Category: ท่องเที่ยว

  • ​ไปนอกต้องจ่าย! จ่อเก็บภาษีขาออกคนไทย 1,000 บาท รัฐหวังโกยหมื่นล้าน อุดหนุนคนละครึ่งเที่ยวไทย

    ​ไปนอกต้องจ่าย! จ่อเก็บภาษีขาออกคนไทย 1,000 บาท รัฐหวังโกยหมื่นล้าน อุดหนุนคนละครึ่งเที่ยวไทย

    ​ไปนอกต้องจ่าย! จ่อเก็บภาษีขาออกคนไทย 1,000 บาท รัฐหวังโกยหมื่นล้าน อุดหนุนคนละครึ่งเที่ยวไทย

    ​ไปนอกต้องจ่าย! จ่อเก็บภาษีขาออกคนไทย 1,000 บาท รัฐหวังโกยหมื่นล้าน อุดหนุนคนละครึ่งเที่ยวไทย

    นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยว โดยในส่วนของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยทางฃมีการจัดเก็บในอัตรา 300 บาทต่อคน เพื่อนำเงินเข้ากองทุนพัฒนาการท่องเที่ยวสำหรับปรับปรุงแหล่งท่องเที่ยวและดูแลด้านประกันภัย ซึ่งทางสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เห็นพ้องและไม่มีข้อคัดค้าน

    ขณะเดียวกันรัฐบาลกำลังพิจารณานำพระราชกำหนดภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร พ.ศ. 2526 กลับมาใช้อีกครั้ง เพื่อเก็บค่าธรรมเนียมจากคนไทยที่จะเดินทางไปต่างประเทศในอัตรา 1,000 บาทต่อคน โดยคาดการณ์ว่าจะสร้างรายได้เข้ารัฐสูงถึง 10,000 ล้านบาทต่อปี จากฐานผู้เดินทาง 10 ล้านคน ซึ่งเงินจำนวนนี้จะถูกนำไปอุดหนุนโครงการท่องเที่ยวภายในประเทศในรูปแบบคนละครึ่งหรือ Co-payment จำนวน 10 ล้านสิทธิ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไทย

    ทั้งนี้รัฐมนตรีว่าการท่องเที่ยวและกีฬา เชื่อว่าการเก็บเงินเพิ่ม 1,000 บาท จะไม่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจเดินทางของคนไทยเท่ากับปัญหาค่าตั๋วเครื่องบินที่แพงขึ้น โดยขั้นตอนหลังจากนี้จะต้องหารือกับกระทรวงการคลังก่อนนำเข้าที่ประชุม ครม. เพื่อประกาศบังคับใช้เนื่องจากมีกฎหมายรองรับอยู่แล้วในเบื้องต้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/general-news/616451&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07PutFZUkiNbxyIELZmeTO

  • ‘โรงแรมสีเขียว’ ทางรอดที่ยั่งยืนของท่องเที่ยวไทย

    ‘โรงแรมสีเขียว’ ทางรอดที่ยั่งยืนของท่องเที่ยวไทย

    ‘โรงแรมสีเขียว’ ทางรอดที่ยั่งยืนของท่องเที่ยวไทย

    By

    ดร.พรเพ็ญ สดศรีชัย | ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

    ‘โรงแรมสีเขียว’ ทางรอดที่ยั่งยืนของท่องเที่ยวไทย

    ปัญหาเศรษฐกิจที่รุมเร้าประเทศไทยมีหลายสาเหตุนะคะ ทั้งความไม่แน่นอนจากภายนอก โดยเฉพาะความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ปัจจุบัน ที่กระทบต่อต้นทุนพลังงานและห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก

    และปัญหาภายในด้านโครงสร้าง ที่ท่านผู้ว่าการแบงก์ชาติ คุณวิทัย รัตนากร เคยกล่าวถึง โดยแบงก์ชาติเข้าไปมีส่วนร่วมกับภาคส่วนต่างๆ เพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหา

    สัปดาห์ที่แล้ว แบงก์ชาติร่วมกับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (กรม สส.) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ธนาคารพาณิชย์ (ธพ.) สมาคมบริษัทจัดการพลังงานไทย (ESCO) และ บรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ (IFC)

    เปิดตัว โครงการ “Financing the Transition: Green Solutions for Hotels” เพื่อขับเคลื่อนระบบนิเวศการท่องเที่ยวไทยให้ก้าวสู่มาตรฐานสากลอย่างเป็นรูปธรรม โดย ดร.รุ่ง มัลลิกะมาส รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน เป็นองค์ปาฐกกล่าวเปิดงาน

    ๐ บริบทการเปลี่ยนแปลงจากทางเลือกสู่ทางรอดของโรงแรมไทย

    การปรับตัวสู่ธุรกิจสีเขียว (Green Transition) ไม่ได้เป็นเพียงการทำ CSR หรือ การสร้างภาพลักษณ์ แต่เป็นความจำเป็นอย่างเร่งด่วนของอุตสาหกรรมโรงแรมไทย เพราะต้นทุนของการไม่ปรับ (cost of Inaction) จะสูงกว่า เนื่องจาก 

    (1) การปรับกฎกติกาของต่างประเทศ ที่คาดหวังให้คู่ค้าดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยกฎหมายและนโยบาย จะมีความเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ เช่น ของสหภาพยุโรป ซึ่งจะทำให้โรงแรมไทยที่มีลูกค้าหรืออยู่ในห่วงโซ่อุปทานของบริษัทในยุโรป

    เช่น ทำการตลาดผ่านแพลตฟอร์มของต่างประเทศ ต้องรายงานข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และต้องปฏิบัติตามมาตรฐานความยั่งยืนที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล เช่น Green Hotel Plus เป็นต้น

    (2) พฤติกรรมผู้บริโภค ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวในลักษณะ sustainability มากขึ้น จากรายงานการเดินทางอย่างยั่งยืนของ Booking.com ในปี 2568 พบว่า นักท่องเที่ยวทั่วโลกกว่า 84% ต้องการเดินทางอย่างยั่งยืนและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

    (3) วิกฤติพลังงาน ความขัดแย้งในสถานการณ์ตะวันออกกลาง ทำให้การพึ่งพิงพลังงานฟอสซิลมีต้นทุนสูงขึ้น และหายาก ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Energy Efficiency) และ ใช้พลังงานทางเลือก (Renewable Energy) ให้มากขึ้น

    การ Go Green จึงเป็นการลดต้นทุนแบบยั่งยืนและเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขัน ภายใต้ภาวะโลกรวนเช่นปัจจุบันค่ะ

    ๐ บทบาทของภาคการเงิน (Financing the Transition)

    แบงก์ชาติตระหนักถึงความสำคัญของการเงินยั่งยืน จึงได้ขับเคลื่อนภาคการเงินให้เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม โดยที่ผ่านมามีการพัฒนา “Thailand Taxonomy” มาตรฐานกลางที่ใช้อ้างอิง

