Category: ท่องเที่ยว

  • เชียงใหม่ติดอันดับ 2 เมืองมลพิษโลก 19/04/69  วิกฤตฝุ่นพิษ

    เชียงใหม่ติดอันดับ 2 เมืองมลพิษโลก 19/04/69 วิกฤตฝุ่นพิษ

    เชียงใหม่พุ่งอันดับ 2 เมืองมลพิษโลกวันที่ 19 เม.ย. 69 ด้วย AQI 186 ตามหลังเดลี อินเดีย สะท้อนวิกฤตฝุ่น PM2.5 ที่ทวีความรุนแรงและผลกระทบต่อเศรษฐกิจ-สุขภาพ

    เมื่อนาฬิกาบอกเวลาเช้าตรู่ของวันที่ 19 เมษายน 2569 ข้อมูลคุณภาพอากาศทั่วโลกได้ส่งสัญญาณเตือนภัยครั้งสำคัญ เมื่อ ‘เชียงใหม่’ นครแห่งวัฒนธรรมล้านนา ทะยานขึ้นสู่อันดับ 2 ของเมืองที่มีมลพิษมากที่สุดในโลก ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นถึงผลกระทบต่อชีวิตและเศรษฐกิจ

    ชียงใหม่ เมืองท่องเที่ยวสำคัญของไทย ได้รับการจัดอันดับให้เป็นเมืองที่มีมลพิษทางอากาศสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก ด้วยค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) สูงถึง 186 ณ เวลา 06.00-07.00 น. ของวันที่ 19 เมษายน 2569 ตามหลังเพียงกรุงเดลี ประเทศอินเดีย ที่มี AQI 344 ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงวิกฤตฝุ่น PM2.5 ที่ยังคงคุกคามสุขภาพประชาชนและภาคเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวในภาคเหนือของไทยอย่างต่อเนื่อง

    สถานการณ์วิกฤต: เชียงใหม่รองแชมป์เมืองมลพิษโลก

    รายงานสดจากแพลตฟอร์มติดตามคุณภาพอากาศทั่วโลกเมื่อช่วงเช้าตรู่วันที่ 19 เมษายน 2569 ได้เผยข้อมูลที่น่าตกใจ โดยระบุว่าเทศบาลนครเชียงใหม่ของประเทศไทยมีค่า AQI พุ่งสูงถึง 186 จัดอยู่ในกลุ่ม ‘ไม่ดีต่อสุขภาพ’ (Unhealthy) และเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากกรุงเดลี ประเทศอินเดีย ที่มีค่า AQI สูงถึง 344 ซึ่งอยู่ในระดับ ‘อันตราย’ (Hazardous) สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่ยังคงเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือที่เผชิญกับปัญหาหมอกควันจากการเผาในที่โล่งและสภาพอากาศที่เอื้อต่อการสะสมของมลพิษ

    เจาะลึก 10 อันดับเมืองมลพิษโลก: เอเชียครองแชมป์

    จากการจัดอันดับในวันเดียวกัน เมื่อช่วงเวลา 06.00-07.00 น.ของววันที่ 19 เม.ย.69 พบว่า 10 อันดับแรกของเมืองที่มีมลพิษมากที่สุดในโลกส่วนใหญ่เป็นเมืองในทวีปเอเชีย ซึ่งเป็นภูมิภาคที่กำลังเผชิญกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมอย่างหนักหน่วง โดยมีรายละเอียดดังนี้:

    1.เดลี, อินเดีย AQI 344

    2.เทศบาลนครเชียงใหม่, ไทย AQI 186

    3.กาฐมาณฑุ, เนปาล AQI 164

    4.เฉิงตู, จีน AQI154

    5.ฮานอย, เวียดนาม AQI 152

    6.เชินเจิ้น, จีน AQI151

    7.จาการ์ตา, อินโดนีเซีย AQI 149

    8.อู่ฮั่น, จีน AQI 142

    9.ธากา, บังกลาเทศ AQI142

    10.ฮ่องกง, ฮ่องกง AQI138

    ธากา, บังกลาเทศ: AQI 142

    ฮ่องกง, ฮ่องกง: AQI 138

    ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่า ปัญหามลพิษทางอากาศเป็นปัญหาระดับภูมิภาคที่ต้องการความร่วมมือและการแก้ไขอย่างจริงจังจากหลายประเทศ

    ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวเชียงใหม่

    การที่เชียงใหม่ติดอันดับเมืองมลพิษโลกย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจในพื้นที่ จากข้อมูลของสภาหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ ระบุว่าในช่วงฤดูฝุ่นควัน นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติมีแนวโน้มที่จะยกเลิกการเดินทางหรือลดระยะเวลาพำนักลงอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้รายได้จากการท่องเที่ยวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ประกอบการโรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจบริการต่างได้รับผลกระทบอย่างหนักหน่วง การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจึงขึ้นอยู่กับความสามารถในการจัดการปัญหามลพิษนี้อย่างยั่งยืน และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวว่าเชียงใหม่เป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดี

    ภัยเงียบต่อสุขภาพ: PM2.5 คุกคามชีวิต

    นอกจากผลกระทบทางเศรษฐกิจแล้ว มลพิษทางอากาศโดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 ยังเป็นภัยเงียบที่คุกคามสุขภาพของประชาชนอย่างรุนแรง อนุภาคขนาดเล็กเหล่านี้สามารถแทรกซึมเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจและกระแสเลือด ก่อให้เกิดโรคทางเดินหายใจเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งปอด แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินหายใจจากโรงพยาบาลในเชียงใหม่ให้ความเห็นว่า ‘เราพบผู้ป่วยที่มีอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงฤดูฝุ่นควัน ทั้งเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว ถือเป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง’ การป้องกันตัวเองด้วยการสวมหน้ากาก N95 และหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในสถานการณ์เช่นนี้

    แนวทางแก้ไขและมุมมองจากภาครัฐและเอกชน

    ภาครัฐและภาคเอกชนในเชียงใหม่และระดับประเทศต่างตระหนักถึงปัญหานี้และพยายามหาแนวทางแก้ไขมาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ปัญหาฝุ่นควันเป็นเรื่องซับซ้อนที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งการควบคุมการเผาในที่โล่ง การส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด การพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ และการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ได้กล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของการ ‘ทำงานเชิงรุก’ ทั้งการป้องกันและบรรเทาผลกระทบ รวมถึงการรณรงค์ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการลดแหล่งกำเนิดมลพิษ ขณะที่ภาคเอกชนเรียกร้องให้รัฐบาลกลางเข้ามาสนับสนุนงบประมาณและเทคโนโลยีในการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน เพื่อให้เชียงใหม่สามารถกลับมาเป็นเมืองน่าอยู่และน่าท่องเที่ยวได้อย่างแท้จริง

    วิกฤตมลพิษทางอากาศที่ทำให้เชียงใหม่ติดอันดับ 2 ของโลกในวันที่ 19 เมษายน 2569 เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าปัญหาฝุ่น PM2.5 ไม่ใช่เรื่องเฉพาะฤดูกาลอีกต่อไป แต่เป็นภัยคุกคามระยะยาวที่ต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วนและยั่งยืน ทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทุกคน การลงทุนในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีลดมลพิษ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด และการสร้างความตระหนักรู้ในระดับภูมิภาค จะเป็นกุญแจสำคัญในการพลิกฟื้นสถานการณ์ เพื่อให้เชียงใหม่และเมืองอื่นๆ ในเอเชียสามารถกลับมามีอากาศที่สะอาดและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/quality-of-life/news/142146&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vFGb8KtMidTzLc75LdEVM

  • เชียงรายต้องเป็นมากกว่าเมืองสวย! ชูแกน “อาหาร-กาแฟ-การเชื่อมต่อ” มัดใจครัวเรือนเดี่ยวและคนทำงานพักใจ

    เชียงรายต้องเป็นมากกว่าเมืองสวย! ชูแกน “อาหาร-กาแฟ-การเชื่อมต่อ” มัดใจครัวเรือนเดี่ยวและคนทำงานพักใจ

