Category: ท่องเที่ยว

  • รัฐเตรียมชง ครม. ล้างฟรีวีซ่า 60 วัน โบรกแนะจับตา 5 หุ้นท่องเที่ยว

    รัฐเตรียมชง ครม. ล้างฟรีวีซ่า 60 วัน โบรกแนะจับตา 5 หุ้นท่องเที่ยว

    ผู้สื่อข่าวรายงานกรณี นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยถึงแนวทางแก้ไขปัญหานักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาพำนักในประเทศไทยและก่อปัญหาว่า กระทรวงการต่างประเทศ หน่วยงานด้านความมั่นคง และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา อยู่ระหว่างหารือเพื่อกำหนดกลไกพิจารณาความเหมาะสมของมาตรการวีซ่า

    ภายหลังการทดลองใช้มาตรการยกเว้นวีซ่า 60 วัน (ฟรีวีซ่า) มาระยะหนึ่ง ทุกภาคส่วนได้มีการประเมินและหารือแนวทางปรับปรุง เพื่อลดปัญหานักท่องเที่ยวที่ไม่พึงประสงค์ โดยในเบื้องต้นมีแนวคิดยกเลิกมาตรการดังกล่าวสำหรับทุกประเทศโดยไม่เลือกปฏิบัติ และให้กลับไปใช้หลักเกณฑ์วีซ่าของแต่ละประเทศตามเดิม หรือพิจารณารูปแบบวีซ่าใหม่ที่เหมาะสม เพื่อใช้เป็นกลไกคัดกรองนักท่องเที่ยว

    ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้หารือในประเด็นดังกล่าวแล้ว และคาดว่าจะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเร็ว ๆ นี้ เนื่องจากมาตรการเดิมเป็นมติ ครม. จึงต้องได้รับความเห็นชอบก่อนมีการเปลี่ยนแปลง

    ด้านบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า กระแสข่าวการยกเลิกฟรีวีซ่า 60 วัน (ผ.60) และอาจกลับไปใช้มาตรการยกเว้นวีซ่า 30 วัน (ผ.30) รวมถึงวีซ่าเมื่อเดินทางถึงประเทศไทย (Visa on Arrival: VOA) ซึ่งอนุญาตให้พำนักไม่เกิน 15 วัน เคยถูกหยิบยกในช่วงแถลงนโยบายรัฐบาล โดยประเมินผลกระทบเชิง Sentiment อยู่ในวงจำกัด เนื่องจากระยะเวลาพำนักยังสอดคล้องกับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    โดย ผ.30 จะครอบคลุมนักท่องเที่ยวยุโรปเป็นหลัก ขณะที่ VOA ใช้กับนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งมีระยะเวลาพำนักเฉลี่ยราว 9 วัน และสูงสุดประมาณ 21 วัน ทำให้คาดว่าผลกระทบต่ออัตราการเข้าพัก (Occupancy Rate) ของกลุ่มโรงแรมจะมีจำกัด

    ฝ่ายวิจัยมองว่า ภาพรวมระยะกลางของภาคการท่องเที่ยวไทยยังไม่เปลี่ยนแปลงจากการปรับมาตรการวีซ่า โดยในระยะสั้นตลาดให้น้ำหนักกับปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หลังราคาน้ำมันดิบ Brent กลับมายืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้ง

    ทั้งนี้ ผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวอาจนำไปสู่การปรับลดเที่ยวบินของสายการบินในช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว (Low Season) แต่คาดว่าจะกระทบผลประกอบการทั้งปีในวงจำกัด โดย Sensitivity Analysis ระบุว่า หากกำไรรายไตรมาสลดลง 30% เมื่อเทียบกับปีก่อน จะส่งผลต่อกำไรทั้งปีไม่เกิน 3%

    สำหรับหุ้นที่มีสัดส่วนรายได้ในประเทศสูง ได้แก่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT, บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW, บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL, บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT และบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI มีแนวโน้มเผชิญความผันผวนของราคาหุ้นในช่วงนอกฤดูกาล แต่เป็นจังหวะทยอยสะสม จากมุมมองที่จำนวนนักท่องเที่ยวผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม

    กลยุทธ์การลงทุนแบบ Barbell Strategy ยังคงให้น้ำหนักกลุ่ม Reopening ควบคู่กับหุ้นปันผลในกลุ่มธนาคาร ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB, ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK และธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL โดยเลือก AOT เป็นตัวเด่นจากผลกระทบสงครามที่ต่ำกว่ากลุ่ม ขณะที่ ERW มีระดับมูลค่าที่ถูกสุดในกลุ่มโรงแรม และ CENTEL มีแนวโน้มฟื้นตัวดี หากสถานการณ์คลี่คลายและราคาน้ำมันปรับลดลงต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้ง

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/826968&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3p8rzl4ZO-RkdaQYapyeVM

  • “อุทยานแห่งชาติเอราวัณ” เปิดท่องเที่ยว-พักแรมอีกครั้ง หลังไฟป่า-หมอกควันคลี่คลาย

    “อุทยานแห่งชาติเอราวัณ” เปิดท่องเที่ยว-พักแรมอีกครั้ง หลังไฟป่า-หมอกควันคลี่คลาย

    รองโฆษกรัฐบาล เผย “อุทยานแห่งชาติเอราวัณ” จ.กาญจนบุรี กลับมาเปิดให้ท่องเที่ยว-พักแรมอีกครั้ง หลังไฟป่า-หมอกควันคลี่คลาย คุณภาพอากาศกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

    วันที่ 23 เมษายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า อุทยานแห่งชาติเอราวัณ จังหวัดกาญจนบุรี ประกาศเปิดการท่องเที่ยวและพักแรมในเขตอุทยานแห่งชาติอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2569 เป็นต้นไป หลังสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันในพื้นที่คลี่คลาย และคุณภาพอากาศกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

    ก่อนหน้านี้ อุทยานแห่งชาติเอราวัณ ได้ประกาศปิดการท่องเที่ยวเป็นการชั่วคราวเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 เนื่องจากสถานการณ์ไฟป่าและค่าฝุ่น PM2.5 อยู่ในระดับที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ โดยตรวจพบค่าสูงถึง 42.9 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร อย่างไรก็ตาม ภายหลังการติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พบว่าสถานการณ์ไฟป่าได้คลี่คลายลงอย่างต่อเนื่อง และคุณภาพอากาศอยู่ในระดับปลอดภัย จึงมีคำสั่งเปิดพื้นที่เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวอีกครั้ง โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562

    สำหรับการเปิดอุทยานครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูบรรยากาศการท่องเที่ยว ควบคู่กับการดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวและเจ้าหน้าที่ รวมถึงช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่และรายได้ของชุมชนโดยรอบ “รัฐบาลย้ำการบริหารจัดการอย่างสมดุล ระหว่างการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยเมื่อสถานการณ์คลี่คลายจะเร่งเปิดพื้นที่อย่างเหมาะสม เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างปลอดภัย”

    ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ อุทยานแห่งชาติเอราวัณ โทร. 034-574-222 หรือผ่านเพจเฟซบุ๊ก อุทยานแห่งชาติเอราวัณ Erawan National Park เพื่ออัปเดตข้อมูลข่าวสารล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2928322&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xff5sS9CBoRoeKlsWljrH

  • อสังหาฯ เชียงราย 2569 ดีมานด์เช่าโตสวนทางยอดซื้อ เร่งอุดช่องว่างด้วยรถไฟทางคู่และเขตเศรษฐกิจพิเศษ

    อสังหาฯ เชียงราย 2569 ดีมานด์เช่าโตสวนทางยอดซื้อ เร่งอุดช่องว่างด้วยรถไฟทางคู่และเขตเศรษฐกิจพิเศษ

    พลิกกลยุทธ์อสังหาฯ เชียงราย 2569 ชูจุดขายเมืองโลจิสติกส์ชายแดน รับการเติบโตจากนิติบุคคลกว่า 1,800 ราย

    เชียงราย,23 เมษายน 2569 – ภาพสะท้อนชัดเจนว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในต้นปี 2569 ยังไม่ใช่ตลาดฟื้นตัวเต็มรูปแบบ ฝั่งซื้อยังอ่อนแรง ขณะที่ฝั่งเช่ากลับเติบโตต่อเนื่อง โดยดีมานด์ซื้อทั่วประเทศลดลง 6 เปอร์เซ็นต์จากไตรมาสก่อน แต่ดีมานด์เช่าทั่วประเทศเพิ่มขึ้น 4 เปอร์เซ็นต์ และในกรุงเทพฯ เพิ่มถึง 9 เปอร์เซ็นต์ สะท้อนว่าผู้บริโภคจำนวนมากกำลังเลือก “รักษาสภาพคล่อง” มากกว่าตัดสินใจเป็นหนี้ระยะยาวทันที

