Category: ท่องเที่ยว

  • ‘ญี่ปุ่น’ ประกาศขึ้นภาษีท่องเที่ยวเพิ่ม 3 เท่า เริ่ม 1 ก.ค. นี้ เที่ยวญี่ปุ่นแพงขึ้น

    ‘ญี่ปุ่น’ ประกาศขึ้นภาษีท่องเที่ยวเพิ่ม 3 เท่า เริ่ม 1 ก.ค. นี้ เที่ยวญี่ปุ่นแพงขึ้น

    'ญี่ปุ่น' ประกาศขึ้นภาษีท่องเที่ยวเพิ่ม 3 เท่า เริ่ม 1 ก.ค. นี้ เที่ยวญี่ปุ่นแพงขึ้น

    วันนี้(วันที่ 16 เมษายน 2569) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประเทศญี่ปุ่น ประกาศจะขึ้นภาษีท่องเที่ยว หรือ ภาษีซาโยนาระ (Sayonara Tax) ซึ่งเป็นภาษีขาออกระหว่างประเทศ จากเดิม 1,000 เยน เป็น 3,000 เยนต่อคน โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป 

    การปรับขึ้นภาษีซาโยนาระ ของรัฐบาลญี่ปุ่น ที่เพิ่มขึ้นอีก 2,000 เยน ทำให้นักท่องเที่ยวและคนญี่ปุ่น ที่เดินทางออกจากญี่ปุ่น รวมถึงผู้ที่ถือวีซ่าทำงานหรือเรียนในญี่ปุ่น ก็ต้องจ่ายเช่นกัน หากเดินทางออกนอกประเทศญี่ปุ่น 

    ทั้งนี้ภาษีดังกล่าวจะถูกรวมอยู่ใน ค่าตั๋วเครื่องบินหรือเรือ โดยอัตโนมัติผู้โดยสารไม่ต้องจ่ายแยก

    แต่ทั้งนี้มีข้อยกเว้นสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี และผู้โดยสารทรานสิท ที่เดินทางออกจากญี่ปุ่นภายใน 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องเสียภาษีดังกล่าว

    ทั้งนี้การปรับขึ้น Sayonara Tax มีสาเหตุจากญี่ปุ่น ต้องการแก้ปัญหาโอเวอร์ทัวริซึม โดยรัฐบาลตั้งเป้ารายได้เพิ่มราว 1.3 แสนล้านเยนในปีงบประมาณ 2569 โดยจะนำเงินไปใช้ในการ จัดการนักท่องเที่ยวล้นเมือง เช่น เกียวโต เพิ่มระบบหลายภาษา และกระจายคนไปเที่ยวเมืองรอง

    แต่สถานการณ์จริงในปัจจุบันเริ่มเปลี่ยนไป เพราะนักท่องเที่ยวจีนลดลงอย่างมาก ทำให้ “ปัญหาโอเวอร์ทัวริซึมเริ่มเบาลง” ในบางพื้นที่ จึงกลายเป็นประเด็นถกเถียงว่า ขึ้นภาษีตอนนี้ เหมาะสมหรือไม่

    การขึ้นภาษีครั้งนี้ยิ่งทำให้ ต้นทุนเที่ยวญี่ปุ่นสูงขึ้น เพราะไม่ใช่แค่ Sayonara Tax  แต่ยังมีภาษีอื่นที่นักท่องเที่ยวยังต้องจ่าย อย่าง “ภาษีที่พัก” ในเมืองใหญ่ เช่น โตเกียว โอซาก้า เกียวโต และฮอกไกโด อยู่ที่ประมาณ 100-500 เยน / คืน จ่ายที่โรงแรม

    อีกทั้งยังนักท่องเที่ยวยังต้องเผชิญกับแรงกดดันจากค่าตั๋วเครื่องบินที่ปรับตัวสูงขึ้นอยู่แล้วจากวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งราคาค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับญี่ปุ่นพุ่งขึ้นแล้วประมาณ 15-20% อีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/656676&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xV25o1yIs9z8lylu7eF1A

  • สงครามพ่นพิษ! ทำท่องเที่ยวพังงาเงียบเหงา-เรือทัวร์นับร้อยลำจอดสนิท

    สงครามพ่นพิษ! ทำท่องเที่ยวพังงาเงียบเหงา-เรือทัวร์นับร้อยลำจอดสนิท

    สงครามพ่นพิษ! ทำท่องเที่ยวพังงาเงียบเหงา-เรือทัวร์นับร้อยลำจอดสนิท

    วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.12 น.

    พังงาทรุด! สงครามตะวันออกกลางพ่นพิษ ทำท่องเที่ยวกะโสมเงียบเหงา นทท. จีนหายวับ 50% เรือทัวร์นับร้อยลำต้องจอดสนิท

    วันที่ 16 เม.ย. 69 บรรยากาศการท่องเที่ยว ณ ท่าเรือสุระกุล (หรือท่าเรือกะโสม) อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา ซึ่งเป็นจุดลงเรือยอดนิยมเพื่อชมความงามของอ่าวพังงา พบว่าในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา บรรยากาศเป็นไปอย่างเงียบเหงาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

    นางโชติมนต์ ผู้จัดการ บริษัทเกรียติเจริญชัย 1 จำกัด ผู้ประกอบการเรือทัวร์รายใหญ่ เปิดเผยว่า ปัจจัยหลักที่ทำให้การท่องเที่ยวซบเซาลงมาจากสถานการณ์ สงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นเป็นเท่าตัว ทำให้ต้นทุนการเดินทางเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ลดลงไปกว่า 50% เนื่องจากต้องแบกรับค่าตั๋วเครื่องบินที่แพงขึ้น ส่งผลให้กำลังซื้อและการจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่ลดลงตามไปด้วย