    เพื่อจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นรากฐาน (building block) ที่จำเป็น แต่ยังไม่เพียงพอ เพราะอาจใช้เวลา 

    แบงก์ชาติเห็นความจำเป็นในการผลักดันให้เกิดเป็นรูปธรรมมากขึ้น จึงเป็นที่มาของโครงการ Financing the Transition ครั้งแรกเมื่อปีที่แล้วตามแนวคิดของอดีตผู้ว่าการ ดร. เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ โดยจัดโครงการที่ให้ ธพ.นำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อตอบโจทย์ลูกค้า

    โครงการฯ บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ในระดับหนึ่ง แต่มีสิ่งที่เรียนรู้ 3 เรื่อง คือ (1) ความตระหนักรู้ของภาคธุรกิจ ความตั้งใจที่จะปรับตัวของผู้ประกอบการเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

    (2) ไม่เพียงแค่เงิน แต่ต้องการองค์ความรู้หรือเทคโนโลยีที่จำเป็นในการปรับตัว แม้ธุรกิจอยากปรับตัวแต่ไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนอย่างไร รวมทั้งเทคโนโลยีการปรับตัวของธุรกิจขนาดใหญ่ อาจไม่เหมาะกับ SMEs ดังนั้น จึงต้องการการสนับสนุนด้านองค์ความรู้หรือเทคโนโลยีที่เหมาะกับตนเองด้วย

    (3) แรงจูงใจของภาครัฐในการสร้างการเปลี่ยนผ่านที่ง่ายขึ้น เช่น กระบวนการในการขอใบ certificate

    การจัดโครงการ Financing the Transition ครั้งที่ 2 แบงก์ชาติจึงได้พัฒนารูปแบบการดำเนินการแบบครบวงจร (total solutions) และเริ่มจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่เผชิญหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ โดยเฉพาะกฎเกณฑ์สากลและพฤติกรรมนักท่องเที่ยว

    รวมทั้งยังเป็นหนึ่งใน 6 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญภายใต้แนวคิด “Reinvent Thailand” กอปรกับโรงแรมในไทยยังปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกถึง 3-4 เท่า

    ๐ แนวปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบการ เพื่อการเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อม

    แบงก์ชาติจับมือกับภาคี เพื่อสร้างกลไกสนับสนุนแบบครบวงจร ที่ครอบคลุมตลอด journey การปรับตัวของผู้ประกอบการโรงแรมไทย รวม 4 ขั้นตอน คือ “รู้-วัด-ลด-ยกระดับหรือได้ Cer(tificate)”

    (1) “รู้” การตระหนักรู้และเข้าใจแนวทางการปรับตัวที่เหมาะสมกับโรงแรมแต่ละขนาด โดยการสนับสนุนจาก ESCO เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าใจว่าจะเริ่มต้นปรับการใช้พลังงานอย่างไรที่เหมาะกับธุรกิจของตนเอง

    (2) “วัด” การประเมินสถานะ โดยโรงแรมสามารถเก็บข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร ผ่านแพลตฟอร์ม CF-Hotels ของ ททท. เพื่อให้รู้ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเอง และใช้ข้อมูลนี้ในการวางแผนลดการปล่อยก๊าซหรือประกอบการขอสินเชื่อ

    (3) “ลด” ต้นทุนการลงทุนเพื่อการปรับตัวด้านสิ่งแวดล้อม โดยได้รับการสนับสนุนจาก ธพ. ที่เข้าร่วมโครงการในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีเงื่อนไขที่เหมาะสม จูงใจ และสอดคล้องกับการปรับตัวของโรงแรม

    นอกจากนี้ ธุรกิจโรงแรมยังสามารถได้รับการค้ำประกันสินเชื่อผ่านบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) และสามารถเข้าร่วมโครงการ “SMEs Credit Boost” ที่จะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจโรงแรมเข้าถึงสินเชื่อได้เพิ่มขึ้น

    (4) “ได้ Cer(tificate)” คือ การยกระดับเพื่อให้ได้มาซึ่งมาตรฐานความยั่งยืน เป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยการสนับสนุนจาก กรม สส. และ IFC ในการเข้ามาช่วยผลักดันให้โรงแรมได้มาตรฐาน Green Hotel Plus

    และ ใบรับรองอาคารสีเขียวนานาชาติ EDGE (Excellence in Design for Greater Efficiencies) เช่น โรงแรมจะต้องประหยัดพลังงาน น้ำ และลดการปล่อยคาร์บอนในวัสดุตามเกณฑ์ ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

    การเปลี่ยนผ่านสู่ “โรงแรมสีเขียว” อาจมีต้นทุนในวันนี้ แต่หากไม่เริ่มทำ วันข้างหน้าต้นทุนของการไม่ปรับตัวจะสูง จนธุรกิจอาจไม่สามารถรับไหวนะคะ การเริ่ม Go Green ในรูปแบบที่เหมาะกับโรงแรมของตนเอง เริ่มจากการตระหนักรู้ การประเมินสถานะตนเอง

    และเพิ่มโอกาสเข้าร่วมโครงการ เช่น SME Credit Boost เพื่อลดต้นทุนของการลงทุนในการปรับเปลี่ยน ท้ายที่สุดจะนำมาซึ่งการยกระดับสู่มาตรฐานสากลที่สามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืนค่ะ

    บทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล ไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของหน่วยงานที่สังกัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/opinion/1231357&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3emkZCf8xYX_8dTlCSlgxh

  • กลยุทธ์งานวิ่งเด็กเซ็นทรัลเชียงราย 2026 เมื่อภาคเอกชนผนึกกำลังสร้างพื้นที่กลางเพื่อสังคมและสุขภาพ

    กลยุทธ์งานวิ่งเด็กเซ็นทรัลเชียงราย 2026 เมื่อภาคเอกชนผนึกกำลังสร้างพื้นที่กลางเพื่อสังคมและสุขภาพ

    Central Chiangrai Kids Fun Run 2026 ก้าวเล็กของเด็กเชียงราย กับภาพใหญ่ของเมืองที่กำลังโตอย่างมีคุณภาพ

    เชียงราย, 27 เมษายน 2569 – เช้าวันอาทิตย์ที่หลายครอบครัวควรได้พักผ่อน กลับกลายเป็นอีกเช้าที่มีพลังเป็นพิเศษในตัวเมืองเชียงราย เมื่อพื้นที่ลานกาสะลองของศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย ถูกเปลี่ยนให้เป็นสนามวิ่งขนาดย่อมสำหรับเด็ก ๆ ที่มาพร้อมรอยยิ้ม เสียงเชียร์ และบรรยากาศอบอุ่นของพ่อแม่ผู้ปกครอง กิจกรรม Central Chiangrai Kids Fun Run 2026 ถูกจัดขึ้นอย่างคึกคัก โดยมีคุณสายัณห์ นักบุญ ผู้จัดการทั่วไปศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย เป็นประธานเปิดงาน ร่วมกับคุณชญานันท์ เชื้อศิริถาวร ผู้อำนวยการสำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทย จังหวัดเชียงราย พร้อมภาคีพันธมิตรจากหลายภาคส่วนของจังหวัดและภาคธุรกิจเอกชน

