ภาพรวม SME จีน
จากข้อมูลในปัจจุบันพบว่าจำนวน SME ในจีนทั้งประเทศ ณ สิ้นปี 2024 มีจำนวนทั้งหมดมากกว่า 60 ล้านแห่ง โดยมี SME ที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ (“tech-innovative SME”) หรือเน้นนวัตกรรมมากกว่า 600,000 แห่งSME ที่ผลิตสินค้าเฉพาะทาง/ใช้เทคโนโลยี “special and sophisticated technologies” มากกว่า 140,000 แห่ง และ SME ระดับ “Little Giant” (“little giant enterprises”) หรือ SME ชั้นสูงที่มีความเชี่ยวชาญในกลุ่ม niche market เทคโนโลยีขั้นสูง และมีความสามารถในการแข่งขันสูง อีกประมาณ 14,600 แห่ง
ทั้งนี้ รายได้ของ SME จีนทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 81 ล้านล้านหยวน (≈ 11.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ) ในปี 2024 SME ถือได้ว่าเป็นส่วนสำคัญในการจ้างงานและนวัตกรรม เป็นเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อน GDP และเสถียรภาพของตลาดแรงงานในประเทศจีนอย่างมีนัยสำคัญ
SME ในจีนมีความหลากหลายในสินค้าและอุตสาหกรรม โดยมีลักษณะเด่น ดังนี้ กลุ่ม niche / เฉพาะทาง (specialized products) ที่ใช้ “เทคโนโลยีที่ซับซ้อนและพิถีพิถัน” (special and sophisticated technologies) กลุ่ม Little Giant เป็น SME ที่มีจุดเด่นในด้านเทคโนโลยีขั้นสูง / วิจัยและพัฒนา (R&D) นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ มีส่วนแบ่งตลาดเฉพาะทางที่สูง และมุ่งเน้นเข้าสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ กลุ่ม Industrial clusters มีการส่งเสริมกลุ่มคลัสเตอร์อุตสาหกรรมสำหรับ SME เพื่อให้เกิด synergies ระหว่าง SME กับบริษัทใหญ่และเสริมในโซ่อุปทานให้แข็งแรงขึ้น ซึ่ง Sectors ที่มีแนวโน้มเติบโตดี ได้แก่ ข้อมูลข่าวสารและซอฟต์แวร์ ภาคบริการ การขนส่ง โรงแรม/ภัตตาคาร เป็นต้น
แผนการพัฒนา /เป้าหมาย (Policy & Strategy) รัฐบาลจีนมีนโยบายและแผนหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับ SME ดังนี้ แผนพัฒนาฉบับที่ 14 หรือ Five-Year Plan (2021-2025) มีเป้าหมายสร้าง SME นวัตกรรม (“innovative SME”) ให้ได้ 1 ล้านแห่งภายในปี 2025 สร้าง SME ที่มีความ “specialization, refinement, uniqueness and innovation” ให้ได้ 100,000 แห่ง พัฒนา “little giant companies” ให้ได้ 10,000 แห่ง ซึ่งจะเป็น SME ที่ผลงานเด่นในตลาดเฉพาะทาง มีเทคโนโลยีหลัก และมีศักยภาพในการแข่งขันสูง นอกจากนี้ยังมีการสนับสนุนด้านนโยบาย /บริการที่สำคัญ อาทิ การปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจเพื่อให้ SME ทำธุรกิจได้ง่ายขึ้น เช่น ลดภาระภาษี ลดต้นทุนการดำเนินการ การสนับสนุนด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี เช่น การเพิ่มงบ R&D ส่งเสริมสิทธิบัตร ส่งเสริมการวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัย/สถาบันวิจัย และการส่งเสริม Digitalization / Green transition โดยสนับสนุน SME ให้ใช้ดิจิทัลมากขึ้นและพยายามดำเนินธุรกิจที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ในขณะเดียวกันรัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายเชิงจำนวนโดยเพิ่ม “little giant SME” ให้ได้อีกประมาณ 5,000 แห่ง ภายในปี 2026 สร้างกลุ่มคลัสเตอร์อุตสาหกรรม SME ให้ได้ประมาณ 200 คลัสเตอร์ทั่วประเทศในระหว่างแผนฯ ฉบับที่ 14 และที่สำคัญ คือ การสนับสนุนทางการเงิน /สิทธิประโยชน์อื่น ไม่ว่าจะป็นมาตรการช่วยเหลือด้านการเงิน เช่น ประกันสินเชื่อ รัฐบาลให้ความช่วยเหลือในกรณีความเสี่ยง (risk sharing) สำหรับ SME ที่มีนวัตกรรม รวมถึงการพัฒนากฎหมายและการคุ้มครอง เช่น กฎหมายส่งเสริมภาคเอกชน (Private Sector Promotion Law) การคุ้มครองความล่าช้าของการชำระเงิน (overdue payments) เป็นต้น
