สำรวจการปิดตัวโรงเรียนในไทย เหตุใด “โรงเรียนเอกชนปิดตัว – โรงเรียนรัฐควบรวมมากขึ้น” ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไทยเสี่ยงจะเป็นอย่างไร

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, นงนภัส พัฒน์แช่ม
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • เวลาอ่าน: 17 นาที

“น้องพี่ตอนนี้ก็เพิ่งกำลังจะจบ ม.5 และพวกพี่ก็คิดหนักมาก คือน้องพี่ต้องย้ายโรงเรียนไปเรียน 1 ปี แล้วประเด็นคือจะมีโรงเรียนไหนรับน้องพี่ไปเรียน ผู้ปกครองทุกคนตอนนี้คือว้าวุ่นมาก” ผู้ใช้บัญชีอินสตาแกรม bbeam.stc เล่าเรื่องราวของน้องสาวที่ต้องออกจากโรงเรียนแบบไม่ทันตั้งตัว เมื่อโรงเรียนเอกชนเก่าแก่เธอที่เรียนอยู่ประกาศปิดตัวในปีการศึกษาหน้า ทำให้เธอต้องหาสถานศึกษาใหม่เพื่อเล่าเรียนในปีสุดท้ายของช่วงชั้นมัธยม

คลิปดังกล่าวซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือน พ.ย. ปีที่ผ่านมา มียอดผู้ชมกว่า 1.3 ล้านครั้ง มีหลายความเห็นเข้ามาแนะนำโรงเรียนต่าง ๆ ขณะที่บางความเห็นก็บอกว่าพบเจอสถานการณ์คล้ายกัน

ภายหลังสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 คลี่คลาย ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีโรงเรียนเอกชนปิดตัวลงแล้ว 254 โรงเรียน จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ที่ให้กับบีบีซีไทย แม้ในช่วงเวลาเดียวกันจะมีโรงเรียนเปิดใหม่ 181 แห่ง แต่สัดส่วนก็ยังไม่เทียบเท่ากับจำนวนโรงเรียนที่ปิดตัวลง โดยสาเหตุของการปิดตัวมาจากหลายปัจจัย ทั้งแรงจูงใจของผู้บริหาร, ภาวะเศรษฐกิจ และจำนวนประชากรเด็ก

ปีการศึกษา 2569 มีโรงเรียนเอกชนใดบ้างที่ไม่ได้ไปต่อ

ปีที่ผ่านมามีโรงเรียนเอกชนในเขตกรุงเทพฯ อย่างน้อยสองแห่งที่ส่งหนังสือแจ้งผู้ปกครอง ประกาศจะเลิกกิจการในปีการศึกษา 2569 คือ รร.อุดมศึกษา และ รร.ถนอมพิศวิทยา

โดย รร.อุดมศึกษาแจ้งเหตุผลมาจากการที่มีจำนวนเด็กน้อยลงจากอัตราการเกิดในประเทศที่ลดน้อยลง และการเก็บค่าเล่าเรียนไม่เป็นไปตามที่กำหนด ขณะที่ รร.ถนอมพิศวิทยา แจ้งสาเหตุมาจากผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนถึงแก่กรรมและโรงเรียนประสบปัญหาการโอนกิจการ

ขณะที่โรงเรียนอีกแห่งคือ รร.ไผทอุดมศึกษา ประกาศจะยุติกิจการตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว แม้ต่อมาจะมีความพยายามจะยื้อกิจการเอาไว้ ผ่านการประกาศเมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมาว่าพร้อมไปต่อสำหรับผู้ปกครองที่พร้อมจ่ายค่าเล่าเรียนในอัตรา 182,000 บาท/ปีการศึกษา สำหรับการดูแลเด็ก “แบบเฉพาะบุคคล” แต่ต่อมาก็ประกาศยกเลิกหลักสูตรนี้และคืนเงินให้ผู้ปกครอง โดยให้เหตุผลว่าโรงเรียน “ประสบปัญหาการค้างชำระค่าเล่าเรียน” ส่งผลให้ขาดสภาพคล่องทางการเงิน และมองว่าจะกระทบต่อการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบนี้ให้ได้อย่างยั่งยืน

บีบีซีไทยติดต่อทั้งสามสถานศึกษาข้างต้นแล้ว แต่ไม่ได้รับการตอบรับให้สัมภาษณ์

Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

ได้รับความนิยมสูงสุด

  • .

