Category: ท่องเที่ยว

  • บันทึกหน้า 4

    บันทึกหน้า 4

    ท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 500,000 คน สร้างรายได้ราว 8,100 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 6%…๐ แล้วก็เป็นเหมือนเงาตามตัวในเทศกาลหยุดยาวของไทย นั่นคือเทศกาลนับศพ 7 วัน ซึ่งล่าสุด “พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์” รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ.2569 หรือ ศปถ. ก็ได้แถลง สถิติอุบัติเหตุทางถนน ประจำวันที่ 14 เม.ย. ซึ่งเป็นวันที่ 5 ของการรณรงค์ ว่าเกิดอุบัติเหตุ 192 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ 202 คน ผู้เสียชีวิต 30 ราย อุบัติเหตุทางถนนสะสมในช่วง 5 วัน (10-14 เม.ย.) เกิดอุบัติเหตุรวม 951 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ รวม 911 คน ผู้เสียชีวิต 191 ราย จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุด ได้แก่ แพร่ 45 ครั้ง จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด ได้แก่ แพร่ 47 คน ส่วนจังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุดไม่เกินคาดคือ กรุงเทพมหานคร 16 ราย ซึ่ง ดูเหมือนตลอดเวลา 4 ปีในยุค “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” เป็นผู้ว่าฯ ก็ครองแชมป์ตายหรือไม่ก็แชมป์เจ็บมาอย่างมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งปีใหม่ไทยและปีใหม่เทศ แต่ก็ดูเหมือนคนกรุงหรือใครต่อใครต่างก็ไม่เคยกล่าวโทษ “ผู้ว่าฯ ที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี” เลย ต้องบอกว่าชาติที่แล้วทำบุญมาอย่างดีเสียจริงๆ

    ต้องบอกว่าปีนี้ “นางสงกรานต์” ทรงนามว่า “รากษสเทวี” เสวยโลหิตเป็นอาหาร จึงไม่แปลกที่หลังสงครามยังมีคำเตือนเรื่องพายุฤดูร้อนออกมาอีก โดย “สุกันยาณี ยะวิญชาญ” อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา เรื่อง พายุฤดูร้อนบริเวณประเทศไทยตอนบน (มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 16-20 เมษายน 2569) ฉบับที่ 3 ย้ำว่า 16-20 เม.ย.นี้ ไทยตอนบนจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น ทั้งฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกบางแห่ง รวมถึงอาจมีฟ้าผ่าเกิดขึ้นได้ ก็เรียกว่าสาดน้ำกันมา 3 วันแล้วก็เจอฟ้าสาดน้ำอีก 4 วันต่อ แต่มีของแถมที่ต้องระวังกันให้ดี มิเช่นนั้นอาจหัวร้างข้างแตกและถึงชีวิตกันได้

    หันมาดูความเคลื่อนไหวของนายกฯ หนูกันบ้าง เพราะเมื่อวันพุธ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ และ รมว.มหาดไทย ได้เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อเข้าร่วมประชุมทางไกลในการประชุมประชาคมเอเชียเพื่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ หรือ AZEC ซึ่งหลังประชุมเสร็จก็ได้ให้สัมภาษณ์แบบยาวๆ ครั้งแรกในสัปดาห์ และเจ้าตัวก็บอกว่าต่อไปอาจแค่สัปดาห์ละครั้งเท่านั้น แหม! เรียกว่าเล่นบทเตมีย์ใบ้จนติดใจกันไปแล้วแน่นอน..

    ที่น่าสนใจในการให้สัมภาษณ์ของ “นายกฯ อนุทิน” คือการแย้มถึงโครงการคนละครึ่งพลัสว่าจะทำให้เร็วที่สุด เพราะรัฐบาลเพิ่งบริหารราชการแผ่นดินได้เต็มรูปแบบเมื่อวันที่ 10 เม.ย. พร้อมระบุด้วยว่า น่าจะพลัสมากกว่าคนละครึ่งครั้งที่แล้ว รวมทั้งยังมีมาตรการช่วยเหลือเรื่องค่าไฟ 200 หน่วยแรก ไม่ให้เกินหน่วยละ 3 บาทที่ให้แก่ทุกกลุ่ม ส่วนใครใช้ไฟเกินก็คิดราคาตามขั้นบันได รวมถึงมาตรการสินค้าไทยช่วยไทย พร้อมทั้งมองแง่ดีที่ “เจ๊ไหม” ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน เห็นด้วยในโครงการคนละครึ่งพลัสว่าเป็นเรื่องปกติ เขาต้องทำหน้าที่ท้วงติง แต่ก็เหมือนที่ “วิมล ไทรนิ่มนวล” นักเขียนรางวัลซีไรต์ชื่อดัง โพสต์กราฟิกท้วงติงนั่นแหละว่า นี่หรือพรรครักประชาชน เพราะค้านทุกเรื่อง แต่ที เรื่องอาหารฟรีจากเงินภาษีมื้อละ 1,000 บาท และเงินบำนาญเดือนละเป็นหมื่นเป็นแสนกลับเงียบกริบ! แหม! ก็นี่มันเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัวและส่วนรวมของทั่นผู้แทนฯ จะไปโวยวายทำไมละจ๊ะพ่อคุณ…

    หันมาเรื่อง Work From Home ทำงานจากที่บ้าน Work From Anywhere หรือทำงานที่ไหนก็ได้ ที่รัฐบาลกำชับเป็นนโยบายหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจในช่วงราคาน้ำมันแพงนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง รวมทั้งขอความร่วมมือกับภาคเอกชนด้วย บรรดาขาเมาธ์มอยก็พากันนินทากันให้แซ่ดว่าเป็นเรื่องถูกต้องที่หลายประเทศก็ทำ แต่ที่ สงสัยกันมากคือระบบอินเทอร์เน็ตและไวไฟทั้งหลายต้องเอื้ออำนวยด้วย จึงทั้งให้ WFH-WFA เป็นผล แต่ดูเหมือน “คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)” กลับไม่เคยเอ่ยอ้างหรือมีมาตรการใดๆ เลย ทั้งที่เป็นผู้คุมเกมและควบคุมดูแลค่าบริการของแก่ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตทั้งหลาย จึงหวังว่าในการประชุม ครม.นอกจากเรื่องคลอดมาตรการเรื่องค่าครองชีพแล้ว ก็น่าจะดูแลเรื่องราคาอินเทอร์เน็ตที่แพงหูฉี่กันด้วย..

