“มันสิได้เป็นบรรทัดฐานว่ามันมีจริงเรื่องคดีค้ามนุษย์” เปิดคำพิพากษาศาลฟินแลนด์ จำคุกซีอีโอบริษัทเก็บเบอร์รี่

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, วศินี พบูประภาพ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

ศาลแขวงเขตลัปแลนด์ ประเทศฟินแลนด์ มีคำพิพากษาจำคุกกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทผู้จัดหาเบอร์รี่และผู้ประสานงานชาวไทย ฐานค้ามนุษย์อย่างร้ายแรง เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568

ศาลแขวงลัปแลนด์มีคำพิพากษาในคดีหมายเลข R 24/187 โดยตัดสินจำคุก นายเวอร์นู วาซุนตา ประธานกรรมการบริหารของบริษัทเคียนตามา (Kiantama) ที่ประกอบการจัดหาเบอร์รี่ให้แก่อุตสาหกรรมอาหาร เวชภัณฑ์และเครื่องสำอางค์ เป็นเวลา 3 ปี 6 เดือน โดยไม่รอลงอาญา ฐานค้ามนุษย์อย่างร้ายแรงรวม 62 กระทง

ประธานกรรมการบริหารวัย 51 ปีถูกสั่งห้ามประกอบธุรกิจเป็นเวลา 4 ปี และต้องชดใช้ค่าธรรมเนียมทนายความฝ่ายจำเลยและค่าใช้จ่ายในการนำเสนอพยานหลักฐานให้แก่รัฐ รวมถึงถูกถอดยศทางทหาร

นอกจากนี้ บริษัทจำกัดที่ทำหน้าที่จัดหาคนเก็บเบอร์รี่ยังถูกสั่งปรับเป็นเงินจำนวน 100,000 ยูโร (ราว 3.7 ล้านบาท)

จำเลยทั้งหมดถูกสั่งให้ร่วมกันชดใช้ค่าใช้จ่ายในการนำเสนอพยานหลักฐานให้แก่รัฐเป็นเงิน 30,000 ยูโร (ราว 1.1 ล้านบาท) และค่าธรรมเนียมของผู้ช่วยฝ่ายผู้เสียหายเกือบ 279,000 ยูโร (ราว 10 ล้านบาท) รวมถึงชดใช้ค่าเสียหายทางการเงินและความทุกข์ทรมานให้แก่ผู้เสียหายรวมกว่า 600,000 ยูโร (ราว 22 ล้านบาท) รวมดอกเบี้ย

Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

ได้รับความนิยมสูงสุด

  • Black and white portrait of Albert Einstein with vivid square of light spectrum colours overlaying the image ///// HEADLINE Why we should thank Einstein for our smartphone cameras / OR / How Einstein's understanding of light changed technology forever

  • .

  • หุ่นยนต์ตระเวนสำรวจ “เพอร์เซเวียแรนซ์” (Perseverance) ขององค์การนาซา กำลังสำรวจแอ่งหลุมเจเซโร (Jezero) บนดาวอังคาร เพื่อเก็บตัวอย่างดินและหินส่งกลับมายังโลก

  • Getty Images

End of ได้รับความนิยมสูงสุด

“คดีนี้มีผู้พิพากษา 3 คนร่วมกันตัดสินโดยเอกฉันท์” ข้อความประชาสัมพันธ์ในเว็บไซต์ศาลแขวงลัปแลนด์ ระบุ

สำนักข่าวเฮลซิงกิไทม์รายงานว่า นายวาซุนตาประกาศลาออกจากตำแหน่งบริหารและคณะกรรมการของบริษัทเคียนตามาทันทีหลังมีคำพิพากษาดังกล่าว โดยบริษัทนี้เป็นบริษัทที่ดำเนินกิจการโดยมีครอบครัวของเขาเป็นเจ้าของ ก่อนเขาเข้าบริหารในตำแหน่งผู้นำองค์กรตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544

ทำงานได้หนี้

หลังจากศาลแขวงลัปแลนด์มีคำพิพากษา บีบีซีไทยติดต่อผู้เสียหายจากคดีดังกล่าว รวมถึง อ้อน (สงวนชื่อจริงและนามสกุล) ชายชาวบุรีรัมย์ หนึ่งในผู้ที่เคยเดินทางไปทำงานเก็บเบอร์รี่ในฟินแลนด์เมื่อปี 2565 เพื่อขายผลผลิตให้แก่บริษัทเคียนตามา

อ้อน กล่าวว่า “ย่าน (กลัว)” พร้อมเล่าว่าเขาเดินทางไปกับบริษัทจำกัดที่มีหน้าที่จัดหาแรงงานในคดีนี้ และพักอยู่ในฟินแลนด์เป็นเวลาสามเดือนในช่วงฤดูเก็บเบอร์รี่ กรกฎาคม – ตุลาคม ของปีนั้น

เมื่อถูกถามถึงความรู้สึกต่อคำพิพากษาที่กรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัทถูกจำคุก เขาตอบว่า “ก็สมควรอยู่ครับ เพราะว่าเราก็ทำงานหนักเนาะ”

เขาอธิบายต่อถึงสภาพการทำงานว่า การทำงานเริ่มขึ้นตั้งแต่เช้าตรู่จนถึงเที่ยงคืนของวันเดียวกัน

“ไปตั้งแต่ตี 4 ตี 5 กลับมาก็นู่นแล้ว 5-6 ทุ่มครับผม กว่าจะชั่งผลไม้เสร็จก็ 5-6 ทุ่ม ตีหนึ่งนู่นแหละครับ บางวันกว่าจะได้นอน” อ้อนเล่าให้บีบีซีไทยฟัง

นอกจากความเหนื่อยล้าทางร่างกายแล้ว เขายังต้องเผชิญกับปัญหาทางการเงินที่หนักหน่วง เนื่องจากมีการกู้หนี้ยืมสินเพื่อเข้ากระบวนการเดินทางไปทำงานต่างแดน ในกรณีของเขาอาศัยหยิบยืมญาติพี่น้องเป็นจำนวนเงิน 25,000 บาท

คล้ายกับกรณีของอ้อน ในระยะเวลากว่าทศวรรษที่แรงงานไทยเดินทางไปเก็บเบอร์รี่ตามคำเชื้อเชิญของบริษัทในฟินแลนด์และสวีเดน เป็นการเดินทางผ่านนายหน้าในประเทศไทยหลากบริษัท

ข้อค้นพบในรายงานนี้ซึ่งชี้ว่าแรงงานเป็นผู้รับความเสี่ยงเองทั้งหมดถูกสะท้อนผ่านกรณีของอ้อน หนี้สินส่วนใหญ่ของเขาเกิดขึ้นจากการที่บริษัทนายหน้าหักค่าใช้จ่ายระหว่างการทำงานของเขาในระหว่างการทำงานเก็บเบอร์รี่ที่ฟินแลนด์ ซ้ำเขายังต้องรับความเสี่ยงจากการเก็บผลไม้ป่าด้วยตนเอง

