เรารู้อะไรบ้าง เกี่ยวกับเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชาระลอกล่าสุด

ที่มาของภาพ, สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
สถานการณ์ตามแนวชายแดนกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง หลังทหารไทยและกัมพูชาเปิดฉากสู้รบกัน โดยมีทหารไทยเสียชีวิต 2 รายตามคำยืนยันของกองทัพบก ล่าสุดรัฐบาลไทยจะให้มี “การปฏิบัติการทางทหารในทุกกรณีตามเงื่อนไขของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น”
เหตุปะทะที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ถ้อยแถลงร่วม (joint declaration) ว่าด้วยผลการหารือระหว่างไทย-กัมพูชา หรือที่รู้จักในชื่อ “ปฏิญญากัวลาลัมเปอร์” ดูเหมือนว่าคล้าย “ถูกฉีก” เป็นที่เรียบร้อยแล้วหรือไม่
สำหรับถ้อยแถลงร่วมดังกล่าว ลงนามโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย กับสมเด็จฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อ 26 ต.ค. โดยมีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย ร่วมเป็นสักขีพยาน
นายอนุทินเรียกประชุมด่วนหน่วยงานความมั่นคงที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์
เช่นเดียวกับ 2 พ่อลูกตระกูลฮุน – สมเด็จฮุน เซน และสมเด็จฮุน มาเนต – ที่ร่วมกันบัญชาการสถานการณ์และสั่งการกองทัพกัมพูชา
มติ สมช. ให้ “มีการปฏิบัติการทางทหารในทุกกรณีตามเงื่อนไขของสถานการณ์”
ภายหลังการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย แถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย โดยระบุตอนหนึ่งว่า รัฐบาลจะดำเนินการตามมติ สมช. คือ “จะมีการปฏิบัติการทางทหารในทุกกรณีตามเงื่อนไขของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และให้มีการปฏิบัติการทางทหารในเรื่องอื่น ๆ ที่มีความจำเป็น”
ผู้นำรัฐบาลยังแสดงความ “เชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมในความสามารถของกองทัพไทย” ซึ่งได้หน้าที่อย่างรอบคอบตามกฎการใช้กำลัง และยึดหลักมนุษยธรรมในการปกป้องประชาชนและรักษาความสงบเรียบร้อยตลอดแนวพื้นที่ชายแดน
นายอนุทินส่งความห่วงใยถึงประชาชนในพื้นที่ชายแดนที่ต้องอพยพไปอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราว โดยสั่งการให้ทุกหน่วยงานดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านความเป็นอยู่และความปลอดภัย นอกจากนี้ยังกล่าววิงวอนให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากช่องทางราชการเท่านั้น เพื่อความถูกต้องของข้อมูล และไม่ให้เกิดความตื่นตระหนก โดยมอบหมายให้กระทรวงกลาโหมและกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้สื่อสารข้อมูลหลักในทุกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
นายกรัฐมนตรียืนยันว่า ประเทศไทยไม่เคยเป็นฝ่ายริเริ่มหรือรุกรานแต่อย่างใด แต่ประเทศไทยจะไม่ยอมให้มีการล่วงละเมิดอธิปไตย และจะดำเนินการอย่างมีเหตุมีผล รอบคอบ และยึดหลักสันติภาพ ความมั่นคง และมนุษยธรรมเป็นสำคัญ
รัฐบาลจะรายงานสถานการณ์ให้ประชาชนทราบอย่างต่อเนื่อง และ “ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในรัฐบาล และในศักยภาพของกองทัพไทย และร่วมกันให้กำลังใจและสนับสนุนการปฏิบัติการทางทหารในครั้งนี้”
จุดปะทะ
เหตุปะทะเกิดขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสาง โดยเริ่มต้นจากบริเวณพื้นที่ช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ก่อนขยายวงไปยังพื้นที่ช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี, อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ และยังมีพื้นที่อื่น ๆ เริ่มได้รับผลกระทบ เช่น อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์