    ภายในงานแบ่งการแข่งขันออกเป็น 2 รุ่นอย่างชัดเจน รุ่นแรกคือ Junior Run สำหรับเด็กอายุ 4 ถึง 7 ปี ระยะทาง 300 เมตร และอีกรุ่นคือ Kids Fun Run สำหรับเด็กอายุ 8 ถึง 10 ปี ระยะทาง 500 เมตร เด็กทุกคนที่เข้าร่วมได้รับเสื้อวิ่ง เหรียญที่ระลึก น้ำดื่ม ขนม ของว่าง และสิทธิพิเศษจากพันธมิตรที่ร่วมสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นโรบินสัน เชียงราย, Supersports, adidas, Tops, McDonald’s, The Pizza Company, Major Cineplex, โรงพยาบาลกรุงเทพ เชียงราย, Little Chef และศูนย์ฟื้นฟูผู้ป่วยเฮือนฮ้องขวัญ นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมบนเวที มุมถ่ายภาพ และกิจกรรมครอบครัวตลอดทั้งงาน ซึ่งทำให้บรรยากาศของวันนั้นไม่ใช่แค่เรื่องกีฬา แต่เป็นวันของครอบครัวอย่างแท้จริง

    จากงานวิ่งเด็ก สู่คำถามใหญ่ของเชียงราย

    หากมองเพียงผิวหน้า หลายคนอาจเห็นว่านี่คืองานวิ่งสำหรับเด็กอีกงานหนึ่งที่จัดในศูนย์การค้า แต่เมื่อพิจารณาให้ลึกขึ้น งานนี้สะท้อนคำถามสำคัญของเชียงรายว่า เมืองจะเติบโตอย่างไรให้ “น่าอยู่” ไปพร้อมกับ “น่าลงทุน” เพราะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เชียงรายไม่ได้แข่งขันกันเฉพาะในเรื่องการท่องเที่ยวหรือการค้า แต่กำลังแข่งขันกันด้วยคุณภาพชีวิตของผู้คน โดยเฉพาะคุณภาพชีวิตของครอบครัวรุ่นใหม่ที่กำลังตัดสินใจว่า จะใช้ชีวิต ทำงาน และเลี้ยงลูกในเมืองแบบไหน

    ข้อมูลที่แนบมาให้ภาพชัดว่า จังหวัดเชียงรายมีประชากรรวม 1,295,922 คน โดยเป็นประชากรหญิง 668,580 คน มากกว่าประชากรชาย และภาคบริการเป็นสัดส่วนสำคัญของเศรษฐกิจจังหวัด ข้อเท็จจริงนี้มีนัยมากกว่าตัวเลข เพราะมันชี้ว่าเศรษฐกิจเชียงรายไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยการผลิตสินค้าเพียงด้านเดียว แต่ขับเคลื่อนด้วยบริการ การท่องเที่ยว การค้า และกิจกรรมในชีวิตประจำวันของผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะบทบาทของผู้หญิงในฐานะแม่ ผู้ดูแลครอบครัว และกำลังสำคัญของเศรษฐกิจฐานราก

    เมื่อเป็นเช่นนี้ กิจกรรมอย่าง Kids Fun Run เชียงราย จึงไม่ใช่เพียงการจัดงานเพื่อความสนุกชั่วคราว แต่กลายเป็นภาพแทนของแนวคิดใหม่ที่มองว่า “เมืองที่ดี” ต้องมีพื้นที่ให้เด็กได้เติบโต มีเวทีให้ครอบครัวออกมาใช้เวลาร่วมกัน และมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างสุขภาวะตั้งแต่วัยเล็ก ยิ่งในยุคที่หลายจังหวัดพยายามชิงความได้เปรียบทั้งเรื่องนักลงทุน นักท่องเที่ยว และแรงงานคุณภาพ เมืองที่มีพื้นที่ปลอดภัยและเป็นมิตรกับครอบครัวย่อมได้แต้มต่อในระยะยาว

    ก้าววิ่ง 300 เมตร และ 500 เมตร ที่ไกลเกินระยะจริง

    ระยะทาง 300 เมตรสำหรับเด็กเล็ก และ 500 เมตรสำหรับเด็กโต อาจดูสั้นในสายตาผู้ใหญ่ แต่ในมุมของพัฒนาการเด็ก มันคือระยะที่พอดีกับการสร้างทั้งความสนุก ความท้าทาย และความภูมิใจในตัวเอง ข้อมูลเชิงวิเคราะห์ที่แนบมากับงานนี้อธิบายไว้อย่างน่าสนใจว่า การลงทุนกับเด็กในวัยต้นมีผลอย่างยิ่งต่อทุนมนุษย์ในอนาคต และประสบการณ์เชิงบวกในวัยเด็กสามารถต่อยอดไปสู่ทักษะทางอารมณ์ ความมั่นใจ และแรงจูงใจในการเรียนรู้ระยะยาวได้

    เรื่องนี้อาจฟังดูเหมือนแนวคิดทางวิชาการ แต่ในชีวิตจริง คนเป็นพ่อแม่เข้าใจได้ทันที เด็กคนหนึ่งที่เคยยืนกล้า ๆ กลัว ๆ ก่อนออกตัววิ่ง แล้วสามารถไปถึงเส้นชัยท่ามกลางเสียงเชียร์ของครอบครัว เขาไม่ได้ได้มาเพียงเหรียญหนึ่งเหรียญ แต่ได้ประสบการณ์ว่าตัวเอง “ทำได้” และความรู้สึกเช่นนี้เองที่มักกลายเป็นเมล็ดพันธุ์เล็ก ๆ ของความเชื่อมั่นในวันข้างหน้า

    เชียงรายในวันนี้จึงกำลังเห็นภาพที่มีความหมายกว่าความสนุกในงาน นั่นคือการทำให้กิจกรรมทางกายกลายเป็นพื้นที่เรียนรู้ทางใจ เด็กได้ฝึกวินัย ได้อยู่ในบรรยากาศของกติกา ได้พบเพื่อนใหม่ และได้เห็นว่าผู้ใหญ่รอบตัวให้คุณค่ากับสุขภาพและเวลาครอบครัวเพียงใด เมืองที่สร้างฉากแบบนี้ให้เกิดขึ้นได้ซ้ำ ๆ ย่อมกำลังลงทุนกับอนาคตโดยไม่จำเป็นต้องพูดคำใหญ่โตมากนัก

