Category: ท่องเที่ยว

  • เปิดฉากงาน ‘มหาสงกรานต์ 2569’ สุดยิ่งใหญ่ โชว์สเน่ห์ไทย ณ สวนเบญจกิติ 11-15 เม.ย.

    เปิดฉากงาน ‘มหาสงกรานต์ 2569’ สุดยิ่งใหญ่ โชว์สเน่ห์ไทย ณ สวนเบญจกิติ 11-15 เม.ย.

    เปิดฉาก “Maha Songkran World Water Festival 2026” อย่างยิ่งใหญ่ ตั้งแต่วันที่ 11-15 เม.ย. ณ สวนเบญจกิติ ท่ามกลางบรรยากาศสุดยิ่งใหญ่ใจกลางกรุงกับขบวนแห่มหาสงกรานต์ การแสดงศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย การแสดงโดรนแปรอักษรและสีสันความบันเทิงแบบเต็มสตรีมตลอด 5 วัน ทั้งโซนเล่นน้ำ การแสดงของ DJ และศิลปินชื่อดัง โชว์เสน่ห์ไทยร่วมสมัยสู่หมุดหมายเฟสติวัลระดับโลก

    นายสุรศักดิ์  พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดย ททท. กำหนดจัดงาน Maha Songkran World Water Festival 2026 ระหว่างวันที่ 11–15 เมษายน 2569 ณ สวนเบญจกิติ (โรงงานยาสูบเดิม) กรุงเทพมหานคร เพื่อเน้นย้ำคุณค่าของประเพณีสงกรานต์ไทย ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ พร้อมนำอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมอันโดดเด่นมาต่อยอดสู่กิจกรรมท่องเที่ยวที่สอดรับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก

    ผ่านการจัดกิจกรรมที่สร้างการรับรู้ คุณค่าประเพณีไทยให้นักท่องเที่ยวได้เปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวในรูปแบบใหม่ เกิดความประทับใจและต้องการเดินทางกลับมาท่องเที่ยวซ้ำ อันจะทำให้เกิดการจ้างงานและสร้างรายได้หมุนเวียนทางเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น ตลอดจนสะท้อนความพร้อมและศักยภาพของประเทศไทยในการรองรับการจัด Event ขนาดใหญ่ ตอกย้ำภาพลักษณ์และผลักดันให้ประเทศไทยเป็นประเทศสุดยอดเฟสติวัลระดับโลก

    ททท. ชวนสาดความสุขรับปีใหม่ไทยกับงาน“Maha Songkran World Water Festival 2026” ในวันที่ 11-15 เมษายน 2569 ณ บริเวณสวนเบญจกิติ (โรงงานยาสูบเดิม) กรุงเทพมหานคร เต็มอิ่มกับเสน่ห์สงกรานต์ไทยที่ผสานความคลาสสิกของวิถีไทยเข้ากับความบันเทิงร่วมสมัยอย่างลงตัว

    โดยในวันที่ 11 เมษายน 2569 พบกับไฮไลต์ขบวนแห่มหาสงกรานต์สุดยิ่งใหญ่ที่เนรมิตความตระการตาด้วย 9 ขบวน ได้แก่ ขบวนที่ 1 ขบวนชุดเทวดา พร้อมเครื่องสูง และเสลียงพระ พระพุทธรูป & สัญลักษณ์งาน (The Divine Blessing), ขบวนที่ 2 ขบวนนางสงกรานต์ประจำปี 2569 “นางรากษสเทวี” โดย โอปอล สุชาตา ช่วงศรี Miss World 2025

    เปิดฉากงาน ‘มหาสงกรานต์ 2569’ สุดยิ่งใหญ่ โชว์สเน่ห์ไทย ณ สวนเบญจกิติ 11-15 เม.ย.

    ขบวนที่ 3 ขบวนภาคกลาง วิจิตรตระการตา มหาสงกรานต์พระนคร, ขบวนที่ 4 ขบวนภาคเหนือ ล้านนาภัสสรา สงกรานต์ป๋าเวณี, ขบวนที่ 5 ขบวนภาคอีสาน ม่วนซื่นโฮแซว ทอดผ้าป่าพญานาค, ขบวนที่ 6 ขบวนภาคใต้ ทักษิณารามัญ มนต์เสน่ห์แห่งเล, ขบวนที่ 7 ขบวนภาคตะวันออก วันไหลระยับน้ำ ตระการตาคาบาเร่ต์, ขบวนที่ 8 ขบวน LGBTQ+ การเฉลิมฉลองอิสระแห่งจิตวิญญาณ และขบวนที่ 9 ขบวน Green Solution Eco-Friendly Innovation

    เปิดฉากงาน ‘มหาสงกรานต์ 2569’ สุดยิ่งใหญ่ โชว์สเน่ห์ไทย ณ สวนเบญจกิติ 11-15 เม.ย.

    ตลอด 5 วันของการจัดงาน อัดแน่นด้วยกิจกรรมครบทุกเจเนอเรชั่น ทั้งการแสดงศิลปวัฒนธรรมและโชว์ร่วมสมัยบนเวทีกลาง รวมถึงไฮไลต์การแสดงโดรนแปรอักษรกว่า 1,200 ลำ ที่จะถ่ายทอดคุณค่าของ “ประเพณีสงกรานต์ไทย”  จำนวน 10 ภาพ เติมสีสันเหนือท้องฟ้ายามค่ำคืน เวลา 20.00 น. ของทุกวันจัดงาน

    เปิดฉากงาน ‘มหาสงกรานต์ 2569’ สุดยิ่งใหญ่ โชว์สเน่ห์ไทย ณ สวนเบญจกิติ 11-15 เม.ย.

    ขณะเดียวกัน โซน “สงกรานต์ 5 ภูมิภาค” เปิดให้สัมผัสเสน่ห์ไทยครบทุกมิติ ตั้งแต่เวลา 11.00–22.00 น. ผ่านการแสดงศิลปวัฒนธรรมเฉพาะถิ่น กิจกรรม DIY และจำหน่ายสินค้าท้องถิ่นอัตลักษณ์เด่นจากทั่วประเทศ เพิ่มความอบอุ่นด้วยบรรยากาศงานวัดสุดคลาสสิก ทั้งก่อพระเจดีย์ทราย บ้านผีสิง ชิงช้าสวรรค์ และสรงน้ำพระ พร้อมโซนสำหรับผู้สูงอายุ เด็ก และโซนจำหน่ายอาหารและผลิตภัณฑ์ไทยกว่า 100 ร้านค้า ก่อนปิดท้ายความมันส์ที่ลานเล่นน้ำและเวที EDM ตั้งแต่เวลา 16.00–22.00 น. ที่ขนทัพดีเจชื่อดังมาปลุกพลังความมันส์ทุกค่ำคืน และคอนเสิร์ตจากศิลปินไทย ตั้งแต่เวลา 17.00–22.00 น. ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็น FOOL STEP, ZANI, Zeal, กระแต, ASIA7, The Mousses, LHAM SOMPHOL, INK WARUNTORN, MONICA, Playground, Palmy, MAIYARAP, Clockwork Motionless, 4EVE, Bodyslam, Taitosmith, MEYOU, Getsunova, Tilly Birds และ Joey Boy ที่จะผลัดเปลี่ยนมาสร้างความคึกคักตลอดงาน

    เปิดฉากงาน ‘มหาสงกรานต์ 2569’ สุดยิ่งใหญ่ โชว์สเน่ห์ไทย ณ สวนเบญจกิติ 11-15 เม.ย.