    เมื่อนำภาพรวมนี้มาวางทับกับเชียงราย จะเห็นว่าจังหวัดไม่ได้ชะลอตัวเพียงเพราะเศรษฐกิจประเทศเท่านั้น แต่ยังมีแรงกดเฉพาะพื้นที่เพิ่มเข้ามา ทั้งแผลจากน้ำท่วมใหญ่ในปี 2567 ความเข้มงวดของสินเชื่อ และโครงสร้างตลาดที่ยังพึ่งพาบ้านแนวราบเกือบทั้งหมด โดยครึ่งหลังปี 2567 เชียงรายมีที่อยู่อาศัยเสนอขาย 2,724 หน่วย มูลค่า 10,700 ล้านบาท ไม่มีการเปิดขายคอนโดมิเนียม และมีหน่วยขายได้ใหม่เพียง 130 หน่วย ขณะที่ครึ่งแรกปีเดียวกันก็มีลักษณะใกล้เคียงกัน คือเสนอขาย 2,758 หน่วย และไม่มีคอนโดเปิดขายเช่นกัน

    เชียงรายไม่ได้มีแต่ด้านลบ เพราะในเวลาเดียวกัน จังหวัดกำลังยืนอยู่บนฐานเปลี่ยนผ่านสำคัญจากเมืองท่องเที่ยวและการค้าชายแดน สู่เมืองโลจิสติกส์และเศรษฐกิจพิเศษมากขึ้น เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษเชียงรายครอบคลุม 3 อำเภอ 21 ตำบล และมีนิติบุคคลคงอยู่ 1,841 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 6,079.87 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2568 ขณะเดียวกัน โครงการรถไฟทางคู่เด่นชัย เชียงราย เชียงของ มีความคืบหน้าสะสมกว่า 59 เปอร์เซ็นต์ตามข้อมูลที่ถูกรายงานในเดือนเมษายน 2569 จึงทำให้คำถามสำคัญของเชียงรายวันนี้ไม่ใช่เพียง “บ้านขายยากหรือไม่” แต่คือ “จังหวัดจะเปลี่ยนแรงกดดันระยะสั้นให้เป็นจังหวะตั้งหลักระยะยาวได้หรือไม่”

    ตลาดบ้านไทยยังแผ่ว แต่เชียงรายกำลังยืนอยู่บนทางแยกใหม่

    ปลายเดือนเมษายน 2569 ภาพของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยคล้ายคนที่พยายามเดินต่อ แม้ขาจะยังไม่ฟื้นเต็มกำลัง ฝั่งหนึ่ง ผู้คนยังอยากมีบ้าน ยังมองหาที่อยู่อาศัย ยังเข้าเว็บไซต์ค้นหาประกาศซื้อขายและเช่า แต่เมื่อถึงเวลาตัดสินใจจริง หลายครัวเรือนกลับถอยหนึ่งก้าวแล้วหันมาจัดลำดับความสำคัญใหม่ เพราะภาระดอกเบี้ย ค่าครองชีพ และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ทำให้คำว่า “บ้านในฝัน” ต้องถูกแปลใหม่เป็น “บ้านที่ไหวจริง” มากกว่าที่เคยเป็นมา

    ดีดีพร็อพเพอร์ตี้รายงานจากพฤติกรรมผู้ใช้งานในช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคม 2569 ว่า ความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยทั่วประเทศลดลง 6 เปอร์เซ็นต์จากไตรมาสก่อน มีเพียงคอนโดมิเนียมที่ยังโต 4 เปอร์เซ็นต์ ส่วนบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์ลดลง 17 และ 16 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ ในอีกด้านหนึ่ง ตลาดเช่ากลับขยับขึ้น 4 เปอร์เซ็นต์ โดยคอนโดมิเนียมยังครองสัดส่วนสูงสุดถึง 85 เปอร์เซ็นต์ของตลาดเช่าทั่วประเทศ ขณะที่ระดับค่าเช่าต่ำกว่า 10,000 บาทต่อเดือน เติบโตมากที่สุด 11 เปอร์เซ็นต์ ภาพนี้สะท้อนชัดว่า คนไทยไม่ได้หยุดมองหาที่อยู่อาศัย แต่กำลังเปลี่ยนวิธีอยู่ให้เหมาะกับฐานะการเงินมากขึ้น

    ถ้ามองจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว อาจสรุปได้ง่ายว่าประเทศกำลังเข้าสู่ยุค “เช่าแทนซื้อ” แต่เมื่อหันมามองเชียงราย เรื่องราวจะลึกกว่าแค่การเปลี่ยนใจจากเจ้าของบ้านมาเป็นผู้เช่า เพราะเชียงรายไม่ใช่ตลาดคอนโดขนาดใหญ่แบบกรุงเทพฯ ไม่ได้มีแรงซื้อจากคนทำงานเมืองหลวงจำนวนมหาศาล และไม่ได้มีแรงเก็งกำไรแบบเมืองท่องเที่ยวชายทะเลบางแห่ง สิ่งที่เชียงรายมี คือกลุ่มผู้ซื้อจริงในพื้นที่ กลุ่มครอบครัวระดับกลาง กลุ่มคนทำธุรกิจท้องถิ่น และความหวังจากการเติบโตของเมืองชายแดน ดังนั้น เมื่อกำลังซื้อสะดุด เชียงรายจึงรับแรงกระแทกตรง ๆ มากกว่าตลาดที่มีฐานผู้ซื้อหลากหลายกว่า

    เชียงรายไม่ได้เงียบ แต่กำลังซื้อยังเดินช้ากว่าอุปทาน

    ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ หรือ REIC ชี้ว่า ครึ่งแรกปี 2567 ตลาดที่อยู่อาศัยเชียงรายมีหน่วยเสนอขาย 2,758 หน่วย มูลค่า 10,872 ล้านบาท ลดลงทั้งจำนวนและมูลค่าเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยทั้งหมดเป็นโครงการบ้านจัดสรร ไม่มีการเปิดขายโครงการอาคารชุดเลยแม้แต่หน่วยเดียว และมีโครงการเปิดใหม่เพียง 47 หน่วย มูลค่า 155 ล้านบาท ขณะที่หน่วยขายได้ใหม่มีเพียง 102 หน่วย มูลค่า 372 ล้านบาท ส่วนหน่วยเหลือขายสะสมยังอยู่ในระดับสูงถึง 2,656 หน่วย มูลค่า 10,499 ล้านบาท

    พอเข้าสู่ครึ่งหลังปี 2567 ตัวเลขดีขึ้นเพียงเล็กน้อยในเชิงปริมาณ แต่ยังไม่ถึงขั้นเปลี่ยนแนวโน้มได้ จังหวัดมีหน่วยเสนอขาย 2,724 หน่วย มูลค่า 10,700 ล้านบาท เปิดใหม่เพียง 38 หน่วย มูลค่า 69 ล้านบาท และขายได้ใหม่ 130 หน่วย มูลค่า 455 ล้านบาท หน่วยเหลือขายสะสมยังอยู่ที่ 2,594 หน่วย มูลค่า 10,245 ล้านบาท ภาพรวมจึงไม่ใช่ตลาดที่ “ไม่มีของขาย” แต่เป็นตลาดที่ของยังคงค้างอยู่มากกว่าความเร็วในการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค

    หากเจาะลงไปในพื้นที่ จะเห็นโครงสร้างของเชียงรายชัดขึ้นอีก ในครึ่งแรกปี 2567 โซนอำเภอเมืองเชียงรายมีที่อยู่อาศัยเสนอขายสูงสุด 1,338 หน่วย มูลค่า 5,884 ล้านบาท รองลงมาคือโซนสนามบินและมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง 1,245 หน่วย มูลค่า 4,377 ล้านบาท และแม่สาย 159 หน่วย มูลค่า 543 ล้านบาท ส่วนครึ่งหลังปี 2567 REIC ยังระบุว่าโซนในเมืองเชียงรายเป็นพื้นที่ที่มีหน่วยเหลือขายสะสมสูงสุดของจังหวัด ตามด้วยโซนสนามบินและมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และแม่สาย นั่นหมายความว่า แม้ทำเลหลักยังเป็นศูนย์รวมความสนใจของตลาด แต่การระบายสต็อกยังไม่เร็วพอจะทำให้ตลาดกลับมาคึกคักจริงจัง