    เชียงรายกำลังเสียแต้มจากสิ่งที่เคยเป็นจุดแข็ง

    เชียงราย,18 เมษายน 2569 – ครั้งหนึ่งเชียงรายขายตัวเองได้ด้วยภาพจำที่ชัดมาก เมืองเหนือสุดที่มีอากาศเย็นกว่าเมืองใหญ่ ผู้คนไม่แน่น วิวภูเขาและวัฒนธรรมมีเอกลักษณ์ และการเดินทางมาถึงเหมือนเป็นรางวัลของคนที่อยากหนีความเร่งรีบ แต่ภาพจำนี้กำลังถูกทดสอบอย่างหนักจากฝุ่นควัน เพราะเมื่อ “อากาศ” ซึ่งเคยเป็นต้นทุนสำคัญที่สุดกลับกลายเป็นปัจจัยเสี่ยง เมืองก็ย่อมเสียเปรียบในเกมการท่องเที่ยวทันที โดยเฉพาะในกลุ่มนักเดินทางที่มีทางเลือกมากขึ้นและตัดสินใจเร็วขึ้นกว่าเดิม

    ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เรื่องนามธรรมอีกต่อไป หากสะท้อนผ่านตัวเลขเข้าพักที่ผู้ใช้แนบมาอย่างตรงไปตรงมา เมื่อเชียงราย เชียงใหม่ และน่านอ่อนตัวลงพร้อมกันในเดือนมีนาคม ภาพที่เกิดขึ้นคือ “ความเสียหายเชิงภูมิภาค” ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง และยิ่งเมื่อข้อมูลทางการยังชี้ว่าช่วงกลางเดือนเมษายนค่าฝุ่นในภาคเหนือตอนบนยังสูงเกินมาตรฐานในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ ความลังเลของนักท่องเที่ยวก็ยิ่งมีเหตุผลรองรับมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มครอบครัว คนมีโรคประจำตัว หรือคนทำงานที่อยากพักสั้น ๆ แล้วกลับไปใช้ชีวิตต่อโดยไม่ต้องเสี่ยงกับสุขภาพ

    ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะมันทำให้เชียงรายไม่สามารถใช้ตรรกะเดิมว่า “เดี๋ยวถึงฤดูหนาวคนก็กลับมาเอง” ได้อีกต่อไป เมืองที่หวังพึ่งฤดูกาลอย่างเดียวจะเปราะบางขึ้นเรื่อย ๆ ในโลกที่สภาพอากาศผันผวนและนักท่องเที่ยวมีข้อมูลอยู่ในมือแบบเรียลไทม์ เมื่อภาพฟ้าหม่น ค่าฝุ่นสูง และรีวิวการเดินทางแพร่กระจายเร็วมากบนโซเชียล เมืองท่องเที่ยวจึงต้องแข่งขันกันด้วย “ความเชื่อมั่น” พอ ๆ กับความสวยงาม และเชียงรายกำลังเข้าสู่ช่วงที่ต้องสร้างความเชื่อมั่นแบบใหม่แทนการพึ่งเสน่ห์เดิมเพียงอย่างเดียว

    นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ยังอยากเที่ยว แต่เที่ยวด้วยเหตุผลใหม่

    ถ้ามองจากมุมของอุปสงค์ สิ่งที่น่าสนใจคือการท่องเที่ยวไม่ได้ถดถอยเสมอไป แต่กำลังปรับรูปแบบ Agoda รายงานว่า 62 เปอร์เซ็นต์ของ Gen Z ไทยวางแผนเดินทางอย่างน้อย 1 ถึง 3 ทริปในปี 2026 และมากกว่า 65 เปอร์เซ็นต์เลือกทริปสั้นเพียง 1 ถึง 3 วัน ขณะที่ 77 เปอร์เซ็นต์ระบุว่าเหตุผลหลักของการเดินทางคือการพักผ่อน 72 เปอร์เซ็นต์ให้ความสำคัญกับงบประมาณ และ 57 เปอร์เซ็นต์ใช้ราคาเป็นปัจจัยหลักในการเลือกที่พัก นอกจากนี้ Agoda ยังระบุในรายงานตลาดไทยว่า 66 เปอร์เซ็นต์ของนักเดินทางไทยมีแนวโน้มเที่ยวในประเทศมากกว่าต่างประเทศ และเหตุผลสำคัญที่ทำให้ปลายทางรองน่าสนใจขึ้นคือราคา ความปลอดภัย และแรงบันดาลใจจากโซเชียลมีเดีย

    ความหมายของข้อมูลชุดนี้สำหรับเชียงรายชัดมาก เมืองไม่จำเป็นต้องรอแต่นักท่องเที่ยวแบบพักยาว 4 คืน 5 คืน หรือรอเฉพาะเทศกาลใหญ่เหมือนในอดีตอีกแล้ว ตรงกันข้าม เมืองควรออกแบบตัวเองให้รองรับ “ทริปสั้นแต่กลับมาบ่อย” เพราะนี่คือรูปแบบการเดินทางที่กำลังโต โดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่ที่อยากรีชาร์จเร็ว ใช้งบคุมได้ และไม่ต้องจัดแผนซับซ้อน จุดขายใหม่ของเชียงรายจึงไม่ควรอยู่ที่การเป็นปลายทางไกลที่ต้องตั้งใจมาครั้งใหญ่เท่านั้น แต่ควรขยับไปเป็นเมืองที่มา 2 คืนได้ มาเสาร์อาทิตย์ได้ มาเพื่อพักใจได้ และมาแล้วรู้สึกคุ้มกับเวลาและเงินที่จ่ายไป

    เมื่อมองในกรอบนี้ เชียงรายยังมีโอกาส เพราะเมืองมีต้นทุนที่เหมาะกับทริประยะสั้นอยู่มาก ทั้งกาแฟ ชา งานคราฟต์ วัดร่วมสมัย เมืองเก่า เส้นทางริมโขง ชุมชนบนดอย และอำเภอชายแดนที่ให้อารมณ์ต่างจากเมืองท่องเที่ยวหลักอื่น ๆ ปัญหาจึงไม่ใช่เชียงราย “ไม่มีอะไรขาย” แต่คือสิ่งที่เชียงรายมี ยังไม่ได้ถูกจัดแพ็กให้ตอบพฤติกรรมการเดินทางแบบใหม่อย่างเฉียบพอ เมืองยังเล่าเรื่องตัวเองแบบกว้างและกระจายเกินไป ในขณะที่นักท่องเที่ยวกำลังอยากได้คำตอบที่ง่ายขึ้นว่า มาแล้วพักตรงไหน กินอะไร ทำอะไรได้บ้างใน 48 ชั่วโมง

    เมื่อเชียงใหม่ชนะด้วยอาหาร เชียงรายยิ่งต้องหาตำแหน่งของตัวเองให้ชัด

    อีกสัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม คือเชียงใหม่ขึ้นเป็นจุดหมายอันดับหนึ่งของเอเชียด้านกิจกรรมอาหารจากข้อมูลการจองกิจกรรมบน Agoda ระหว่างเดือนมกราคมถึงมีนาคม 2026 โดยมีกรุงเทพฯ ฮอยอัน โฮจิมินห์ซิตี้ และฮานอยตามมา ขณะเดียวกัน Agoda ยังระบุว่า “ประสบการณ์ด้านอาหาร” ขยับขึ้นมาอยู่ใน 3 แรงจูงใจหลักของนักเดินทางเอเชีย จากเดิมที่อยู่อันดับ 6 ในปีก่อนหน้า นี่คือสัญญาณว่าตลาดไม่ได้มองอาหารเป็นแค่ของประกอบการเดินทางอีกแล้ว แต่อาหารกำลังกลายเป็นเหตุผลหลักของการออกเดินทางเอง

    สำหรับเชียงราย นี่คือทั้งแรงกดดันและโอกาสพร้อมกัน แรงกดดันคือเมืองข้างเคียงอย่างเชียงใหม่กำลังยึดตำแหน่ง “เมืองอาหาร” ในระดับภูมิภาคได้แข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าเชียงรายยังขายภาพกว้าง ๆ เรื่องธรรมชาติ วัด และอากาศดีเพียงอย่างเดียว เมืองก็จะถูกเปรียบเทียบในเกมที่ตัวเองเสียเปรียบ แต่โอกาสคือเชียงรายยังมีทรัพยากรทางรสชาติและวัฒนธรรมอาหารที่ต่างออกไปอย่างชัดเจน ทั้งกาแฟอาราบิก้าบนพื้นที่สูง ชาจากแม่ฟ้าหลวง อาหารล้านนาเชิงชายแดน วัตถุดิบชาติพันธุ์ และเรื่องเล่าของดอย ชายแดน และแม่น้ำโขง ซึ่งเชียงใหม่ไม่มีเหมือนกัน