    จากเดิมที่บริเวณท่าเรือแห่งนี้จะคลาคล่ำไปด้วยรถบัสและนักท่องเที่ยวจนไม่มีที่จอดรถ แต่ปัจจุบันลานจอดรถกลับโล่งผิดตา เรือทัวร์นำเที่ยวนับ 100 ลำต้องจอดเทียบท่าโดยไม่มีกำหนดออกทัวร์ ส่งผลกระทบอย่างหนักต่ออาชีพคนขับเรือที่ต้องขาดรายได้หลัก จนหลายรายต้องหันไปยึดอาชีพรับจ้างทั่วไปแทนเพื่อหาเลี้ยงชีพ

    แม้ว่าแหล่งท่องเที่ยวอย่าง เขาตาปู เขาพิงกัน และเกาะปันหยี จะเป็นสถานที่ที่สามารถท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี แต่หากสถานการณ์โลกและราคาน้ำมันยังไม่คลี่คลาย ผู้ประกอบการเกรงว่าจะไม่สามารถแบกรับภาระค่าใช้จ่ายได้อีกต่อไป จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาหามาตรการช่วยเหลือหรือกระตุ้นการท่องเที่ยวในพื้นที่อ่าวพังงาเป็นการเร่งด่วน เพื่อประคับประคองภาคธุรกิจให้อยู่รอดต่อไปได้

    ////////////-026

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    เขาหลักวิกฤต! คนแห่ต่อคิวจนดีเซลหมดปั๊ม-หอการค้าพังงาแฉถูกตัดโควตา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/958876&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EZjwgaVC0evQ4TEGtB7dz

  • “นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวพระนครศรีอยุธยา”ยอมรับสงกรานต์ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    “นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวพระนครศรีอยุธยา”ยอมรับสงกรานต์ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    นายเรียงทองบาท มีพันธ์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวพระนครศรีอยุธยา และผู้บริหารวังช้างอยุธยาแลเพนียด กล่าวถึง เทศกาลสงกรานต์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานพระนครศรีอยุธยา ชูเรื่องช้างเล่นน้ำสงกรานต์ และยังมีการจัดกิจกรรมสงกรานต์หลายจุดในเกาะเมือง ภาพรวมได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีกระแสราคาน้ำมัน และจากการพูดคุยกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นักท่องเที่ยวต่างชาติลดน้อยลงไป เมื่อเทียบจากปีที่ผ่านมา

    โดยยังพบว่าการท่องเที่ยวได้จากคนในประเทศมากกว่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีตัวแลข 450 ล้านบาทจากการท่องเที่ยว แต่ไม่ถือว่าไม่มาก ต้องดูว่าหลังจากนี้ไปแล้ว ประชาชนจะหยุดเที่ยวยาวมั้ย หลังเทศกาลสงกรานต์ เพราะคนไม่มีรายได้เพิ่ม ผลกระทบการท่องเที่ยวในอยุธยามาจากเรื่องเศรษฐกิจมากกว่าเรื่องของสภาพอากาศ ราคาน้ำมันที่แพงขึ้น รวมทั้งเศรษฐกิจไม่ดีทำให้การใช้จ่ายน้อยลง ตนยังเห็นในทีมบริหารรัฐบาลที่ต้องมาเจอปัญหานี้ สภาวะสงคราม ยังเอาใจช่วยคณะทูตให้หาทางคุยเรื่องน้ำมันให้นำน้ำมันเข้ามาในประเทศให้มาก จะช่วยได้ เพราะน้ำมันเป็นเหตุผลหลักในการใช้จ่าย และอยากให้พัฒนาด้านการให้บริการคมนาคม เช่นการส่งเสริมให้คนใช้รถไฟมากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5786263/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iE0WWAyRxOXAuoDaeRAVP

  • ญี่ปุ่นปรับขึ้นภาษีท่องเที่ยวขาออก 3 เท่า เริ่ม 1 ก.ค. 2569 กระทบเราขนาดไหน?

    ญี่ปุ่นปรับขึ้นภาษีท่องเที่ยวขาออก 3 เท่า เริ่ม 1 ก.ค. 2569 กระทบเราขนาดไหน?

         สายเที่ยวญี่ปุ่นอัปเดตด่วน! ใครมีแพลนจะไปดูซากุระ หรือสัมผัสหิมะที่ญี่ปุ่นในช่วงปีหน้า อาจต้องเตรียมงบเพิ่มขึ้นอีกนิด เพราะล่าสุดรัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศปรับขึ้น ภาษีนักท่องเที่ยวขาออก (International Tourist Tax) จากเดิม 1,000 เยน เป็น 3,000 เยน โดยจะเริ่มบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป

    slyellow / shutterstock.com

    ญี่ปุ่นปรับขึ้นภาษีท่องเที่ยวขาออก 3 เท่า
    เริ่ม 1 ก.ค. 2569

    💸 ภาษีนักท่องเที่ยวขาออก คืออะไร?

         ภาษีท่องเที่ยวขาออก หรือที่หลายคนเรียกติดปากว่า ค่าเหยียบสนามบิน คือภาษีที่รัฐบาลญี่ปุ่นจัดเก็บจากทุกคนที่เดินทางออกจากประเทศญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ ชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่น หรือแม้แต่คนญี่ปุ่นเองก็ตาม โดยเริ่มจัดเก็บครั้งแรกเมื่อปี 2019 ในอัตรา 1,000 เยน โดยปกติจะถูกรวมเข้าไปในค่าตั๋วเครื่องบิน หรือค่าตั๋วเรือเรียบร้อยแล้ว ทำให้เราแทบไม่รู้สึกตัวว่าจ่ายไปตอนไหนนั่นเอง

    ภาษีนักท่องเที่ยวขาออก คืออะไร?

    🎯 ทำไมต้องปรับขึ้นราคาถึง 3 เท่า?

