‘บิ๊กโปรเจกต์’ ค่อยสมัยหน้า บอก ‘อนุทิน’ ชะลอ ‘แลนด์บริดจ์’

‘บิ๊กโปรเจกต์’-ค่อยสมัยหน้า-บอก-‘อนุทิน’-ชะลอ-‘แลนด์บริดจ์’

‘นรเศรษฐ์ ปรัชญากร’ สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา แถลงข่าว ว่า ภายหลังการลงพื้นที่รับฟังความเห็นของประชาชนในจังหวัดระนองและจังหวัดสุราษฎร์ธานี เกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ และกฎหมายระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ หรือ SEC ซึ่งจะส่งผลกระทบในวงกว้างต่อสิ่งแวดล้อมเศรษฐกิจรากฐานและวิถีชุมชน ที่จังหวัดชุมพรบริเวณแหลมริ่ว และบริเวณอ่าวอ่างจังหวัดระนอง  

กระบวนการการศึกษาค่อนข้างมีปัญหา ชาวบ้านรู้สึกถึงความไม่โปร่งใส และขาดการมีส่วนร่วม โดยชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่เคยได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนเวทีรับฟังความเห็นจัดเพียงไม่กี่ครั้งเชิญเฉพาะหน่วยงานรัฐและผู้นำท้องถิ่น ผู้ที่ได้รับผลกระทบจริงไม่ได้เข้าร่วม อีกทั้งข้อมูลที่ออกมาไม่ตรงกับรายงานการศึกษาเดิม ขอบเขตการศึกษาก็ไม่ครอบคลุม ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และระบบนิเวศ และมีการศึกษาเพียง 5 กิโลเมตรเท่านั้น ทั้งนี้ยังไม่มีการพิจารณารอยเลื่อนเปลือกโลกในพื้นที่และยังมีการเร่งรัดให้ทำภายใน 120 วันหลังจากที่รายงานเสร็จสมบูรณ์แล้ว จึงเป็นข้อกังวลว่า หากตัวกฎหมายผ่าน 120 วันไปแล้วตัวรายงานก็อาจจะผ่านไปด้วย   

นรเศรษฐ์ กล่าวด้วยว่า ส่วนเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พื้นที่ท่าเรือที่จะก่อสร้างมีการทับซ้อนกับพื้นที่ที่เคยถูกเสนอเป็นพื้นที่มรดกโลก ถ้าหากก่อสร้างก็จะสูญเสียคุณค่าทางธรรมชาติอย่างถาวร พื้นที่ก่อสร้างซึ่งเป็นท่าเรือที่จังหวัดระนองมีพื้นที่ก่อสร้างเท่ากับเกาะพยาม ขณะที่ท่าเรือที่ชุมพรก็มีขนาดใหญ่ประมาณ 3.5 เท่า ของเกาะหลีเป๊ะจึงต้องใช้หินและดินถมทะเล ในปริมาณมากซึ่งการดูดทรายและการถมทะเล มีความเสี่ยงต่อการกัดเซาะชายฝั่ง เกาะพยามและชายฝั่งใกล้เคียงอาจมีความเสียหายเกิดขึ้น การระเบิดภูเขาเพื่อขนหิน และเดินเรือจำนวนมากก็ทำลายถิ่นอาศัยของสัตว์น้ำ อีกทั้งกรมชลประทานมีแผนสร้างเขื่อน 9-13 แห่ง เพื่อป้อนน้ำให้กับโครงการทำให้ชุมชนต้องแย่งชิงการใช้น้ำกับทางโครงการ ขณะที่ผลกระทบต่อวิถีชีวิตและเศรษฐกิจชุมชน มีชาวมอแกนและคนไทยพลัดถิ่นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ถูกย้ายถิ่นฐานและไม่มีที่อยู่อาศัยรองรับหากโครงการนี้เกิดขึ้น การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติบริเวณเกาะพยามก็จะได้รับผลกระทบหนัก ธุรกิจที่พักประมงเกิดความเสียหาย และรายงานเศรษฐกิจที่ประเมินมูลค่าชาวประมงต่ำกว่าความเป็นจริง 

