เรารู้อะไรบ้าง เกี่ยวกับเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชาระลอกล่าสุด

นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย โดยมี รมว.กลาโหม และผู้บัญชาการเหล่าทัพ ร่วมยืนเป็นแผงหลัง เมื่อเวลา 12.25 น. วันที่ 8 ธ.ค.

ที่มาของภาพ, สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

คำบรรยายภาพ, นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย โดยมี รมว.กลาโหม และผู้บัญชาการเหล่าทัพ ร่วมยืนเป็นแผงหลัง เมื่อเวลา 12.25 น. วันที่ 8 ธ.ค.

สถานการณ์ตามแนวชายแดนกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง หลังทหารไทยและกัมพูชาเปิดฉากสู้รบกัน โดยมีทหารไทยเสียชีวิต 2 รายตามคำยืนยันของกองทัพบก ล่าสุดรัฐบาลไทยจะให้มี “การปฏิบัติการทางทหารในทุกกรณีตามเงื่อนไขของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น”

เหตุปะทะที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ถ้อยแถลงร่วม (joint declaration) ว่าด้วยผลการหารือระหว่างไทย-กัมพูชา หรือที่รู้จักในชื่อ “ปฏิญญากัวลาลัมเปอร์” ดูเหมือนว่าคล้าย “ถูกฉีก” เป็นที่เรียบร้อยแล้วหรือไม่

สำหรับถ้อยแถลงร่วมดังกล่าว ลงนามโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย กับสมเด็จฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อ 26 ต.ค. โดยมีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย ร่วมเป็นสักขีพยาน

นายอนุทินเรียกประชุมด่วนหน่วยงานความมั่นคงที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์

เช่นเดียวกับ 2 พ่อลูกตระกูลฮุน – สมเด็จฮุน เซน และสมเด็จฮุน มาเนต – ที่ร่วมกันบัญชาการสถานการณ์และสั่งการกองทัพกัมพูชา

มติ สมช. ให้ “มีการปฏิบัติการทางทหารในทุกกรณีตามเงื่อนไขของสถานการณ์”

ภายหลังการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย แถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย โดยระบุตอนหนึ่งว่า รัฐบาลจะดำเนินการตามมติ สมช. คือ “จะมีการปฏิบัติการทางทหารในทุกกรณีตามเงื่อนไขของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และให้มีการปฏิบัติการทางทหารในเรื่องอื่น ๆ ที่มีความจำเป็น”

ผู้นำรัฐบาลยังแสดงความ “เชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมในความสามารถของกองทัพไทย” ซึ่งได้หน้าที่อย่างรอบคอบตามกฎการใช้กำลัง และยึดหลักมนุษยธรรมในการปกป้องประชาชนและรักษาความสงบเรียบร้อยตลอดแนวพื้นที่ชายแดน

นายอนุทินส่งความห่วงใยถึงประชาชนในพื้นที่ชายแดนที่ต้องอพยพไปอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราว โดยสั่งการให้ทุกหน่วยงานดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านความเป็นอยู่และความปลอดภัย นอกจากนี้ยังกล่าววิงวอนให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากช่องทางราชการเท่านั้น เพื่อความถูกต้องของข้อมูล และไม่ให้เกิดความตื่นตระหนก โดยมอบหมายให้กระทรวงกลาโหมและกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้สื่อสารข้อมูลหลักในทุกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

ได้รับความนิยมสูงสุด

  • กองทัพบกเปิดเผยภาพขณะลำเลียงกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บ 2 นาย จากเหตุปะทะชายแดน จ.ศรีสะเกษ ช่วงบ่าย 7 ธ.ค. เพื่อหักล้างคำกล่าวอ้างของโฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชาที่บอกว่า

  • การผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่ 2 กำหนดให้ใช้ “เสียงข้างมาก” ของรัฐสภา แต่ในวาระ 3 ต้องใช้เสียง “เกินกึ่งหนึ่ง” ของรัฐสภา และต้องมีเสียง สว. เห็นด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา หรือ 66 เสียง จาก สว. ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ 198 คน

  • Flight deck of the latest aircraft-carrier of China.  Two fighter aircraft stationed at take-off points. There are also two helicopters.