    เมื่อเปรียบเทียบกับภาพรวมภาคเหนือ 5 จังหวัดในครึ่งหลังปี 2567 ซึ่งมีอุปทานสะสมรวม 17,464 หน่วย มูลค่า 73,200 ล้านบาท เชียงรายครองสัดส่วน 15.6 เปอร์เซ็นต์ หรือ 2,724 หน่วย เป็นอันดับสองรองจากเชียงใหม่ที่มี 10,250 หน่วย นี่ทำให้เชียงรายยังเป็นตลาดสำคัญของภาคเหนือ แต่ก็เป็นตลาดที่ขนาดยังห่างจากเชียงใหม่ชัดเจน และไม่มีแรงหนุนจากตลาดคอนโดหรือผู้ซื้อชาวต่างชาติเท่าเมืองหลักอย่างเชียงใหม่

    แผลจากน้ำท่วมและปัญหากู้ไม่ผ่าน ทำให้เชียงรายฟื้นช้ากว่าเมืองท่องเที่ยวบางจังหวัด

    อีกเงื่อนไขที่ทำให้เชียงรายต่างจากภาพรวมประเทศ คือแรงกดทับเฉพาะพื้นที่จากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2567 กรุงเทพธุรกิจรายงานโดยอ้างคำให้สัมภาษณ์ของนายชินะ สุทธาธนโชติ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์เชียงราย ว่า 8 เดือนแรกของปี 2567 จำนวนและมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ในจังหวัดลดลงราว 20 ถึง 25 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2566 และอัตราปฏิเสธสินเชื่อในบางช่วงสูงถึง 70 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ หรือพูดง่าย ๆ คือ คนยื่นกู้ 10 คน ผ่านจริงเพียงประมาณ 2 คนเท่านั้น เขายังประเมินด้วยว่า น้ำท่วมหนักสุดในรอบ 70 ปีมีผลต่อจิตวิทยาตลาดอย่างมีนัยสำคัญ และทำให้การฟื้นตัวของอสังหาริมทรัพย์เชียงรายถูกเลื่อนออกไปอีกระยะหนึ่ง

    ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะตลาดบ้านไม่ได้ซื้อขายด้วยตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่ซื้อขายด้วย “ความมั่นใจในอนาคต” ด้วย หากผู้ซื้อเริ่มตั้งคำถามว่า บ้านที่จะซื้ออยู่ในพื้นที่เสี่ยงหรือไม่ น้ำจะมาอีกไหม ค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงจะเพิ่มขึ้นหรือเปล่า การตัดสินใจซื้อย่อมช้าลงทันที ต่อให้ดอกเบี้ยลดหรือมีโปรโมชั่นมากเพียงใดก็ตาม

    ตรงกันข้ามกับเพชรบุรีซึ่งดีดีพร็อพเพอร์ตี้ระบุว่าเป็นจังหวัดที่มีความต้องการซื้อและเช่าเติบโตสูงสุดในไตรมาสแรกของปี 2569 จากอานิสงส์การท่องเที่ยว การอยู่ใกล้ธรรมชาติ และระยะทางไม่ไกลจากกรุงเทพฯ เชียงรายแม้มีธรรมชาติไม่แพ้กัน แต่ผู้ซื้อยังต้องชั่งน้ำหนักกับความเสี่ยงเชิงพื้นที่และภาวะเศรษฐกิจท้องถิ่นที่เปราะบางกว่า จึงเห็นได้ชัดว่าหัวเมืองท่องเที่ยวไม่ได้โตเหมือนกันทั้งหมด บางจังหวัดได้แรงส่งจากการพักผ่อน บางจังหวัดยังต้องใช้เวลาซ่อมความเชื่อมั่นก่อนตลาดจะเดินหน้าเต็มที่

    เชียงรายยังมีแต้มต่อ แต่แต้มต่อนั้นอยู่ในอนาคตมากกว่าปัจจุบัน

    ถึงแม้ตลาดบ้านเพื่ออยู่อาศัยจริงในเชียงรายจะยังไม่สดใสเต็มที่ แต่จังหวัดไม่ได้ขาดปัจจัยบวกในระยะกลางและระยะยาว หนึ่งในฐานสำคัญคือเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษเชียงราย ซึ่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่าครอบคลุม 3 อำเภอ 21 ตำบล ได้แก่ เชียงของ เชียงแสน และแม่สาย ณ สิ้นปี 2568 พื้นที่นี้มีนิติบุคคลคงอยู่ 1,841 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 6,079.87 ล้านบาท โดยธุรกิจส่วนใหญ่เป็น SMEs และกลุ่มธุรกิจเด่น ได้แก่ ก่อสร้างทั่วไป การขายส่งสินค้าทั่วไป และอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่มูลค่าการลงทุนของต่างชาติในพื้นที่อยู่ที่ 299.07 ล้านบาท โดยจีนเป็นแหล่งลงทุนต่างชาติอันดับหนึ่ง

    ตัวเลขเหล่านี้อาจยังไม่แปลเป็นยอดซื้อบ้านทันทีในวันนี้ แต่กำลังบอกว่า เชียงรายไม่ใช่ตลาดที่ยืนอยู่บนฐานเกษตรและท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียวอีกแล้ว เมืองกำลังมีชั้นเศรษฐกิจใหม่เพิ่มขึ้น ทั้งภาคก่อสร้าง โลจิสติกส์ การค้าชายแดน และบริการสนับสนุนธุรกิจ ซึ่งทั้งหมดล้วนมีศักยภาพจะเปลี่ยนรูปแบบความต้องการอสังหาริมทรัพย์ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นบ้านสำหรับผู้บริหาร ที่พักแรงงานคุณภาพ อาคารพาณิชย์ หรือคลังสินค้ารอบแนวขนส่ง

    อีกปัจจัยที่ต้องจับตาคือโครงการรถไฟทางคู่เด่นชัย เชียงราย เชียงของ ซึ่งรายงานเมื่อเดือนเมษายน 2569 ระบุว่ามีความคืบหน้าสะสม 59.57 เปอร์เซ็นต์ เร็วกว่าแผนเล็กน้อย และเป็นโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่จะเชื่อมเชียงรายกับระบบรางของประเทศและประตูการค้าชายแดนอย่างเชียงของได้แน่นแฟ้นขึ้น หากโครงการเดินหน้าได้ตามเป้า ผลกระทบจะไม่ได้อยู่แค่เรื่องการเดินทาง แต่จะค่อย ๆ ปรับมูลค่าที่ดิน รูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดิน และการตัดสินใจลงทุนของผู้ประกอบการทั้งในและนอกพื้นที่ด้วย

    พูดให้เข้าใจง่ายที่สุด วันนี้เชียงรายอาจยังไม่ใช่ตลาดที่ “ซื้อแล้วลุ้นขึ้นทันที” แบบเมืองเก็งกำไรบางแห่ง แต่กำลังเป็นตลาดที่ “ต้องอ่านเกมล่วงหน้า” มากกว่า ใครมองระยะสั้นอาจเห็นแต่ยอดขายที่ชะลอ แต่ใครมองระยะกลางจะเริ่มเห็นว่าจังหวัดกำลังจัดวางตัวเองใหม่ในฐานะเมืองด่านเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ของลุ่มน้ำโขง

    เทรนด์เช่าแทนซื้ออาจไม่ใช่สัญญาณลบเสมอไป สำหรับเชียงราย

    จุดหนึ่งที่ควรตีความอย่างรอบคอบ คือการที่ตลาดเช่าเติบโต ไม่ได้แปลว่าตลาดซื้อพังเสมอไป บางครั้งมันเป็นช่วงรอจังหวะของผู้บริโภคมากกว่า ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ระบุว่า ระดับราคาซื้อที่ผู้บริโภคสนใจมากที่สุดในไตรมาสแรกปี 2569 คือ 1 ถึง 3 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 44 เปอร์เซ็นต์ของความต้องการซื้อทั้งหมดทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน ฝั่งเช่าที่เติบโตมากที่สุดกลับเป็นกลุ่มค่าเช่าต่ำกว่า 10,000 บาทต่อเดือน เพิ่มขึ้น 11 เปอร์เซ็นต์ นี่สะท้อนว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยยังอยู่ในช่วงสร้างฐานะ สะสมเงินดาวน์ หรือประเมินเสถียรภาพรายได้ของตัวเองก่อนจะขยับไปสู่การซื้อจริง