    ดังนั้น คำถามสำคัญไม่ใช่ว่าเชียงรายจะสู้เชียงใหม่ด้วย “อาหาร” ได้ไหม แต่คือเชียงรายจะทำให้อาหารของตัวเองมี “ประสบการณ์” มากพอจนคนอยากเดินทางมาไหม ถ้าเชียงใหม่ขายคลาสทำอาหารและอาหารเหนือแบบเมืองใหญ่ เชียงรายอาจต้องไปไกลกว่านั้น คือขายการกินในฐานะการเชื่อมผู้คนกับแหล่งปลูก แหล่งคั่ว แหล่งหมัก และชุมชนต้นทาง ยิ่งในวันที่นักท่องเที่ยวอยากได้ของแท้มากขึ้น เมืองที่เชื่อมอาหารกับภูมิประเทศและวิถีชีวิตได้ลึกกว่า ย่อมมีโอกาสยืนอยู่ในตลาดเดียวกันโดยไม่ต้องลอกกัน

    การเดินทางกำลังบอกว่า เชียงรายต้องคิดแบบเมืองที่เชื่อมต่อสะดวก ไม่ใช่เมืองที่สวยอย่างเดียว

    อีกด้านหนึ่งของโจทย์ คือเรื่องการเข้าถึง กระทรวงคมนาคมสรุปการเดินทางช่วงสงกรานต์ 2569 สะสม 7 วันว่า ประเทศไทยมีผู้ใช้ระบบขนส่งสาธารณะรวม 17,436,582 คน เพิ่มขึ้น 0.29 เปอร์เซ็นต์จากปีก่อน และระบบรางมีสัดส่วนการใช้บริการสูงสุดถึง 45 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่รถเข้าออกกรุงเทพฯ บนทางหลวงสายหลัก 12 เส้นทางลดลง 9.54 เปอร์เซ็นต์ สะท้อนว่าพฤติกรรมการเดินทางกำลังเปลี่ยนจากการพึ่งรถส่วนตัวเพียงอย่างเดียว ไปสู่การใช้ระบบขนส่งที่คาดการณ์ได้และเชื่อมต่อได้ง่ายขึ้น

    สำหรับภาคเหนือ ตัวเลขผู้ใช้บริการสูงสุดยังอยู่ที่ทางถนน 131,194 คนในช่วงสงกรานต์ 7 วัน ซึ่งชี้ว่า “การเข้าถึงปลายทาง” ยังเป็นเรื่องสำคัญมาก หากเมืองอยากได้ประโยชน์จากเทรนด์เที่ยวสั้นและเที่ยวบ่อย เมืองต้องไม่ใช่แค่มีสิ่งน่าสนใจ แต่ต้องเข้าถึงง่าย วางแผนง่าย และต่อเชื่อมง่ายด้วย เชียงรายจึงควรคิดเรื่องนี้อย่างจริงจัง ตั้งแต่การเชื่อมสนามบินกับย่านท่องเที่ยว การเชื่อมสถานีขนส่งกับเมืองสร้างสรรค์ คาเฟ่ ชุมชน และจุดหมายรอง ไปจนถึงแพ็กเกจที่ทำให้คนไม่ต้องใช้รถส่วนตัวก็เที่ยวได้ครบในเวลาจำกัด

    หากยังปล่อยให้เชียงรายเป็นเมืองที่ “ต้องมีรถถึงจะเที่ยวสนุก” เมืองก็จะเสียแต้มในกลุ่มนักเดินทางรุ่นใหม่ทันที เพราะคนกลุ่มนี้ให้ค่ากับความง่ายและความยืดหยุ่นพอ ๆ กับความสวยงาม เมืองที่ตอบโจทย์ในอนาคตจึงไม่ใช่แค่เมืองที่มีแลนด์สเคปดี แต่ต้องเป็นเมืองที่จัดการประสบการณ์เดินทางตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางให้ลื่นไหลได้ด้วย และนี่คือจุดที่เชียงรายยังมีช่องว่างให้พัฒนาอีกมาก

    คำถามเรื่องประชากรยิ่งทำให้ตลาดท่องเที่ยวต้องเปลี่ยน

    ในข้อมูลที่ผู้ใช้แนบมา มีการอ้างตัวเลขจาก World of Statistics ว่าไทยมีอัตราการเกิดต่ำที่สุดในโลกที่ 0.78 คนต่อผู้หญิง 1 คน ประเด็นนี้ควรระบุอย่างระมัดระวัง เพราะเมื่อตรวจสอบกับฐานข้อมูลที่เชื่อถือได้กว่าอย่างธนาคารโลกและ Thailand Economic Monitor ยังพบว่าค่าที่ยืนยันได้ล่าสุดของไทยอยู่ราว 1.2 ถึง 1.3 ในปี 2023 ไม่ใช่ 0.78 อย่างไรก็ดี แม้ตัวเลข 0.78 ยังไม่ควรถูกใช้เป็นข้อเท็จจริงตายตัวในตอนนี้ แต่แนวโน้ม “เกิดต่ำมากและสังคมสูงวัยเร็ว” เป็นข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ และมีความหมายต่อการท่องเที่ยวอย่างยิ่ง

    ผลกระทบของเรื่องนี้ต่อเชียงรายคือ เมืองไม่ควรคิดตลาดแบบเดิมที่ตั้งอยู่บนภาพครอบครัวใหญ่ พาลูกหลานหลายคนขึ้นเหนือปีละครั้งเพียงอย่างเดียวอีกแล้ว เพราะในโลกของครัวเรือนเล็กลง คู่รักมากขึ้น คนโสดมากขึ้น และคนวัยทำงานเหนื่อยล้าทางอารมณ์มากขึ้น ความต้องการท่องเที่ยวก็เปลี่ยนตามไปด้วย เมืองที่ยังออกแบบประสบการณ์สำหรับคนจำนวนมากเท่านั้น จะพลาดตลาดจริงที่กำลังโต คือกลุ่ม 2 คน กลุ่มเพื่อนเล็ก ๆ และคนที่เดินทางเพื่อพักใจ ไม่ใช่เพื่อทำเช็กลิสต์สถานที่ให้ครบที่สุด

    ด้วยเหตุนี้ หากเชียงรายจะปรับจุดขายให้ตรงเวลา เมืองควรขยับภาพลักษณ์จาก “เมืองทริปครอบครัวใหญ่ในหน้าหนาว” ไปสู่ “เมืองพักใจของคนสองคนหรือคนกลุ่มเล็กที่กลับมาได้หลายครั้งในหนึ่งปี” มากขึ้น นี่ไม่ใช่การลดขนาดความฝัน แต่คือการปรับให้สอดรับกับโครงสร้างประชากรและรูปแบบการใช้ชีวิตจริงของตลาดในวันนี้

    จุดขายใหม่ของเชียงรายควรอยู่บน 4 แกนที่จับต้องได้

    แกนแรกคือ “อากาศและความปลอดภัยที่ตรวจสอบได้” เพราะในวันที่ฝุ่นเป็นตัวทำลายความเชื่อมั่น การตลาดแบบสวยงามอย่างเดียวไม่พออีกแล้ว เชียงรายควรคิดเรื่องการสื่อสารข้อมูลอากาศ พื้นที่ปลอดภัย กิจกรรมในร่ม และช่วงเวลาท่องเที่ยวที่เหมาะสมอย่างเป็นระบบ เมืองที่กล้ายอมรับปัญหาและจัดการข้อมูลอย่างโปร่งใส จะน่าเชื่อถือกว่าการพยายามทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

    แกนที่สองคือ “ทริปสั้นที่มีความหมายชัด” เช่น 2 วัน 1 คืนสายกาแฟ 3 วัน 2 คืนสายพักใจ ทริปคู่รักริมโขง หรือทริปอาหารและศิลปะร่วมสมัยในเมือง เพราะข้อมูล Agoda ชี้ชัดแล้วว่าคนไทยจำนวนมากอยากเที่ยวแบบสั้น ง่าย และบ่อยขึ้น เมืองที่ทำแพ็กเกจให้เข้าใจง่ายจะได้เปรียบกว่าเมืองที่ปล่อยให้นักท่องเที่ยวต้องไปต่อจิ๊กซอว์เองทีละชิ้น

