชีพ
    #การศึกษา
    #กกต.
    #คนดัง
    #วงการนางงาม
    #นางงาม
    #ดราม่า
    #บันเทิง
    #topdara

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1481447&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2T9CQbVbKfl0s5goYGzRK2