    สำหรับเชียงราย เทรนด์นี้อาจยิ่งมีนัยมากขึ้น เพราะเมืองมีฐานประชากรที่เกี่ยวข้องกับสถานศึกษา สนามบิน หน่วยงานรัฐ การค้าชายแดน และแรงงานบริการท่องเที่ยวพอสมควร หากตลาดซื้อยังติดข้อจำกัดเรื่องสินเชื่อ การมีตลาดเช่าที่แข็งแรงขึ้นอาจช่วยประคองกระแสเงินสดของเจ้าของทรัพย์และลดแรงขายตัดราคาในระยะสั้นได้ด้วย

    ในอีกมุมหนึ่ง มาตรการภาครัฐก็ยังทำหน้าที่เป็นแรงประคองมากกว่าจะเป็นยาวิเศษ ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ชั่วคราว โดยเปิดทางให้สินเชื่อที่อยู่อาศัยกู้ได้สูงสุด 100 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าหลักประกัน ระหว่าง 1 พฤษภาคม 2568 ถึง 30 มิถุนายน 2569 แต่ ธปท. ก็ย้ำเองว่า มาตรการนี้เป็นการประคับประคองภาคอสังหาริมทรัพย์ มิใช่การยกเลิกมาตรฐานดูแลความเสี่ยงทั้งหมด กล่าวคือ ต่อให้กู้ได้เต็มมูลค่า หากรายได้ไม่มั่นคง เครดิตไม่ผ่าน หรือภาระหนี้สูง ผู้กู้ก็ยังไม่ผ่านธนาคารอยู่ดี

    นั่นทำให้ในเชียงราย คำตอบของตลาดอาจไม่ได้อยู่ที่การหวังมาตรการกระตุ้นเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การออกแบบสินค้าที่ตรงกับศักยภาพผู้ซื้อจริงมากกว่า เช่น บ้านราคาที่ผ่อนแล้วไม่ตึงเกินไป บ้านในทำเลที่ปลอดภัยจากน้ำท่วมมากขึ้น หรือรูปแบบเช่าก่อนซื้อในบางโครงการเพื่อช่วยให้ลูกค้าได้ทดสอบภาระรายจ่ายของตัวเองก่อนตัดสินใจครั้งใหญ่

    เชียงรายควรเดินเกมแบบเมืองด่านเศรษฐกิจ ไม่ใช่เลียนแบบกรุงเทพฯ

    หากถามว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์เชียงรายควรปรับตัวอย่างไรในช่วงที่ดีมานด์ซื้อยังไม่ฟื้นเต็มที่ คำตอบที่น่าสนใจคือ จังหวัดอาจไม่จำเป็นต้องเดินตามสูตรกรุงเทพฯ เสมอไป เพราะโครงสร้างเมืองต่างกันมาก กรุงเทพฯ โตจากงาน ระบบราง และประชากรแฝงมหาศาล จึงเห็นตลาดเช่าโตพร้อมกันแทบทุกประเภทและทุกทำเลในเมืองหลวง โดยเฉพาะคอนโดและทาวน์เฮ้าส์ที่เพิ่มขึ้น 9 เปอร์เซ็นต์ในไตรมาสแรกปี 2569

    แต่เชียงรายควรเล่นตามข้อได้เปรียบของตนเองมากกว่า นั่นคือบทบาทเมืองชายแดน เมืองโลจิสติกส์ เมืองท่องเที่ยวคุณภาพ และเมืองมหาวิทยาลัย เมื่อมองเช่นนี้ ตลาดที่จะโตอาจไม่ใช่คอนโดกลางเมืองแบบกรุงเทพฯ แต่เป็นบ้านแนวราบคุณภาพดีในโซนเมืองและสนามบิน ทรัพย์เชิงพาณิชย์ที่เชื่อมกับเส้นทางขนส่ง ที่พักให้เช่าระยะกลางสำหรับคนทำงานข้ามอำเภอหรือข้ามชายแดน และที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ผู้ประกอบการรายย่อยที่กำลังมองเชียงรายเป็นฐานธุรกิจใหม่

    การพยายามเร่งเปิดโครงการจำนวนมากในช่วงที่กำลังซื้อยังอ่อนแรง อาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดสำหรับเชียงรายในระยะนี้ สิ่งที่ตลาดต้องการอาจเป็นการคัดเลือกทำเลแม่นขึ้น พัฒนาเท่าที่ตลาดรับไหว และรอจังหวะที่โครงสร้างพื้นฐานและความเชื่อมั่นกลับมาเสริมกันมากกว่านี้

    เชียงรายไม่ได้อยู่ในสภาพไร้อนาคต

    ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย ณ วันที่ 23 เมษายน 2569 ยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านอย่างชัดเจน ฝั่งซื้อยังชะลอ ฝั่งเช่ากลับเร่งตัว และผู้บริโภคจำนวนมากกำลังให้คุณค่ากับความยืดหยุ่นทางการเงินมากกว่าการรีบถือครองกรรมสิทธิ์ในทันที ภาพนี้เห็นเด่นในข้อมูลของดีดีพร็อพเพอร์ตี้ และยิ่งเห็นชัดขึ้นเมื่อมองลงมาที่เชียงราย ซึ่งเผชิญทั้งแรงกดจากเศรษฐกิจ ภาวะสินเชื่อเข้มงวด และบาดแผลจากน้ำท่วมใหญ่ในช่วงก่อนหน้า

    อย่างไรก็ตาม เชียงรายไม่ได้อยู่ในสภาพไร้อนาคต ตรงกันข้าม จังหวัดกำลังอยู่ในจังหวะตั้งหลักครั้งสำคัญ ระหว่างตลาดที่อยู่อาศัยเพื่ออยู่อาศัยจริงซึ่งยังเคลื่อนตัวช้า กับโอกาสใหม่จากเขตเศรษฐกิจพิเศษ การค้าชายแดน และโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่กำลังก่อตัว สิ่งที่เชียงรายต้องทำจึงไม่ใช่แข่งกับกรุงเทพฯ หรือเลียนแบบเมืองท่องเที่ยวที่โตจากบ้านพักตากอากาศเท่านั้น แต่ต้องอ่านจังหวะของตัวเองให้ขาด ว่าเมื่อใดควรชะลอ เมื่อใดควรลงทุน และเมื่อใดควรเปลี่ยนสินทรัพย์จาก “บ้านขายยาก” ให้กลายเป็น “ที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจเมืองใหม่” ได้จริง

    ในภาวะที่คนจำนวนไม่น้อยเริ่มมองการเช่าเป็นสะพานก่อนซื้อ เชียงรายอาจไม่ได้เสียโอกาส หากใช้ช่วงเวลานี้จัดระเบียบตลาด คัดสินค้าให้ตรงความต้องการ และยกระดับเมืองให้พร้อมรับการเติบโตระลอกใหม่ เพราะท้ายที่สุดแล้ว เมืองที่ฟื้นตัวได้ดี ไม่ใช่เมืองที่ขายบ้านได้เร็วที่สุดในวันที่เศรษฐกิจผันผวน แต่คือเมืองที่รู้ว่าควรเติบโตแบบไหนเมื่อรอบใหม่ของโอกาสมาถึง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-real-estate-market-trends-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EJGUpGKWc6DCtccJ0G9gm

  • KKP ชี้ “ท่องเที่ยวสีเขียว” ทางรอดธุรกิจโรงแรม อัดฉีดสินเชื่อ 2 พันลบ. หนุนเปลี่ยนผ่านครบวงจร : อินโฟเควสท์

    KKP ชี้ “ท่องเที่ยวสีเขียว” ทางรอดธุรกิจโรงแรม อัดฉีดสินเชื่อ 2 พันลบ. หนุนเปลี่ยนผ่านครบวงจร : อินโฟเควสท์

    ธนาคารเกียรตินาคินภัทร [KKP] เผย ตลาดการท่องเที่ยวสีเขียว เป็นโอกาสใหม่ของผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทย ขานรับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หันมาให้ความสำคัญกับเทรนด์ Extended Staycation หรือการพักอาศัยระยะยาว ซึ่งมุ่งเน้นการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ มากกว่าการพึ่งพาปริมาณในรูปแบบเดิม

    อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่าน และปรับตัวตามเกณฑ์ Green Hotel ยังเป็นโจทย์ที่ท้าทายสำหรับโรงแรมไทย ที่ยังขาดความพร้อมด้านบุคลากรทางวิศวกรรม และที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อมภายในองค์กร ทำให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับความเสี่ยงในการเปลี่ยนผ่าน เนื่องจากขาดความรู้เชิงเทคนิคในการสร้างหรือปรับปรุงห้องพัก และการการคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยตนเอง ซึ่งอาจกลายเป็นต้นทุนค่าเสียโอกาสหากมีการปรับตัวช้า

    ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จึงมุ่งเดินหน้าปลดล็อกข้อจำกัดให้กับผู้ประกอบการโรงแรม และท่องเที่ยว ด้วยการเข้าร่วมโครงการสนับสนุนธุรกิจโรงแรมสู่ความยั่งยืน (Financing the Transition: Green Solutions for Hotels) ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย วงเงิน 2,000 ล้านบาท ภายในปี 2570 เพื่อเป็นกลไกสนับสนุนทั้งด้านเงินทุน และองค์ความรู้แบบครบวงจร พร้อมมีที่ปรึกษาและพาร์ทเนอร์ เพื่อให้การสนับสนุนสู่การพัฒนาโรงแรมที่มีความยั่งยืน ซึ่งเป็นการต่อยอดจากการดำเนินโครงการสนับสนุนลูกค้าอสังหาริมทรัพย์ให้สามารถเปลี่ยนผ่านสู่อสังหาริมทรัพย์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในระยะที่ 1

    นายสิทธิกร พงศ์สวัสดิ์มานิต หัวหน้าทีมบริหารการขายและผลงานสินเชื่อธุรกิจ KKP เปิดเผยว่า โรงแรม เป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงจากการดำเนินงาน (Operational Carbon) ซึ่งคิดเป็น 60-70% ของ Carbon Footprint ทั้งหมดของโรงแรม ซึ่งมาจากการใช้พลังงานทั้งในส่วนของระบบปรับอากาศ และทำความเย็น ระบบแสงสว่าง และระบบน้ำร้อน ดังนั้น การเปลี่ยนผ่านจึงต้องอาศัยทั้งเม็ดเงิน องค์ความรู้เฉพาะทาง และเทคโนโลยีที่ซับซ้อน

    ซึ่ง KKP มองเห็นถึงความจำเป็นในการแบ่งเบาภาระตรงนี้ เราจึงไม่ได้วางตัวเป็นเพียงสถาบันการเงินที่สนับสนุนเงินทุน แต่พร้อมเป็นพาร์ทเนอร์ที่ช่วยผู้ประกอบการท่องเที่ยวเปลี่ยนผ่านอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นโครงการก่อสร้างใหม่ หรือการรีโนเวท เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถโฟกัสกับธุรกิจบริการที่เป็นความเชี่ยวชาญหลักได้อย่างเต็มที่

    เป้าหมายการสนับสนุนผู้ประกอบการโรงแรม สู่การเปลี่ยนผ่านของ KKP ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ประกอบการใน 2 มิติหลัก ได้แก่

    1.มิติทางการเงิน: พิจารณาให้ส่วนลดอัตราดอกเบี้ย โดยอิงจากระดับการลดก๊าซเรือนกระจก และผลการดำเนินงานตามเกณฑ์การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainability Development Criteria)

    2.มิติ (อื่น) นอกเหนือจากการเงิน: KKP จัดเตรียมทีมที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ และทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ เข้ามาช่วยประเมิน วัดผล และให้คำแนะนำตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ พร้อมเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรที่เชี่ยวชาญ เพื่อการทำงานร่วมกับลูกค้าทั้ง 7 ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการใช้นวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การเลือกวัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำ การออกแบบระบบการจัดการของเสีย และระบบการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดการคุณภาพอากาศภายในอาคาร การออกแบบให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และการสื่อสารกลยุทธ์ทางด้าน ESG ของลูกค้าให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อเสริมอาวุธให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวเข้าสู่การเป็นธุรกิจโรงแรมที่ยั่งยืน

    แนวทางการทำงานที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาให้ผู้ประกอบการอย่างเป็นรูปธรรมนี้ ส่งผลให้ KKP ได้รับรางวัล “Best Innovative Product Award” จากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ภายในงานเปิดตัวโครงการสนับสนุนธุรกิจโรงแรมสู่ความยั่งยืน (Financing the Transition: Green Solutions for Hotels) ณ จังหวัดภูเก็ต เมื่อเร็วๆ นี้

    นายสุรัตน์ ลีลาทวีวัฒน์ ประธานสายสินเชื่อธุรกิจ และประธานสายสินเชื่อบรรษัท KKP กล่าวถึงความสำเร็จนี้ว่า รางวัลจาก ธปท. เป็นเสมือนบทพิสูจน์ความมุ่งมั่นของ KKP จากโครงการระยะที่ 1 ซึ่งเราได้ช่วยสนับสนุนลูกค้ากลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ให้เข้าถึงเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ และระบบหมุนเวียนอากาศ (ERV) ไปแล้วกว่า 33 โครงการ ภายใต้วงเงินสินเชื่อรวม 5,236 ล้านบาท ภายในสิ้นปี 2569

    “ความสำเร็จนี้ เป็นแรงผลักดันให้ KKP เดินหน้าต่อในระยะที่ 2 เพื่อเปิดโอกาสใหม่ ๆ ให้กับผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทย บนเส้นทางเศรษฐกิจสีเขียวอย่างมั่นคง” นายสุรัตน์ ระบุ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (23 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/587299&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Saph7BKBRy3b79vtC6l2s

  • กรมทางหลวง เปิดวิ่ง ‘ทางเลี่ยงเมืองหนองคาย’ บูสต์โลจิสติกส์ไทย-สปป.ลาว

    กรมทางหลวง เปิดวิ่ง ‘ทางเลี่ยงเมืองหนองคาย’ บูสต์โลจิสติกส์ไทย-สปป.ลาว

    กรมทางหลวง เปิดวิ่ง ‘ทางเลี่ยงเมืองหนองคาย’ บูสต์โลจิสติกส์ไทย-สปป.ลาว

    กรมทางหลวง เปิดวิ่ง ‘ทางเลี่ยงเมืองหนองคาย’ บูสต์โลจิสติกส์ไทย-สปป.ลาว

    รายงานข่าวจากกรมทางหลวง (ทล.) เปิดเผยว่า กรมฯ โดยสำนักก่อสร้างทางที่ 2 และสำนักก่อสร้างสะพาน ดำเนินโครงการก่อสร้างถนนทางหลวงสายทางเลี่ยงเมืองหนองคาย (ด้านตะวันออก) แล้วเสร็จ ระยะทางรวมกว่า 21.8 กิโลเมตร ใช้งบประมาณ 2,893 ล้านบาท และเปิดให้ประชาชนเดินทางระหว่างจังหวัดอุดรธานี หนองคาย และบึงกาฬ โดยไม่ต้องผ่านเขตตัวเมือง ลดระยะเวลาเดินทางและปัญหาการจราจรติดขัดพร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน สนับสนุนเศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยวในพื้นที่ รวมถึงเสริมศักยภาพการเชื่อมโยงเศรษฐกิจระหว่างประเทศไทยและสปป.ลาว ได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ทั้งนี้การเปิดให้ประชาชนใช้งานเต็มรูปแบบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทาง และการขนส่งในพื้นที่จังหวัดหนองคาย โดยเส้นทางดังกล่าวเชื่อมต่อกับทางหลวงหมายเลข 2 (ถนนมิตรภาพ) และทางหลวงหมายเลข 212 ครอบคลุมพื้นที่ตำบลโพธิ์ชัย ตำบลวัดธาตุ และตำบลหาดคำ อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย ช่วยให้การสัญจรสามารถเลี่ยงผ่านตัวเมืองได้สะดวก ลดปัญหาการจราจรติดขัด โดยเฉพาะในเส้นทางหลักที่มีปริมาณรถหนาแน่น

    สำหรับโครงการก่อสร้างทางหลวงสายเลี่ยงเมืองหนองคาย (ด้านตะวันออก) มีรูปแบบเป็นการก่อสร้างทางแนวใหม่มาตรฐานชั้นทางพิเศษขนาด 4 ช่องจราจร ทิศทางละ 2 ช่องจราจร (ไป – กลับ) ช่องจราจรกว้าง 3.50 เมตร แบ่งทิศทางการจราจรด้วยเกาะกลางแบบร่อง ผิวทางแอสฟัลต์คอนกรีต 

