เศรษฐกิจไทยปี’69 โตต่ำกว่าคาดเผชิญแรงกดดันรอบด้าน

เศรษฐกิจไทยปี’69-โตต่ำกว่าคาดเผชิญแรงกดดันรอบด้าน

วิจัยกรุงศรีฯคาดเศรษฐกิจไทยโตเพียง 1.9% แม้ไตรมาสแรกขยายตัวดี ชี้ครึ่งปีหลังแรงกดดันรอบด้าน ภูมิรัฐศาสตร์ตึงเครียด ต้นทุนพลังงานสูง  ท่องเที่ยวฟื้นช้า ส่งออกมีแนวโน้มชะลอตัว  

วิจัยกรุงศรีคาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะเติบโต 1.9% ชะลอลงจาก 2.4% ในปี 2568 แม้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐจะช่วยพยุงการเติบโตในช่วงครึ่งหลังของปี แต่แรงกดดันจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ ตลอดจนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศ จะทำให้แรงส่งของเศรษฐกิจโดยรวมอ่อนแอลงจากปีก่อน โดย
การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราต่ำสุดในรอบ 4 ปี สาเหตุหลักมาจากค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นตามราคาพลังงาน ขณะที่รายได้ภาคครัวเรือนโดยเฉพาะรายได้ภาคการเกษตรขยายตัวในระดับต่ำ ประกอบกับหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งกดดันกำลังซื้อโดยรวม ขณะที่การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวยังคงล่าช้า โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 จากต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นและความกังวลด้านความปลอดภัยจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะไกลจากยุโรป สหรัฐฯ และตะวันออกกลาง ผนวกกับการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวในภูมิภาคที่รุนแรงขึ้น

ด้านการส่งออกแม้ว่าจะขยายตัวได้ดีในไตรมาสแรก แต่มีแนวโน้มชะลอตัวในช่วงที่เหลือของปี จากอุปสงค์โลกที่อ่อนแรงลง ประกอบกับความเสี่ยงที่สหรัฐฯ อาจเพิ่มความเข้มข้นของมาตรการภาษีนำเข้า ทั้งในมิติของอัตราภาษีและความครอบคลุมของสินค้า ขณะเดียวกัน การนำเข้ามีแนวโน้มเร่งขึ้นตามต้นทุนที่สูงขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งจะกดดันดุลการค้า และเป็นอีกปัจจัยที่ฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ

สำหรับการลงทุนภาคเอกชนคาดว่าจะยังรักษาแรงส่งจากปีก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากมูลค่าขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ที่เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2568 รวมถึงการขยายตัวของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และโครงการ Thailand FastPass ที่จะช่วยดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ประเทศ อย่างไรก็ตามความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และปัญหาเชิงโครงสร้างจะยังคงเป็นแรงกดดันสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไป

ด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แม้แรงกดดันเงินเฟ้อมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นและอาจสูงกว่ากรอบเป้าหมายของทางการ แต่อุปสงค์ในประเทศที่ซบเซาจะทำให้การส่งผ่านต้นทุนไปสู่เงินเฟ้อรอบถัดๆ ไป (Second-round effects) ยังคงอยู่ในวงจำกัด นอกจากนี้ การเติบโตของสินเชื่อยังคงอ่อนแอแม้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงลดลงก็ตาม ด้วยเหตุนี้ จึงคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.00% ตลอดช่วงที่เหลือของปีเพื่อช่วยประคองการเติบโตของเศรษฐกิจ

“แม้เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกปี 2569 ขยายตัวเกินคาดที่ 2.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน แต่แรงขับเคลื่อนหลักมาจากปัจจัยชั่วคราว อาทิ การเร่งส่งออกล่วงหน้า (Front-loading) ท่ามกลางความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ   การเร่งซื้อรถยนต์ EV การฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชนหลังการเลือกตั้ง รวมถึงการสะสมสินค้าคงคลัง นอกจากนี้ การนำเข้าที่เร่งตัวสูงส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ไตรมาส สะท้อนถึงผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นและเริ่มกดดันเศรษฐกิจไทยตั้งแต่ปลายไตรมาสแรก”

ดร.พิมพ์นารา หิรัญกสิ หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ และผู้บริหารสายงานวิจัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปีนี้จะเติบโตดีกว่าคาด และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอาจช่วยพยุงการเติบโตตั้งแต่ช่วงกลางปีเป็นต้นไป แต่ในระยะข้างหน้า เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเสี่ยงจากทั้งปัจจัยภายนอกและข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศ

ทั้งนี้จากปัจจัยดังกล่าว วิจัยกรุงศรีจึงได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 โดยสะท้อนผลของปัจจัยสำคัญ ได้แก่ 1. เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกที่ขยายตัวดีกว่าคาด ส่งผลบวกต่อการประมาณการ 2. แรงสนับสนุนจากงบประมาณภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงินฯ เพื่อรองรับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน

และ 3.ผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทำให้ต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อการบริโภค การลงทุน การส่งออก และการท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตาม หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อหรือกลับมาปะทุรุนแรงขึ้นอีก หรือมาตรการกีดกันทางการค้าต่างๆ ทวีความเข้มข้นขึ้น เศรษฐกิจไทยอาจชะลอตัวมากกว่าที่ประเมินไว้

ในระยะข้างหน้า เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญความท้าทายหลายปัจจัย อาทิ 1. ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลให้วิกฤตพลังงานยืดเยื้อและเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะชะงักงันของห่วงโซ่อุปทาน 2. ความไม่แน่นอน เกี่ยวกับนโยบายการค้าของสหรัฐฯ 3.ข้อจำกัดด้านการคลัง และความเสี่ยงจากการชะลอลงของการใช้จ่าย (Payback effect) ภายหลังมาตรการกระตุ้นสิ้นสุดลง

4. ภาวะเอลนีโญ (El Niño) ที่อาจกระทบผลผลิตและรายได้ของภาคการเกษตร และ 5. ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น ความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตที่ลดลง หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์และกำลังแรงงานที่หดตัว

ทั้งนี้แม้ปัจจัยเสี่ยงจากภายนอกจะส่งผลกระทบต่อหลายประเทศในลักษณะคล้ายคลึงกัน แต่ด้วยข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศ อาจทำให้เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบมากกว่า ด้วยเหตุนี้ การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจอย่างระมัดระวัง มีประสิทธิภาพ และสามารถรองรับความไม่แน่นอนได้อย่างเพียงพอ จึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อการประคับประคองแรงส่งการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

ประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569

% เปลี่ยนแปลงจากปีก่อน

2567

2568

2569F

 GDP

2.9

2.4

1.9

 การบริโภคภาคเอกชน

4.4

2.7

2.0

 การบริโภคภาครัฐ

2.6

0.6

1.0

 การลงทุนภาคเอกชน

-1.9

3.5

3.5

 การลงทุนภาครัฐ

4.5

8.9

2.7

 มูลค่าส่งออก (สกุลดอลลาร์)

5.9

12.7

9.8

 มูลค่านำเข้า (สกุลดอลลาร์)

5.5

13.0

15.0

 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ (ล้านคน)

35.5

33.0

32.5

 อัตราเงินเฟ้อทั่วไป

0.4

-0.1

2.7

ที่มา: วิจัยกรุงศรี

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/43262&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KRKdLo14HHu53XVYi1Flm