กาซา

ที่มาของภาพ, EPA

    • ทิม วีเวลล์

    • Author, ทิม วีเวลล์
    • Role, ผู้ดำเนินรายการประวัติศาสตร์ของประชาชนแห่งกาซา

“ผมขี่อูฐไปกับยายตามถนนทราย แล้วผมก็ร้องไห้” อายิช ยูนิส พรรณาถึงช่วงเวลาอันเลวร้ายที่สุดในชีวิตของเขาเมื่อ 77 ปีก่อน ซึ่งเขายังต้องเผชิญกับความเลวร้ายมากมายนับตั้งแต่นั้นมาจนถึงตอนนี้

ในปี 1948 สงครามอาหรับ-อิสราเอลครั้งแรกกำลังดำเนินไปอย่างดุเดือด อายิช เด็กชายวัย 12 ขวบ และสมาชิกในครอบครัวทั้งหมดต้องหนีออกจากบ้านในหมู่บ้านบาร์บารา ซึ่งเลื่องชื่อเรื่องผลิตองุ่น ข้าวสาลี ข้าวโพด และข้าวบาร์เลย์ และเคยเป็นดินแดนปาเลสไตน์ที่อยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ

“พวกเรากลัวจนตัวสั่นเลย” อายิชกล่าวและว่า “พวกเราไม่มีทางสู้กับชาวยิวได้ จึงเริ่มหนีออกมากันหมด”

Two images, the first is a black and white image of Ayish as a younger man, and the second is a more recent picture

ที่มาของภาพ, Ahmed Younis family archive/BBC

คำบรรยายภาพ, “เรากลับไปสู่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง” อายิชทบทวนการใช้ชีวิตในเต็นท์อีกครั้ง

อูฐพาอายิชและยายของเขาเดินทางจากบาร์บาราไปทางใต้ 7 ไมล์ สู่ดินแดนที่อียิปต์ยึดครอง ซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักในชื่อฉนวนกาซา ฉนวนนี้มีความยาวเพียง 25 ไมล์ กว้างไม่กี่ไมล์ และเพิ่งถูกกองทัพอียิปต์เข้ายึดครอง

ชาวปาเลสไตน์ประมาณ 700,000 คนต้องสูญเสียบ้านเรือนและกลายเป็นผู้ลี้ภัย ผลพวงของสงครามในปี 1948-1949 เชื่อกันว่ามีชาวปาเลสไตน์ประมาณ 200,000 คนอยู่อย่างแออัดบริเวณชายฝั่งเล็ก ๆ แห่งนี้

Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

ได้รับความนิยมสูงสุด

  • .

  • Alleged scam centre workers and victims sit on the ground during a crackdown operation by the Karen Border Guard Force (BGF) on illicit activity at the KK Park complex in Myanmar's eastern Myawaddy township on February 26, 2025. Hundreds of foreigners are being sent home from scam compounds in Myanmar that are run by criminal gangs, with many workers saying they were trafficked and forced to swindle people around the world in protracted internet scams. (Photo by AFP) (Photo by STR/AFP via Getty Images)

  • Brown hyena standing near the ruins of an abandoned diamond mining building in dusty light.

  • The three female animated stars from the pop group Huntr/x of KPop Demon Hunters

End of ได้รับความนิยมสูงสุด

“เรามีเศษไม้ที่เอามาพิงไว้กับผนังอาคาร เพื่อทำเป็นที่เพิงพักพิง” อายิชเล่า

ต่อมา พวกเขาย้ายเข้าไปอยู่ในเต็นท์ขนาดใหญ่ภายในค่ายผู้อพยพแห่งหนึ่งที่จัดตั้งโดยสหประชาชาติ

ถึงวันนี้ อายิชกลายเป็น “คุณปู่” วัย 89 ปีแล้ว ทว่าต้องอาศัยอยู่ที่เต็นท์ในเขตอัลมาวาซี ใกล้กับเมืองข่าน ยูนิส อีกครั้ง

ในเดือน พ.ค. 2024 หรือ 7 เดือนหลังจากสงครามระหว่างอิสราเอลและฮามาสที่กินเวลานาน 2 ปี อายิชถูกบังคับให้ออกจากบ้านของเขาในเมืองราฟาห์ ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของฉนวนกาซา ตามคำสั่งอพยพของกองทัพอิสราเอล