นอกจากนี้กฎหมาย SEC ประชาชนยังมีความกังวล ในเรื่องอำนาจของคณะกรรมการที่อาจล้นเกินและเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุน ส่วนเรื่องผลกระทบด้านเกษตรกรรมและการท่องเที่ยว การตัดถนน จากชุมพรไประนอง ผ่านพื้นที่พะโต๊ะ ซึ่งเป็นแหล่งพื้นที่ทุเรียน กาแฟ มีมูลค่าทางเศรษฐกิจหมื่นกว่าล้านบาทต่อปี จะทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรน้ำจำนวนมากเพราะเป็นการตัดผ่านแหล่งน้ำสำคัญที่ใช้ในการเกษตร ซึ่งตามกฎหมายSEC น้ำถือเป็นทรัพย์สินของรัฐ อีกทั้งมลพิษจากนิคมอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นอาจถูกพัดเข้าสู่พื้นที่เกษตรส่งผลต่อผลผลิตและสุขภาพของประชาชน และเรื่องการท่องเที่ยวอาจสูญเสียจุดขาย ทางด้านธรรมชาติและวิถีชีวิตดั้งเดิม 

ดังนั้นกมธ.ฯ จึงมองว่าโครงการขนาดใหญ่แบบนี้อยากให้มีการทบทวนให้รอบคอบ และชะลอการดำเนินการโครงการแลนด์บริดจ์ ผลักดันกฎหมาย SEC และรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน และอยากให้มีการจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ หรือ SEA โดยให้สภาพัฒน์หรือหน่วยงานกลางเป็นผู้ดำเนินการก่อนตัดสินใจเพื่อประเมินผลกระทบเชิงพื้นที่ และเชื่อมโยงโครงการทั้งหมดเป็นรายงานเดียว ส่งเสริมให้ประชาชนทุกกลุ่มมีส่วนร่วมโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น ชาวมอแกนหรือคนไทยพลัดถิ่น และอยากเสนอให้มีการพัฒนาภาคใต้ตามศักยภาพพื้นที่และสนับสนุนเกษตรยั่งยืนการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ และทำโครงการที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตท้องถิ่น ไม่ใช่เป็นการพัฒนาที่ยัดเยียดลงไป 

“ชาวบ้านไม่ได้กลัวการเปลี่ยนแปลง ไม่ได้กลัวการพัฒนาเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้น แต่ต้องการเข้าไปมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและเข้าไปมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในโครงการที่จะเกิดขึ้น ชาวบ้านไม่ต้องการความเจริญที่ถูกยัดเยียดเข้ามา เป็นการเจริญที่ผิดฝาผิดตัว จากวิถีชีวิตหรือศักยภาพในพื้นที่ที่มีอยู่แล้ว แต่ต้องการพัฒนา ที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง” 

นรเศรษฐ์ อยากสื่อสารไปยังผู้มีอำนาจ ว่าอยากให้รัฐบาลฟังเสียงประชาชน คำนึงถึงวิถีเศรษฐกิจฐานรากวิถีชีวิตดั้งเดิม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้โครงการขนาดใหญ่ ที่รัฐบาลอยากผลักดันมีความชอบธรรมและยั่งยืนและจากการที่ฟังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะมีแจ้งว่าจะมีแผนงาน ผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ให้เกิดขึ้นนั้น จริง ๆ แล้วโครงการขนาดใหญ่แบบนี้เงินลงทุนระดับหลายล้านบาท และต้องใช้เวลาในการก่อสร้างนับ 10 ปีมีผลกระทบอย่างกว้างขวาง 

“รัฐบาลของนายอนุทินมีเวลากำหนดไว้ชัดเจน ที่จะยุบสภาภายใน 4 เดือน จึงอยากจะวิงวอนให้ชะลอการผลักดันโครงการนี้ออกไปก่อนและศึกษาให้รอบคอบ โครงการใหญ่ขณะนี้ควรเป็นฉันทามติของประชาชนของประชาชนทั้งประเทศ เพราะทรัพยากรทะเลของไทยไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นของประชาชนทุกคนในประเทศนี้ ถ้าต้องการจะผลักดันจริง ๆ ก็ให้ใช้เป็นนโยบายในการหาเสียงครั้งหน้าถ้าประชาชนเห็นด้วยได้รับเลือกให้กลับมาอย่างล้นหลาม เป็นรัฐบาลก็จะมีความชอบธรรมในการผลักดันโครงการ จากการได้รับฉันตามมติจากประชาชนในการเลือกตั้ง”