  • Thailand's Prime Minister Anutin Charnvirakul watches as Cambodia's Prime Minister Hun Manet and U.S. President Donald Trump shake hands on the sidelines of the 47th Association of Southeast Asian Nations (ASEAN) Summit in Kuala Lumpur, Malaysia, October 26, 2025. Mohd Rasfan/Pool via REUTERS

  • A split screen with US President Donald Trump on the left, raising his hand as he talks in front of a US flag and Iranian Supreme Leader Ali Khamenei on the right, raising his right hand to wave.

  • ประชาชนแสดงตัวอย่างบัตรเลือกตั้ง สส.ปาร์ตี้ลิสต์ ที่มีบาร์โค้ดด้านล่าง และตั้งคำถามว่าจะทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ ระหว่างร่วมชุมนุมประท้วงการจัดการเลือกตั้งของ กกต. ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพฯ เมื่อ 14 ก.พ.

End of ได้รับความนิยมสูงสุด

สิทธิโชค ธงพานิช เจ้าของบัญชีอินสตาแกรม bbeam.stc บอกกับบีบีซีไทยว่า น้องสาวของเขากำลังจะเรียนจบชั้น ม.5 จาก รร.อุดมศึกษา ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงเรียนที่ประกาศจะเลิกกิจการในปีการศึกษาหน้า แม้จะมีการแจ้งล่วงหน้าประมาณ 1 ภาคการศึกษา และมีการช่วยประสานกับโรงเรียนอื่น ๆ ที่สามารถรับนักเรียนไปศึกษาต่อในชั้นปีที่เหลือ แต่สิ่งที่เด็กต้องเผชิญนอกจากการเปลี่ยนสังคมแล้ว คือค่าใช้จ่ายแฝงต่าง ๆ

“จริง ๆ ก็เปลี่ยนหลายอย่างเลย เพราะว่าผมให้น้องอยู่ตรงคอนโดข้างหน้าโรงเรียนเดิม แล้วทีนี้ต้องคุยเรื่องสัญญาคอนโดใหม่แล้วก็ต้องย้ายที่อยู่” สิทธิโชคเปิดเผย เขาบอกว่าโรงเรียนใหม่ที่ดูไว้น่าจะใช้เวลาเดินทางโดยรถจักรยานยนต์ประมาณ 20-30 นาที หากยังอยู่ที่อยู่เดิม และอาจใช้เวลานานกว่านั้นหากการจราจรติดขัดหรือโดยสารด้วยรถยนต์

แม้ว่าค่าเทอมของโรงเรียนใหม่จะแตกต่างจากเดิมไม่มากนัก แต่สิทธิโชคบอกว่ายังมีค่าใช้จ่ายแฝงอื่น ๆ ที่เขาคาดว่าน่าจะต้องจ่ายอีก เช่น เสื้อผ้า หรือหนังสือเรียน ที่โรงเรียนใหม่อาจใช้รูปแบบที่แตกต่างจากโรงเรียนเดิม

“ด้วยความที่โรงเรียนเดิมเป็นชุดที่ค่อนข้างจะ unique (มีเอกลักษณ์) นิดหนึ่ง เวลาเปลี่ยนก็คือต้องเปลี่ยนทั้งเซ็ตเลย… ซื้อสามชุดตีไปประมาณชุดละ 1,000 [บาท] ก็ตีไปประมาณ 3,000 – 4,000 [บาท]” เขาเปิดเผย

สำรวจ รร.เอกชนปิดกิจการ ปัจจุบันทิ้งร้าง/ประกาศขาย/กลายเป็น รร.นานาชาติ

บีบีซีไทยสำรวจความเปลี่ยนแปลงของ (อดีต) โรงเรียนเอกชนที่ปิดการไปในรอบทศวรรษที่ผ่านมา พบว่าปัจจุบันมีทั้งที่กลายเป็นสถานที่รกร้าง บางที่ก็ยังมีอาคารเรียนอยู่แต่มีการประกาศขายที่ดิน และบางแห่งก็ปรับตัวเปลี่ยนรูปแบบไปเป็นโรงเรียนนานาชาติ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

โรงเรียนเอกชนเก่าแก่ใจกลางย่านสุขุมวิท ประกาศเปิดทำการเรียนการสอนเป็นภาคเรียนสุดท้ายในช่วงต้นปี 2565 หลังประสบภาวะขาดทุนต่อเนื่องมากว่า 3 ปี

