การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ของเวียดนามอาจมีมูลค่าสูงถึง 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

ตามคำจำกัดความขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism) คือรูปแบบการท่องเที่ยวที่มาพร้อมกับการรักษาพยาบาล ทั้งการผ่าตัด (Surgery) และไม่ผ่าตัด (Non-surgery) จากการสำรวจของบริษัท Grand View Research พบว่ามูลค่าตลาดการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ทั่วโลกอาจสูงถึง 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2573 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (Compound Annual Growth Rate: CAGR) อยู่ที่ร้อยละ 15 – 25 สำหรับเวียดนาม มูลค่าการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์อยู่ที่ 700 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2567 และผู้เชี่ยวชาญคาดว่าอาจสูงถึง 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2576 ในอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ร้อยละ 18
เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 กระทรวงสาธารณสุข (Ministry of Health: MOH) และกระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว (Ministry of Culture, Sports and Tourism: MOCST) ได้ร่วมกันจัดการประชุมระดับชาติว่าด้วยการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ควบคู่กับการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่จังหวัด Lam Dong ในโอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร. Tran Van Thuan รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้ความเห็นว่าการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ในเวียดนามเป็นแนวโน้มการพัฒนาใหม่ที่ผสานระหว่างบริการทางการแพทย์คุณภาพสูงกับประสบการณ์การท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้รัฐบาลและชื่อเสียงของประเทศในภูมิภาคและระดับโลก
เวียดนามมีข้อได้เปรียบหลายประการในการพัฒนาเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าดึงดูดความสนใจบนแผนที่การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์โลก เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าหลายประเทศ รวมถึงความสามารถด้านเทคนิคทางการแพทย์สูง อาทิ การทำหัตถการหัวใจ การปลูกถ่ายอวัยวะ การปฏิสนธินอกร่างกาย (In Vitro Fertilization: IVF) และทันตกรรมเพื่อความงาม ซึ่งล้วนได้รับการยอมรับในด้านคุณภาพมาตรฐานทางการแพทย์ นอกจากนี้ การแพทย์แผนโบราณของเวียดนามที่มีวิธีการบำบัดและการพักฟื้นสุขภาพ ถือเป็นจุดแข็งอีกหนึ่งด้าน นักท่องเที่ยวสามารถรับการรักษาด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงในเมืองใหญ่ จากนั้นเดินทางไปพักผ่อนที่แหล่งท่องเที่ยวชายทะเลหรือภูเขาที่ราบสูงได้
ผู้แทนจากกรมการท่องเที่ยวแห่งชาติเวียดนาม (Viet Nam National Authority of Tourism) ให้ความเห็นว่า เวียดนามเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่น่าดึงดูดความสนใจ ด้วยทรัพยากรธรรมชาติและมรดกทางวัฒนธรรมที่ได้รับการรับรองจากองค์กรนานาชาติ อาทิอ่าวฮาลอง (Ha Long Bay) ถ้ำฟองญา–แก๋บ่าง (Phong Nha – Ke Bang Cave) ชายหาดดานัง (Da Nang Beach) เมืองทะเลญาจาง (Nha Trang) รวมถึงแหล่งโบราณสถานทางประวัติศาสตร์ที่เมืองหลวง กรุงฮานอย (Ha Noi) และ เมืองเว้ (Hue) เป็นต้น ขณะที่ เสถียรภาพทางการเมืองและสังคมถือเป็นข้อได้เปรียบสำคัญในการผสานการท่องเที่ยวเข้ากับการพักผ่อนและการดูแลสุขภาพ
อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ของเวียดนามกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ เนื่องจากทั้งประเทศยังมีโรงพยาบาลเพียงไม่กี่แห่งที่ได้รับการรับรองคุณภาพในระดับสากล อาทิ การรับรองคุณภาพ Joint Commission International (JCI) จึงยังไม่สามารถดึงดูดกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียมได้ นอกจากนี้ กฎระเบียบบางประการเกี่ยวกับการร่วมทุน ความร่วมมือทางธุรกิจ และรูปแบบการจัดการทางการเงิน ยังไม่เอื้อให้โรงพยาบาลของรัฐสามารถพัฒนาบริการทางการแพทย์คุณภาพสูงได้
ผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำว่า เวียดนามอาจต้องศึกษาต้นแบบความสำเร็จจากประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ ประเทศไทยและเกาหลีใต้ โดยประเทศไทยสร้างรายได้ถึงปีละ 600–700 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากการศัลยกรรมเพื่อความงามและการรักษาโรคหัวใจ ขณะที่เกาหลีใต้สร้างรายได้ 4,300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากการศัลยกรรมเพื่อความงามและการรักษาโรคมะเร็ง
ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว มีแผนจัดทำ “โครงการพัฒนาบริการตรวจรักษาพยาบาลคุณภาพสูงและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ระยะปี 2568 – 2573” มีเป้าหมายมุ่งสู่การยกระดับเวียดนามให้เป็นศูนย์กลางด้านการดูแลสุขภาพชั้นนำของภูมิภาค ด้วยคุณภาพบริการทางการแพทย์ตามมาตรฐานสากล พร้อมทั้งพัฒนาสถานพยาบาลที่ทันสมัย มีศักยภาพเพียงพอในการรองรับและให้บริการนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ ผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นว่า การเร่งดำเนินนโยบายต่างๆ ในโครงการดังกล่าวจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้โรงพยาบาลในเวียดนามสามารถดึงดูดทั้งผู้ป่วยภายในประเทศและนักท่องเที่ยวต่างชาติมาใช้บริการ
(จาก https://vnexpress.net/)
ข้อคิดเห็น สคต
ปัจจุบันมีรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์พื้นฐานอยู่ 4 ประเภท ได้แก่ (1) การท่องเที่ยวเพื่อการทำศัลยกรรมความงามและการดูแลรูปลักษณ์ (2) การท่องเที่ยวเพื่อการรักษาโรคร้ายแรงหรือโรคซับซ้อน อาทิ โรคมะเร็ง โรคหัวใจ การปลูกถ่ายอวัยวะ เป็นต้น (3) การท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อนและฟื้นฟูสุขภาพ และ (4) การท่องเที่ยวเพื่อรักษาพยาบาลแบบแผนโบราณและสมัยใหม่
ดร. Vu Nam จากคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์แห่งชาติ (National Economic University: NEU) ยอมรับว่า ในบรรดารูปแบบการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ดังกล่าว เวียดนามยังไม่สามารถแข่งขันกับไทยและเกาหลีใต้ในด้านการท่องเที่ยวควบคู่กับการทำศัลยกรรมความงามและการดูแลรูปลักษณ์ อย่างไรก็ตาม สำหรับอีก 3 รูปแบบที่เหลือ เวียดนามมีศักยภาพในการแข่งขันได้อย่างเท่าเทียม เนื่องจากมีข้อได้เปรียบทางธรรมชาติ อาทิ สภาพภูมิอากาศ ทรัพยากรสมุนไพรที่หลากหลาย และความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ของแพทย์เวียดนาม ในความเป็นจริง ชาวต่างชาติที่เดินทางมาประเทศเวียดนามส่วนใหญ่เน้นใช้บริการด้านทันตกรรม การรักษาภาวะมีบุตรยาก การตรวจคัดกรองโรคด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง การตรวจสุขภาพทั่วไป การแพทย์แผนโบราณ การฟื้นฟูสมรรถภาพ ศัลยกรรมเสริมความงาม รวมถึงการพักผ่อนเพื่อการดูแลสุขภาพและบริการทางการแพทย์เฉพาะทาง ซึ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของระบบการแพทย์เวียดนามที่ผสมผสานระหว่างการแพทย์สมัยใหม่และการแพทย์แผนโบราณ
จากข้อมูลสถิติของกระทรวงสาธารณสุข นาย Duong Huy Luong รองอธิบดีกรมการบริการทางการแพทย์ (Department of Medical Service Administration) ให้ข้อมูลว่าชาวเวียดนามใช้จ่ายถึง 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี เพื่อเดินทางไปต่างประเทศเพื่อรับการรักษาพยาบาล และคาดว่าอาจเพิ่มขึ้นเป็น 3,000–4,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ขณะที่ ค่ารักษาพยาบาลในเวียดนามถูกกว่าหลายประเทศ เช่น ค่าบริการทันตกรรมในเวียดนามถูกกว่าสหรัฐฯ แคนาดา และออสเตรเลียถึง 6–10 เท่า และยังถูกกว่าประเทศไทยและมาเลเซียร้อยละ 30–50
ดังนั้น เพื่อต่อยอดสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการดูแลสุขภาพของภูมิภาคอาเซียน ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า เวียดนามอาจต้องมุ่งเน้นการพัฒนาในหลายประการ ได้แก่ (1) การพัฒนาทรัพยากรบุคคลทางการแพทย์ให้มีคุณภาพสูง (2) การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย (3) การต่อยอดบริการทางการแพทย์เฉพาะทาง (4) การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ที่ผสานระหว่างการแพทย์สมัยใหม่กับการแพทย์แผนโบราณ (5) การเร่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) (6) การปรับปรุงขั้นตอนและเอกสารทางการปกครองที่เกี่ยวข้องกับการตรวจรักษาให้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/wfcfi2d0d7r5hy70bpkbtih8&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22Qfh9HKaTMuBUKlknc6zK