— นรเศรษฐ์ กล่าว

เมื่อถามว่าในระยะเวลา 4 เดือนรัฐบาลจะผลักดันโครงการได้แค่ไหน นรเศรษฐ์  กล่าวว่า ไม่ใช่เวลาที่เหมาะเพราะรัฐบาลมีเวลาเจาะจงไว้แล้วว่าจะยุบสภาภายใน 4 เดือน ถ้าจะผลักดันโครงการขนาดใหญ่แบบนี้ควรทำเป็นนโยบาย เพื่อให้ได้ฉันทามติและกลับมาทำในฐานะรัฐบาลในอนาคต และรายงานทั้งหมดจะเสร็จได้คงไม่ทัน 4 เดือนแต่ถ้ารัฐบาลที่ต้องการผลักดันนโยบายนี้ก็ควรเป็นรัฐบาล ที่มีระยะเวลาในการทำงานระยะยาวมากกว่า  

กรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลอาจจะอยู่ยาวกว่า 4 เดือน นรเศรษฐ์ กล่าวว่า อนุทิน จะดำเนินการตาม MOA ที่ได้ให้สัญญาไว้ ดังนั้นกฎหมายที่รัฐบาลนายอนุทินจะต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนคือ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้น รวมถึงการผลักดันการแก้รัฐธรรมนูญ โครงการขนาดใหญ่สามารถศึกษาไปพร้อมกันได้ แต่ไม่ควรรีบเร่งเนื่องจากกระบวนการศึกษาผลกระทบและสิ่งแวดล้อมยังเป็นคำถามทั้งในแง่ของกระบวนการและเนื้อหาหากจะผลักดันโครงการลักษณะแบบนี้ ควรจะทำความเข้าใจกับชาวบ้านในพื้นที่ และรายงานต่าง ๆ ที่มีปัญหาก็ควรรื้อกลับมาทำใหม่ 

ชี้หน้าที่ ‘สว.’ ต้องตรวจสอบการทำงาน ’รัฐบาล’ หลังมีจ้องเช็คบิลเตรียมสอบ ‘งบฯซอฟต์พาวเวอร์’ 

พร้อมกันนี้ได้กล่าวถึงกรณีมี ‘สว.’ ยื่นตรวจสอบงบฯซอฟต์พาวเวอร์ของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ว่า ได้ข่าวมาเหมือนกันว่าจะมีคนตรวจสอบงบซอฟต์พาวเวอร์ ซึ่งมีสว.มีความเชี่ยวชาญหลายคนที่ตนรู้จักมีความเชี่ยวชาญเรื่องนโยบายซอฟพาวเวอร์ แต่ยังไม่ได้พูดคุยว่าจะมีการตรวจสอบอย่างไร ในส่วนของ กมธ. พัฒนการเมืองฯสว. ภารกิจคือการติดตามเรื่องการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รวมถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน และโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการเพราะฉะนั้น ในเรื่องของซอฟต์พาวเวอร์คงไม่ใช่ภารกิจหลักของ กมธ.นี้ 

เมื่อถามถึงกรณีที่หลายคนมองว่าเหมือนเป็นการเช็คบิลอดีตนายกฯ นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าการตรวจสอบโครงการทุกโครงการ มีความจำเป็นที่จะต้องทำ และเป็นหน้าที่ของ สว. ที่ติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอยู่แล้ว  สว. ที่สนใจเรื่องซอฟต์พาวเวอร์ก็เป็นสิทธิ์ที่จะตรวจสอบได้ พร้อมกับเชิญชวน สว. ทุกคน อยากให้ทำหน้าที่ตรวจสอบทุกเรื่องที่มีความสนใจ 

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/senators-warn-anutin-about-large-scale-projects&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2s5GT8c_ksiHPoV-M_LVKB