    พันธมิตรจำนวนมาก สะท้อนการเปลี่ยนบทบาทของภาคเอกชน

    อีกจุดที่ทำให้งานนี้มีความหมายเกินกว่ากิจกรรมหนึ่งวัน คือการรวมตัวของพันธมิตรหลากหลายประเภท ตั้งแต่ค้าปลีก กีฬา อาหาร โรงพยาบาล ไปจนถึงสถาบันสอนทำขนมและศูนย์ฟื้นฟูผู้ป่วย ภาพนี้สะท้อนว่าภาคเอกชนในเชียงรายกำลังขยับจากบทบาทผู้ขายสินค้าและบริการ ไปสู่บทบาทผู้ร่วมสร้างสภาพแวดล้อมทางสังคม

    ศูนย์การค้าอย่างเซ็นทรัล เชียงราย ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงพื้นที่ซื้อของอีกต่อไป แต่กำลังพยายามทำตัวเป็น “พื้นที่กลางของเมือง” ที่ครอบครัวสามารถมาใช้เวลาได้อย่างปลอดภัย ขณะที่โรงพยาบาลและแบรนด์ด้านสุขภาพที่เข้าร่วม ก็เท่ากับส่งสัญญาณว่าเรื่องการดูแลเด็กควรเริ่มจากการป้องกันและการสร้างพฤติกรรมสุขภาพ ไม่ใช่รอให้เจ็บป่วยแล้วจึงค่อยรักษา ส่วนกลุ่มร้านอาหารและความบันเทิงก็เข้ามาช่วยเติมมิติของความสุขให้กิจกรรมไม่ตึงเกินไป และทำให้งานครอบครัวกลายเป็นประสบการณ์ที่สมบูรณ์ขึ้น

    หากเปรียบเทียบกับเมืองใหญ่หลายแห่ง จะพบว่าเมืองที่สร้างความผูกพันกับผู้คนได้ดี มักไม่ใช่เมืองที่มีแต่โครงการก่อสร้างหรือห้างสรรพสินค้าใหม่ แต่คือเมืองที่ภาคธุรกิจยอมลงทุนกับสิ่งที่ไม่เห็นผลกำไรทันที เช่น สนามเด็กเล่น พื้นที่กิจกรรมครอบครัว หรือกิจกรรมสร้างทักษะเด็ก เพราะสิ่งเหล่านี้ค่อย ๆ สร้างความเชื่อมั่นว่า เมืองนั้นไม่ได้คิดแต่เรื่องยอดขาย แต่คิดถึงชีวิตของคนในเมืองด้วย

    เชียงรายกับภาพเมืองที่ผู้ปกครองอยากอยู่ต่อ

    ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เชียงรายถูกพูดถึงในฐานะเมืองท่องเที่ยว เมืองกาแฟ เมืองศิลปะ และเมืองชายแดน แต่กิจกรรมอย่าง Central Chiangrai Kids Fun Run 2026 ทำให้เห็นอีกมุมหนึ่งของจังหวัด นั่นคือความพยายามผลักเชียงรายให้เป็นเมืองที่ครอบครัวอยากอยู่ต่อ ไม่ใช่แค่เมืองที่นักท่องเที่ยวอยากแวะมา

    นี่เป็นประเด็นสำคัญมาก เพราะการพัฒนาเมืองยุคใหม่ไม่ได้วัดกันที่จำนวนนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว หากวัดกันที่คนในพื้นที่รู้สึกอย่างไรกับเมืองของตัวเอง พ่อแม่รุ่นใหม่มีตัวเลือกมากขึ้นกว่าคนรุ่นก่อน พวกเขาสามารถย้ายงาน ย้ายเมือง หรือแม้แต่ทำงานแบบยืดหยุ่นได้มากขึ้น คำถามจึงไม่ใช่เพียงเชียงรายมีอะไรให้เที่ยว แต่คือเชียงรายมีอะไรให้ลูกโต มีอะไรให้ครอบครัวใช้ชีวิตร่วมกัน และมีอะไรที่ทำให้ผู้ปกครองรู้สึกว่าการอยู่ที่นี่คุ้มค่า

    ข้อมูลวิเคราะห์ในไฟล์ยังชี้ว่า การสร้างพื้นที่เชิงบวกให้เด็กและครอบครัวมีผลต่อการลดความเหลื่อมล้ำทางโอกาสด้วย เพราะกิจกรรมที่เข้าถึงได้ในพื้นที่สาธารณะสามารถกลายเป็นเวทีให้เด็กจากพื้นเพต่างกันได้พบประสบการณ์ร่วมกัน ได้รับการยอมรับ และได้ความภูมิใจในแบบที่ไม่ต้องแบ่งแยกด้วยฐานะทางบ้าน ในแง่นี้ งานวิ่งเด็กที่ดูเรียบง่ายจึงมีความหมายมากกว่าการวิ่ง เพราะมันแตะเรื่องโอกาสของเด็กในระยะยาวด้วย

    เหรียญรางวัลเล็ก ๆ กับความหมายต่อเศรษฐกิจเมือง

    ผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยอาจมองว่าเหรียญที่ระลึก เสื้อวิ่ง หรือขนมที่แจกในงาน เป็นเพียงของประกอบกิจกรรม แต่สำหรับธุรกิจเมือง สิ่งเหล่านี้ทำงานในอีกแบบหนึ่ง พวกมันคือเครื่องมือสร้างความทรงจำที่ดีระหว่างครอบครัวกับสถานที่ เมื่อครอบครัวหนึ่งประทับใจกับกิจกรรมที่ลูกได้ลงมือทำจริง ได้รับการดูแลจริง และได้ความสุขจริง ความรู้สึกผูกพันกับพื้นที่ก็จะเกิดขึ้น

    เศรษฐกิจเมืองยุคใหม่มีฐานอยู่บนความรู้สึกไม่แพ้การจับจ่าย เมืองที่สร้างความสัมพันธ์เชิงบวกกับคนได้ จะมีโอกาสสูงกว่าที่คนจะกลับมาใช้บริการซ้ำ กลับมาร่วมงานอีก และบอกต่อไปยังเครือข่ายอื่น กิจกรรมเด็กจึงไม่ใช่เรื่องเล็กของการตลาด แต่เป็นเครื่องมือสร้างฐานลูกค้าและความเชื่อมั่นของเมืองอย่างแนบเนียน ในกรณีของเชียงราย งานนี้ยังช่วยตอกย้ำภาพว่าภาคธุรกิจในจังหวัดพร้อมร่วมมือกันมากกว่าการแข่งขันอย่างเดียว

    หากคิดให้ลึกไปอีกขั้น เรื่องนี้เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจจังหวัดโดยตรง เพราะทุกครั้งที่เมืองมีพื้นที่คุณภาพสำหรับครอบครัว เมืองย่อมรักษากำลังซื้อในท้องถิ่นได้ดีขึ้น ร้านค้าได้รับอานิสงส์ ภาคบริการเคลื่อนไหว และแบรนด์ในพื้นที่มีโอกาสใกล้ชิดกับผู้บริโภคผ่านประสบการณ์จริงมากกว่าการโฆษณาเพียงอย่างเดียว