    แกนที่สามคือ “อาหาร กาแฟ และประสบการณ์ลงมือทำ” เพราะเทรนด์การท่องเที่ยวเชิงอาหารกำลังแรงขึ้นในระดับเอเชีย หากเชียงใหม่ชนะด้วยอาหารเหนือแบบเมืองใหญ่ เชียงรายควรชนะด้วยเสน่ห์ของกาแฟพื้นที่สูง อาหารชายแดน อาหารชาติพันธุ์ เวิร์กช็อปคั่วกาแฟ ชงกาแฟ เก็บชา หรือทำอาหารท้องถิ่นที่ผูกกับเรื่องเล่าของชุมชนและภูมิประเทศ เมืองจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นมากเมื่อขาย “ประสบการณ์กิน” ไม่ใช่ขายแค่ “ร้านอร่อย”

    แกนสุดท้ายคือ “การเชื่อมต่อที่ง่ายและคุ้มค่า” เพราะต่อให้เมืองมีของดีเพียงใด ถ้าเดินทางลำบาก นักท่องเที่ยวทริประยะสั้นก็จะเลือกเมืองอื่นทันที การทำให้เชียงรายเที่ยวได้โดยไม่ต้องใช้รถส่วนตัวมากนัก เชื่อมสนามบิน สถานีขนส่ง เมืองหลัก และเมืองรองเข้าหากันได้ดี จะเป็นการเปลี่ยนเมืองจากปลายทางเฉพาะคนตั้งใจ ไปเป็นปลายทางที่คนตัดสินใจได้เร็วขึ้นและกลับมาได้บ่อยขึ้น

    เชียงรายต้องเลิกขายคำว่าเหนือสุดอย่างเดียว แล้วเริ่มขายเหตุผลที่ทำให้คนอยากกลับมาอีก

    ในท้ายที่สุด ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เชียงราย “หมดมนต์ขลัง” เสียทีเดียว แต่อยู่ที่มนต์ขลังแบบเดิมไม่พอสำหรับโลกใหม่แล้ว คำว่าเหนือสุดแดนสยามยังมีพลังในเชิงอารมณ์ แต่ไม่เพียงพอจะต้านคำถามเรื่องฝุ่น ความคุ้มค่า การเข้าถึง และความคาดหวังใหม่ของนักเดินทาง ถ้าเชียงรายยังขายเพียงระยะทาง ความโรแมนติกของภูเขา และภาพวิวกว้าง ๆ เมืองก็จะเหนื่อยขึ้นเรื่อย ๆ ในการแข่งขันกับปลายทางที่ปรับตัวเร็วกว่า

    แต่ถ้าเชียงรายยอมปรับบทบาทตัวเอง เมืองยังมีต้นทุนมหาศาล ทั้งกาแฟ ชา อาหาร ชายแดน ศิลปะ วัฒนธรรมร่วมสมัย เมืองเก่า และชุมชนที่เล่าเรื่องได้ลึกกว่าอีกหลายแห่ง เพียงแต่ต้องเล่าใหม่ให้ชัดขึ้นว่า เมืองนี้เหมาะกับใคร มาแล้วได้อะไร ใช้เวลากี่วัน และกลับมาซ้ำได้อย่างไร

    ในเกมท่องเที่ยวยุคต่อไป เมืองที่ชนะอาจไม่ใช่เมืองที่ใหญ่ที่สุดหรือดังที่สุด แต่คือเมืองที่ตอบโจทย์ชีวิตจริงของนักเดินทางได้ดีที่สุด และสำหรับเชียงราย คำตอบอาจไม่ใช่การทำตัวให้เหมือนใคร หากคือการเปลี่ยนจากเมืองที่คน “อยากมาสักครั้ง” ไปสู่เมืองที่คน “อยากกลับมาอีกหลายครั้ง” มากกว่า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-tourism-strategy-2026-genz/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EeUSvJc10e02UDQ8KQSge

  • รมว.สุชาติฯ ติดตามงาน “สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์”

    รมว.สุชาติฯ ติดตามงาน “สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์”

    รมว.สุชาติฯ ติดตามงาน “สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์”


    17/04/2569 | 61 |

    รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ลงพื้นที่เชียงใหม่ ติดตามงาน “สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์” ย้ำขับเคลื่อนอนุรักษ์–วิจัย–ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ สู่เศรษฐกิจสีเขียว ควบคู่กับการสร้างรายได้ให้กับชุมชน
    .
    วันที่ 17 เม.ย. 2569 ที่ สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยมี ดร.ปิยเกษตร สุขสถาน รองผู้อำนวยการองค์การสวนพฤกษศาสตร์ ให้การต้อนรับและบรรยายสรุปผลการดำเนินงาน โอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมคณะผู้บริหาร ได้เยี่ยมชมพื้นที่ภายในสวนพฤกษศาสตร์ฯ อาทิ แหล่งรวบรวมพรรณไม้หายาก เส้นทางศึกษาธรรมชาติ และนิทรรศการด้านความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อรับฟังข้อมูลการดำเนินงานในพื้นที่อย่างใกล้ชิด พร้อมแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาให้สอดคล้องกับบทบาทของการเป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่มีคุณภาพในระดับประเทศ
    .
    ด้าน ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เน้นย้ำบทบาทสำคัญของสวนพฤกษศาสตร์ ในฐานะแหล่งรวบรวม อนุรักษ์ และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ ควบคู่กับการเป็นศูนย์กลางการศึกษาวิจัยพืชพรรณและองค์ความรู้ด้านทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์และสินค้าขององค์การสวนพฤกษศาสตร์ โดยเน้นอัตลักษณ์ความเป็นไทย ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับทรัพยากรชีวภาพ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง
    .
    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า กระทรวงฯ ให้ความสำคัญกับการยกระดับองค์การสวนพฤกษศาสตร์ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ ควบคู่กับการเป็นศูนย์กลางด้านการอนุรักษ์และวิจัยพืชพรรณ โดยมุ่งผลักดันให้เกิดการพัฒนาและขยายเครือข่ายสวนพฤกษศาสตร์ให้ครอบคลุมในทุกภูมิภาค และในอนาคตมีเป้าหมายส่งเสริมให้เกิดสวนพฤกษศาสตร์ในทุกจังหวัด โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศให้มีมาตรฐาน เป็นแหล่งเรียนรู้ของประชาชน และเป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน
    คมสันต์ คำวงค์ สวท.เชียงใหม่ /// 17 เม.ย. 69


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2479/iid/495475&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1m-RWpMsdEtuPdHYMqWqeH

  • ‘ดับร้อนสงคราม ด้วยหิมะซัปโปโร’ เส้นทางท่องเที่ยวแห่งความฝัน สดชื่นและกลิ่นอายคลาสสิก

    ‘ดับร้อนสงคราม ด้วยหิมะซัปโปโร’ เส้นทางท่องเที่ยวแห่งความฝัน สดชื่นและกลิ่นอายคลาสสิก

    ในวันที่โลกดูจะร้อนรุ่มขึ้นทุกขณะ ไม่ใช่แค่จากอุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้นตามฤดูกาล แต่ยังรวมถึงความร้อนระอุจากหน้าข่าวสารที่มีแต่กลิ่นอายของความขัดแย้งและนัยของสงครามที่แฝงตัวอยู่รอบด้าน ความตึงเครียดที่อบอวลไปทั่วโลกทำให้หลายคนโหยหา “พื้นที่ปลอดภัย” ที่จะช่วยดับไฟในใจและปลดปล่อยความกังวลให้ไหลไปกับสายลมเย็น

    ถ้าคุณกำลังมองหาที่พักพิงเพื่อหนีจากความวุ่นวายเหล่านั้น “อาทิตย์เอกเขนก” ฉบับนี้ขอแนะนำสถานที่ต่างแดนแต่เป็นแดนที่คุ้นเคยอย่างประเทศญี่ปุ่น เมือง “ซัปโปโร” (Sapporo) ที่อาจจะเป็นคำตอบที่สมบูรณ์แบบ เพราะเป็นเมืองที่ไม่ได้มีดีแค่หิมะ แต่คือเมืองที่ถูกออกแบบมาอย่างเป็นระเบียบ มั่นคง และสงบเงียบ ราวกับเป็นป้อมปราการแห่งความเย็นสบายบนเกาะฮอกไกโด ที่นี่เราจะใช้ความละเมียดละไมของวิถีชีวิตและลมหนาวมาเยียวยาความอ่อนล้าให้หายไป