  • Male and female soldiers stand with guns in a field, wearing camouflage with the German flag stitched on their upper arms.

End of ได้รับความนิยมสูงสุด

นายกรัฐมนตรียืนยันว่า ประเทศไทยไม่เคยเป็นฝ่ายริเริ่มหรือรุกรานแต่อย่างใด แต่ประเทศไทยจะไม่ยอมให้มีการล่วงละเมิดอธิปไตย และจะดำเนินการอย่างมีเหตุมีผล รอบคอบ และยึดหลักสันติภาพ ความมั่นคง และมนุษยธรรมเป็นสำคัญ

รัฐบาลจะรายงานสถานการณ์ให้ประชาชนทราบอย่างต่อเนื่อง และ “ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในรัฐบาล และในศักยภาพของกองทัพไทย และร่วมกันให้กำลังใจและสนับสนุนการปฏิบัติการทางทหารในครั้งนี้”

จุดปะทะ

เหตุปะทะเกิดขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสาง โดยเริ่มต้นจากบริเวณพื้นที่ช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ก่อนขยายวงไปยังพื้นที่ช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี, อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ และยังมีพื้นที่อื่น ๆ เริ่มได้รับผลกระทบ เช่น อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์

กองทัพภาคที่ 2 และกองทัพบก (ทบ.) ชี้แจงสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาผ่านบัญชีแฟนเพจเฟซบุ๊กที่เป็นทางการ รวมถึงให้ข้อมูลต่อสื่อมวลชน ซึ่งบีบีซีไทยขอสรุปลำดับเหตุการณ์เอาไว้ ดังนี้

  • 05.00 น. ฝ่ายกัมพูชาใช้อาวุธยิงมายังแนวการวางกำลังของฝ่ายไทยในพื้นที่ช่องอานม้า ไทยจึงทำการยิงตอบโต้ตามกฎการปะทะ
  • 06.00 น. ฝ่ายกัมพูชาใช้อาวุธยิงวิถีโค้งระดมยิงต่อฝ่ายไทยในพื้นที่ช่องอานม้า
  • 07.00 น. ทบ. ได้รับรายงานว่าทหารไทยถูกโจมตีด้วยอาวุธยิงสนับสนุน ทำให้กำลังพลเสียชีวิต 1 นาย และได้รับบาดเจ็บ 4 นาย ในพื้นที่ช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี
  • 07.10 น. โฆษก ทบ. เปิดเผยว่า ฝ่ายไทยเริ่มใช้อากาศยานเข้าโจมตีเป้าหมายทางทหาร คือที่ตั้งยิงอาวุธสนับสนุนของฝ่ายกัมพูชาบริเวณพื้นที่ช่องอานม้า
  • 08.30 น. ฝ่ายกัมพูชาทำการยิงด้วย BM21 ลงพื้นที่บ้านเรือนประชาชนฝั่งไทย บ้านสายโท 10 อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ยังไม่ได้รับรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บและสูญเสีย
  • 08.50 น. มีการปะทะกันในพื้นที่ช่องอานม้า, เนิน 677, ห้วยตามาเรีย และพื้นที่คนาปราสาทตาเมือน
  • 09.20 น. ฝ่ายไทยได้ทำลายเป้าหมายกระเช้าเนิน 350 ทางด้านทิศตะวันตกปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ระยะ 300 เมตร
  • 09.28 น. ทบ. ปรับเพิ่มยอดกำลังพลเสียชีวิตเป็น 2 นาย ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บคงเดิมที่ 4 นาย
  • 10.30 น. โฆษก ทบ. เปิดแถลงข่าวย้ำว่าการใช้อาวุธตอบโต้ของฝ่ายไทยยังคงเป็นไปตามแผนการเผชิญเหตุ เน้นเป้าหมายทางทหารเป็นหลัก พร้อมยืนยันข้อมูลอย่างเป็นทางการว่า มีทหารไทยเสียชีวิต 1 นาย และได้รับบาดเจ็บ 8 นาย ส่วน BM-21 ที่ถูกยิงมาตกในพื้นที่เกษตรกรรม ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและสูญเสีย
  • 12.30 น. นายกฯ แถลงผ่านทีวีพูลว่ารัฐบาลจะดำเนินการตามมติ สมช. คือ “จะมีการปฏิบัติการทางทหารในทุกกรณีตามเงื่อนไขของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และให้มีการปฏิบัติการทางทหารในเรื่องอื่น ๆ ที่มีความจำเป็น”