    เมื่อเชียงรายไม่ได้ต้องการแค่เด็กสุขภาพดี แต่ต้องการเมืองที่แข็งแรงกว่าเดิม

    หากมองจากระยะสั้น งานนี้อาจจบลงพร้อมเสียงปรบมือ เส้นชัย และภาพความประทับใจของพ่อแม่ผู้ปกครอง แต่ถ้ามองจากระยะยาว สิ่งที่น่าสนใจกว่าคืองานลักษณะนี้กำลังสื่อสารทิศทางใหม่ของเชียงรายว่า เมืองกำลังให้คุณค่ากับการเติบโตเชิงคุณภาพมากขึ้น ทั้งคุณภาพของเด็ก คุณภาพของครอบครัว และคุณภาพของพื้นที่เมือง

    ข้อมูลที่แนบมาเสนอความคิดไว้อย่างคมชัดว่า ดัชนีความมั่งคั่งของเชียงรายอาจไม่ได้วัดกันที่ยอดขายหรือจำนวนนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่อาจวัดกันที่จำนวนพื้นที่ที่ทำให้เด็กหัวเราะได้อย่างปลอดภัย และครอบครัวรู้สึกว่าเมืองนี้ไม่ปล่อยให้พวกเขาอยู่ลำพังกับภาระของชีวิตประจำวัน นี่คือสารที่ลึกกว่ากิจกรรมวิ่ง และเป็นสารที่สำคัญมากสำหรับเมืองที่กำลังหาทางเติบโตโดยไม่ทิ้งคนตัวเล็กที่สุดไว้ข้างหลัง

    อาจเริ่มต้นจากแนวคิดง่าย ๆ คือชวนเด็กออกมาวิ่งในช่วงปิดเทอม

    งาน Central Chiangrai Kids Fun Run 2026 อาจเริ่มต้นจากแนวคิดง่าย ๆ คือชวนเด็กออกมาวิ่งในช่วงปิดเทอม แต่เมื่อดูจากองค์ประกอบทั้งหมด ทั้งผู้จัด พันธมิตร บรรยากาศของงาน และข้อมูลวิเคราะห์ที่แนบมา งานนี้สะท้อนบางอย่างที่ใหญ่กว่านั้นมาก มันคือความพยายามทำให้เชียงรายเป็นเมืองที่ให้คุณค่ากับเด็ก ครอบครัว และคุณภาพชีวิตอย่างจริงจัง

    ในวันที่หลายเมืองแข่งขันกันด้วยโครงการใหญ่ งบลงทุนใหญ่ หรือภาพลักษณ์ใหญ่ เชียงรายกำลังบอกอีกแบบหนึ่งว่า การพัฒนาเมืองอาจเริ่มจากการทำเรื่องเล็กให้มีความหมายจริง เด็กคนหนึ่งวิ่ง 300 เมตรหรือ 500 เมตรอาจไม่เปลี่ยนเมืองในวันเดียว แต่ถ้าเมืองมีพื้นที่แบบนี้มากพอ เด็กเหล่านี้จะเติบโตพร้อมความเชื่อมั่น พ่อแม่จะรู้สึกว่าเมืองนี้มีที่ให้ครอบครัว และภาคธุรกิจก็จะเรียนรู้ว่าการลงทุนที่ดีที่สุดบางครั้งอาจไม่ใช่การสร้างยอดขายทันที แต่คือการสร้างความทรงจำที่ทำให้คนอยากอยู่กับเมืองนี้นานขึ้น

    สำหรับเชียงราย นี่จึงไม่ใช่เพียงงานวิ่งเด็ก หากเป็นอีกหนึ่งสัญญาณว่า จังหวัดกำลังพยายามเดินไปสู่การเป็นเมืองที่แข็งแรงจากข้างใน เมืองที่ไม่วัดความสำเร็จแค่ความใหญ่ของโครงการ แต่รวมถึงความอบอุ่นของพื้นที่ที่เด็กคนหนึ่งได้ลองวิ่ง ได้รับกำลังใจ และได้รู้ว่าตัวเองไปถึงเส้นชัยได้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/central-chiangrai-kids-fun-run-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YbwdiaKtXRufKszANCYvb

  • ผลสำรวจชี้ชาวแคนาดาส่วนใหญ่หนุนรัฐแบนหรือคุม ‘การตั้งราคาระบบอัลกอริทึม’

    ผลสำรวจชี้ชาวแคนาดาส่วนใหญ่หนุนรัฐแบนหรือคุม ‘การตั้งราคาระบบอัลกอริทึม’

    การตั้งราคาแบบอัลกอริทึม หมายถึง การกำหนดราคาสินค้าและบริการโดยใช้ระบบอัตโนมัติที่อาศัยอัลกอริทึมในการวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ เช่น ความต้องการของผู้บริโภค สภาวะตลาด ระดับอุปสงค์และอุปทาน รวมถึงปัจจัยด้านตำแหน่งที่ตั้งของลูกค้า เพื่อปรับเปลี่ยนราคาแบบไดนามิกให้เหมาะสมในแต่ละช่วงเวลา ปัจจุบันแนวทางดังกล่าวถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในภาคธุรกิจ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและโรงแรม ซึ่งปรับราคาตั๋วโดยสารของสายการบินและค่าห้องพักอย่างต่อเนื่องตามความเปลี่ยนแปลงของตลาด

    อย่างไรก็ดี การกำหนดราคาโดยใช้อัลกอริทึม (Algorithmic Pricing) ในแคนาดากำลังเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในด้านความยุติธรรมและความโปร่งใส จากผลสำรวจล่าสุดพบว่า ชาวแคนาดาส่วนใหญ่สนับสนุนให้ภาครัฐออกมาตรการห้ามหรือควบคุม การใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการกำหนดราคา เนื่องจากกังวลว่า แนวทางดังกล่าวอาจนำไปสู่การที่ผู้บริโภคต้องจ่ายค่าสินค้าหรือบริการเดียวกันในราคาที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยเฉพาะบุคคล เช่น พฤติกรรมการซื้อหรือข้อมูลส่วนบุคคล

    จากผลสำรวจออนไลน์ของ Abacus Data ซึ่งสอบถามความคิดเห็นของชาวแคนาดาจำนวน 1,931 คนเกี่ยวกับการกำหนดราคาโดยใช้อัลกอริึทึม พบว่า ร้อยละ 52 ของผู้ตอบแบบสอบถามเห็นว่าควร “ห้าม” การใช้อัลกอริทึมในการกำหนดราคา ขณะที่อีกร้อยละ 31 เห็นว่าสามารถอนุญาตให้ใช้ได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลที่เข้มงวดมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ การกำหนดราคาโดยใช้อัลกอริทึมในแคนาดามีแนวโน้มขยายไปยังภาคส่วนอื่นๆ นอกเหนือจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เช่น ภาคค้าปลีกและตลาดที่อยู่อาศัยให้เช่า ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถตั้งราคาสินค้าที่จำเป็น อาทิ ผ้าอ้อม ผ่านช่องทางออนไลน์ในระดับที่แตกต่างกัน โดยขึ้นอยู่กับข้อมูลเชิงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ระบบสามารถรวบรวมและวิเคราะห์ได้

