ปิดประตูฝุ่นพิษ! รัฐงัด “ภาษีเขียว” เชือดธุรกิจ-โรงงาน ปล่อยควันเท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น

ปิดประตูฝุ่นพิษ!-รัฐงัด-“ภาษีเขียว”-เชือดธุรกิจ-โรงงาน-ปล่อยควันเท่าไหร่-จ่ายเท่านั้น

ปัจจุบัน PM2.5 มีความซับซ้อนที่เกิดจากหลายปัจจัย ไม่ใช่แค่เรื่องควันจากรถยนต์หรือโรงงานเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของ “วงจรฝุ่นมลพิษ” ที่สัมพันธ์กับสภาพอากาศและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ


ปีนี้เรายังคงเผชิญกับสภาพอากาศที่เรียกว่า Temperature Inversion หรือ อุณหภูมิผกผัน ในช่วงต้นปี (ม.ค. – มี.ค.) อากาศเย็นที่กดทับทำให้อากาศร้อนด้านล่างระบายมลพิษออกไม่ได้ เหมือนมีฝาชีใสๆ มาครอบเมืองไว้ ท่ามกลาง “ลมนิ่ง” คือลมตะวันออกเฉียงใต้ที่พัดมา มีกำลังอ่อนเกินกว่าจะพัดฝุ่นออกไปได้ ทำให้ฝุ่นสะสมตัวจนค่าพุ่งสูงขึ้นแบบรายวัน โดยเฉพาะในพื้นที่แอ่งกระทะอย่างภาคเหนือและกรุงเทพฯ

เมืองคุณภาพอากาศแย่

สำหรับกรุงเทพฯ และปริมณฑล สาเหตุหลักมาจากการจราจรและการก่อสร้าง รถยนต์ดีเซลและการสะสมของไอเสียในพื้นที่ถนนที่มีตึกสูงขวางทางลม รวมถึงโครงการรถไฟฟ้า/อสังหาริมทรัพย์ที่ยังไม่ปิดโครงการ
ภาคเหนือและภาคกลาง ปัญหาใหญ่คือ การเผาในที่โล่ง (Open Burning) ทั้งเพื่อเคลียร์พื้นที่เกษตรและหาของป่า รวมถึงฝุ่นควันข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน (เมียนมาและลาว) ที่มักจะหนักขึ้นในช่วงกุมภาพันธ์ถึงเมษายน
ภาคอีสาน ส่วนใหญ่เกิดจากไร่อ้อยและนาข้าว ที่มีการเผาตอซังในช่วงเก็บเกี่ยว ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศในภาพรวมของภูมิภาค
แม้รัฐบาลจะพยายามใช้เทคโนโลยี เช่น ดาวเทียมตรวจจับจุดความร้อน (Hotspots) มาช่วย แต่ปัญหา PM2.5 ในไทยยังเป็น “ปัญหาระดับโครงสร้าง” ตราบใดที่ระบบขนส่งสาธารณะยังไม่ครอบคลุม 100% และเกษตรกรยังขาดเครื่องจักรทดแทนการเผาที่มีต้นทุนต่ำ ปัญหานี้จะยังคงกลับมาเป็นวัฏจักรทุกปี

ภาษีคาร์บอน
ในปี 2569 รัฐบาลไทยได้ยกระดับมาตรการสิ่งแวดล้อมขึ้นสู่ระดับ “บังคับใช้จริง” โดยมีนโยบายภาษีเขียว (Green Tax) และกฎหมายสำคัญเป็นอาวุธหลักในการจัดการปัญหา PM2.5 และก๊าซเรือนกระจก โดย 3 กลไกภาษีและกฎหมายที่เริ่มมีบทบาทสำคัญในปีนี้ ได้แก่

1. ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) “ปล่อยมาก จ่ายมาก”

ในปี 2569 ประเทศไทยเริ่มจัดเก็บภาษีคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรม โดยเน้นไปที่ภาคพลังงานและอุตสาหกรรมหนัก โดยเก็บจากต้นทางคือ “เชื้อเพลิงฟอสซิล” (น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน) ในอัตราประมาณ 200 บาทต่อตันคาร์บอน เป้าหมายคือเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้พลังงาน หากโรงงานหรือขนส่งรายใดไม่ปรับตัวไปใช้พลังงานสะอาด ต้นทุนการผลิตจะสูงขึ้นทันที เมื่อต้นทุนน้ำมันดีเซลที่มีคาร์บอนแพงขึ้น จะบีบให้ภาคขนส่งเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือเครื่องยนต์มาตรฐาน Euro 6 มากขึ้น ซึ่งลดการปล่อยฝุ่นโดยตรง

2. พ.ร.บ.อากาศสะอาด (Clean Air Act) “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย”

กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบในปี 2569 หัวใจสำคัญคือการจัดการฝุ่นแบบ “ข้ามเขต” และ “ข้ามพรมแดน” มีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมจากแหล่งกำเนิดมลพิษที่เกินมาตรฐาน หากโรงงานปล่อยควันดำเกินค่าที่กำหนด จะต้องจ่ายค่าปรับเข้า “กองทุนอากาศสะอาด”
ขณะที่ มาตรการทางเกษตร รัฐบาลใช้การ “งดสนับสนุน” ภาษีหรือสิทธิประโยชน์ต่อผู้ประกอบการที่รับซื้อผลผลิตจากการเผาป่า/ตอซัง และให้สิทธิลดหย่อนภาษีแก่เกษตรกรที่เปลี่ยนมาใช้เครื่องจักรเก็บเกี่ยวแทน และเป็นปีแรกที่ไทยเริ่มมีกลไกทางกฎหมาย “มลพิษข้ามพรมแดน” เพื่อเอาผิดหรือเก็บค่าธรรมเนียมจากบริษัทที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเผาในประเทศเพื่อนบ้านที่ส่งฝุ่นข้ามมายังไทย

กฎหมายโลกร้อน

3. บัญชีสีเขียว (Green List) และเขต LEZ (Low Emission Zone)

ในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ มีการใช้มาตรการภาษีและค่าธรรมเนียมในระดับท้องถิ่น คือ Low Emission Zone (LEZ) การเก็บค่าธรรมเนียมการเข้าพื้นที่ชั้นในสำหรับรถบรรทุกหรือรถยนต์เก่าที่ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานฝุ่น และ Green List ส่วนรถที่ลงทะเบียนใน “บัญชีสีเขียว” (ปล่อยมลพิษต่ำ) จะได้รับสิทธิประโยชน์ เช่น การลดหย่อนภาษีรถยนต์ประจำปี หรือสิทธิในการเข้าเขตควบคุมมลพิษได้โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่ม
นโยบายภาษีเขียวในปีนี้ ไม่ใช่แค่ “ทางเลือก” แต่เป็น “ภาษีบังคับ” ที่บีบให้ภาคธุรกิจต้องเลือกระหว่าง “ลงทุนปรับปรุงเทคโนโลยี” หรือ “จ่ายเงินภาษีเพิ่ม” ซึ่งในระยะยาวการลงทุนเพื่อสิ่งแวดล้อมจะมีต้นทุนที่ถูกกว่าการจ่ายภาษี

Post Views: 132

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/02/16/thailand-green-tax-sustainable/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XR6StJh_tMIXBO7EFN_31