    ททท. เชื่อมั่นว่าการจัดงาน “Maha Songkran World Water Festival 2026”  จะช่วยตอกย้ำศักยภาพของสงกรานต์ไทยสู่การเป็นหนึ่งใน Global Festival ระดับโลก และสร้างภาพจำใหม่ของ “สงกรานต์ไทย” ในมิติที่ยิ่งใหญ่ ทันสมัย เข้าถึงผู้คนทุกวัย พร้อมยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น “Festival Destination” อย่างยั่งยืนในเวทีโลกต่อไป

    เปิดฉากงาน ‘มหาสงกรานต์ 2569’ สุดยิ่งใหญ่ โชว์สเน่ห์ไทย ณ สวนเบญจกิติ 11-15 เม.ย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/1229472&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07kA0fCCwG0XfkGteOegST

  • เฮติสลด เหยียบกันตายในป้อมปราการโบราณบนภูเขา แหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง ดับอย่างน้อย 30 ศพ เจ็บนับสิบ

    เฮติสลด เหยียบกันตายในป้อมปราการโบราณบนภูเขา แหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง ดับอย่างน้อย 30 ศพ เจ็บนับสิบ

    สลด ประชาชนและนักท่องเที่ยวเบียดเสียดเหยียบกันเสียชีวิตอย่างน้อย 30 ศพ ในป้อมปราการโบราณบนยอดเขา สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังทางตอนเหนือของเฮติ สาเหตุคาดคนแออัด-จัดการฝูงชนล้มเหลว

    วันที่ 13 เมษายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า เกิดเหตุโศกนาฏกรรมกลางแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง “ป้อมซิทาเดล ลาแฟร์ริแยร์” ป้อมปราการบนยอดเขาแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทางเหนือของประเทศเฮติ เมื่อฝูงชนที่มีทั้งประชาชนและนักท่องเที่ยวเกิดแตกตื่นเหยียบกันตาย เสียชีวิตอย่างน้อย 30 ศพ นอกจากนี้ยังมีผู้บาดเจ็บอีกจำนวนมาก  

    ทางเทศบาลเมืองแคป เฮเทียน  แถลงว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น ที่เมืองมีโลต์ขณะเกิดเหตุมีผู้เข้าร่วมงานประเพณีจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดภาวะขาดอากาศหายใจ ถูกเหยียบ และหมดสติเป็นจำนวนมาก

    เจ้าหน้าที่เผยว่า มีผู้ถูกนำส่งโรงพยาบาลหลายสิบราย ขณะที่ยังมีผู้สูญหายอีกจำนวนหนึ่ง โดยสาเหตุเบื้องต้นคาดว่าเกิดจากความแออัดอย่างรุนแรง ประกอบกับการบริหารจัดการฝูงชนที่ไม่มีประสิทธิภาพ จนทำให้เกิดเหตุชุลมุนและเหยียบกัน

    ด้านรัฐบาลเฮติออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ขณะเดียวกันโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติของเฮติระบุว่า ได้เปิดการสอบสวนเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของเหตุการณ์ พร้อมระบุว่า ยังมีผู้บาดเจ็บราว 30 คนที่ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล และขอให้ประชาชนงดเผยแพร่ข่าวลือ.

    ที่มา Reuters

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2926444&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw229w3UaqfLIyl3X9cEZpo4

  • ตีเนียน!! จับ 10 กัมพูชา ลักลอบข้ามแดนช่วงสงกรานต์ จ่ายหัวละ 3,000

    ตีเนียน!! จับ 10 กัมพูชา ลักลอบข้ามแดนช่วงสงกรานต์ จ่ายหัวละ 3,000

    เจ้าหน้าที่ยังคงเข้ม! ฉก.อรัญประเทศ สกัดจับกุม 10 ชาวกัมพูชา หอบลูกหลานพร้อมสัมภาระ เดินทางลักลอบข้ามแดนเข้าไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์เพื่อปะปนกับคนไทยที่เดินทางกลับภูมิลำเนา และท่องเที่ยวในช่วงเทศกาล

    วันที่ 13 เม.ย. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ทหารสังกัดกองกำลังบูรพา โดยทหารชุดเฉพาะกิจ ฉก.ตาพระยา อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว ได้ทำการลาดตระเวนเฝ้าตรวจฯ เพื่อป้องกัน และสกัดกั้นการกระทำผิดกฎหมายในพื้นที่รับผิดชอบ ได้ตรวจพบรถยนต์ 3 คัน บรรทุกของและสัมภาระเต็มท้ายกะบะ ขับเข้ามาในซอย 4 บ.เนินสมบูรณ์ ม.12 ต.ตาพระยา อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว ช่วงคืนวันที่ 12 เม.ย. ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ทหารจึงได้แสดงตนเข้าจับกุม แต่ในระหว่างจับกุมคนขับรถทั้ง 3 คน ได้ไหวตัวทันอาศัยความมืดวิ่งหลบหนีเข้าป่า ข้ามไปยังถนนศรีเพ็ญ เข้าเขตพื้นที่กัมพูชา พื้นที่ระหว่างจุดตรวจ จต.ต.19- จต.ต.20 สามารถจับกุมผู้ลักลอบหลบหนีเข้าเมืองโดยไม่ผ่านช่องทางที่กฎหมายกำหนด พบชาวกัมพูชา จำนวน 10 คน แบ่งเป็นผู้ใหญ่ 6 คน เป็นชาย 2 คน หญิง 4 คน และผู้ติดตามเด็กชาย 2 คน เด็กหญิง 2 คน จึงควบคุมตัวมาสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ สภ.ตาพระยา

    จากการสอบถาม ชาวกัมพูชาให้การว่า ได้ทำงานก่อสร้างในพื้นที่ จ.ชลบุรี จ.ระยอง เนื่องจากใกล้เทศกาลสงกรานต์ จึงอยากจะเดินทางกลับบ้านและได้ติดต่อกับคนกัมพูชา ชื่อนางน้อย เป็นคนจัดหารถ โดยได้ตกลงค่าเดินทางกันไว้คนละ 3,000 บาท เมื่อเดินทางมาถึงกำลังจะขนของลงจากรถ ระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่ได้แสดงตนเข้าจับกุม ซึ่งหลังสอบสวนและทำบันทึกจับกุมเสร็จ เจ้าหน้าที่ได้นำตัวชาวกัมพูชาทั้งหมด ส่งให้พนักงานสอบสวน สภ.ตาพระยา เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย ส่วนรถยนต์ทั้ง 3 คันทางชุดเฉพาะกิจ ฉก.ตาพระยา ได้ดำเนินการทำบันทึกตรวจยึดไว้ที่ บก.ฉก.ตาพระยา ต่อไป

    ติดตาม ช่อง 8 ได้ทาง
    facebook.com/thaich8

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaich8.com/news_detail/143686/%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%2599-%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%259A-10-%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25B9%25E0%25B8%258A%25E0%25B8%25B2-%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%2582%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A1%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%258A%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2595%25E0%25B9%258C-%25E0%25B8%2588%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25B0-3-000&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3IN1qjbQ85DT9JmVm4oK07

  • ส่องเทรนด์ซากุระปี 69 “เมืองรอง” พุ่งรับกระแสซีรีส์ดัง

    ส่องเทรนด์ซากุระปี 69 “เมืองรอง” พุ่งรับกระแสซีรีส์ดัง

    ส่องเทรนด์ซากุระปี 69 “เมืองรอง” พุ่งรับกระแสซีรีส์ดัง

    อุตสาหกรรมท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อก้าวย่างเข้าสู่ฤดูกาลชมดอกซากุระในปี 2569 ข้อมูลล่าสุดจาก Trip.com Group ผู้ให้บริการด้านการท่องเที่ยวระดับโลก ชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคได้เปลี่ยนผ่านจากการไปเยือนจุดหมายปลายทางยอดนิยมระดับไอคอน (Iconic Destinations) ไปสู่การแสวงหาความแปลกใหม่ใน “เมืองรอง” (Secondary Cities) ที่ยังคงความงดงามแต่ให้ความเป็นส่วนตัวที่มากกว่า

    เทรนด์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากความต้องการหลีกเลี่ยงความแออัดในช่วงพีคซีซัน และถวิลหาประสบการณ์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น สะท้อนผ่านข้อมูลการจองที่พบว่า แม้เส้นทางหลักอย่างโตเกียว โอซาก้า และเกียวโต หรือที่รู้จักกันในนาม Golden Route จะยังคงครองส่วนแบ่งการจองมากกว่า 2 ใน 3 แต่ทว่าพื้นที่นอกเส้นทางหลักกลับเริ่มมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเกือบ 1 ใน 3 ของการจองเริ่มกระจายออกไปสู่พื้นที่ใหม่ๆ ทั่วญี่ปุ่น

    พลังแห่ง Screen Tourism เมื่อซีรีส์กำหนดทิศทางการเดินทาง ปัจจัยกระตุ้นที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งในปีนี้คือปรากฏการณ์ “Screen Tourism” หรือการท่องเที่ยวตามรอยซีรีส์และภาพยนตร์ ซึ่งรายงาน Momentum Report ของ Trip.com Group ระบุไว้อย่างน่าสนใจว่า นักท่องเที่ยวมากกว่า 70% ตัดสินใจเลือกจุดหมายปลายทางจากสิ่งที่พวกเขาได้รับชมผ่านหน้าจอ

    ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคืออิทธิพลจากซีรีส์ยอดนิยมบนแพลตฟอร์ม Netflix เรื่อง “Can This Love Be Translated?” ซึ่งได้นำเสนอภาพลักษณ์ที่สวยงามของเมืองคามาคุระ (Kamakura) และ เอโนชิมะ (Enoshima) ในจังหวัดคานากาวะ ส่งผลให้เกิดกระแสการเดินทางตามรอยอย่างถล่มทลาย โดยสถิติระบุว่านับตั้งแต่ซีรีส์ออกฉาย ยอดการจองตั๋วรถไฟมุ่งหน้าสู่คามาคุระพุ่งสูงขึ้นถึง 66% ต่อเดือน ขณะที่การจองที่พักและยอดการค้นหาสถานที่ท่องเที่ยวในพื้นที่ดังกล่าวปรับตัวเพิ่มขึ้น 55%

    ส่องเทรนด์ซากุระปี 69 “เมืองรอง” พุ่งรับกระแสซีรีส์ดัง

    แม้ญี่ปุ่นจะเป็นผู้นำในตลาดชมดอกไม้ แต่ “เกาหลีใต้และจีน” กำลังเร่งเครื่องขึ้นมาเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมระดับโลก โดยทั้งสองประเทศติดอันดับ 5 จุดหมายที่มีการค้นหาคำว่า “ซากุระ” มากที่สุดในโลก

    ในเกาหลีใต้ อิทธิพลของ K-Drama ยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก เช่น ซีรีส์ในตำนานอย่าง Winter Sonata ที่สร้างชื่อให้เกาะนามิ หรือซีรีส์ยุคใหม่อย่าง Squid Game และ The King: Eternal Monarch ที่ส่งให้สวนยออีโดในโซล กลายเป็นจุดเช็คอินยอดฮิต

    อย่างไรก็ตาม เมืองรองอย่าง คยองจู (Gyeongju) กลับเป็นม้ามืดที่มียอดการจองตั๋วเครื่องบินพุ่งสูงถึง 207% ต่อปี ด้วยภาพลักษณ์ของเมืองหลวงโบราณที่มีถนนสายซากุระเลียบทะเลสาบอันงดงาม ขณะที่ เกาะเชจู มียอดจองเติบโต 143% จากภูมิทัศน์ธรรมชาติที่โดดเด่น

    ส่วนประเทศจีน การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมผสมผสานธรรมชาติกำลังมาแรง โดยเฉพาะ กุ้ยโจว ที่ก้าวขึ้นมาเป็นฮอตสปอตใหม่ด้วย “อุทยานซากุระผิงป้า” ซึ่งได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในทัวร์ที่ถูกจองมากที่สุดบนแพลตฟอร์ม Trip.com นอกจากนี้ เมืองอู่ฮั่น ยังคงความเข้มแข็งด้วยจุดชมซากุระในมหาวิทยาลัยและสวนซากุระอีสต์เลค ขณะที่ เซี่ยงไฮ้ นำเสนอความแปลกใหม่ด้วยการผสมผสานงานศิลปะสมัยใหม่เข้ากับดอกซากุระที่สวนประติมากรรมจิ้งอัน

    ส่องเทรนด์ซากุระปี 69 “เมืองรอง” พุ่งรับกระแสซีรีส์ดัง

    พฤติกรรมนักท่องเที่ยว ผู้หญิงและกลุ่มครอบครัวคือเป้าหมายหลัก ข้อมูลเชิงลึกจาก Trip.com Group เผยให้เห็นโปรไฟล์ของนักท่องเที่ยวที่น่าสนใจ โดยพบว่า ผู้หญิง เป็นกลุ่มผู้ตัดสินใจและจองทริปชมซากุระมากถึง 62.9% โดยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอายุ 25-49 ปี

    ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือการเติบโตของกลุ่ม ทริปครอบครัวที่มีเด็กเล็ก ซึ่งมียอดการจองพุ่งสูงถึง 150% ต่อปี สะท้อนว่ากิจกรรมชมซากุระถูกมองว่าเป็นกิจกรรมที่สร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ กลุ่มนักท่องเที่ยวผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) ก็ยังมีการเติบโตที่ 29.5% ต่อปี แสดงให้เห็นว่าตลาดนี้มีความหลากหลายของช่วงอายุมากขึ้น

    บทสรุปและทิศทางในอนาคต เทรนด์การท่องเที่ยวชมซากุระปี 2569 คือภาพสะท้อนของการผสมผสานระหว่าง “ความงามของธรรมชาติ” “อิทธิพลจากสื่อบันเทิง” และ “พลังของโซเชียลมีเดีย” จนกลายเป็นรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ (Experiential Travel) ที่ทรงพลัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/656374&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pd_Eyqk4eDvoHD1ri1v0v

  • จากเกาะฟูก๊วก ถึงการท่องเที่ยวไทย เมื่อ “บุญเก่า” กำลังจะหมดลง

    จากเกาะฟูก๊วก ถึงการท่องเที่ยวไทย เมื่อ “บุญเก่า” กำลังจะหมดลง

    จากเกาะฟูก๊วก ถึงการท่องเที่ยวไทย เมื่อ “บุญเก่า” กำลังจะหมดลง

    จากเกาะฟูก๊วก ถึงการท่องเที่ยวไทย เมื่อ “บุญเก่า” กำลังจะหมดลง

    วันนี้ผมมาที่เกาะฟูก๊วก ประเทศเวียดนาม เพื่อมาพบกับลูกค้ารายใหญ่ของผมและหารือธุรกิจที่นี่ ปกติวันหยุดยาวผมมักจะอาศัยวันหยุดทุกครั้งเดินทางไปต่างประเทศ เพื่อทำธุรกิจต่อทุกปี เพราะเป็นโอกาสดีที่จะได้ไม่ต้องเสียวันหยุดไปด้วยการพักผ่อน หากปีไหนไม่ได้นัดหมายลูกค้า ผมก็จะพาครอบครัวท่องเที่ยวเป็นกรณีพิเศษเสมอ ปีนี้เผอิญว่าลูกค้ารายนี้ เขาได้ไปซื้อโรงแรมเล็กๆ ที่ฟูก๊วก เพื่อใช้เป็นที่พักผ่อนส่วนตัวและยังใช้หาเงินได้อีกด้วยไว้แห่งหนึ่ง เขาจึงนัดผมมาพบที่นี่ครับ

    พอมาถึงก็เจรจาว่าความเรื่องธุรกิจจนจบ จากนั้นเขาก็พาตะเวนเที่ยวดูการเปลี่ยนแปลงของเกาะฟูก๊วก ต้องยอมรับเลยว่า เพียงแค่ 3-4 ปีที่ผมไม่ได้มาที่นี่ วันนี้เกาะฟูก๊วกได้เปลี่ยนไปจากอดีตเป็นเกาะประมงเล็กๆ ได้แปลงเป็นเกาะแห่งการท่องเที่ยวของเวียดนามไปในทันทีเลยครับ

    ในขณะที่ไทยเรายังคงวนเวียนอยู่กับการทำแคมเปญชื่อสวยหรู แต่ดูเหมือนจะไร้ซึ่งจิตวิญญาณ หรือจัดอีเว้นท์แบบผักชีโรยหน้า เพื่อใช้งบประมาณแผ่นดิน แต่ข้ามอ่าวไทยไปเพียงไม่กี่ร้อยไมล์ ที่เกาะฟูก๊วก ประเทศเวียดนาม กำลังเกิดปรากฏการณ์ใหม่ที่ควรจะทำให้ผู้บริหารบ้านเมืองของเรานั่งไม่ติดเก้าอี้ เพราะสิ่งที่ผมเห็นที่นี่ในวันนี้ ไม่ใช่แค่การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว แต่มันคือการ “ประกาศสงครามเศรษฐกิจเชิงสุนทรียภาพ” ผ่านวิสัยทัศน์ที่เราไม่มีวันทำได้ ตราบใดที่ยังบริหารงานกันอยู่แบบเดิม ๆ ครับ

    ผมต้องใช้คำว่าที่นี่เป็น “อาณาจักรแห่งความบ้าบิ่น” เมื่อกลุ่มทุนใหญ่ของเขา ได้ทุ่ม “เงินผสมกับกึ๋น” มาเนรมิตที่ Sunset Town หรือเมืองจำลองสไตล์เมดิเตอร์เรเนียนทางตอนใต้ของเกาะฟูก๊วก กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่อย่าง Sun Group ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า “ความเป็นไปไม่ได้” ไม่มีอยู่ในพจนานุกรมของพวกเขา พวกเขาไม่ได้สร้างแค่ตึกสีสวยๆ ไว้ให้คนมาเดินถ่ายรูปฟรีๆ แต่เขาเนรมิต “แม่เหล็กระดับโลก” ที่เขากล้าจ้างแชมป์โลกมาอยู่ประจำเกาะ เหมือนการยกเอาสเตเดียมโอลิมปิกมาไว้หน้าบ้าน

