ผู้ประกอบการพัทยา กังวลกระทบธุรกิจท่องเที่ยว หลัง กรมการปกครอง เตือน นั่งยาวดื่มในร้านนอกเวลาขาย เสี่ยงผิดกฎหมาย โทษปรับ 1 หมื่น | TOPNEWS

ผู้ประกอบการพัทยา-กังวลกระทบธุรกิจท่องเที่ยว-หลัง-กรมการปกครอง-เตือน-นั่งยาวดื่มในร้านนอกเวลาขาย-เสี่ยงผิดกฎหมาย-โทษปรับ-1-หมื่น-|-topnews

ภายหลังสำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง ออกประกาศเตือนประชาชนและผู้ประกอบการร้านอาหาร–สถานบันเทิง ให้ตระหนักถึงกฎหมายใหม่ตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ซึ่งกำหนดข้อห้าม บริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานที่ขายหรือให้บริการเพื่อการค้า ในช่วงเวลาห้ามขาย หากฝ่าฝืนมีความผิด โทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท โดยกฎหมายจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป หลังพ้นกำหนด 60 วันนับจากประกาศราชกิจจานุเบกษา

สำหรับสาระสำคัญของกฎหมายใหม่ มาตรา 32 ระบุชัดเจนว่า ห้ามผู้ใดนั่งดื่มแอลกอฮอล์ในร้านเกินเวลาที่กฎหมายกำหนด แม้จะเช็คบิลเรียบร้อยแล้วก็ตาม โดยช่วงเวลาห้ามขาย ได้แก่ เวลา 00.00–11.00 น. เวลา 14.00–17.00 น. ทั้งนี้ ผู้ฝ่าฝืนมาตรา 32 จะมีความผิดทางพินัย ต้องถูกปรับไม่เกิน 10,000 บาท ตามมาตรา 37/1

ข่าวที่น่าสนใจ

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นางลำพึง แฮมิลตัน นายกสมาคมผู้ประกอบการกลางคืนเมืองพัทยา เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการหลายรายยังงงกับกฎหมายนี้ ซึ่งเมืองพัทยาเป็นเมืองท่องเที่ยว รายได้ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับธุรกิจบาร์เบียร์และสถานบันเทิง หากนักท่องเที่ยวต่างชาติยังนั่งอยู่ในร้านเกินเวลา แม้ไม่ได้สั่งเพิ่ม ก็อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายได้ ยิ่งในกรณีที่ลูกค้ารอฝนหยุด รอรถมารับ หรืออยู่ในอาการมึนเมาไม่สามารถออกจากร้านทันที อาจสร้างความสับสนและเกิดผลกระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยว

“ธุรกิจสถานบันเทิงในพัทยา 20 ปีที่ผ่านมา ปีนี้ถือว่าแย่ที่สุด หลายร้านแทบไม่มีลูกค้าอยู่แล้ว หากกฎหมายนี้บังคับใช้อาจยิ่งทำให้สถานการณ์หนักขึ้น ผู้ประกอบการอยากให้ภาครัฐพิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ มากกว่าการออกข้อกฎหมายที่สร้างความกังวล” นางลำพึง กล่าว

ผู้ประกอบการจึงฝากความหวังให้หน่วยงานภาครัฐเร่งหามาตรการรองรับ เพื่อไม่ให้กฎหมายใหม่นี้กลายเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจท่องเที่ยวของเมืองพัทยาและประเทศไทยโดยรวม

ภาพ/ข่าว อนันต์ กิ่งสร / ทิวากร กฤษมณี ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ชลบุรี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1318013&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JG4rSH4cSPJfUnqESDemE