ก่อนจะถึงวันนี้

ก่อนที่ทหารทั้ง 2 ฝ่ายจะเริ่มใช้อาวุธหนัก เกิดเหตปะทะกันด้วยอาวุธปืนในพื้นที่ภูผาเหล็ก-พลาญหินแปดก้อน จ.ศรีสะเกษ ช่วงบ่ายวันที่ 7 ธ.ค. ก่อนที่เหตุการณ์จะยุติลงภายใน 35 นาที (ระหว่างเวลา 14.15-14.50 น.) โดยมีทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 2 นาย

หลังจากนั้น กองทัพภาคที่ 2 แจ้งว่า พบความเคลื่อนไหวของฝ่ายกัมพูชาตลอดทั้งคืน (ตั้งแต่เวลา 22.00-03.28 น.) รวมทั้งการอพยพประชาชนชาวกัมพูชาออกจากแนวชายแดนใน 3 พื้นที่หลัก ดังนี้

พื้นที่ช่องคะนา และช่องระยี: ตรวจพบการเคลื่อนย้ายรถถัง T-55 ของฝ่ายกัมพูชาเข้ามาในพื้นที่กรุงสำโรง จ.อุดรมีชัย

ทหารกัมพูชาเตรียมความพร้อมสู้รบขั้นสูงสุด โดยสร้างที่กำบังเพิ่มเติม, เสริมความแข็งแรงที่มั่น, ค้นหาวัตถุระเบิดในพื้นที่รับผิดชอบ, ลำเลียงกับระเบิดเก็บในที่กำบัง, ปิดโทรศัพท์มือถือ และเตรียมการต้อนรับผู้บังคับบัญชาที่จะเข้ามาบัญชาการรบ รวมทั้งยังเฝ้าตรวจการปฏิบัติของฝ่ายไทยอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการใช้รถถัง, โดรน และการทำถนนบริเวณหน้าแนว

พื้นที่ช่องบก และช่องอานม้า: ตรวจพบการเคลื่อนย้ายจรวดติดลำกล้อง RM-70 ของฝ่ายกัมพูชาเข้ามาในพื้นที่ อ.จอมกระสาน จ.พระวิหาร

พื้นที่ช่องจอม และช่องเสม็ด: ตรวจพบการเคลื่อนย้ายจรวดติดลำกล้อง BM-21 และ Type-90 B ของฝ่ายกัมพูชาเข้ามาในพื้นที่กรุงสำโรง จ.อุดรมีชัย

นอกจากนี้ยังตรวจพบทหารกัมพูชาสั่งการให้กำหนดเป้าหมายของอาวุธยิงสนับสนุน เล็งมาในพื้นที่บ้านกะชายน้อย ต.ปราสาท อ.บ้านด่าน ห่างจากท่าอากาศยานบุรีรัมย์ประมาณ 13 กม. และบ้านจรูกแขวะ ต.โคกยาง อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ ห่างจากชายแดน 31 กม.

กองทัพแจงส่ง F-16 โจมตีฐานกัมพูชา

พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก

หนึ่งในเป้าหมายของปฏิบัติการส่งเครื่องบินรบ F-16 เข้าโจมตีกัมพูชาอยู่ที่พื้นที่ช่องอานม้า ซึ่ง พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ระบุว่า “เป็นที่ตั้งยิงอาวุธสนับสนุนของฝ่ายกัมพูชา” เนื่องจากเป้าหมายเหล่านั้นได้ใช้อาวุธ ปืนใหญ่ และเครื่องบินลูกระเบิดกระทำต่อฝ่ายไทยที่บริเวณฐานอนุพงศ์ เป็นเหตุให้มีกำลังพลไทยเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ

ส่วนอีก 2 เป้าหมายของ F-16 คือ ปราสาทคนา และเสาวิทยุ พื้นที่ใกล้ปราสาทพระวิหาร

ในระหว่างการแถลงข่าว โฆษก ทบ. ตอบคำถามสื่อมวลชนที่ว่า F- 16 ที่โจมตีพื้นที่กาสิโน เป็นที่ตั้งของอาวุธชนิดใดนั้น พล.ต.วินธัยบอกว่า เป็นทั้งสถานที่บังคับการและศูนย์การบังคับบัญชาของอากาศยานไร้คนขับ(โดรน)

พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ (ทอ.) กล่าวว่า การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปเพื่อตอบโต้การปฏิบัติการทางทหารของฝ่ายกัมพูชาที่เป็นภัยคุกคามความมั่นคงของไทย รวมทั้งต่อความปลอดภัยของประชาชนและกำลังพลตามแนวชายแดน

โฆษก ทอ. ยืนยันว่า ทอ. ได้ปฏิบัติภารกิจอย่างรอบคอบ โดยกำหนดเป้าหมายเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร คลังอาวุธ ศูนย์บัญชาการ และเส้นทางสนับสนุนการรบที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรม ซึ่งถูกประเมินว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง พร้อมทั้งยังตรวจสอบผลการโจมตี เพื่อยืนยันว่าการปฏิบัติการเป็นไปตามหลักสากลของการป้องกันตนเอง (Right of Self-Defence) ตามกฎบัตรสหประชาชาติ และยึดหลักความจำเป็นและความได้สัดส่วน (Necessity & Proportionality) อย่างเคร่งครัด

อพยพประชาชน ปิด รร.-รพ.

บรรยากาศศูนย์อพยพแห่งหนึ่งใน จ.บุรีรัมย์

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, บรรยากาศศูนย์อพยพแห่งหนึ่งใน จ.บุรีรัมย์

รัฐบาลแจ้งประชาชนใน 4 จังหวัดชายแดน ประกอบด้วย บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ให้อพยพไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวตั้งแต่บ่ายวานนี้ (7 ธ.ค.) ทั้งนี้กองทัพภาคที่ 2 กองกำลังสุรนารี และกองทัพภาคที่ 1 กองกำลังบูรพา ได้จัดกำลังพลสนับสนุนการอพยพประชาชนตามแผน

1 ชม. หลังเกิดเหตุปะทะในวันนี้ (8 ธ.ค.) กองทัพภาคที่ 2 รายงานเมื่อเวลา 06.00 น. ว่า ประชาชนใน 4 จังหวัดได้อพยพออกจากพื้นที่แล้ว 70% โดยมีผู้ลงทะเบียนเข้าศูนย์พักพิงแล้ว 35,623 ราย ทั้งนี้ในระหว่างการอพยพ มีประชาชนเสียชีวิต 1 ราย ด้วยโรคประจำตัวในพื้นที่ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า มีสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบ 5 จังหวัด โดยได้สั่งการให้คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ให้ประสานไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในสังกัดทั้ง 5 จังหวัด เพื่อให้ทำการปิดการเรียนการสอนชั่วคราว จนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ขณะนี้มีสถานศึกษาที่จำเป็นต้องปิดการเรียนการสอนชั่วคราวรวมทั้งสิ้น 641 แห่ง เพื่อความปลอดภัยของครู นักเรียน และบุคลากรทางการศึกษา โดยจะประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมจัดเตรียมแผนรองรับ หากต้องยืดระยะเวลาปิดเรียน หรือปรับรูปแบบการจัดการเรียนการสอนเป็นออนไลน์ในบางพื้นที่

สำหรับโรงเรียนที่ปิด ประกอบด้วย จ.สุรินทร์ 145 แห่ง, จ.ศรีสะเกษ 170 แห่ง, จ.อุบลราชธานี 54 แห่ง, จ.บุรีรัมย์ 127 แห่ง, จ.สระแก้ว 147 แห่ง