กองทัพภาคที่ 2 และกองทัพบก (ทบ.) ชี้แจงสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาผ่านบัญชีแฟนเพจเฟซบุ๊กที่เป็นทางการ รวมถึงให้ข้อมูลต่อสื่อมวลชน ซึ่งบีบีซีไทยขอสรุปลำดับเหตุการณ์เอาไว้ ดังนี้
- 05.00 น. ฝ่ายกัมพูชาใช้อาวุธยิงมายังแนวการวางกำลังของฝ่ายไทยในพื้นที่ช่องอานม้า ไทยจึงทำการยิงตอบโต้ตามกฎการปะทะ
- 06.00 น. ฝ่ายกัมพูชาใช้อาวุธยิงวิถีโค้งระดมยิงต่อฝ่ายไทยในพื้นที่ช่องอานม้า
- 07.00 น. ทบ. ได้รับรายงานว่าทหารไทยถูกโจมตีด้วยอาวุธยิงสนับสนุน ทำให้กำลังพลเสียชีวิต 1 นาย และได้รับบาดเจ็บ 4 นาย ในพื้นที่ช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี
- 07.10 น. โฆษก ทบ. เปิดเผยว่า ฝ่ายไทยเริ่มใช้อากาศยานเข้าโจมตีเป้าหมายทางทหาร คือที่ตั้งยิงอาวุธสนับสนุนของฝ่ายกัมพูชาบริเวณพื้นที่ช่องอานม้า
- 08.30 น. ฝ่ายกัมพูชาทำการยิงด้วย BM21 ลงพื้นที่บ้านเรือนประชาชนฝั่งไทย บ้านสายโท 10 อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ยังไม่ได้รับรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บและสูญเสีย
- 08.50 น. มีการปะทะกันในพื้นที่ช่องอานม้า, เนิน 677, ห้วยตามาเรีย และพื้นที่คนาปราสาทตาเมือน
- 09.20 น. ฝ่ายไทยได้ทำลายเป้าหมายกระเช้าเนิน 350 ทางด้านทิศตะวันตกปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ระยะ 300 เมตร
- 09.28 น. ทบ. ปรับเพิ่มยอดกำลังพลเสียชีวิตเป็น 2 นาย ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บคงเดิมที่ 4 นาย
- 10.30 น. โฆษก ทบ. เปิดแถลงข่าวย้ำว่าการใช้อาวุธตอบโต้ของฝ่ายไทยยังคงเป็นไปตามแผนการเผชิญเหตุ เน้นเป้าหมายทางทหารเป็นหลัก พร้อมยืนยันข้อมูลอย่างเป็นทางการว่า มีทหารไทยเสียชีวิต 1 นาย และได้รับบาดเจ็บ 8 นาย ส่วน BM-21 ที่ถูกยิงมาตกในพื้นที่เกษตรกรรม ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและสูญเสีย
- 12.30 น. นายกฯ แถลงผ่านทีวีพูลว่ารัฐบาลจะดำเนินการตามมติ สมช. คือ “จะมีการปฏิบัติการทางทหารในทุกกรณีตามเงื่อนไขของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และให้มีการปฏิบัติการทางทหารในเรื่องอื่น ๆ ที่มีความจำเป็น”
ก่อนจะถึงวันนี้
ก่อนที่ทหารทั้ง 2 ฝ่ายจะเริ่มใช้อาวุธหนัก เกิดเหตปะทะกันด้วยอาวุธปืนในพื้นที่ภูผาเหล็ก-พลาญหินแปดก้อน จ.ศรีสะเกษ ช่วงบ่ายวันที่ 7 ธ.ค. ก่อนที่เหตุการณ์จะยุติลงภายใน 35 นาที (ระหว่างเวลา 14.15-14.50 น.) โดยมีทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 2 นาย
หลังจากนั้น กองทัพภาคที่ 2 แจ้งว่า พบความเคลื่อนไหวของฝ่ายกัมพูชาตลอดทั้งคืน (ตั้งแต่เวลา 22.00-03.28 น.) รวมทั้งการอพยพประชาชนชาวกัมพูชาออกจากแนวชายแดนใน 3 พื้นที่หลัก ดังนี้
พื้นที่ช่องคะนา และช่องระยี: ตรวจพบการเคลื่อนย้ายรถถัง T-55 ของฝ่ายกัมพูชาเข้ามาในพื้นที่กรุงสำโรง จ.อุดรมีชัย
ทหารกัมพูชาเตรียมความพร้อมสู้รบขั้นสูงสุด โดยสร้างที่กำบังเพิ่มเติม, เสริมความแข็งแรงที่มั่น, ค้นหาวัตถุระเบิดในพื้นที่รับผิดชอบ, ลำเลียงกับระเบิดเก็บในที่กำบัง, ปิดโทรศัพท์มือถือ และเตรียมการต้อนรับผู้บังคับบัญชาที่จะเข้ามาบัญชาการรบ รวมทั้งยังเฝ้าตรวจการปฏิบัติของฝ่ายไทยอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการใช้รถถัง, โดรน และการทำถนนบริเวณหน้าแนว
พื้นที่ช่องบก และช่องอานม้า: ตรวจพบการเคลื่อนย้ายจรวดติดลำกล้อง RM-70 ของฝ่ายกัมพูชาเข้ามาในพื้นที่ อ.จอมกระสาน จ.พระวิหาร
พื้นที่ช่องจอม และช่องเสม็ด: ตรวจพบการเคลื่อนย้ายจรวดติดลำกล้อง BM-21 และ Type-90 B ของฝ่ายกัมพูชาเข้ามาในพื้นที่กรุงสำโรง จ.อุดรมีชัย
นอกจากนี้ยังตรวจพบทหารกัมพูชาสั่งการให้กำหนดเป้าหมายของอาวุธยิงสนับสนุน เล็งมาในพื้นที่บ้านกะชายน้อย ต.ปราสาท อ.บ้านด่าน ห่างจากท่าอากาศยานบุรีรัมย์ประมาณ 13 กม. และบ้านจรูกแขวะ ต.โคกยาง อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ ห่างจากชายแดน 31 กม.