    ด้านนาย David Coletto ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Abacus Data ระบุว่า แม้ชาวแคนาดาจำนวนมากอาจยังไม่คุ้นเคยกับแนวคิดการกำหนดราคาโดยใช้อัลกอริทึม (Algorithmic Pricing) แต่ในทางปฏิบัติ ผู้บริโภคส่วนใหญ่ล้วนเคยเผชิญผลกระทบจากระบบดังกล่าวมาแล้วไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ทั้งนี้ สาเหตุที่ผู้บริโภคในแคนาดามีความอ่อนไหวต่อประเด็นนี้อย่างมาก มาจากหลักความยุติธรรมพื้นฐานที่ยึดถือว่า สินค้าหรือบริการเดียวกันควรมีราคาเท่าเทียมกันสำหรับผู้บริโภคทุกคน

    จากประเด็นดังกล่าว ส่งผลให้มุขมนตรีประจำรัฐ Manitoba แคนาดาได้ออกมาเคลื่อนไหว โดยประกาศมาตรการห้ามผู้ค้าปลีกนำข้อมูลส่วนบุคคลของผู้บริโภคมาใช้ในการกำหนดราคาที่แตกต่างกัน พร้อมระบุว่ามาตรการดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ทั้งในร้านค้าปลีกแบบออฟไลน์และแพลตฟอร์มออนไลน์ ในขณะเดียวกัน นาย David Coletto ให้ความเห็นว่า หากบางรัฐเริ่มมีการนำร่องแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยต่อการกำหนดราคาโดยใช้อัลกอริทึม ก็อาจสะท้อนถึงแรงกดดันทางการเมืองที่เพิ่มขึ้น และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงหรือการกำกับดูแลการใช้ระบบการตั้งราคาในอนาคตได้

    อย่างไรก็ดี ปีที่ผ่านมา หน่วยงาน Competition Bureau แคนาดา ซึ่งดูแลกำกับให้การแข่งขันทางธุรกิจเป็นธรรมและโปร่งใส ยังได้ทำการสอบสวนเกี่ยวกับการกำหนดราคาตลาดค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ในแคนาดาโดยใช้อัลกอริทึม ซึ่งแม้จะมีการระบุว่า ยังไม่พบหลักฐานชัดเจนว่า การใช้ซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ต่อการเสอนราคาค่าเช่าจะเข้าข่ายพฤติกรรมที่ลดการแข่งขันทางการตลาด แต่ก็ยังคงมีความกังวลต่อประเด็นที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

    ความเห็น สคต. การตั้งราคาแบบอัลกอริทึมสะท้อนได้ว่า กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนในหลายประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะแคนาดา ซึ่งแม้ว่าระบบ AI และอัลกอริทึมจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ตลาด เช่น ปรับราคาตามอุปสงค์แบบเรียลไทม์ แต่ในอีกด้านก็สร้างคำถามสำคัญเรื่องความเป็นธรรม และความโปร่งใส ในเชิงมุมมองของผู้บริโภคกังวลว่า ระบบนี้อาจนำไปสู่การตั้งราคาที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างบุคคล ขณะที่ภาคธุรกิจมองว่าเป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพและกำไร ดังนั้น ความท้าทายสำคัญในอนาคตคือการหาจุดสมดุลระหว่างนวัตกรรมกับการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อไม่ให้เทคโนโลยีกลายเป็นเครื่องมือสร้างความเหลื่อมล้ำโดยไม่ตั้งใจ


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/sjqi4qqswc86mepuxjns0md3&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ewKPZhFguyqFlbnpbcRzi

  • เศรษฐกิจไทยสะเทือนแรง! พิษสงครามตะวันออกกลางฉุดโตเหลือ 1.4% รัฐเร่งอัดงบพยุง เกมครึ่งปีหลังยังเสี่ยงหนัก

    เศรษฐกิจไทยสะเทือนแรง! พิษสงครามตะวันออกกลางฉุดโตเหลือ 1.4% รัฐเร่งอัดงบพยุง เกมครึ่งปีหลังยังเสี่ยงหนัก

    เศรษฐกิจไทยสะเทือนแรง! พิษสงครามตะวันออกกลางฉุดโตเหลือ 1.4% รัฐเร่งอัดงบพยุง เกมครึ่งปีหลังยังเสี่ยงหนัก

    SCB EIC คงคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2569 โต 1.4% ท่ามกลางความเสี่ยงสงครามตะวันออกกลางที่เพิ่มขึ้น บทบาทนโยบายการคลังชัดขึ้นในการประคองเศรษฐกิจ

    ข้อมูลล่าสุดพบว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางเริ่มกระทบเศรษฐกิจไทยชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยในต้นเดือน เม.ย. ลดลงชัดเจน กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากคือนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางและยุโรป 

    นักท่องเที่ยวในภาพรวมมีแนวโน้มได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากต้นทุนเดินทางที่สูงขึ้น ด้านมูลค่าการส่งออกไปตะวันออกกลางเดือน มี.ค. หดตัวสูง แต่ภาพรวมยังโตดีจากอิเล็กทรอนิกส์และการเร่งผลิตและส่งออกไปสหรัฐฯ ในช่วงที่กำแพงภาษีลดลงมาก อย่างไรก็ดี มูลค่าการนำเข้าขยายตัวสูงกว่ามาก แม้ยังไม่สะท้อนมูลค่าการนำเข้าพลังงานที่สูงขึ้นกว่าปกติในด้านราคา

    ความเชื่อมั่นผู้บริโภคและผู้ประกอบการปรับลดลงมาก โดยความเชื่อมั่นภาคธุรกิจใน 3 เดือนข้างหน้าลดลงแรง และต่ำกว่าความเชื่อมั่นในปัจจุบันเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี สะท้อนมุมมองเชิงลบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ ซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ยังเปราะบาง 

    ตลาดแรงงานและภาคธุรกิจยังเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง อัตราการว่างงานปรับสูงขึ้นในช่วง 2 เดือนแรกของปี จำนวนธุรกิจเปิดใหม่ลดลง ขณะที่จำนวนธุรกิจเลิกกิจการเร่งตัว ด้านค่าครองชีพและต้นทุนผู้ประกอบการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แม้ราคาน้ำมันในประเทศจะเริ่มทยอยปรับลดลง แต่ยังสูงกว่าก่อนเกิดสงคราม