ส่วนที่ จ.สระแก้ว สาธารณสุขจังหวัดได้ประกาศปิด รพ. 4 แห่ง ได้แก่ รพ.ตาพระยา, รพ.โคกสูง, รพ.อรัญประเทศ และ รพ.คลองหาด โดยจะเปิดรับเฉพาะผู้ป่วยฉุกเฉินและวิกฤตเท่านั้น จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง

2 พ่อลูกตระกูลฮุนร่วมบัญชาการกองทัพกัมพูชา

ส่วนความเคลื่อนไหวของฝ่ายกัมพูชา สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาของกัมพูชา ได้ยกเลิกนัดหมายทั้งหมด เพื่อร่วมกับสมเด็จฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ในการบัญชาการสถานการณ์และสั่งการกองทัพกัมพูชา

แขมร์ไทมส์รายงานความเห็นของประธานวุฒิสภากัมพูชาที่สื่อสารผ่านบัญชีโซเชียลมีเดียอย่างเป็นทางการของเขาว่า “กองกำลังแนวหน้าทั้งหมดต้องอดทน เพราะผู้รุกรานได้ใช้อาวุธทุกประเภทยิงใส่พวกเราตั้งแต่เมื่อคืนและเช้าวันนี้ ด้วยความมุ่งหวังให้พวกเราตอบโต้ เพื่อทำลายข้อตกลงหยุดยิงและปฏิญญาสันติภาพกัมพูชา-ไทย”

ประธานวุฒิสภากัมพูชาบอกด้วยว่า “เส้นสีแดงที่ต้องสนองตอบถูกกำหนดไว้แล้ว” ดังนั้นผู้บังคับบัญชาทุกระดับโปรดอบรมทหารและเจ้าหน้าที่ทุกคนให้เข้าใจ และขอให้เร่งช่วยเหลือผู้หลบหนีจากพื้นที่อันตรายไปสู่พื้นที่ปลอดภัย

ภาพการอพยพของชาวบ้านใน จ.อุดรมีชัย ของกัมพูชา

ที่มาของภาพ, FACEBOOK / CAMBODIA’S Ministry of Information

คำบรรยายภาพ, ชาวบ้านใน จ.อุดรมีชัย ของกัมพูชากำลังอพยพหลังการปะทะกันที่บริเวณตะเข็บชายแดนไทยกัมพูชา

เจ้าหน้าที่กัมพูชากล่าวว่า มีพลเรือน 3 รายได้รับบาดเจ็บในจ.อุดรมีชัย ซึ่งเป็นเขตชายแดนทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศติดกับชายแดนไทย

ทั้งนี้รองผู้ว่าราชการ จ.อุดรมีชัย อ้างว่า ชาวกัมพูชาดังกล่าวได้รับบาดเจ็บ “จากการโจมตีของกองกำลังทหารไทย” และขณะนี้กำลังส่งบุคลากรทางการแพทย์เข้าไปช่วยเหลือ

นายกฯ มาเลเซียรู้สึกกังวลต่อสถานการณ์ล่าสุด

นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย

นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เปิดเผยว่า เขารู้สึก “กังวลอย่างยิ่ง” ต่อการปะทะกันระหว่างไทยและกัมพูชา พร้อมกับเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่าย “ใช้ความยับยั้งชั่งใจอย่างที่สุด”

นายกรัฐมนตรีมาเลเซียโพสต์ข้อความบนเอ็กซ์ ว่า “การสู้รบที่กลับมาปะทุขึ้นใหม่ถือเป็นความเสี่ยงที่จะทำลายความพยายามที่ทุ่มเทลงไปในการสร้างเสถียรภาพความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้าน”

ก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีมาเลเซียเคยถูกมองว่าเป็นผู้ประสานงานที่มีประสิทธิภาพในความขัดแย้งที่เกิดขึ้น และเคยเป็นผู้นำในการลงนามในปฏิญญาสันติภาพร่วมระหว่างไทยและกัมพูชาเมื่อเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ นายอันวาร์ยังเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายกลับเข้าสู่การทูต โดยกล่าวว่า “ภูมิภาคของเราไม่สามารถปล่อยให้ข้อพิพาทที่ยาวนานกลายเป็นวัฏจักรแห่งการเผชิญหน้าได้”