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/980487/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PWjoYh9rLUrTkXNjgccUu

  • เริ่มแล้ว “รมว.ซาบีดา” เปิดสงกรานต์ไทไทย อุทัยธานี สืบสานวิถีไทย ชูอัตลักษณ์ท้องถิ่น กระตุ้นท่องเที่ยววัฒนธรรม สร้างรายได้สู่ชุมชน มุ่งยกระดับประเพณีไทยสู่เทศกาลระดับโลก | TOPNEWS

    เริ่มแล้ว “รมว.ซาบีดา” เปิดสงกรานต์ไทไทย อุทัยธานี สืบสานวิถีไทย ชูอัตลักษณ์ท้องถิ่น กระตุ้นท่องเที่ยววัฒนธรรม สร้างรายได้สู่ชุมชน มุ่งยกระดับประเพณีไทยสู่เทศกาลระดับโลก | TOPNEWS

    นางสาวซาบีดา กล่าวว่า ประเพณีสงกรานต์มิได้เป็นเพียงเทศกาลแห่งความสนุกสนาน แต่ยังเป็นช่วงเวลาแห่งความรัก ความอบอุ่นในครอบครัว และการแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้ใหญ่

    อีกทั้งยังเป็นโอกาสสำคัญในการสืบสาน อนุรักษ์ และเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรมของชาติให้คงอยู่สืบไป สำหรับจังหวัดอุทัยธานีเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่งดงาม

    มีทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถนำมาต่อยอดเป็นกิจกรรมสร้างสรรค์ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

    ภายในงานมีการจัดกิจกรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างหลากหลาย อาทิ พิธีสรงน้ำพระ รดน้ำขอพรผู้สูงอายุ ขบวนแห่วัฒนธรรม

    การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน ตลอดจนกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้มีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิด

    ซึ่งนอกจากจะช่วยสืบสานประเพณีอันดีงามแล้ว ยังมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม กระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างรายได้ในระดับพื้นที่

    นางสาวซาบีดา กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรมกำหนดการจัดงานสงกรานต์ พุทธศักราช 2569 ภายใต้แนวคิด “สงกรานต์บ้านฉัน สีสันไทไทย สุขไกลทั่วโลก”(Once in a Lifetime : Experience Songkran in Thailand)

    โดยมุ่งถ่ายทอดคุณค่าของประเพณีสงกรานต์ไทยในฐานะมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่สำคัญของโลก สร้างความประทับใจและแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวเดินทางกลับมาเยือนซ้ำ

    ทั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรมมีแนวทางยกระดับการจัดประเพณีสงกรานต์ในพื้นที่ที่มีอัตลักษณ์โดดเด่นและมีศักยภาพสูง จำนวน 18 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร ครอบคลุมทั้งเมืองอัตลักษณ์และเมืองน่าเที่ยว

    เพื่อสร้างจุดขายใหม่ทางวัฒนธรรม ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยยังคงรักษาคุณค่า ความเชื่อ และอัตลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่นให้สอดคล้องกับบริบทร่วมสมัย

    “ที่สำคัญเป็นการต่อยอดหลังจากประเพณี ‘สงกรานต์ในประเทศไทย’ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ (Intangible Cultural Heritage of Humanity)

    โดยยูเนสโก เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2566 ในการประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการสงวนรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม สมัยประชุมครั้งที่ 18

    ณ เมืองคาซาเน สาธารณรัฐบอตสวานา ภายใต้ชื่อรายการ ‘Songkran in Thailand, traditional Thai New Year festival’” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าว

    นอกจากนี้ กระทรวงวัฒนธรรมยังบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนกว่า 30 หน่วยงาน ในการขับเคลื่อนการจัดงานสงกรานต์ใน 4 มิติ

    ได้แก่ มิติด้านวัฒนธรรม เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ผ่าน 7 มาตรการ 17 แนวทาง อาทิ การส่งเสริมกิจกรรมทางศาสนาและวัฒนธรรมที่ถูกต้องเหมาะสม การต่อยอดกิจกรรมทางวัฒนธรรมสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจ

    การใช้สื่อดิจิทัลเผยแพร่ภาพลักษณ์สงกรานต์ไทยสู่ระดับนานาชาติ การรณรงค์ด้านความปลอดภัย และการจัดงานอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามแนวคิด Zero Waste

    “ขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ร่วมสัมผัสเสน่ห์ของประเพณีสงกรานต์ วิถีไทยในปี 2569 ซึ่งเป็นเทศกาลที่ผสมผสานความงดงามของวัฒนธรรมไทย

    เข้ากับความร่วมสมัยได้อย่างลงตัว พร้อมสร้างประสบการณ์อันน่าประทับใจ และตอกย้ำภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางวัฒนธรรมของโลกอย่างยั่งยืน ”นางสาวซาบีดา กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1548474&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3k7lBygp6b2dqrb2S2YC34

  • วิกฤตตะวันออกกลางป่วนท่องเที่ยวไทย

    วิกฤตตะวันออกกลางป่วนท่องเที่ยวไทย

    สำหรับ ประเทศไทย ซึ่งมีรายได้จากภาคการท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในเสาหลักของเศรษฐกิจ ย่อมได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากสถานการณ์ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวที่อาจลดลงจากความกังวลด้านความปลอดภัย ค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่เพิ่มขึ้น หรือความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ซึ่งล้วนแต่มีผลกระทบต่อภาพรวมการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    โดย ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ได้ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา การโจมตีทางอากาศที่รุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลให้หลายประเทศประกาศปิดน่านฟ้า และเที่ยวบินในเส้นทางตะวันออกกลางถูกยกเลิกทันที ด้วยพื้นที่ดังกล่าวเป็นศูนย์กลางการบินสำคัญของโลก มีสัดส่วนผู้โดยสารราว 10% ในปี 2568 และจากข้อมูลของสมาคมการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (International Air Transport Association : IATA) จึงยิ่งส่งผลต่อการเดินทางระหว่างประเทศของคนทั่วโลก