    ขณะที่ค่าไฟฟ้ามีแผนปรับขึ้นในช่วงเดือน พ.ค. และปลายปีจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการบางส่วนเริ่มปรับขึ้นราคาแล้วหรือมีแผนจะดำเนินการในระยะถัดไป

    รัฐบาลใหม่เริ่มปฏิบัติหน้าที่เต็มรูปแบบและเร่งออกมาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ครอบคลุมการลดค่าครองชีพและต้นทุนผู้ประกอบการ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การอุดหนุนราคาน้ำมันเฉพาะกลุ่ม และโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส (คนละครึ่งพลัส)” ควบคู่กับการปรับแผนจัดทำ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 เพื่อเลี่ยงความล่าช้า

    รัฐบาลยังสื่อสารสร้างความเชื่อมั่นผ่านกรอบนโยบาย “4T” สะท้อนบทบาทนโยบายการคลังที่ชัดเจนขึ้น ทั้งการใช้งบประมาณแบบมุ่งเป้าในระยะสั้น และการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านและยกระดับเศรษฐกิจในระยะยาว ได้แก่ การพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว รัฐบาลดิจิทัล การปรับปรุงกฎเกณฑ์ล้าสมัย

    การพัฒนาทักษะ และการส่งเสริมความร่วมมือรัฐ-เอกชน ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการลงทุนของประเทศเป็น 30% และยกระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ GDP สูงกว่า 3% ทั้งนี้รัฐบาลส่งสัญญาณอาจขยายเพดานหนี้สาธารณะและออก พ.ร.ก. กู้เงินเพิ่มเติม เพื่อรองรับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ไม่แน่นอนสูง

    ความเสี่ยงด้านเครดิตเรตติงของไทยปรับลดลง หลัง Moody’s คงอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ Baa1 และปรับมุมมองเป็น Stable เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2569 สะท้อนความเสี่ยงเศรษฐกิจจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ ที่ลดลง แนวโน้มการลงทุนที่ดีขึ้น และความผันผวนทางการเมืองที่คลี่คลายลงหลังการเลือกตั้ง แม้แนวโน้มเศรษฐกิจไทยยังอ่อนแอและหนี้ภาครัฐมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ยังอยู่ในระดับใกล้เคียงประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือเดียวกัน 

    ภาครัฐยังมีความสามารถในการชำระหนี้ที่ดี และเสถียรภาพการเงินภาคต่างประเทศยังเป็นจุดแข็ง เปิดโอกาสให้ไทยเดินหน้านโยบายปฏิรูปการคลังและเศรษฐกิจได้ในระยะต่อไป

    อย่างไรก็ดี ในช่วงครึ่งหลังของปี ยังต้องติดตามมุมมองของ Fitch ซึ่งได้ปรับลดมุมมองไทยเป็น Negative ในปี 2568 อย่างใกล้ชิด

    กนง. จะใช้วิธี Wait-and-see รอดูความชัดเจนของสถานการณ์ โดยมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ในช่วง 1 – 2 ไตรมาสข้างหน้า

    SCB EIC ประเมินว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ในการประชุมวันที่ 29 เม.ย.นี้ และมีแนวโน้มจะใช้นโยบายแบบรอติดตามสถานการณ์ (Wait-and-see) ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและข้อจำกัด Policy space

    โดย กนง. ยังไม่มีความจำเป็นต้องเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อตอบสนองต่อความเสี่ยงเงินเฟ้อในทันที เนื่องจากเสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยยังแข็งแกร่ง 

    ความเสี่ยงเงินทุนไหลออกรุนแรงอยู่ในระดับต่ำ เงินบาทที่อ่อนค่าลงยังสามารถบริหารจัดการได้ และจะมีส่วนช่วยภาคส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทอย่างมากในปีที่แล้ว 

    ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังเปราะบาง ภาวะการเงินยังตึงตัว สะท้อนจากสินเชื่อที่หดตัวและคุณภาพสินเชื่อที่ยังมีความเสี่ยงสูง ทั้งนี้ ธปท. มีแนวโน้มใช้มาตรการทางการเงินเฉพาะจุดมากขึ้นเพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจและบรรเทาผลกระทบต่อภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง 

    เศรษฐกิจโลกชะลอ นโยบายการเงินการคลังทั่วโลกถูกจำกัด

    SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจโลกปี 2569 จะขยายตัวชะลอลงมาอยู่ที่ 2.5% จาก 2.9% ในปี 2568 โดยได้รับแรงกดดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ผ่านต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้น เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มชะลอลงตามการจ้างงานภาคเอกชนที่อยู่ในระดับต่ำ

    ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับลดลง เศรษฐกิจยูโรโซน ชะลอลงจากภาคการผลิต แม้ผลกระทบจะยังจำกัดกว่าช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2565 เศรษฐกิจจีน ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางค่อนข้างจำกัด เนื่องจากมีความมั่นคงทางพลังงานสูง แต่ยังมีแนวโน้มชะลอลงจากอุปสงค์ในประเทศที่ซบเซา เศรษฐกิจญี่ปุ่น ได้รับแรงหนุนจากการบริโภคและการลงทุนในช่วงต้นปี อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงการขาดแคลนวัตถุดิบอาจเริ่มกดดันภาคการผลิตในระยะถัดไป

    นโยบายการเงินและการคลังทั่วโลกมีข้อจำกัดมากขึ้นจากราคาพลังงานที่เร่งตัวและเงินเฟ้อกลับมาสูงขึ้น ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยเพียง 0.25% ในช่วงปลายปี 2569 ตามภาวะตลาดแรงงานที่ชะลอตัวต่อเนื่อง

    ขณะที่ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยสู่ 1.25% ภายในปีนี้ แต่จังหวะยังไม่แน่นอน ขึ้นกับความยืดเยื้อของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ธนาคารกลางยุโรป (ECB) อาจคงดอกเบี้ยที่ 2% ตลอดปี ท่ามกลางเศรษฐกิจยูโรโซนที่ยังเปราะบาง แม้เงินเฟ้อจะเร่งตัวขึ้น

    นโยบายการคลังของหลายประเทศเผชิญข้อจำกัดมากขึ้น จากการใช้จ่ายเพื่ออุดหนุนราคาพลังงาน ท่ามกลางหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ปรับเพิ่มขึ้นทั่วโลก.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/financial/741560&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0J2bCjHMzDOvyC4IKE6tLt

  • ที่เที่ยวใกล้กันและระหว่างทาง ep.2 จอมบึง ราชบุรี

    ที่เที่ยวใกล้กันและระหว่างทาง ep.2 จอมบึง ราชบุรี

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/V5bNaZqyg4d5&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JzRNMqIajXJFBPITWT5Rz

  • รีวิวที่เที่ยวต่างประเทศ ชิงเต่า-เยี่ยนไถ-เว่ยไห่ ฟีลยุโรป

    รีวิวที่เที่ยวต่างประเทศ ชิงเต่า-เยี่ยนไถ-เว่ยไห่ ฟีลยุโรป

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/KqWMG6w9wngb&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Xa6jum3LD-tfQ3SOm_5Re