“ไป[ที่]โน่นก็ไปหักที่โน่นอีกครับ แสนกว่าบาท” เขาบรรยาย “ไหนจะหักค่าที่พัก ค่ารถ ค่าอาหาร แล้วก็อะไรอีกนะ มันมี 3 อย่าง 4 อย่างเนี่ยแหละครับที่เขาหัก”

เมื่อเก็บผลไม้ป่าขายไม่ได้จำนวนมากดังหวัง ซ้ำยังถูกหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จนหมด เมื่อเขาเดินทางกลับประเทศไทยในเดือนตุลาคม 2565 เขาจึงอยู่ในสถานะขาดรายได้ ทั้งยังมีหนี้กว่าแสนบาทกลับมา และเผชิญความยากลำบากในการตั้งตัวใหม่หลังกลับจากฟินแลนด์

“มันก็เหมือนฝันสลาย เงินก็ไม่ได้ เป็นหนี้กลับมา ลำบากกว่าจะหางานได้ครับผม” อ้อนซึ่งปัจจุบันประกอบอาชีพเป็นลูกจ้างเลี้ยงช้างในจังหวัดท่องเที่ยวแห่งหนึ่งกล่าว

ประสบการณ์ของ อ้อน สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ศาลแขวงเขตลัปแลนด์รับฟังในการพิจารณาคดี ในข้อความประกาศของศาลฯ ระบุว่า ผู้เสียหายถูกเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการเดินทางประมาณ 50,000 บาท ซึ่งรวมถึงค่าธรรมเนียมที่ผิดกฎหมายและค่าใช้จ่ายที่เกินจริง เช่น ค่าโดยสารเครื่องบินและค่าอาหาร

ศาลฯ รับฟังว่าในช่วงเวลาประมาณ 2 เดือนครึ่ง ผู้เสียหายแต่ละคนเก็บเบอร์รี่เฉลี่ย 2,400–4,000 กิโลกรัม ทั้งนี้แม้จะทำงานเป็นเวลานาน ผู้เสียหายส่วนใหญ่กลับได้รับเงินเพียงไม่กี่ร้อยยูโร เนื่องจากบริษัทฯ หักค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ที่พัก อาหาร และรถยนต์พร้อมพ่วงออกจากรายได้ก่อนการชำระเงิน

ตอนหนึ่งของเอกสารที่ออกมาหลังคำพิพากษาระบุว่า “ในช่วงการฝึกอบรมที่จัดขึ้นในประเทศไทยผู้เสียหายได้รับข้อมูลรายได้จากการเก็บเบอร์รี่เกินจริง ขณะเดียวกันก็ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับสภาพการทำงานไม่เพียงพอ ทำให้ผู้เสียหายส่วนใหญ่เข้าใจว่าหากทำงานหนักจะสามารถหารายได้จำนวนมากเมื่อเทียบกับรายได้ในประเทศไทย”

กลุ่มแรงงานของอ้อนซึ่งมีเพื่อนร่วมชะตากรรมกว่า 62 ราย ไม่ใช่กลุ่มแรกและกลุ่มเดียว ไพรสันติ จุ้มอังวะ แรงงานชาวชัยภูมิที่เดินทางไปเก็บเบอร์รี่ก่อนเขาเกือบ 9 ปี ก็เผชิญชะตากรรมคล้าย ๆ กัน

“คนที่ไปก่อนช่วงแรกๆ มันก็อาจจะดีเนาะ เพราะมันคือกับว่า (เหมือนกับว่า) มันยังบ่ทันได้รู้จักคำว่าถูกเอารัดเอาเปรียบ พอให้เขาได้ก็ให้ แต่ว่าหลัง ๆ มานี่มันหักเงินหลาย (หักเงินมาก)” ไพรสันติ ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยเป็นภาษาถิ่น พร้อมชี้ว่าในกลุ่มแรงงานที่ไปพร้อมกับเขา คนที่ถูกนำตัวไปอยู่แคมป์บางจุดถึงกับถูกยึดหนังสือเดินทาง

ในกรณีของไพรสันติ เขาเดินทางไปเก็บเบอร์รี่ผ่านคำเชิญชวนของบริษัทเบอร์เร็กซ์ (Ber-Ex Oy) ในฤดูกาลเก็บเบอร์รี่ปี 2556 ทว่าเมื่อเกิดความไม่ลงรอยเกิดขึ้นระหว่างบริษัทรับซื้อเบอร์รี่และแรงงาน ทั้งเรื่องสภาพความเป็นอยู่ ลักษณะการจ้างงานที่ไม่ได้ถูกจำกัดความว่าเป็นลูกจ้างแต่เป็นผู้ประกอบการเบอร์รี่ที่บริษัทรับซื้อเบอร์รี่มาเท่านั้น ทำให้พวกเขาพยายามค้นหาแนวทางช่วยเหลือ ก่อนพบว่าวีซ่าที่พาตนเดินทางข้ามโลกมาเป็นวีซ่านักท่องเที่ยว

รายงานเรื่อง “การศึกษาวิจัยเชิงประจักษ์เพื่อให้การส่งคนไทยไปเก็บผลไม้ป่าในฟินแลนด์เป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย” ระบุว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 รัฐบาลฟินแลนด์อนุญาตให้คนงานเก็บผลไม้สามารถเดินทางเข้าประเทศได้ โดยไม่ตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขใบอนุญาตมีถิ่นพำนักของแรงงาน (worker residence permit) แต่การเก็บเกี่ยวผลเบอร์รี่จากป่าถือว่าเป็นสิทธิของใครก็ได้โดยสาธารณะ (Everyman’s Right) ซึ่งเป็นคุณค่าทางสังคมที่ชาวนอร์ดิกยึดถือ จึงไม่เคยมีการกำหนดในทางนโยบายให้จัดทำในรูปแบบการจ้างงาน เพื่อป้องกันมิให้รายได้จากการเก็บผลไม้ป่าถูกถือเป็น “ค่าจ้าง” และมิให้ตกอยู่ในข่ายต้องเสียภาษีเงินได้ทั้งสำหรับพลเมืองในประเทศและบุคคลที่ไม่ใช่พลเมือง

ด้วยเหตุนี้ สถานะของแรงงานไทยที่เก็บผลไม้ดังกล่าว จึงไม่ได้มีสถานะเป็นลูกจ้าง

ไพรสันติ ย้อนนึกถึงการอบรมเตรียมความพร้อมแรงงานเก็บเบอร์รี่ที่จังหวัดขอนแก่น ก่อนที่เขาจะเดินทางไปฟินแลนด์ช่วงกลางฤดูร้อน พ.ศ. 2556 โดยเขามั่นใจว่ามีตัวแทนจากกรมการจัดหางานร่วมในการอบรมครั้งนั้นด้วย