    “ซัปโปโร” เมืองหลวงของฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น กลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจที่สุดสำหรับการหนีร้อน ด้วยอุณหภูมิช่วงฤดูร้อนที่เฉลี่ยเพียง 18–25 องศาเซลเซียส อากาศเย็นสบาย ท้องฟ้าเปิดกว้าง และธรรมชาติที่ยังคงความสดชื่นของเมืองเหนือเอาไว้ได้อย่างลงตัว และยังเป็นเมืองที่ผสมผสานเสน่ห์ของธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และความทันสมัยไว้ด้วยกันอย่างพอดี

    การเดินทางมาสัมผัสซัปโปโรในช่วงหน้าร้อนจึงไม่ต่างจากการหลบความวุ่นวายไปพักผ่อนในเมืองที่อากาศเย็นสบาย พร้อมสัมผัสเสน่ห์ของฮอกไกโดอย่างเต็มที่

    คลองโอตารุ เสน่ห์เมืองท่ากลิ่นอายยุโรป

    หนึ่งในสถานที่ยอดนิยมของนักท่องเที่ยวที่มาเยือนซัปโปโร คือ “คลองโอตารุ” เมืองเล็กๆ ที่อยู่ห่างจากซัปโปโรเพียงประมาณ 30–40 นาทีโดยรถไฟ ทำให้เหมาะสำหรับการเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับ

    คลองโอตารุสร้างขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เพื่อใช้เป็นเส้นทางขนส่งสินค้าในยุคที่เมืองโอตารุรุ่งเรืองในฐานะเมืองท่า ปัจจุบันโกดังอิฐเก่าที่เรียงรายริมคลอง ได้ถูกปรับเปลี่ยนเป็นร้านอาหาร คาเฟ่ และร้านขายของที่ระลึก ทำให้พื้นที่แห่งนี้เต็มไปด้วยบรรยากาศย้อนยุคที่ผสมผสานกับความโรแมนติกอย่างลงตัว

    ช่วงฤดูร้อนของโอตารุเต็มไปด้วยความสดใส นักท่องเที่ยวสามารถเดินเล่นเลียบคลอง ท่ามกลางอากาศเย็นสบาย ลมทะเลพัดเบาๆ และแสงแดดอ่อนๆ ที่สะท้อนผิวน้ำ สร้างบรรยากาศผ่อนคลายอย่างเป็นธรรมชาติ แต่ช่วงฤดูหนาวก็อาจจะพบกับหิมะที่กระหน่ำตกลงมาสร้างบรรยากาศที่สวยงามได้อีกแบบ ทำให้ภาพรวมของโอตารุนั้นสามารถท่องเที่ยวได้ทุกฤดู

    นอกจากการเดินชมวิวแล้ว นักท่องเที่ยวยังสามารถล่องเรือชมคลอง เดินเที่ยวถนนซาไกมาจิ แวะร้านขนมชื่อดัง เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี และช่วงเย็นเป็นเวลาที่โอตารุมีเสน่ห์ที่สุด เมื่อแสงไฟจากโคมถนนเริ่มเปิดขึ้น สะท้อนผิวน้ำในคลอง กลายเป็นภาพที่โรแมนติกและเงียบสงบ เหมาะกับการพักผ่อนอย่างแท้จริง

    Former Hokkaido Government Office อาคารอิฐแดงกลางเมือง

    กลางเมืองซัปโปโร มีอาคารอิฐแดงเก่าแก่ที่ถือเป็นสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ของฮอกไกโด อาคาร Former Hokkaido Government Office หรือที่เรียกกันว่า Red Brick Building เป็นอาคารสไตล์ตะวันตกที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1873

    อาคารแห่งนี้เคยเป็นที่ทำการของรัฐบาลฮอกไกโดในอดีต ปัจจุบันถูกปรับเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมประวัติศาสตร์ของฮอกไกโดโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ความโดดเด่นของสถานที่แห่งนี้คือ อาคารอิฐแดงสไตล์ตะวันตก สวนดอกไม้ด้านหน้า บ่อน้ำและต้นไม้ใหญ่ ทางเดินร่มรื่นกลางเมือง

    ในช่วงฤดูร้อน พื้นที่รอบอาคารเต็มไปด้วยสีเขียวของต้นไม้และดอกไม้หลากสี บรรยากาศสงบและร่มรื่น เหมาะกับการเดินเล่น ถ่ายภาพ และพักผ่อนจากความวุ่นวายของเมือง ขณะที่ในช่วงฤดูหนาวเองเมื่อหิมะทับถมกันเป็นเหมือนภูเขาหิมะย่อมๆ ก็ตัดกับสีแดงของอาคารอิฐให้เกิดความโดดเด่นขึ้นมา ทำให้ไม่ว่าจะเดินชมมุมไหนก็จะเห็นความสวยงาม อลังการและโดดเด่นของอาคารแห่งนี้แน่นอน

    ด้านในอาคารมีนิทรรศการเกี่ยวกับประวัติการพัฒนาฮอกไกโด วัฒนธรรมพื้นเมือง การตั้งถิ่นฐานของชาวญี่ปุ่นในอดีต ทำให้สถานที่แห่งนี้ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยังช่วยให้เข้าใจรากฐานของเมืองซัปโปโรได้มากขึ้น

    สวนสัตว์มารุยามะ ธรรมชาติกลางเมืองที่เงียบสงบ

    สวนสัตว์มารุยามะ ตั้งอยู่ในพื้นที่ของ Maruyama Park ทางฝั่งตะวันตกของเมืองซัปโปโร ถือเป็นสวนสัตว์ที่เก่าแก่ที่สุดของฮอกไกโด เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 1951 จุดเด่นของสวนสัตว์แห่งนี้คือการออกแบบพื้นที่ให้ใกล้เคียงธรรมชาติที่สุด สัตว์แต่ละชนิดมีพื้นที่กว้างและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ทำให้การเดินชมสวนสัตว์แห่งนี้เหมือนกับการเดินอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ

    สัตว์ที่เป็นไฮไลต์ของที่นี่ ได้แก่ หมีขั้วโลก สิงโตเอเชีย ลิงหิมะ แล้วยังมีแมวน้ำและแพนด้าแดงออกมาอวดโฉมให้กับนักท่องเที่ยวอยู่เสมอ สร้างความประทับใจและเพลิดเพลินให้กับเราได้อย่างเต็มที่ โดยในช่วงฤดูหนาวที่มีหิมะปกคลุมและจะได้สัมผัสกับความเย็น แต่ก็จะเห็นวิถีชีวิตของสัตว์ที่อาศัยอยู่ท่ามกลางหิมะได้อย่างชัดเจน แตกต่างจากสัตว์ที่อยู่เขตร้อนอย่างประเทศไทยพอสมควร

    ส่วนในช่วงฤดูร้อน บรรยากาศของสวนสัตว์จะเต็มไปด้วยความเขียวขจี ต้นไม้ร่มรื่น และอากาศเย็นสบาย ทำให้เหมาะกับการเดินเล่นแบบสบายๆ ใช้เวลาเที่ยวครึ่งวันได้อย่างไม่รู้สึกเหนื่อย นอกจากนี้บริเวณใกล้เคียงยังมีสวน Maruyama ศาลเจ้าฮอกไกโด เส้นทางเดินป่าขนาดเล็ก นักท่องเที่ยวจึงสามารถวางแผนเที่ยวหลายจุดในวันเดียวได้อย่างสะดวก

    หอโทรทัศน์ซัปโปโร วิวเมืองเย็นสบายจากมุมสูง

    หอโทรทัศน์ซัปโปโร ตั้งอยู่ปลายสวนโอโดริปาร์ก ถือเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของเมือง สร้างขึ้นในปี 1957 และมีความสูงประมาณ 147 เมตร จุดชมวิวที่ระดับประมาณ 90 เมตร เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นเมืองซัปโปโรแบบพาโนรามา โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนที่ท้องฟ้าโปร่งและอากาศเย็นสบาย ทำให้สามารถมองเห็นเมืองได้ไกลและชัดเจน

    จากด้านบน นักท่องเที่ยวจะมองเห็นสวนโอโดริปาร์ก อาคารในเมืองซัปโปโร ภูเขารอบเมือง ช่วงเย็นเป็นเวลาที่เหมาะสำหรับการขึ้นชมวิวมากที่สุด เมื่อแสงแดดเริ่มอ่อนลง เมืองทั้งเมืองค่อยๆ เปลี่ยนเป็นแสงไฟอุ่นๆ ให้ความรู้สึกผ่อนคลายและโรแมนติก

