Category: ท่องเที่ยว

  • BC แย้มครึ่งหลังปี 68 ท่องเที่ยวฟื้น จ่อเปิดตัวธุรกิจใหม่ ‘BHS’ ขยายฐานรายได้ประจำ

    BC แย้มครึ่งหลังปี 68 ท่องเที่ยวฟื้น จ่อเปิดตัวธุรกิจใหม่ ‘BHS’ ขยายฐานรายได้ประจำ


    BC กางแผนครึ่งปีหลัง 2568 รับแรงหนุนท่องเที่ยวฟื้น–วันหยุดยาวยุโรปหนุนอัตราเข้าพัก ดันรายได้โรงแรมโตต่อเนื่อง พร้อมต่อยอดธุรกิจใหม่ Boutique Hospitality Solutions ขยายฐานรายได้ประจำ

    นายปรับชะรันซิงห์ ทักราล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บูทิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BC ผู้เชี่ยวชาญในการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์รูปแบบ “Build–Operate–Sale”(BOS) เปิดเผยว่า แนวโน้มธุรกิจครึ่งปีหลัง 2568 ยังคงสดใส จากแรงหนุนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงไฮซีซั่นและวันหยุดยาวของยุโรปในเดือนกรกฎาคม–สิงหาคม ซึ่งส่งผลบวกต่อทั้งอัตราการเข้าพัก (Occupancy Rate) และค่าเฉลี่ยรายได้ต่อห้องพัก (ADR) ขณะที่มาตรการ “เที่ยวคนละครึ่ง” ของภาครัฐยังช่วยหนุนกำลังซื้อและการเดินทางในประเทศ ทำให้รายได้โรงแรมครึ่งปีหลังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง

    ในด้านกลยุทธ์ BC ยังคงเดินหน้าขยายการเติบโตครอบคลุมทุกมิติ ทั้งในธุรกิจหลัก (โมเดล BOS) ที่ประสบความสำเร็จจากการขายเงินลงทุน ในโครงการ Summer Point และเสนอขายโทเคนดิจิทัลต่อประชาชนครั้งแรก (ICO) ในชื่อ “Summer Point Token (SUMX)” ในช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมา พร้อมอยู่ระหว่างศึกษาโอกาสในการเปิดตัวโทเคนใหม่ภายในไตรมาส 1/2569 เพื่อต่อยอดโอกาสทางธุรกิจในตลาดดิจิทัลโทเคน สร้างการเติบโตในระยะยาว

    สำหรับธุรกิจโรงแรมและพันธมิตรระดับโลกBC เดินหน้าโครงการลักชัวรี่ภายใต้ความร่วมมือกับแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล เตรียมเปิดตัว “เจดับบลิว แมริออท โฮเทล แบงค็อก สุขุมวิท 24” ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้าง อีกทั้งได้ลงนามแฟรนไชส์กับเครือแอคคอร์ (Accor) เพื่อรับสิทธิ์บริหาร 3 แบรนด์นานาชาติ ได้แก่ Mövenpick, Mercure และ Handwritten Collection นับเป็นก้าวสำคัญที่ยกระดับ BC สู่การเป็น Third Party Operator (TPO) อย่างเป็นทางการ ซึ่งมีเพียงไม่กี่บริษัทในตลาดที่ได้รับความไว้วางใจ ตอกย้ำการขยายธุรกิจบริหารจัดการโรงแรม (Hotel Management Service) ที่สร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและต่อเนื่อง

    ด้านธุรกิจใหม่ BC ยังเตรียมเปิดตัวโมเดลครบวงจรแห่งแรกของไทย ภายใต้ชื่อ Boutique Hospitality Solutions (BHS) ที่ให้บริการตั้งแต่การออกแบบ การพัฒนา การบริหารจัดการโรงแรม (TPO) เพื่อตอบโจทย์นักลงทุนที่มองหาพาร์ทเนอร์ที่ให้บริการด้านการพัฒนาและบริหารจัดการโรงแรมแบบครบวงจร โดย BHS จะเป็นกลยุทธ์สำคัญในการขยายฐานลูกค้า สร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) ในรูปแบบ asset-light และลดความเสี่ยงจากความผันผวนของฤดูกาลในธุรกิจโรงแรม เสริมความแข็งแกร่งให้กับการเติบโตอย่างยั่งยืนของบริษัท

    “ปี 2568 จะเป็นจุดเร่งการเติบโตของ BC จากแรงหนุนท่องเที่ยวไทยที่ฟื้นตัวสดใส ผสานกับการต่อยอดโมเดล BOS, การเปิดตัวโครงการลักชัวรี่ระดับโลก และการสร้างโอกาสใหม่ในตลาดโทเคนดิจิทัล รวมถึงการเปิดตัวบริการ Boutique Hospitality Solution (BHS) ที่ครบวงจร เราเชื่อว่าจะผลักดันทั้งรายได้ กำไร และความยั่งยืนให้แก่ BC ในระยะยาว พร้อมตอกย้ำการเป็นผู้นำและผู้ให้บริการธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยวระดับพรีเมียมของไทย” นายปรับชะรันซิงห์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/investment/34828&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw138hkPDzLVUTupCB71fVO6

  • หอการค้าเชียงใหม่ ร่วมประชุมคณะกรรมการบริหารงานจังหวัด แบบบูรณาการ

    หอการค้าเชียงใหม่ ร่วมประชุมคณะกรรมการบริหารงานจังหวัด แบบบูรณาการ

    หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมประชุมคณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.บ.จ.) จังหวัดเชียงใหม่

    วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ผู้แทนหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ โดย นายชวลิต สุวิทย์ศักดานนท์ รองประธานกรรมการ ร่วมประชุมคณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.บ.จ.) จังหวัดเชียงใหม่ ครั้งที่ 5/2568 โดยมี นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานการประชุม ณ ห้องประชุม 3 ชั้น 3 อาคารอำนวยการ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่
    .
    สำหรับการประชุมในวันนี้ มีประเด็นที่คณะกรรมการจะต้องร่วมกันพิจารณาทั้งหมด 2 ประเด็น ประกอบด้วย การเปลี่ยนแปลงโครงการตามแผนปฎิบัติราชการ ประจำปีของจังหวัดเชียงใหม่ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยขอดำเนินการเปลี่ยนแปลงโครงการสำคัญ 1 โครงการ 1 กิจกรรมหลัก 1 กิจกรรมย่อย คือ โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการท่องเที่ยว ในกิจกรรมย่อยที่ 4 คือการเพิ่มศักยภาพการท่องเที่ยว ด้วยการบูรณะทางผิวแอสฟัลต์เชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวดอยม่อนจอง ทางหลวงหมายเลข 1099 ตอนบ่อหลวง – แม่ตื่น ระหว่าง กม.39+000-กม.41+830 ตำบลอมก๋อย อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ เปลี่ยนเป็น ระหว่าง กม.39+930 – กม.42+760 ตำบลอมก๋อย อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ เนื่องจากระยะทางที่ขอเปลี่ยนแปลงมีผิวถนนหลุดร่อน เป็นหลุมเป็นบ่อ และมีความเสียหายมีมากกว่าระยะทางเดิม จึงขอเลื่อนพื้นที่ดำเนินการไปอีก 930 เมตร แต่ยังอยู่ในระยะทางดำเนินการเท่าเดิมที่ขอจัดสรรงบประมาณ เพื่อประโยชน์กับพี่น้องประชาชน
    .
    อีกหนึ่งประเด็นที่คณะกรรมการได้ร่วมกันพิจารณาเห็นชอบในวันนี้ คือ การเปลี่ยนแปลงโครงการตามแผนปฎิบัติราชการประจำปีของจังหวัดเชียงใหม่ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 กรณีการใช้งบประมาณจากการยกเลิกกิจกรรมและงบประมาณเหลือจ่าย จากโครงการด้านการท่องเที่ยว การเกษตร อุตสาหกรรม สังคม รวมถึงด้านสิ่งแวดล้อม และอื่นๆ มาดำเนินการปรับปรุงอำนวยความปลอดภัยและไฟฟ้าส่องสว่างบ้านพยากน้อย-วัดพระธาตุดอยสะเก็ด อำเภอสันทราย อำเภอดอยสะเก็ด ซึ่งพร้อมดำเนินการได้ทันทีโดยแขวงทางหลวงชนบทเชียงใหม่
    .
    อีกทั้ง ในที่ประชุมได้พิจารณาเห็นชอบให้ สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ จัดทำโครงการยกระดับการท่องเที่ยวเชียงใหม่ ด้วยพลังสร้างสรรค์ (Sot Powe) สู่การท่องเที่ยวมูลค่าสูง ผ่านกิจกรรมเชียงใหม่เมืองแห่งสีสัน เพื่อความสุขที่หลากหลาย เพื่อใช้เงินเหลือจ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นไปตามระเบียบการเบิกจ่าย
    .
    ภาพและข้อมูลข่าวจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงใหม่
    .

    #หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ #CCC25 #YECหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ #YECCM #ChiangmaiForward

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/chiangmai/3756278/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Lai4X-BpUS0UC_2C5R_tk

  • เอกชนขอตั้งรัฐบาลใหม่โดยเร็ว ผวาเศรษฐกิจชะงัก! เชื่อมั่นหด! ท่องเที่ยวลด! ลงทุนหาย!

    เอกชนขอตั้งรัฐบาลใหม่โดยเร็ว ผวาเศรษฐกิจชะงัก! เชื่อมั่นหด! ท่องเที่ยวลด! ลงทุนหาย!

