sohu สื่อแดนมังกรจีน เปิดเผยบทความวิเคราะห์ถึงการท่องเที่ยวของคนในยุคโซเชียลมีเดีย ที่กำลังทำลายความหมายของการท่องเที่ยวอย่างแท้จริงไปโดยสิ้นเชิง หลายคนไม่ได้ไปเพื่อสัมผัสประสบการณ์ แต่ไปเพื่อ “สร้างคอนเทนต์” หรือ “ถ่ายรูปอวด” จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า “การท่องเที่ยวเพื่อลงรูป” (“Take-a-shot” style travel) กำลังทำลายแก่นแท้ของวันหยุด และทำให้ความทรงจำที่แท้จริงกลายเป็นเพียงความว่างเปล่า
ในช่วงวันหยุดยาว นักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางไปยังสถานที่ยอดนิยม ไม่ได้ไปเพื่อดื่มด่ำกับบรรยากาศตรงหน้า แต่กลับวุ่นวายกับการจัดมุม จัดท่าทาง เพื่อให้ได้ “รูปภาพที่สมบูรณ์แบบ” สำหรับลงโซเชียลมีเดีย
คู่รักคู่หนึ่งยืนอยู่ริมทะเลสาบ แต่แทนที่จะเพลิดเพลินกับสายลม พวกเขากลับโฟกัสกับการถ่ายรูปที่ “ต้องได้ไลก์”
ครอบครัวหนึ่งรีบเดินผ่านโบราณสถานเพื่อถ่ายรูปเช็กอินให้ครบ ก่อนจะขึ้นรถกลับไปพร้อมกับความรู้สึกว่า จำไม่ได้เลยว่าโบราณสถานนั้นชื่ออะไร? หรือมีประวัติศาสตร์อย่างไร?
หลายคนยอมต่อคิวที่ “มุมถ่ายรูปยอดฮิต” นานถึง 2 ชั่วโมง หรือแม้แต่ยอมละทิ้งอาหารท้องถิ่นอร่อยๆ เพียงเพื่อรีบกลับไปโรงแรมเพื่อ “แต่งรูป” และ “โพสต์ลงโซเชียล” ให้ทันท่วงที
ทำไมเราถึงหมกมุ่นกับการ “ถ่ายรูปเช็กอิน” ในการท่องเที่ยว?
จากมุมมองทางจิตวิทยา การหมกมุ่นกับการ “ถ่ายรูปคอนเทนต์” นั้น มาจากแรงจูงใจที่ซับซ้อน :
การนำเสนอตัวตนในอุดมคติ (Self-Presentation) : ในยุคดิจิทัล แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียทำให้ผู้คนต้องการนำเสนอ “ตัวตนเสมือนในอุดมคติ” ผ่านการคัดสรรรูปภาพ มุมมอง และคำบรรยาย เพื่อควบคุมว่าคนอื่นจะมองพวกเขาอย่างไร?
การแข่งขันและการยอมรับทางสังคม (Social Comparison) : “ทริปสายคอนเทนต์” เป็นเหมือน “การแข่งขันถ่ายภาพการท่องเที่ยว” ในวงเพื่อน (หรือเรียกว่า “การประกวดภาพถ่ายในวันหยุด” บนโซเชียลมีเดีย) การได้รับไลก์ คอมเมนต์ และการยอมรับจากผู้อื่น เป็นการยืนยันคุณค่า สถานะทางเศรษฐกิจ และรสนิยมของตนเอง
เครื่องหมายทางสังคม (Social Currency) : ในสังคมสมัยใหม่ที่ความผูกพันในชุมชนอ่อนแอลง ภาพถ่ายการเดินทางจึงกลายเป็น “สัญลักษณ์ที่มองเห็นได้” เพื่อแสดงให้เห็นว่าตนเองใช้ชีวิตตามมาตรฐานของกลุ่ม และทำหน้าที่เป็น “สกุลเงินทางสังคม” ในการแลกเปลี่ยนความสนใจ
เมื่อการ “ถ่ายรูป” กลายเป็นเป้าหมายที่สำคัญเกินไป ประสบการณ์ที่แท้จริงในการท่องเที่ยวก็ถูกทำให้พร่ามัว
พลาดประสบการณ์ ณ ปัจจุบัน : นักท่องเที่ยวจำนวนมาก บุกไป “แลนด์มาร์คถ่ายรูป” เพียงแค่ถ่ายภาพเสร็จก็รีบจากไป ไม่มีการใช้เวลาสัมผัสประสบการณ์อื่นๆ หรือบางคนแม้จะยืนอยู่กลางทิวทัศน์ที่สวยงาม แต่กลับวุ่นอยู่กับการแต่งรูป และโพสต์ลงโซเชียล
สร้างความขัดแย้งในความสัมพันธ์ : คู่รักหลายคู่ทะเลาะกันเรื่องความถี่ในการถ่ายรูป หรือความสามารถในการถ่ายภาพที่ไม่ถูกใจ ขณะที่การเที่ยวแบบครอบครัวก็อาจกลายเป็นการปะทะทางรสนิยม เมื่อผู้ใหญ่ต้องการรูปครอบครัว แต่คนรุ่นใหม่มุ่งถ่ายรูป “คอนเทนต์ส่วนตัว”