    ในการจัดโชว์ Symphony of the Sea และ Love Hurricane ผมได้เห็นการรวมตัวของเหล่านักกีฬาเอ็กซ์ตรีมระดับ “หัวกะทิ” ของโลก ที่เมืองไทยเราไม่เคยมองเห็นหัว เช่น Kristina Isaeva รองแชมป์โลก Flyboard (World Vice Champion) จากรัสเซีย ผู้ที่ใช้แรงดันน้ำมหาศาลพุ่งทะยานสูงกว่า 15 เมตร ตีลังกาแหวกอากาศประหนึ่งยอดมนุษย์ หรือTomasz Kubik เจ้าของสถิติโลก Guinness World Record ผู้ทำ Backflip ได้มากที่สุดในโลกภายในหนึ่งนาที หรือคุณสุขสันต์ ตองไทย (เซฟ) แชมป์โลก 5 สมัยชาวไทยที่ไปสร้างชื่อกระฉ่อนโลก แต่กลับได้รับการชุบเลี้ยงและให้เกียรติในฐานะ “แม่เหล็กหลัก” อยู่ที่เกาะฟูก๊วก ประเทศเวียดนาม น่าเสียดายที่ไม่ใช่ที่ประเทศไทยนะครับ

    ยังมี James Curtis แชมป์ Jet-ski Freestyle จากอังกฤษ ที่มาวาดลวดลายผาดโผนร่วมกับทีม จะเห็นว่าการจ้างคนเหล่านี้มาแสดง “ทุกคืน” เป็นเวลาหนึ่งปี ที่ไม่ใช่ประเดี๋ยวประด๋าวมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะมันหมายถึงค่าตัวมหาศาล สวัสดิการระดับพรีเมียม และการจัดการความปลอดภัยระดับสากล ซึ่งเวียดนามทำได้แบบไม่กะพริบตา

    นี่คือตัวเลขที่ตอกย้ำความ “ถึงใจ” ของผู้ลงทุน หากถามว่า เวียดนามกล้าแค่ไหน? ให้ดูที่ตัวเลขงบประมาณและการลงทุนที่กล้าได้กล้าเสียมาก เช่น โรงละครริมทะเลมูลค่าหลายหมื่นล้าน โครงการโชว์มัลติมีเดียอย่าง Kiss of the Sea ที่ใช้เทคโนโลยีน้ำพุ เลเซอร์ และจอยักษ์บนม่านน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก ลงทุนไปกว่า หลายล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่หาดูที่ไหนไม่ได้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือการยิงพลุแบบถลุงเงิน เพราะพลุที่เกาะฟูก๊วกไม่ได้มีแค่รอบเดียวจบ แต่เขามีถึง 2 รอบต่อคืน (รอบหัวค่ำที่ผมไปดูมา และรอบดึกที่ผมดูจากหน้าต่างโรงแรม) เพื่อดึงนักท่องเที่ยวให้อยู่ในพื้นที่นานที่สุด ค่าพลุ และ Pyrotechnics ในแต่ละคืนถูกคาดการณ์ว่าสูงถึงหลักล้านบาทไทยเลยทีเดียว คิดดูว่าปีหนึ่งเขาต้อง “เผาเงิน” ไปเท่าไหร่เพื่อสร้างภาพจำระดับโลก? 

    นอกจากนี้ยังจ้าง Partnership ระดับสากล นั่นคือ ECA 2 จากฝรั่งเศส (ผู้อยู่เบื้องหลังโชว์โอลิมปิก) และ H2O Events จากออสเตรเลีย มาเป็นผู้กำกับโชว์ ในขณะที่ไทยเรามักจะติดหล่มเรื่องการจ้างบริษัทนอมินีที่ของใครบางคน ที่เสนอราคาต่ำสุดแต่คุณภาพงานไม่ได้ดีงาม เป็นไปตามราคาที่เราจ่ายนั่นแหละครับ

    นี่ทำให้ผมคิดถึงคนไทยที่ไปโด่งดังระดับโลกคนหนึ่งที่เราชอบพูดถึง นั่นก็คือ “น้องลิซ่า Blackpink” ทุกครั้งที่อยากจะเคลมผลงานหรือสร้างกระแส แต่ในความเป็นจริง แม้แต่ไทยเรายังไม่มีปัญญาพอจะสร้าง Infrastructure หรือโชว์ระดับโลกที่สมศักดิ์ศรีให้ศิลปินระดับ Global Icon อย่างเธอมาแสดงประจำได้เลย การที่ฟูก๊วกพิสูจน์แล้วว่า “วิสัยทัศน์สำคัญกว่าทรัพยากร” เขาไม่ได้รอให้ความสวยงามเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่เขาสร้างมันขึ้นมาใหม่จากความว่างเปล่า

    น่าจะเป็นบทสรุปที่น่าคิดครับ เพราะในขณะที่ไทยมีทั้งน้องลิซ่า  แต่เราทำได้แค่ขอความร่วมมือให้เธอมาช่วยโปรโมทลูกชิ้นยืนกินหรือรัดเกล้ายอด แต่เวียดนามที่ไม่มีน้องลิซ่า เขากลับสร้างเมืองที่น้องลิซ่าเอง ก็อาจจะอยากมาพักผ่อน นี่คือความแตกต่างระหว่างการ “พึ่งพาบุญเก่า” จากทรัพยากรการท่องเที่ยว กับการ “สร้างบุญใหม่” ของเกาะฟูก๊วก

    อาจจะมีคนที่รักชาติตั้งคำถามว่า แล้วทำไมไทยถึงทำแบบฟูก๊วกไม่ได้? ผมไม่อยากพูดว่า ที่ผ่านมาเรามักจะได้รัฐมนตรีท่องเที่ยว ที่มองแค่สถิติตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เข้ามาไทย ซึ่งมักจะเป็นเรื่องของ “ปริมาณมากกว่าคุณภาพ” การจัดงานอีเว้นท์ในไทย เรามักเน้นจัดฉากให้เจ้านายมาตัดริบบิ้น แต่ขาดความต่อเนื่องและความเป็นสากล

    นอกจากนี้ การสร้างผังเมืองและกฎหมายที่เป็นอุปสรรค การจะสร้างแลนด์มาร์คให้ยิ่งใหญ่ในไทย มักติดข้อกฎหมายท้องถิ่นหรือการเล่นพรรคเล่นพวก ในขณะที่ฟูก๊วกถูกประกาศให้เป็น “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” และ “Free Visa Zone” เพื่อปลดล็อกทุกข้อจำกัด ให้เอกชนได้วาดลวดลายเต็มที่ไงละครับ เจ็บจริงๆ…….

    อีกหนึ่งสัจธรรมที่เราต้องคิด คือ เมื่อแชมป์มวยไม่มีการพัฒนาหรือฝึกซ้อม วันหนึ่งแชมป์ก็ต้องถูก “แขวนนวม” ประเทศไทยเรามักจะเสพติดคำว่า “แชมป์การท่องเที่ยว” มานาน จนกลายเป็นคนที่ไม่ยอมพัฒนาสิ่งใหม่ๆคิดใหม่ๆ หรือเราประมาทเกินไปที่คิดว่าภูเก็ตหรือกาะเสมุยจะอยู่ยั้งยืนยงตลอดกาล วันนี้ผมเห็นคนต่างชาติสารพัดชาติ เดินอยู่บนชายหาดฟูก๊วกแทบจะชนกันตาย แม้ที่นี่เขาอาจจะมีห้องพักน้อยกว่าของเรา แต่ในเรื่องของ “Momentum” และ “ความสดใหม่” เวียดนามเขาชนะเราไปหลายขุมแล้วละครับ หรือนี่มันคือเสียงระฆังเตือนว่า “เวลาของคุณกำลังจะหมดลงแล้ว” หากไทยเรายังไม่กล้าลงทุนในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ไม่กล้าจ้างคนเก่งระดับโลกมาทำงาน และรัฐบาลยังไม่มีแนวคิดที่จะสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคต สักวันหนึ่งเราก็จะกลายเป็น “อดีตแชมป์” ที่ทำได้แค่เล่าความหลังให้คนอื่นฟังก็เป็นไปได้นะครับ

    เราควรเลิกภูมิใจกับตัวเลขนักท่องเที่ยว ที่เข้ามาเพราะธรรมชาติแบบเดิม ๆ ได้แล้ว เพราะธรรมชาติมีวันเสื่อมลงได้ แต่ความคิดสร้างสรรค์ไม่มีวันตาย หากเราไม่มีความบ้าบิ่นพอ ที่จะทำในสิ่งที่เหนือความคาดหมาย เหมือนที่ Sun Group ทำที่เกาะฟูก๊วก ก็เตรียมตัวแขวนนวมและส่งมอบตำแหน่ง “สวรรค์แห่งการท่องเที่ยว” ให้กับเวียดนามไปได้เลยครับ !!!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/myanmar/656428&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14lpEOfEFoFMqIURYg_ITf

