Silklife เปลี่ยนไหมไทยสู่นวัตกรรมแพทย์สากล สร้างรายได้เกษตรกร : อินโฟเควสท์

silklife-เปลี่ยนไหมไทยสู่นวัตกรรมแพทย์สากล-สร้างรายได้เกษตรกร-:-อินโฟเควสท์

นักวิจัยคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พลิกโฉม “ไหมไทย” จากผ้าพื้นเมืองสู่วัสดุการแพทย์ไฮเทค พัฒนาโปรตีนไหมเป็นแพลตฟอร์มผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ตั้งแต่แผ่นแปะบรรเทาปวด เนื้อเยื่อเทียม ไปจนถึงเจลฉีดข้อ ช่วยในการรักษาผู้ป่วย ลดการพึ่งพาวัสดุนำเข้าจากต่างประเทศ และสร้างรายได้ให้เกษตรกร ส่งผลราคารังไหมพุ่งกิโลกรัมละหลักหมื่นบาท

ในยุคที่อุตสาหกรรมการแพทย์ไทยขยายตัวอย่างก้าวกระโดด แต่ยังคงเผชิญความท้าทายจากการต้องพึ่งพาวัสดุนำเข้าจากต่างประเทศ ล่าสุดคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เปิดตัวโครงการ “Silklife” นวัตกรรมที่เปลี่ยน “ไหมไทย” มรดกทางวัฒนธรรม ให้กลายเป็นวัสดุทางการแพทย์มาตรฐานสากล เพื่อสร้างความมั่นคงทางสาธารณสุขและยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

ถอดรหัสความลับ “ไหมไทย” ทำไมถึงดีกว่า?

รองศาสตราจารย์ ดร.จุฑามาศ รัตนวราภรณ์ ประธานหลักสูตรวิศวกรรมชีวเวช คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ และหัวหน้าทีมวิจัย เปิดเผยว่า จากการศึกษาโปรตีนไหมไทยมานานกว่า 15 ปี พบว่าไหมไทยมีคุณสมบัติเฉพาะตัวที่โดดเด่นและแตกต่างจากไหมญี่ปุ่นหรืออิตาลีอย่างสิ้นเชิง

“ประเทศไทยเรามีทรัพยากรธรรมชาติและสมุนไพรที่มีมูลค่ามหาศาล การวิจัยไม่ควรจบแค่การตีพิมพ์ผลงาน แต่ควรจะถูกนำไปใช้ได้จริง ดังนั้น การทำวิจัยจึงต้องมองให้ครบทุกมิติตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ยกระดับคุณภาพโดยยึดมาตรฐานสากล ตั้งแต่แปลงหม่อนในจังหวัดราชบุรี โรงเรือนเลี้ยงหม่อน กระบวนการผลิตในโรงงาน ไปจนถึงผลิตภัณฑ์คุณภาพที่ใช้กับผู้ป่วย”

โครงการวิจัย Silklife จึงไม่เพียงพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ที่ได้รับการจดสิทธิบัตรและการขึ้นทะเบียน อย. แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นคงให้เกษตรกรและระบบนิเวศด้วย

นอกจากนี้ โปรตีน “ไฟโบรอิน” ในเส้นใยไหมยังมีความแข็งแรงเชิงกลสูงคล้ายใยแมงมุม และมีความปลอดภัยสูงมาก (Low Immunogenicity) เมื่อย่อยสลายในร่างกายจะกลายเป็นกรดอะมิโนที่ไม่ทิ้งสารตกค้าง ต่างจากโพลิเมอร์สังเคราะห์ หรือคอลลาเจนที่มักก่อให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้านจากร่างกาย

“หนอนไหมสร้างโปรตีนเป็นเส้นใยเพื่อห่อหุ้มตัวเองในช่วงที่กำลังจะเปลี่ยนจากดักแด้เป็นผีเสื้อ ดังนั้นโปรตีนนี้จึงมีความแข็งแรงเป็นพิเศษเพื่อปกป้องดักแด้ คล้ายกับใยแมงมุมที่มีความเหนียวเพื่อดักจับเหยื่อ” รองศาสตราจารย์ ดร.จุฑามาศ กล่าว

จากห้องแล็บสู่ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ได้จริง

โครงการ Silklife ประสบความสำเร็จในการพัฒนาแพลตฟอร์มผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่หลากหลาย อาทิ วัสดุทันตกรรมและเนื้อเยื่อเทียม ซึ่งใช้โครงสร้างโปรตีนไหมเป็นที่อยู่ของเซลล์เพื่อฟื้นฟูเนื้อเยื่อ, เจลฉีดข้อ นวัตกรรมเพื่อผู้สูงอายุที่ช่วยลดการเสียดสีและบรรเทาอาการอักเสบ รวมถึง แผ่นแปะช่วยนอนหลับ ระบบนำส่งยาผ่านผิวหนังที่มีประสิทธิภาพสูง

ปัจจุบันนวัตกรรมเหล่านี้ได้รับการจดสิทธิบัตรและขึ้นทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เรียบร้อยแล้ว พร้อมต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ผ่านบริษัทสตาร์ตอัป Enginelife

