26 ก.ย. 2025 เวลา 6:26 น.
“สทท.” ประเมินรายได้จากตลาด “นักท่องเที่ยวต่างชาติ” ปี 68 ลดลง 20% เหลือ 1.52 ล้านล้านบาท จากรายได้ 1.91 ล้านล้านบาทเมื่อปี 62 ก่อนโควิดระบาด สูงกว่าการลดลงเชิงจำนวนซึ่งคาดการณ์ว่า 33.14 ล้านคน ลดลงถึง 17% เทียบปี 62
“สทท.” ประเมินรายได้จากตลาด “นักท่องเที่ยวต่างชาติ” ปี 68 ลดลง 20% เหลือ 1.52 ล้านล้านบาท จากรายได้ 1.91 ล้านล้านบาทเมื่อปี 62 ก่อนโควิดระบาด สูงกว่าการลดลงเชิงจำนวนซึ่งคาดการณ์ว่า 33.14 ล้านคน ลดลงถึง 17% เทียบปี 62
รายงานข่าวจากสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) ระบุว่า สทท. คาดการณ์ว่าตลอดปี 2568 ประเทศไทยจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวรวม 33,147,746 คน ลดลงถึง 17% เทียบกับปี 2562 และลดลง 6.7% จากปี 2567 ไม่เพียงแต่จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง รายได้จากภาคการท่องเที่ยวก็ลดลงเช่นกัน โดยลดลงจาก 1,911,808 ล้านบาทในปี 2562 เหลือประมาณ 1,524,796 ล้านบาทในปี 2568 ซึ่งคิดเป็นอัตราการลดลงถึง 20.2% จะเห็นว่ารายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มลดลงในอัตราที่สูงกว่าจำนวนนักท่องเที่ยว
ทั้งนี้อาจเกิดจากพฤติกรรมการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไปและโครงสร้างนักท่องเที่ยวเปลี่ยน โดยจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่มีค่าใช้จ่ายสูงลดลงมาก ในขณะที่นักท่องเที่ยวมาเลเซียเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และนักท่องเที่ยวมีพฤติกรรมการใช้เงินที่คุ้มค่าคุ้มราคามากขึ้น นอกจากนี้สัดส่วนนักท่องเที่ยวกลุ่มเดินทางด้วยตัวเอง (FIT) และนักท่องเที่ยวกลุ่มแบ็กแพ็กเกอร์มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย
รายงานข่าวจาก สทท. ระบุด้วยว่า ผลสำรวจ “ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบธุรกิจการท่องเที่ยวในประเทศไทย ไตรมาส 3/2568” อยู่ในระดับ 66 สะท้อนการประเมินสถานการณ์ท่องเที่ยวของผู้ประกอบการทั่วประเทศอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติมาก ลดลงจากไตรมาสที่ผ่านมา และลดลงกว่าไตรมาส 3/2567 ซึ่งอยู่ในระดับ 68
สำหรับปัจจัยลบในไตรมาส 3/2568 ได้แก่ ปัจจัยด้านเศรษฐกิจภายในประเทศเข้าสู่ภาวะเงินฝืดและเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ความไม่เชื่อมั่นในความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว อุทกภัยจากอิทธิพลของพายุวิภา สงครามไทย-กัมพูชา จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลง ค่าเงินบาทแข็งค่า ส่วนปัจจัยบวก ได้แก่ นโยบายและมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวของภาครัฐ การฟื้นตัวของตลาดนักท่องเที่ยวบางกลุ่ม การเพิ่มเส้นทางการบินและที่นั่งผู้โดยสาร และวันชาติของมาเลเซีย
ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นฯ คาดการณ์ไตรมาส 4/2568 อยู่ในระดับ 72 คาดว่าสถานการณ์ท่องเที่ยวจะดีขึ้นในไตรมาสหน้าเนื่องจากเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวหรือไฮซีซันของประเทศไทย
เมื่อเปรียบเทียบกับสถานการณ์ท่องเที่ยวตามภูมิภาค พบว่า “กรุงเทพฯ” มีดัชนีความเชื่อมั่นสูงสุดในไตรมาส 3/2567 แต่ลดลงอย่างเห็นได้ชัดในไตรมาส 3/2568 แสดงให้เห็นถึง “ความผันผวน” ที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงของไทย คาดว่าจะดีขึ้นในไตรมาส 4/2568 แต่ยังต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ด้าน “ภาคใต้” สถานการณ์ท่องเที่ยวดีกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาเล็กน้อยและจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในไตรมาส 4/2568 ส่วน “ภาคตะวันออก” สถานการณ์ท่องเที่ยวลดลงค่อนข้างมาก แต่คาดว่าจะดีขึ้นไนไตรมาสหน้า “ภาคเหนือ” สถานการณ์ท่องเที่ยวลดลงดีกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาเล็กน้อย และคาดว่าจะสูงขึ้นมากในไตรมาสหน้าเนื่่องจากย่างเข้าฤดูหนาว โดยดัชนีเชื่อมั่นคาดการณ์ 4/2568 รายภูมิภาค สูงสุดคือภาคเหนืออยู่ที่ 80 ตามมาด้วยกรุงเทพฯ 75 และภาคใต้ 74 ต่ำสุดคือภาคกลางและภาคะวันออกเฉียงเหนือ 68