“เฮาถูกส่งไปโดยถูกต้อง ทางกระทรวงแรงงานรับทราบนะ แต่ว่าพอเฮาไป เฮาเป็นแค่นักท่องเที่ยว ตอนนั้นมีปัญหากันอยู่เรื่องระบบการจัดส่ง” เขาอธิบายว่าเมื่อไม่เข้าลักษณะเป็นลูกจ้างตามกฎหมาย เขาจึงได้แต่ดำเนินการทางกฎหมายเรื่องการโกงค่าเบอร์รี่เท่านั้น แต่ไม่สามารถฟ้องคดีค้ามนุษย์ได้

อย่างไรก็ดี การที่มีคดีค้ามนุษย์อีกคดีซึ่งเขามองว่าข้อเท็จจริงคล้ายกัน ได้รับคำพิพากษาในเวลากว่าทศวรรษถัดมา จึงถือว่าสำคัญต่อเขาในทางจิตใจ

“ก็ถือว่าดีใจครับ เพราะว่ามันสิได้เป็นบรรทัดฐานว่ามันมีจริงเรื่องคดีค้ามนุษย์ ทางฟินแลนด์เขาเอาจริงจั่งซี่ก็ถือว่าดีใจนำพี่น้องแรงงาน เพราะว่าเงินที่เขายึดทรัพย์สินหรือว่าที่เขาอายัดไว้คนงานก็ต่อสู้มาจากปี (25)65 เนาะ ก็ถือว่าเร็วอยู่” เขานับโดยเทียบกับกรณีของตนเองที่พยายามเรียกร้องมากว่า 12 ปี

.

ที่มาของภาพ, ฝ่ายประชาสัมพันธ์ กรมการจัดหางาน

สัญญาบังคับ

ในการพิพากษาคดีของบริษัทเคียนตามา ศาลฟินแลนด์ชี้ว่าสาเหตุที่แรงงานถูกบังคับให้เก็บเบอร์รี่ตลอดทั้งฤดูกาลโดยไม่สามารถหยุดทำงานก่อนได้ มาจากการถูกบังคับโดยสัญญาและภาวการณ์หลายอย่าง

หนึ่งในข้อเท็จจริงซึ่งปรากฎต่อศาลในคดีนี้ระบุว่าผู้เสียหายได้ลงนามในสัญญาระหว่างการฝึกอบรมขณะอยู่ในประเทศไทย เนื้อหาสัญญาชี้ว่าแรงงานจะต้องเก็บเบอร์รี่ให้ได้ถึงมูลค่าเฉลี่ย 90 ยูโรต่อวัน ขณะเดียวกันก็มีสัญญาที่ระบุว่าหากมีค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าใช้จ่ายดังกล่าวจะตกเป็นหนี้ของแรงงานและจะต้องใช้คืน สัญญานี้ได้รับการรับรองโดยผู้เก็บเบอร์รี่คนอื่น ๆ ที่อยู่ในรถคันเดียวกันเพื่อเป็นหลักประกันในการชำระหนี้นั้น

นอกจากนี้ตามสัญญา ยังระบุว่าบริษัทมีสิทธิหักค่าใช้จ่ายจากรายได้ที่เกิดจากการเก็บเบอร์รี่ รายได้ส่วนเกินจะจ่ายให้ผู้เสียหายเมื่อสิ้นสุดฤดูกาลก่อนเดินทางออกจากประเทศเท่านั้น ส่วนระหว่างฤดูกาลผู้เสียหายจะได้รับเงินจากรายได้สะสมเพียงพอสำหรับเพื่อเติมน้ำมันรถยนต์สำหรับการเดินทางไปเก็บเบอร์รี่เท่านั้น

อย่างไรก็ดี หลังเดินทางถึงฟินแลนด์ แรงงานต้องพึ่งพาการจัดหาที่พัก อาหาร และบริการอื่น ๆ จากบริษัท เนื่องจากมีทักษะทางภาษาต่ำ การศึกษาน้อย ทรัพยากรจำกัด เป็นชาวต่างชาติ ขาดความรู้เกี่ยวกับท้องถิ่น และไม่มีผู้ติดต่อภายนอก นอกจากนี้ หนังสือเดินทางของผู้เสียหายส่วนใหญ่ยังถูกเก็บโดยผู้จัดการแคมป์หลังจากเดินทางไปถึงไม่นาน

ตามการรายงานของสำนักข่าวเฮลซิงกิไทมส์ซึ่งรายงานบรรยากาศระหว่างการไต่สวนในศาลคดีเดียวกันในช่วงเดือนมกราคม 2568 อัยการให้การต่อศาลว่าแรงงานไทยถูกกดดันให้เซ็นสัญญาข้างต้นโดยไม่อาจเข้าใจเนื้อความทั้งหมดได้ ทั้งยังตกอยู่ในสภาพบังคับต้องหาผลไม้ให้ได้ตามเป้าหมายซึ่งไม่อาจทำได้จริง และต้องรับผิดชอบความเสียหายกรณีไม่อาจทำตามนั้นได้

นอกจากนี้ ศาลยังกล่าวถึงราคาการซื้อขายเบอร์รี่ โดยกล่าวว่าผู้เสียหายยังถูกทำให้เข้าใจผิดโดยใช้ค่าน้ำหนักกล่องที่สูงเกินจริงเป็นน้ำหนักภาชนะ ทำให้รายได้จากการเก็บเบอร์รี่ลดลง ตลอดจนผู้เสียหายยังจำต้องขายเบอร์รี่ให้แก่บริษัทที่เชิญมาเท่านั้นในราคาที่บริษัทกำหนด เนื่องจากได้รับข้อมูลที่ขัดแย้งและไม่ครบถ้วนเกี่ยวว่าพวกเขาจะมีสิทธิในการขายเบอร์รี่ให้แก่บุคคลอื่นได้ด้วยเงื่อนไขใด

สภาวะดังกล่าวทำให้แรงงานต้องเก็บเบอร์รี่ทุกวันตั้งแต่เช้าจรดเย็นโดยไม่มีวันหยุด เพื่อชำระหนี้จากค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายประจำวัน

ศาลชี้ชัดว่าเงื่อนไขหลายอย่างข้างต้นที่ได้กล่าวไป “ทำให้การดังกล่าวถือเป็นแรงงานบังคับ”

อย่างไรก็ตาม ศาลแขวงลัปแลนด์ระบุว่าในคดีนี้ไม่มีหลักฐานที่แสดงว่าจำเลยทำให้ผู้เสียหายต้องอยู่ในสภาพความเป็นอยู่ที่ต่ำต้อยหรือไม่เหมาะสม สถานที่พักได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและมักใช้เป็นที่พักของนักเดินทาง ค่าใช้จ่ายในการพักก็ไม่สูงเกินไปเมื่อเทียบกับคุณภาพของที่พัก