    แม้สถานการณ์จะเริ่มดีขึ้นจากที่สายการบินตะวันออกกลางเริ่มทยอยเปิดให้บริการในบางเส้นทาง รวมถึงไทย แต่วิกฤตดังกล่าวสร้างผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวไทยผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ 1.จำนวนเที่ยวบินที่เดินทางมาไทยมีโอกาสลดลงจากเที่ยวบินของหลายสายการบินที่ยังเปิดบริการในบางเส้นทาง และจากความเสี่ยงในการเข้าสู่ภาวะวิกฤตการขาดแคลนน้ำมันอากาศยานในหลายประเทศ 2.ต้นทุนการเดินทางที่ปรับสูงขึ้นตามราคาน้ำมันโลกที่เร่งตัว และ 3.ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่เปราะบางมากขึ้น ทั้งในด้านความปลอดภัยและภาวะเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัว

    ทั้งนี้ SCB EIC ได้ประเมินว่า หากวิกฤตตะวันออกกลางที่คาดว่าจะยืดเยื้อไปอย่างน้อย 8 สัปดาห์ อาจกดดันให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไทยชะลอตัวลงมาอยู่ที่ราว 33.2 ล้านคน จากประมาณการเดิมในเดือน ธ.ค.2568 ที่ 34.1 ล้านคน แม้ว่าจำนวนผู้โดยสารต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยโดยรวมจะทยอยฟื้นตัวดีขึ้น หลังผู้โดยสารต่างชาติทางอากาศหดตัวต่อเนื่องในช่วง 10 วันแรกของการเปิดฉากโจมตีทางอากาศ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากที่สายการบินตะวันออกกลางเริ่มเปิดให้บริการในบางเส้นทาง และหลายสายการบินเพิ่มเที่ยวบินตรงในเส้นทางยุโรป-เอเชีย

    แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยยังมีโอกาสชะลอตัวลงจาก 1.นักท่องเที่ยวตะวันออกกลางและอิสราเอลที่ลดลงจากจำนวนเที่ยวบินของสายการบินตะวันออกกลางที่เปิดให้บริการอย่างจำกัด โดยไทยยังพึ่งพานักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ไม่มากเพียงราว 2% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด 2.นักท่องเที่ยวชาติอื่นเริ่มชะลอตัว โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้บริการสายการบินตะวันออกกลาง ซึ่งมีสัดส่วนราว 8% ของผู้เดินทางเข้าไทยทั้งหมด ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวยุโรป ที่บางส่วนหันไปใช้เส้นทางบินตรงหรือต่อเครื่องที่ฮับอื่นแทน ขณะเดียวกันกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ยังกังวลต่อต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้น และประเด็นด้านความปลอดภัย ก็มีโอกาสปรับแผนยกเลิกการเดินทางท่องเที่ยวไป

     ขณะเดียวกันยังต้องติดตามการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวมาเลเซียที่เดินทางเข้ามาไทยทางบก ซึ่งอาจได้รับผลกระทบเพิ่มจากความกังวลในวิกฤตการขาดแคลนน้ำมันในบางพื้นที่ของไทย แต่อย่างไรก็ดี ภาคการท่องเที่ยวไทยยังคงได้รับแรงหนุนจากนักท่องเที่ยวจีนที่ฟื้นตัวดีขึ้น และนักท่องเที่ยวอินเดียที่ยังเติบโตต่อเนื่อง อีกทั้งยังอาจได้รับอานิสงส์จากนักท่องเที่ยวในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีโอกาสมาไทยเพื่อหลีกหนีภัยสงครามและความไม่สงบในประเทศอีกด้วย

    อย่างไรก็ดี ทั้งหมดเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สะท้อนว่า “ธุรกิจท่องเที่ยว” มีแนวโน้มที่จะเผชิญผลกระทบอย่างชัดเจนจากทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ชะลอตัวลง และต้นทุนการบริหารจัดการที่สูงขึ้น ซึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้อยาวนาน การออกมาตรการของภาครัฐอย่างทันท่วงทีจะมีส่วนช่วยบรรเทาผลกระทบแก่ภาคธุรกิจท่องเที่ยวได้.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/980446/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KzaGjvdS9mEy_HL5GIwdw

  • สงกรานต์ไทย 69 เงินสะพัด 3 หมื่นล้าน! ผู้ว่าฯ ททท. ปลื้มคนไทย-ต่างชาติเที่ยวคึกคักทั่วประเทศ

    สงกรานต์ไทย 69 เงินสะพัด 3 หมื่นล้าน! ผู้ว่าฯ ททท. ปลื้มคนไทย-ต่างชาติเที่ยวคึกคักทั่วประเทศ

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เผยถึงภาพรวมการจัดงานเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศเป็นไปอย่างคึกคักเกินคาด สะท้อนความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติที่ออกเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาวอย่างหนาแน่น ส่งผลให้เกิดการกระจายรายได้สู่ภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจฐานรากในวงกว้างทั้งยังสะท้อนความสำเร็จในการนำเสนอเสน่ห์ของเทศกาลสงกรานต์ไทยสู่เทศกาลระดับโลก พร้อมคาดสถานการณ์เดินทางท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ทั่วประเทศไทย ระหว่างวันที่ 11-15 เมษายน 2569 ทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ สร้างรายได้รวมทางการท่องเที่ยวกว่า 30,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 จากช่วงเดียวกันของปี 2568

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ความสำเร็จของเทศกาลสงกรานต์ในปีนี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังของเสน่ห์ไทยที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้อย่างชัดเจน ความสำเร็จของการจัดงานเทศกาลสงกรานต์ในปีนี้ เกิดจากความร่วมมืออย่างเข้มแข็งระหว่างภาครัฐภาคเอกชน และชุมชนในพื้นที่ ในการร่วมกันยกระดับเทศกาลสงกรานต์ไทยสู่ระดับสากล ภายใต้แนวคิดการท่องเที่ยวอย่างมีคุณค่า (Value-based Tourism) และการส่งเสริมเสน่ห์ไทย ผ่านมิติของวัฒนธรรม ประเพณี อาหาร และความคิดสร้างสรรค์ โดย ททท. ขอขอบคุณพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนทุกภาคส่วนที่มีส่วนร่วมในการจัดงานสงกรานต์ทั่วประเทศไทย ซึ่งมีกระแสตอบรับที่ดี มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเข้าร่วมงานอย่างท่วมท้นในหลายพื้นที่ ไม่เพียงสร้างบรรยากาศแห่งความสุขและความประทับใจ แต่ยังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในทุกระดับ ทั้งในเมืองหลักและเมืองน่าเที่ยว ททท. จะเดินหน้าต่อยอดเทศกาลไทยสู่ระดับนานาชาติควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างมีคุณค่าและยั่งยืน เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางเทศกาลระดับโลก

    ทั้งนี้ ในส่วนของการจัดงานสงกรานต์ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร แต่ละพื้นที่ล้วนมีคนเข้าร่วมอย่างล้นหลาม ไม่ว่าจะเป็น ถนนสีลม สยามสแควร์ ถนนข้าวสาร รวมถึงงานที่ ททท. จัดทั้งสองงาน ได้แก่ Maha Songkran World Water Festival 2026 ณ สวนเบญจกิติ กรุงเทพฯ ซึ่งระหว่างวันที่ 11-13 เมษายน 2569

    มีผู้เข้าร่วมงานแล้วถึง 108,640 คน แบ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย 56,368 คน และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 52,272 คน สะท้อนถึงความนิยมของเทศกาลสงกรานต์ไทยในระดับนานาชาติอย่างชัดเจน พร้อมกันนี้ยังสามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนและผลกระทบทางเศรษฐกิจรวมกว่า 283.68 ล้านบาท ขณะที่งาน Saneh Art by Songkran Festival 2026 ณ สวนลุมพินี กรุงเทพฯ ได้สร้างกระแสในกลุ่มคนรุ่นใหม่ให้มาถ่ายรูปเช็กอินกับคาแรกเตอร์สุดฮิต โดยมีผู้เข้าร่วมชมแล้วกว่า 94,546 คน 

    สำหรับบรรยากาศการจัดงานสงกรานต์ทั่วประเทศไทย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยม โดยกิจกรรม “สงกรานต์เล่นน้ำกับช้าง” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของพื้นที่ ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ สร้างสีสันและภาพจำที่สะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทยได้อย่างชัดเจน ผสานความสนุกสนานกับเสน่ห์ทางวัฒนธรรมได้อย่างลงตัว 

    ขณะที่บรรยากาศในพื้นทีภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังคงคึกคักไม่แพ้กัน โดยหลายจังหวัดจัดกิจกรรมสงกรานต์ควบคู่กับประเพณีท้องถิ่น อาทิ พิธีสรงน้ำพระ การแห่ขบวนวัฒนธรรม รดน้ำดำหัว และกิจกรรมถนนสายเล่นน้ำ ซึ่งได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก สะท้อนเสน่ห์ของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่อบอุ่น และเปี่ยมด้วยอัตลักษณ์ สร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีความหมาย (Meaningful Experience)

    ในส่วนของพื้นที่ภาคใต้ บรรยากาศการท่องเที่ยวขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะจังหวัดสงขลา ซึ่งด่านพรมแดนสะเดามีปริมาณนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย ส่งผลให้ในช่วงวันที่ 10–12 เมษายน 2569 มีผู้เดินทางผ่านด่านรวมกว่า 36,000 คน

    ขณะที่อัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 80 และคาดว่ามีนักท่องเที่ยวรวมกว่า 70,000 คน สร้างรายได้หมุนเวียนในพื้นที่กว่า 700 ล้านบาท นอกจากนี้การจัดกิจกรรมในพื้นที่ศักยภาพชายแดนใต้ อาทิ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา และอำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ผ่านการจัดงาน “สุข สนุก สงกรานต์ชายแดนใต้” และ งาน“SUNGAIKOLOK Midnight Songkran 2026” ยังได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติโดยเฉพาะตลาดมาเลเซียที่เดินทางเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง สะท้อนศักยภาพของเมืองชายแดนในการเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและความบันเทิงยามค่ำคืน

    ททท.คาดการณ์ ภาพรวมสถานการณ์การเดินทางท่องเที่ยวไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 11–15 เมษายน 2569 จะสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวทั่วประเทศรวมกว่า 30,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา สำหรับตลาดต่างประเทศ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยประมาณ 500,000 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 สร้างรายได้ราว 8,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 ขณะที่ตลาดในประเทศ คาดว่าจะมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยจำนวน 5,963,000 คน-ครั้ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 สร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวประมาณ 22,250 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 8

    ททท. เชื่อมั่นว่า เทศกาลสงกรานต์จะเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย และเป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้ กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ และเสริมสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางแห่งเทศกาลระดับโลกที่พร้อมมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีคุณค่าและยั่งยืนแก่ผู้มาเยือนจากทั่วโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/2926795&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0E7qLkvTkUPxHKeZUnKYc-

  • นับกันแทบไม่ไหว! รัฐบาลปลื้มสงกรานต์ทำเงินสะพัดทั่วประเทศ

    นับกันแทบไม่ไหว! รัฐบาลปลื้มสงกรานต์ทำเงินสะพัดทั่วประเทศ

    รัฐบาลปลื้ม ‘สงกรานต์ 2569’ เงินสะพัดทั่วประเทศ กระจายรายได้ถึงชุมชน

    15 เม.ย.2569 – นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภาพรวมการจัดงานเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 ในทุกภูมิภาคของประเทศเป็นไปอย่างคึกคักต่อเนื่อง สะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจฐานรากจากการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายภายในประเทศ โดยกิจกรรมที่จัดขึ้นในแต่ละพื้นที่สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับประชาชน ผู้ประกอบการรายย่อย และธุรกิจท้องถิ่นได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและภาคกลาง ซึ่งเป็นศูนย์กลางการจัดงานหลัก มีการจัดกิจกรรมมากกว่า 91 จุดทั่วกรุง โดยข้อมูล ณ วันที่ 12 เมษายน 2569 พบว่ามีผู้เข้าร่วมงานใน 6 สถานที่สำคัญรวมกว่า 558,561 คน โดย “สงกรานต์สยาม 2569” ที่สยามสแควร์ได้รับความนิยมสูงสุด มีผู้เข้าร่วมงาน 183,544 คน รองลงมาคือถนนสีลม และไอคอนสยาม สะท้อนการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและการจับจ่ายใช้สอยในเขตเมือง ขณะเดียวกัน จังหวัดในภาคกลาง อาทิ สมุทรปราการและพระนครศรีอยุธยา ยังคงเน้นการสืบสานประเพณีควบคู่กับกิจกรรมสร้างสรรค์ ส่งผลให้รายได้กระจายสู่ชุมชนอย่างต่อเนื่อง