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ ให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง ว่า คำตัดสินของศาลถือเป็นดุลยพินิจที่ต้องน้อมรับ ยอมรับว่าเหตุการณ์วันนี้แสดงให้เห็นถึงความไร้เสถียรภาพทางการเมืองไทย กระทบต่อเศรษฐกิจที่เผชิญวิกฤตอยู่แล้ว ทั้งกำลังซื้อถดถอย หนี้ครัวเรือนสูง ภาษีการค้าสหรัฐฯ ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ตึงเครียด รวมถึงปัญหาชายแดนและการปิดด่านกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งหมดส่งผลโดยตรงต่อภาคธุรกิจ การลงทุน และการท่องเที่ยว 

    “วันนี้ความไม่แน่นอนทางการเมืองเป็นเงื่อนไขสำคัญที่บั่นทอนศรัทธา การขับเคลื่อนเศรษฐกิจจึงน่าห่วงเพราะเรากำลังเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจที่หนักอยู่แล้ว เอกชนและนักลงทุนต่างชาติจับตาการเมืองไทยใกล้ชิด หากยังไร้เสถียรภาพ ความเชื่อมั่นจะสั่นคลอนหนักขึ้น นักลงทุนลังเล การท่องเที่ยวชะลอตัว ทุกอย่างกระเทือนเป็นลูกโซ่” 

    นายพจน์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดขณะนี้ คือฝ่ายการเมืองต้องเร่งหานายกรัฐมนตรีใหม่ เพื่อให้ประเทศมีผู้นำที่สานต่อการทำงานได้โดยเร็ว เพราะการฟื้นฟูประเทศไม่สามารถทำได้เพียงฝ่ายเดียว การเมืองต้องนิ่ง มีเสถียรภาพ และเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วม ออกแบบมาตรการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง จึงจะสร้างความมั่นใจให้สังคมและนักลงทุนได้ ภาคเอกชนต้องการเห็นการฟอร์ม ครม.ที่ดี ได้บุคคลที่มีฝีมือเป็นที่ยอมรับบริหารประเทศ 

    ขณะที่นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า เมื่อศาลมีความชัดเจนในเรื่องนี้แล้ว ทางตลาดทุนหวังว่า ประเทศไทยจะสามารถที่จะจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่โดยเร็ว เพื่อมาช่วยขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและดูแลความมั่นคงของประเทศ โดยตลาดทุนพร้อมจะร่วมมือกับรัฐบาลในการสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ สำหรับความผันผวนของตลาดหุ้นในระยะสั้น อาจมีบ้าง แต่โดยรวมถือว่าตลาดซึมซับรับข่าวเรื่องนี้ไปพอสมควรแล้ว ประเด็นสำคัญที่จับตามองเวลานี้ คือ ความมั่นคงของรัฐบาลใหม่ ที่จัดตั้งขึ้นมาและรายชื่อครม.ชุดใหม่ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นหัวใจสำคัญก้าวแรกในการสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน 

    นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวยอมรับว่าประเทศไทยกลับมาเผชิญกับสุญญากาศทางการเมืองอีกครั้ง นโยบายรัฐบาลขาดความต่อเนื่อง การมีรัฐบาลใหม่คงใช้เวลาอีก 2-3 เดือน ทำให้เศรษฐกิจที่อ่อนแอมากอยู่แล้ว อาจโตต่ำกว่าครึ่งปีหลังที่คาดว่าจะโตเพียง 1% หวังว่าจะตั้งรัฐบาลใหม่ได้ใน 1-2 เดือน และควรมี ครม.เข้ามาบริหารงานได้เต็มอำนาจแล้ว เพื่อไม่ให้ทุกอย่างซึมลง เหมือนช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา หลังนายกฯ ถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ส่วนความคาดหวังการท่องเที่ยวในประเทศที่จะช่วยหนุนเศรษฐกิจช่วงสุดท้ายของปี ซึ่งเป็นฤดูกาลไฮซีซั่น แต่ปีนี้อาจมีการเดินทางน้อยลง 

    ส่วนตลาดต่างประเทศนั้น มาตรการกระตุ้นตลาดที่ต้องใช้งบประมาณ หรือโครงการใหญ่ที่ต้องอาศัยการตัดสินใจของรัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม หยุดชะงัก กระทบต่อการตัดสินใจลงทุนของเอกชน เพราะต้องรอดูโฉมหน้ารัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามา โดยไทยควรใช้โอกาสใน 2-3 ปีนี้ ปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานและสถานที่ท่องเที่ยว เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนที่เลือกเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางอื่นๆแทน เช่น ญี่ปุ่นและเวียดนาม 

    “การค้าที่มีผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯ รวมถึงการลงทุนเอกชนที่ความเชื่อมั่นหายไปจากสุญญากาศการเมือง รวมถึงการเดินทางท่องเที่ยวที่อาจชะลอตัว มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจรวมสูงมาก ทั้งปี 68 นี้ เป้าหมายนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมคงได้เห็นที่ 34.5 ล้านคน ไม่น่าต่ำกว่านี้แล้ว เพราะตัวเลขนี้ถือว่าต่ำสุดแล้ว” 

    ด้านนายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า เป็นห่วงเศรษฐกิจไทย เพราะนโยบายของรัฐบาลที่วางไว้ หรือกำลังทำต้องชะลอหรือหยุดชะงัก ไม่สามารถทำอะไรได้เต็มที่ โดยภาคธุรกิจมีความกังวลว่า สิ่งใดที่ภาคเอกชนได้เสนอให้รัฐบาลเพื่อขับเคลื่อนงานด้านเศรษฐกิจต้องหยุดชะงักลงต้องรอรัฐบาลชุดใหม่มา “ข้อตกลงระหว่างรัฐมนตรีที่ตกลงไว้กับต่างประเทศ ก็ต้องหยุดทั้งหมด ไม่สามารถเดินต่อ ส่วนดีลภาษีสหรัฐฯน่าจะเดินต่อไปได้ เพียงแต่ต้องรอครม.ชุดใหม่มาสานต่อ” 

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การเปลี่ยนรัฐบาลอาจทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณปี 68 รวมถึงโครงการลงทุนต่างๆ ชะงักลงได้ แต่เศรษฐกิจไทยยังมีโอกาสฟื้นตัว หากภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันวางมาตรการรองรับได้ทันการณ์ ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังยังเผชิญปัจจัยเสี่ยง เช่น ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยืดเยื้อ กระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการค้าลดลง รวมทั้งการปรับอัตราภาษีส่งออกกับสหรัฐฯ อาจทำให้ GDP ไทยครึ่งปีหลังโตต่ำกว่าที่คาด โดยหากจัดตั้งรัฐบาลใหม่ล่าช้า จะกระทบนโยบายสำคัญ เช่น การเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ การแก้ไขปัญหาชายแดน การจัดการอุทกภัย และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการที่ต้องการรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มตัดสินใจ ช่วงที่เสถียรภาพการเมืองยังไม่แน่นอน ภาครัฐต้องสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนและประชาชน เพิ่มงบประมาณด้านโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาทักษะแรงงาน และสนับสนุนการเข้าถึงเงินทุนของเอสเอ็มอี (SMEs) รวมทั้งทำงานร่วมภาคเอกชนเพื่อวางแผนระยะกลางและระยะยาว 

    “การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นความจริงที่ต้องยอมรับว่าเสถียรภาพทางการเมืองเปลี่ยนแปลง ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และกระทบต่อการวางแผนนโยบายเศรษฐกิจระยะยาว” 

    นายเกรียงไกรว่า ภาคเอกชนต้องปรับตัวเชิงรุก เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาดโลก เช่น สินค้าเทคโนโลยีและบริการดิจิทัล หันมาลงทุนในนวัตกรรม เทคโนโลยีสมัยใหม่ และระบบบริหารความเสี่ยง เพื่อรักษาความสามารถการแข่งขันในตลาดโลก 

    “ความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนในสถานการณ์เช่นนี้ ถือเป็นกุญแจสำคัญ หากเราวางแผนและดำเนินมาตรการอย่างต่อเนื่อง แม้การเมืองไม่มั่นคง แต่เศรษฐกิจไทยจะสามารถฟื้นตัว และรักษาความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนได้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2879640&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38ZE9UNIf4ReWtexpl06uP

  • ILM ‘อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์’ โตไม่หยุด เดินเกมบุกครึ่งปีหลัง ขยายสาขาใหม่ลำดับที่ 35 ปักหมุดจังหวัดเชียงราย ทุ่มงบ 200 ล้านบาท ชูความครบครันสินค้าเรื่องบ้าน ภายใต้แนวคิด ‘แต่งบ้านที่ใช่ ในเมืองที่รัก’ รองรับความต้องการผู้บริโภค ตอบรับดีมานด์ภาคธุรกิจและกา

    ILM ‘อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์’ โตไม่หยุด เดินเกมบุกครึ่งปีหลัง ขยายสาขาใหม่ลำดับที่ 35 ปักหมุดจังหวัดเชียงราย ทุ่มงบ 200 ล้านบาท ชูความครบครันสินค้าเรื่องบ้าน ภายใต้แนวคิด ‘แต่งบ้านที่ใช่ ในเมืองที่รัก’ รองรับความต้องการผู้บริโภค ตอบรับดีมานด์ภาคธุรกิจและกา

    มิติหุ้น – บมจ.อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ (ILM) เดินหน้าครึ่งปีหลังอย่างแข็งแกร่ง เตรียมแผนรับความท้าทายทางเศรษฐกิจครั้งใหม่ ย้ำการเป็นผู้นำด้านสินค้าเรื่องบ้าน THAILAND’s NO.1 Furniture & Home Decorative Destination เปิดเกมบุกขยายสาขาใหม่ ปักหมุดเมืองรองของการท่องเที่ยวสู่ภูมิภาคทางตอนเหนือของไทย ทุ่มงบ 200 ล้านบาท เปิด ‘อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ สาขาเชียงราย’ ลำดับที่ 35 ภายใต้แนวคิด ‘แต่งบ้านที่ใช่ ในเมืองที่รัก’ ชูความครบครันสินค้าเรื่องบ้าน ผสานดีไซน์โมเดิร์นโคซี่และสเน่ห์ที่เป็นอัตลักษณ์ของเมืองเชียงราย เพื่อสร้างประสบการณ์การช้อปอย่างลงตัวตอบรับความต้องการของผู้บริโภค พร้อมรองรับกับดีมานด์เฟอร์นิเจอร์ของตกแต่งบ้านจากภาคธุรกิจบริการ โรงแรม รีสอร์ต สู่เป้าหมายการเป็นเมืองท่องเที่ยวที่คนอยากไปสัมผัสมากที่สุดในพื้นที่ภาคเหนือ  โดยคาดจะสามารถขับเคลื่อนรายได้ให้เติบโตตามเป้าหมาย

