คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ต่อรัฐสภา โดยรัฐบาลได้กำหนดนโยบายสำคัญที่จะเป็นการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศ เพื่อคืนความเชื่อมั่นและความสุขให้กับพี่น้องคนไทย แบ่งเป็น 5 ด้าน 15 นโยบาย ประกอบด้วย
ด้านเศรษฐกิจ
1.สร้างรายได้ลดรายจ่าย
2.แก้ไขปัญหาหนี้สินและเพิ่มสภาพคล่อง
- หนี้ภาคประชาชน
- เพิ่มสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)
3.เพิ่มโอกาสการออมของประชาชนรายย่อย
4.ฟื้นความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยว
5.เร่งแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสงครามการค้า
- จัดตั้งทีมไทยแลนด์
- ดูแลและสนับสนุนผู้ประกอบการ
- สร้างสภาพแวดล้อมการลงทุนที่ทันสมัยและเอื้อต่อการแข่งขันในปัจจุบันและอนาคต
ด้านความมั่นคง
6.เร่งแก้ไขปัญหากรณีพิพาทระหว่างไทยและกัมพูชาด้วยแนวทางสันติภาพ
7.เร่งแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
ด้านสังคม
8.ปราบปรามการพนันผิดกฎหมายทุกรูปแบบอย่างจริงจัง
9.รักษาหลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัด
10.ขจัดทุจริตและประพฤติมิชอบอย่างเด็ดขาดและจริงจัง
11.พิทักษ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น
ด้านภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
12.เร่งติดตั้งเครื่องมือเตือนภัยและพัฒนาเครือข่ายการเตือนภัยพิบัติโดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง
13.ผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำ
- ส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด
- พัฒนายกระดับวิถีเกษตรกรไปสู่เกษตรกรรุ่นใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
- จัดตั้งตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ได้มาตรฐานสากลและผลักดันกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว
ด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย
14.เร่งรัดการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล เสนอร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับการบริหารภาครัฐให้ทันสมัย
15.เร่งรัดการปฏิรูปกฎหมาย กฎระเบียบ
ทั้งนี้ “โพสต์ทูเดย์” ได้หยิบยกบทวิเคราะห์ บล.กรุงศรี ซึ่งได้มีการวิเคราะห์หุ้นที่ได้รับผลบวกจากนโยบายของ ครม. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ต่อรัฐสภา
บล.กรุงศรี ระบุว่า เริ่มมีข้อมูล 15 นโยบายหลักที่นายกฯ จะแถลงต่อสภา นอกจากนโยบาย Quick-win ส่วนอื่นที่ประเมินน่าจะช่วยหนุนเศรษฐกิจได้ ซึ่งโดยรวมบวกต่อหุ้น Domestic ที่ยัง Deep Value ให้มีโอกาสเห็นการเร่งกลับสถานะต่อค้าปลีก ธนาคารที่มีลูกค้า SMEs เช่าซื้อ ท่องเที่ยว และนิคม เป็นหลัก ที่สำคัญมีดังนี้
- การสร้างรายได้และลดรายจ่าย ทั้งพลังงาน น้ำดื่ม ค่าโดยสาร และค่าผ่านทาง บวกต่อกลุ่มค้าปลีก (CPALL, CPAXT, BJC)
- การแก้ไขปัญหาหนี้สินและเพิ่มสภาพคล่อง โดยมีแนวนโยบายแก้หนี้สินรายบุคคลรายละไม่เกิน 1 แสนบาท และช่วยเหลือด้านสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายละไม่เกิน 1 ล้านบาท บวกต่อกลุ่มธนาคารที่ลูกค้า SMEs สูงๆ (KBANK, SCB) เช่าซื้อ (MTC, SAWAD) ค้าปลีก (CPALL, CPAXT, BJC)
- การเพิ่มโอกาสการออมของประชาชน ทั้งการซื้อพันธบัตร และการออกสลากเพื่อส่งเสริมการออม ประเมินหนุนโอกาสเห็นการนำเงินดังกล่าวมาลงทุนต่อและน่าจะมีตลาดหุ้นเป็นหนึ่งในเครื่องมือสร้างผลตอบแทน บวกต่อ SET
- การสร้างความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยว ผ่านการกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงที่เหลือของปี บวกต่อกลุ่มท่องเที่ยว (AOT, ERW, CENTEL)
- แก้ไขผลกระทบจากสงครามการค้า เปิดตลาดการค้าใหม่ ดูแลผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากภาษีทรัมป์และปรับปรุงกฎหมายให้เอื้อต่อการแข่งขัน บวกต่อกลุ่มส่งออกและธนาคารที่มีลูกค้า SMEs ซึ่งเสี่ยงกระทบจากภาษีการค้า
- ผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำ ทั้งการสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด พัฒนาการเกษตรสมัยใหม่ หนุนกลุ่มโรงไฟฟ้า (GULF, BGRIM)
- เร่งรัดการปฏิรูปกฎหมาย กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อประชาชนและภาคธุรกิจ ผ่านการกิโยตินกฎหมาย และเสนอกฎหมายเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล บวกต่อกลุ่มนิคม (WHA, AMATA) เร่งลงทุนมากขึ้น และการสร้าง New S Curve ของไทย
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/731003&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RKW09TffbWTdgUDjP2VNX