    ที่ผ่านมาได้มีการก่อสร้างสะพานทางแยกต่างระดับบริเวณแยกการเคหะแห่งชาติ (ถนนมิตรภาพ) เชื่อมต่อกับทางหลวงหมายเลข 212 สายหนองคาย – อุบลราชธานี สะพานข้ามคลอง จุดกลับรถ สะพานกลับรถ และทำการก่อสร้างขยายช่องจราจรจาก 4 ช่องจราจร เป็น 6 ช่องจราจร (ไป – กลับ) บนทางหลวงหมายเลข 2 ที่ กม. 502+000 สิ้นสุดที่ กม.507+750 พร้อมติดตั้งไฟฟ้าแสงสว่าง และอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัย

    โครงการก่อสร้างถนนทางหลวงสายเลี่ยงเมืองหนองคาย (ด้านตะวันออก)

    อย่างไรก็ดีจังหวัดหนองคายเป็นประตูการค้าที่สำคัญระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยมีสะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 1 เป็นเส้นทางหลักเชื่อมโยงไปสู่นครหลวงเวียงจันทน์ ส่งผลให้การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปริมาณการจราจรเพิ่มสูงขึ้นและเกิดความแออัดในเขตเมือง กรมทางหลวงจึงเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเติบโตดังกล่าว 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/megaproject/657362&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2h86YRzMX3Uq4u0tiZ-8H1

  • เหยื่อร้องกองปราบ ถูกเพจท่องเที่ยวทิพย์หลอก ผู้เสียหายโผล่เพียบ หลังนัดคืนเงิน แล้วเบี้ยวซ้ำซ้อน

    เหยื่อร้องกองปราบ ถูกเพจท่องเที่ยวทิพย์หลอก ผู้เสียหายโผล่เพียบ หลังนัดคืนเงิน แล้วเบี้ยวซ้ำซ้อน

    เมื่อเวลา 11.45 น. วันที่ 23 เม.ย. 69 ที่ บริเวณริมฟุตบาทหน้าแดนเนรมิตเก่า จ่าคิงส์ แตงทิม สะพานใหม่ ได้นำ น้องฟ้า ลูกสาว จ่ายันต์ อดีตทหารอากาศ สังกัด อย. พร้อมด้วยกลุ่มผู้เสียหาย เดินทางเข้าร้องเรียนต่อพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม เพื่อขอความเป็นธรรมกรณีถูกเพจนำเที่ยวชื่อดังหลอกจัดทริปขี่ม้าและเดินป่า ทิพย์ เชิดเงินหนีรวมมูลค่าความเสียหายหลายแสนบาท

    เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อ คุณฟ้า ลูกสาวของจ่ายันต์ ได้จองทริปเทรลขี่ม้าที่จังหวัดลพบุรีผ่านเพจเฟซบุ๊กชื่อดัง สำหรับการเดินทางวันที่ 10-11 ม.ค. 2569 โดยได้โอนเงินค่าทริปเต็มจำนวนรวม 12,000 บาท ไปตั้งแต่วันที่ 20 พ.ย. 2568

    กระทั่งถึงวันนัดหมาย (10 ม.ค. 2569) ผู้เสียหายทั้งหมด 6 คน เดินทางไปถึงฟาร์มม้าที่จังหวัดลพบุรี แต่กลับได้รับคำตอบที่น่าตกใจจากทางฟาร์มว่า “ไม่ได้รับการประสานงานและไม่มีเงินโอนมาจากทางเพจ” ทำให้ไม่สามารถให้บริการขี่ม้าได้ กลุ่มผู้เสียหายจึงรู้ตัวว่าถูกหลอกและเข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สภ.เมืองลพบุรี ในวันเดียวกัน

    เจ้าของเพจได้เจรจาและรับปากว่าจะคืนเงินทั้งหมดให้ภายในวันที่ 14 ม.ค. 2569 แต่เมื่อถึงกำหนดกลับเงียบหาย ไม่สามารถติดต่อได้ กลุ่มผู้เสียหายจึงเริ่มเดินหน้าพึ่งพากระบวนการยุติธรรมในหลายช่องทาง ดังนี้

    – 15 ม.ค. 2569 ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)

    – 26 ม.ค. 2569 สคบ. แจ้งประสานส่งเรื่องต่อไปยังกรมการท่องเที่ยว

    – 20 ก.พ. 2569 ผู้เสียหายติดตามเรื่องด้วยตนเองจนพบเจ้าหน้าที่นิติกร ซึ่งระบุว่าได้เรียกเจ้าของเพจมาพบแล้ว โดยทางเพจขอเลื่อนการจ่ายเงินคืนไปเป็นวันที่ 23 มี.ค. 2569

    – 23 มี.ค. 2569 – ปัจจุบัน เมื่อถึงกำหนดนัดครั้งล่าสุด เจ้าของเพจยังคงนิ่งเฉย ไม่มีการคืนเงินและไม่มีการติดต่อกลับใดๆ

    จากการรวบรวมข้อมูลของกลุ่มผู้เสียหายพบว่า เพจดังกล่าวมักใช้รูปแบบการหลอกลวงซ้ำๆ ทั้งทริปขี่ม้า ทริปเดินป่า และทริปท่องเที่ยวเชิงผจญภัยอื่นๆ

    “ตอนนี้รวบรวมผู้เสียหายที่โดนโกงในลักษณะเดียวกันได้แล้วถึง 13 คน คาดว่าน่าจะมีผู้เสียหายนับร้อยราย ซึ่งทุกคนถูกหลอกให้รอและเลื่อนนัดวันคืนเงินวนไปเรื่อยๆ จนหมดความหวัง จึงต้องมาร้องขอให้จ่าคิงส์พาเข้าแจ้งความที่กองปราบในวันนี้” คุณฟ้า ตัวแทนผู้เสียหายระบุ

    ด้าน จ่าคิงส์ แตงทิม ฝากเตือนถึงประชาชนที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวเชิงเอ็กซ์ตรีม ให้ตรวจสอบเลขใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวจากกรมการท่องเที่ยวให้ชัดเจนก่อนโอนเงิน และตรวจสอบประวัติของเพจจากกลุ่มรีวิวต่างๆ พร้อมทิ้งท้ายว่า หากมีผู้เสียหายรายอื่นที่ถูกเพจนี้หลอกลวงในลักษณะเดียวกัน ขอให้รีบแสดงตัวเพื่อรวบรวมหลักฐานดำเนินคดีให้ถึงที่สุดต่อไป

    เบื้องต้นผู้เสียหายเข้าพบพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป.เพื่อให้ข้อมูลเอาผิดเพจดังกล่าวอยู่

    ผู้สื่อข่าวนครบาล รายงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamnews.com/news/social/43389&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3t7tU7DMaHU6i-1d7_vZXE

  • สื่อมวลชนปัญญาอ่อน?

    สื่อมวลชนปัญญาอ่อน?

    เหตุนี้กระมัง..เมื่อรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย-คุณอนุทิน ชาญวีรกูล เข้ามาบริหารประเทศ จึงได้เห็นข่าวจาก “ผู้จัดการออนไลน์” ที่รายงาน..

    “นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวฯ กล่าวถึงกรณีมีการสะท้อนปัญหาพฤติกรรมไม่เหมาะสมของนักท่องเที่ยวบางคน บางกลุ่ม ว่า

    หลังจากที่มีการทดลองใช้ฟรีวีซ่าแบบ 60 วัน กับนักท่องเที่ยวในหลายประเทศเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในช่วงที่ผ่านมา

    ปรากฏว่ามีการสะท้อนปัญหาเข้ามามากมาย ซึ่งเรื่องนี้ทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการต่างประเทศ รวมทั้งฝ่ายความมั่นคงจะต้องกลับมาทบทวนถึงมาตรการฟรีวีซ่า

    เพื่อให้เกิดความเหมาะสมมากที่สุด..ซึ่งในการทบทวนนั้นจะต้องมองในเรื่องของการปฏิบัติว่าจะต้องทำอย่างไรเพื่อให้เกิดความเหมาะสม

    รวมทั้งจะทำอย่างไรกับนักท่องเที่ยวที่มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และจะมีการปรับอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาจากนักท่องเที่ยวที่ไม่พึงประสงค์..”