              นางสาวกฤษชนก ปัทมสัตยาสนธิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ ILM ผู้นำธุรกิจ ค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์ ของใช้ภายในบ้าน และของตกแต่งบ้าน เปิดเผยว่า การขยายธุรกิจไปสู่ภูมิภาคที่มีศักยภาพเป็นกลยุทธ์ที่เราวางไว้ โดยครึ่งปีหลังปี 2568 บริษัทฯ ได้เตรียมแผนงานให้ยืดหยุ่นพร้อมเผชิญกับความท้าทาย ทั้งจากปัจจัยภายนอกและภายในอย่างแข็งแกร่ง  เพื่อย้ำการเป็น “THAILAND’s NO.1 FURNITURE & HOME DECORATIVE DESTINATION” โดยเลือกเจาะการขยายสาขาในเมืองรองและเมืองท่องเที่ยว  ล่าสุดปักหมุดสู่ภูมิภาคทางภาคเหนือของไทย กับ “อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์  สาขาเชียงราย” ลำดับที่ 35 หนึ่งในเมืองรองดาวรุ่งที่น่าจับตามอง  เป็นแห่งที่ 2 บนพื้นที่ภาคเหนือ (หลังจากเปิดสาขาเชียงใหม่)  โดย อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ สาขาเชียงราย ได้นำเสนอภายใต้แนวคิด “แต่งบ้านที่ใช่ ในเมืองที่รัก” ยังชูครบครันของสินค้าทั้งเฟอร์นิเจอร์ ของใช้ ของแต่งบ้าน ให้เป็นมากกว่าสินค้าเรื่องบ้าน แต่ยังช่วยส่งต่อแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตในทุกๆ วัน

    อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ สาขาเชียงราย ตั้งอยู่ในทำเลที่เป็นศูนย์กลางของ อ.เมืองเชียงราย พิกัดสี่แยกแม่กรณ์ (ห่างจากสนามบินเชียงรายระยะทาง 13 กม.) พื้นที่ราว 6,300 ตารางเมตร โดยทุ่มงบ 200 ล้านบาท เพื่อตอบโจทย์การช้อปสินค้าเรื่องบ้านพร้อมสร้างประสบการณ์ช้อป THE NEW LIFE EXPERIENCE’ ที่พร้อมให้ทุกคนได้เข้ามาสัมผัสกับ 5 ไฮไลท์ ดังนี้

    • New Design’ นิยามใหม่แห่งการดีไซน์ เชื่อมโยงการช้อปผ่านดีไซน์สไตล์โมเดิร์นโคซี่ ผสานเข้ากับอัตลักษณ์ของเมืองเชียงราย โดยนำดอกพวงแสดสัญลักษณ์ประจำจังหวัด มาสร้างแรงบันดาลใจเพื่อถ่ายทอดความงดงามแบบเฉพาะ ทั้งการดีไซน์จากโครงสร้างภายนอกและ Décor ภายในร้าน รวมถึงนำงานคราฟท์เครื่องเคลือบดินเผาวาดลวดลายด้วยมือและวัสดุธรรมชาติ จาก ต.เวียงกาหลง อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย เครื่องเคลือบที่ดีที่สุดแห่งล้านนาจากช่างฝีมือที่สืบสานมรดกทางวัฒนธรรมมายาวนานจากรุ่นสู่รุ่น มาสร้าง Element ในร้าน บวกกับการจัดวางเลย์เอาท์ภายในให้ยืดหยุ่นในการจัดวางสินค้า, ใช้ผนังโปร่งของไม้ระแนงมาคั่นเฟอร์นิเจอร์แต่ละเซ็ตให้ดูโปร่งโล่ง โดยใช้สีเอิร์ธโทนที่นุ่มเบาสบายตา มาเสริมความอบอุ่น ผ่อนคลาย เชื่อมโยงการช้อปอย่างลงตัว
    • New Zone’ มอบประสบการณ์ช้อปด้วยสินค้าและบริการที่เหนือกว่า รวมแบรนด์เฟอร์นิเจอร์คุณภาพ อาทิ แบรนด์ Index Funiture, Younique (ยูนีค) บิวท์อินเฟอร์นิเจอร์ และแบรนด์เฟอร์นิเจอร์เน้นความคุ้มค่าคุ้มราคา อาทิ Winner Funiture, Furinbox รวมถึงที่นอนแบรนด์ดังมากมาย นอกจากนี้ยังมี DESIGN STUDIO ดีไซน์เนอร์ฮับช่วยให้คำแนะนำและออกแบบห้องเสมือนจริง และพร้อมรองรับ BUSINESS TO BUSINESS (B2B) บริการด้านงานดีไซน์-ตกแต่งภายในรูปแบบธุรกิจและผู้ประกอบการตั้งแต่ SME รวมถึงโครงการอสังหาริมทรัพย์ทุกรูปแบบ, โรงแรม, โรงพยาบาล และ VIP SPACE พร้อมรองรับลูกค้าคนพิเศษ
    • New Offers ด้วยโปรฯ ปัง ฉลองเปิดสาขา…สมาชิก JOY Member รับสิทธิพิเศษช้อป 1,000 บาท คืน 1,000 บาท (5 วัน)       รวม 400 สิทธิ์ และพบกับสินค้านาทีทองทุกวัน ตั้งแต่ 27-31 ส.ค.นี้ เท่านั้น! พร้อมรับสิทธิพิเศษจากเครดิตในกลุ่มกรุงศรี คอนซูมเมอร์ เเละบัตรเครดิตKTC ผ่อน 0% นานสูงสุด 10 เดือน พร้อมรับเครดิตเงินคืน เเละของสมนาคุณอีกมากมาย เช่น ทองคำแท่ง, E cash voucher Index เเละเเลกคะแนนสูงสุด15%* รวมถึง ช้อปครบรับของสมนาคุณ อาทิ ช้อป 3,000บาท รับฟรี! ร่มอินเด็กซ์ฯ มูลค่า 350บาท, ช้อป 15,000บาทรับ E-Gift Voucher Index มูลค่า 1,500บาท, ช้อป 80,000บาท รับบัตรกำนัลที่พัก PATAMMA Lagoon Villa Eco Luxury Resort จ.น่าน 3วัน 2คืน มูลค่า 18,000บาทพิเศษ! ช้อป 100,000บาท รับฟรี! เครื่องฟอกอากาศ Levoit มูลค่า 6,990บาท จำนวน 1 รางวัล สำหรับลูกค้าที่รีวิว Google review, Like & Share เพจ  รับฟรี! คูปอง 500บาท (เมื่อช้อป 1,500 บาท  ขึ้นไป  และช้อป 2,000บาทยังได้ร่วมเล่นเกมรับของสมนาคุณฟรี!  (จำกัด 100 ท่านแรก ตั้งแต่ 27 ส.ค.-30 ก.ย. 68)
    • New Member ต่อยอดขยายฐานสมาชิก JOY Member ในพื้นที่ภาคเหนืออย่างต่อเนื่อง ซึ่งจาก Data ยอดสมาชิกใน 5 จังหวัด (เชียงราย พะเยา น่าน แพร่ ลำปาง) รวมกว่า 16,000 ราย อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ มอบ สิทธิพิเศษเฉพาะสมาชิก และสมาชิกใหม่ JOY Member รับทันทีคุ้ม 3 ต่อ ต่อที่ 1 รับส่วนลด 200 บาท (เมื่อช้อปสินค้าครบ 1,200 บาท ขึ้นไป/ใบเสร็จ) ต่อที่ 2 รับเพิ่ม 600 พอยท์ (มูลค่า 60บาท/พอยท์ ในวันถัดไป) ต่อที่ 3 พิเศษ! เมื่อช้อปและใช้คูปองส่วนลดสมาชิกใหม่ 200 บาท รับฟรี! ถุงช้อปปิ้ง JOY Member มูลค่า 69 บาท สมาชิกช้อปรับพอยท์ x3 (เมื่อช้อปสินค้าครบ 3,000บาท ขึ้นไป/ใบเสร็จ) ตั้งแต่ 27 ส.ค.–31 ธ.ค. 68
    • Sustainability ส่งต่อการใช้ชีวิตที่ยั่งยืน เพราะเชื่อว่าพฤติกรรมเล็กๆ ในบ้าน สามารถเปลี่ยนโลกได้อย่างยั่งยืน  จึงได้รวบรวมกลุ่มสินค้าที่ตอบโจทย์สิ่งแวดล้อมและสังคมที่ยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “เราได้ โลกได้ เขาได้”

    – ‘เราได้for US #wellbeing มุ่งเน้นผลิตภัณฑ์เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ปลอดภัย ฟังก์ชันตอบโจทย์และใช้งานได้ยาวนาน

    – ‘โลกได้for planet #recycling ร่วมสร้างโลกให้น่าอยู่ ด้วยผลิตภัณฑ์ Eco Product เช่น หวาย ไม้ไผ่ ไม้ยางพารา เปลือกข้าวโพด, วัสดุรีไซเคิล เช่น ผ้า พลาสติก เศษยางพารา ฯลฯ เพื่อการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า รวมถึงไอเทมที่ช่วยเซฟพลังงาน และการลดแพ็กเกจสินค้าที่เป็นพลาสติกให้น้อยลงเพื่อเป็นการลดการสร้างขยะ

    – ‘เขาได้’ for all #supporting สร้างสรรค์สังคมที่แข็งแกร่ง ด้วยการสนับสนุนผลิตภัณฑ์จากชุมชนท้องถิ่น เพื่อเป็นการสร้างงานสร้างรายได้สู่ชุมชน

    นอกจากนี้ อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ สาขาเชียงราย ยังได้วางโครงสร้างอาคารเพื่อรองรับแผนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป, การเพิ่มสัดส่วนของสื่อสิ่งพิมพ์ภายในสโตร์ด้วยวัสดุกระดาษลูกฟูก (Eco) ย่อยสลายได้ง่ายรวม 80% และสื่อที่เป็นพีพีบอร์ดเพียง 20% รวมถึงมีการคัดแยกประเภทขยะภายในสาขาของพนักงาน  พร้อมกันนี้ยัง พัฒนาด้านสังคม ส่งเสริมการจ้างงานให้คนในพื้นที่จังหวัดเชียงราย และสร้างรายได้ให้กับกลุ่มชุมชนด้วยการนำผลิตภัณฑ์เครื่องจักสานพัดไม้ไผ่งานแฮนด์เมดฝีมือชาวบ้านที่บ้านเมืองรวง ต.แม่กรณ์ และกลุ่มทอผ้าบ้านสันทรายน้อย ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย เพื่อมอบเป็นของที่ระลึกในงานฉลองเปิดสาขา (วันที่ 27 ส.ค.) พร้อมทั้งสนับสนุนให้พนักงาน ILM ที่มีภูมิลำเนา จ.เชียงราย ได้ใช้สิทธิ์โอนย้ายกลับไปทำงานที่บ้านเกิดเพื่อได้อยู่ร่วมกับครอบครัว ภายใต้โครงการ ‘ปิ๊กบ้าน ILM สาขาเชียงฮาย กั๋นเต๊อะ’