ผลกระทบด้านลบที่ซ่อนอยู่
นักประสาทวิทยาชี้ว่า เมื่อเราจดจ่อกับการถ่ายภาพ สมองส่วนที่รับผิดชอบการวางแผนและการคิดเชิงเหตุผลจะทำงานหนัก ขณะที่สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์และความรู้สึกจะถูกยับยั้ง การโฟกัสที่ “กรอบภาพ” มากเกินไป ทำให้สมองจัดสรรทรัพยากรผิดพลาด ส่งผลให้ผู้คนอยู่ท่ามกลางทิวทัศน์อันงดงาม แต่กลับ “ไม่รู้สึกอะไรเลย”
นอกจากนี้ การท่องเที่ยวที่ขับเคลื่อนด้วยแรงกดดันทางสังคม ยังนำไปสู่พฤติกรรม “แสดงออกเพื่อผลประโยชน์” และก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรง
นักท่องเที่ยวบางราย “ทำลายโบราณวัตถุ” หรือ “ระบบนิเวศ” เพื่อให้ได้รูปที่สมบูรณ์แบบ
บางคนยอม “เสี่ยงชีวิต” เพื่อถ่ายภาพที่น่าตื่นเต้น จนกลายเป็น “ทาสของอัลกอริทึม”
เทรนด์ที่น่ากังวลอีกอย่างคือ ความซ้ำซากจำเจของมุมถ่ายรูปและสไตล์ เมื่อเปิดดูแฮชแท็กการท่องเที่ยวบนโซเชียลมีเดีย จะพบภาพที่คล้ายกันเต็มไปหมด เช่น ท่าเอามือเท้าคางมองทะเลจากด้านหลัง, ท่าชูมือถือดวงอาทิตย์/อาคาร/ก้อนเมฆ, ท่าถ่ายหน้าด้านข้างขณะนั่งบนขั้นบันได หรือท่าวาดมือเป็นรูปหัวใจเหนือศีรษะ
การใช้ “สูตรสำเร็จ” ในการนำเสนอภาพเหล่านี้ เป็นการละทิ้งมุมมองและความคิดสร้างสรรค์ ในการแสดงออกต่อโลก
จะสร้างสมดุลระหว่าง “ประสบการณ์” และ “คอนเทนต์” ได้อย่างไร?
หากต้องการเพลิดเพลินกับช่วงเวลาปัจจุบัน พร้อมทั้งบันทึกความทรงจำที่ดีไปพร้อมกัน แนะนำให้ใช้กลยุทธ์ดังต่อไปนี้ :
จัดลำดับความสำคัญของประสบการณ์ : กำหนด “รายการสิ่งที่ต้องทำ” โดยเน้นการมีส่วนร่วมจริงๆ มาเป็นอันดับแรก เช่น เข้าชมพิพิธภัณฑ์ก่อนถ่ายรูป, เดินป่าให้ถึงจุดชมวิวก่อนหยิบกล้อง
ใช้ “การจำกัดเวลาถ่ายภาพ” : กำหนดจำนวนรูปภาพที่ถ่ายในแต่ละวัน เพื่อบังคับให้คุณต้องตัดสินใจว่า ภาพไหนมีความหมายจริงๆ ลองปิดเสียงชัตเตอร์ของอุปกรณ์เพื่อลดสิ่งรบกวน และลองถ่ายในโหมด Manual เพื่อฝึกการสังเกตแสงและองค์ประกอบ
บันทึกการเดินทางด้วยวิธีอื่น : อย่าจำกัดการบันทึกไว้แค่ภาพถ่าย ลองใช้เครื่องบันทึกเสียงเพื่อเก็บเสียงบรรยากาศคลื่นทะเล หรือเสียงผู้คน, เก็บตั๋วเข้าชมมาทำสมุดภาพ 3 มิติ หรือใช้สมุดสเก็ตช์วาดโครงร่างอาคาร
สื่อสารกับเพื่อนร่วมทางอย่างตรงไปตรงมา : หากเดินทางกับคนที่ชอบถ่ายรูปมากเป็นพิเศษ ควรตกลงกติกา และข้อจำกัดในการถ่ายรูปตั้งแต่ก่อนเริ่มทริป เพื่อลดความขัดแย้ง และกำหนดจุดที่ต้องให้ความสำคัญกับประสบการณ์ร่วมกันเป็นอันดับแรก
ทิวทัศน์ที่น่าประทับใจที่สุดของการเดินทาง ไม่ได้อยู่ในช่องมองภาพ แต่มาจากการเผชิญหน้ากับโลกด้วยสายตาที่เปิดกว้างและจริงใจ จงละทิ้งความหมกมุ่นในการ “สร้างคอนเทนต์” และปล่อยให้การเดินทางเป็นเครื่องหมายแห่งชีวิตที่ไม่เหมือนใครของคุณ
ที่มาและภาพ : ไป๋ปิง UN828 แห่ง sohu.com
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5185645/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3QcaMj0SZzKcQOiWQskbx2