         การปรับเพิ่มภาษีครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเก็บเงินเพิ่มธรรมดาๆ แต่ญี่ปุ่นมีแผนการใหญ่ในการนำเงินจำนวนมหาศาล (คาดการณ์กว่า 1.3 แสนล้านเยน) ไปใช้พัฒนาประเทศในหลายมิติ เช่น

    • สู้ภัย Overtourism : แก้ปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมืองในจุดเช็กอินยอดฮิตอย่าง เกียวโต หรือทางขึ้นภูเขาไฟฟูจิ ที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตคนท้องถิ่น
    • อัปเกรดสิ่งอำนวยความสะดวก : นำไปพัฒนาระบบขนส่ง ป้ายบอกทาง และบริการหลายภาษาในแหล่งท่องเที่ยวให้ดียิ่งขึ้น
    • กระจายรายได้สู่เมืองรอง : ส่งเสริมการท่องเที่ยวในชนบทหรือเมืองที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก เพื่อลดความแออัดจากเมืองใหญ่และช่วยกระจายรายได้ให้ทั่วถึง
    • มุ่งเน้นการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ : สะท้อนว่าญี่ปุ่นต้องการเปลี่ยนผ่านจากการเน้นจำนวน มาเป็นนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ที่พร้อมสนับสนุนการดูแลแหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    ✅ ใครบ้างที่ “ไม่ต้องจ่าย”?

         แม้จะปรับขึ้นราคา แต่ยังมีข้อยกเว้นสำหรับบางกลุ่ม ได้แก่

    • เด็กเล็ก: อายุต่ำกว่า 2 ปี (ฟรี)
    • ผู้โดยสารต่อเครื่อง (Transit): ที่แวะพักในญี่ปุ่นไม่เกิน 24 ชั่วโมง
    • ผู้ที่ถูกส่งตัวกลับ: หรือกรณีแวะจอดฉุกเฉินเนื่องจากเหตุสุดวิสัย

         พอเทียบเป็นค่าเงินบาทไทยแล้ว การเพิ่มค่าใช้จ่ายจากประมาณ 250 บาท เป็น 750 บาท (ตามอัตราแลกเปลี่ยนโดยประมาณ) อาจดูเหมือนไม่เยอะสำหรับทริปใหญ่ แต่ถ้าไปกันเป็นครอบครัวหลายคนก็ถือเป็นเงินหลักหลายพันที่เพิ่มขึ้นมาเหมือนกัน แต่ถ้าแลกมากับการที่แหล่งท่องเที่ยวสวยๆ ไม่แออัดจนเกินไป มีสิ่งอำนวยความสะดวกดีขึ้น และคนท้องถิ่นมีความสุขกับการต้อนรับเรา ก็นับเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าสำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเรา

         ใครมีแผนจะไปเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงรอยต่อเดือนกรกฎาคม 2569 อย่าลืมเช็กราคาตั๋วเครื่องบินให้ดี เพราะสายการบินจะเริ่มคำนวณภาษีใหม่ในตั๋วที่เดินทางตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. เป็นต้นไปครับ!

    ====================

    ขอบคุณข้อมูลดีๆ และภาพจาก https://www.japankuru.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/Br9zJ0pQDLQ8&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2CrQxFBNSS7UKn3GbI9BB8

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา ขึ้นทะเบียน GI

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา ขึ้นทะเบียน GI

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา ขึ้นทะเบียน GI “ปลาสลิดบ้านแพ้ว” สร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร ต่อยอดสู่ท่องเที่ยว


    16/04/2569 | 55 |

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายยกระดับฐานการผลิตไทย สู่เป้าหมายเกษตรมูลค่าสูงของกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) “ปลาสลิดบ้านแพ้ว” สินค้า GI รายการที่ 4 ของจังหวัดสมุทรสาคร ต่อจากลำไยพวงทองบ้านแพ้ว มะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว และน้ำช่อดอกมะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว ตอกย้ำคุณภาพสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปจากภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีคุณภาพโดดเด่นและมีอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น พร้อมยกระดับสู่สินค้า GI ระดับพรีเมียม สร้างรายได้ให้ชุมชนในมิติต่างๆ อย่างยั่งยืน
     
    (16 เม.ย. 69) นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า “ปลาสลิดบ้านแพ้ว” มีความโดดเด่นที่แตกต่างจากปลาสลิดแหล่งอื่น เนื่องจากพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครเป็นที่ราบลุ่มชายฝั่งทะเลมีระบบชลประทานครอบคลุมทั้งพื้นที่ น้ำมีคุณภาพดีใช้ได้ตลอดทั้งปี อีกทั้งยังมีสภาพน้ำกร่อยที่มีสารอาหารอุดมสมบูรณ์และมีหญ้าที่ช่วยสร้างแหล่งอาหารธรรมชาติ ประกอบกับภูมิปัญญาการเลี้ยงปลาสลิดบ้านแพ้วแบบดั้งเดิมที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น โดยมีการขุดบ่อให้มีความลึกมากพอ จนแสงแดดส่องไม่ถึงพื้นบ่อ ทำให้อุณหภูมิน้ำมีความเย็น ส่งผลให้ปลาสลิดสดมีสีเทาอ่อน ซึ่งสีไม่เข้มเท่าปลาสลิดจากแหล่งอื่น เนื้อปลาละเอียด นุ่ม แน่น ไม่ร่วน ไม่มีกลิ่นโคลน เนื้อปลาสดที่ทอดจะมีรสชาติหวาน และเมื่อนำปลาสดมาผ่านกระบวนการแปรรูปอย่างพิถีพิถัน ตั้งแต่การคัดเลือกปลาที่มีขนาดเหมาะสม การผ่าทำความสะอาด การหมักเกลือในสัดส่วนที่พอดี และการตากแดดตามวิธีดั้งเดิมของชุมชน จนได้เป็นปลาสลิดแดดเดียวและปลาสลิดหอมที่มีเนื้อแน่น แห้ง ไม่ร่วน ไม่มีกลิ่นโคลน เมื่อทอดสุกเนื้อปลาจะมีความนุ่ม รสชาติเค็มพอดี และมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์โดดเด่น ปัจจุบันมีปริมาณการผลิตปลาสลิดบ้านแพ้วอยู่ที่ 8 ล้านกิโลกรัมต่อปี สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับจังหวัดได้สูงถึง 740 ล้านบาทต่อปี
     
    นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า การขึ้นทะเบียน GI “ปลาสลิดบ้านแพ้ว” ในครั้งนี้ สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ในการสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรและสินค้าอัตลักษณ์ชุมชนอย่างเป็นระบบ โดยกรมฯ มีแนวทางส่งเสริมและยกระดับสินค้าอย่างครบวงจร ทั้งการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค การส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการ และการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้มีความทันสมัย สามารถสะท้อนอัตลักษณ์ GI ให้เหมาะกับตลาดพรีเมียม ตลอดจนการขยายช่องทางการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ อาทิ การเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในประเทศและต่างประเทศ การจัดหาช่องทางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีกค้าส่งทั่วประเทศ และแพลตฟอร์มออนไลน์ชั้นนำ เป็นต้น โดยสินค้า “ปลาสลิดบ้านแพ้ว” มีศักยภาพจากจุดเด่นในด้านคุณภาพ รสชาติ และอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น สามารถต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์แปรรูป อาหารพร้อมรับประทาน และของฝากคุณภาพสูง ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าและขยายโอกาสทางการตลาดได้อย่างยั่งยืน
     
    นอกจากนี้ กรมฯ ยังมุ่งมั่นส่งเสริมการต่อยอดแหล่งผลิตสินค้า GI ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของชุมชน เพื่อเชื่อมโยงสินค้าอัตลักษณ์พื้นถิ่นเข้ากับประสบการณ์ท่องเที่ยว สอดรับกับนโยบาย “365 วัน มหัศจรรย์เมืองไทยเที่ยวได้ทุกวัน” ของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งยกระดับสินค้าและบริการสู่การท่องเที่ยวมูลค่าสูง โดยใช้จุดแข็งด้านคุณภาพและอัตลักษณ์ของสินค้าในท้องถิ่นสร้างรายได้สู่ผู้ประกอบการในพื้นที่ตลอดทั้งปี ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยมีสินค้า GIที่ขึ้นทะเบียนแล้ว 256 รายการ และสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนรวมกว่า 115,979 ล้านบาท
     
    กรมทรัพย์สินทางปัญญาเชื่อมั่นว่า การขึ้นทะเบียน GI จะช่วยผลักดันให้ “ปลาสลิดบ้านแพ้ว” เป็นที่รู้จักในวงกว้างยิ่งขึ้น พร้อมส่งเสริมให้ผู้ผลิตและผู้ประกอบการในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครร่วมกันรักษามาตรฐานการผลิต และต่อยอดการพัฒนาสินค้า GI ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในมิติสินค้าเกษตรมูลค่าสูงและ Soft Power ด้านอาหารของไทย ควบคู่กับการพัฒนาแหล่งผลิตเป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยววิถีชุมชน อันจะก่อให้เกิดการสร้างรายได้ กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่อย่างยั่งยืนในระยะยาว


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/494950&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WWRRxrZvMwkWkc7AqdDbg

  • สงกรานต์กาญจน์ซบ! นักท่องเที่ยวหด 40% หอการค้าฯ จี้รัฐเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ

    สงกรานต์กาญจน์ซบ! นักท่องเที่ยวหด 40% หอการค้าฯ จี้รัฐเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ

    วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.55 น.

    จากการสำรวจข้อมูลภาคสนามและรวบรวมเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการในจังหวัดกาญจนบุรีช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ พบว่าบรรยากาศการท่องเที่ยวไม่คึกคักอย่างที่คาดหวัง นางสาวณัฐรินทร์ พงษ์วิทยภานุ ประธานหอการค้าจังหวัดกาญจนบุรี ได้วิเคราะห์ภาพรวมสถานการณ์ท่องเที่ยว เศรษฐกิจ และแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภค ก่อนเสนอแนวทางฟื้นเศรษฐกิจต่อภาครัฐ โดยสรุปเป็น 6 ประเด็นสำคัญพร้อมการขยายเนื้อหา ดังนี้:

    1. ยอดจองห้องพักวูบ 30–40% สัญญาณเตือนชัดเจนว่ากำลังซื้อหดตัว

    แม้แหล่งท่องเที่ยวหลักอย่างอำเภอไทรโยคยังคงมีนักท่องเที่ยวจำนวนหนึ่ง แต่เมื่อเทียบกับภาพรวมทั่วทั้งจังหวัดแล้วพบว่ายอดการเดินทางลดลงค่อนข้างมาก ผู้ประกอบการที่พักหลายแห่งรายงานตรงกันว่า ยอดจองห้องพักช่วงเทศกาลปีนี้ลดลงเฉลี่ย 30–40% ส่งผลให้รายได้ไม่เป็นไปตามที่วางแผนไว้ อีกทั้ง ปริมาณรถยนต์บนท้องถนนก็ไม่หนาแน่นเหมือนปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นดัชนีสะท้อนชัดเจนว่า “เม็ดเงินท่องเที่ยวไหลเข้าสู่จังหวัดน้อยลงกว่าปกติ” โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวครอบครัวที่เลือกลดทริปเพื่อลดรายจ่ายในช่วงเศรษฐกิจตึงตัว

    2. พฤติกรรมท่องเที่ยวเปลี่ยน — นักท่องเที่ยว “รัดเข็มขัด” ทุกเม็ดเงิน

    ภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้า ทำให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากปรับพฤติกรรมอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมที่นิยมรับประทานอาหารในร้านใหญ่ ก็เปลี่ยนมาเลือกซื้ออาหารจากร้านสะดวกซื้อ หรือทำอาหารไปรับประทานเองเพื่อลดค่าใช้จ่าย ส่งผลให้เม็ดเงินไม่กระจายสู่ผู้ประกอบการร้านอาหารและร้านท่องเที่ยวเท่าที่ควร