ภาพรวมธุรกิจ SME ไทยในจีน
กลุ่มธุรกิจที่มีความโดดเด่น ได้แก่ กลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม อาทิ ร้านอาหารไทย ผลไม้สดและแปรรูป เครื่องปรุงรส ขนมขบเคี้ยว กลุ่มธุรกิจสปาและสุขภาพ ทั้งสปา-นวดไทย เครื่องสำอางสมุนไพร ผลิตภัณฑ์สุขภาพ กลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่น อาทิ ของใช้ ของตกแต่งบ้าน งานคราฟต์ กลุ่มธุรกิจบริการ ได้แก่ การท่องเที่ยว การศึกษา และที่ปรึกษาธุรกิจไทย-จีน ซึ่งธุรกิจดังกล่าวมีช่องทางเข้าสู่ตลาดที่หลากหลายทั้ง Offline อาทิ ร้านอาหารไทย มินิมาร์ทสินค้าไทย บูธในงานแสดงสินค้า ช่องทาง Online ได้แก่ E-commerce (Tmall, JD, Pinduoduo) Social commerce (Douyin, Xiaohongshu) Live commerce และการนำเข้าส่งออกผ่าน distributor และเครือข่ายค้าส่ง ทั้งนี้ ผู้บริโภคจีนสนใจของแท้จากไทย โดยเฉพาะ “สุขภาพ–ธรรมชาติ–พรีเมียม” ผนวกกับกระแส Thai lifestyle & soft power ทำให้ “อาหารไทย–มวยไทย–นวดไทย” ขยายตัวต่อเนื่อง และการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของธุรกิจ Cross-border e-commerce (CBEC) ที่มีส่วนสำคัญในการช่วย SME ไทยเข้าตลาดจีนได้ง่ายขึ้น
นอกจากที่กล่าวไปข้างต้น สินค้า Brand Thai ในสายตาชาวจีนมองว่าไทย คือ แหล่งของอาหารอร่อย ผลไม้คุณภาพ และสินค้า wellness ที่ใช้ส่วนผสมตามธรรมชาติตามกระแสสุขภาพ ตลอดจนความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่ทำให้ภาษีสินค้าหลายรายการต่ำลง ทำให้สามารถแข่งขันได้
อย่างไรก็ตาม SME ไทย จะต้องคำนึงถึงกฎระเบียบและมาตรฐานจีน ทั้งขั้นตอนการจดทะเบียน อย./CIQ การขอใบอนุญาต ฉลากภาษาจีน การแข่งขันที่สูง ซึ่งไม่ใช่แข่งกับ SME จีนเท่านั้น แต่ยังต้องสู้กับสินค้าเวียดนาม มาเลเซีย และแบรนด์ตะวันตก วัฒนธรรมและรสนิยมผู้บริโภคที่ต้องปรับรสชาติ/บรรจุภัณฑ์/การสื่อสารให้ตรงใจคนจีนแต่ยังคงเอกลักษณ์ไทย ต้นทุนการตลาดในออนไลน์แพลตฟอร์มสูง โดยเฉพาะค่าทำการตลาดผ่าน KOL livestream แพลตฟอร์มจีน ที่มีค่าใช้จ่ายสูง และความผันผวนของเศรษฐกิจจีนที่ปัจจุบันกำลังซื้อชนชั้นกลางมีความไม่แน่นอนสูง ทำให้ต้องวางกลยุทธ์ “จับกลุ่มพรีเมียม + มวลชน” ควบคู่กัน
ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ สคต. ณ นครเฉิงตู
กลยุทธ์ที่ SME ไทย ควรใช้ในการเข้าสู่ตลาดจีน ได้แก่
• การเจาะกลุ่ม Niche market เช่น ผลไม้แปลกใหม่ สกินแคร์สมุนไพร อาหารสุขภาพ เป็นต้น
• การสร้างแบรนด์ผ่าน Soft Power ใช้ภาพลักษณ์ไทย ได้แก่ Thai SELECT และ Thai Wellness
• การใช้ Omni-channel ขายทั้งช่องทาง offline (ร้านอาหาร, modern trade) และ online (Douyin, Xiaohongshu)
• การจับมือกับ Partner จีน ที่มีเครือข่ายโลจิสติกส์และการตลาด
• การปรับบรรจุภัณฑ์และสื่อสารภาษาจีน เพื่อสร้างความเชื่อถือ
SME ไทยในจีนยังมีโอกาสขยายตัว โดยเฉพาะในสินค้าอาหาร ผลไม้ สุขภาพ และไลฟ์สไตล์ แต่ต้องอาศัยการปรับกลยุทธ์ด้านการตลาด การทำแบรนด์ และการสร้างพันธมิตรในจีนเพื่อแข่งขันได้อย่างยั่งยืน
—————————————————-
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเฉิงตู
กันยายน 2568
แหล่งข้อมูล :
China’s Ministry of Industry and Information Technology (MIIT) , Centre for the Promotion of SMEs
China Association for Small & Medium Enterprises (CASME)
National Bureau of Statistics of China
China Statistical Yearbook / China Economic Yearbook
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/fx8c13hmgxl9xhlki27pzf7y&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18ROGpdGwgfAFXyXVFrPcb