    นางสาวกฤษชนก กล่าวว่า การขยายสาขาเชียงราย นอกจากจะขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของบริษัทฯ แล้ว  ยังส่งมอบสินค้าและบริการเรื่องบ้านที่ดีมีคุณภาพและราคาที่คุ้มค่าให้กับลูกค้าทั้งในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียง  อีกนัยยังร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจในเมืองเชียงรายให้เติบโตไปพร้อมกัน  โดยจังหวัดเชียงรายถือเป็นเมืองรองเป้าหมายแห่งการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ  เนื่องจากมีความโดดเด่นจากภูมิศาสตร์ ทั้งเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ มีความหลากหลายทางศิลปะวัฒนธรรม จนได้รับการขนานนามว่าเป็น “เมืองศิลปะ”สอดคล้องกับแผนการผลักดันด้านการท่องเที่ยวและพัฒนาจังหวัดด้วยวิสัยทัศน์ ‘เชียงรายเมืองท่องเที่ยวสร้างสรรค์ วิถีถิ่นร่วมสมัย เกษตรกรรมมูลค่าสูง สิ่งแวดล้อมสมดุล มุ่งสู่ความยั่งยืน’

    นอกจากนี้นโยบาย ‘เที่ยวไทยคนละครึ่ง’ มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวของภาครัฐ ทั้งการท่องเที่ยวเมืองหลัก 22 จังหวัด และเมืองน่าเที่ยวอีก (เมืองรอง) 55 จังหวัด ซึ่งข้อมูลจาก : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พบว่าในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 ภาคการท่องเที่ยวไทยภายในประเทศมีรายได้รวม 1,340,000 ล้านบาท แบ่งเป็นจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 770,000 ล้านบาท และนักท่องเที่ยวไทย 570,000 ล้านบาท ซึ่งจังหวัดเชียงรายเป็นเมืองรองที่มีผู้เยี่ยมเยือนมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ทำให้เชียงรายยังเป็นจังหวัดที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวสูงสุดในช่วงเวลาเดียวกัน  และรองลงมาคือ จังหวัดสุพรรณบุรี, สมุทรสงคราม, อุดรธานี และอุบลราชธานี

    ในขณะที่ข้อมูล : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่คาดว่าปี 2568 คนไทยเดินทางเที่ยวในประเทศจะมีจำนวน 205 ล้านคน-ครั้ง หรือเติบโต 2.2% จากปีก่อน โดยจังหวัดท่องเที่ยวเมืองน่าเที่ยว (เมืองรอง) จะได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวไทยมากขึ้น เนื่องจากเทรนด์คนไทยที่หันมาเที่ยวเมืองรองในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ด้วยปัจจัยจากการเลี่ยงความแออัดของสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองหลัก เริ่มมองหาสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ มีการรีวิวสถานที่ท่องเที่ยวจากสื่อสังคมออนไลน์เพิ่มขึ้น รวมถึงการท่องเที่ยวเชิงศาสนาก็ได้รับความสนใจมากขึ้น โดยคาดการณ์สัดส่วนคนไทยที่จะเที่ยวเมืองรองในปี 2568 จะเพิ่มขึ้นเป็น 41.4% จากในช่วง 5 เดือนแรกปี 2568 คนไทยเที่ยวเมืองรองมีสัดส่วนอยู่ที่ 41.3% และเติบโตอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562 (ก่อนโควิด-19) อยู่ที่ 32.3%

    ทั้งนี้จังหวัดเชียงรายยังมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งในช่วงปี 2567-2568 มีการมุ่งเน้นด้านการพัฒนาเส้นทางคมนาคม  เพื่อเชื่อมโยงเชียงรายกับจังหวัดและประเทศเพื่อนบ้าน เช่น โครงการก่อสร้างถนนเส้นทางการค้า North-South Economic Corridor เพื่อเป็นเส้นทางเชื่อมโยงการค้าระหว่างประเทศไทย กับสปป.ลาว เมียนมา และจีน (R3A) เป็นต้น รวมถึงการพัฒนาสนามบินนานาชาติแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย และเป็นศูนย์กลางการค้าชายแดนที่สำคัญที่ใช้ในการนำเข้าและส่งออกสินค้า โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภค อีกทั้งอสังหาริมทรัพย์ยังได้รับความสนใจนักลงทุนต่างชาติ และทิศทางอัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มลดลง ทำให้ภาระผ่อนชำระบ้านลดลง และช่วยให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ยิ่งช่วยเพิ่มความต้องการที่อยู่อาศัย รวมทั้งกลุ่มสินค้าเฟอร์นิเจอร์ ของใช้ภายในบ้าน และของตกแต่งบ้านจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    “อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ ตั้งเป้าให้สาขาเชียงราย เป็นศูนย์กลางที่ตอบโจทย์สินค้าไลฟ์สไตล์เรื่องบ้านของทุกคนด้วยเฟอร์นิเจอร์ ของใช้ภายในบ้าน และของตกแต่งบ้านครบโซลูชั่นและดีไซน์  โดยได้ทำพิธีฉลองเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 27 ส.ค.ที่ผ่านมา พร้อมด้วยโชว์การแสดงกลองสะบัดชัย กลองไทโกะ กลองปูจา เพื่อสร้างบรรยากาศและเอาฤกษ์เอาชัย นอกจากนี้ในงานยังได้รับเกียรติจากหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่เมืองเชียงราย อาทิ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย, ประธาน YEC หอการค้าจังหวัดเชียงราย, สมาคมขัวศิลปะเชียงราย, สมาคมสื่อมวลชนและนักประชาสัมพันธ์เชียงราย, สมาคมชาติพันธ์และท่องเที่ยวชุมชนจังหวัดเชียงราย, สมาคมสหพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือจังหวัดเชียงราย, สมาคมมัคคุเทศก์จังหวัดเชียงราย รวมถึงลูกค้าชาวเชียงรายที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น โดยมาช้อปกันแน่นขนัดตั้งแต่ร้านเปิด  คาดว่าสาขาเชียงรายจะขับเคลื่อนรายได้ให้เติบโตตามเป้าหมาย” นางสาวกฤษชนก กล่าว

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/08/29/573769/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oDsUb15XQ1HwTg7d03mmz

  • เศรษฐกิจชะลอตัว การท่องเที่ยว-การผลิตลด

    เศรษฐกิจชะลอตัว การท่องเที่ยว-การผลิตลด

    เศรษฐกิจชะลอตัว การท่องเที่ยว-การผลิตลด

    วันเสาร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์และโฆษก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในเดือนกรกฎาคมชะลอลงจากเดือนก่อน โดยกิจกรรมในภาคบริการลดลงจากภาคการท่องเที่ยวทั้งในประเทศและจากต่างประเทศ สอดคล้องกับรายรับภาคการท่องเที่ยวที่ปรับลดลง ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงจากการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นและการหยุดผลิตรถยนต์ชั่วคราวเพื่อปรับกระบวนการผลิต แต่หากไม่รวมผลของปัจจัยดังกล่าว การผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับดีขึ้นสอดคล้องกับการส่งออกสินค้าที่เพิ่มขึ้น

    ด้านการลงทุนภาคเอกชนลดลงจากหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ส่วนการบริโภคภาคเอกชนทรงตัว แต่แนวโน้มข้างหน้ายังถูกกดดันจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลง อย่างไรก็ดีการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวได้จากรายจ่ายประจำของรัฐบาลกลางและรายจ่ายลงทุนของรัฐวิสาหกิจ

    ส่วนทางด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบมากขึ้นจากเดือนก่อน จากอัตราเงินเฟ้อหมวดอาหารสดตามราคาผลไม้และเนื้อสัตว์ที่ลดลง และอัตราเงินเฟ้อหมวดพลังงานตามราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ สอดคล้องกับราคาน้ำมันในตลาดโลก ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานชะลอลงจากราคาอาหารสำเร็จรูปที่ฐานสูงในปีก่อนและราคาของใช้ส่วนตัวที่ปรับลดลงจากการทำโปรโมชัน

    สำหรับดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลลดลงเล็กน้อยตามดุลการค้าที่ลดลงเป็นสำคัญ ด้านการจ้างงานโดยรวมทรงตัวจากเดือนก่อน แต่ยังต้องติดตามแนวโน้มการจ้างงานในระยะข้างหน้า และสัดส่วนผู้ขอรับสิทธิว่างงานต่อผู้ประกันตนที่เพิ่มขึ้น

    ด้านภาวะการเงิน การระดมทุนของภาคธุรกิจ โดยรวมปรับลดลงจากช่องทางตลาดตราสารหนี้และสินเชื่อ โดยการระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้ปรับลดลงในเกือบทุกสาขา โดยเฉพาะสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ อสังหาริมทรัพย์และพลังงาน โดยเป็นผลจากปริมาณการออกหุ้นกู้ใหม่ที่ต่ำกว่าปริมาณหุ้นที่ครบกำหนด ทั้งนี้การออกหุ้นกู้ใหม่ส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์เพื่อทดแทนหุ้นกู้ที่ครบกำหนด

    การระดมทุนผ่านสินเชื่อสุทธิลดลงเล็กน้อยในสาขาธุรกิจการผลิตในสาขาเคมีภัณฑ์ วัสดุก่อสร้าง อาหารและเครื่องดื่มและปิโตรเลียม อย่างไรก็ดีการระดมทุนผ่านตลาดทุนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากการขายหุ้นเพิ่มทุนของธุรกิจในภาคบริการโดยเฉพาะธุรกิจให้บิการโฆษณาเป็นสำคัญ สำหรับการระดมทุนผ่านตราสารหนี้ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม-25 สิงหาคม อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยทั้งระยะสั้นและระยะยาวเฉลี่ยปรับลดลงตามการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจากตัวเลจผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(GDP) และเงินเฟ้อของไทยที่อยู่ในระดับต่ำ

    ขณะที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในไตรมาสที่ 2 ปี 2568 โดยรวมหดตัวต่อเนื่องเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดยอุปสงค์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศหดตัวจากทั้งที่อยู่อาศัยแนวราบและอาคารชุด สะท้อนจากจำนวนที่อยู่อาศัยที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อปล่อยใหม่ที่หดตัวต่อเนื่อง ทั้งนี้อุปสงค์ที่ซบเซาและอุปทานคงค้างที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้อุปทานเปิดขายใหม่หดตัวทั้งที่อยู่อาศัยแนวราบและอาคารชุด สำหรับราคาที่อยู่อาศัยในภาพรวมหดตัวจากไตรมาสก่อนเล็กน้อยจากอาคารชุดและบ้านเดี่ยว โดยราคาอาคารชุดปรับลดลงโดยเฉพาะอาคารชุดแนวสูง ส่วนหนึ่งจากความกังวลด้านความปลอดภัยหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว ขณะที่ราคาบ้านเดี่ยวลดลงตามอุปสงค์ที่ชะลอตัว