บ้าน 4 ชั้น ซึ่งแบ่งพื้นที่ใช้สอยออกเป็นหลายส่วน โดยเขาอยู่ร่วมกับลูก ๆ และครอบครัว ถูกทำลายด้วยสิ่งที่เขาเชื่อว่าอาจเป็นรถถังของอิสราเอล

ตอนนี้บ้านของพวกเขาคือ เต็นท์ผ้าใบสีขาวเล็ก ๆ กว้างเพียงไม่กี่เมตร

House destroyed by war

Ayish's tent in the background, with a washing line hanging with some clothing in the forefront

คำบรรยายภาพ, บ้านของครอบครัวอายิชถูกทำลายในช่วงความขัดแย้ง (ภาพด้านบน) เขากลับมาอาศัยอยู่ในเต็นท์อีกครั้ง (ภาพ) ปัจจุบันอยู่ในเขตอัลมาวาซี ใกล้กับเมืองข่าน ยูนิส

สมาชิกคนอื่น ๆ ในครอบครัวอาศัยอยู่ในเต็นท์ใกล้เคียงกัน พวกเขาต้องปรุงอาหารบนกองไฟกลางแจ้ง พวกเขาต้องล้างหน้าล้างตัวด้วยน้ำกระป๋องซึ่งหาได้ยากและมีราคาแพง เนื่องจากไม่มีน้ำประปา

“พวกเรากลับมาสู่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง พวกเรากลับมาที่เต็นท์อีกครั้ง และพวกเราก็ยังไม่รู้ว่าต้องอยู่ที่นี่อีกนานแค่ไหน” เขากล่าวขณะนั่งอยู่บนเก้าอี้พลาสติกบนพื้นทรายโล่ง ๆ นอกเต็นท์ โดยมีผ้าที่ซักไว้ตากอยู่บนราวใกล้ ๆ

ข้างกายของชายชรามีไม้เท้าวางอยู่ไม่ห่าง ในขณะที่เขาคว้ามันมาถือไว้ในมือ ออกเดินด้วยอาการเคลื่อนไหวอย่างยากลำบาก แต่เขาก็ยังคงพูดภาษาอาหรับที่ไพเราะและชัดเจนประดุจคริสตัล เหมือนกับคนที่ศึกษาวรรณกรรมและอ่านอัลกุรอานทุกวันในฐานะอิหม่ามของมัสยิดแห่งหนึ่ง

เขาเล่าว่า หลังออกจากบาร์บาราและอาศัยอยู่ในเต็นท์ ในที่สุดเราก็สร้างบ้านได้สำเร็จ แต่ตอนนี้สถานการณ์เลวร้ายยิ่งกว่าหายนะ ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร และพวกเราจะสามารถสร้างบ้านหลังใหม่ได้หรือไม่

“ที่สุดแล้ว ผมแค่อยากกลับไปที่บาร์บาราพร้อมกับครอบครัวใหญ่ของผม และลิ้มรสผลไม้จากที่นั่นซึ่งผมยังจำรสชาติได้”

Ayish sitting by a fire

คำบรรยายภาพ, ความปรารถนาสูงสุดของอายิสคือ การกลับไปยังหมู่บ้านที่ปัจจุบันอยู่ในอิสราเอล ซึ่งเขาเห็นครั้งสุดท้ายเมื่ออายุ 12 ปี ถึงแม้ว่าจะไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้วก็ตาม

เมื่อวันที่ 9 ต.ค. อิสราเอลและฮามาสได้ลงนามในข้อตกลงหยุดยิงและปล่อยตัวประกันระยะแรก ตัวประกันที่เหลืออีก 20 คนที่ถูกฮามาสควบคุมตัวไว้ถูกส่งตัวกลับอิสราเอล และอิสราเอลได้ปล่อยตัวผู้ถูกคุมขังและนักโทษชาวปาเลสไตน์เกือบ 2,000 คน

ถึงแม้มีเสียงชื่นชมยินดีอย่างกว้างขวางต่อการหยุดยิง แต่อายิชกลับมองไม่เห็นทิศทางบวกเกี่ยวกับแนวโน้มในระยะยาวของฉนวนกาซา

“ผมหวังว่าสันติภาพจะแผ่ขยายออกไปและจะสงบสุข” เขากล่าวและว่า “แต่ผมเชื่อว่าชาวอิสราเอลจะทำทุกอย่างตามที่พวกเขาต้องการ”

ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงในระยะแรก อิสราเอลจะยังคงควบคุมพื้นที่มากกว่าครึ่งหนึ่งของฉนวนกาซา รวมถึงราฟาห์ด้วย

คำถามหนึ่งที่อายิช ครอบครัว และชาวกาซาทุกคนกำลังครุ่นคิดก็คือว่าบ้านเกิดของพวกเขาจะสามารถสร้างขึ้นใหม่ได้สำเร็จหรือไม่

ลูก ๆ 18 คน และหลาน ๆ อีก 79 คน

ย้อนกลับไปในปี 1948 กองทัพอียิปต์เป็น 1 ใน 5 กองทัพอาหรับที่บุกโจมตีดินแดนปาเลสไตน์ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของอังกฤษ ในวันรุ่งขึ้นหลังจากการสถาปนารัฐอิสราเอล แต่ไม่นานพวกเขาก็ถอนกำลังออกจากบาร์บาราและพ่ายแพ้ ซึ่งเป็นเหตุให้อายิชตัดสินใจหลบหนี

อายิชเริ่มเป็นครูเมื่ออายุได้ 19 ปี และได้รับปริญญาด้านวรรณกรรมในกรุงไคโรภายใต้โครงการทุนการศึกษา

เขาเล่าว่า ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตของเขาคือตอนที่เขาแต่งงานกับภรรยาชื่อ คอดีญะฮ์ ทั้งคู่มีลูกด้วยกัน 18 คน ซึ่งจากบทความในหนังสือพิมพ์ที่เคยนำเสนอเรื่องราวของเขา นับเป็นสถิติใหม่ในหมู่ชาวปาเลสไตน์เกี่ยวกับจำนวนบุตรสุงที่สุดที่เกิดจากพ่อและแม่เดียวกัน

ปัจจุบันเขามีหลาน 79 คน โดย 2 คนเพิ่งเกิดเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

ครอบครัวนี้จะย้ายจากเต็นท์แรกของพวกเขาไปยังบ้านซีเมนต์ 3 ห้องเรียบง่ายที่มีหลังคาใยหินในค่ายผู้ลี้ภัย ซึ่งต่อมาพวกเขาได้ขยายเพิ่มเป็น 9 ห้อง โดยส่วนหนึ่งต้องขอบคุณค่าจ้างที่ได้รับในอิสราเอล

เมื่อพรมแดนระหว่างอิสราเอลและกาซาเปิดออก อาเหม็ด ลูกชายคนโตของอายิช เป็นหนึ่งในชาวปาเลสไตน์จำนวนมากที่ใช้ประโยชน์จากโอกาสนี้ โดยทำงานในร้านอาหารอิสราเอลระหว่างวันหยุดของเขา ขณะเดียวกันก็ไปเรียนแพทย์ในอียิปต์

“ช่วงเวลานั้นในอิสราเอล ผู้คนได้รับค่าจ้างดีมาก และนี่คือช่วงเวลาที่ชาวปาเลสไตน์หาเงินได้มากที่สุด” เขากล่าว

ลูก ๆ ของอายิชเกือบทั้งหมดสำเร็จการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย พวกเขาเป็นวิศวกร พยาบาล และครู หลายคนย้ายไปอยู่ต่างประเทศ 5 คนอยู่ในประเทศแถบอ่าวเปอร์เซีย และอาเหม็ด ผู้เชี่ยวชาญด้านการบาดเจ็บไขสันหลัง ปัจจุบันอาศัยอยู่ในลอนดอน สหราชอาณาจักร ครอบครัวชาวกาซาอีกหลายครอบครัวก็กระจัดกระจายกันในทำนองเดียวกัน

Ayish in 2013 with his wife Khadija and children

ที่มาของภาพ, Ahmed Younis family archive

คำบรรยายภาพ, อายิชกับภรรยามีลูก 18 คน ซึ่งถือเป็นจำนวนลูกที่เกิดจากแม่และพ่อเดียวกันมากที่สุดในครอบครัวชาวปาเลสไตน์ ตามบทความในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง

ครอบครัวอายิช เช่นเดียวกับชาวกาซาหลายคน ไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมือง อายิชได้เป็นอิหม่ามประจำมัสยิดราฟาห์ และเป็นหัวหน้าหมู่บ้าน (หรือมุคตาร์) ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบในการยุติข้อพิพาท เช่นเดียวกับลุงของเขาที่เคยเป็นเมื่อหลายปีก่อนในหมู่บ้านบาร์บารา