  • ระยองเตรียมจัดใหญ่  “ถนนท่องเที่ยววิถีชาวเล ต่อยหอย@บ้านเพ” กระตุ้นท่องเที่ยว

    ระยองเตรียมจัดใหญ่ “ถนนท่องเที่ยววิถีชาวเล ต่อยหอย@บ้านเพ” กระตุ้นท่องเที่ยว

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/143931&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ttNBGYNsKWPlTrtbKJSa3

  • สิงห์บุรีเตรียมจัดงาน “ตำนานเตาเผาแม่น้ำน้อย ดินเผาเล่าเรื่องเมืองสิงห์” ดันท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์

    สิงห์บุรีเตรียมจัดงาน “ตำนานเตาเผาแม่น้ำน้อย ดินเผาเล่าเรื่องเมืองสิงห์” ดันท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/143968&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37-aYqBOERIhRFmMEGAgPu

  • สส.ส้มค้านยับ แผนรัฐบาลเก็บค่าเดินทางออกนอกประเทศ ชี้ควรหารายได้เพิ่มจากค่าเหยียบแผ่นดิน | เดลินิวส์

    สส.ส้มค้านยับ แผนรัฐบาลเก็บค่าเดินทางออกนอกประเทศ ชี้ควรหารายได้เพิ่มจากค่าเหยียบแผ่นดิน | เดลินิวส์

    นายณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กว่า “ไม่เห็นด้วย กับการเก็บเงินคนไทยที่เดินทางออกนอกประเทศเพื่อมาส่งเสริมให้คนไทยเที่ยวในประเทศ” โดย สส.ก๊อป อ้างคำสัมภาษณ์นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ที่จะเก็บเงินค่า Exit fee จากคนไทยที่เดินทางไปต่างประเทศ เพื่อนำเงินมาสนับสนุนการเที่ยวในประเทศ ว่า

    ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผล 3 ประการ คือ

    ประการแรก หากรัฐบาลต้องการจะหารายได้เพิ่มโดยการเก็บค่าธรรมเนียมจากการท่องเที่ยว รัฐบาลสามารถทำได้โดยไม่ต้องเก็บเงินจากคนไทย ผ่านการทำนโยบายที่รัฐบาลพูดเองและทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการเตรียมความพร้อมมานานแล้วให้เกิดขึ้นจริง นั่นก็คือ นโยบายการเก็บค่าเหยียบแผ่นดิน จากชาวต่างชาติ เพื่อนำเข้าสู่กองทุนส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย

    จากข้อมูลที่ทางกระทรวงท่องเที่ยวฯ ศึกษาไว้ได้ประมาณการไว้ว่า หากมีการเก็บค่าเหยียบแผ่นดินจากผู้เดินทางชาวต่างชาติแค่เพียงอย่างเดียว ก็จะสามารถเก็บเงินได้สูงถึง 7,500-9,000 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับจำนวนชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยในปีนั้นๆ

    รายได้ประมาณการข้างต้นมีมูลค่าใกล้เคียงกับงบประมาณด้านการท่องเที่ยวที่รัฐจัดสรรในแต่ละปีไปกับแผนบูรณาการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวอยู่แล้ว เรียกได้ว่า หากมีการเก็บค่าเหยียบแผ่นดินเพิ่ม รัฐก็จะมีเงินเพื่อทำการท่องเที่ยวเพิ่มกว่าอีก 1 เท่าตัว  ซึ่งนับว่าเป็นจำนวนเงินที่มากและควรจะมาพร้อมกับนโยบายการใช้เงินที่ชัดเจนเสียก่อน

    ประการที่สอง หากรัฐบาลต้องการจะส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศจริงๆ มีเรื่องอื่นที่รัฐบาลควรทำมากกว่าการเก็บเงินคนไทยที่เดินทางออก เช่น การปรับการใช้งบประมาณด้านการท่องเที่ยวแบบเดิมๆ ที่กว่า 70% หมดไปกับการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ จัด Events เป็นส่วนใหญ่ แต่ต้องลดงบงานแบบผักชีโรยหน้าลง และนำไปเติมให้กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในจังหวัดหัวเมืองรองอื่นๆ ให้มากขึ้น

    รวมถึงแทนที่จะหาเงินมาอุดหนุนให้คนไทยเที่ยว รัฐบาลควรลดต้นทุนที่ทำให้การเที่ยวในประเทศมีค่าใช้จ่ายมากกว่าด้วย เช่น การกำกับราคาตั๋วเครื่องบินภายในประเทศให้ไม่แพงจนเกินไป การเพิ่มทางเลือกในการเดินทางด้วยขนส่งสาธารณะประเภทต่างๆ ทั้งภายในจังหวัดและระหว่างเมือง เป็นต้น

    และควรจะต้องแก้ปัญหาที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกระทรวงท่องเที่ยวฯ แต่ส่งผลต่อการท่องเที่ยว เช่น ปัญหาฝุ่น PM2.5 ในภาคเหนือ ปัญหาภาพลักษณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ปัญหาความมั่นคงแนวจังหวัดชายแดน เป็นต้น

    ประการที่สาม หากรัฐบาลจะเก็บเงินคนไทยทุกคนที่ออกนอกประเทศจริงๆ มาตรการนี้เป็นเหมือนมาตรการเชิงลงโทษมากกว่าเชิงเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข ในความเป็นจริงไม่ใช่คนไทยทุกคนที่เดินทางออกนอกประเทศเพื่อไปท่องเที่ยวเท่านั้น ยังมีคนไทยอีกจำนวนมากที่เป็นนักเรียน/นักศึกษาที่ต้องเดินทางไปศึกษาต่อ ยังมีพี่น้องแรงงานที่จำเป็นต้องไปทำงานต่างประเทศเพื่อหาเงินส่งกลับบ้าน ยังมีคนวัยทำงานที่ต้องเดินทางติดต่อธุรกิจหาโอกาสใหม่ให้กับชีวิต ยังมีคนไทยที่มีครอบครัวและใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ

    การคิดนโยบายมาแบบนี้เพียงเพื่อหาเงินมาอุดหนุนให้คนไทยเที่ยวในไทย เป็นการคิดที่แคบมาก คิดเพียงเพื่อเก็บเงินจากคนไทยมาเลี้ยงคนไทยด้วยกันเอง ทั้งๆ ที่มีทางเลือกอื่นที่เก็บได้โดยไม่กระทบคนไทยด้วยกันเองด้วยซ้ำ

    ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับนโยบายการเก็บ ค่าออกนอกประเทศ จากคนไทยครับ

    ป.ล. รัฐบาลนี้คิดมาแต่ละเรื่อง ไม่แผ่วเลยจริงๆ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5817408/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KaMn1yPuhprBBzK0iKSOx