    หลายธุรกิจรายงานว่า “ลูกค้าใช้จ่ายต่อหัวลดลงอย่างต่อเนื่อง” ทั้งในกิจกรรมท่องเที่ยว ร้านขายของฝาก และร้านบริการต่างๆ ซึ่งแนวโน้มนี้สะท้อนทิศทางการท่องเที่ยวเชิงประหยัดที่ชัดเจนขึ้นในปีนี้

    3. นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงกว่า 50% โดนผลกระทบสงคราม-ค่าตั๋วเครื่องบิน

    สถานการณ์ท่องเที่ยวต่างประเทศในหลายพื้นที่ของโลก รวมถึงปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มยุโรปและอเมริกาที่เคยเป็นตลาดหลักของกาญจนบุรีลดลงกว่า 50% ในปีนี้ ส่งผลให้โครงสร้างนักท่องเที่ยวเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ปัจจุบันสัดส่วนเป็นนักท่องเที่ยวไทยถึง 80% ขณะที่ต่างชาติอยู่ที่เพียง 20% และส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเอเชีย เช่น จีน และมาเลเซีย
    ผู้ประกอบการหลายรายกังวลว่า หากเทรนด์นี้ยังดำเนินต่อไป จะกระทบต่อรายได้จากตลาดต่างชาติที่เคยเป็นกำลังหลักในช่วงไฮซีซั่นของจังหวัด

    4. ต้นทุนธุรกิจพุ่งไม่หยุด — ผู้ประกอบการต้อง “กัดฟันแบกภาระ”

    ต้นทุนวัตถุดิบ อาหาร พลังงาน และค่าแรงปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง แต่ผู้ประกอบการกลับไม่สามารถปรับราคาขายได้ เนื่องจากเกรงว่ายอดลูกค้าจะหายไปมากกว่าเดิม ทำให้หลายกิจการต้องลดกำไรลงหรือแบกรับต้นทุนด้วยตัวเอง

    สิ่งที่ผู้ประกอบการกังวลที่สุดคือ “ช่วงหลังสงกรานต์” ซึ่งเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวซบเซา (Low Season) หลายธุรกิจเกรงว่า หากรายได้ไม่พอค่าดำเนินการ อาจต้องลดจำนวนพนักงานหรือชะลอการลงทุน บางรายอาจเสี่ยงถึงขั้นต้องปิดกิจการหากไม่ได้รับมาตรการช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรมจากภาครัฐ

    5. มอเตอร์เวย์ M81 ช่วยกระตุ้นเดินทาง แต่ยังไม่พอพยุงเศรษฐกิจทั้งจังหวัด

    ปัจจัยบวกที่ช่วยประคองสถานการณ์คือ การเปิดใช้มอเตอร์เวย์สาย M81 ซึ่งทำให้การเดินทางจากกรุงเทพฯ มายังจังหวัดกาญจนบุรีสะดวกขึ้น ใช้เวลาเพียงประมาณ 50 นาที ส่งผลให้กลุ่มนักท่องเที่ยวแบบ One Day Trip เพิ่มขึ้น

    นอกจากนี้ การจัดกิจกรรมคอนเสิร์ตและเทศกาลดนตรีใหญ่โดยภาครัฐและ อบจ. มีส่วนช่วยดึงดูดกลุ่มวัยรุ่นและนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่นิยมกิจกรรมด้านสุขภาพและไลฟ์สไตล์ แต่หอการค้ามองว่าสิ่งเหล่านี้ยังไม่เพียงพอ หากต้องการให้เศรษฐกิจจังหวัดฟื้นตัวแบบยั่งยืน ต้องอาศัยกลยุทธ์ระยะยาวและการทำงานร่วมกันทุกภาคส่วน

    6. ข้อเสนอสำคัญ: อัดมาตรการกระตุ้น-ภาษี-โครงสร้างพื้นฐาน EV ดันกาญจน์สู่เมือง Wellness & Go Green

    หอการค้าจังหวัดกาญจนบุรีเสนอแนะภาครัฐให้ดำเนินมาตรการเร่งด่วนและมาตรการเชิงยุทธศาสตร์ เช่น: โครงการกระตุ้นท่องเที่ยว

    ดึงเม็ดเงินเข้าจังหวัดผ่านโครงการลักษณะ “เราเที่ยวด้วยกัน” หรือ “คนละครึ่ง” เพื่อเพิ่มแรงจูงใจในการเดินทางและใช้จ่าย
    ส่งเสริมการสัมมนาของหน่วยงานรัฐในช่วง Low Season ช่วยเติมเต็มรายได้ให้โรงแรม รีสอร์ต และผู้ประกอบการในช่วงที่การท่องเที่ยวเบาบาง มาตรการภาษีเพื่อผู้ประกอบการท่องเที่ยว โดยเฉพาะธุรกิจที่จัดกิจกรรมหรือเทศกาลเพื่อกระตุ้นการเดินทางตลอดทั้งปีโครงสร้างพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงานสะอาด

    เช่น สนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อติดตั้งจุดชาร์จรถ EV ในโรงแรม ร้านอาหาร และจุดท่องเที่ยว เพื่อสอดรับกระแสการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการเดินทางแบบลดคาร์บอน พร้อมผลักดันกาญจนบุรีเป็น “Wellness & Go Green Destination” ในอนาคต

    บทสรุป

    หอการค้ากาญจนบุรีย้ำว่า หากต้องการพลิกฟื้นเศรษฐกิจจังหวัดให้กลับมาคึกคัก จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และชุมชนในทิศทางเดียวกัน พร้อมเดินหน้าแผนพัฒนาที่ตอบโจทย์เทรนด์การท่องเที่ยวยุคใหม่ เพื่อให้กาญจนบุรีเติบโตอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงเฉพาะช่วงเทศกาล แต่ตลอดทั้งปี.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/472814&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WOQYD9IKO5tCzj9-YaX3M

  • ผอ.ททท.ตราด เผย 5 วันสงกรานต์ นักท่องเที่ยวทะลุ 4 หมื่นคน สร้างรายได้กว่า 373 ล้านบาท ต่างชาติพุ่ง 160 ล้าน | TOPNEWS

