จากรายงาน Oil Market Report (MOMR) ล่าสุดของ The Organisation of the Petroleum Exporting Countries (OPEC) สำหรับเดือนกันยายน 2568 เปิดเผยว่า เศรษฐกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน (non-oil) ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์หรือยูเออียังคงแข็งแกร่งและสามารถฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะเผชิญกับความไม่แน่นอน ในภูมิภาคและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในตลาดโลก ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในโครงสร้างเศรษฐกิจของ ประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการค้าและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตและความมั่นคงของยูเออีในระยะยาว
หนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจนอกกลุ่มน้ำมันคือการปรับตัวของดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ(Purchasing Managers’ Index : PMI) ซึ่งในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ฟื้นตัวขึ้นเป็น 53.3 จากเดือนกรกฎาคมที่ลดลงมาเป็น 52.9 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 4 ปี สะท้อนให้เห็นว่าภาคธุรกิจในประเทศสามารถปรับตัวและเติบโตได้อย่างมั่นคงซึ่งส่งผลดีต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก
นอกจากนี้ การยืนยันอันดับความน่าเชื่อถือของยูเออีโดยบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก Fitch Ratings ที่ให้ระดับ “AA-” พร้อมแนวโน้มเสถียรภาพ ยังเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า ยูเออีมีฐานะทางการเงินและสินทรัพย์ที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงสนับสนุนการจัดตั้งความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระดับนานาชาติ
ส่วนด้านการค้าระหว่างประเทศของยูเออีในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 นั้น ขยายตัวขึ้นถึง 24% ซึ่งเป็นอัตราที่สูงมาก เมื่อเทียบกับการเติบโตของการค้าระดับโลกที่อยู่ที่ประมาณ 1.8% เท่านั้น การเติบโตของการค้าส่งออกและนำเข้าสินค้านอกกลุ่มน้ำมันนี้ทำให้ยูเออีสามารถเสริมสร้างบทบาทในฐานะศูนย์กลางการค้าระดับโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าทางเทคโนโลยีและสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจและลดความเสี่ยงด้านพึ่งพาน้ำมัน
นอกจากการค้าระหว่างประเทศที่เติบโตแล้ว ภาคการท่องเที่ยวก็เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจของยูเออี โดยเฉพาะในดูไบ ซึ่งในช่วงหกเดือนแรกของปี 2568 มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเกือบ 10 ล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขที่แสดงให้เห็นถึงความนิยมและความน่าดึงดูดของยูเออีในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลก ผลการดำเนินงานนี้สอดคล้องกับแผนเศรษฐกิจ “D33” ของดูไบ ซึ่งมุ่งหวังให้เมืองนี้กลายเป็นศูนย์กลางการลงทุนและการท่องเที่ยวระดับโลกอย่างยั่งยืน
ในส่วนของตลาดน้ำมันโลกรายงานระบุว่าความต้องการใช้น้ำมันในปี 2568 คงที่อยู่ที่ประมาณ 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความสามารถในการใช้น้ำมันไม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะมีแนวโน้มในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้พลังงานในอนาคต แต่ในระยะสั้น ภาคขนส่ง เช่น น้ำมันเบนซิน น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน และดีเซล ยังคงเป็นแรงผลักดันหลักของความต้องการน้ำมันในทั้งสองปีต่อเนื่องกัน รวมถึง LPG และนาฟธาที่ใช้ใน ภาคปิโตรเคมี ซึ่งเป็นกลไกที่ช่วยสนับสนุนรายได้จากการส่งออกน้ำมันและสร้างความสมดุลในตลาดพลังงานโลก