เขาไม่ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาล แต่เขากล่าวว่าทั้งฮามาสและขบวนการทางการเมืองฟาตาห์ ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่มีอิทธิพลในดินแดนปาเลสไตน์ ให้ความเคารพเขา

แต่นั่นหาได้ช่วยให้ครอบครัวรอดพ้นจากโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นระหว่างการสู้รบบนท้องถนนในปี 2007 เมื่อฟาตาห์และฮามาสต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจในฉนวนกาซา ฟัดวา ลูกสาวของอายิช เสียชีวิตในการยิงปะทะกันขณะนั่งอยู่ในรถ

ส่วนคนที่เหลือของครอบครัวรอดชีวิตจากสงครามระหว่างฮามาสและอิสราเอลในปี 2008, 2012 และ 2014 เช่นเดียวกับสงครามอันเลวร้ายที่เกิดจากการโจมตีอย่างร้ายแรงของกลุ่มฮามาสในอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2023

Ahmed Younis

คำบรรยายภาพ, อาห์เหม็ด ยูนิส บุตรชายของอายิช เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการบาดเจ็บไขสันหลัง และปัจจุบันอาศัยอยู่ในลอนดอน

จากนั้นกองทัพอิสราเอลก็ออกคำสั่งอพยพ โดยระบุว่ากำลังดำเนินการต่อต้านกลุ่มฮามาสในพื้นที่ ทำให้พวกเขาต้องออกจากบ้านที่ราฟาห์และต้องอาศัยอยู่ในเต็นท์ชั่วคราวมานานกว่าหนึ่งปี

ชีวิตของอายิชดำเนินมาครบวงจรตั้งแต่ปี 1948 แต่ความปรารถนาสูงสุดของเขาคือการย้อนเวลากลับไปไกลกว่านั้น กลับไปยังหมู่บ้านที่ปัจจุบันอยู่ในอิสราเอล ซึ่งเขามีโอกาสเห็นครั้งสุดท้ายตอนอายุ 12 ขวบ ถึงแม้ว่าหมู่บ้านนั้นจะไม่มีอยู่แล้วก็ตาม

นอกจากเสื้อผ้า หม้อหุงหาอาหาร และสิ่งของจำเป็นอื่น ๆ อีกไม่กี่อย่างแล้ว สิ่งเดียวที่เขามีติดตัวไปในเต็นท์ก็คือโฉนดที่ดินบรรพบุรุษอันล้ำค่าของเขาในบาร์บารา

“ผมไม่เชื่อว่ากาซาจะมีอนาคต”

ในขณะที่หลายคนนึกถึงแผนฟื้นฟูฉนวนกาซา อายิชเชื่อว่าขอบเขตของการทำลายล้างดังกล่าว – ต่อโครงสร้างพื้นฐาน โรงเรียน และบริการด้านสุขภาพ – มีขนาดใหญ่เกินกว่าจะซ่อมแซมได้หมด แม้ว่าจะได้รับความช่วยเหลือจากชุมชนระหว่างประเทศก็ตาม

“ผมไม่เชื่อว่ากาซาจะมีอนาคต” เขากล่าว

เขาเชื่อว่า หลาน ๆ ของเขาสามารถมีบทบาทในการฟื้นฟูฉนวนกาซาได้ หากการหยุดยิงได้รับการปฏิบัติอย่างเต็มที่ แต่เขาไม่เชื่อว่าพวกเขาจะสามารถหางานในดินแดนนั้นได้ดีเท่ากับที่พวกเขามีอยู่หรือสามารถไปทำงานในต่างประเทศได้

ฮาริตา ลูกชายของเขา ซึ่งสำเร็จการศึกษาด้านภาษาอาหรับ มีลูกสาว 4 คนและลูกชายหนึ่งคน ก็อาศัยอยู่ในเต็นท์เช่นกัน “สงครามครั้งนี้ทำลายคนรุ่นหนึ่งไปหมดแล้ว

“เราไม่สามารถเข้าใจมันได้” เขากล่าว

Ayish and a colleague at a beach barbecue - black and white image

ที่มาของภาพ, Ahmed Younis family archive

คำบรรยายภาพ, อาห์เหม็ด (ด้านขวา ขณะกำลังปาร์ตี้บาร์บีคิวริมชายหาด) เป็นลูกคนโตในบรรดาลูก 18 คนของพ่อแม่