    สำหรับประเด็นที่ต้องติดตาม 1) ผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ 2) พัฒนาการภาคการท่องเที่ยว 3) สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และผลกระทบต่อการค้าและการท่องเที่ยวบริเวณชายแดน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/910617&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pw5TWzKLJ2VDv0TjLHrzA

  • เส้นทางท่องเที่ยวภาคตะวันออกฤดูฝน ที่จะทำให้ทุกคนได้เพื่อนใหม่เป็น ‘แมลง’

    เส้นทางท่องเที่ยวภาคตะวันออกฤดูฝน ที่จะทำให้ทุกคนได้เพื่อนใหม่เป็น ‘แมลง’

    จะดีไหมถ้าการท่องเที่ยวสักทริปเป็นมากกว่าการพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติสวย ๆ แต่เรายังได้สร้างสัมพันธ์กับเพื่อนใหม่ตัวน้อยที่เรียกว่า ‘แมลง’

    เมื่อพูดถึงแมลง คนเมืองอาจนึกถึงในฐานะตัวก่อความรำคาญ แต่แท้จริงแล้วแมลงนั้นมีหลากหลายมาก หากเราได้เริ่มต้นทำความรู้จัก ก็จะพบกับความมหัศจรรย์ไม่รู้จบ เช่น ตั๊กแตนตำข้าวบางชนิดมีรูปร่างและสีสันราวกับดอกกล้วยไม้ ด้วงบางชนิดมีสีทองแวววับราวกับกระดาษทองไหว้เจ้า แมลงน้ำบางชนิดมีท่อยาว ๆ ยื่นมาหายใจเหนือน้ำราวกับเป็นท่อสน็อกเกิลส่วนตัว ส่วนด้วงอีกชนิดก็มีลมตดพิฆาตที่อุณหภูมิสูงนับร้อยองศาเซลเซียส ส่วนตัวอ่อนแมลงน้ำบางชนิดก็ชอบทำท่าวิดพื้นเมื่อหายใจติดขัด

    ทั้งหมดนี้เป็นแค่เสี้ยวส่วนของยอดภูเขาน้ำแข็งเมื่อพูดถึงจักรวาลแมลงอันกว้างใหญ่ที่เราได้เรียนรู้กันใน ‘The Cloud Journey : Butterfly Effect’ ที่ The Cloud จัดขึ้นจากการสนับสนุนของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ภูมิภาคภาคตะวันออก เพื่อให้คนได้สัมผัสมุมใหม่ของการเที่ยวภาคตะวันออกฤดูฝน ซึ่งทริปนี้เราไปกันที่จังหวัดนครนายก

    หากใครพลาดไม่ต้องเสียใจไป เพราะนี่คือเส้นทางที่คุณตามรอยได้ และบทความนี้ก็จะทำหน้าที่เป็นไกด์ ราวกับคุณได้เดินตามวิทยากรไปกับเรา

    หากพร้อมแล้ว หยิบไฟฉายย่อส่วนขึ้นมา แล้วท่องไปในแดนมหัศจรรย์ขนาดจิ๋วกันเลย

    การเที่ยวน้ำตกให้สนุกไม่ได้มีเพียงการเล่นน้ำหรือกินไก่ย่างส้มตำริมลำธารเท่านั้น แต่เราได้นักสื่อสารเรื่องราวธรรมชาติอย่าง ‘กลุ่มใบไม้’ เป็นผู้นำกิจกรรมที่จะทำให้เรามองสายน้ำไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป นั่นคือกิจกรรมที่ชื่อว่า ‘นักสืบสายน้ำ’

    นี่เป็นกิจกรรมง่าย ๆ ที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์มากมาย เพียงแค่มีแว่นขยายสักอันกับคู่มือนักสืบสายน้ำสักเล่ม (หรือลายแทงแมลงน้ำสักแผ่น) ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เราได้ท่องไปในโลกไซซ์จิ๋วของแมลงน้ำราวกับอลิซในแดนมหัศจรรย์ (แต่ถ้าให้ดี อาจเพิ่มพู่กันและถ้วยน้ำจิ้มเล็ก ๆ ไปด้วย ก็จะทำให้เราสังเกตน้อง ๆ ได้ชัดและนานขึ้น)

    “เป้าหมายของกิจกรรมนี้คืออยากพาทุกคนไป Add Friend กับแมลงน้ำ เพราะกลุ่มใบไม้เชื่อว่าเราจะตัดสินใจปกป้องธรรมชาติได้ง่ายขึ้น ถ้าหัวใจรู้สึกว่า ‘เราเป็นเพื่อนกัน’ ” เก่ง-โชคนิธิ คงชุ่ม แห่งกลุ่มใบไม้ กล่าวไว้ในช่วงแนะนำกิจกรรม

    สำหรับทริปนี้ เก่งและทีมพาเราไปที่น้ำตกกะอาง เดินแค่ราว ๆ 200 เมตรก็ถึงลำธารใส ๆ ความลึกประมาณครึ่งแข้ง จากนั้นเราก็เดินลุยน้ำ พลิกก้อนหินขึ้นมาส่องหาแมลงตัวจิ๋วที่ซ่อนอยู่ข้างใต้ หากเจอก็จะใช้พู่กันปัดน้องอย่างเบามือลงในถ้วยเล็ก ๆ ที่ใส่น้ำไว้ จะได้ใช้แว่นขยายส่องดูได้ถนัดตา โดยมีแผ่นพับลายแทงนักสืบสายน้ำที่จะช่วยจำแนกว่าน้องคือแมลงกลุ่มไหน

    “แมลงแต่ละกลุ่มมีคะแนนประจำตัวตั้งแต่ 1 – 10 ซึ่งเป็นคะแนนชี้วัดคุณภาพน้ำ เพราะแมลงแต่ละชนิดชอบแหล่งน้ำไม่เหมือนกัน บางชนิดอยู่ได้แค่ในลำธารไหลแรงออกซิเจนสูงเท่านั้น ส่วนบางชนิดชอบน้ำนิ่ง ๆ มีใบไม้ผุ ๆ เน่า ๆ ยิ่งคะแนนสูงก็แปลว่าคุณภาพน้ำยิ่งดี” เก่งอธิบาย

    จากนั้นเหล่านักสืบก็จะต้องตามหาเหล่าน้อง ๆ แล้วจดชื่อชนิดที่เจอลงไปพร้อมระบุคะแนน พอจบก็จะนำคะแนนทั้งหมดมาหารเฉลี่ยกัน

    “ตัวนี้มีหางยาว ๆ 3 เส้น น่าจะเป็นตัวนี้นะ” นักสืบคนหนึ่งชี้ไปที่รูปที่เขียนว่า ‘ตัวอ่อนชีปะขาว’ วิทยากรยืนยันว่าถูกต้อง 

    “ตัวนี้มีหางพอง ๆ 3 อัน เหมือนตัวอ่อนแมลงปอเข็มหางโป่งเลย” นักสืบอีกคนกล่าวถึงแมลงอีกตัว ซึ่งปรากฏว่าจำแนกชื่อได้ถูกต้อง แต่ที่ผิดไปเล็กน้อยคือส่วนที่ดูเหมือนหาง แท้จริงแล้วคือเหงือกสำหรับหายใจ

    ส่วนอีกตัวที่แค่ได้ยินชื่อก็รู้สึกน่าสนใจแล้ว นั่นคือ ‘ตัวอ่อนแมลงเกาะหินจั๊กกะแร้ฟู’ ที่มีเหงือกฟู ๆ เป็นกระจุกใต้โคนขา แถมพฤติกรรมของน้อง ๆ กลุ่มนี้ก็ไม่ธรรมดา เพราะเมื่อใดที่ออกซิเจนในน้ำเริ่มต่ำ บางชนิดจะทำท่าวิดพื้นเพื่อเพิ่มการไหลเวียนของน้ำ

    หรืออีกชนิดที่เท่มากก็คือ ‘ด้วงสี่ตา’ ซึ่งน้องมี 4 ตาจริง ๆ โดยตาคู่บนใช้มองหาเหยื่อเหนือน้ำ ส่วนตาคู่ล่างมองหาเหยื่อใต้น้ำ เทพสุด ๆ

    ส่วนอีกกลุ่มก็เจ๋งไม่แพ้กัน นั่นคือตัวอ่อนแมลงหนอนปลอกน้ำที่ปล่อยเส้นใยพิเศษเพื่อเชื่อมเม็ดทรายหรือวัสดุใต้น้ำให้เป็นปลอกหุ้มลำตัวเหมือนปลอกหมอนข้างได้ บางชนิดใช้เศษใบไม้ บางชนิดใช้เม็ดทราย หรือบางชนิดก็ใช้ก้านพืชมาสานจนดูเหมือนตะกร้าหวาย

    หลังจบกิจกรรม เรานำคะแนนของทั้ง 3 กลุ่มที่สำรวจ 3 จุดของลำธารมาเฉลี่ยกัน และได้ผลคะแนนอยู่ที่ 8.4 ซึ่งถือว่าคุณภาพน้ำดีทีเดียว สิ่งที่สำคัญที่สุดของกิจกรรมนี้อาจไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข แต่อยู่ที่การทำให้เราได้สัมผัสและมองเห็นด้วยสองตาตัวเองว่า ‘สายน้ำที่มีชีวิต’ เป็นอย่างไร

    แม้เราอาจจำชื่อน้องแต่ละตัวที่เจอไม่ได้ แต่สิ่งที่เราจะไม่ลืมแน่ ๆ ก็คือการได้ใช้แว่นขยายส่องดูน้องตัวจิ๋ว ได้เห็นเหงือกที่กำลังโบกสะพัด ขาเล็ก ๆ ขยับไปมา นี่คือภาพที่บอกเราอย่างชัดเจนว่า สายน้ำไม่ได้มีแค่ H2O แต่คือ ‘บ้าน’ ของชีวิตเล็ก ๆ มากมาย