    ผอ.ททท.ตราด เผย 5 วันสงกรานต์ นักท่องเที่ยวทะลุ 4 หมื่นคน สร้างรายได้กว่า 373 ล้านบาท ต่างชาติพุ่ง 160 ล้าน | TOPNEWS

    จ.ตราด / ว่าที่ ร.ต.กรกฎ โอภาส ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานตราด เปิดเผยว่า สถานการณ์ท่องเที่ยวในช่วงหลัง “เทศกาลสงกรานต์” วันที่ 11 – 15 เมษายน 2569 รวมจำนวน 5 วัน จังหวัดตราด พบว่า มีจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางมาเที่ยวจังหวัดตราด และเข้าท่องเที่ยวยัง 3 เกาะหลัก ประกอบด้วย เกาะช้าง เกาะกูด และเกาะหมาก

    รวมจำนวน 40,704 คน แบ่งเป็นชาวไทย 30,602 คน และชาวต่างชาติ 10,102 คน/ครั้ง โดยมีรายได้รวมทั้งสิ้น 373.83 ล้านบาท ทั้งนี้ รายได้จากชาวไทย 212.94 ล้านบาท ชาวต่างชาติ 160.89 ล้านบาท ซึ่งจังหวัดตราดมีจำนวนสถานพักแรมจำนวน 411 แห่ง ห้องพักทั้งหมด 11,395 ห้อง อัตราการเข้าพักเฉลี่ย 63.60% จำนวนคืนพักเฉลี่ยของผู้เข้าพัก 1.93 คืน สำหรับเรื่องปัญหาราคาน้ำมันแพงขึ้นนั้น มีผลกระทบกับจังหวัดตราดน้อยมาก

    ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานตราด กล่าวว่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย ซึ่งมีอัตราเฉลี่ยร้อยละ 73.83 โดยกลุ่มนักท่องเที่ยวที่นิยมท่องเที่ยว ได้แก่ กลุ่มครอบครัว กลุ่มเพื่อน กลุ่มคู่รัก กลุ่มนักธุรกิจ และกลุ่มวัยทำงาน เป็นต้น ส่วนนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ มีอัตราเฉลี่ยร้อยละ 26.17 โดยมีสัญชาติ เยอรมัน จีน รัสเซีย ฝรั่งเศส อังกฤษ บริติช ฟินแลนด์ ออสเตรเลีย และสวิตเซอร์แลนด์ ได้แก่ กลุ่มนักธุรกิจ และนักท่องเที่ยวตามลำดับ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มีจุดประสงค์การท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อน โดยปัจจัยที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวคือมีการจัดงานโดยหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนในหลายพื้นที่ของจังหวัด ได้แก่ เช่น วันที่ 11-15 งาน “เฮฮา มหาสงกรานต์ @สระสีเสียด” ณ อ่างเก็บน้ำเขาระกำตอนล่าง สระสีเสียด ต.หนองเสม็ด จ.ตราด หรือวันที่ 13-15 งานประเพณีสงกรานต์วัดบุปผาราม ณ วัดบุปผาราม ต.วังกระแจะ อ.เมือง จ.ตราด วันที่ 13 สงกรานต์ Night คลองใหญ่ ณ หน้าเทศบาลตำบลคลองใหญ่ อ.คลองใหญ่ จ.ตราด วันที่ 14 วันไหลบ่อไร่ เขตเทศบาลตำบลบ่อพลอย อ.บ่อไร่ จ.ตราด และในสัปดาห์หน้า จะมีการจัดงานสงกรานต์วันไหลอีก คือ วันที่ 19-21 วันไหลเกาะช้าง สนามบินเล็กเกาะช้าง อ.เกาะช้าง จ.ตราด และวันที่ 24 เมษายน 2569 วันไหลแหลมงอบ ต.แหลมงอบ อ.แหลมงอบ จ.ตราด

    นอกจากนี้ ททท.สำนักงานตราด จัดโปรโมชั่น SUMMER “คลายร้อนก่อนเกาะ” เที่ยวเกาะกูด – เกาะหมาก ให้คุ้มกว่าเดิม เพียงโชว์ “ตั๋วเรือ” ที่ท่าเรือที่ร่วมรายการ รับทันทีส่วนลดค่าเครื่องดื่ม 50 บาท/ท่าน ระหว่างวันที่ 10 – 14 เมษายน 2569 ณ ท่าเรือเสือดำโก ท่าเรือบุญศิริ ท่าเรือชลธี ท่าเรือเกาะกูดเอ็กซ์เพรส และท่าเรือโอเชียนฟร้อนท์

    สิทธิพิเศษเพิ่มเติม หากพกแก้วส่วนตัวเลือกรับส่วนลดเครื่องดื่ม หรือหมวก หากเดินทางด้วยรถ EV เลือกรับส่วนลดเครื่องดื่ม หรือหมวก หรือกางเกง และ ททท.สำนักงานตราด ร่วมกับร้าน Coffee Camp @Ko Chang อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง จัดโปรต้อนรับวันสงกรานต์ สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปท่องเที่ยวเกาะช้าง เพียงพกแก้วส่วนตัวมาเอง รับส่วนลด 5 บาท จากร้านค้า และรับของที่ระลึกพวงกุญแจจากฝาขวดพลาสติก 1 ชิ้น รวมทั้งนักท่องเที่ยวที่พกแก้วส่วนตัวมา แสดงหลักฐานการเข้าพัก ไม่ว่าจะเป็นหลักฐานการจอง การโอน หรือคีย์การ์ด/กุญแจห้องพัก พร้อมลงทะเบียนรับสิทธิ์หน้าร้าน ลดเพิ่มตามเลขวันที่จัดโปรโมชั่นสงกรานต์ เช่น วันที่ 11 ลดเพิ่ม 11 บาท + 5 บาทจากร้านค้า รวม 16 บาท วันที่ 15 ลดเพิ่ม 15 บาท + 5 บาทจากร้านค้า รวม 20 บาท