ในขณะนั้นผู้บริหารของโรงเรียนเปิดเผยกับพีพีทีวีว่า ภาวะขาดทุนของโรงเรียนสืบเนื่องจากการที่จำนวนนักเรียนลดน้อยลงอย่างต่อเนื่อง และผู้ปกครองที่ส่วนใหญ่เป็นผู้มีทุนทรัพย์น้อย โดยประกอบอาชีพเช่น รับจ้าง ค้าขาย เผชิญผลกระทบจากโรคโควิด-19 ทำให้จ่ายค่าเทอมไม่ตรงเวลาและค้างชำระค่าเทอม ส่วนเงินอุดหนุนที่รัฐบาลให้ตามรายหัวเด็กก็ไม่เพียงพอต่อการจ่ายเงินเดือนครู

บีบีซีไทยค้นหาภาพจาก Google Street View ที่บันทึกเมื่อเดือน พ.ย. 2565 ราว 10 เดือนหลังโรงเรียนประกาศปิดกิจการ พบว่าพื้นที่โรงเรียนยังคงมีอาคารตั้งอยู่บนพื้นปูน และมีศาลพระภูมิ โดยมีป้ายชื่อโรงเรียนอยู่นอกรั้ว

แต่ภาพที่บันทึกล่าสุดเมื่อเดือน ส.ค. 2567 พบว่าพื้นที่ในซอยสุขุมวิท 8 ที่เคยเป็นที่ตั้งของโรงเรียน เหลือเพียงศาลพระภูมิและกองเหล็กที่วางกองอยู่หลังรั้ว ป้ายชื่อโรงเรียนหายไป ขณะที่พื้นที่ด้านในกลายเป็นพื้นหญ้ารกร้าง

บีบีซีไทยติดต่ออดีตคุณครูโรงเรียนท่านหนึ่ง บอกว่าตอนนี้อดีตคุณครูในโรงเรียนต่างแยกย้ายกันไปตามทางของตัวเอง โดยตัวเธออายุมากแล้วจึงไม่ได้เป็นครูต่อและไม่ได้ติดต่อกับครูคนอื่น ๆ แต่ทราบว่าครูบางคนก็ย้ายกลับไปอยู่ต่างจังหวัดแล้ว

.

ที่มาของภาพ, Google Street View

คำบรรยายภาพ, ภาพสถานที่ตั้ง รร.วรรณวิทย์ ในเดือน พ.ย. 2565 (ซ้าย) เทียบกับภาพในเดือน ส.ค. 2567 (ขวา)

ช่วงเดือน เม.ย. 2565 สื่อมวลชนไทยหลายสำนักรายงานเกี่ยวกับการประกาศยุติกิจการของโรงเรียนเอกชนแห่งนี้ที่อยู่ใน ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ซึ่งจะไม่มีการเรียนการสอนต่อในปีการศึกษา 2565

ผู้อำนวยการโรงเรียนเปิดเผยกับเว็บไซต์มติชนว่า สาเหตุการปิดการเรียนการสอนหลังดำเนินกิจการมา 65 ปี เพราะพิษเศรษฐกิจและสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้นักเรียนลดน้อยลงเรื่อย ๆ ขณะที่ผู้ปกครองหลายคนที่ขาดรายได้ก็ค้างค่าเทอมเป็นจำนวนมาก

โดยเมื่อวันที่ 4 มี.ค 2567 บีบีซีไทยพบว่ามีการประกาศขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบริเวณที่เคยเป็นโรงเรียน ลงในกลุ่มซื้อ-ขายที่ดินสมุทรปราการ พื้นที่ 3 ไร่ 92 ตารางวา ในราคา 190 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี ภาพจาก Google Street View ที่บันทึกล่าสุดเมื่อเดือน ธ.ค. 2567 พบว่ายังมีอาคารเรียน 5 ชั้นตั้งตระหง่าน และยังมีป้ายโรงเรียนอยู่หน้ารั้ว

.