  • ดูดวงรายสัปดาห์ ราศีกรกฎ

    ดูดวงรายสัปดาห์ ราศีกรกฎ

    สวัสดีค่ะ ชาวราศีกรกฎ ราศีต้นธาตุน้ำ ผู้ดำเนินชีวิตไปตามเสียงเรียกร้องของหัวใจ ซึ่งขึ้นกับความรู้สึก ไม่อ้างอิง หรือยึดถือ ตำรา หรือทฤษฎีใด ๆ โลกจะหมุนซ้าย หรือขวาก็ไม่สน แต่ถ้าความรู้สึกบอกว่าถูกต้องก็จะทำ แต่ถ้าไม่ใช่ก็จะปฏิเสธ หรือต่อต้านโดยทันที

    การเงิน จากงาน ถึงจะทำให้เกิดรายได้มากขึ้น แต่ถ้าจะเสี่ยงโชค เก็งกำไร ก็อย่าประมาท เพราะอยู่ในระยะไม่แน่นอน ที่อาจจะได้มาก เสียหมด ซึ่งวันที่ 15-17 ควรระวังให้มากเป็นพิเศษ

    การงาน กิจการ งาน ที่ติดต่อ สัมพันธ์กับต่างประเทศ การศึกษาเพิ่มเติม หรือท่องเที่ยว รวมถึงเรื่องที่เกี่ยวกับความเชื่อ ศรัทธา จะอยู่ในเกณฑ์ดีที่จะทำให้ได้ลาภ มีผลกำไร แต่ก็ควรระวัง ทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย ที่ควรหลีกเลี่ยงจะโฆษณา โอ้อวด คุยโม้มากเกินไป เพราะอาจทำให้ถูกเขม่น ถูกอิจฉา ถูกใส่ร้ายป้ายสี นินทาทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงได้

    ความรัก ท่องเที่ยวเดินทางร่วมกัน หรือร่วมกลุ่มคณะทำกิจกรรมด้วยกัน ถ้าความคิดเห็นต่างกันกับคนรัก คู่ครอง หรือกับเพื่อนร่วมทางคนอื่น ๆ ก็ควรอดทน อดกลั้น และหลีกเลี่ยงที่จะใช้คำพูด /การแสดงออกที่ bully ก้าวร้าวหยาบคาย เพราะอาจทำให้ทะเลาะวิวาท ทำร้ายร่างกาย จน trip หรือกิจกรรมนั้น ๆ พัง! สำหรับคนโสด อาจทำให้พบรัก เจอคนถูกใจ แต่ก็ควรตรวจสอบให้ดี ๆ เพราะมีเกณฑ์สูงว่าจะไป..รักคนที่มีเจ้าของอยู่แล้ว!        

    ครอบครัว ใส่ใจ ดูแลบุตร-ธิดาให้มากขึ้น โดยเฉพาะการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย การคบหาเพื่อน เพราะอาจนำเหตุ/ภัย อันตรายมาให้ตนเองได้

    สุขภาพ ควรระวังการเสพสุรา ยา หรือสารเสพติดใด ๆ เพราะอาจทำให้เจ็บป่วย ไม่สบายได้

    คำแนะนำ จนถึงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2570 ดาวเสาร์ เจ้าแห่งชะตากรรม และที่เป็นสัญลักษณ์แห่งคู่ครอง คู่ค้า คู่สัญญา หรือคู่ศัตรูของชาวราศีกรกฎ ได้โคจรไปสถิตร่วมกับดาวเนปจูน ณ เขตราศีมีน ซึ่งนั่นคือสัญญาณบ่งบอกว่า เป็นระยะแห่งการศึกษาเพื่อ “ตื่นรู้” ที่จะทำให้ได้พบความจริง พบสัจธรรม ที่จะทำให้ได้พบทางสว่าง ที่จะทำให้ไม่..หลงทาง อีกต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/horoscope/325438/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rjQK5Z361VpaXm75QCpSx

  • กรมอุทยานฯ เปิดเที่ยวผืนป่าอนุรักษ์ฟรีทั่วประเทศ 14 เม.ย. รับ วันครอบครัว

    กรมอุทยานฯ เปิดเที่ยวผืนป่าอนุรักษ์ฟรีทั่วประเทศ 14 เม.ย. รับ วันครอบครัว

    วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.46 น.

    กรมอุทยานฯ เปิดเที่ยวผืนป่าอนุรักษ์ฟรีทั่วประเทศ 14 เม.ย. รับ วันครอบครัว 

    เมื่อวันที่ 12 เม.ย.2569 น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดให้ประชาชนชาวไทยเข้าท่องเที่ยวในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทั่วประเทศ โดยไม่เสียค่าบริการ เนื่องในโอกาส “วันครอบครัว” วันที่ 14 เมษายน 2569 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ใช้เวลาร่วมกันท่ามกลางธรรมชาติ

    มาตรการดังกล่าว ยกเว้นค่าบริการเข้าพื้นที่และค่ายานพาหนะ สำหรับบุคคลสัญชาติไทย ครอบคลุมพื้นที่อนุรักษ์ทั่วประเทศ ได้แก่ อุทยานแห่งชาติ วนอุทยาน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า สวนพฤกษศาสตร์ และสวนรุกขชาติ

    การเปิดให้เข้าพื้นที่โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมให้ประชาชนได้เข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ เรียนรู้ระบบนิเวศ และตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ ควบคู่กับการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศในช่วงเทศกาลสงกรานต์

    “วันครอบครัวปีนี้ รัฐบาลอยากชวนพี่น้องประชาชนออกไปใช้เวลาดี ๆ ร่วมกันในพื้นที่ธรรมชาติ เรียนรู้ และพักผ่อนอย่างมีคุณค่า พร้อมร่วมกันดูแลทรัพยากรของประเทศให้คงอยู่อย่างยั่งยืน” นางสาวลลิดา กล่าว

    ทั้งนี้ ขอความร่วมมือประชาชนท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ ปฏิบัติตามกฎระเบียบของพื้นที่ และช่วยกันรักษาความสะอาด เพื่อให้ผืนป่าอนุรักษ์ยังคงความสมบูรณ์สำหรับคนไทยทุกคนต่อไป

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/958372&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vNMS2wNNVwdz1DTKztLJ3

  • เปิดฉากงานสงกรานต์ สุดยิ่งใหญ่ สวนเบญจกิติ-S2O รัชดา

    เปิดฉากงานสงกรานต์ สุดยิ่งใหญ่ สวนเบญจกิติ-S2O รัชดา

    เปิดฉาก “Maha Songkran World Water Festival 2026” สวนเบญจกิติสุดอลังการ ขณะ S2O รัชดา สุดมันส์ นักท่องเที่ยวต่างชาติ แห่เข้าร่วมคับคั่ง

    นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิดงาน “Maha Songkran World Water Festival 2026” โดยมี นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธี ณ ลานอัฒจันทร์ สวนเบญจกิติ เขตคลองเตย

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กำหนดจัดงาน Maha Songkran World Water Festival 2026 ระหว่างวันที่ 11-15 เม.ย. 69 ณ สวนเบญจกิติ (โรงงานยาสูบเดิม) เพื่อเน้นย้ำคุณค่าของประเพณีสงกรานต์ไทย ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ พร้อมนำอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมอันโดดเด่นมาต่อยอดสู่กิจกรรมท่องเที่ยวที่สอดรับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก

    สำหรับไฮไลต์ความสนุก 5 วัน เต็มอิ่มกับเสน่ห์สงกรานต์ไทยที่ผสานความคลาสสิกเข้ากับความบันเทิงร่วมสมัย โดยในวันเปิดงาน มาพร้อมไฮไลต์ขบวนแห่มหาสงกรานต์สุดยิ่งใหญ่ 9 ขบวน

    กิจกรรมและโซนความบันเทิง
    การแสดงโดรนแปรอักษร กว่า 1,200 ลำ ถ่ายทอดคุณค่าของ “ประเพณีสงกรานต์ไทย” จำนวน 10 ภาพ เวลา 20.00 น. ทุกวัน

    โซนสงกรานต์ 5 ภูมิภาค สัมผัสศิลปวัฒนธรรมเฉพาะถิ่น, กิจกรรม DIY และสินค้าท้องถิ่น (เวลา 11.00-22.00 น.)