    ครับ..ตอนนั้นแม้ผมจะไม่ได้เห็นต่าง เพราะเชื่อ-และมั่นใจในทุกนโยบายของพรรคเพื่อไทยจะได้มีการกลั่นกรอง พิจารณารอบคอบถี่ถ้วนดีแล้ว

    แต่เมื่อเป็นที่ประจักษ์ว่า “นโยบายฟรีวีซ่า 90 วัน 93 ประเทศ” ประโยชน์น้อยกว่าความชิบหาย เอ๊ยเสียหายของประเทศ-สังคม

    ผมจึงเลยเห็นดี-เห็นงาม และขอสนับสนุนที่รัฐบาลเตรียมยกเลิก “ฟรีวีซ่า” ..อย่าอืดอาดล่ะ รีบนำเข้าพิจารณาในการประชุม ครม. ออกเป็นมติ..เร็ว!

    เอ้า..แล้วนั่นจะเห็นด้วยดีไหม? ก็ที่คุณจักรพล ผลละออ ผู้ช่วยเลขาธิการพรรคประชาชน โพสต์กรณีมีเสียงวิจารณ์การทำงานของพรรค ว่า..

    “จริงๆ เรื่องนี้อยู่นอกประเด็นการเขียนเรื่องพรรคมวลชน แต่เป็นเรื่องที่ผมครุ่นคิดกับมันมาสักระยะหนึ่งแล้ว

    ผมคิดว่าสื่อมวลชนของเรา ขออภัยหากใช้ถ้อยคำรุนแรง คือถ้าพูดตามตรง “ปัญญาอ่อน” กันขึ้นทุกวัน

    ก่อนหน้านี้หรือก่อนผมเกิด เราเคยเชื่อว่าสื่อมวลชนเป็นฐานันดรที่สี่ เป็นชนชั้นพิเศษ มีอภิสิทธิ์ หรือเป็นปราการปกป้องเสรีภาพและประชาธิปไตย

    จนได้พูดกันว่าเสรีภาพสื่อคือเสรีภาพประชาชน

    แต่ดูคุณภาพสื่อมวลชนทุกวันนี้กันเถอะครับ เราคาดหวังสื่อมวลชนในฐานะปราการปกป้องอะไรได้บ้าง สื่อมวลชนไม่ได้คัดกรองข่าวหรือชี้นำความคิดอะไรแก่สังคมเลย

    ได้แต่หยิบเอาเรื่องปัญญาอ่อนอะไรก็ได้ที่น่าจะมีคนสนใจมาเขียนข่าวกันไปวันๆ สถานะผู้ชี้นำความคิดหรือปราการปกป้องประชาธิปไตยอะไรนี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง

    เหลือสื่อมวลชนไม่กี่คนเท่านั้นที่คิดเรื่องนี้ และที่น่าเศร้าคือสื่อจำนวนมากที่สำนึกเรื่องนี้เป็นสื่ออิสระหรือสื่อพลเมืองที่ไม่ใช่สื่อมวลชนอาชีพมีสังกัดใหญ่โตด้วย

    แต่คนเหล่านี้แม่นยำเรื่องจรรยาบรรณสื่อเสียยิ่งกว่าพวกจบสื่อสารมวลชนมาหากินกับอาชีพสื่อหลายคนเสียอีก

    สำหรับผม ถ้าเราคาดหวังให้ประเทศนี้ก้าวหน้า มีอนาคต สื่อมวลชนในฐานะฐานันดรที่สี่ ก็ต้องช่วยชี้นำความคิดสังคมด้วย ต้องเลิกเสนอข่าวดรามาปัญญาอ่อน ไร้สาระ

    แล้วผลักดันความคิดชี้นำในสังคม เลิกคิดง่ายๆ แบบสุกเอาเผากินหากินกับเรื่องงี่เง่าแล้วทำข่าวเชิงลึกเสริมสร้างสติปัญญาแก่สังคมบ้าง

    พูดแบบนี้เพื่อนสนิทมิตรสหายที่เป็นสื่ออาจจะโกรธ อาจจะเกลียดผม แต่นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าต้องพูด ไม่อย่างนั้นเราก็จะวนเวียนอยู่ในวัฏจักรแบบนี้กันไม่รู้จบ..”

    เอาเถอะ..แม้จะไม่ใช่เพื่อนสนิท แต่ผมก็ไม่โกรธ-เกลียดคุณจักรพลหรอกน่า เป็นสิทธิที่จะมองกันได้ แต่ขอออกตัวนิด..สื่อมวลชนไม่ได้เป็นชนชั้นพิเศษอะไรเลย

    และเป็นองค์กร-สังคมที่มีทั้งคนดี-คนไม่ดีปะปนกันเฉกเช่นสมาชิกในพรรคประชาชนนั่นแหละ!

    อ้อ..เรื่องผลักดันความคิดชี้นำในสังคม สื่อก็ได้ทำมาโดยตลอดทุกยุค-ทุกสมัย ยิ่งยุคนี้ยิ่งต้องทำหนักขึ้น เพราะมีกลุ่มคนบางคณะได้พยายามชักจูงชี้นำสังคมไปในทางผิดๆ แบบสุกเอาเผากิน

    ส่วนที่ว่า สื่อปัญญาอ่อนนั้นผมไม่เถียง และเชื่อคุณจักรพลก็คงไม่เถียง หากผมจะบอกว่า..

    สส.พรรคประชาชนก็มี..ปัญญาอ๋อนนอ่อน!.

    สันต์ สะตอแมน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/984707/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Z7poFIfa9TAGMoIWiuGtv

  • มะนาวราคาพุ่งแรง จนต้องกางมุ้งนอนเฝ้า

    มะนาวราคาพุ่งแรง จนต้องกางมุ้งนอนเฝ้า

    (23 เม.ย. 69) ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สวนมะนาวของนางนงนุช เกษตรกรบ้านสระงาม ต.บ้านมะเกลือ อ.เมือง จ.นครสวรรค์ ที่กำลังเร่งจ้างคนงานเก็บผลผลิตมะนาวส่งขาย หลังราคามะนาวในช่วงฤดูแล้งปีนี้พุ่งสูงถึงกิโลกรัมละ 30-35 บาท และมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตามสภาพอากาศที่ร้อนจัด ซึ่งส่งผลให้มะนาวขาดตลาดแต่ความต้องการของผู้บริโภคยังคงสูง สร้างรายได้หมุนเวียนให้ครอบครัวเป็นกอบเป็นกำในระยะนี้

    .

    อย่างไรก็ตาม จากราคาที่ขยับสูงขึ้นทำให้มะนาวกลายเป็นเป้าหมายของมิจฉาชีพ นางนงนุชเผยว่าปีที่ผ่านมาสวนมะนาวเคยถูกขโมยลักลอบเข้ามาเก็บผลผลิตไปเป็นจำนวนมากจนสูญเสียรายได้มหาศาล ในปีนี้จึงต้องออกมาตรการป้องกันอย่างเข้มงวด ทั้งการเพิ่มความถี่ในการเดินตรวจตรา และจำเป็นต้องนอนเฝ้าสวนในช่วงเวลากลางคืนเพื่อรักษาผลผลิตที่เหลืออยู่

    .

    นอกจากมาตรการเฝ้าระวังขโมย เกษตรกรยังต้องแบกรับภาระในการดูแลสวนให้รอดพ้นจากภัยแล้ง ทั้งการเร่งรดน้ำและใส่ปุ๋ยเพื่อให้มะนาวออกผลผลิตได้ตามคุณภาพ โดยนางนงนุชระบุว่าต้องจัดคนเฝ้ายามตลอดทั้งคืนเพื่อความไม่ประมาท เนื่องจากมะนาวในสวนมีมูลค่าสูงและเป็นรายได้หลักของครอบครัวในช่วงวิกฤตภัยแล้งนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/economy-livelihood/NZnTVx5Ob&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Z40iTH5uz2UNSSe2f-sn5

  • กรมการท่องเที่ยวพร้อมเครือข่าย บุกจับบริษัททัวร์ย่านราชปรารภ “ไม่ทำประกันภัยนักท่องเที่ยว – ต่างด้าวทำงานผิดกฎหมาย”

    กรมการท่องเที่ยวพร้อมเครือข่าย บุกจับบริษัททัวร์ย่านราชปรารภ “ไม่ทำประกันภัยนักท่องเที่ยว – ต่างด้าวทำงานผิดกฎหมาย”