ที่มาของภาพ, Google Street View

คำบรรยายภาพ, ภาพจาก Google Street View ที่บันทึกล่าสุดเมื่อเดือน ธ.ค. 2567 พบว่าบริเวณที่ตั้ง รร.เฉลิมไฉไลวิทยา ยังมีอาคารเรียน 5 ชั้นตั้งตระหง่าน และยังมีป้ายโรงเรียนอยู่หน้ารั้ว

ในปี 2558 โรงเรียนประกาศจะเลิกกิจการโรงเรียนเอกชนทำให้มีผู้ปกครองส่วนหนึ่งไปร้องเรียนกับกระทรวงศึกษาธิการ ก่อนที่ต่อมา ทยา ทีปสุวรรณ ในฐานะผู้จัดการโรงเรียน จะออกมาเปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กของเธอว่าโรงเรียนมีความจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนหลักสูตรการศึกษาจากระบบปัจจุบันไปสู่ระบบนานาชาติ โดยได้จัดมาตรการรองรับให้นักเรียน ผู้ปกครอง พนักงาน ครู-อาจารย์ได้รับความเดือดร้อนน้อยที่สุด

เธอยังได้โพสต์ประกาศของโรงเรียนที่ระบุข้อมูลว่าโรงเรียนจะขยายเวลาเปิดทำการสอนจนถึงปีการศึกษา 2560 เพื่อให้นักเรียนชั้น ป.4, ม.1 และ ม.4 สามารถเรียนต่อจนจบช่วงชั้น

ภาพจาก Google Street View ที่บันทึกเมื่อเดือน พ.ย. 2559 พบว่าเริ่มมีการกั้นพื้นที่ก่อสร้างในโรงเรียน โดยขณะนั้นป้ายชื่อโรงเรียนยังเป็น “โรงเรียนศรีวิกรม์” อยู่ และอาคารเรียนด้านในเป็นสีขาว

และภาพเมื่อเดือน มิ.ย. 2560 ก็พบว่าป้ายชื่อ “โรงเรียนศรีวิกรม์” ยังคงอยู่ แต่การกั้นพื้นที่ก่อสร้างขยับเข้าไปอยู่ด้านในรั้วโรงเรียน

แต่ภาพในเดือน ก.พ. 2561 อาคารเรียนถูกทาสีน้ำเงิน-ส้ม ขณะที่ป้ายชื่อด้านหน้าโรงเรียนเปลี่ยนเป็น “โรงเรียนนานาชาติเซนต์แอนดรูว์สกรุงเทพฯ”

.

ที่มาของภาพ, Google Street View

คำบรรยายภาพ, ภาพบริเวณที่ตั้ง รร.ศรีวิกรม์ เมื่อเดือน พ.ย. 2559 (ซ้าย) เทียบกับภาพในเดือน ก.พ. 2561 (ขวา)

ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) แนวโน้มที่เห็นได้ชัดในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา คือโรงเรียนเอกชนสามัญมีอัตราการปิดตัวมากกว่าจะเปิดเพิ่ม ขณะที่โรงเรียนนานาชาติกลับเติบโต โดยมีอัตราการเปิดเพิ่ม มากกว่าจะปิดตัวลง

“ถ้าเป็นประเภทสามัญนะครับ สัดส่วนของการเปิด[กิจการ]ก็จะน้อยกว่าปิด[กิจการ] ก็คือถ้าเป็นสามัญนี่มีเปิด 122 แห่ง ในสถิติ 5 ปีที่ผ่านมา แล้วก็มีปิด 247 แห่งครับ ก็ประมาณเท่าตัวหนึ่งนะครับ ประมาณ 50% ที่เปิด แล้วก็นานาชาตินี่ก็จะมีเปิด 59 แห่ง แล้วก็ปิด 13 แห่ง” มณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาธิการ กช.) เปิดเผยกับบีบีซีไทย

เขาบอกว่าโดยปกติแล้วเมื่อโรงเรียนแจ้งปิดกิจการ ทาง สช. จะไม่ได้สอบถามสาเหตุเชิงลึก แต่จะช่วยดูแลเรื่องการจัดส่งผู้เรียนที่ต้องย้ายไปยังสถานศึกษาใหม่ และการจัดสวัสดิการจ่ายเงินชดเชยให้ครู

อย่างไรก็ดี จากข้อมูลที่มาจากการ “วิเคราะห์ในเศรษฐมิติ” เขาพบว่าสาเหตุของการเลิกกิจการมีทั้งทายาทของผู้ประกอบกิจการโรงเรียนไม่ประสงค์จะดำเนินกิจการต่อ รวมถึงการที่ประชากรวัยเรียนลดลง และส่วนหนึ่งก็ย้ายไปโรงเรียนรัฐหรือท้องถิ่นด้วยสภาวะทางเศรษฐกิจ