“แม้จะมีข้อบกพร่องในการจัดหาอาหาร แต่ศาลเห็นว่าสภาพความเป็นอยู่ของผู้เสียหายไม่ได้ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ปัญหาหลักคือการแจกจ่ายอาหารเช้าและกลางวันในถังให้ผู้เก็บเบอร์รี่พกไปป่าในตอนเช้า ทำให้อาหารเย็นก่อนรับประทาน และมีโอกาสอุ่นอาหารเพียงบางครั้ง โดยเฉพาะซุป เช่น ซุปหัวปลาแซลมอน เมื่อเย็นแล้วจะมีลักษณะเป็นวุ้น ทำให้ผู้เสียหายหลายคนไม่รับประทาน” ข้อความในเว็บไซต์ศาลอธิบายเหตุผล

ช่วงท้ายของเอกสารที่เผยแพร่ระบุว่า เนื่องจากการกระทำดังกล่าวมีลักษณะหลอกลวงและถือว่าร้ายแรงเมื่อพิจารณาโดยรวม ศาลจึงตัดสินว่าจำเลยมีความผิดฐานค้ามนุษย์อย่างร้ายแรงต่อผู้เสียหายแต่ละราย

“จากพยานหลักฐานจำนวนมาก ศาลเห็นว่าจำเลยทั้งสองได้ทำให้ผู้เสียหายเข้าใจผิดว่ามีโอกาสในการหารายได้ โดยจัดหาพวกเขาให้มาเก็บเบอร์รี่ในฟินแลนด์เพื่อขายให้แก่บริษัทที่เชิญมาเพื่อให้บริษัทนั้นใช้เป็นวัตถุดิบในการดำเนินธุรกิจ” สรุปคำพิพากษาในเว็บไซต์ของศาลเขียนเป็นภาษาฟินนิช โดยระบุเพิ่มเติมว่าคำพิพากษาฉบับเต็มมีความยาวประมาณ 200 หน้า

ทั้งนี้ คดีดังกล่าวยังมีโอกาสขึ้นสู่ชั้นศาลอุทธรณ์ได้หากมีการร้องขอจากผู้เกี่ยวข้อง

คดีต่อเนื่องจากการจับกุมปี 2565

จรรยา ยิ้มประเสริฐ ตัวแทนองค์กรสหภาพคนทำงานต่างประเทศแห่งประเทศไทยกล่าวว่า คดีบริษัทเคียนตามาเริ่มต้นมาจากความร่วมมือกันระหว่างชาวไทยที่ย้ายมามีครอบครัวที่ฟินแลนด์ประสานความช่วยเหลือกันจนแจ้งความได้สำเร็จ

“เคียนตามาเป็นกลุ่มที่เกิดเหตุในปี พ.ศ. 2565 พอคนงานติดต่อมาเราก็ประสานกับหน่วยงานที่ชื่อว่า ริกกุ (Rikosuhripäivystys- RIKU) ซึ่งเป็นองค์กรช่วยเหลือผู้เสียหายที่เป็นเหยื่อการค้ามนุษย์”

เธอกล่าวต่อว่า “[หน่วยงานริกกุ]จึงประสานงานกับตํารวจ แล้วก็ไปรับพวกเขาออกมาจากแคมป์ ตํารวจเริ่มสอบปากคำจนเห็นว่าสภาพมันเลวร้ายมาก ก็เลยได้ประสานต่อจนเข้ากระบวนการและมีคำตัดสิน”

ลำดับเหตุการณ์ที่จรรยาเล่า สอดคล้องกับข่าวประชาสัมพันธ์ในเว็บไซต์ของรัฐบาลฟินแลนด์ ซึ่งเผยแพร่วันที่ 27 ตุลาคม 2565 ซึ่งระบุว่าหน่วยงานด้านความมั่นคงของฟินแลนด์ รวมถึงสำนักงานสืบสวนแห่งชาติ (NBI), หน่วยพิทักษ์ชายแดน และตำรวจภูมิภาคเฮลซิงกิและลัปแลนด์ กำลังดำเนินการสอบสวนคดีค้ามนุษย์ครั้งใหญ่ โดยมีแรงงานไทยที่เดินทางไปเก็บผลไม้ป่าในฟินแลนด์ระหว่างปี 2020–2022 ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ การสอบสวนมุ่งเน้นไปที่บริษัทเบอร์รี่แห่งหนึ่งในภาคเหนือของฟินแลนด์ และบริษัทจัดหางานในประเทศไทยที่มีบทบาทในการส่งแรงงานไปยังฟินแลนด์

ข้อความจากทางการฟินแลนด์ยังระบุว่า ขณะนั้นมีผู้ต้องสงสัยสองคนถูกควบคุมตัวในระหว่างการสอบสวน และอีกหนึ่งคนเป็นเจ้าหน้าที่รัฐของฟินแลนด์ ซึ่งถูกจับกุมในข้อหายอมรับสินบนโดยมิชอบและใช้อำนาจหน้าที่ในทางที่ผิดในระดับร้ายแรง

จดหมายข่าวภาครัฐฟินแลนด์กล่าวอ้างคำพูดเจ้าหน้าที่สอบสวนอาวุโส เทมู แมนตินิเอมี จากสำนักงานสืบสวนแห่งชาติ ระบุว่า “เราสงสัยว่ามีการได้รับผลประโยชน์จำนวนมาก และมีการอำนวยความสะดวกในกระบวนการทางราชการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเก็บเบอร์รี่ผ่านการให้สินบน”

คดีนี้ถูกขยายผลในเวลาต่อมา และหนึ่งในคดีที่ขึ้นสู่ชั้นศาลได้แก่คดีของเคียนตามา

.

ที่มาของภาพ, BBC Thai

คำบรรยายภาพ, จรรยา ยิ้มประเสริฐ ฝ่ายต่างประเทศ สหภาพคนทำงานต่างประเทศแห่งประเทศไทย

ผู้ต้องหาชาวไทย

แม้เอกสารเบื้องต้นจากศาลแขวงแลปแลนด์ไม่ได้ระบุชื่อผู้ประสานงานชาวไทยซึ่งถูกพิพากษาจำคุก 3 ปีและต้องชดใช้ค่าธรรมเนียมทนายความบางส่วนให้แก่รัฐ แต่สำนักข่าวเฮลซิงกิไทม์รายงานว่า บุคคลดังกล่าวคือ กัลยกร พงษ์พิศ หรือ “ทุเรียน” บุคคลสัญชาติไทยซึ่งถูกจับกุมด้วยข้อหาค้ามนุษย์แรงงานไทยตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2565

สองเดือนหลังเจ้าหน้าที่ฟินแลนด์จับกุมตัวนายหน้าสัญชาติไทยครั้งนั้น กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ว่าได้เข้าค้น “บริษัทของผู้ต้องหาชาวไทยที่ถูกตำรวจฟินแลนด์จับกุมในข้อหาค้ามนุษย์ที่สาธารณรัฐฟินแลนด์” โดยไม่ได้ระบุชื่อชัด