    กรมการท่องเที่ยวพร้อมเครือข่าย บุกจับบริษัททัวร์ย่านราชปรารภ “ไม่ทำประกันภัยนักท่องเที่ยว – ต่างด้าวทำงานผิดกฎหมาย”

    นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากหัวหน้ากลุ่มตรวจและกำกับธุรกิจนำเที่ยวมัคคุเทศก์และผู้นำเที่ยว กรมการท่องเที่ยว ซึ่งได้ร่วมกับกองกำกับการสืบสวน กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และกรมการจัดหางาน ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานประกอบธุรกิจนำเที่ยว (บริษัททัวร์) ย่านถนนราชปรารภ ตามเบาะแสที่ได้รับแจ้ง เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจสอบพบว่า ไม่สามารถแสดงเอกสารการจัดทำประกันภัยนักท่องเที่ยว รวมทั้งมีการว่าจ้างบุคคลสัญชาติอินเดียทำงานในบริษัททัวร์ โดยไม่มีใบอนุญาตทำงานในราชอาณาจักร เบื้องต้นเข้าข่ายการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 กรณีไม่ทำประกันภัยให้กับนักท่องเที่ยว ซึ่งจะถูกปรับพินัยในอัตราไม่เกิน 500,000 บาท พร้อมทั้งโทษทางปกครองถูกพักใช้ใบอนุญาตธุรกิจนำเที่ยว เป็นเวลาไม่เกิน 6 เดือน รวมถึงการดำเนินคดีตามกฎหมายจัดหางาน และการตรวจสอบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นคนไทยของบริษัท จากนั้นจึงนำตัวส่งสถานีตำรวจนครบาลพญาไท เพื่อดำเนินคดีต่อไป

    อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวขอบคุณเครือข่ายเฝ้าระวังการทำทัวร์เถื่อนไกด์เถื่อนที่ได้ให้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์ จนนำไปสู่การเฝ้าสังเกตพฤติการณ์และจับกุมดำเนินคดีได้ในที่สุด กรมการท่องเที่ยวจะดำเนินการอย่างเข้มงวดกับผู้ฝ่าฝืนกฎหมาย เพื่อคุ้มครองสิทธิของนักท่องเที่ยวและรักษามาตรฐานวิชาชีพธุรกิจนำเที่ยวของไทยให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1014219&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0R8feZYA3e9OaXsc9SYY3C

  • รอผล 2 สัปดาห์ ส่งปลาแข้น้ำโขงมีตุ่มขึ้นเต็มตัวตรวจสารปนเปื้อน

    รอผล 2 สัปดาห์ ส่งปลาแข้น้ำโขงมีตุ่มขึ้นเต็มตัวตรวจสารปนเปื้อน

    ภูมิภาค

    รอผล 2 สัปดาห์ ส่งปลาแข้น้ำโขงมีตุ่มขึ้นเต็มตัวตรวจสารปนเปื้อน

    วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.53 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีชาวประมงอำเภอเชียงคาน จ.เลย พบปลาแข้ที่บริเวณดอนไข่ น้ำหนัก 100 กรัม ยาว 23 เซนติเมตร  มีลักษณะผิดปกติ ตุ่มขึ้นเต็มตัว ไม่กล้านำไปขาย หรือนำไปรับประทาน เพราะเกรงว่าจะเกิดจากสารพิษอันตราย ที่ติดมาในลำน้ำโขง
        
    นายชาญณรงค์ วงศ์ลา เลขานุการกลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเกษตรริมโขง ประมงพื้นบ้านอำเภอเชียงคาน เปิดเผยว่า  ความผิดปกติที่พบในตัวปลาแข้ครั้งนี้ นีบเป็นตัวที่สามในรอบ 2 เดือน ซึ่งปลาแข้ เป็นปลาที่หากินอยู่บนใกล้ผิวดิน และกินปลาเล็กเป็นอาหาร หลังจากนี้จะนำปลาไปส่งพิสูจน์ที่สถาบันการศึกษาด้านสิ่งวิทยาศาสตร์แวดล้อม และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องต่อไป 

    สำหรับความผิดปกติที่พบดูคล้ายกับอาการได้รับสารพิษหรือสารเคมีปนเปื้อนในแม่น้ำโขง หากสถานการณ์น้ำในโขงยังคงมีความเปลี่ยนแปลงที่ผิดธรรมชาติแบบนี้ ไม่เพียงแต่กระทบต่อพันธุ์ปลา แต่ยังส่งผลถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคและรายได้ของชาวประมงโดยตรงจึงฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยตรวจสอบคุณภาพน้ำและสาเหตุของโรคในปลาครั้งนี้ด้วยครับ ก่อนที่ระบบนิเวศจะเสียหายไปมากกว่านี้”  นายชาญณรงค์ กล่าว

    ทั้งนี้ ในช่วงระยะเวลา 1-2 ปีที่ผ่านมา มีรายงานตรวจสอบคุณภาพน้ำที่แม่น้ำกกจังหวัดเชียงราย พบสารโลหะหนักปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐาน ซึ่งสาเหตุมาจากการทำเหมืองแร่ในพื้นที่ประเทศพม่าหลายแห่ง โดยแม่น้ำกกไหลลงแม่น้ำโขงที่อำเภอแม่สาย นอกจากนี้ยังพบว่าพื้นที่ในสปป.ลาว ฝั่งตรงข้ามจังหวัดเลย ก็มีการทำเหมืองแร่หลายชนิดอยู่ตามริมลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขงเช่นกัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการร่วมทุนกันระหว่างชาวจีน นายทุนไทยและชาวลาว.

    ล่าสุดวันนี้  นายชาญณรงค์ วงศ์ลา เลขานุการกลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเกษตรริมโขง กล่าวว่า ตนได้เดินทางด้วยรถยนต์จากจังหวัดเลย ไปยัง พิษณุโลก น้ำปลาไปตรวจ ที่มหาวิทยาลัยนเรศร ปลาตัวนี้จะเหมือนปลาที่จับได้ที่แม่น้ำกกที่ปนเปื้อน เราคาดว่าจะได้ข้อมูล ปลาตัวนี้ มันได้รับสารพิษจริงหรือเปล่านี้ส่วนหนึ่ง ส่วนที่ 2 คือ ชาวประมงและชาวบ้าน ที่เชียงคาน จะได้คลายกังวล ซึ่งตอนนี้เขาก็มีความกังวลวิตกเยอะมากเพราะระบบนิเวศเปลี่ยนแปลงไปซึ่งทางน้ำกกเองมีการทำเขื่อนในประเทศพม่า ส่วนลุ่มน้ำโขงทางอีสานมันจะมีที่เป็นทางฝั่งสปป.ลาว ที่เขาทำเหมืองก็อาจจะมีผลกระทบด้วยเหมือนกัน ไม่แน่ใจว่าสารพิษตัวนี้ถ้าเป็นปนเปื้อนมาจากภาคเหนือหรือหรือทางฝั่ง สปป.ลาว ซึ่งผลเสียปัจจุบันที่ได้รับอยู่แล้ว ของเขือนไชยบูลีเองนั้นและตอนนี้ก็เป็นเรื่องของสารเคมีอีกด้วย เป็นผลกระทบข้ามพรหมแดนเราก็อยากฝากไปถึงหน่วยงานมีหน้าที่เกี่ยวข้องรัฐบาลเอง  ว่า ข้อ 1 รัฐบาลจะมีมาตรการแก้ไข ปัญหาผลกระทบข้ามพรมแดนอย่างไร   2 มีแนวทางป้องกันในกรณีผลกระทบข้ามพรหมแดนอย่างไร และ 3 หลังจากได้รับผลกระทบแล้วจะมีมาตรการอะไรบ้างที่จะลงมาเพื่อให้ชุมชนที่เราอยู่ที่ได้ผลกระทบด้านการท่องเที่ยว เกษตรริมโขงและวิถีวัฒนธรรมต่างๆ และความมั่นคงด้านอาหารเพื่อสร้างความมั่นใจประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

    นายชาญณรงค์ กล่าวต่ออีกว่า  ตนออกจากบ้าน ที่อำเภอเชียงคาน ประมาณ 9 โมง ถึง พิษณุโลกประมาณ บ่าย 2-3 โมง คาดปลที่จะได้คือการการตรวจพยาธิในปลา และไปตรวจสารปนเปื้อน สารเคมีต่างๆ นั้นจะ รอ อีก 2 สัปดาห์ จึงรู้ผล
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/473692&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3z937MMLwpqJGUWQHPPFWr