อิสราเอลปฏิรูปภาษีภาคอุตสาหกรรม High‑Tech หวังดึงคนเก่งกลับประเทศในการพัฒนาด้านเศรษฐกิจอนาคต

อิสราเอลปฏิรูปภาษีภาคอุตสาหกรรม-high‑tech-หวังดึงคนเก่งกลับประเทศในการพัฒนาด้านเศรษฐกิจอนาคต

รัฐบาลอิสราเอลประกาศชุดมาตรการปฏิรูปภาษีสำหรับภาคเทคโนโลยีและระบบนิเวศการลงทุน (VC/PE) พ.ย. 2025 เพื่อสร้างความชัดเจนทางภาษี (tax certainty) และจูงใจให้ทุนและแรงงานไฮเทคกลับประเทศ มาตรการสำคัญรวมถึงการกำหนดอัตราภาษีสำหรับ carried interest, การยกเว้น VAT บางรายการ, สิทธิพิเศษสำหรับผู้กลับถิ่น (returnees), และแนวทางการจัดเก็บภาษีสำหรับ R&D / IP / transfer pricing

ข้อเปลี่ยนแปลงหลัก (Key changes)

  1. Carried interest: กำหนดอัตราภาษีสำหรับ carried interest ให้ชัดเจน โดยแบ่งแยกการปฏิบัติระหว่างผู้จัดการกองทุนที่มีถิ่นฐานในอิสราเอลและผู้มีถิ่นฐานต่างประเทศ เพื่อทำให้โครงสร้าง GP/LP มีความชัดเจนและคาดการณ์ได้

  2. VAT treatment: ยกเว้น VAT สำหรับ carried interest และปรับแนวทางคิด VAT กับ management fees เพื่อลดข้อพิพาททางภาษี

  3. Tax treatment for returnees & equity compensation: ให้การปฏิบัติพิเศษสำหรับผู้เชี่ยวชาญไฮเทคที่ย้ายกลับประเทศ โดยเปิดทางให้บางประเภท stock options ถูกเก็บภาษีในฐานะ capital gains แทน income

  4. R&D / IP / transfer pricing guidance: ประกาศแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการประเมินมูลค่า IP และการจัดสรรกำไรของศูนย์ R&D เพื่อเพิ่มความชัดเจนแก่บริษัทข้ามชาติ

  5. Incentives for foreign investors: ข้อกำหนดบางส่วนให้สิทธิประโยชน์แก่กองทุนต่างชาติ เช่น การลดภาระภาษี capital gains ในการลงทุน qualifying investments

ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและระบบนิเวศ

  1. กระตุ้นเงินทุน VC/PE: ความชัดเจนทางภาษีช่วยลดความเสี่ยงทางกฎหมายและภาษี ทำให้นักลงทุนต่างชาติมีแนวโน้มเพิ่มการจัดสรรเงินทุนสู่สตาร์ทอัพอิสราเอลมากขึ้น

  2. ดึงดูด/คืนแรงงานไฮเทค: ผู้เชี่ยวชาญที่ย้ายออกไปมีแรงจูงใจกลับด้วยโครงสร้างภาษีบน equity compensation ที่เอื้อต่อการได้รับผลตอบแทนหลังกลับประเทศ

  3. เร่ง M&A และ exit opportunities: เมื่อ carry/VAT/capital gains มีกรอบชัด การวางแผน exit, IPO หรือ trade sale จะง่ายและคาดการณ์ได้มากขึ้น

  4. เพิ่มบทบาทของอิสราเอลในตลาดโลก: มาตรการช่วยยกระดับความสามารถแข่งขันของอิสราเอลในฐานะศูนย์นวัตกรรมระดับโลก

ความเห็นของ สคต.

สคต. เห็นว่า ไทยควรมีแนวคิดริเริ่มจัดทำ MOU ระหว่างหน่วยงานนวัตกรรมของไทยและ Israel Innovation Authority เพื่อสร้างกรอบความร่วมมือด้าน VCtoVC, joint funds และ talent exchange และอาจพิจารณามาตรการสนับสนุนการ coinvestment จากกองทุนรัฐให้เป็น pilot เพื่อเรียนรู้ mechanics และลดความเสี่ยงของอิสราเอลได้เร็วขึ้น

โดยแนวทางหนึ่งที่ควรจะพิจารณาก็คือ การจัดตั้งทีมงานเฉพาะกิจเพื่อสำรวจความเป็นไปได้ในการลงทุน coinvestment opportunities กับกองทุน seedseries A และการศึกษาข้อมูลเพื่อพัฒนาความเชี่ยวชาญด้าน tax structuring และ crossborder fund operations เพื่อรองรับการลงทุนบริษัทสตาร์ทอัพและบริษัทเทคไทย โดยไทยอาจมุ่งเน้นการสำรวจ partnership หรือ acquisition กับสตาร์ทอัพอิสราเอลในสาขาที่สอดคล้องกับไทย (agritech, water tech, med tech, cybersecurity) ทั้งนี้อาจใช้วิธีในการทำแบบ joint R&D และ licensing เพื่อเป็นช่องทางเข้าถึงเทคโนโลยี

นอกจากนั้น การจัดตั้งสถาบันการศึกษาและศูนย์วิจัย เพื่อจัดตั้ง joint labs และ exchange programs เพื่อถ่ายโอนความรู้และดึงทุนวิจัยร่วมกัน และจัดทำการศึกษาด้านบริการทางกฎหมายและการเงินที่เกี่ยวข้องเพื่อไทยอาจนำไปปรับใช้ในการเขียนมาตรการส่งเสริมการลงทุนของไทยในด้านนี้ ให้มีข้อกำหนดที่ทันสมัยหรือมีมิติที่เชื่อมโยงกับอิสราเอลในด้านนี้ได้ง่ายหรือเร็วมากขึ้น เพราะจะช่วยเพิ่มโอกาสที่ไทยจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในการพัฒนาธุรกิจ High-Tech นี้เร็วมากขึ้น เพราะหากไทยไม่รีบทำแล้ว ไทยก็จะเผชิญการแข่งขันจาก ประเทศอื่นๆที่มุ่งการพัฒนาในด้านนี้ เช่น สิงคโปร์ ยุโรป และสหรัฐฯ ก็แข่งขันดึง VC/talent เหล่านี้อยู่เช่นเดียวกัน

ผู้ส่งออกหรือนักธูรกิจที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมด้านการค้าและการลงทุนต่าง ๆ เกี่ยวประเทศอิสราเอล ท่านสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ E-mail: ของสำนักงานฯ ที่ thaicomt@zahav.net.il

ที่มา : https://www.goldfarb.com/ 

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/ydfqxq039vf16gqa944or4mb&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3J6cyJNWbDaPDXzCiLrf5g