    บรรยากาศงานวัดสุดคลาสสิก ก่อพระเจดีย์ทราย, บ้านผีสิง, ชิงช้าสวรรค์ และสรงน้ำพระ

    ลานเล่นน้ำและเวที EDM (เวลา 16.00-22.00 น.) พร้อมทัพดีเจชื่อดัง

    คอนเสิร์ตจากศิลปินไทย (เวลา 17.00-22.00 น.) อาทิ FOOL STEP, ZANI, Zeal, กระแต, ASIA7, The Mousses, LHAM SOMPHOL, INK WARUNTORN, MONICA, Playground, Palmy, MAIYARAP, Clockwork Motionless, 4EVE, Bodyslam, Taitosmith, MEYOU, Getsunova, Tilly Birds และ Joey Boy

    ในการนี้ นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พลตำรวจโท ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ผู้บริหารสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมงาน

    ส่วน บรรยากาศ งาน Singha Life presents S2O Songkran Music Festival 2026 เทศกาลดนตรีสุดมันส์แห่งปี ที่เนรมิตพื้นที่ “S2O LAND” ถนนรัชดาภิเษก ให้กลายเป็นศูนย์กลางความสนุกแห่งใหม่ใจกลางกรุงเทพฯ โดยวันแรกมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เข้ามาร่วมงานกันอย่างเนืองแน่น

    ภายในงานเต็มไปด้วยสีสันของ Songkran Party Hub ที่ถูกออกแบบมาอย่างลงตัว ครบครันทั้งโซนกิจกรรม พื้นที่พักผ่อน และสิ่งอำนวยความสะดวก รองรับผู้เข้าร่วมงานจำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมมาตรการดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้เข้าร่วมงานตลอดทั้งเทศกาล.

    อีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญคือโปรดักชันสุดอลังการ ทั้งแสง สี เสียง และน้ำแบบ 360 องศา ที่ช่วยยกระดับประสบการณ์สงกรานต์ให้แตกต่างจากทุกปี สร้างความประทับใจและความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ร่วมงานอย่างต่อเนื่อง

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_1021124/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0T4ug-2fz01Ue_9IeCH7c4

  • “มหาหมอลำเฟสติวัล” @ หนองคาย Soft Power ไทย-สปป.ลาว

    “มหาหมอลำเฟสติวัล” @ หนองคาย Soft Power ไทย-สปป.ลาว

    “หมอลำ นอกจากจะเป็นตัวแทนสื่อถึง “อัตลักษณ์ความเป็นอีสาน” แล้ว ยังเป็นศิลปะการแสดงที่เชื่อมสายสัมพันธ์บ้านพี่เมืองน้อง สองฝั่งโขง ประเทศไทย และ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หรือ สปป.ลาว อีกด้วย” นี่คือบทพิสูจน์ที่ได้เห็นประจักษ์จากการได้ร่วมเดินทางไปสัมผัสกับความม่วนที่งาน “มหาหมอลำเฟสติวัล” (Maha Morlum Festival) ภายใต้โครงการยกระดับเทศกาลสู่ระดับสากล กรณีศึกษามหาหมอลำ คอนเซปต์ “ม่วนชื่นมหาหมอลำ สัมผัสวัฒนธรรมสองฝั่งโขง” ซึ่งจัดขึ้นโดย สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนทุนจาก กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ภายใต้โครงการ “Art and Creative Industrial Accelerator” ด้วย

    สำหรับโครงการยกระดับเทศกาลสู่ระดับสากล กรณีศึกษามหาหมอลำ คอนเซปต์ “ม่วนชื่นมหาหมอลำ สัมผัสวัฒนธรรมสองฝั่งโขง” ที่จัดขึ้น ณ จังหวัดหนองคาย ในครั้งนี้ นอกจากจะได้ชมการแสดงของศิลปินชื่อดังในเทศกาล “มหาหมอลำเฟสติวัล” ทั้งจาก สปป.ลาว และคณะหมอลำของไทยแล้ว สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ยังได้เปิดตัวโปรแกรมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม “ม่วนชื่นมหาหมอลำ สัมผัสวัฒนธรรมสองฝั่งโขง” ที่ได้พานักท่องเที่ยวข้ามพรมแดนไปดื่มด่ำมนต์เสน่ห์แห่งลุ่มน้ำโขง ณ นครหลวงเวียงจันทน์ พร้อมสัมผัสรากเหง้าศิลปะการแสดงพื้นบ้านกันแบบจัดเต็มอีกด้วย

    อาจารย์ทม เกตุวงศา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

    อาจารย์ทม เกตุวงศา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวถึงการจัดโครงการยกระดับเทศกาลสู่ระดับสากล กรณีศึกษามหาหมอลำ คอนเซปต์ “ม่วนชื่นมหาหมอลำ สัมผัสวัฒนธรรมสองฝั่งโขง” ที่จัดขึ้น ณ จังหวัดหนองคาย และเปิดตัวโปรแกรมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ไทย-สปป.ลาว ว่า

    “โครงการมหาหมอลำเฟสติวัล” (Maha Morlum Festival) กำหนดจัดขึ้นในพื้นที่นำร่อง 3 จังหวัดในภาคอีสาน โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อดึงเอาเอกลักษณ์และความโดดเด่นของแต่ละพื้นที่ มาจัดแสดงในรูปแบบของ “เทศกาลมหาหมอลำ” ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ช่วงเวลา ครั้งที่ 1 จัดไปเมื่อวันที่ 13 – 14 กุมภาพันธ์ 2569 ที่จังหวัดมหาสารคาม ซึ่ง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้เปิดสอนหลักสูตรหมอลำมาเป็นเวลานาน ในโอกาสนี้ ทาง สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน จึงได้รวบรวมทั้งศิษย์เก่า ศิลปินหมอลำชื่อดัง และศิลปินพื้นบ้านของจังหวัดมาร่วมแสดงบนเวทีหมอลำเดียวกัน นับเป็นการเชิดชูและยกระดับให้เป็นเทศกาลมหาหมอลำครั้งแรกของจังหวัดมหาสารคาม พร้อมทั้งมีการจัดการท่องเที่ยว “เส้นทางมหาหมอลำ” เพื่อให้ผู้ร่วมงานได้สัมผัสวัฒนธรรมเมืองตักสิลานครอย่างแท้จริง” 

    “มาในครั้งนี้ ทาง สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน ต้องการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวไปยังนครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว  เราจึงเลือกจัด “เทศกาลมหาหมอลำ” ที่จังหวัดหนองคาย (วันที่ 5 – 6 เมษายน 2569) สำหรับการจัดงานที่หนองคาย เป็นการจัดเทศกาล “มหาหมอลำเฟสติวัล” ภายใต้คอนเซปต์ “ม่วนชื่นมหาหมอลำ สัมผัสวัฒนธรรมสองฝั่งโขง” งานนี้ได้รับเกียรติจากศิลปินหมอลำทั้งจากประเทศไทย “ปลาย กนกพร” และคณะหมอลำ “รัตนศิลป์อินตาไทยราษฎร์” และศิลปินจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว  เช่น จิมมี่ สิทธิพร รวมถึงสมาคมเสียงแคนลาว มาร่วมสร้างสีสันความบันเทิงตลอดคืนในเทศกาลหมอลำริมฝั่งแม่น้ำโขง”

    “โดยโครงการยกระดับเทศกาลสู่ระดับสากล กรณีศึกษามหาหมอลำ คอนเซปต์ “ม่วนชื่นมหาหมอลำ สัมผัสวัฒนธรรมสองฝั่งโขง” ที่จัดขึ้นพร้อมโปรแกรมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมทริปสุดท้ายที่ จังหวัดนครพนม ในธีม “สัมผัสวัฒนธรรมนาคาวิถี” โดยจะดึงเอาความโดดเด่นและอัตลักษณ์ของจังหวัดนครพนมมาเชิดชูและนำเสนอผ่านเทศกาลมหาหมอลำอย่างยิ่งใหญ่”

    ถอดบทเรียน การใช้ วัฒนธรรมหมอลำ เป็นสื่อ เชื่อมความสัมพันธ์ สร้างรายได้จากเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ไทย-สปป.ลาว

    อาจารย์ทม ยังชี้ให้เห็นถึงประเด็นสำคัญในการใช้ วัฒนธรรมหมอลำ ซึ่งเป็น Soft power ที่ทั้งประเทศไทย และ สปป.ลาว มีเหมือนกันมาเป็นเครื่องมือในการเชื่อมความสัมพันธ์และพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ร่วมกันว่า