    และเมื่อเรารู้อย่างนี้ เราก็จะรู้ว่าการไปเปลี่ยนระบบนิเวศลำธาร ไม่ว่าจะการสร้างฝาย การขุดลอก หรือการทำตลิ่งปูน ล้วนเป็นการทำลาย ‘บ้าน’ ของน้อง ๆ เหล่านี้ เมื่อเราได้มองน้อง ๆ ด้วยสองตาตนเองแบบใกล้ชิด มันก็มีความรู้สึกพิเศษบางอย่างในแบบที่การดูรูปภาพให้ไม่ได้… นี่อาจเป็นความรู้สึก ‘เป็นเพื่อน’ ที่เก่งพูดถึงตอนเริ่มกิจกรรมก็เป็นได้

    Holotype café คือคาเฟ่เล็ก ๆ ที่อัดแน่นไปด้วยความรู้และความหลงใหลของนักกีฏวิทยา ผู้ค้นพบตั๊กแตนตำข้าวชนิดใหม่ของโลกมาแล้วเกือบ 10 สปีชีส์ นั่นคือ ฟลุ๊ค-ธรณ์ธันย์ อุณหะโชติ

    ที่นี่มีตัวอย่างแมลงให้เราดูนับร้อยชนิด ทั้งตัวอย่างมีชีวิตและแมลงสตัฟฟ์ราวกับเป็นพิพิธภัณฑ์ย่อม ๆ แถมเจ้าของคาเฟ่ยังเล่าเรื่องสนุกจนพาเราหลงเสน่ห์แมลงเข้าเต็ม ๆ

    มุมแรกมีตู้กระจกใบใหญ่ตั้งโดดเด่น มองแวบแรกเราไม่เห็นแมลงใด ๆ นอกจากต้นไม้ แต่พอตั้งใจมองดี ๆ เอ๊ะ นั่นไง แมลงที่หน้าตาเหมือนกิ่งไม้ไม่มีผิด ส่วนอีกตัวก็ปลอมตัวแนบเนียนเป็นใบไม้นี่คือตั๊กแตนกิ่งไม้และตั๊กแตนใบไม้ ซึ่งที่จริงแล้วไม่ใช่ตั๊กแตน

    “บางทีชื่อภาษาไทยก็ทำให้สับสน ผมเลยมักเรียกว่าแมลงกิ่งไม้กับแมลงใบไม้ เพราะภาษาอังกฤษก็ไม่ได้เรียกว่า Grasshopper แต่เรียกว่า Stick Insects กับ Leaf Insects” ฟลุ๊คเล่า

    ถัดมาอีกตู้ก็มีแมลงที่หน้าตาดูคล้ายใบไม้เช่นกัน แต่ตัวนี้ออกแนวใบไม้แห้งและเป็นคนละกลุ่มกับตัวแรก น้องคือตั๊กแตนตำข้าวชนิดหนึ่งที่กำลังเกาะในท่าห้อยหัวและกัดกินเหยื่ออย่างสบายอารมณ์จากนั้น ฟลุ๊คก็หยิบแมลงอีกตัวจากกล่องอีกใบมาให้เราดู ตอนแรกเราเดาว่านี่คือ Stick Insects เหมือนในตู้แรก

    แต่ปรากฏว่าผิดจ้า!

    เฉลยคือน้องเป็นตั๊กแตนตำข้าวชนิดหนึ่งที่บังเอิญเลือกเลียนแบบกิ่งไม้เหมือนกัน และที่พิเศษคือเป็นชนิดใหม่ของโลกที่ฟลุ๊คเป็นผู้ค้นพบ

    หลังจากได้เห็นพวกเลียนแบบกิ่งไม้และใบไม้แล้ว แน่นอนว่าถ้าจะให้ครบสูตรก็ต้องเจอพวกเลียนแบบดอกไม้ด้วย ซึ่งที่นี่ก็มีจริง ๆ นั่นคือ ‘ตั๊กแตนตำข้าวดอกกล้วยไม้’

    “แต่ผมไม่เคยเห็นมันอยู่บนดอกกล้วยไม้นะ พวกนี้เลียนแบบดอกไม้เพื่อล่อแมลงอื่นมาใกล้แล้วจับกิน” ฟลุ๊คเล่าถึงจุดประสงค์การพรางตัวที่หลากหลายของแมลง

    ความหลากหลายในจักรวาลตั๊กแตนตำข้าวยังไม่หมดแค่นั้น ฟลุ๊คยังพาเราไปรู้จักตั๊กแตนตำข้าวมอสส์ (Moss Mantis) ที่เลียนแบบมอสส์, ตั๊กแตนตำข้าวไวโอลิน (Violin Mantis) ที่รูปทรงเหมือนไวโอลินไม่มีผิด, ตั๊กแตนตำข้าวปีกนกยูง (Peacock Mantis) ที่เมื่อกางปีกจะเหมือนมีปีกผีเสื้อแปะอยู่กลางลำตัว ซึ่งน้องจะกางเมื่อต้องการขู่ศัตรู ไปจนถึงตั๊กแตนตำข้าวหน้ายิ้ม (Banded Flower Mantis) ที่เมื่อหุบปีกจะเห็นลาย 2 จุดพร้อมเส้นโค้งราวกับหน้ายิ้ม

    จากจักรวาลตั๊กแตนตำข้าว ฟลุ๊คพาเราว้าวต่อกับจักรวาลด้วง ซึ่งหมายถึงกลุ่มแมลงปีกแข็ง เริ่มตั้งแต่ ‘ด้วงกว่างสามเขาจันทร์’ ตัวเป็น ๆ ที่ยาวเกือบเท่าฝ่ามือและถือเป็นด้วงกว่างที่ใหญ่สุดในไทย ต่อด้วยคอลเลกชันแมลงทับ-แมลงกินูน-ด้วงดอกไม้ เจ้าของสีสันเมทาลิกแวววาวหลากหลายเฉด ตั้งแต่สีเขียว สีเงิน สีทอง

    “ถ้ามองด้วยสายตามนุษย์ พวกนี้อาจดูโดดเด่นสะดุดตา แต่มีงานวิจัยพบว่าในสายตาของนักล่า สีเมทาลิกพวกนี้จะทำให้มันเหมือนล่องหนกลมกลืนไปกับผืนป่า” ฟลุ๊คเล่าถึงอีกแง่มุมมหัศจรรย์ที่เราไม่เคยรู้มาก่อน

    มาถึงกล่องเล็ก ๆ อีกใบที่มีด้วงสีดำหน้าตาธรรมดากำลังว่ายน้ำ ตอนแรกเราเกือบมองข้ามไป แต่ฟลุ๊คชวนให้เห็นความพิเศษด้วยการบอกว่า นี่คือด้วงดิ่งที่หายใจในอากาศ แต่ดำน้ำได้นาน ๆ ด้วยการเก็บฟองอากาศไว้ใต้ปีกตรงรูหายใจราวกับเป็นถังสกูบาส่วนตัว

    มีนักดำน้ำสกูบาแล้ว ก็ต้องมีชาวสน็อกเกิล ซึ่งก็คือแมลงดานาที่อยู่ตู้ข้าง ๆ นั่นเอง นี่คือแมลงนักซุ่มที่อ้าขารอเหยื่ออยู่ใต้น้ำ พอจะหายใจก็ไม่ต้องขึ้นมาบนผิวน้ำให้เหนื่อย แต่แค่ยื่นท่อยาว ๆ เกือบ 2 นิ้วขึ้นมาเหนือน้ำ ดึงอากาศไปเก็บไว้ แล้วหดท่อกลับเข้าไปในลำตัว ยื่นท่อหนึ่งครั้ง เก็บอากาศไว้ใช้ได้นับชั่วโมง

    “มีอีกตัวหนึ่งที่ผมอยากให้ทุกคนได้เห็นครับ เป็นแมลงจากอินเดีย” ฟลุ๊คกล่าวพร้อมเดินไปหยิบกล่องใบหนึ่งมาเปิดให้ดู ในนั้นมีเศษใบไม้ที่เป็นอาหารน้อง และเมื่อเขาปัดใบไม้ที่ทับน้องออก ทุกคนก็กรี๊ดกร๊าดกับความน่ารักของเจ้าแมลงดำลายจุดที่ลายเหมือนโดมิโน

    “จับได้นะครับ” เขาชวนให้เราลองสัมผัสน้องเบา ๆ ซึ่งปรากฏว่าขนน้องนิ่มราวกับกำมะหยี่ ความพีกอยู่ที่ตอนจบที่เขาเฉลยว่า นี่คือแมลงสาบชนิดหนึ่ง

    “ผมใช้ตัวนี้แหละเพื่อปลดล็อกความกลัวแมลงสาบของหลายคน” ฟลุ๊คเล่า พร้อมอธิบายว่าแมลงสาบไม่ได้สกปรกด้วยตัวของมันเอง แต่ความสกปรกมาจากสิ่งแวดล้อม ถ้าเลี้ยงในสภาพแวดล้อมที่สะอาด มันก็ไม่นำโรคอะไร

    เพียงแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ได้มาเยือน Holotype café เรารู้สึกเหมือนได้เปิดประตูทะลุมิติไปสู่โลกอีกใบที่มีอะไรอีกมากมายเหลือเกินให้เรียนรู้ ที่นี่จึงเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่เราอยากชวนทุกคนให้มาเยือนจริง ๆ เพราะการได้เห็นน้อง ๆ ด้วยสองตาตนเอง มันพิเศษกว่าการเห็นจากภาพถ่ายแบบเทียบกันไม่ได้

    • Holotype café 101 หมู่ 5 ตำบลเขาเพิ่ม อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก (แผนที่)
    • 08.30 – 17.00 น. (ปิดวันพฤหัสบดี)
    • Holotype café

    The Tropical Eco-Cafe & Tropical Camp Ground : มหัศจรรย์ธรรมชาติยามค่ำคืน

    หากคุณกำลังมองหาที่พักที่มีความสะดวกสบาย ใกล้ชิดธรรมชาติ และได้ช่วยสนับสนุนงานอนุรักษ์ไปในตัว เราก็ขอแนะนำที่พักสไตล์ Glamping ที่มีทั้งเต็นท์กระโจมติดแอร์และรถบ้านของ Tropical Camp Ground ที่นี่คือพื้นที่กิจกรรมของกลุ่มใบไม้ นักกิจกรรมที่เน้นด้านการเรียนรู้ธรรมชาติและงานอาสา เช่น งานปกป้องแม่ปลาในฤดูวางไข่ โครงการเขาใหญ่ดีจัง ฯลฯ