กองทัพแจงส่ง F-16 โจมตีฐานกัมพูชา

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
หนึ่งในเป้าหมายของปฏิบัติการส่งเครื่องบินรบ F-16 เข้าโจมตีกัมพูชาอยู่ที่พื้นที่ช่องอานม้า ซึ่ง พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ระบุว่า “เป็นที่ตั้งยิงอาวุธสนับสนุนของฝ่ายกัมพูชา” เนื่องจากเป้าหมายเหล่านั้นได้ใช้อาวุธ ปืนใหญ่ และเครื่องบินลูกระเบิดกระทำต่อฝ่ายไทยที่บริเวณฐานอนุพงศ์ เป็นเหตุให้มีกำลังพลไทยเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ
ส่วนอีก 2 เป้าหมายของ F-16 คือ ปราสาทคนา และเสาวิทยุ พื้นที่ใกล้ปราสาทพระวิหาร
ในระหว่างการแถลงข่าว โฆษก ทบ. ตอบคำถามสื่อมวลชนที่ว่า F- 16 ที่โจมตีพื้นที่กาสิโน เป็นที่ตั้งของอาวุธชนิดใดนั้น พล.ต.วินธัยบอกว่า เป็นทั้งสถานที่บังคับการและศูนย์การบังคับบัญชาของอากาศยานไร้คนขับ(โดรน)
พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ (ทอ.) กล่าวว่า การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปเพื่อตอบโต้การปฏิบัติการทางทหารของฝ่ายกัมพูชาที่เป็นภัยคุกคามความมั่นคงของไทย รวมทั้งต่อความปลอดภัยของประชาชนและกำลังพลตามแนวชายแดน
โฆษก ทอ. ยืนยันว่า ทอ. ได้ปฏิบัติภารกิจอย่างรอบคอบ โดยกำหนดเป้าหมายเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร คลังอาวุธ ศูนย์บัญชาการ และเส้นทางสนับสนุนการรบที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรม ซึ่งถูกประเมินว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง พร้อมทั้งยังตรวจสอบผลการโจมตี เพื่อยืนยันว่าการปฏิบัติการเป็นไปตามหลักสากลของการป้องกันตนเอง (Right of Self-Defence) ตามกฎบัตรสหประชาชาติ และยึดหลักความจำเป็นและความได้สัดส่วน (Necessity & Proportionality) อย่างเคร่งครัด
อพยพประชาชน ปิด รร.-รพ.

ที่มาของภาพ, Reuters
รัฐบาลแจ้งประชาชนใน 4 จังหวัดชายแดน ประกอบด้วย บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ให้อพยพไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวตั้งแต่บ่ายวานนี้ (7 ธ.ค.) ทั้งนี้กองทัพภาคที่ 2 กองกำลังสุรนารี และกองทัพภาคที่ 1 กองกำลังบูรพา ได้จัดกำลังพลสนับสนุนการอพยพประชาชนตามแผน
1 ชม. หลังเกิดเหตุปะทะในวันนี้ (8 ธ.ค.) กองทัพภาคที่ 2 รายงานเมื่อเวลา 06.00 น. ว่า ประชาชนใน 4 จังหวัดได้อพยพออกจากพื้นที่แล้ว 70% โดยมีผู้ลงทะเบียนเข้าศูนย์พักพิงแล้ว 35,623 ราย ทั้งนี้ในระหว่างการอพยพ มีประชาชนเสียชีวิต 1 ราย ด้วยโรคประจำตัวในพื้นที่ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี
นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า มีสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบ 5 จังหวัด โดยได้สั่งการให้คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ให้ประสานไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในสังกัดทั้ง 5 จังหวัด เพื่อให้ทำการปิดการเรียนการสอนชั่วคราว จนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ขณะนี้มีสถานศึกษาที่จำเป็นต้องปิดการเรียนการสอนชั่วคราวรวมทั้งสิ้น 641 แห่ง เพื่อความปลอดภัยของครู นักเรียน และบุคลากรทางการศึกษา โดยจะประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมจัดเตรียมแผนรองรับ หากต้องยืดระยะเวลาปิดเรียน หรือปรับรูปแบบการจัดการเรียนการสอนเป็นออนไลน์ในบางพื้นที่