“มันก็เป็นธรรมชาติของธุรกิจในด้านการศึกษานะครับ ก็คือหมายถึงว่า โรงเรียนเอกชนเนี่ย มันก็จะเป็นทางเลือกสำหรับผู้ปกครอง คือถ้าผู้ปกครองถูกใจก็ส่งบุตรหลานไปเรียน ดังนั้นแล้วมันก็ขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้ง พื้นที่ และความต้องการของผู้ปกครอง” เลขาธิการ กช. กล่าว

“ถ้าเกิดว่าโรงเรียนเล็งเห็นว่า การประกอบกิจการน่าจะไปได้ ผู้รับอนุญาตก็มาขออนุญาตเปิดดำเนินการครับ แต่ส่วนใหญ่ที่ปิด มันก็จะเป็นไปในเรื่องของโรงเรียนที่เปิดมาดั้งเดิมส่วนหนึ่งนะครับ อันนี้มันก็เป็นเรื่องของแรงจูงใจของผู้ประกอบการว่าเป็นเพราะอะไร”

“อาจจะเป็นเหมือนทายาทก็ไม่อยากจะทำโรงเรียนต่อแล้ว อยากจะไปทำอย่างอื่น อันนี้ก็มีนะครับ ภาวะเศรษฐกิจ อันนี้เราก็ต้องยอมรับว่าภาวะเศรษฐกิจก็อาจจะมีผล เพราะว่าโรงเรียนเอกชนก็จะต้องมีการระดมทรัพยากรที่สูงกว่าภาครัฐใช่ไหมครับ แล้วในเรื่องของจำนวนประชากรวัยเรียนที่ลดลง อันนี้ก็อาจจะมีผลกระทบได้นะครับ แล้วก็มันก็อาจจะมีเป็นในบางพื้นที่ที่อาจจะมีจำนวนประชากรลด บางพื้นที่ก็มีจำนวนประชากรเพิ่ม มันก็ขึ้นอยู่กับหลาย ๆ ปัจจัยที่ประกอบกันครับ” เขาระบุ

ขณะที่กรุงเทพมหานครเองก็มีแผนจะตั้งโรงเรียนนานาชาติในสังกัดในปี 2574 ด้วยเช่นกัน โดยวาง รร.มหรรณพารามเป็นต้นแบบ และคาดหวังที่จะขยายผลหลักสูตรไปยังโรงเรียนอื่น ๆ จากการรายงานของสำนักข่าวมติชน

5 ปีการศึกษาที่ผ่านมา โรงเรียนรัฐหายไปแล้วกว่า 500 แห่ง

โดยในปีการศึกษา 2564 มีจำนวนโรงเรียนในสังกัด สพฐ. 29,583 แห่ง แต่ในปีการศึกษา 2568 มีจำนวนโรงเรียน 29,005 แห่ง หายไปกว่า 500 แห่ง ขณะที่จำนวนนักเรียนก็ลดลงราว 3 แสนคนในรอบ 5 ปี โดยในปีการศึกษา 2564 มีจำนวนนักเรียน 6.6 ล้านคน ในขณะที่ปีการศึกษา 2568 มีจำนวนนักเรียน 6.3 ล้านคน

แต่จำนวนห้องเรียนในระหว่างช่วงปีดังกล่าว เพิ่มขึ้นจาก 344,611 ห้องในปีการศึกษา 2564 เป็น 349,030 ห้องในปีการศึกษา 2568

กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีนโยบายควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กซึ่งมีจำนวนนักเรียนน้อยกว่า 120 คน มาตั้งแต่หลังมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ 7 ต.ค. 2562 โดย ตรีนุช เทียนทอง อดีต รมว.ศึกษาธิการ เคยตอบกระทู้ถามของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ในเดือน ก.ย. 2565 ถึงแนวทางการควบรวมโรงเรียนดังกล่าวว่า จะต้องผ่านความเห็นชอบจากทุกฝ่าย เป็นไปตามความสมัครใจ ความพร้อมของโรงเรียน รวมถึงสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ และเป็นไปตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการจัดตั้ง รวม หรือ เลิกสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2550

เว็บไซต์ ‘ข่าวสด’ รายงานเมื่อ 7 ส.ค. 2568 อ้างอิงการเปิดเผยของพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ระบุว่า สพฐ. มีแผนในการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กให้ได้ 996 แห่ง จากโรงเรียนขนาดเล็กที่มีทั้งหมด 15,757 แห่ง โดยให้เป็นไปตามความสมัครใจในระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่ปีการศึกษา 2568 – 2570

