ช่วงสองสัปดาห์ก่อนการเปิดภาคศึกษาใหม่ในเดือนกันยายนเป็นช่วงเวลาหนึ่งที่มีความสำคัญต่อธุรกิจค้าปลีก เนื่องจากยอดขายสินค้าในช่วงเวลานี้สามารถทำได้ใกล้เคียงกับช่วงเทศกาลปลายปีหรือมหกรรมลดราคา Black Friday (ช่วงเดือนพ.ย.) ผู้ประกอบการค้าปลีกจึงตั้งความหวังว่าการจับจ่ายเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเปิดเทอมจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม
ตลาดการบริโภคสินค้าอุปโภคบริโภคโดยรวมในฝรั่งเศสช่วงครึ่งปีแรกปรับตัวดีขึ้น สะท้อนจากตัวเลขยอดขายรวมของห้างค้าปลีกก่อนที่ปิดเทอมภาคฤดูร้อนจะสิ้นสุดลง โดยมีปัจจัยสภาพอากาศเป็นแรงหนุนสำคัญ
-
ผลการประเมินตัวเลขการบริโภคล่าสุด (ระหว่างวันที่ 16 มิ.ย. – 13 ก.ค.) ของบริษัทการตลาด Kantar พบว่า อัตราการบริโภคสินค้าอุปโภคบริโภคของผู้บริโภคฝรั่งเศสเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยมีแรงหนุนจากปริมาณการซื้อสินค้าที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.3 หลังจากที่การบริโภคซบเซามาเป็นระยะเวลาหนึ่ง นาง Gaëlle Le Floch ผู้อำนวยการบริษัท Kantar กล่าวว่าตัวเลขดังกล่าวถือเป็นสัญญาณว่าตลาดเริ่มกลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้งหนึ่ง
-
ห้างค้าปลีก Carrefour ระบุว่ายอดขายสินค้าไอศครีม เครื่องดื่ม น้ำอัดลม ผักผลไม้ และเครื่องสำอาง เพิ่มขึ้นระหว่างร้อยละ 5–20 ขณะที่คลื่นความร้อนที่แผ่ปกคลุมหลายประเทศในยุโรปรวมทั้งฝรั่งเศส ส่งผลให้ยอดขายพัดลมพุ่งสูงถึงร้อยละ 320
-
กลุ่มห้างค้าปลีก Coopérative U (Hyper U, Super U, U Express) เปิดเผยข้อมูลว่ายอดขายสินค้าอาหารสด เช่น เนื้อสัตว์และเนยสูงขึ้น เนื่องมากจากความนิยมในการจัดปิกนิกหรือทำอาหารทานเล่นเพื่อการสังสรรค์ร่วมกันในครอบครัวและกลุ่มเพื่อนเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นแนวทางที่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในภาวะเศรษฐกิจตึงตัว แต่ในขณะเดียวกันผู้บริโภคกลับปรับลดการรับประทานอาหารนอกบ้าน ส่งผลให้ความถี่ในการเข้าร้านอาหารลดลงราวร้อยละ 15–20 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ในส่วนของสินค้าอุปกรณ์การเรียนเตรียมรับเปิดเทอมนี้ ยอดขายกลับไม่เป็นไปตามคาดหวังของผู้ประกอบการ นาย Dominique Schelcher ผู้อำนวยการ Coopérative U ระบุว่าผู้บริโภคยังคงขาดความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจ ส่งผลให้ยอดขายสินค้าอุปกรณ์การเรียนลดลงร้อยละ 2 จากปีก่อนหน้าถึงแม้ว่าสินค้าหลายรายการมีการปรับราคาลดลงจากปีที่แล้วก็ตาม สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ก่อให้เกิดภาวะ “การลดการบริโภค” ซึ่งได้สร้างผลกระทบต่อธุรกิจค้าปลีกหลายประการโดยที่เห็นเป็นรูปธรรมแล้ว ได้แก่ การลดขนาดพื้นที่ห้างค้าปลีกบางส่วนหรือปิดบางสาขา ปริมาณพื้นที่เช่าร้านค้าที่เพิ่มขึ้นในตลาดอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น
สถานการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศ บรรยากาศทางการเมืองในประเทศและการเตรียมประท้วงใหญ่ประจำปีในฝรั่งเศสซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 10 กันยายนที่จะถึงนี้ ล้วนส่งผลให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคฝรั่งเศสลดลงและเลือกชะลอการใช้จ่าย นาย Emmanuel Le Roch ตัวแทนผู้ประกอบการค้าปลีกสมาพันธ์ Procos1 กล่าวเสริมว่าสถานการณ์ชะลอการบริโภคส่งผลให้ระดับเงินออมเพิ่มสูงขึ้นส่งผลเสียต่อตลาดการบริโภค เห็นได้จากยอดขายของสินค้าทุกประเภทรวมกันในช่วงเจ็ดเดือนแรกของปีนี้ลดลงร้อยละ 0.5 มีเพียงสินค้าบางประเภทเท่านั้นที่ยังสามารถทำยอดขายเพิ่มขึ้นได้แก่ สินค้าที่ผู้บริโภคซื้อเพื่อมอบเป็นของขวัญ ของเล่นและเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ในขณะที่ร้านอาหาร สินค้าเกี่ยวกับกีฬา ของตกแต่งบ้านและน้ำหอมมียอดขายลดลง
นาย Christophe Noël ตัวแทนผู้ประกอบการศูนย์การค้าของสมาคมการค้าปลีก FACT2 กล่าวว่า สถานการณ์ของศูนย์การค้าในปัจจุบันยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องในลักษณะที่ทรงตัว โดยไม่มีความเคลื่อนไหวหรือเปลี่ยนแปลงที่โดดเด่นเป็นพิเศษ สามารถดำเนินอยู่ได้เนื่องมาจากกิจกรรมหลักที่ขับเคลื่อนด้วยสินค้าในหมวดหมู่ความงาม-สุขภาพ ความบันเทิง และบริการต่าง ๆ
ในขณะเดียวกันเศรษฐกิจฝรั่งเศสกลับเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้นจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซจีนที่รุกหนักในตลาดทวีปยุโรป หลังจากที่ตลาดทางฝั่งสหรัฐอเมริกาเริ่มปิดตัวมากขึ้น โดยเฉพาะเว็บไซต์ Shein และ Temu ที่มียอดขายรวมในครึ่งแรกของปี 2025 คิดเป็นมูลค่า 2.6 พันล้านยูโร เพิ่มขึ้นถึง 400 ล้านยูโรเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าตามรายงานของบริษัท Circana
ความเห็นสคต.