ผลดีต่อเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศของยูเออีในภาพรวม คือ การเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและพันธมิตรทางการค้า ทำให้ประเทศสามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น รวมถึงการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระดับนานาชาติ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันให้ยูเออีเป็นศูนย์กลางการค้าและการลงทุนระดับโลกอย่างยั่งยืนในอนาคต ทั้งนี้ การพัฒนาเศรษฐกิจนอกกลุ่มน้ำมันและภาคการท่องเที่ยว ยังช่วยสร้างรายได้และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาวของประเทศอีกด้วย
ความเห็นของ สคต.ดูไบ
จากบริบทที่เศรษฐกิจนอกจากน้ำมันและการขยายตัวทางการค้าดังกล่าว คาดว่าจะส่งผลดีและผลเสียต่อการนำเข้าจากไทย พอสรุปได้ดังนี้
ผลดีต่อการนำเข้าจากไทย :
-
ความต้องการสินค้าเกษตรและอาหารเพิ่มขึ้น:ยูเออีที่มุ่งเน้นพัฒนาภาคการท่องเที่ยวและภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทำให้ความต้องการสินค้าเกษตรและอาหารนำเข้าจากไทย เช่น ผลไม้ สินค้าอาหารแปรรูป เพิ่มขึ้น เพื่อรองรับความต้องการของนักท่องเที่ยวและประชากรในประเทศ ซึ่งจะเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยในการส่งออกสินค้าไปยังยูเออีมากขึ้น
-
โอกาสทางการค้าและการลงทุน:การเติบโตของยูเออีในฐานะศูนย์กลางการค้าระดับโลก ส่งผลให้การนำเข้าสินค้าจากไทยเป็นไปอย่างต่อเนื่องและเพิ่มขึ้น เนื่องจากยูเออีเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญในเส้นทางการค้าระหว่างเอเชียและยุโรป ซึ่งเปิดโอกาสให้สินค้าไทยสามารถเข้าสู่ตลาดในภูมิภาคและตลาดโลกได้ง่ายขึ้น
-
ความสัมพันธ์ทางการค้าแนบแน่นมากขึ้น:การเติบโตของเศรษฐกิจยูเออีที่ไม่พึ่งพาน้ำมันอย่างเดียว ส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือและการเจรจาทางการค้าระหว่างไทยและยูเออีในหลายด้านมากขึ้น รวมถึงการจับคู่ธุรกิจและการสร้างเครือข่ายการค้า ซึ่งเป็นผลดีต่อการนำเข้าสินค้าจากไทย
ผลเสียต่อการนำเข้าจากไทย:
-
การแข่งขันจากคู่ค้ารายอื่นที่เพิ่มขึ้น:เนื่องจากยูเออีเป็นศูนย์กลางการค้าระดับโลกและมีการขยายตัวของภาคการผลิตและการนำเข้าสินค้าจากประเทศอื่น เช่น จีน อินเดีย และกลุ่มอาเซียนอื่น ๆ ก็อาจเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดในยูเออีมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้ตลาดนำเข้าไทยมีความท้าทายในการแข่งขัน
-
ความเปลี่ยนแปลงด้านอุปทานและต้นทุน: การขยายตัวของภาคการผลิตในยูเออีอาจทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์และค่าขนส่งปรับตัวสูงขึ้น หากมีการเปลี่ยนแปลงด้านอุปทานและเส้นทางการขนส่ง ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาสินค้านำเข้าจากไทยและความสามารถในการแข่งขันในตลาด
-
แนวโน้มการปรับเปลี่ยนความต้องการของตลาด:หากยูเออีเน้นพัฒนาสินค้าและเทคโนโลยีที่ผลิตในประเทศมากขึ้น หรือมีการสนับสนุนกลุ่มอุตสาหกรรมในประเทศตนเองอาจทำให้ความต้องการสินค้านำเข้าจากไทยลดลงในบางกลุ่มสินค้า เช่น สินค้าอุตสาหกรรม หรือเทคโนโลยีบางประเภท
สรุป:
ภาพรวมแล้วเศรษฐกิจยูเออีที่เติบโตนอกกลุ่มน้ำมันและขยายตัวทางการค้า เป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ส่งออกไทยในการขยายตลาดและเพิ่มการนำเข้า อย่างไรก็ตาม ต้องระวังเรื่องการแข่งขันและการปรับตัวด้านต้นทุนและความต้องการของตลาด ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะต้องเตรียมความพร้อมและสร้างความร่วมมือทางการค้าอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดผลประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว
—————————————————————————
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/l2hzy9dofdl1gydq0gt5ucih&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yB-far2mU8Pjrvm-SuKdu