โรงเรียนหาย = ช่องว่างใหญ่ในระบบการศึกษา

ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่าหากโรงเรียนขนาดเล็กต่างก็ล้มหายตายจากและอยู่ไม่ได้ อนาคตการศึกษาไทยในอีก 5-10 ปี จะเกิด “Big Gap” หรือ “ช่องว่างใหญ่”

“มันจะมี Big Gap ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมอีก คือเด็กกลุ่มบนก็จะบนไปเรื่อย ๆ เด็กกลุ่มกลางบนก็จะดิ้นไปอยู่ข้างบน เพราะครอบครัวไหนพอมีกำลังเหมือนก็จะหนีไปนานาชาติกัน หรือไปโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มี EP (English Program – หลักสูตรภาษาอังกฤษ) กัน ตอนนี้แม้กระทั่งเด็ก EP ตามโรงเรียนขนาดใหญ่มีจำนวนไม่น้อย จ่ายเพิ่มอีกนิดนึงไป[โรงเรียน]อินเตอร์ไหว พ่อแม่เขาก็ดันไป[โรงเรียน]อินเตอร์” เขาให้ความเห็นโดยอ้างอิงการเติบโตของโรงเรียนนานาชาติในช่วงทศวรรษครึ่งที่ผ่านมา ที่เขามองว่าเติบโตอย่างรวดเร็วสวนทางกับโรงเรียนเอกชนหรือโรงเรียนขนาดเล็กที่ปิดตัวหรือถูกยุบควบรวม

“สิ่งที่รออยู่คือสังคมที่จะเหลื่อมล้ำมากขึ้น การศึกษาที่จะเหลื่อมล้ำมากขึ้น และเด็กที่จะหลุดรอดจากระบบการศึกษามากขึ้น” เขาระบุ

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล มองว่าการหายไปของโรงเรียนขนาดเล็ก จะซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

ผศ.อรรถพล เปิดเผยว่าปัญหาเรื่องโรงเรียนปิดตัวจากจำนวนประชากรในวัยเรียนที่ลดลงนั้น เป็น “ปัญหาโลกแตก” ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับไทย และไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนเอกชนหรือโรงเรียนรัฐ ก็เผชิญสภาพปัญหาคล้ายกัน โดยเฉพาะกับโรงเรียนที่มีขนาดเล็กและจำนวนเด็กน้อย

เขายกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นที่แม้จะพยายามรักษาโรงเรียนขนาดเล็กเอาไว้ แต่สุดท้ายก็ไปไม่ไหวและมีหลายโรงเรียนที่ต้องปิดกิจการ หรืออย่างประเทศสิงคโปร์ก็มีการยุบรวมโรงเรียน แต่ผลกระทบของการยุบควบรวมโรงเรียนในไทยกับสิงคโปร์ไม่เท่ากัน เพราะสิงคโปร์เป็นประเทศพื้นราบทั้งหมดและมีระบบขนส่งสาธารณะที่ดีกว่า

“การยุบควบรวมก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้กับอย่างสิงคโปร์ แต่มันเป็นเมืองพื้นราบหมดถูกไหม ระบบขนส่งสาธารณะดี การที่เขายุบโรงเรียนจึง make sense (เป็นเหตุเป็นผล) อยู่” เขาให้ความเห็นก่อนจะเปรียบเทียบว่า “ของเรามีความต่างกันเยอะระหว่างเขตเมืองกับเขตชนบท ชนบทเราไม่มีการเดินทางสาธารณะที่ดีเลยใช่ไหม ทุกอย่างมันก็เป็นเรื่องที่พ่อแม่ต้องฝากลูกขึ้นรถกระบะ หรือจ่ายตังค์เหมาจ่ายรายเดือนให้”

“หลายประเทศขนส่งสาธารณะมันเอื้อ อย่างอเมริกามี school bus (รถโรงเรียน) วิ่งเป็นระบบฟรีใช่ไหม เด็กอยู่ county (เขต) ไหนก็ใช้รถที่รับบริการของ county นั้นไปโรงเรียน ของเรามันไม่ใช่ ทุกคนต้องหาวิธีพาลูกไปโรงเรียนเอง ค่าใช้จ่ายมันก็สูงมากขึ้น” อาจารย์คณะครุศาสตร์รายนี้กล่าวสรุป