    ส่วนในช่วงกลางวัน ที่นี่มีโซนคาเฟ่สไตล์ Slow Bar มีทั้งกาแฟสเปเชียลตี้ น้ำผึ้งหมัก ขนมโฮมเมด และอาหารจานหลัก อีกทั้งยังมีมุมวาดรูปสีน้ำชิลล์ ๆ ซึ่งในทริปนี้ กลุ่มใบไม้ได้สอนเราสกัดสีธรรมชาติ ทั้งสีจากใบเตย ขมิ้น ผงถ่าน ดอกไม้ต่าง ๆ รวมไปถึงการใช้หินสีระบายบนกระดาษทราย เป็นศิลปะแบบง่าย ๆ ที่ทำตามเองได้ที่บ้าน

    แต่ความพิเศษของ The Cloud Journey : Butterfly Effect ยังไม่จบแค่นี้ เพราะในยามค่ำคืนเรามีแขกรับเชิญ 2 ท่านมาสร้างประสบการณ์สุดพิเศษ คนแรกคือ ลุงรีย์-ชารีย์ บุญญวินิจ แห่ง ‘ฟาร์มลุงรีย์’ ผู้เป็นทั้งนักเลี้ยงไส้เดือน นักปลูกผัก นักเพาะเห็ด และเชฟ ‘โอมากาเห็ด’ ที่วันนี้จะมารังสรรค์เมนูฟิวชันจากแมลง 3 ชนิด ผสานกับสารพัดหอยที่เสิร์ฟพร้อมแผ่นสาหร่ายที่เขาตั้งชื่อเมนูให้ว่า River Roll

    ส่วนทางครัว Tropical Canteen ก็มาเสริมทัพด้วยเมนู ‘แกงส้มตกน้ำ’ ที่ใช้ผักพื้นบ้าน เช่น สายบัว ไหลบัว ดอกโสน แกล้มด้วยปลาทอดและยำผักกูดกรอบ ๆ ที่เพิ่งเก็บมาตอนเช้า บวกด้วยน้ำพริก 3 อย่างที่มาพร้อมผักพื้นบ้านนับสิบชนิด

    “ทั้งหมดนี้คือความงดงามและความสมบูรณ์ของหน้าฝน ลองเปิดใจและลองกินดู ผมคิดว่าอาหารแห่งอนาคตไม่ใช่เทคโนโลยีใหญ่โต แต่เป็นรากเหง้า เป็นการกลับมาหาอาหารท้องถิ่นแบบบ้าน ๆ ของเรา” เชฟลุงรีย์กล่าวปิดท้ายก่อนจะให้ทุกคนได้ลิ้มลองความอร่อย

    เมื่อท้องอิ่มหนำ ฝนที่พรำ ๆ ก็เริ่มซา และนี่ก็ถึงเวลาของแขกรับเชิญคนที่ 2 ที่จะพาเราเดินสำรวจแมลงกลางคืน พร้อมขึงผ้าขาวหน้าหลอดไฟที่เรียกว่า Light Trap เพื่อล่อแมลงมาเกาะให้เราเห็นใกล้ ๆ วิทยากรคนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือฟลุ๊คแห่ง Holotype café นั่นเอง

    แมลงที่เป็นตัวเอกของ Light Trap คือกลุ่มผีเสื้อกลางคืนหรือมอธ ซึ่งคืนนี้เราได้เจอทั้งตัวใหญ่ ๆ อย่าง ‘มอธทองเฉียงพร้า’ ที่มีแถบสีเหลืองสดใส มอธขนาดกลางหลายชนิด เช่น ‘มอธเหยี่ยว’ ที่สีออกน้ำตาล ๆ ชนิดที่ถ้าเกาะบนต้นไม้คงมองไม่เห็น ไปจนถึงมอธตัวจิ๋วที่เล็กกว่าเมล็ดข้าวสารจนเราไม่นึกว่านี่คือผีเสื้อ

    “ส่วนตัวนี้คือมอธลายเสือ” ฟลุ๊คชี้ให้ดูแมลงสีชมพูสลับดำที่เราก็คาดไม่ถึงว่าเป็นผีเสื้อเช่นกัน เพราะท่าเกาะของน้องคือการหุบปีกแนบชิดลำตัว

    “ผีเสื้อกลางคืนหลายชนิดในกลุ่ม Tiger Moth ปล่อยฟองเหม็น ๆ ออกมาจากอกเพื่อป้องกันตัวเวลาถูกคุกคามได้” ซึ่งเจ้ามอธสีชมพูดำตัวนี้คือหนึ่งในนั้น

    ส่วนอีกตัวที่น่าประทับใจก็คือ ‘แมลงเหนี่ยง’ หากดูเผิน ๆ ก็เป็นด้วงสีดำธรรมดา แต่เมื่อฟลุ๊คจับหงายท้องให้ดู เราทึ่งกับอวัยวะที่เป็นเข็มแหลม ๆ ติดอยู่ตรงท้อง

    “ด้วงชนิดนี้พิเศษตรงที่แผ่นแข็งใต้ท้องฟอร์มตัวเป็นเข็ม เป็นไปได้ว่าเพื่อการป้องกันตัว ทำให้ผู้ล่ากินมันลำบาก”

    นอกจากนั้น เรายังได้เจอตั๊กแตนหนวดยาว พร้อมความรู้ใหม่ที่ว่าหูของมันอยู่ที่ขาหน้า (จริง ๆ แล้วเป็นแค่อวัยวะรับแรงสั่นสะเทือน ไม่ใช่หูแบบคนเรา) ไปจนถึงตัวเต็มวัยของแมลงหนอนปลอกน้ำที่เราเจอที่น้ำตก ความน่าทึ่งคือวัยนี้มันกินอาหารไม่ได้เพราะปากไม่พัฒนา เป้าหมายเดียวของชีวิตช่วงนี้คือการสืบพันธุ์

    หลังจากปิดไฟ Light Trap เพื่อปล่อยให้น้อง ๆ ไปหากินต่อ ฟลุ๊คพาเราเดินสำรวจบริเวณที่พัก ซึ่งเพียงแค่ระยะทางสั้น ๆ แค่ไม่กี่ร้อยเมตร เราได้เจอกับแง่มุมมหัศจรรย์ที่คาดไม่ถึงเยอะมาก ซึ่งเราขอจัดเป็น 3 อันดับความพีกมาเล่าให้ฟัง 

    อันดับ 3 ตัวอ่อนหิ่งห้อย 

    โชคดีที่พื้นที่ข้าง ๆ แคมป์เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ เราเลยได้เห็นน้องคลานอยู่ริมตลิ่งพร้อมปล่อยแสงไฟวิบวับที่ก้น

    อันดับ 2 ด้วงตด (Bombardier Beetle) 

    แม้น้องจะมุดตัวหายไปก่อนที่วิทยากรจะจับมาให้ชาวทริปได้ดู แต่แค่ได้ฟังความสามารถพิเศษของเจ้าตัวนี้ก็ชวนให้เราตาลุกวาว นี่คือด้วงที่มี ‘ลมตดพิฆาต’ เมื่อใดที่ศัตรูเข้าใกล้ น้องจะปล่อยสาร 2 ชนิดออกมาทางก้น สารทั้งสองนี้จะทำปฏิกิริยากันจนมีอุณหภูมิสูงถึง 100 องศาเซลเซียส ขนาดผิวคนยังแสบไหม้ แมลงเล็ก ๆ คงไม่ต้องพูดถึง นี่มันมังกรที่พ่นไฟทางก้นชัด ๆ!

    อันดับ 1 ปลวกเรืองแสง

    เพียงแค่เปลี่ยนจากไฟฉายธรรมดาเป็นไฟฉายแบล็กไลต์ ก็ทำให้โลกค่ำคืนดูแฟนตาซีขึ้นมาอีกหลายเท่า การเรืองแสงแบบนี้ต่างจากหิ่งห้อยตรงที่มันไม่ได้ผลิตแสงเอง แต่เพียงแค่สะท้อนแสงยูวีออกมาเป็นสีสันต่าง ๆ

    คืนนี้เราได้เจอทั้งแมงป่องจิ๋วที่เรืองแสงสีเขียวอมฟ้า ไลเคนบนต้นไม้ที่เป็นรอยด่างสีขาว ๆ เขียว ๆ ภายใต้แสงไฟธรรมดา แต่เมื่อส่องไฟแบล็กไลต์กลับกลายเป็นสีทองอร่าม และเซอร์ไพรส์ที่สุดก็คือปลวกสกุล Globitermes ที่ปลวกทหารมีสารประกอบกำมะถันในตัว ทำให้เราเห็นเป็นจุดเรืองแสงสีเขียวระยิบระยับราวกับหิ่งห้อยบนผืนดิน

    นี่คืออีกครั้งที่อยากชวนทุกคนให้มาเห็นความวิเศษนี้ด้วยสองตาตนเอง

    สวนหนึ่งไร่พอ : ตามหาแมลงผู้ช่วยชาวสวน

    ชีวิตของแมลงไม่เพียงมหัศจรรย์ แต่ยังสำคัญยิ่งต่อโลกใบนี้ รวมถึงชีวิตของคนเรา

    กิจกรรมช่วงนี้จึงเป็นการพาชาวคณะไปรู้จักกับความสำคัญของเหล่าแมลงที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังความมั่นคงทางอาหารของมนุษย์เรา ซึ่งทริปนี้เราเลือกไปกันที่ ‘สวนหนึ่งไร่พอ’ ใกล้ ๆ กับแคมป์ของกลุ่มใบไม้ เพราะนอกจากที่นี่จะเป็นสวนเกษตรอินทรีย์และปลูกพืชหลากหลายแล้ว ยังมีคาเฟ่น่ารักและร้านค้าเล็ก ๆ ที่ขายผักสดจากสวนและผ้าสีธรรมชาติลวดลาย Eco Print โดยเราได้ผู้เชี่ยวชาญด้านผีเสื้อและแมลงอย่าง โจ-ภราดร ดอกจันทร์ มาเป็นผู้นำตามหาแมลงผู้ช่วยชาวสวน

    “ระบบเกษตรอินทรีย์คือธรรมชาติ ธรรมชาติคือความสมดุล ในระบบที่สมดุลและสมบูรณ์ สิ่งมีชีวิตทุกชนิดจะมีตัวอื่นที่มาควบคุม ทำให้ไม่มีชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินไป และวันนี้เราจะไปดูกันว่าระบบนิเวศแบบนี้จะมีตัวอะไรบ้าง” โจกล่าวเกริ่นนำก่อนพาทุกคนลุยสวน

    “ต้นนี้มีแมลงอยู่ 1 ตัว อยากให้ทุกคนลองหาดูครับ มีใครเจอไหม” เขาชี้ไปที่ไม้พุ่มข้างทาง ชาวทริปตาดีคนหนึ่งชี้ไปที่ปลายยอด