เราเคยได้ยินจากพ่อและปู่ของเราเกี่ยวกับสงครามปี 1948 และความยากลำบากในการอพยพ แต่ไม่มีอะไรเปรียบเทียบระหว่างปี 1948 กับสิ่งที่เกิดขึ้นในสงครามครั้งนี้ได้

เราหวังว่าลูกหลานของเราจะมีบทบาทในการสร้างโรงเรียนขึ้นใหม่ แต่ในฐานะชาวปาเลสไตน์ เรามีความสามารถที่จะสร้างโรงเรียนขึ้นใหม่ได้เองหรือไม่? ประเทศผู้บริจาคจะมีบทบาทในเรื่องนี้หรือไม่?

“ลูกสาวผมต้องทนทุกข์ทรมานจากสงคราม 2 ปีโดยไม่ได้เรียนหนังสือ และก่อนหน้านั้น 2 ปีโรงเรียนก็ปิดเพราะโควิด” เขากล่าวต่อ “ผมเคยทำงานในร้านเสื้อผ้า แต่ร้านนั้นถูกทำลายไปแล้ว

“เราไม่รู้ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร หรือเราจะมีแหล่งรายได้อย่างไร มีคำถามมากมายที่เราหาคำตอบไม่ได้ เราไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร” เขากล่าวทิ้งท้าย

People walking through water and carrying luggage in the 1948 Palestinian exodus

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, การอพยพของชาวปาเลสไตน์ในปี 1948: “เราเคยได้ยินจากพ่อและปู่ของเราเกี่ยวกับสงครามในปี 1948 และความยากลำบากในการอพยพ แต่ไม่มีอะไรเปรียบเทียบระหว่างสงครามนั้นกับสงครามครั้งนี้”

นีซาร์ บุตรชายอีกคนของอายิช ซึ่งเป็นพยาบาลวิชาชีพ อาศัยอยู่ในเต็นท์ใกล้ ๆ เห็นด้วย เขาเชื่อว่าปัญหาของกาซานั้นใหญ่หลวงมากจนคนรุ่นใหม่ของครอบครัวจะไม่สามารถมีบทบาทมากนักถึงแม้จะมีการศึกษาสูงก็ตาม

“สถานการณ์นี้เลวร้ายมาก” เขากล่าว “เราหวังว่าชีวิตจะกลับไปเป็นเหมือนก่อนสงคราม แต่ความเสียหายนั้นมหาศาล ทั้งอาคารและโครงสร้างพื้นฐานถูกทำลายล้างอย่างสิ้นเชิง ความหายนะทางจิตใจภายในชุมชน และการทำลายมหาวิทยาลัย”

ขณะเดียวกัน อาห์เหม็ด บุตรชายคนโตของอายิช ซึ่งอยู่ในลอนดอน เล่าถึงการที่ครอบครัวใช้เวลากว่า 30 ปีในการสร้างบ้านเดิมให้เหมือนที่เคยเป็นมา โดยเขาอธิบายว่าเงินที่ประหยัดได้ตลอดหลายปีที่ขยายบ้านออกไปนั้นคุ้มค่า

“ผมมีเวลาอีก 30 ปีในการทำงาน และพยายามช่วยเหลือและเลี้ยงดูครอบครัวหรือเปล่า สถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นตลอดเวลา ทุก ๆ 10 ถึง 15 ปี ผู้คนจะสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างและต้องกลับมาเริ่มต้นใหม่”

ถึงกระนั้น เขาก็ยังคงฝันที่จะได้ใช้ชีวิตที่ราฟาห์อีกครั้งวัยเกษียณ “พี่น้องของผมในอ่าวเปอร์เซียซื้อที่ดินในราฟาห์เพื่อกลับมาตั้งรกรากเช่นกัน ลูกชาย หลานชายหลานสาว พวกเขาอยากกลับไป”

เขาเงียบไปพักหนึ่งก่อนกล่าวเสริมว่า “โดยธรรมชาติแล้ว ผมเป็นคนมองโลกในแง่ดีมาก เพราะผมรู้ว่าชาวกาซาของเรามุ่งมั่นแค่ไหน เชื่อผมเถอะ พวกเขาจะกลับไปและเริ่มต้นสร้างชีวิตใหม่อีกครั้ง

“ความหวังในการสร้างชีวิตใหม่นั้นอยู่ในตัวคนรุ่นใหม่เสมอ”

InDepth notifications banner