ผศ.อรรถพล มองว่าในสถานการณ์เช่นนี้ โจทย์สำคัญคือจะทำอย่างไรที่จะยังทำให้ทุกภาคส่วนของสังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาได้ และรัฐบาลก็ต้องถามตัวเองด้วยว่าเมื่อโรงเรียนเอกชนปิดตัวไป รัฐบาลเพียงอย่างเดียวจะสามารถ “แบกการศึกษาทั้งระบบไหวหรือเปล่า”

เขามองว่าแทนที่จะยุบหรือควบรวมโรงเรียน รัฐควรใช้จังหวะนี้ลดขนาดชั้นเรียนลงมา จากห้องเรียนละไม่เกิน 40 คน อาจเหลือห้องเรียนละไม่เกิน 30 คนเพื่อให้ครูสามารถดูแลนักเรียนได้อย่างทั่วถึง โดยหากไม่สามารถเพิ่มงบประมาณ ก็อาจทำได้ด้วยการ “เฉลี่ยทรัพยากร” จากเดิมที่รัฐให้เงินอุดหนุนโรงเรียนโดยพิจารณาตาม “รายหัว” นักเรียน อาจปรับเปลี่ยนเป็นอุดหนุนโดยพิจารณาตามสภาวะและความจำเป็นของแต่ละโรงเรียน เช่น โรงเรียนขนาดเล็กที่มีทรัพยากรน้อยกว่า อาจได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมมากกว่าโรงเรียนขนาดใหญ่ที่อาจมีทรัพยากรที่พรั่งพร้อมอยู่แล้ว

“ต้องคิดเรื่องงบแบบอัตราก้าวหน้า ก็คือเด็กยิ่งน้อยเท่าไหร่ ยิ่งได้รับความช่วยเหลือมาก” ผศ.อรรถพล ให้ความเห็น เขายกตัวอย่างเทียบเคียงกับโครงการอาหารกลางวันของนักเรียน ที่ปัจจุบันโรงเรียนขนาดเล็กจะได้รับงบประมาณอาหารกลางวันต่อหัวสูงกว่าโรงเรียนขนาดใหญ่ เพราะมีความต้องการใช้ทรัพยากรมากกว่า ทั้งในการจ้างแม่ครัวหรือซื้อวัตถุดิบ เมื่อเปรียบเทียบกับโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีทรัพยากรเพียงพออยู่แล้ว ซึ่งสามารถบริหารจัดการจากสิ่งที่ได้รับการสนับสนุนตามเกณฑ์มาตรฐานได้

“จากนี้ไปการคิดเรื่องงบประมาณ financing (การเงิน) เหล่านี้ ผู้จัดการศึกษาต้องคิดใหม่ คิดแบบเสมอหน้ากันทั้งหมดเนี่ย บางทีอาจจะไม่ใช่สูตรที่เหมาะสมแล้ว” เขาระบุ

“ตอนนี้จริงๆ เอกชนก็มีอยู่หลายกลุ่มนะ ถ้าเป็นนานาชาตินี่ก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งไปเลยถูกไหม เพราะฉะนั้นเอกชนเขาก็แบบไม่ได้อยู่ในเกณฑ์เดียวกันในการจะได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ มันมีหลายกลุ่มอยู่แล้ว เราก็อาจจะต้องใช้วิธีการคิดแบบเนี้ยกับโรงเรียนของรัฐด้วย”

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ในเมืองพื้นราบที่มีระบบขนส่งสาธารณะดีอย่างสิงคโปร์ ผลกระทบของการยุบรวมโรงเรียนเทียบไม่เท่ากับไทยที่ในชนบทยังไม่มีระบบการขนส่งสาธารณะที่ดี จากมุมมองของ ผศ.อรรถพล

เลขาธิการ กช. เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า ปัจจุบันโรงเรียนเอกชนในไทยสามารถขอรับการอุดหนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานจากรัฐได้ส่วนหนึ่ง ภายใต้เงื่อนไขว่าจะต้องเก็บค่าธรรมเนียมไม่เกินอัตราที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด และที่ผ่านมาก็มีการปรับเพิ่มเกณฑ์การอุดหนุนอยู่เรื่อย ๆ ตามปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ

“สมมติว่าเอาตัวเลขกลม ๆ ค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 15,000 กว่าบาท สมมตินะครับ ค่าธรรมเนียมการศึกษาก็จะเก็บได้ไม่เกินประมาณ 5,000 แล้วก็รัฐอุดหนุนอยู่ 10,000 กว่า ๆ ประมาณนี้ครับโดยหลักการ” มณฑล กล่าว