    บริเวณด้านล่างของหอยังมีร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร คาเฟ่ รวมทั้งยังใกล้กับถนนสายหลักในการช็อปปิง ห้างร้านขนาดใหญ่ และถนนหลักของเมืองอีกด้วย ทำให้สามารถใช้เวลาเที่ยวได้อย่างสบายๆ

    ซัปโปโร เมืองที่เหมาะสำหรับการหนีร้อนอย่างแท้จริง เพราะเป็นเมืองที่ให้ความรู้สึกแตกต่างจากเมืองใหญ่ทั่วไป ด้วยอากาศเย็นสบาย ถนนกว้าง และธรรมชาติที่อยู่ใกล้ตัว ทำให้การเดินทางมาที่นี่เหมือนการได้พักผ่อนอย่างแท้จริง

    จากคลองโอตารุที่โรแมนติก สู่อาคารอิฐแดงกลางเมือง ไปจนถึงสวนสัตว์ที่เต็มไปด้วยธรรมชาติ และจบวันด้วยวิวเมืองจากหอโทรทัศน์ซัปโปโร

    ซึ่งนี่อาจจะไม่ใช่ทั้งหมดของเมืองแห่งเสน่ห์อย่างซัปโปโร แต่ก็เป็นที่ที่เหมาะสำหรับการหนีร้อนจากเมืองไทย การหนีจากความตึงเครียดของเหตุการณ์บ้านเมือง หนีจากความวุ่นวายต่างๆ ไปสัมผัสอากาศเย็นสบาย พร้อมเก็บความทรงจำของฮอกไกโดไว้ในทุกช่วงเวลา

    ในวันที่โลกภายนอกอาจจะร้อนด้วยไอสงคราม… ให้ความเงียบสงบและลมเย็นของซัปโปโรจะช่วยเยียวยาได้อย่างดีแน่นอน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25A2%25E0%25B9%258C%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2581%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2582%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2581-news/981539/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GirVoJI1yfpyo9E1JaO1w

  • รมช.วัชระพล ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้า “งานพืชสวนโลก อุดรธานี” แล้วเสร็จกว่า 70% เน้นบูรณาการทุกภาคส่วน

    รมช.วัชระพล ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้า “งานพืชสวนโลก อุดรธานี” แล้วเสร็จกว่า 70% เน้นบูรณาการทุกภาคส่วน

    รมช.วัชระพล ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้า “งานพืชสวนโลก อุดรธานี 2569” แล้วเสร็จกว่า 70% เน้นบูรณาการทุกภาคส่วน มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในจังหวัด

    นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการขับเคลื่อนงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 โดยมีนายราชันย์ ซุ้นหั้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมรับฟังการบรรยายสรุปภาพรวมการดำเนินงาน และสำรวจสถานที่จัดงาน ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด ตำบลกุดสระ อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ซึ่งความคืบหน้างานก่อสร้าง ณ วันที่ 9 เมษายน 2569 มีความคืบหน้ากว่า 70% ทั้งงานก่อสร้างอาคาร อาทิ อาคารต้อนรับ อาคารประชาสัมพันธ์ อาคารเฉลิมพระเกียรติ อาคารเรือนกระจก งานหมู่บ้านอีสาน ระบบสาธารณูปโภค งานภูมิสถาปัตย์ และงานจ้างควบคุมงานก่อสร้าง นอกจากนี้ จังหวัดอุดรธานีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนได้มีการเตรียมความพร้อมเพื่ออำนวยความสะดวกในการรองรับนักท่องเที่ยว ครอบคลุมทั้งด้านการคมนาคมขนส่ง การจราจรและความปลอดภัย การรักษาพยาบาลและสาธารณสุข โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาชมงานกว่า 3.6 ล้านคน รวมถึงเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการในพื้นที่ อาทิ โรงแรม ร้านอาหาร ร้านค้า โดยได้ยกระดับมาตรฐานการบริการ และจัดกิจกรรมท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัด เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับนักท่องเที่ยว ควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของจังหวัดอุดรธานีและจังหวัดข้างเคียง อีกด้วย 

    จากนั้นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ได้เดินทางไปยังห้องประชุมศาลากลาง จังหวัดอุดรธานี ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี เพื่อประชุมติดตามความก้าวหน้าการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 ซึ่งที่ประชุมได้รายงานความคืบหน้าการดำเนินงานการก่อสร้างและการเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกฯ ตลอดจนรายงานปัญหา อุปสรรค และให้ข้อเสนอแนะ เพื่อนำไปบูรณาการขับเคลื่อนการดำเนินงานของทุกภาคส่วนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และบรรลุตามเป้าหมายที่กำหนด โดยคำนึงถึงความคุ้มค่าและประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญ 

    นายวัชระพล กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมวิชาการเกษตร ร่วมกับจังหวัดอุดรธานี และทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน ได้บูรณาการขับเคลื่อนการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลก เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพการพัฒนาด้านพืชสวนของไทย รวมถึงพืชชุ่มน้ำและสมุนไพร พร้อมทั้งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในระดับชาติและนานาชาติ อีกทั้ง การจัดงานครั้งนี้ยังมุ่งลดความเหลื่อมล้ำและกระจายรายได้สู่ประชาชนในพื้นที่โดยการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาคการเกษตร การท่องเที่ยว และการบริการ ทั้งนี้ งานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Diversity of Life: Connecting People, Water, and Plants for Sustainable Living; ความหลากหลายแห่งสรรพชีวิต: สายสัมพันธ์แห่งผู้คน สายน้ำ และพืชพรรณ สู่การดำรงชีวิตที่ยั่งยืน” โดยจะจัดขึ้นในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ถึงวันที่ 14 มีนาคม 2570 ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด ตำบลกุดสระ อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.voicetv.co.th/read/n1TC12bGU&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kp-MqPLJNZGTWZaREIFUr

  • ไปหรือยัง ? วัดเขาดิน สุพรรณบุรี ที่เที่ยวใกล้กรุงเทพฯ

    ไปหรือยัง ? วัดเขาดิน สุพรรณบุรี ที่เที่ยวใกล้กรุงเทพฯ

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/mVkLEDNvPJG0&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2s-kniRVSTBU9Y9My7sZJO

  • ส.ท่องเที่ยวเกาะเสม็ด จับมือนักวิจัย หนุนผู้ประกอบการท่องเที่ยวใช้พลังสะอาด ก้าวสู่เ “เสม็ดกรีนโมเดล” กระตุ้นท่องเที่ยว

    ส.ท่องเที่ยวเกาะเสม็ด จับมือนักวิจัย หนุนผู้ประกอบการท่องเที่ยวใช้พลังสะอาด ก้าวสู่เ “เสม็ดกรีนโมเดล” กระตุ้นท่องเที่ยว

    ภูมิภาค

    ส.ท่องเที่ยวเกาะเสม็ด จับมือนักวิจัย หนุนผู้ประกอบการท่องเที่ยวใช้พลังสะอาด ก้าวสู่เ “เสม็ดกรีนโมเดล” กระตุ้นท่องเที่ยว

    วันเสาร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.20 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 18 เม.ย.ที่ห้องประชุมโรงแรมสตาร์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ ระยอง อ.เมือง จ.ระยอง นายพิศณุ เขมะพรรค์ นายกสมาคมท่องเที่ยวเกาะเสม็ด จ.ระยอง ได้ดึงนายวิเชียร จันทลุน นิสิตหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นผู้ประกอบการท่องเที่ยว และชาวบ้านเกาะเสม็ดต่อร่าง “แผนพัฒนาพลังงานทดแทนเชิงพื้นที่ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ในบริบทของเกาะเสม็ด จังหวัดระยอง” โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นแนวทางในการบูรณาการการจัดการพลังงานสะอาดควบคู่ไปกับการยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยวในพื้นที่ให้เกิดความยั่งยืนในทุกมิติ
        