    ภาคตะวันออกมีความโดดเด่นจากการจัดงาน “วันไหล” ที่ขยายระยะเวลาเทศกาลออกไป โดยเฉพาะจังหวัดชลบุรีและเมืองพัทยา ที่มีการจัดกิจกรรมต่อเนื่องจนถึงปลายเดือนเมษายน ช่วยกระตุ้นการเดินทางและการใช้จ่ายในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ขณะที่จังหวัดระยองได้ใช้จุดเด่นด้านอัตลักษณ์ท้องถิ่นผ่านกิจกรรม “สงกรานต์ถนนทุเรียน” เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและดึงดูดนักท่องเที่ยว

    ภาคเหนือยังคงรักษาเอกลักษณ์ “ปี๋ใหม่เมือง” อย่างเข้มแข็ง จังหวัดเชียงใหม่จัดงานอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงวันที่ 6–17 เมษายน โดยมีนักท่องเที่ยวเข้าร่วมจำนวนมาก ขณะที่จังหวัดเชียงรายและพะเยาได้พัฒนาแนวทางการจัดงานให้ผสมผสานกิจกรรมร่วมสมัย รองรับนักท่องเที่ยวหลากหลายกลุ่ม และช่วยกระจายรายได้สู่พื้นที่โดยรอบ

    ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) มีบรรยากาศคึกคักตามอัตลักษณ์ท้องถิ่น โดยเฉพาะจังหวัดขอนแก่นกับ “ถนนข้าวเหนียว” ที่เป็นไฮไลต์สำคัญของภูมิภาค รวมถึงจังหวัดนครราชสีมาและอุดรธานีที่จัดกิจกรรมขนาดใหญ่รองรับนักท่องเที่ยว ส่งผลให้เกิดการหมุนเวียนของรายได้ในพื้นที่อย่างชัดเจน

    ภาคใต้ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญ โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ตที่คาดการณ์ว่าช่วงวันที่ 11–15 เมษายน จะมีนักท่องเที่ยวประมาณ 149,690 คน สร้างรายได้กว่า 4,083 ล้านบาท ขณะที่จังหวัดสงขลาและนครศรีธรรมราชยังคงบรรยากาศคึกคัก รองรับนักท่องเที่ยวจากทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นในวงกว้าง

    ส่วนภาคตะวันตกเน้นการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรม อาทิ จังหวัดกาญจนบุรี ที่จัดกิจกรรมหลากหลาย ทั้งการแข่งขันเรือยาวและกิจกรรมเชิงประเพณี ควบคู่กับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ เพื่อเพิ่มทางเลือกและสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แม้จะมีความท้าทายทางเศรษฐกิจในภาพรวม แต่การขับเคลื่อนการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ ได้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการใช้ วัฒนธรรมเป็นเครื่องมือสร้างรายได้และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจไปสู่ทุกภูมิภาค สงกรานต์ปีนี้ไม่ใช่แค่คึกคัก แต่คือรายได้ที่เกิดขึ้นจริงกับคนไทยในทุกพื้นที่ ตั้งแต่ผู้ประกอบการรายย่อยไปจนถึงภาคธุรกิจท้องถิ่น ถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจฐานรากที่เห็นผลได้อย่างชัดเจน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/980263/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LyfyQ3Yfz449XO1WIF2Gn

  • นายกฯ ปลื้มต่างชาติยกย่อง “สงกรานต์” สะท้อนพลังวัฒนธรรม ดันท่องเที่ยวไทยคึกคัก

    นายกฯ ปลื้มต่างชาติยกย่อง “สงกรานต์” สะท้อนพลังวัฒนธรรม ดันท่องเที่ยวไทยคึกคัก

    นายกฯ ปลื้มต่างชาติยกย่อง “สงกรานต์” สะท้อนพลังวัฒนธรรม ดันท่องเที่ยวไทยคึกคัก

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า บรรยากาศการเฉลิมฉลองเทศกาลสงกรานต์ปีนี้จัดได้ยิ่งใหญ่มาก สะท้อนพลังของ “สงกรานต์ไทย” ในฐานะมรดกโลกทางวัฒนธรรม ที่ได้รับการยกย่องจาก UNESCO ที่ทุกชาติตระหนักรู้ สามารถเชื่อมโยงผู้คนจากทั่วโลกให้เข้ามามีส่วนร่วม ทั้งในมิติของวัฒนธรรม ประเพณี และความสนุกสนาน

    โดยปีนี้ มีสถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย 42 แห่ง อาทิ สหราชอาณาจักร สวิตเซอร์แลนด์ เดนมาร์ก เยอรมนี อินเดีย เบลเยียม จีน ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา เป็นต้น ร่วมจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ ถ่ายทอดเสน่ห์ความเป็นไทยผ่านมุมมองที่สร้างสรรค์และร่วมสมัย รวมทั้ง สื่อมวลชนชั้นนำ เช่น สำนักข่าว AP Reuters Euronews และ Xinhua รายงานภาพบรรยากาศความหนาแน่นของผู้คนที่หลั่งไหลมาเล่นน้ำจุดต่างๆ เช่น ถนนข้าวสาร ได้รายงานเทศกาลสงกรานต์อย่างกว้างขวาง ยกให้เป็นหนึ่งในเทศกาลที่ยิ่งใหญ่และมีชีวิตชีวาที่สุดในโลก สะท้อนทั้งภาพความสนุกสนาน การผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมดั้งเดิมกับความร่วมสมัย ขณะที่สี่อ Newswire ในอเมริกาเหนือ กล่าวยกย่องเทศกาลสงกรานต์ไทย สู่การเป็น “World Water Festival” ในระดับสากล จนมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของไทย

    นอกจากนี้ ยังได้มีการนำเสนอมาตรการดูแลความปลอดภัยของประเทศไทย ทั้งด้านการกำกับดูแลพฤติกรรมที่เหมาะสม การป้องกันอุบัติเหตุ และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว โดย The Straits Times ได้หยิบยกกฎระเบียบของสังคม “10 กฎ” สำหรับการเล่นน้ำอย่างปลอดภัยในไทย เช่น การห้ามคุกคามทางเพศ ห้ามป้ายแป้งโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม ห้ามใช้อาวุธปืนฉีดน้ำแรงดันสูง เป็นต้น สะท้อนถึงมาตรฐานการจัดงานในระดับสากล

    ขณะที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้คาดการณ์ภาพรวมสถานการณ์การเดินทางท่องเที่ยวไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 11–15 เมษายน 2569 จะสร้างรายได้รวมมากกว่า 30,350 ล้านบาท เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 500,000 คน สร้างรายได้ราว 8,100 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พร้อมขับเคลื่อนเทศกาลสงกรานต์ให้เป็นเครื่องมือสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคม โดยมุ่งเน้นการกระจายโอกาสสู่ทุกภูมิภาค เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลกอย่างเต็มภาคภูมิ

    ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีชื่นชมความสำเร็จของการจัดงานสงกรานต์ทุกพื้นที่ ทุกจังหวัดของไทย ซึ่งเกิดจากความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน ภาครัฐ เอกชน ประชาชน ช่วยกันนำเสนอช่วงเวลาแห่งความสุขที่ผู้คนจากต่างแดน ต่างภาษา ได้ร่วมเฉลิมฉลองไปพร้อมกับคนไทย สะท้อนพลังของวัฒนธรรมไทยที่สามารถเชื่อมโยงรอยยิ้ม ความอบอุ่น และมิตรภาพข้ามพรมแดนได้อย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://sondhitalk.com/detail/9690000035797&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LVtZog_KtZxRAtavym2o8

  • คอลัมน์ –

    คอลัมน์ –

    FooterLogo

    ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.naewna.com
    webmaster นายปรเมษฐ์ ภู่โต
    ดูแลรับผิดชอบข่าว/ภาพ/โฆษณา/ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
    กรรมการบริษัทฯ, กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว/ภาพ/ข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ทั้งสิ้น

    Social Media

    Copyright © 2026 Naewna.com All right reserved  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/columnist/66101&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VE0TaQyypXNRcCRH-tYDh

  • เร่งดับไฟป่าเอราวัณ! ฮ.โปรยน้ำสกัดเพลิงบนเขาสูงชันหวั่นกระทบท่องเที่ยวสงกรานต์ | เดลินิวส์

    เร่งดับไฟป่าเอราวัณ! ฮ.โปรยน้ำสกัดเพลิงบนเขาสูงชันหวั่นกระทบท่องเที่ยวสงกรานต์ | เดลินิวส์

    นายพิพัฒน์ ฉิมพลี เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเอราวัณ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่เข้าควบคุมสถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเอราวัณ ต.ท่ากระดาน อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี หลังเกิดเหตุเพลิงไหม้บริเวณป่าหลังวัดป่าญาณรังษี ซึ่งมีสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงชันและหุบเขาสลับซับซ้อน ทำให้การเดินทางเข้าถึงพื้นที่เกิดเหตุเป็นไปอย่างลำบาก ประกอบกับมีกลุ่มควันหนาแน่นที่เริ่มส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการท่องเที่ยว ณ น้ำตกเอราวัณ ซึ่งเป็นจุดหมายหลักของนักท่องเที่ยวจำนวนมากในช่วงเทศกาลสงกรานต์

    ในการปฏิบัติการครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ประสานขอสนับสนุนเฮลิคอปเตอร์จากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อทำการตักน้ำสนับสนุนการดับไฟทางอากาศ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าถึงจุดต้นเพลิงโดยตรงได้ ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเอราวัณได้สนธิกำลังร่วมกับจุดเฝ้าระวังป้องกันไฟป่าบ้านบนเขาแก่งเรียง เดินเท้าเข้าสู่พื้นที่เพื่อเร่งทำแนวกันไฟและควบคุมการลุกลามบริเวณโดยรอบอย่างเร่งด่วน

    เป้าหมายหลักของการทำงานคือการสกัดกั้นไม่ให้สะเก็ดไฟกระเด็นลุกลามไปยังพื้นที่ป่าใกล้เคียง ซึ่งจะส่งผลเสียต่อระบบนิเวศและทัศนียภาพในวงกว้าง รวมถึงเพื่อความปลอดภัยและลดผลกระทบด้านสุขภาพจากฝุ่นควันแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ โดยเจ้าหน้าที่จะยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่องจนกว่าไฟจะดับสนิทและสถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติทุกจุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5783621/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0q-c6B9EjzlVO2aebR_vRN

  • รัฐบาลปลื้ม ‘สงกรานต์ 2569’ เงินสะพัดทั่วประเทศ กระจายรายได้ถึงชุมชน สะท้อนเศรษฐกิจฐานรากฟื้นตัวต่อเนื่อง

    รัฐบาลปลื้ม ‘สงกรานต์ 2569’ เงินสะพัดทั่วประเทศ กระจายรายได้ถึงชุมชน สะท้อนเศรษฐกิจฐานรากฟื้นตัวต่อเนื่อง

    ภาพรวมการจัดงานเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 ในทุกภูมิภาคของประเทศเป็นไปอย่างคึกคักต่อเนื่อง สะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจฐานรากจากการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายภายในประเทศ

    วันที่ 15 เมษายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภาพรวมการจัดงานเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 ในทุกภูมิภาคของประเทศเป็นไปอย่างคึกคักต่อเนื่อง สะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจฐานรากจากการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายภายในประเทศ โดยกิจกรรมที่จัดขึ้นในแต่ละพื้นที่สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับประชาชน ผู้ประกอบการรายย่อย และธุรกิจท้องถิ่นได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและภาคกลาง ซึ่งเป็นศูนย์กลางการจัดงานหลัก มีการจัดกิจกรรมมากกว่า 91 จุดทั่วกรุง โดยข้อมูล ณ วันที่ 12 เมษายน 2569 พบว่ามีผู้เข้าร่วมงานใน 6 สถานที่สำคัญรวมกว่า 558,561 คน โดย “สงกรานต์สยาม 2569” ที่สยามสแควร์ได้รับความนิยมสูงสุด มีผู้เข้าร่วมงาน 183,544 คน รองลงมาคือถนนสีลม และไอคอนสยาม สะท้อนการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและการจับจ่ายใช้สอยในเขตเมือง ขณะเดียวกัน จังหวัดในภาคกลาง อาทิ สมุทรปราการและพระนครศรีอยุธยา ยังคงเน้นการสืบสานประเพณีควบคู่กับกิจกรรมสร้างสรรค์ ส่งผลให้รายได้กระจายสู่ชุมชนอย่างต่อเนื่อง

    ภาคตะวันออกมีความโดดเด่นจากการจัดงาน “วันไหล” ที่ขยายระยะเวลาเทศกาลออกไป โดยเฉพาะจังหวัดชลบุรีและเมืองพัทยา ที่มีการจัดกิจกรรมต่อเนื่องจนถึงปลายเดือนเมษายน ช่วยกระตุ้นการเดินทางและการใช้จ่ายในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ขณะที่จังหวัดระยองได้ใช้จุดเด่นด้านอัตลักษณ์ท้องถิ่นผ่านกิจกรรม “สงกรานต์ถนนทุเรียน” เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและดึงดูดนักท่องเที่ยว

    ภาคเหนือยังคงรักษาเอกลักษณ์ “ปี๋ใหม่เมือง” อย่างเข้มแข็ง จังหวัดเชียงใหม่จัดงานอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงวันที่ 6–17 เมษายน โดยมีนักท่องเที่ยวเข้าร่วมจำนวนมาก ขณะที่จังหวัดเชียงรายและพะเยาได้พัฒนาแนวทางการจัดงานให้ผสมผสานกิจกรรมร่วมสมัย รองรับนักท่องเที่ยวหลากหลายกลุ่ม และช่วยกระจายรายได้สู่พื้นที่โดยรอบ

    ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) มีบรรยากาศคึกคักตามอัตลักษณ์ท้องถิ่น โดยเฉพาะจังหวัดขอนแก่นกับ “ถนนข้าวเหนียว” ที่เป็นไฮไลต์สำคัญของภูมิภาค รวมถึงจังหวัดนครราชสีมาและอุดรธานีที่จัดกิจกรรมขนาดใหญ่รองรับนักท่องเที่ยว ส่งผลให้เกิดการหมุนเวียนของรายได้ในพื้นที่อย่างชัดเจน

    ภาคใต้ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญ โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ตที่คาดการณ์ว่าช่วงวันที่ 11–15 เมษายน จะมีนักท่องเที่ยวประมาณ 149,690 คน สร้างรายได้กว่า 4,083 ล้านบาท ขณะที่จังหวัดสงขลาและนครศรีธรรมราชยังคงบรรยากาศคึกคัก รองรับนักท่องเที่ยวจากทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นในวงกว้าง

    ส่วนภาคตะวันตกเน้นการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรม อาทิ จังหวัดกาญจนบุรี ที่จัดกิจกรรมหลากหลาย ทั้งการแข่งขันเรือยาวและกิจกรรมเชิงประเพณี ควบคู่กับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ เพื่อเพิ่มทางเลือกและสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้จะมีความท้าทายทางเศรษฐกิจในภาพรวม แต่การขับเคลื่อนการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ ได้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการใช้ “วัฒนธรรม” เป็นเครื่องมือสร้างรายได้และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจไปสู่ทุกภูมิภาค

    “สงกรานต์ปีนี้ไม่ใช่แค่คึกคัก แต่คือรายได้ที่เกิดขึ้นจริงกับคนไทยในทุกพื้นที่ ตั้งแต่ผู้ประกอบการรายย่อยไปจนถึงภาคธุรกิจท้องถิ่น ถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจฐานรากที่เห็นผลได้อย่างชัดเจน” นางสาวลลิดา กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://voicetv.co.th/read/Ji4DvFUea&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xK3My3QoaJQ1QUdOj5rbR

  • ส่องแลนด์มาร์ก สงกรานต์ 2569 คึกคักทั่วไทย คาดเข้าร่วม 6.5 ล้านคน เงินสะพัด 3 หมื่นล้านบาท

    ส่องแลนด์มาร์ก สงกรานต์ 2569 คึกคักทั่วไทย คาดเข้าร่วม 6.5 ล้านคน เงินสะพัด 3 หมื่นล้านบาท

    ส่องแลนด์มาร์ก สงกรานต์ 2569 คึกคักทั่วไทย “รัฐบาล” คาดนักท่องเที่ยวไทย-ต่างชาติ ร่วมเล่นน้ำไม่ต่ำกว่า 6.5 ล้านคน เงินสะพัด 3 หมื่นล้านบาท 

    วันนี้ (15 เม.ย.) นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า เทศกาลสงกรานต์ 2569 ของประเทศไทย ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกอย่างล้นหลาม โดย Big 7 Travel สื่อท่องเที่ยวออนไลน์ระดับโลกจากสหราชอาณาจักร จัดให้เป็น จุดหมายปลายทางอันดับ 1 ของโลกในเดือนเมษายน 2569  

    คาดการณ์ว่าในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 จะมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั่วประเทศ ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ไม่น้อยกว่า 6.5 ล้านคน และก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 30,000 ล้านบาท โดย ททท.ระบุว่าเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา 

    สำหรับตลาดต่างประเทศ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยประมาณ 500,000 คน เพิ่มขึ้น 4% สร้างรายได้ราว 8,100 ล้านบาท ขณะที่ตลาดในประเทศ คาดว่าจะมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยจำนวน 5,963,000 คน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 7%  

    กรุงเทพฯ คึกคัก 4 วัน 3.1 ล้านคน 

    ระบบสถิติสงกรานต์ 2569 โดยสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร รายงานข้อมูลจำนวนผู้เข้าร่วมงานสงกรานต์ทั่วกรุงเทพฯ 94 จุด อยู่ที่ 3,145,215 คน เฉพาะวานนี้ (14 เม.ย.) มีคนร่วมงานมากกว่า 1,526,809 คน โดย 6 สถานที่เล่นน้ำยอดฮิต ได้แก่ 

    1. สงกรานต์สยาม 2569 สยามสแควร์ จำนวนผู้ร่วมงานสะสม 1,096,607 คน

    2. ถนนสีลม Silom Songkran Splash Out with Thai Culture จำนวนผู้ร่วมงานสะสม 652,974 คน (จัดวันที่ 12-14 เม.ย.)

