นายสิทธิเดช มัยลาภ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) หรือ SKY ผู้ให้บริการ ไอที ครบวงจร เปิดเผยว่า จากสภานการณ์การเมืองที่กำลังจะมีรัฐบาลใหม่และเศรษฐกิจที่ยังคงชะลอตัวในปัจจุบัน ภาคเอกชนมองว่าการมีรัฐบาลที่มั่นคงถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด เพราะจะช่วยขับเคลื่อนผลักดันการใช้งบประมาณในโครงการด้านเศรษฐกิจและการลงทุนให้เดินหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรม ขณเดียวกันภาครัฐก็ควรออกนโยบายสนับสนุนเอกชนในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานและโครงการลงทุนที่ชัดเจน เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศ โดยมองว่าอุตสาหกรรมการบินและท่องเที่ยวเป็นกลไกหลักที่ภาครัฐควรควรให้ความสำคัญ
โดยเฉพาะการส่งเสริมให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาค (ฮับการบิน) เนื่องจากประเทศไทยได้เปรียบในด้านภูมิศาสตร์ และสถานที่ท่องเที่ยว โดยนำเทคโนโลยีมาช่วยยกระดับการบริการอำนวยความสะดวกให้สะดวก ควรจะแก้ไขกฎหมายและกฎระเบียบเก่าที่ไม่อื้อต่อการแข่งขัน เช่น พระราชบัญญัติการบินอากาศที่ถูกร่างขึ้นตั้งแต่ก่อนปี 2500 ทำให้กฎระเบียบเข้มงวดเกินไปในยุคการแข่งขันสูง จึงควรปรับให้มีความเป็นเชิงพาณิชย์มากขึ้น ขณะเดียวกัน ควรเร่งรัดขั้นตอนการอนุมัติจัดซื้อเครื่องบินใหม่ของสายการบินที่ปัจจุบันใช้เวลาหลายเดือน ถือเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเพิ่มขีดความสามารถ เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งอย่างสิงคโปร์ที่มีจำนวนเครื่องบินมากกว่าไทยหลายเท่า
รวมถึงเสนอเรื่องการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมผู้โดยสารขาออก (Passenger Service Charge: PSC) ซึ่งปัจจุบันไทยเก็บอยู่ที่ 730 บาท ต่ำกว่าสิงคโปร์ ที่เก็บประมาณ 1,300 บาท และฮ่องกง เก็บประมาณ 1,500 บาท การปรับเพิ่มจะช่วยสร้างรายได้เพื่อนำไปลงทุนพัฒนาสนามบินและเทคโนโลยีใหม่ ๆ โดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณภาครัฐ และยังยกระดับคุณภาพการให้บริการสู่มาตรฐานสากล
ซึ่งปัจจุบันสนามบินสุวรรณภูมิที่ปัจจุบันรองรับผู้โดยสาร 45 ล้านคนต่อปี จะขยายเพิ่มอีก 20 ล้านคนจากอาคาร Satellite 1 และอีก 15 ล้านคนจาก East Expansion รวมเป็น 80 ล้านคนภายใน 3 ปี เทียบเคียงสนามบินชั้นนำในภูมิภาค ทั้งยังมีรันเวย์ 3 เส้นที่รองรับได้ถึง 90 เที่ยวบินต่อชั่วโมง ทำให้ไทยมีศักยภาพเป็น Transit Hub ระดับโลก เช่น ดูไบ โดฮา และอิสตันบูล แต่ไทยยังมีข้อจำกัดด้านการขนส่งสินค้า โดยสุวรรณภูมิรองรับได้เพียง 1.5 ล้านตันต่อปี ต่ำกว่าฮ่องกง ที่รองรับได้ 5 ล้านตัน และสิงคโปร์ ได้ 2 ล้านตัน
นายสิทธิเดช กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา บริษัทได้นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเสริมการบริการ อาทิ ระบบ Facial Recognition ที่เริ่มใช้ตั้งแต่ 1 ธ.ค.67 ในทุกสนามบินของ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการเช็กอินและเช็กเอาต์, ซอฟต์แวร์ Smart Glow สำหรับวิเคราะห์และบริหารการไหลของผู้โดยสาร เพื่อลดเวลารอคิวจาก 45 นาที เหลือเพียง 35–40 นาที รวมถึงระบบ IT สมัยใหม่ที่ช่วยให้การเดินทางสะดวกและปลอดภัยยิ่งขึ้น
ส่วนการส่งเสริมด้านภาคการเที่ยว หลังจากช่วงที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวจีนที่ลดลงถึง 30% แต่ไทยยังมีจุดแข็งด้าน Wellness เช่น สปา นวดไทย ร้านอาหาร และแหล่งท่องเที่ยวหลากหลายทั้งธรรมชาติและวัฒนธรรม จึงเสนอให้ไทยปรับยุทธศาสตร์จากการเน้นจำนวนนักท่องเที่ยว มุ่งไปสู่การดึงดูดกลุ่มคุณภาพที่มีกำลังซื้อสูงมากกว่าเน้นจำนวนปริมาณ โดยใช้แอปพลิเคชัน Windows Thailand เป็นเครื่องมือสำคัญในการนำเสนอข้อมูลท่องเที่ยวและบริการ เมื่อได้นักท่องเทียวคุณภาพที่มีกำลังซื้อสูง มีการใช้จ่ายต่อหัวสูง ก็ดีกว่า การเน้นปริมาณ แล้วมีแต่ทัวร์ศูนย์เหรียญที่ไม่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยระยะยาว
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5087485/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JYKUC8eimUYz3U229tGDv