    นายเดชาธร จันทร์อบ นายก อบต.เกาะหมาก และเจ้าของโรงแรมสวนย่ารีสอร์ท เกาะกูด เปิดเผยว่า ในเดือนเมษายน 2569 นักท่องเที่ยวจำนวนมากจะเดินทางมาท่องเที่ยวในอำเภอเกาะกูด ซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยวทั้งเกาะกูด เกาะหมาก และเกาะอื่น ๆ โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์ จำนวนนักท่องเที่ยวไม่ได้ลดลงตามราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น แต่ราคาค่าโดยสารของเกาะกูดยังไม่ได้มีการประกาศขึ้น เพราะต้องรอหลังสงกรานต์ก่อน ซึ่งทางอำเภอจะได้ประกาศภายหลัง แต่ก็ไม่ได้กระทบการท่องเที่ยวของเกาะกูด เพราะนักท่องเที่ยวพร้อมจ่าย เนื่องจากเดินทางมาปีละ 1-2 ครั้ง จึงไม่มีผล แต่ที่กระทบจะเป็นชาวตราดหรือชาวเกาะกูด ที่เดินทางไปมาระหว่างฝั่งกับเกาะ ซึ่งเดินทางบ่อยที่จะได้รับผลกระทบในครั้งนี้

    ภาพ/ข่าว จักรกฤชณ์ แววคล้ายหงษ์ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ตราด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1548668&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VUSkKNSS7C1P2c55cP0I3

  • ธปท.หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจไทย เตือนหากสงครามอิหร่านยืดเยื้อเสี่ยงเลวร้ายสุด

    ธปท.หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจไทย เตือนหากสงครามอิหร่านยืดเยื้อเสี่ยงเลวร้ายสุด

    ธปท.หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจไทย เตือนหากสงครามอิหร่านยืดเยื้อเสี่ยงเลวร้ายสุด

    ธปท.ลดคาดการณ์เศรษฐกิจปี 2569 เหลือ 1.3% จากผลกระทบสงครามอิหร่าน เตือนหากยืดเยื้ออาจเผชิญสถานการณ์เลวร้ายไร้ขีดจำกัด

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับลดประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2569 ลงเหลือ 1.3% จากเดิมที่เคยประเมินไว้สูงกว่านี้ ท่ามกลางผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ–อิสราเอลกับอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน การท่องเที่ยว และต้นทุนการนำเข้า

    นางชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท. เปิดเผยระหว่างการประชุมฤดูใบไม้ผลิของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก ที่กรุงวอชิงตันว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ทิศทางชะลอตัว โดยผลกระทบจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นและความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลกกำลังกดดันหลายภาคส่วนสำคัญ

    “แนวโน้มหลายด้านกำลังเป็นขาลง” นางชญาวดีกล่าว พร้อมเตือนว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อ สถานการณ์เศรษฐกิจอาจเลวร้ายได้โดยแทบไม่มีขีดจำกัด

    ภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน โดยนักท่องเที่ยวจากกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับลดลงเกือบเป็นศูนย์ในเดือนมีนาคม จากการปิดสนามบินในภูมิภาค ขณะที่นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มีสัดส่วนการใช้จ่ายถึงราว 7% ของรายได้ท่องเที่ยวทั้งหมด

    นอกจากนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวจากมาเลเซีย ซึ่งเป็นอีกตลาดสำคัญ ก็ลดลงจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น ทำให้การเดินทางข้ามพรมแดนลดลงตามไปด้วย

    ธปท.หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจไทย เตือนหากสงครามอิหร่านยืดเยื้อเสี่ยงเลวร้ายสุด

    ธปท.ประเมินว่า หากสงครามยุติลงในช่วงครึ่งหลังของปี อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยจะอยู่ที่ 1.3% ในปี 2569 ลดลงจากคาดการณ์ก่อนหน้าในเดือนธันวาคมที่ 1.9% ขณะที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแตะระดับ 3.5%

    แม้เศรษฐกิจไทยจะมีฐานะพื้นฐานที่แข็งแกร่งในช่วงก่อนเกิดวิกฤต แต่แรงกดดันในปัจจุบันถือว่าสูง โดยเฉพาะจากต้นทุนพลังงานและภาคต่างประเทศที่ผันผวน

    ในด้านดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งเดิมคาดว่าจะเกินดุลประมาณ 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ ธปท.ระบุว่าอาจต้องปรับลดลง และไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะพลิกกลับเป็นขาดดุล

    สำหรับนโยบายการเงิน ธปท.ระบุว่ายังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เว้นแต่เงินเฟ้อจะอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องเกิน 1 ปี โดยมองว่าการขึ้นดอกเบี้ยอาจไม่สามารถแก้ปัญหาเงินเฟ้อที่มีสาเหตุจากฝั่งอุปทานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ขณะเดียวกัน กระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายที่ไหลออกจากตลาดหุ้นและตราสารหนี้ไทยในช่วงเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม แม้จะอยู่ในระดับสูง แต่ยังสามารถบริหารจัดการได้ และเริ่มกลับมาเป็นบวกในเดือนเมษายน

    นางชญาวดีกล่าวเพิ่มเติมว่า การที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF–World Bank ในช่วงปลายปีนี้ จะเป็นโอกาสสำคัญในการสะท้อนภาพเศรษฐกิจของประเทศที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งโลก พร้อมยืนยันว่าไทยยังมีศักยภาพในการปรับตัว และมีพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเพียงพอในการรับมือความท้าทายระยะข้างหน้า

    อย่างไรก็ตาม ทิศทางเศรษฐกิจไทยยังคงขึ้นอยู่กับความยืดเยื้อของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยชี้ขาดต่อระดับความรุนแรงของผลกระทบในระยะถัดไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/financial/740992&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Eh2FB1GzT5MUf2ZSjXO1c