DSI ระบุว่า “ผลการตรวจค้นพบเอกสารการจัดตั้งบริษัท ข้อมูลแรงงานไทย เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์หรือ berry processing ที่ผู้ต้องหาใช้ในการโกงน้ำหนักผลไม้ป่า ทำให้แรงงานไทยเป็นจำนวนมากตกเป็นหนี้สินกับทางบริษัทฯ โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษจะนำหลักฐานดังกล่าวส่งมอบให้กับทางการฟินแลนด์ ตามคำร้องขอความร่วมมือระหว่างประเทศในทางอาญา”

ตามการรายงานของสำนักข่าวเฮลซิงกิไทม์ เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2568 กัลยกรให้การต่อศาลว่าแรงงานหลายคนอ้างว่ามีทักษะการเก็บเบอร์รี่ ก่อนที่เธอจะพบว่าแท้จริงแล้วพวกเขาไม่เคยเก็บเบอร์รี่มาก่อน ทำให้ไม่สามารถเก็บได้ตามเป้า

“ฉันเพิ่งทราบเมื่อขึ้นศาลนี่ล่ะ” กัลยกรกล่าวตามคำรายงานของสื่อของประเทศฟินแลนด์

รายงานฉบับเดียวกันของหนังสือพิมพ์หัวใหญ่ของฟินแลนด์เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมายังระบุว่ากัลยกรยังตกเป็นผู้ต้องหาคดีค้ามนุษย์อีกหนึ่งคดีกับอีกหนึ่งบริษัทที่ชื่อว่า โพลาริกา (Polarica) อันเป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจค้าเบอร์รี่เช่นเดียวกับบริษัทเคียนตามา โดยอีกคดีหนึ่งนี้มีคนงานร้องเรียนเป็นผู้ได้รับความเสียหาย 78 ราย

ชื่อของกัลยกรถูกร้องเรียนอย่างน้อยที่สุดตั้งแต่ พ.ศ. 2562 โดยปรากฎในเว็บไซต์ของสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชัยภูมิ ซึ่งระบุว่ามีแรงงาน 36 รายที่ถูกส่งไปปฏิบัติงานที่สวีเดนเข้าร้องเรียนให้ตรวจสอบ บริษัท เนชั่น เบอร์รี่ จำกัด ซึ่งมีเธอเป็นกรรมการผู้จัดการ

แรงงานในขณะนั้นร้องเรียนว่า “นายจ้างยังค้างจ่ายค่าจ้างบางส่วน ค่าทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์หักค่าจ้างโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และยกเลิกลูกจ้างโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า”

ปัจจุบันเว็บไซต์ดังกล่าวไม่สามารถเข้าถึงได้แล้ว

นายยาโก โคพาริเนน ทนายความซึ่งเป็นตัวแทนทางกฎหมายของกัลยกร เปิดเผยว่ากัลยกร ซึ่งเป็นลูกความของเขา “รู้สึกผิดหวังกับคำพิพากษา และเห็นว่าคำตัดสินดังกล่าวไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรม”

เขาตอบกลับบีบีซีไทยทางจดหมายอีเล็กทรอนิกว่า กัลยกรจะดำเนินการยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาต่อศาลอุทธรณ์และยืนยันว่าจะไม่ให้ความเห็นเพิ่มเติมต่อสื่อมวลชนในประเด็นคดีที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา

หลายคดียังไม่ถึงชั้นศาล

คดีของบริษัทเคียนตามาไม่ใช่คดีแรกและคดีเดียวที่แรงงานไทยที่ไปเก็บเบอร์รี่ในกลุ่มประเทศนอร์ดิกตกเป็นผู้เสียหาย

ห้าปีก่อนหน้าคดีนี้ ในปี 2560 สื่อ Keskisuomalainen ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ของฟินแลนด์รายงานว่าศาลแขวงไคนู ประเทศฟินแลนด์ ได้มีคำพิพากษายกฟ้องคำร้องขอค่าชดเชยจากแรงงานไทยที่เดินทางไปเก็บผลไม้ป่าในช่วงฤดูร้อนปี 2556 โดยแรงงานแต่ละคนเรียกร้องค่าชดเชยระหว่าง 5,000 -7,000 ยูโร (ราว 1.8-2.6 แสนบาท) จากบริษัทเบอร์รี่ Ber-Ex Oy ซึ่งเป็นผู้ประสานให้แรงงานไทยกลุ่มดังกล่าวไปทำงานในฟินแลนด์

สื่อในฟินแลนด์แห่งนี้รายงานว่าแรงงานไทยจำนวน 50 คนได้หยุดเก็บผลไม้เนื่องจากผิดหวังกับราคาผลไม้ที่ตกต่ำและการดำเนินงานของบริษัท ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างแรงงานกับบริษัทตึงเครียดอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ศาลเห็นว่าบริษัทดังกล่าวไม่ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดจากการหยุดเก็บผลไม้กลางคัน และราคาที่บริษัทแจ้งไว้ล่วงหน้าเกี่ยวกับการรับซื้อผลไม้ก็ไม่ถือเป็นสัญญาผูกพันตามกฎหมาย ขณะที่แรงงานซึ่งหยุดงานประท้วงต้องเดินทางกลับประเทศไทยด้วยความผิดหวัง

กรณีนี้คือกรณีของไพรสันติ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วต้องมีหนี้สินเพิ่มขึ้นจากคำพิพากษา โดยศาลมีคำสั่งให้แรงงานไทยชดใช้ค่าธรรมเนียมทางกฎหมายของฝ่ายตรงข้ามเป็นจำนวนประมาณ 30,000 ยูโร (ราว 1.1 ล้านบาท)

ลี แอนเดอร์สัน นักการเมืองชาวฟินแลนด์ซึ่งดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในขณะนั้นได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก หลังศาลมีคำพิพากษาในครั้งนั้น ระบุว่า กรณีข้างต้นสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างชัดเจน เนื่องจากรัฐบาลฟินแลนด์ยังคงตีความว่าแรงงานเหล่านี้เป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ ไม่ใช่ลูกจ้าง ส่งผลให้ไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างขั้นต่ำหรือสวัสดิการแรงงาน

“แรงงานไทยกลุ่มนี้เคยพยายามดำเนินคดีในข้อหาค้ามนุษย์กับบริษัทรับซื้อผลไม้ในปี 2556 แต่เจ้าหน้าที่รัฐกลับตัดสินใจไม่สอบสวน โดยไม่ได้รับฟังคำให้การจากแรงงานแม้แต่ครั้งเดียว” เธอระบุ