“เราก็มีการปรับอยู่เรื่อย ๆ นะครับ อย่างเช่นที่ผ่านมา มันก็จะมีการปรับเงินเดือนข้าราชการขึ้นไปเป็น 18,000 อันนี้เราก็เอา 18,000 ไปคำนวณเป็นเงินอุดหนุนให้กับนักเรียน เพื่อให้โรงเรียนเอามาคำนวณกลับมาเป็นเงินเดือนครู” เขายกตัวอย่าง

“แต่ในข้อจำกัดก็อย่างที่บอกนะครับว่า หลาย ๆ โรงเรียนก็อาจจะไปเก็บค่าธรรมเนียมได้ไม่เต็มที่ คือแม้กระทั่งเรากำหนดไว้ 5,000 บางโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่บางพื้นที่ เขาก็เก็บได้ไม่ถึง 5,000 อยู่ดี ก็อาจจะเก็บได้ 3,000 – 4,000 บ้าง อะไรอย่างนี้นะครับ นี่ก็จะเป็นข้อจำกัดในแง่ของรายได้ของผู้ปกครอง เพราะว่าเราไม่ได้อุดหนุนเต็ม 100% ครับ” เลขาธิการ กช. ระบุ

มหาวิทยาลัยเตรียมรับแรงกระแทก

ผศ.อรรถพล ประเมินว่า ไม่เพียงแต่การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ต้องหันมาชั่งน้ำหนักจัดสรรให้ได้คุณภาพในขณะที่ประชากรเด็กน้อยลงเท่านั้น แต่จากนี้ไปอีกไม่เกิน 10 ปี มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ก็จะได้รับแรงกระแทกจากสถานการณ์ประชากรด้วย

“เด็กใน gen (ช่วงอายุ) ที่จะเรียนมหาวิทยาลัยจะลดลงอีก” เขาวิเคราะห์ “ตอนนี้ก็ลดลงอยู่แล้ว ไม่เกิน 10 ปี มหาวิทยาลัยจำนวนมากอาจต้องปิดตัว เพราะมหาวิทยาลัยมันจะไปต่อไม่ได้ ซึ่งมหาวิทยาลัยเอกชนในบ้านเราตอนนี้เริ่ม[ปรับตัว]แล้ว คือรับเด็กต่างชาติ” เขาระบุโดยยกตัวอย่างมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตและมหาวิทยาลัยเกริกที่เริ่มรับนักศึกษาจากจีน

เขามองว่าหากมหาวิทยาลัยไทยอยากอยู่รอดในอีกทศวรรษข้างหน้า ก็ต้องปรับตัว

“อย่างเคสสิงคโปร์ มหาวิทยาลัยมันถูก re-function (เปลี่ยนบทบาทหน้าที่) มหาวิทยาลัยไม่ได้แค่จะรับเด็กจบ ม.6 มาเรียนแล้วนะ มหาวิทยาลัยของสิงคโปร์ตอนนี้ทำเรื่องของ reskill (เรียนรู้ทักษะใหม่) และ upskill (พัฒนาทักษะเดิม) คือคนที่เคยเรียนจบไปแล้วสามารถที่จะกลับมาเรียนเพิ่มเติมและออกปริญญาใบที่ 2 ได้” เขายกตัวอย่าง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์จากคณะครุศาสตร์รายนี้มองว่าการปรับเป้าหมายของมหาวิทยาลัยให้ตอบสนองการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) มากกว่าจะแค่ให้การศึกษากับเด็กที่จบมาจากการศึกษาขั้นพื้นฐานเท่านั้น คือทางรอดหนึ่งของมหาวิทยาลัย และไม่ควรจะเป็นลักษณะของการปล่อยให้สถานศึกษาแต่ละที่ต่างแก้ปัญหาหน้างานของตัวเองโดยไม่มีการหารือทั้งระบบกับหน่วยงานที่กำกับดูแล

“ตอนนี้เวลามองเรื่องนี้ มันต้องมองร่วมกันระดับกระทรวงศึกษาธิการกับกระทรวง อว. (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม) เพราะว่าด้วยเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ พัฒนาสังคม มันเป็นเรื่องที่ต้องมองแบบที่เราเรียกว่า Human Resource Mapping (การจัดทำแผนที่ทรัพยากรบุคคล) ใหญ่ของประเทศด้วยกัน”