  • คุมเข้มเกาะท่องเที่ยว! แม่ทัพภาค 4 บุกสมุย-พะงัน ตรวจงานความมั่นคงรอบด้าน

    คุมเข้มเกาะท่องเที่ยว! แม่ทัพภาค 4 บุกสมุย-พะงัน ตรวจงานความมั่นคงรอบด้าน

    แม่ทัพภาคที่ 4 นำคณะลงพื้นที่สมุยและพะงัน  ตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานด้านความมั่นคง

        วันที่  15 เมษายน  2569  เวลา  15.00  น. นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ  ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุราษฎร์ธานี มอบหมายให้นายจักรกฤษณ์  ฝั่งชลจิตร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี/รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุราษฎร์ธานี(พ.) พร้อมด้วยพันเอก ฐิติพงษ์  อินวะษา รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 45/รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุราษฎร์ธานี(ท.) ร่วมให้การต้อนรับ พลโท นรธิป โพยนอก  แม่ทัพภาคที่ 4/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4  และคณะ ในการเดินทางมาตรวจเยี่ยมและติดตามผลการปฏิบัติงานของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุราษฎร์ธานี (กอ.รมน.จว.ส.ฎ.) ณ  Chabad House Samui อำเภอเกาะสมุย 

     ในการนี้ได้รับฟังสรุปผลการปฏิบัติงาน ปี 2569 (ตุลาคม 2568 – มีนาคม 2569)  รวมทั้งรับฟังปัญหาบุคคลต่างด้าวและภัยคุกคามด้านความมั่นคง รวมถึงปัญหาแทรกซ้อนเร่งด่วน ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่เกาะสมุยและเกาะพะงัน พร้อมทั้งหาแนวทางการบูรณาการเพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่  โดยนายอมร ชุมช่วย  นายอำเภอเกาะสมุย  พร้อมด้วยส่วนราชการและผู้เกี่ยวข้องร่วมต้อนรับ

    ทั้งนี้ก่อนเดินทางมายังพื้นที่เกาะสมุย ทางแม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4  และคณะ ได้เดินทางไปยังอำเภอเกาะพะงัน เพื่อตรวจเยี่ยมและติดตามผลการปฏิบัติงานด้านความมั่นคง พร้อมรับฟังปัญหา เพื่อนำไปสู่การแก้ไข  โดยมีนายไพสิฐ ทองเจิม นายอำเภอเกาะพะงัน  พร้อมด้วยผู้เกี่ยวข้องร่วมให้การต้อนรับ  ณ ที่ว่าการอำเภอเกาะพะงัน และลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม Chabad House ของชาวอิสราเอลซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่เกาะพะงันด้วย

    ภูมิภาค83

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/141734&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0wp_uDsYA-sMHupS0dAs_Q

  • HILITE: หุ้นกลุ่มโรงแรมบวกรับท่องเที่ยวไทยคึกคักสงกรานต์โต 8.8% จีนคัมแบ็กในรอบ 6 สัปดาห์ ตอ.ส่อแววคลี่คลาย : อินโฟเควสท์

    HILITE: หุ้นกลุ่มโรงแรมบวกรับท่องเที่ยวไทยคึกคักสงกรานต์โต 8.8% จีนคัมแบ็กในรอบ 6 สัปดาห์ ตอ.ส่อแววคลี่คลาย : อินโฟเควสท์

    เมื่อเวลา 10.56 น.

    ERW บวก 4.48% มาที่ 2.80 บาท เพิ่มขึ้น 0.12 บาท มูลค่าซื้อขาย 25.23 ล้านบาท

    MINT บวก 3.11% มาที่ 23.30 บาท เพิ่มขึ้น 0.70 บาท มูลค่าซื้อขาย 353.04 ล้านบาท

    CENTEL บวก 2.16% มาที่ 35.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.75 บาท มูลค่าซื้อขาย 127.28 ล้านบาท

    AOT บวก 2.31% มาที่ 55.25 บาท เพิ่มขึ้น 1.25 บาท มูลค่าซื้อขาย 818.02 ล้านบาท

    BA บวก 2.21% มาที่ 13.90 บาท เพิ่มขึ้น 0.30 บาท มูลค่าซื้อขาย 53.38 ล้านบาท

    AAV บวก 0.90% มาที่ 1.12 บาท เพิ่มขึ้น 0.01 บาท มูลค่าซื้อขาย 60.01 ล้านบาท

    บล.กรุงศรี ระบุว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติ 6-12 เม.ย. อยู่ที่ 6.19 แสนคน +8.8%w-w จากผลบวกการเข้าสู่เทศกาลสงครานต์ แต่ยังลดลง -7%y-y

    จุดบวกสัปดาห์นี้ คือ

    1) นักท่องเที่ยวจีนกลับมาเกิน 1.0 แสนคนต่อสัปดาห์ ครั้งแรกในรอบ 6 สัปดาห์

    2) นักท่องเที่ยวชาติอื่น (ไม่รวม 5 ชาติหลักสัปดาห์นี้ คือ จีน มาเลเซีย เกาหลีใต้ สหรัฐฯ) ฟื้นตัว +6.9%w-w บ่งชี้สถานการณ์ตะวันออกกลางดีขึ้นอย่างช้าๆ

    เราประเมินจิตวิทยาบวกอ่อนๆ ต่อหุ้นอิงภาคบริการ โดยประเมินการฟื้นตัวที่คาบเกี่ยวช่วงเทศกาล อาจจะยังบ่งชี้ภาพผลกระทบตะวันออกกกลางผ่านพ้นไปแล้วได้ไม่ชัดเจนนัก อย่างไรก็ดี ระยะสั้นคาดตลาดน่าจะให้น้าหนักสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ผ่านจุดพีคไปแล้ว ทำให้แนะนำสะสมหุ้นอิงภาคบริการ ท่องเที่ยวเน้น CENTEL, AWC, รับความเสี่ยงสูง MINT ค้าปลีก CPAXT, CPALL รวมถึงหุ้น รพ. อย่าง BDMS, รับความเสี่ยงได้สูง BH

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/585341&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1u0TaRn_WZ8XcPMY2bmajb