อย่างไรก็ดี เมื่อเวลาผ่านไป แนวทางการรับคำฟ้องของทางการฟินแลนด์เปลี่ยนแปลงไปในลักษณะเป็นคุณต่อแรงงานไทยมากขึ้น สอดคล้องกับการปฏิรูปกฎหมายในปี 2564 ซึ่งได้มีการออกกฎหมายว่าด้วยสถานะทางกฎหมายของชาวต่างชาติที่เก็บผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ (Act 487/2021) ต่อมาถูกเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า พ.ร.บ.เบอร์รี่ (Berry Act) อันมีเนื้อหาส่งเสริมการแก้ไขปัญหาการแสวงหาประโยชน์จากแรงงาน และส่งเสริมศักดิ์ศรีในสถานที่ทำงาน โดยออกข้อบังคับให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องต้องให้ความสำคัญกับการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่เพื่อให้สามารถตรวจพบสัญญาณของการถูกเอาเปรียบระหว่างกระบวนการขอวีซ่าได้ดีขึ้น และสร้างระบบประสานหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อปกป้องแรงงานที่อยู่ในสถานะเปราะบาง

ปี 2565 ศาลฎีกาสูงสุดฟินแลนด์ตัดสินคดีหมายเลข R2020/297 พิพากษาลงโทษจำคุกเจ้าของธุรกิจจัดหาเบอร์รี่รายหนึ่งเป็นเวลา 1 ปี 10 เดือน ในข้อหาค้ามนุษย์แรงงานเก็บเบอร์รี่และเห็ดจากประเทศไทยจำนวน 26 ราย แม้วีซ่าของแรงงานเหล่านี้จะเป็นวีซ่าชนิดเดียวกันกับคดีก่อนหน้า

ในกรณีนี้ ศาลพบว่าแม้การดำเนินการของจำเลยจะไม่ได้เป็นการควบคุมทางกายภาพ แต่ก็เป็นการใช้ประโยชน์จากความเปราะบางและสร้างภาวะพึ่งพิง เช่น ทำให้ผู้ร้องเรียนมีสถานะเป็นหนี้ ทำให้รู้สึกว่าตนไม่สามารถหยุดทำงานหรือออกจากพื้นที่ได้อย่างอิสระ ส่งผลให้บุคคลหลายรายถูกลิดรอนเสรีภาพในการตัดสินใจอย่างแท้จริง

“จากสาเหตุข้างต้น ศาลฎีกาลงมติว่าเอ (จำเลย) ได้กระทำการค้ามนุษย์รวม 26 กรรม” คำพิพากษาที่มี ณ วันที่วันที่ 26 มกราคม 2565 ระบุ

ศาลฎีกาฟินแลนด์ไม่ได้เอ่ยชื่อจำเลยในคดีดังกล่าว อย่างไรก็ดีปี 2561 สำนักข่าวอิลตาเลห์ติซึ่งเป็นสื่อแทปลอยด์ภาษาฟินนิชเคยรายงานกรณีศาลชั้นต้น ตัดสินคดีนายมัตตี ฮานโคเนน ผู้ประกอบการเบอร์รี่ว่ามีความผิดฐานเดียวกันจากการร้องเรียนของคนงานชาวไทย 26 ราย โดยจำเลยปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา บีบีซีไทยสอบทานกับสหภาพแรงงานไทยในต่างแดน พบว่าเป็นคดีเดียวกันที่ผ่านกระบวนการไปจนถึงชั้นศาลฎีกา

ย้อนอ่าน

ควบคู่ไปกับคดีของบริษัทเคียนตามา อีกคดีหนึ่งซึ่งมีการพิจารณาขนานกันไปเนื่องจากมีกัลยกรเป็นผู้ต้องหาคนเดียวกันทั้งสองคดีได้แก่คดีบริษัทโพลาริกา ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างกระบวนการสืบคดีในศาลชั้นต้น

เดือนตุลาคม ปี 2566 สำนักข่าว Yle ของฟินแลนด์รายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจฟินแลนด์จับกุมผู้ต้องสงสัย 4 ราย รวมถึงประธานกรรมการบริษัทของบริษัท Arctic Group ซึ่งเป็นผู้ประกอบการด้านเบอร์รี่และเห็ด

ในเวลาใกล้เคียงกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจฟินแลนด์เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ใจความว่าจากปฏิบัติการสืบสวนสอบสวนบริษัทที่ประกอบการเบอร์รี่อีกสองแห่ง พบว่าอาจมีแรงงานที่ได้รับความเสียหายกว่า 170 ราย

ทั้งนี้ประกาศจากองค์กรตำรวจของฟินแลนด์ไม่ระบุว่าเป็นบริษัทใดบ้าง

จรรยา ยิ้มประเสริฐ ระบุว่าขณะนี้มีการดำเนินการเพื่อดำเนินคดีต่อบริษัทเบอร์รี่ในฟินแลนด์จำนวน 5 บริษัทโดยบางส่วนยังไม่เริ่มกระบวนการ ขณะที่มีการดำเนินการในลักษณะคล้ายกันในประเทศสวีเดนควบคู่ไปด้วยอีกจำนวน 5 บริษัท รวมยอดผู้เสียหายชาวไทยในทั้งสองประเทศราว 700 คน

“คดีที่สวีเดนช้ามาก เพิ่งสอบปากคําไปแค่บริษัทเดียว” ตัวแทนกลุ่มสหภาพแรงงานไทยในต่างประเทศเปิดเผยกับบีบีซีไทย

เธอชี้ว่ารัฐบาลต้นทางมักอ้างว่าไม่มีทรัพยากรเพียงพอในการดำเนินการสอบสวน และเรียกร้องการผลักดันให้สวีเดนและฟินแลนด์เพิ่มทรัพยากรในการสอบสวนทุกคดี

“อยากให้ทั้งฟินแลนด์และสวีเดนตระหนักว่าเมื่ออนุญาตให้มาเก็บเบอร์รี่ได้ ก็ต้องจริงจังกับศักยภาพในการที่จะรับรองว่าทุกคนที่ร้องเรียนจะได้รับความยุติธรรมและต้องจริงจังในการกำกับด้วย” จรรยาระบุ

.