    “เราสามารถใช้ วัฒนธรรมหมอลำ เป็น “แม่เหล็ก” ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทย ชาวลาว และนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เดินทางมายัง 2 ประเทศได้ เพราะ “หมอลำและเสียงแคน” เป็น “วัฒนธรรมร่วม” ของทั้งฝั่งไทยและ สปป.ลาว ที่สามารถเชื่อมโยงกันได้โดยไม่ต้องมีกำแพงทางภาษา”

    “ดังนั้น การจัดเทศกาลหมอลำจึงไม่ใช่แค่ความบันเทิง แต่เป็นเครื่องมือดึงดูดคนให้มาสัมผัสวิถีชีวิตของทั้งทางอีสานฝั่งไทย และทางฝั่งลาวได้ ซึ่งเห็นได้ชัดจากการที่ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้จัดเทศกาลมหาหมอลำเฟสติวัล ที่มีคนจากฝั่งลาวข้ามมาดูหมอลำคณะใหญ่ของไทยซึ่งหาดูได้ยากในฝั่งลาว โดยยอมรอจนด่านเปิดตอนเช้าถึงจะเดินทางกลับ”

    “และการใช้เทศกาลหมอลำและการจัดทริปท่องเที่ยวสองฝั่งโขงนี้ ยังเป็นการทำให้เกิดร่วมมือระหว่างประเทศ เพราะผู้จัดงานได้เชิญศิลปินหมอลำที่มีชื่อเสียงจากฝั่งลาว เช่น จิมมี่ สิทธิพล และศิลปินจากสมาคมเสียงแคนลาว มาร่วมแสดง เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือและแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรร”ม

    “ส่วนการออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวนั้น แน่นอนว่าสำหรับการจัดเส้นทางท่องเที่ยวหนองคาย-นครหลวงเวียงจันทน์ ครั้งล่าสุดนี้ เราต้องการเชื่อมโยง “วัฒนธรรมสองฝั่งโขง” โดยนักท่องเที่ยวสามารถข้ามไปเที่ยวสถานที่ประวัติศาสตร์ในเวียงจันทน์ สปป.ลาว ในแบบ One day trip จากนั้นกลับมาพักและดูหมอลำที่ฝั่งไทยได้อย่างสบายๆ”

    นอกจากนั้น ภายใต้โครงการยกระดับเทศกาลสู่ระดับสากล กรณีศึกษามหาหมอลำ เราได้วางวัตถุประสงค์อีกด้านไว้ด้วย นั่นคือ การเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่สนใจและเข้าถึง “วิถีหมอลำ” ได้ลึกซึ้งกว่าแค่ความสนุกสนาน จึงมีการปรับเอาเทคโนโลยีมาใช้ในเทศกาล เช่น

    • เทคโนโลยี VR (Virtual Reality): เพื่อจำลองบรรยากาศหมอลำ 3 รูปแบบ คือ นิทรรศการเสมือนจริง, หมอลำแบบดั้งเดิม (หมอลำหมู่-หมอลำกลอน) และหมอลำสมัยใหม่ ให้คนได้เรียนรู้ก่อนชมการแสดงจริง
    • Projection Mapping: การยิงแสงสีเล่าเรื่องราวลงบนพื้น อาคาร หรือแม่น้ำ เพื่อสร้างความตื่นตาตื่นใจและดึงดูดความสนใจของผู้คน
    • การจัด Workshops: สาธิตดนตรี ลายแคน และท่าเต้นบนเวที เพื่อให้คนดูเข้าใจที่มาและศิลปะของหมอลำมากขึ้น

    “ส่วนในด้านการออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวนั้น เราตั้งใจที่จะทดลองทำ “ทริปนำร่อง” เพื่อส่งต่อโมเดลให้ภาคธุรกิจนำไปต่อยอดบริหารจัดการการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ เช่น การออกแบบแพคเกจท่องเที่ยวโดยอิงกับเทศกาลมหาหมอลำ ที่ในทริปสองฝั่งโขงนี้ เราได้พาผู้เข้าร่วมทริปไปทำกิจกรรมหลากหลาย ทั้งกิจกรรมท่องเที่ยวที่พาข้ามไปนครหลวงเวียงจันทน์ เดินทางท่องเที่ยวตามสถานที่ประวัติศาสตร์สำคัญ กินเฝอ แล้วหลับมาเที่ยวงานเทศกาลมหาหมอลำ พักค้างคืนที่โรงแรมในตัวเมืองหนองคาย จากนั้นปิดทริปด้วยการพาไปทำกิจกรรมที่ชุมชนบ้านปะโคเหนือ ซึ่งเป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชนในท้องถิ่น โดยทั้งหมดนี้นักท่องเที่ยวจ่ายเพียง 3,999 บาท เท่านั้น”

    “และในอนาคต เราได้ออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวโดยรถไฟ เส้นทางกรุงเทพฯ-อุดรฯ-หนองคาย โดยในทรืปนี้จะมีการจัดโปรแกรมเสริม (Add-on) สำหรับผู้ที่ต้องการข้ามไปฝั่งลาวเป็นทางเลือกด้วย”

    ดังนั้น ในมุมมองของอาจารย์ทม มองว่า การแสดงหมอลำ เป็นมากกว่าการแสดงบนเวที แต่เป็นการสร้างประสบการณ์ผ่านการท่องเที่ยว ที่มีการนำเนื้อหา (Storytelling) และเทคโนโลยีมาปรับใช้ เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์และรักษาวัฒนธรรมสองฝั่งโขงให้คงอยู่ได้อย่างยั่งยืนด้วย

    แชร์มุมมองจากศิลปินหมอลำ สปป.ลาว กับความประทับใจในฐานะ “บ้านพี่เมืองน้อง” ที่ผูกร้อยด้วย “หมอลำและเสียงแคน”

    .ในเทศกาลมหาหมอลำเฟสติวัล ที่จัดขึ้นที่จังหวัดหนองคายในครั้งนี้ เราได้มีโอกาสพูดคุยกับ 2 ศิลปินหมอลำจากทางฝั่ง สปป.ลาว ที่มาสะท้อนมุมมอง 2 ด้าน หมอลำรุ่นใหม่และหมอลำแบบดั้งเดิม ท่านแรก คือ จิมมี่ สิทธิพล “หมอลำอินดี้” จากฝั่งลาวที่คลุกคลีกับการร้องเพลงมาเกือบ 10 ปี โดยจิมมี่เริ่มร้องเพลงตั้งแต่อยู่ชั้น ม.4 และเชื่อว่าพรสวรรค์นี้มาทาง “สายเลือด” เนื่องจากแม่และลุงเป็นคนชอบร้องเพลง แม้จะไม่ได้เป็นศิลปินมืออาชีพก็ตาม

    จิมมี่ สิทธิพล “หมอลำอินดี้”

    “ผมฝึกฝนการร้องมาเรื่อย ๆ จนกลายเป็นอาชีพหลักในปัจจุบันครับ ตอนนี้ผมมีฐานแฟนคลับกว้างมาก โดยผลงานเพลงและมิวสิกวิดีโอ (MV) ในช่อง YouTube มียอดวิวประมาณ 60-70 ล้านวิว ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรในลาวที่มีประมาณ 7-8 ล้านคน และในการแสดงตอนนี้ ผมได้นำศิลปะดั้งเดิมมาเข้ากับการร้องหมอลำด้วย อย่าง “ลำตั้งหวาย” ซึ่งดั้งเดิมจะมีจังหวะช้าและใช้แคนเพียงอย่างเดียว แต่เรามาเพิ่มจังหวะให้เร็วขึ้นและใส่ดนตรีร่วมสมัยเข้าไปเพื่อให้เข้ากับยุคสมัย”

    “โดยส่วนตัวมองว่าหมอลำทางฝั่งไทยและลาวแทบไม่ต่างกันทั้งสำเนียงและลักษณะกลอนลำ เพลงจากฝั่งไทย คนลาวก็ฟังรู้เรื่อง ขณะที่เพลงจากฝั่งลาว คนไทยก็ฟังรู้เรื่องได้โดยไม่ต้องแปล ดังนั้น “เสียงเพลงจึงไม่มีพรมแดน” และในปัจจุบันโซเชียลมีเดียทำให้การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ช่วยให้คนทั้งสองฝั่งสื่อสารและเข้าใจกันง่ายขึ้น และงานเทศกาลมหาหมอลำที่จัดขึ้นนี้ ยังเป็นโอกาสให้ ไทย-สปป.ลาว ได้แลกเปลี่ยนศักยภาพศิลปิน และการที่ผมได้รับเชิญมาแสดงที่หนองคาย ถือเป็นการให้ความสำคัญและให้โอกาสศิลปินหมอลำลาวอย่างผมได้มาแสดง เป็นตัวแทนศิลปินลาวที่ได้มาแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมด้วย”