เดือนกันยายนเป็นช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงหลายด้านที่อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจและการเมืองฝรั่งเศสในอนาคตอันใกล้ นอกเหนือจากการเปิดภาคการศึกษาใหม่ที่มีผลต่อตัวเลขการบริโภคซึ่งฝรั่งเศสมีจำนวนนักเรียน นักศึกษาประมาณ 16 ล้านคนทั่วประเทศ ในช่วงปลายเดือนนี้ของทุกปีนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐบาลจะต้องนำเสนอแผนงบประมาณสำหรับปีหน้าเพื่อขอความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร โดยเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม นาย François Bayrou นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส ได้แถลงแผนร่างนโยบายงบประมาณประจำปี 2026 ผ่านสื่อต่างๆ สรุปใจความสำคัญได้ว่า รัฐบาลจะต้องทำการปรับลดงบประมาณรวมมูลค่า 43,800 ล้านยูโรซึ่งมากกว่าจากเดิมที่คาดการณ์ไว้จำนวน 40,000 ล้านยูโร โดยใช้วิธีการลดงบประมาณในหลายส่วนและเพิ่มรายได้จากภาษีบางประเภท ดังเช่น
-
งดการขึ้นเงินช่วยเหลือด้านสวัสดิการสังคม เงินบำนาญ และอัตราภาษี ซึ่งคาดว่าจะประหยัดงบประมาณได้ราว 7 พันล้านยูโร
-
ยกเลิกวันหยุดราชการ 2 วันในเดือนพฤษภาคม เพื่อเพิ่มวันทำงานและเพิ่มประสิทธิผลทางเศรษฐกิจ
-
ลดจำนวนข้าราชการลง 3,000 ตำแหน่งภายในปี 2026 โดยจะไม่มีการแต่งตั้งบุคคลใหม่แทน อาจนำไปสู่การยุบหน่วยงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ
-
เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบภาษี
-
เพิ่มการจัดเก็บภาษีจากกลุ่มผู้มีรายได้สูง เป็นต้น
ขณะเดียวกัน งบประมาณด้านกลาโหมเป็นเพียงส่วนเดียวที่ได้รับการจัดสรรเพิ่มขึ้น จำนวน 3.5 พันล้านยูโร
นโยบายดังกล่าวก่อให้เกิดกระแสความไม่พอใจในวงกว้าง โดยสมาพันธ์แรงงานได้ประกาศจัดการชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ในวันที่ 10 กันยายนนี้ เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านร่างนโยบายของรัฐบาล ซึ่งหากสถานการณ์บานปลายอาจส่งผลให้เกิดความตึงเครียดทางการเมือง และมีความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในอนาคต อย่างไรก็ตามทาง สคต. ณ กรุงปารีส จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และรายงานความคืบหน้าให้ทราบต่อไป
ที่มาของข่าว
Julia Lemarchand
ข้อมูลจาก
-
สมาพันธ์ Procos ประกอบด้วยสมาชิกผู้ประกอบการค้าปลีกสินค้าและงานบริการทุกประเภท 310 ราย ยกเว้นห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ มีร้านค้าและพื้นที่ค้าปลีกจำนวนรวมกันทั้งสิ้น 60,000 แห่ง มียอดขายของผู้ประกอบการสมาชิกรวมกันคิดเป็นมูลค่า 110,000 ล้านยูโร ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 35 ของยอดขายตลาดค้าปลีกโดยรวม
-
สมาพันธ์ผู้ประกอบการค้าปลีก FACT – Fédération des Acteurs du Commerce dans les Territoires ประกอบด้วยสมาชิกมากกว่า 170 ราย ในสาขาที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการห้างค้าปลีกทุกประเภท ได้แก่ ผู้ประกอบการร้านอาหาร (Mc Donald’s, La Brioche Dorée เป็นต้น) รวมทั้ง บริษัทนักพัฒนาโครงการหรือบริษัทเจ้าของโครงการศูนย์การค้า
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/zlgez05z3hmblp7re3lbreuz&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YjGuRzai-SLQlXFUzARy5