สำหรับโรงเรียนที่ปิด ประกอบด้วย จ.สุรินทร์ 145 แห่ง, จ.ศรีสะเกษ 170 แห่ง, จ.อุบลราชธานี 54 แห่ง, จ.บุรีรัมย์ 127 แห่ง, จ.สระแก้ว 147 แห่ง
ส่วนที่ จ.สระแก้ว สาธารณสุขจังหวัดได้ประกาศปิด รพ. 4 แห่ง ได้แก่ รพ.ตาพระยา, รพ.โคกสูง, รพ.อรัญประเทศ และ รพ.คลองหาด โดยจะเปิดรับเฉพาะผู้ป่วยฉุกเฉินและวิกฤตเท่านั้น จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง
2 พ่อลูกตระกูลฮุนร่วมบัญชาการกองทัพกัมพูชา
ส่วนความเคลื่อนไหวของฝ่ายกัมพูชา สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาของกัมพูชา ได้ยกเลิกนัดหมายทั้งหมด เพื่อร่วมกับสมเด็จฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ในการบัญชาการสถานการณ์และสั่งการกองทัพกัมพูชา
แขมร์ไทมส์รายงานความเห็นของประธานวุฒิสภากัมพูชาที่สื่อสารผ่านบัญชีโซเชียลมีเดียอย่างเป็นทางการของเขาว่า “กองกำลังแนวหน้าทั้งหมดต้องอดทน เพราะผู้รุกรานได้ใช้อาวุธทุกประเภทยิงใส่พวกเราตั้งแต่เมื่อคืนและเช้าวันนี้ ด้วยความมุ่งหวังให้พวกเราตอบโต้ เพื่อทำลายข้อตกลงหยุดยิงและปฏิญญาสันติภาพกัมพูชา-ไทย”
ประธานวุฒิสภากัมพูชาบอกด้วยว่า “เส้นสีแดงที่ต้องสนองตอบถูกกำหนดไว้แล้ว” ดังนั้นผู้บังคับบัญชาทุกระดับโปรดอบรมทหารและเจ้าหน้าที่ทุกคนให้เข้าใจ และขอให้เร่งช่วยเหลือผู้หลบหนีจากพื้นที่อันตรายไปสู่พื้นที่ปลอดภัย

ที่มาของภาพ, FACEBOOK / CAMBODIA’S Ministry of Information
เจ้าหน้าที่กัมพูชากล่าวว่า มีพลเรือน 3 รายได้รับบาดเจ็บในจ.อุดรมีชัย ซึ่งเป็นเขตชายแดนทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศติดกับชายแดนไทย
ทั้งนี้รองผู้ว่าราชการ จ.อุดรมีชัย อ้างว่า ชาวกัมพูชาดังกล่าวได้รับบาดเจ็บ “จากการโจมตีของกองกำลังทหารไทย” และขณะนี้กำลังส่งบุคลากรทางการแพทย์เข้าไปช่วยเหลือ
นายกฯ มาเลเซียรู้สึกกังวลต่อสถานการณ์ล่าสุด

ที่มาของภาพ, Getty Images
นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เปิดเผยว่า เขารู้สึก “กังวลอย่างยิ่ง” ต่อการปะทะกันระหว่างไทยและกัมพูชา พร้อมกับเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่าย “ใช้ความยับยั้งชั่งใจอย่างที่สุด”
นายกรัฐมนตรีมาเลเซียโพสต์ข้อความบนเอ็กซ์ ว่า “การสู้รบที่กลับมาปะทุขึ้นใหม่ถือเป็นความเสี่ยงที่จะทำลายความพยายามที่ทุ่มเทลงไปในการสร้างเสถียรภาพความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้าน”
ก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีมาเลเซียเคยถูกมองว่าเป็นผู้ประสานงานที่มีประสิทธิภาพในความขัดแย้งที่เกิดขึ้น และเคยเป็นผู้นำในการลงนามในปฏิญญาสันติภาพร่วมระหว่างไทยและกัมพูชาเมื่อเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ นายอันวาร์ยังเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายกลับเข้าสู่การทูต โดยกล่าวว่า “ภูมิภาคของเราไม่สามารถปล่อยให้ข้อพิพาทที่ยาวนานกลายเป็นวัฏจักรแห่งการเผชิญหน้าได้”
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cdxw01y63vno&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3H1kyCPDyvLu2qJnMaN6r2