โมเดลเศรษฐกิจ “ไม่ทิ้งต้นทาง”

หัวใจสำคัญของ Silklife คือการเชื่อมโยงงานวิจัยเข้ากับวิถีชีวิตเกษตรกร โดยทีมวิจัยได้สร้างต้นแบบการเลี้ยงหนอนไหมอินทรีย์บนพื้นที่ 5 ไร่ ในจังหวัดราชบุรี ซึ่งได้รับมาตรฐาน มกษ. 9000 (มาตรฐานเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ)

สำหรับการยกระดับสู่ “ไหมเกรดการแพทย์” ช่วยเปลี่ยนชีวิตเกษตรกรไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม จากเดิมที่ขายรังไหมเพื่อทอผ้าได้กิโลกรัมละประมาณ 1,000 บาท แต่เมื่อเข้าสู่โครงการเกษตรพันธสัญญา (Contract Farming) ของ Silklife เกษตรกรสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้รังไหมได้สูงถึง กิโลกรัมละหลักหมื่นบาท เนื่องจากเป็นวัตถุดิบคุณภาพสูงที่ผ่านการควบคุมตั้งแต่ดิน ปุ๋ย และกระบวนการผลิตที่ปราศจากสารปนเปื้อน

“โครงการนี้ส่งผลให้เกษตรกรได้รับการพัฒนาทักษะและความรู้ในการผลิตตามมาตรฐาน มีรายได้ที่มั่นคงและสูงขึ้น” รศ.ดร.จุฑามาศ กล่าวด้วยความภาคภูมิใจ “ปัจจุบันมีเกษตรกรหนึ่งครัวเรือนเป็นต้นแบบในเกษตรพันธสัญญา (Contract farming) แทนที่จะขายรังไหมกิโลกรัมละ 1,000 กว่าบาท เกษตรกรที่ร่วมโครงการสามารถขายรังไหมสำหรับตลาดผลิตภัณฑ์การแพทย์ โดยได้มูลค่ากิโลกรัมละหลักหมื่นบาทได้”

วิสัยทัศน์สู่อนาคต

รศ.ดร.จุฑามาศ กล่าวถึงเป้าหมายระยะสั้นของทีม Silklife คือการผลักดันผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดให้มากที่สุด เพื่อสร้างการยอมรับและความเชื่อมั่น ทำให้ประเทศไทยสามารถพึ่งพาตนเองได้ในด้านวัสดุทางการแพทย์ ลดดุลการค้า และสร้างความมั่งคั่งให้แก่เกษตรกรผู้เป็นต้นน้ำของอุตสาหกรรม

“เมื่อคนเห็นผลิตภัณฑ์เยอะ ๆ การยอมรับก็จะเกิดขึ้น วันหนึ่งมันจะเป็นเหมือนคอลลาเจนที่คนมั่นใจว่าปลอดภัยและมีศักยภาพสูง”

ส่วนวิสัยทัศน์ระยะยาว รศ.ดร.จุฑามาศ หวังว่าจะมีการนำไหมไทยไปใช้ทางการแพทย์ในวงกว้างขึ้น มีนักวิจัยและภาคเอกชนให้ความสนใจมากขึ้นด้วย

“เมื่อปลายทางมีความต้องการมาก ต้นทางก็ต้องเพิ่มจำนวนขึ้นตาม ดังนั้นเกษตรกรจะผลิตได้มากขึ้น มีรายได้สูงขึ้น ที่สำคัญ ประเทศไทยจะสามารถพึ่งพาตนเองในเรื่องผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ได้ วันหนึ่งเราต้องมีผลิตภัณฑ์การแพทย์ที่เราผลิตใช้เองจากในประเทศ ไม่ใช่ว่านำเข้าทุกอย่าง ถ้ามันไม่มีตัวแรก ๆ ที่เราพึ่งตนเองได้ ก็จะไม่มีจุดเปลี่ยน”

งานวิจัยนี้จึงเป็นข้อพิสูจน์ว่าทรัพยากรท้องถิ่นของเรามีค่ามหาศาล หากใส่นวัตกรรมและมาตรฐานสากลลงไป” รศ.ดร.จุฑามาศ กล่าวทิ้งท้าย

ประเทศไทยมีทรัพยากรธรรมชาติและสมุนไพรที่มีมูลค่ามหาศาล สิ่งสำคัญคือต้องทำวิจัยอย่างจริงจัง มองให้ครบทุกมิติตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และยึดมาตรฐานสากลเป็นหลัก สำหรับโครงการนี้ถือเป็นตัวอย่างของการวิจัยที่ครอบคลุมทั้งมิติวิชาการ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เป็นงานการวิจัยที่ “ไม่ทิ้งต้นทาง ไม่ลืมปลายทาง”

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 ก.พ. 69)

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRDF0IQAF77J48UE5G5DN8KUBEXRAODF&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GJhzS13dCVk3zBrOQEhgZ