สำหรับสถานการณ์ท่องเที่ยวตามประเภทของ “สถานประกอบการ” เฉพาะบริษัทนำเที่ยวลดลงอย่างเห็นได้ชัด คาดว่าไตรมาส 4/2568 จะเพิ่มขึ้นจากไตรมาสนี้ ส่วน “สถานบันเทิง” เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และคาดว่าไตรมาส 4/2568 สูงสุดในกลุ่มและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง “ร้านอาหาร” ลดลงเล็กน้อย คาดว่าไตรมาส 4/2568 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประเด็นที่น่าสนใจ “ร้านขายของที่ระลึก” เป็นกลุ่มที่มีความเชื่อมั่นต่ำที่สุดในทุกช่วงเวลา บ่งชี้ถึงความท้าทายในการแข่งขันหรือพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไป
“รายได้ของสถานประกอบการ” ไตรมาส 3/2568 ในภาพรวมมีรายได้เฉลี่ยเพียง 44% เทียบกับปี 2562 ก่อนเกิดโควิด-19 ระบาด การฟื้นตัวของรายได้ยังคงเป็นไปอย่างช้าๆ และยังห่างไกลจากระดับปกติ มีความผันผวนของการฟื้นตัว รายได้มีการฟื้นตัวแบบไม่สม่ำเสมอ เคยขึ้นไปถึง 64% ในไตรมาส 1/2566 แล้วลดลงมาเหลือ 44% ในไตรมาสนี้ ภาคใต้มีรายได้เฉลี่ยสูงสุดที่ 50% เนื่องจากภาคใต้ที่เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับการท่องเที่ยวต่างชาติ ภาคเหนือมีรายได้เฉลี่ยต่ำที่สุดที่ 39% ขณะที่ร้านอาหาร ภัตตาคาร ร้านขายเครื่องดื่มในกรุงเทพฯ มีรายได้ถึง 63% ซึ่งสูงกว่าทุกภูมิภาค ธุรกิจนำเที่ยวและร้านขายของฝากของที่ระลึก มีรายได้ต่ำสุดที่ 36% ด้านสปากับนวดแผนไทย มีรายได้ค่อนข้างต่ำในกรุงเทพฯ อยู่ที่ 22% และภาคกลาง 21% แสดงถึงความท้าทายในตลาดเมืองหลวงและภาคกลางสำหรับธุรกิจประเภทนี้
ประเด็น “จำนวนแรงงาน” ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวช่วงไตรมาส 3/2568 ประมาณ 87% ของช่วงก่อนเกิดโควิด-19 โดยภาคเหนือและภาคตะวันออกมีสัดส่วนแรงงานกลับมาในระดับสูงกว่าภูมิภาคอื่นๆ ในขณะที่กรุงเทพฯ เป็นภูมิภาคที่สัดส่วนแรงงานในหลายธุรกิจยังคงต่ำกว่าภูมิภาคอื่นอย่างชัดเจน ซึ่งอาจแสดงถึงการปรับโครงสร้างหรือความท้าทายของการจ้างงานในเมืองหลวง การที่จำนวนแรงงานฟื้นตัวได้ดีกว่ารายได้ บ่งชี้ว่าสถานประกอบการอาจมีการจ้างงานกลับเข้ามาเพื่อรองรับการฟื้นตัวของกิจกรรม แต่ยังไม่สามารถสร้างรายได้ให้เทียบเท่ากับช่วงก่อนโควิดได้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานหรือผลกำไร
“อัตราการเข้าพัก” ในภาพรวมไตรมาส 3/2568 อยู่ที่ 53% โดยภาคใต้มีอัตราการเข้าพักสูงสุดที่ 62% ภาคกลางมีอัตราการเข้าพักต่ำสุดที่ 46% ส่วนโรงแรมขนาดใหญ่ (มากกว่า 100 ห้อง) มีอัตราการเข้าพักสูงสุด 67% ขนาดกลาง (31-100 ห้อง) อยู่ที่ 57% ขนาดเล็ก (น้อยกว่า 30 ห้อง) มี 48% ในไตรมาส 3/2568 ขณะที่ธุรกิจที่พักแรมมีรายได้เฉลี่ยเพียง 47% เทียบกับช่วงปี 2562 ก่อนโควิด แม้ว่าอัตราการเข้าพักจะอยู่ที่ 53% แต่รายได้ยังคงต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของปี 2562 อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจบ่งบอกถึงการแข่งขันด้านราคา การลดราคาห้องพัก หรือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่ใช้จ่ายน้อยลง
ในไตรมาส 3/2568 ค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวชาวไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 3,131 บาท/คน/ทริป ซึ่งลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับไตรมาส 2/2568 ซึ่งอยู่ที่ 4,976 บาท และไตรมาส 1/2568 ซึ่งอยู่ที่ 4,058 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติเฉลี่ยอยู่ที่ 46,656 บาท/คน/ทริป ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนหน้า
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1200485&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1w-EPX0ilmJNu7DCZBlQ-c