คดีไทยยังไม่เห็นปลายทาง

แรงงานไทยที่กลับจากการเก็บเบอร์รี่ที่ฟินแลนด์และสวีเดน มีความพยายามอย่างต่อเนื่องในการดำเนินคดี โดยเฉพาะการเรียกร้องให้บริษัทนายหน้าซึ่งอยู่ในประเทศไทยรับผิดชอบต่อความเสียหาย

ปี 2556 หลังกลุ่มแรงงานของไพรสันติกลับถึงประเทศไทย ก็ได้เข้าร้องเรียนสิทธิกับ DSI เพื่อร้องขอให้บังคับใช้กฎหมายในฐานะคดีค้ามนุษย์ อย่างไรก็ดี DSI มีมติไม่รับคดีดังกล่าวเป็นคดีค้ามนุษย์

ในด้านการดำเนินคดีทางสิทธิแรงงาน มีตัวอย่างกลุ่มแรงงานที่เรียกร้องจนสำเร็จ ได้แก่กลุ่มแรงงาน 104 คนที่เดินทางไปเก็บเบอรีที่ประเทศสวีเดนปี 2565 ยื่นฟ้องบริษัทบริษัทสตาร์โรยัล เซอร์วิส ซึ่งเป็นบริษัทนายหน้า ต่อมาศาลแรงงานกลางพิพากษาให้บริษัทสตาร์โรยัล เซอร์วิส จ่ายเงินค่าจ้าง เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2567

อ่านกรณีนี้ได้ที่ :

ต่อมาฝ่ายนายจ้างได้โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาล อ้างว่าเป็นเพียงบริษัทประกอบกิจการให้บริการอำนวยความสะดวกจัดทำเอกสารให้ผู้เดินทางไปเก็บผลไม้ป่าขายให้แก่ผู้รับซื้อในประเทศสวีเดน ไม่ใช่นายจ้างของแรงงานทั้ง 104 คน ทำให้คดีเข้าสู่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ซึ่งได้มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2568

ความคืบหน้าในการดำเนินคดีในข้อหาค้ามนุษย์กลับมาอีกครั้งพร้อมความเคลื่อนไหวจากทางการฟินแลนด์ หลังการจับกุมผู้ต้องหาชาวไทยเมื่อเดือนตุลาคม 2565 DSI ได้รับหนังสือจากกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮลซิงกิ กรณีแรงงานไทยเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ในสาธารณรัฐฟินแลนด์

“คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษพบว่าเป็นคดีความผิดที่ส่วนหนึ่งเกิดนอกราชอาณาจักร จึงเสนอสำนวนการสอบสวนไปยังอัยการสูงสุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 20 และอัยการสูงสุดได้มอบหมายให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษทำการสอบสวนต่อไป และอัยการสูงสุดได้มอบหมายพนักงานอัยการมาร่วมสอบสวน” ข่าวประชาสัมพันธ์ DSI ซึ่งเผยแพร่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2566 พร้อมกันนี้ยังลงหมายเลขคดีเป็นคดีพิเศษที่ 81/2566

เนื้อความประกาศดังกล่าวเชิญชวนผู้ได้รับความเสียหายซึ่งเคยเดินทางไปเก็บผลไม้ป่ากับ บริษัท เรอบัน จำกัด ระหว่างปี 2563 – 2565 จำนวน 2,389 คน ให้ลงทะเบียนต่อเจ้าหน้าที่ DSI เพื่อสอบสวนประเด็นดังกล่าว

บีบีซีไทยพบว่า บริษัท เรอบัน จำกัด มีที่อยู่ตามการจดทะเบียนบริษัทที่เดียวกับที่อยู่ซึ่งสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชัยภูมิ เคยเผยแพร่ว่าเป็นที่อยู่ของบริษัท เนชั่น เบอร์รี่ จำกัดซึ่งมีกัลยกรเป็นกรรมการผู้จัดการ และถูกร้องเรียนในปี 2562 ขณะที่ฐานข้อมูลกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุชื่อกัลยกรเป็นกรรมการ และสถานะนิติบุคคลระบุว่ายังดำเนินการอยู่

เอกสารคดีจากฟินแลนด์สู่ไทยแลนด์: เครือข่ายเบอร์รี่ตกเป็นประเด็นการเมือง

ต่อมาเดือนมกราคม 2567 DSI แถลงว่าได้รับพยานหลักฐานสำคัญจากสาธารณรัฐฟินแลนด์ นำไปสู่การชี้มูลความผิดอดีตข้าราชการฝ่ายการเมืองระดับรัฐมนตรี 2 คน และผู้บริหารระดับสูง กระทรวงแรงงานอีก 2 คน รวมทั้งหมด 4 คน

“ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีขบวนการสมคบระหว่างนักการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐ และบุคคลธรรมดา ร่วมกันเรียกรับผลประโยชน์จากบริษัทผู้ประสานงานฝั่งไทยที่ทำหน้าที่ประสานงานกับบริษัทที่จะนำเข้าแรงงานของสาธารณรัฐฟินแลนด์ เป็นค่า “หัวคิว”(DOE MAMAGEMENT) [สะกดตามต้นทาง] หรือค่าดำเนินการ เฉลี่ยรายละ 3,000 บาท โดยไม่มีสิทธิเรียกเก็บตามกฎหมาย ซึ่งบริษัทประสานงานฝั่งไทยได้นำมาเรียกเก็บจากคนงานที่ไปทำงานอีกชั้นหนึ่งนอกเหนือจากค่าใช้จ่ายตามจริงโดยในปี พ.ศ. 2563 – 2566 ซึ่งเป็นช่วงดำเนินคดี มีผู้อยู่ในข่ายต้องเสียค่าใช้จ่ายดังกล่าวรวมประมาณ 12,000 คน คิดเป็นเงินรวมประมาณ 36 ล้านบาท”

เอกสารสรุปต่อมาว่าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษและพนักงานอัยการได้มีมติกล่าวหาบุคคลดังกล่าว รวม 4 คน และได้นำส่งสำนวนคดีพิเศษดังกล่าว ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

แม้ DSI ไม่ได้ระบุชื่อนักการเมืองที่เกี่ยวข้อง แต่โพสต์ดังกล่าวส่งผลให้ นายสุชาติ ชมกลิ่น อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ตัดสินใจยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกรมฯ 3 ราย ได้แก่ อธิบดีที่เซ็นเอกสารในขณะนั้น รักษาการอธิบดีขณะที่ยื่นฟ้อง และ ผอ.กองคดีค้ามนุษย์ ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง โดยกล่าวหาในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และกลั่นแกล้งให้รับโทษทางคดีอาญา รวมถึงมาตราอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

“แม้ว่าครั้งนั้นจะไม่มีการเอ่ยชื่อ แต่พูดได้ว่ารัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งในช่วงปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผมดำรงตำแหน่งอยู่ ทำให้ประชาชนและหลายคนเข้าใจว่าเป็นผม” อดีตรัฐมนตรีกระทรวงแรงงานโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว

สุชาติ เชื่อว่าการแถลงข่าวของ DSI เป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง และเขายังระบุด้วยว่าหน่วยงานภายใต้กระทรวงยุติธรรมไม่เคยเรียกตัวเขาหรือผู้ที่เกี่ยวข้องไปสอบถามก่อนการแถลงข่าว ทั้งที่เขาเป็นข้าราชการระดับสูง ในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

เขายังโพสต์ยืนยันว่า “การส่งแรงงานไปทำงานที่ฟินแลนด์ เป็นการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง มีหน่วยงานในประเทศไทยรองรับ ทั้งธนาคารซึ่งแรงงานทุกคนเมื่อกลับมาก็จะได้เงินชดเชยแม้จะไม่ได้ไปทำงานก็ตาม “