    นายวิเชียร จันทลุน นิสิตหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบขาดแคลนน้ำมัน และราคาสูงขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยว และชาวเกาะเสม็ดต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นทั้งรถ และเรือ จึงได้ตื่นตัวสนใจพลังงานทดแทนมากขึ้น โดยเฉพาะโซลาร์เซลล์ เป็นทางเลือกที่เป็นไปได้มากที่สุด โดยพบว่าผู้ประกอบการท่องเที่ยวหลายราย ได้มีการติดตั้งใช้แผงโซลาร์เซลล์มากขึ้น จากปัญหาดังกล่าว สมาคมท่องเที่ยวเกาะเสม็ด และตน จึงได้มียกร่างขึ้นมา เพื่อส่งเสริมให้เกาะเสม็ดมีการใช้พลังงานสะอาด และพลังงานทดแทน เพื่อเป็นจุดขายด้านท่องเที่ยวของเกาะเสม็ด โดยส่งเสริมให้มีการใช้โซลาร์เซลล์ทั้งเกาะ เพื่อให้เกาะเสม็ดเป็นเกาะสีเขียว เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มด้านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการเปลี่ยนมาใช้พลังงานจากแผงโซลาร์เซลล์ และเปลี่ยนขยะมาเป็นไบโอดีเซล หรือก๊าซชีวภาพมาใช้ในครัวเรือน ซึ่งนอกจากจะเป็นการลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในช่วงวิกฤติน้ำมันแพงแล้ว ยังเป็นการสร้างจุดขายท่องเที่ยวของเกาะเสม็ดที่สามารถลดภาวะเรือนกระจกลงได้อีกด้วย
        
    ด้าน รศ.ดร.ภาณุพงศ์ ใจบาล รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะวิทยาศาสตร์ พลังงานและสิ่งแวดล้อม มจพ. ระยอง เปิดเผยว่า สำหรับพลังงานทดแทนแบ่งออกเป็นหลายระดับ ตั้งแต่ระดับงานวิจัยและใช้งานจริง ซึ่งขณะนี้ที่ใช้งานได้จริงคือ โซลาร์เซลล์ และจากทางสมาคมท่องเที่ยวเกาะเสม็ด ได้นำนักวิจัยมาสร้างความรู้ และประชาพิจารณ์ให้ผู้ประกอบการ และชาวบ้าน นำมาปรับใช้บนเกาะเสม็ด มองว่าเป็นสิ่งที่ดี โดยเฉพาะเกาะเสม็ดจะได้แหล่งพลังงานทดแทนที่พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ซึ่งโซลาร์เซลล์ปัจจุบันได้มีการพัฒนาไปไกล มีการใช้อย่างแพร่หลาย ที่สำคัญตอบโจทย์ของรัฐบาลที่มีนโยบายส่งเสริมให้ใช้อยู่แล้ว และลดภาษี ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่ให้เทคโนโลยีโซลาร์เซลล์เข้ามามีบทบาทกับการพัฒนาเกาะเสม็ด รวมถึงการท่องเที่ยวเป็นแหล่งที่มีพลังงานสะอาด ซึ่งความเป็นไปได้ของเกาะเสม็ดที่มีโซลาร์เซลล์ทั้งเกาะนั้น ก็ต้องมีการผลักดันให้ผู้ประกอบการนำมาใช้ในที่พัก และรีสอร์ทให้เป็นรูปธรรม ส่วนชาวบ้านก็จะต้องมีการสร้างองค์ความรู้ให้เข้าใจโซลาร์เซลล์มากขึ้น
       
    นางสุพีรณัฐ พัฒนสาร ผู้ประกอบการ เปิดเผยว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระค่าไฟที่แพงอยู่แล้ว และคิดว่าจะหาพลังงานทดแทนมาใช้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีที่ทางสมาคมท่องเที่ยวเกาะเสม็ด ได้นำนักวิจัยเข้ามาช่วยผู้ประกอบการ และชาวบ้าน เพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะการส่งเสริมใช้พลังงานโซลาร์เซลล์ทั้งเกาะ ซึ่งโครงการดังกล่าว เป็นโครงการที่ดีและน่าจะเป็นไปได้ โดยเฉพาะการใช้โซลาร์เซลล์ ปัจจุบันรัฐบาลลดทอนขั้นตอนการอนุญาตลง สามารถที่จะทำได้ทันที หลังตอนนี้ยิ่งเจอวิกฤตน้ำมันแพง ค่าไฟแพงด้วย
       
    นายพิศณุ เขมะพรรค์ นายกสมาคมเกาะเสม็ด เปิดเผยว่า โครงการพลังงานสะอาดดังกล่าว เป็นประโยชน์กับชาวเกาะเสม็ดโดยแท้ สมาคมท่องเที่ยวเกาะเสม็ด จะผลักดันให้เกิดขึ้นทั้งเกาะ ซึ่งโครงการดังกล่าว ไม่เพียงแต่เป็นเกาะสีเขียว สิ่งนี้ยังจะเป็นการยกระดับนำร่องการท่องเที่ยวของเกาะเสม็ดให้เป็นตัวอย่างของพื้นที่อื่น ซึ่งจากนี้ไปจะมีทีมลงไปสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับผู้ประกอบการ และชาวบ้านบนเกาะให้รับทราบอย่างถ่องแท้ ให้เกาะเสม็ดเป็นโมเดลในด้านพลังงานทดแทนในอนาคต
       
    ด้านนางสริญทิพญ ทัพมงคลทรัพย์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดระยอง เปิดเผยว่า ในภาพรวมการท่องเที่ยวของจังหวัดระยอง หากทุกภาคส่วนให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาด จะทำให้การท่องเที่ยวยกระดับขึ้นไปอีก ยกตัวอย่างเช่นในต่างประเทศ มีการใช้รถ EV เพื่อลดมลพิษในแหล่งท่องเที่ยว ถ้าหากแหล่งท่องเที่ยวในไทยเปิดใจในเรื่องดังกล่าว ก็จะทำให้แหล่งท่องเที่ยวได้รับความนิยมมากขึ้น ในส่วนของเกาะเสม็ด หากมีการลดมลพิษลง ใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น ซึ่งหากเกาะเสม็ดเป็น “เสม็ดกรีนโมเดล” ได้ จะส่งผลดีกับภาพรวมการท่องเที่ยวของจังหวัดระยอง ซึ่งอยู่ในพื้นที่ EEC ด้วย เชื่อว่าการท่องเที่ยวจังหวัดระยอง จะก้าวไปสู่อีกขั้นแน่นอน
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/473074&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rsxd6bFZjjYKRY4PfqQDt

  • สวยงาม นักท่องเที่ยวไทย-ต่างชาติ แห่ชมพระอาทิตย์ตกที่ “ประภาคารเขาหลัก”

    สวยงาม นักท่องเที่ยวไทย-ต่างชาติ แห่ชมพระอาทิตย์ตกที่ “ประภาคารเขาหลัก”

    ภูมิภาค

    สวยงาม นักท่องเที่ยวไทย-ต่างชาติ แห่ชมพระอาทิตย์ตกที่ “ประภาคารเขาหลัก”

    วันเสาร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.41 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการท่องเที่ยวช่วงเย็นที่ชายหาดนางทอง ที่เป็นอีกหนึ่งชายหาดชื่อดังย่านเขาหลัก อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา เป็นไปอย่างคึกคัก นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติพากันเดินทางมาปักหลักรอชมความสวยงามของพระอาทิตย์ตกในทะเลกันเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะบริเวณประภาคารเขาหลัก ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ชายหาดนางทอง ถือเป็นอีกหนึ่งจุดชมวิวที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากสามารถมองเห็นทัศนียภาพของท้องทะเลอันดามันได้อย่างกว้างไกล เมื่อถึงช่วงพระอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า ท้องฟ้าจะค่อย ๆ เปลี่ยนสีเป็นโทนส้ม แดง และม่วง สะท้อนกับผิวน้ำทะเล สร้างความประทับใจให้กับผู้มาเยือนเป็นอย่างยิ่ง นักท่องเที่ยวต่างหยิบกล้องและโทรศัพท์มือถือขึ้นมาบันทึกภาพความงดงามดังกล่าว ขณะที่บางส่วนเลือกนั่งพักผ่อนรับลมทะเล ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบและโรแมนติก บางคนก็เลือกที่จะเดินลุยน้ำทะเลขึ้นไปบนโขดหินที่ตั้งของประภาคาร เพื่อเก็บภาพประทับใจ
      