    3. ไอคอนสยาม ICONSIAM THAICONIC Songkran Celebration 2026 จำนวนผู้ร่วมงานสะสม 603,752 คน 

    4. ท่ามหาราช Water Festival 2026 เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย จำนวนผู้ร่วมงานสะสม 298,276 คน

    5. สงกรานต์ถนนข้าวสารจำนวนผู้ร่วมงานสะสม 105,925 คน 

    6. เขตคลองเตย Maha Songkran World Event จำนวนผู้ร่วมงานสะสม 75,180 คน

    สงกรานต์ถนนสีลม กรุงเทพฯ
    สงกรานต์ถนนสีลม กรุงเทพฯ

    “เชียงใหม่” ไม่แผ่ว แยกรินคำ คนร่วมงานหลักแสน 

    ขณะที่จังหวัดเชียงใหม่ ก็มีการจัดงานสงกรานต์อย่างคึกคักหลายกิจกรรมโดยเฉพาะแลนด์มาร์กยอดฮิต เช่น ประตูท่าแพ นิมมาน ถนนต้นยาง รอบคูเมืองเชียงใหม่ รวมถึงแยกรินคำ-เมญ่า ที่มีรายงานว่า เวลา 21.00 น.วานนี้ (14 เม.ย.) มีผู้คนแห่เข้าชมคอนเสิร์ตและเล่นน้ำสงกรานต์ ทะลุ 100,000 คน เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ช้างเผือก โรงพักใกล้เคียง และฝ่ายปกครอง ระดมกำลังดูแลความสงบเรียบร้อยอย่างเต็มที่  

    ทั้งนี้คาดว่าสงกรานต์ที่จังหวัดเชียงใหม่ จะสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวกว่าหลายพันล้านบาท มีรายงานยอดจองห้องพักอยู่ที่ประมาณ 70-80% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ต่อลมหายใจภาคการท่องเที่ยวท่ามกลางวิกฤตราคาน้ำมันแพงและเศรษฐกิจจากผลพวงสงครามอิหร่าน 

    สงกรานต์ที่แยกรินคำ เชียงใหม่
    สงกรานต์ที่แยกรินคำ เชียงใหม่

    “ถนนข้าวเหนียวขอนแก่น” สานต่อตำนานคลื่นมนุษย์ 

    ที่ “ถนนข้าวเหนียว” แลนด์มาร์กเล่นสงกรานต์ชื่อดังประจำจังหวัดขอนแก่น เมื่อวันที่ 14 เม.ย.ที่ผ่านมา มีการจัดกิจกรรม “คลื่นมนุษย์” คืนที่ 2 โดยมี น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม เป็นประธานเปิดกิจกรรม โดยมีนักท่องเที่ยวเข้าร่วมกว่า 5 หมื่นคน ส่งต่อคลื่นมนุษย์จากหน้าเวทีประตูเมืองขอนแก่น ไปยังด้านล่างและไหลต่อเนื่องไปจนสุดบริเวณ 4 แยกเตียวฮง รวมระยะทางกว่า 1.5 กิโลเมตร ท่ามกลางเสียงเชียร์และเสียงดนตรีที่เร้าใจตลอดเส้นทาง

    วันนี้ (15 เม.ย.) น.ส.ณัฏฐิญา ตันทสุข นายกสมาคมท่องเที่ยวและไมซ์จังหวัดขอนแก่น เปิดเผยว่า ในช่วงก่อนสงกรานต์มีความกังวลทั้งเรื่องของราคาน้ำมันและผลกระทบสงครามที่กำลังเกิดขึ้น รวมทั้งภาพรวมเศรษฐกิจโลก แต่พบว่ายอดห้องพักของแต่ละพื้นที่มีการจองเกินกว่า 80% และมีจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในเขตเทศบาลนครขอนแก่นและมาท่องเที่ยวในเขต จ.ขอนแก่น ขนส่งมวลชนสาธารณะต่างๆ มีการจองจนเต็มไปจนถึงวันที่ 16 เม.ย.

    อย่างไรก็ตาม ทุกปีจะมีการประมาณการรายได้และเงินสะพัดจากการใช้จ่ายในพื้นที่ที่ไม่น้อยกว่า 1,300 ล้านบาทในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งในช่วงก่อนถึงเทศกาลจากภาพรวมผลกระทบต่างๆ ที่เกิดขึ้นมีการคาดการณ์ว่าขอนแก่นจะมีรายได้จากเทศกาลสงกรานต์ประมาณ 800-900 ล้านบาท แต่เมื่อถึงวันจริงนักท่องเที่ยวมาเล่นน้ำแต่ละวันเกือบแสนคน จึงมั่นใจว่าสงกรานต์ปีนี้จะมีรายได้มากกว่า 1,300 ล้านบาทอย่างแน่นอน

    สงกรานต์ถนนข้าวเหนียว ขอนแก่น
    สงกรานต์ถนนข้าวเหนียว ขอนแก่น

    นักท่องเที่ยวต่างชาติ แห่ร่วมสงกรานต์ “ภูเก็ต”

    วันนี้ (15 เม.ย.) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เทศกาลสงกรานต์ภาคใต้ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญ โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ตที่คาดการณ์ว่าช่วงวันที่ 11–15 เมษายน จะมีนักท่องเที่ยวประมาณ 149,690 คน สร้างรายได้กว่า 4,083 ล้านบาท ขณะที่จังหวัดสงขลาและนครศรีธรรมราชยังคงบรรยากาศคึกคัก รองรับนักท่องเที่ยวจากทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นในวงกว้าง 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/infographic/2926860&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw239asT12u9lLkC575q0aOR