ประเด็นคำถามว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น มีความเกี่ยวข้องกับขบวนการหักหัวคิวแรงงานหรือไม่ ยังถูกหยิบยกขึ้นพูดถึงระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2568 โดยนายสหัสวัต คุ้มคง ส.ส.พรรคประชาชน กล่าวหาโดยอ้างเอกสารสำนวนคดีที่ระบุว่าเป็นฉบับเดียวกับที่เจ้าหน้าที่ตำรวจฟินแลนด์ส่งถึง DSI

สหัสวัตอ้างว่านายสุชาติ ชมกลิ่น เรียกรับผลประโยชน์จำนวน 3 ล้านบาทจากกัลยกรแลกกับการยอมให้แรงงานจำนวนกว่า 1,600 รายได้เดินทางไปเก็บเบอร์รี่ที่ประเทศฟินแลนด์ พร้อมทั้งแสดงภาพขณะอดีตรัฐมนตรีแรงงานถ่ายภาพร่วมกับกัลยกร และ นายยุกกา คริสโต กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทโพลาริกา ซึ่งได้ถูกจับกุมโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจฟินแลนด์ในช่วงปลายปี 2566 ขณะที่อดีตรัฐมนตรีแรงงานเดินทางเยือนประเทศฟินแลนด์พร้อมคณะทำงานจากกระทรวงแรงงาน

นายสุชาติปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวในที่ประชุมสภา พร้อมตั้งข้อสังเกตว่ากัลยกรซัดทอดเพื่อให้ประโยชน์ของรูปความในคดีตกแก่ตัวเธอเอง และกล่าวว่าตนเดินทางไปยังฟินแลนด์เพื่อแก้ปัญหาข้อร้องเรียนที่เกิดขึ้นจากแรงงานไทยซึ่งสะสมมาหลายปี

.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

แรงงานไทยต้องการอะไร

แม้จะดีใจที่มีความคืบหน้าคดีที่ประเทศฟินแลนด์ แต่ความดีใจของอ้อนยังไม่อาจเกิดขึ้นได้เต็มที่ เขายังรอสังเกตการณ์ว่าจำเลยทั้งสองในคดีจะยื่นอุทธรณ์หรือไม่ และเมื่อคดีจบลงเขาจะได้รับการชดเชยในรูปแบบใด

“มันเหนื่อยแล้ว มันเหนื่อยแล้ว ตั้ง 3 – 4 ปีแล้ว” เขายอมรับถึงภาวะท้อถอย

ขณะที่ ไพรสันติ ซึ่งสำหรับเขาความหวังในการรื้อฟื้นคดีค้ามนุษย์จากการเดินทางปี 2556 ได้ดับมอดไปแล้ว ได้แสดงความยินดีกับมาตรฐานใหม่ที่เกิดขึ้น โดยหวังว่าต่อจากนี้ไปการส่งออกแรงงานเก็บผลไม้ป่าจะถูกรับรองโดยรัฐยิ่งขึ้น

“มันดีแล้วที่มีการจับกุม มันก็จะได้ได้รู้จักเปลี่ยนระบบจักหน่อยหนึ่ง คือรัฐต้องเปลี่ยนระบบ ถ้าซั่น(ไม่เช่นนั้น) คนงานก็สิถูกเอาเปรียบอยู่ประมาณนี้ตลอดไป” ไพรสันติกล่าว

เขาเสนอต่อว่า “รัฐบาลส่งได้บ่แบบรัฐต่อรัฐ ทั้ง ๆ ที่ประเทศอื่นเขาส่งกันรัฐต่อรัฐเบิ่ดแล้ว(ประเทศอื่นเขาส่งกันแบบรัฐต่อรัฐหมดแล้ว)”

เว็บไซต์กระทรวงเศรษฐกิจและการจ้างงานของฟินแลนด์ระบุว่า การเก็บผลเบอร์รี่ป่าในประเทศฟินแลนด์ยังคงพึ่งพาแรงงานต่างชาติเป็นหลัก โดยเฉพาะแรงงานจากประเทศไทยที่ได้รับการเชิญและจัดหามาโดยตรง

“อย่างไรก็ตาม ปัญหาเกี่ยวกับสภาพการทำงานและรายได้ของแรงงานเก็บเบอร์รี่ได้กลายเป็นที่รับรู้มากขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา”

มีนาคม ปี 2567 กระทรวงการต่างประเทศฟินแลนด์ประกาศระงับการออกวีซ่าให้แรงงานเก็บเบอร์รี่ที่ยื่นขออนุมัติจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฟินแลนด์ในกรุงเทพมหานครชั่วคราว เพื่อหามาตรการระยะยาวที่รัดกุมขึ้นในการป้องกันการแสวงหาประโยชน์มิชอบจากแรงงานต่างชาติ ต่อมาในเดือนตุลาคม เฮลซิงกิไทมส์รายงานว่าองค์กรตรวจคนเข้าเมืองฟินแลนด์ได้ประกาศแผนเฝ้าระวังสถานการณ์แรงงานเก็บเบอร์รี่จากประเทศไทย

สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฟินแลนด์ประจำกรุงเทพมหานครกล่าวกับบีบีซีไทยว่า ฤดูกาลเก็บเบอร์รี่ในปีนี้เป็นปีแรกที่แรงงานต้องขออนุญาตทำงานตามฤดูกาลภายใต้กฎหมายแรงงานตามฤดูกาลเป็นครั้งแรก โดยได้มีการอนุมัติวีซ่าประเภทดังกล่าวไปแล้วกว่า 2,600 ราย อย่างไรก็ดี ยังคงมีการยื่นขออนุมัติวีซ่าประเภทดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ทำให้ยอดรวมในปัจจุบันสูงถึงเกือบ 3,000 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นการขออนุมัติจากกรุงเทพมหานคร

วีซ่าดังกล่าวกำหนดให้แรงงานต่างชาติที่มาเก็บเบอร์รี่ต้องมีสัญญาการจ้างงานและขอใบอนุญาตทำงานตามฤดูกาลก่อนเดินทางเข้าประเทศ

“ทางการฟินแลนด์ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการป้องกันการแสวงหาประโยชน์จากแรงงานในทุกรูปแบบ รวมถึงการค้ามนุษย์ และยังคงยึดมั่นในพันธกิจเพื่อให้แน่ใจว่าแรงงานตามฤดูกาลจะได้รับการคุ้มครองภายใต้เงื่อนไขที่เป็นธรรมและถูกต้องตามกฎหมาย รัฐบาลฟินแลนด์และรัฐบาลไทยมีการหารือร่วมกันในประเด็นนี้มาอย่างยาวนาน” สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฟินแลนด์ระบุทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์

อย่างไรก็ดี จรรยา ยิ้มประเสริฐย้ำว่า ปัญหาไม่อาจถูกแก้ได้ทั้งวงจร หากทางการไทยไม่เดินหน้าดำเนินคดีค้ามนุษย์จากต้นทาง