พายุใต้น้ำกัดเซาะธารน้ำแข็งวันสิ้นโลกทำระดับน้ำทะเลสูงขึ้น

พายุใต้น้ำกัดเซาะธารน้ำแข็งวันสิ้นโลกทำระดับน้ำทะเลสูงขึ้น

นักวิทยาศาสตร์ใช้แบบจำลองคอมพิวเตอร์และข้อมูลจริงจากเครื่องมือวัดในมหาสมุทร เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบของพายุใต้น้ำเหล่านี้ และพบว่า พายุเหล่านี้ เมื่อรวมกับกระบวนการระยะสั้นอื่นๆ ทำให้ธารน้ำแข็งทั้ง 2 แห่งละลายไป 20 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงเวลา 9 เดือน แม้การระบุสัดส่วนที่แน่ชัดของผลกระทบจากพายุเพียงอย่างเดียวนั้นเป็นเรื่องยาก เพราะธรรมชาติที่โกลาหลของพายุ แต่เหตุการณ์เหล่านี้ดูจะมีบทบาทสำคัญในช่วงเวลาสั้น ๆ

นักวิจัยยังเน้นย้ำถึงวงจรป้อนกลับที่น่าเป็นกังวล เนื่องจากเมื่อพายุทำให้น้ำแข็งละลาย ปริมาณน้ำจืดเย็นที่ไหลลงสู่มหาสมุทรก็จะเพิ่มขึ้น มวลน้ำเหล่านี้จะเข้าไปผสมกับน้ำที่อุ่นและเค็มกว่าที่อยู่ด้านล่าง ก่อให้เกิดความปั่นป่วนในมหาสมุทรมากขึ้น ซึ่งยิ่งทำให้น้ำแข็งละลายมากขึ้น

“เลีย ซีเกลแมน” (Lia Siegelman) ผู้เขียนงานวิจัยจากสถาบันสมุทรศาสตร์สคริปส์ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโก ระบุว่า วงจรป้อนกลับเชิงบวกนี้อาจทวีความรุนแรงขึ้นในสภาพภูมิอากาศที่อุ่นขึ้น

ผลกระทบที่ตามมาอาจร้ายแรง เนื่องจากชั้นน้ำแข็งมีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนธารน้ำแข็ง ชะลอการไหลของธารน้ำแข็งลงสู่มหาสมุทรให้ช้าลง โดยธารน้ำแข็งทเวตส์เพียงแห่งเดียวกักเก็บน้ำมากพอที่จะทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นได้มากกว่า 2 ฟุตหรือราว 61 เซนติเมตร แต่เนื่องจากธารน้ำแข็งแห่งนี้ทำหน้าที่เป็นเหมือน “จุกไม้ก๊อก” ที่กั้นแผ่นน้ำแข็งขนาดมหึมาของแอนตาร์กติกา การพังทลายของธารน้ำแข็งดังกล่าวอาจนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลได้ราว 10 ฟุตหรือ 3 เมตรได้ในที่สุด

“ทิอาโก ดอตโต” (Tiago Dotto) นักวิจัยอาวุโสจากศูนย์สมุทรศาสตร์แห่งชาติในสหราชอาณาจักร ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในงานวิจัยให้สัมภาษณ์กับ CNN ว่า ผลการศึกษานี้มีความสำคัญเนื่องจากช่วยให้เข้าใจถึงบทบาทของปรากฎการณ์ขนาดเล็กในมหาสมุทรที่ทำให้ฐานของชั้นน้ำแข็งละลาย พร้อมระบุว่า ปริมาณการละลายของน้ำแข็งที่พบในงานวิจัยนี้น่าตกตะลึงเป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความไม่แน่นอนอยู่อีกมาก เนื่องจากชั้นน้ำแข็งแอนตาร์กติกาเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยากที่สุดในโลก หมายความว่า นักวิทยาศาสตร์ต้องพึ่งพาการจำลองเป็นหลัก โดย “เดวิด ฮอลแลนด์” (David Holland) ศาสตราจารย์ด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์บรรยากาศและมหาสมุทรแห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์กที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการศึกษานี้ ระบุว่า การศึกษาลักษณะนี้น่าสนใจแต่ก็เป็นเพียงแบบจำลองคอมพิวเตอร์ จำเป็นต้องมีข้อมูลจริงจากภาคสนามมากว่านี้เพื่อทำความเข้าใจผลกระทบของกระแสน้ำวนเหล่านี้ รวมถึงสภาพอากาศในมหาสมุทรรูปแบบอื่น ๆ

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอีกจำนวนมากที่ขับเคลื่อนการละลายของน้ำแข็งในทวีปอันกว้างใหญ่นี้ สอดคล้องกับ “เท็ด สแกมโบส” (Ted Scambos) นักวิจัยอาวุโสจากศูนย์วิทยาศาสตร์โลกและการสังเกตการณ์จากมหาวิทยาลัยโคโลราโด โบลเดอร์ที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการศึกษาครั้งนี้ ซึ่งระบุว่า ความเข้าใจเกี่ยวกับพลวัตของมหาสมุทรใกล้แผ่นน้ำแข็งกำลังพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว

การศึกษาชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าจำเป็นต้องมีข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อทำความเข้าใจว่าพายุใต้น้ำนี้อาจเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในแต่ละฤดูกาลและแต่ละปี อย่างไรก็ตาม กระบวนการระยะสั้นที่คล้ายกับสภาพอากาศเหล่านี้ ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเลย

การศึกษาปรากฎการณ์ทางทะเลอย่างละเอียดเหล่านี้ คือ พรมแดนใหม่ในการทำความเข้าใจปฏิสัมพันธ์ระหว่างมหาสมุทรและน้ำแข็ง ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจการสูญเสียน้ำแข็งและท้ายที่สุดคือการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล

ที่มา: CNN

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/keep-the-world/climate-change/861122&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0C1qmWBN3R6CTiONBivL1V