    ดาหวัน วิจิตรวงสา หมอลำและคณะกรรมการสมาคมเสียงแคนลาว

    ด้าน ดาหวัน วิจิตรวงสา หมอลำและคณะกรรมการสมาคมเสียงแคนลาว สะท้อนมุมมองน่าสนใจในการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้มาเรียนรู้ในศาสตร์ “หมอลำ” โดยแม่ดาหวันเริ่มเล่าประวัติการมาเป็น “หมอลำ” ของตนเองก่อนว่าเริ่มเป็นหมอลำตั้งแต่อายุเพียง 6 ปี เพราะเห็นคุณแม่ร้องลำในฐานะหมอลำ จึงซึมซับและมีสำนึกรักในศิลปะแขนงนี้มาตั้งแต่เด็กโดยธรรมชาติ และพรสวรรค์ของแม่ดาหวันก็เปล่งประกายในสมัยเรียน โดยสามารถนำบทเรียนมาเล่าเป็นกลอนลำได้โดยไม่ต้องแต่งล่วงหน้า

    และมักจะใช้ความสามารถด้านการลำไปแสดงในโรงเรียนเพื่อขอคะแนน ซึ่งท่านก็มักจะได้คะแนนดีจากความกล้าแสดงออกนี้นอกจากนั้น ในปัจจุบัน นอกจากจะมีอาชีพเป็นหมอลำแล้ว ยังเป็นคณะบริหารสมาคมเสียงแคนลาว ซึ่งเป็นตัวแทนศิลปินหมอลำและหมอแคนจากทั่วประเทศที่มีสมาชิกเป็นพันคน

    “ที่ประเทศลาว เราร้องหมอลำทั้งในงานบุญ งานมงคล งานอวมงคล อย่างงานศพ โดยกลอนลำที่ร้องก็จะมีเนื้อหาที่เข้ากับงานนั้นๆ ซึ่งรูปแบบการร้อง การลำ และภาษาที่ใช้จะเปลี่ยนไปตามแต่ละภูมิภาคในลาว เช่น การลำทางภาคเหนือ เรียกว่า “ขับ” เช่น ขับทุ้มหลวงพระบาง ขับซำเหนือ และลำทางภาคกลางและภาคใต้ อย่าง ลำสาละวัน”

    “สายสัมพันธ์ระหว่างหมอลำและหมอแคน ไทย-สปป.ลาว มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เนื่องจากมีต้นกำเนิดและรากเหง้าเดียวกัน โดยเฉพาะวิถีชีวิตสองฝั่งโขงที่ไม่ต่างกัน ทั้งไทยและลาวต่างร้องหมอลำเพื่ออวยพรงานแต่งงาน งานขึ้นบ้านใหม่ หรือไว้อาลัยในงานศพ ศิลปะแขนงนี้จึงสามารถสืบสานรักษาต่อไปได้อย่างยั่งยืนโดยคนทั้ง 2 ประเทศ และยังสามารถต่อยอดจัดเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงระหว่างจังหวัดหนองคายและนครหลวงเวียงจันทน์ได้ด้วย”

    “โดยในฐานะคณะกรรมสมาคมเสียงแคนลาว เรามีการวางแผนว่าจะเปิดโครงการสอนเป่าแคนและขับลำให้กับเยาวชน เนื่องจากปัจจุบัน “แคน” ได้รับการรับรองเป็น มรดกโลก และมีการบรรจุเข้าสู่หลักสูตรการเรียนในโรงเรียนของลาวแล้ว”

    “และในวันนี้ในงานเทศกาลมหาหมอลำ เป็นที่น่ายินดีอย่างมากที่ได้เห็น หมอลำคนรุ่นใหม้อย่าง จิมมี่ สิทธิพล ที่นำหมอลำดั้งเดิมมาประยุกต์เพิ่มจังหวะให้เร็วขึ้นเพื่อให้เข้ากับยุคสมัย และแน่นอนว่าตัวแม่เอง ก็จะยังคงรักษาการร้องเพลงหมอลำแบบ ดั้งเดิมไว้เพื่อให้คนรุ่นหลังยังได้เห็นการแสดงที่เป็นรากเหง้าของ หมอลำลาว อย่างแท้จริง”

    การใช้ Soft power ในการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย

    ‘มหาหมอลำเฟสติวัล’ เพิ่มขีดความสามารถ อุตสาหกรรมหมอลำ

    บพข. จับมือ มมส. ยกระดับ อุตสาหกรรมหมอลำ

    บพข. ขับเคลื่อน Isan Wellness Soundscape ใช้เสียงดนตรีท้องถิ่นเยียวยาชีวิตยุคใหม่

    Post Views: 207

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/04/12/maha-morlum-festival-nongkhai-laos-msu/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kvaAwcvTEiQAd56wceYC7

  • ผู้ว่าฯ สุราษฎร์ธานี ตรวจจุดบริการสงกรานต์ เข้มบังคับใช้กฎหมาย ด้านเขื่อนรัชชประภานักท่องเที่ยวคึกคัก

    ผู้ว่าฯ สุราษฎร์ธานี ตรวจจุดบริการสงกรานต์ เข้มบังคับใช้กฎหมาย ด้านเขื่อนรัชชประภานักท่องเที่ยวคึกคัก

    ผู้ว่าฯ สุราษฎร์ธานี นำหัวหน้าส่วนราชการตรวจเยี่ยมจุดตรวจ/จุดบริการประชาชนช่วงเทศกาลสงกรานต์ เน้นย้ำมาตรการบังคับใช้กฎหมายเคร่งครัด ขณะที่บรรยากาศการท่องเที่ยวเขื่อนรัชชประภาคึกคัก

    วันนี้ (12 เม.ย.69) นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี นำคณะหัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนหน่วยงาน และผู้เกี่ยวข้อง ออกตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานประจำจุดอำนวยความสะดวกและจุดบริการประชาชนช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 ในพื้นที่ 3 อำเภอ 4 จุดบริการ จุดแรกตรงข้ามปั๊มน้ำมัน ปตท. ก กิจ ทางหลวงสาย 41 ขาล่องใต้ อ.พุนพิน จุดที่สองหน้าที่พักสายตรวจ กม.43 บ้านทำเนียบ อ.คีรีรัฐนิคม จุดที่สามหน้าวัดบ้านตาขุน อ.บ้านตาขุน และจุดที่สี่ บริเวณท่าเรือท่องเที่ยวเทศบาลตำบลบ้านเชี่ยวหลาน ภายในเขื่อนรัชชประภา อ.บ้านตาขุน

    ในการนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้มอบสิ่งของและพบปะพูดคุย พร้อมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจ สาธารณสุข ผู้นำท้องที่ ท้องถิ่น ประชาชนจิตอาสา และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ที่ร่วมปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ พร้อมกำชับทุกจุดให้ปฏิบัติตามมาตรการการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมาย ทั้งในเรื่องของเมาไม่ขับ สวมหมวกนิรภัยทั้งคนขับขี่และคนซ้อนท้าย ไม่ขับรถเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ไม่ขับรถย้อนสร ขอให้ปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุ ลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนตลอดจนนักท่องเที่ยว ให้มีความปลอดภัย เดิน ทางท่องเที่ยวอย่างมีความสุขตลอดช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้

    ขณะที่บรรยากาศด้านการท่องเที่ยว ณ บริเวณท่าเรือท่องเที่ยวเทศบาลตำบลบ้านเชี่ยวหลาน ภายในเขื่อนรัชชประภา อ.บ้านตาขุน พบว่า ชาวต่างชาติชาย-หญิง เดินทางมาพักผ่อนและท่องเที่ยว ลงเรือหางยาวเพื่อชมความงามทางธรรมชาติภายในอ่างเก็บน้ำ ต้อนรับเทศกาลสงกรานต์อย่าหนาตา ทั้งมาแบบหมู่คณะ แบบคนเดียว และครอบครัว ซึ่งตลอดทั้งวันบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ขณะที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้เน้นย้ำในเรื่องมาตรการความปลอดภัยอย่างเข้มข้น นักท่องเที่ยวทุกคนเมื่อลงเรือต้องสวมใส่ชูชีพ หากฝ่าฝืนปรับ 5,000 บาท พร้อมกำชับเจ้าท่าให้ตรวจสอบความปลอดภัยของท่าเทียบเรือ จำนวนคนต้องไม่เกินที่กำหนด และให้ปฏิบัติตามข้อกฎหมายต่างๆ อย่างเคร่งครัด.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/141232&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_rIOxsaapTuVAAdNom35p