    ประภาคารเขาหลัก นับเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของจังหวัดพังงา ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาเยี่ยมชมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวที่มีสภาพอากาศเป็นใจ ทำให้แต่ละวันมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาไม่ขาดสาย สร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่เป็นอย่างดี ประภาคารเขาหลักแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเป็นแลนด์มาร์กด้านการท่องเที่ยว บริเวณหาดนางทอง ไม่ได้ใช้เป็นประภาคารนำร่องเรือโดยตรง แต่เป็นจุดชมวิวและถ่ายภาพยอดนิยม โดยเฉพาะช่วงพระอาทิตย์ตก นอกจากนี้ยังเป็นสัญลักษณ์การฟื้นฟูพื้นที่หลังเหตุการณ์ สึนามิปี 2547 ที่ช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวของเขาหลักจนกลับมาคึกคักอีกครั้ง

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/473080&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tZLUWqR2iHtmFf8yi86qb

  • ‘หัวหิน’ทำบุญศาลเจ้าแม่ทับทิม

    ‘หัวหิน’ทำบุญศาลเจ้าแม่ทับทิม

    ‘หัวหิน’ทำบุญศาลเจ้าแม่ทับทิม

    วันเสาร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    Tag :

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ศาลเจ้าแม่ทับทิม ชุมชนชายทะเลหัวหิน จ.ประจวบคิรีขันธ์ น.ส.ไพลิน กองพันธ์ รองนายกเทศมนตรีนครหัวหิน เป็นประธานพิธีทำบุญศาลเจ้าแม่ทับทิม และเลี้ยงเพลพระสงฆ์ จำนวน 9 รูป มี พระครูพิสุทธิ์ภาวนาพิธาน (เอกดนัย โชติธัมโม) ที่ปรึกษาเจ้าคณะอำเภอหัวหิน เจ้าอาวาสวัดหัวหิน ประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยนายกิติพงษ์ สิริเพชรเกษม นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวหัวหิน/ชะอำ นางวาสนา ศรีกาญจนา ที่ปรึกษาสมาคมฯ นายเฉลิมพล โชคสุชาติ ประธานศาลเจ้าแม่ทับทิม ชมรมวัยสดใส ศูนย์การเรียนรู้หัวหินถิ่นมนต์ขลัง ชาวชุมชนชายทะเลกว่า 100 คน ร่วมในพิธี

    ศาลเจ้าแม่ทับทิมเป็นศาลเจ้าเก่าแก่นับร้อยปีที่ชาวหัวหินเคารพนับถือ มีความศักดิ์สิทธิ์แล้วแต่ความเชื่อส่วนบุคคล ตั้งอยู่ริมชายหาดหัวหินบริเวณถนนนเรศดำริห์ติดกับโรงแรมฮิลตัน เป็นที่ตั้งของศาลเจ้ารวม 4 แห่ง คือ เจ้าแม่ทับทิม เจ้าแม่กวนอิม เจ้าพ่อสายน้ำเขียว และเจ้าพ่อสมบูรณ์ แต่ส่วนใหญ่ผู้คนก็จะเรียกกันว่าศาลเจ้าแม่ทับทิม เพราะเป็นองค์แรกที่ชาวจีนอพยพนำมาบูชาและริเริ่มสร้างศาลแห่งนี้

    เจ้าแม่ทับทิม (ตุ้ยบ่วยเต๊งเหนี่ยง) ท่านเป็นเทพธิดาแห่งท้องทะเลที่ชาวประมงและชาวไทยเชื้อสายจีนเคารพนับถือมาช้านาน เชื่อกันว่าท่านช่วยคุ้มครองผู้ที่เดินทางทางน้ำ และประทานความราบรื่นในหน้าที่การงาน รวมถึงโชคลาภเงินทอง ที่นี่จึงเป็นที่เคารพสักการะแก่ชาวประมงท้องถิ่นที่สุด เพื่อขอพรให้ประสบความโชคดี และปกป้องภัยใด ๆ จากท้องทะเล รวมถึงประชาชนนักท่องเที่ยวต่างมาขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลในเทศกาลต่าง ๆ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/959113&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NRuZ0hM-YRoaAtRvgZ9vm

  • เที่ยวญี่ปุ่น แพงขึ้น! รัฐบาลฯ เล็งอัปค่าภาษีขาออก เป็น 3 เท่า

    เที่ยวญี่ปุ่น แพงขึ้น! รัฐบาลฯ เล็งอัปค่าภาษีขาออก เป็น 3 เท่า

    เที่ยวญี่ปุ่น แพงขึ้น! รัฐบาลฯ เล็งอัปค่าภาษีขาออก เป็น 3 เท่า

    เที่ยวญี่ปุ่น แพงขึ้น! รัฐบาลฯ เล็งอัปค่าภาษีขาออก เป็น 3 เท่า

    สำนักข่าว Fox News รายงานข่าว ญี่ปุ่น ประกาศขึ้นภาษีการเดินทางออกนอกประเทศ (International Tourist Tax) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ภาษีซาโยนาระ” เป็น 3 เท่า โดยจะเพิ่มจาก 1,000 เยน (ประมาณ 230 บาท) เป็น 3,000 เยน (ประมาณ 700 บาท) มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป เพื่อเป็นมาตรการเร่งด่วนในการรับมือกับภาวะนักท่องเที่ยวล้นเมือง (Overtourism)

    เที่ยวญี่ปุ่น แพงขึ้น! รัฐบาลฯ เล็งอัปค่าภาษีขาออก เป็น 3 เท่า

    ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางเหตุการณ์ความวุ่นวายในช่วงเทศกาลดอกซากุระบานที่ผ่านมา ซึ่งเจ้าหน้าที่ในบางพื้นที่ตัดสินใจสั่งปิดงานหรือจำกัดการเข้าชมอย่างกะทันหัน เนื่องจากมีจำนวนนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามามากเกินกว่าที่โครงสร้างพื้นฐานจะรองรับได้ จนส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและการใช้ชีวิตของคนในท้องถิ่น

    ภาษีที่เรียกเก็บเพิ่มขึ้นนี้จะถูกนำไปรวมไว้ในราคาตั๋วเครื่องบินและตั๋วเรือโดยสารโดยอัตโนมัติ ซึ่งจะครอบคลุมผู้เดินทางทุกคนที่เดินทางออกจากญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติหรือชาวญี่ปุ่นเอง ยกเว้นเพียงเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี และผู้โดยสารที่แวะพักเครื่อง (Transit) ไม่เกิน 24 ชั่วโมง เที่ยวญี่ปุ่น แพงขึ้น! รัฐบาลฯ เล็งอัปค่าภาษีขาออก เป็น 3 เท่า

    รัฐบาลญี่ปุ่นระบุว่า รายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการปรับขึ้นภาษีครั้งนี้ (ซึ่งคาดว่าจะสูงถึง 1.3 แสนล้านเยนในปีงบประมาณ 2569) จะถูกนำไปใช้ในโครงการบริหารจัดการฝูงชนในเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมอย่างเกียวโตและโตเกียว การพัฒนาระบบสนับสนุนหลายภาษา และการส่งเสริมการท่องเที่ยวไปยังพื้นที่ชนบทที่ยังไม่ค่อยมีคนรู้จักเพื่อกระจายความหนาแน่น

    นอกจากภาษีซาโยนาระแล้ว นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปญี่ปุ่นในปี 2569 ยังต้องเตรียมรับมือกับ “ภาษีที่พัก” (Accommodation Tax) ที่เพิ่มขึ้นในเมืองใหญ่ๆ เช่น ฮอกไกโดได้เริ่มเก็บภาษีที่พักไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ในขณะที่เกียวโตและโอซาก้ากำลังพิจารณาปรับเพิ่มอัตราภาษีสำหรับโรงแรมหรู ซึ่งอาจทำให้นักท่องเที่ยวต้องจ่ายเพิ่มถึง 10,000 เยนต่อคืนในบางกรณี เที่ยวญี่ปุ่น แพงขึ้น! รัฐบาลฯ เล็งอัปค่าภาษีขาออก เป็น 3 เท่า

    นักวิเคราะห์เตือนว่า การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมหลายอย่างพร้อมกัน ประกอบกับค่าครองชีพและราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น อาจทำให้นักท่องเที่ยวที่ให้ความสำคัญกับเรื่องงบประมาณเริ่มมองหาจุดหมายปลายทางอื่นแทน อย่างไรก็ตาม ทางการญี่ปุ่นยืนยันว่ามาตรการนี้จำเป็นเพื่อรักษาคุณภาพการท่องเที่ยวและความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/foreign/616007&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Bs7agdCI9vqUsOBkbHKjb