    ตั๊กแตนตำข้าวนั่นเอง

    “ตั๊กแตนตำข้าวเป็นตัวห้ำ ซึ่งหมายถึงพวกที่กินตัวอื่น” โจอธิบายพร้อมบอกว่า ตั๊กแตนตำข้าวคือนักล่าขาโหดผู้ว่องไวที่กินเหยื่อไม่เลือกหน้า อะไรที่ขยับได้และขนาดพอเหมาะ นางจับกินหมด

    ความสวยงามหนึ่งของธรรมชาติอยู่ตรงที่ว่า สัตว์แต่ละกลุ่มล้วนมีหน้าที่ที่มาเติมเต็มกันในระบบนิเวศ เช่น ตั๊กแตนตำข้าวมักล่าเหยื่อที่เคลื่อนไหว ทำให้น้องไม่ค่อยได้ล่าหนอนที่ชอบนอนนิ่ง ๆ หน้าที่นี้จึงตกเป็นของมวนเพชฌฆาตที่มีปากเป็นท่อดูด จึงต้องเลือกเหยื่อลำตัวอ่อนนิ่ม ใช้ปากเจาะลงไป ปล่อยน้ำย่อย แล้วดูดสารอาหารกลับมา ส่วนแมงมุม (ที่ไม่ใช่แมลง) ก็ดักใยรอเหยื่อที่บินไปบินมา เช่น เพลี้ย

    “พูดถึงตัวห้ำ ก็ต้องพูดถึงตัวเบียน พวกนี้จะวางไข่ในแมลงอื่น โดยมีความจำเพาะสูง เช่น แตนเบียน A จะวางไข่ในหนอน B เท่านั้น ไม่วางไข่ในหนอนอื่น ทำให้เกษตรกรใช้ตัวเบียนพวกนี้จัดการศัตรูพืชที่จำเพาะได้ ต่างจากตัวห้ำที่กินไม่เลือก”

    แน่นอนว่า เมื่อเจอผู้ช่วยชาวสวน ก็ต้องเจอศัตรูชาวสวนด้วย ตัวแรกที่เราเจอคือด้วงเต่าแตงที่กินพืชตระกูลแตง ต่อมาคือเจ้าหอยทากจอมตะกละ แต่การที่เรายังได้เห็นผลผลิตสวยงามอยู่ตรงหน้า ก็แปลว่าศัตรูพืชเหล่านี้ต้องมีผู้ล่าอยู่

    “หนึ่งในนักล่าหอยทากที่เก่งมากก็คือตัวอ่อนหิ่งห้อย พวกนี้จะมุดเปลือกหอยเข้าไปกินเนื้อข้างใน แล้วไม่ใช่แค่กินธรรมดา แต่มันจะปล่อยพิษที่ทำให้หอยเป็นอัมพาตและมีส่วนช่วยย่อยเนื้อให้นุ่มขึ้น กัดกินง่ายขึ้น”
    ตัวต่อไปคือแมลงวันแคคตัส ซึ่งไม่ใช่ทั้งตัวห้ำและตัวเบียน แต่ระยะตัวหนอนของมันคือนักรีไซเคิลผู้กินเศษซากพืชเน่าเปื่อย เปลี่ยนเศษใบไม้ให้กลายเป็นปุ๋ย

    ด้วยเวลาที่มีจำกัด ทำให้เราไม่ได้เจอแมลงนักผสมเกสร แต่ก็มั่นใจว่าน้องต้องอยู่ที่ไหนสักแห่งในสวนนี้แน่ ๆ

    “แมลงผสมเกสรที่สำคัญไม่ได้มีแค่ผึ้งแบบที่เรารู้จักที่อยู่รวมกันเป็นรังเท่านั้น แต่ในธรรมชาติยังมีผึ้งหลายชนิดที่อาศัยโดดเดี่ยว หรือที่เรียกว่า Solitary Bee เช่น แมลงภู่หรือผึ้งตัวสีฟ้า ๆ กลุ่มนี้สำคัญต่อการผสมเกสรของพืชหลายชนิด เช่น พืชตระกูลถั่ว เพราะดอกมีขนาดใหญ่ ต้องอาศัยแมลงตัวใหญ่ ๆ อย่างแมลงภู่ถึงจะเขย่าเกสรออกมาได้ แต่พวกนี้เป็นกลุ่มแรก ๆ ที่จะได้รับผลกระทบจากสารเคมี”

    โจเล่าถึงแมลงเล็ก ๆ ที่หลายคนมักมองข้าม พร้อมเล่าเกร็ดความรู้ที่น่าสนใจว่า เมื่อถึงฤดูวางไข่ ตัวเมียของผึ้งเดี่ยวเหล่านี้จะมาขุดรูหรือเจาะโพรงเพื่อวางไข่ไว้รวมกัน ผลัดเวรกันเฝ้าลูกของเพื่อน ๆ ในขณะที่ตัวอื่นออกไปหาอาหาร โดยไม่มีใครเป็นนางพญา พอลูกโตก็แยกย้าย

    แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ แต่มันก็ทำให้เราได้รู้ว่าเบื้องหลังผักผลไม้ปลอดภัยที่เรากิน มีแมลงและสัตว์ผู้อยู่เบื้องหลังมากมายที่แอบช่วยเราอยู่เงียบ ๆ ทุกวันโดยไม่คิดค่าตัว

    บ้านบิ๊กหรั่ง : อิ่มอร่อยกับอาหารไทยสไตล์บ้าน ๆ

    ทริปนี้ความรู้ว่าแน่นแล้ว แต่ท้องก็แน่นยิ่งกว่า

    มื้อสุดท้ายของเรามากันที่ร้านเด็ดแห่งอำเภอบ้านนา นั่นคือ ‘บ้านบิ๊กหรั่ง’ ร้านอาหารไทยที่บรรยากาศดี ดนตรีเพราะ มีเมนูหลากหลาย แถมหลายเมนูหากินที่อื่นไม่ได้ เมนูเด็ดที่เราได้ลองและรับประกันความอร่อย ได้แก่ ปลาช่อนอบโอ่งมะเขือเผา (เสิร์ฟพร้อมน้ำพริก 3 อย่าง) แตงโมปลาแห้ง ปลาทอดน้ำปลากับน้ำยำผลไม้ ใบเหลียงผัดไข่แกงสับซี่โครงหมูใบยี่หร่า

    แนะนำสถานที่อื่น ๆ ที่น่าสนใจ

    ภาคตะวันออกยังมีแหล่งท่องเที่ยวดูแมลงที่น่าสนใจอีกมากที่ทริปนี้ไม่ได้ไปเพราะอยู่นอกฤดูกาลและเวลาจำกัด หากคุณมีโอกาส เราก็ขอแนะนำ

    • อุทยานแห่งชาติปางสีดา จ.สระแก้ว 

    ที่นี่ได้ชื่อว่าเป็น ‘ดินแดนผีเสื้อภาคตะวันออก’ ทั้งพบง่าย มากมาย และหลากหลาย ในทริปนี้ ผู้เชี่ยวชาญผีเสื้อเมืองไทยอย่าง อาจารย์สินธุยศ จันทรสาขา มาบรรยายถึงมรดกทางธรรมชาติของที่นี่ให้ฟัง พร้อมโชว์ภาพผีเสื้อสวย ๆ ที่น่าตื่นตาตื่นใจมากมาย เช่น ‘ผีเสื้อหางติ่งปารีส’ ที่ลวดลายมีจุดสีเขียวแวววับราวกับขนนกยูง ‘มอธเหยี่ยวหัวกะโหลก’ ที่มีลายเหมือนหัวกะโหลกอยู่บนหลัง ‘ผีเสื้อหางพลิ้ว’ ที่หางพลิ้วตามชื่อเหมือนผูกริบบิ้นไว้ท้ายลำตัว ‘ผีเสื้อใบไม้ใหญ่อินเดีย’ ที่ตอนหุบปีกดูเหมือนใบไม้แห้ง แต่พอกางปีกมาเห็นสีน้ำเงินสดใส ฯลฯ

    • อุทยานแห่งชาติปางสีดา ตำบลท่าแยก อำเภอเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว (แผนที่)
    • ฤดูกาลที่เหมาะสม : เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม (ขึ้นกับสภาพอากาศแต่ละปี)
      ช่วงเวลาที่เหมาะสม : เวลา 09.00 – 11.00 น. และ 14.00 – 17.00 น. ในวันที่ฟ้าเปิด มีแดด
    • ดินแดนหิ่งห้อยนับแสน จ.ปราจีนบุรี

    แหล่งชมหิ่งห้อยขึ้นชื่อแห่งภาคตะวันออก ในค่ายพรหมโยธี กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ แต่ละปีมีให้ดูแค่ช่วงสั้น ๆ ไม่กี่เดือน

    • กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ 1 หมู่ที่ 5 ค่ายพรหมโยธี ตำบลไม้เค็ด อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี (แผนที่)
    • ฤดูกาลที่เหมาะสม : เดือนกรกฎาคม (อาจต่างกันในแต่ละปี)
      ช่วงเวลาที่เหมาะสม : เวลา 18.30 – 20.30 น.
    • ดินแดนหิ่งห้อย ปราจีนฯ
    • กลุ่มสมุนไพรบ้านดงบัง จ.ปราจีนบุรี

    หมู่บ้านที่มีชื่อเสียงด้านสมุนไพรลำดับต้น ๆ ของประเทศ เป็นแหล่งผลิตสมุนไพรวิถีอินทรีย์แหล่งใหญ่ที่ส่งให้โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เป็นแหล่งท่องเที่ยวเรียนรู้สมุนไพรแห่งแรกของไทย

    กิจกรรมแนะนำ : ชมสวนสมุนไพร เรียนรู้ตั้งแต่การปลูก เก็บเกี่ยว ไปจนถึงแปรรูป ทำลูกประคบสมุนไพร ทำน้ำสมุนไพร เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ชุมชน ชิมอาหารพื้นถิ่นจากสมุนไพร บริการสปา นวด ประคบสมุนไพร และที่นี่มีที่พักแบบโฮมสเตย์

    • ตำบลดงขี้เหล็ก อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี (แผนที่
    • 09 1425 8924

    หากต้องการข้อมูลท่องเที่ยวภาคตะวันออกเพิ่มเติม หาข้อมูลได้ที่
    Facebook : เที่ยวตะวันออก
    Facebook : ททท. สำนักงานนครนายก (นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว)

    Write on The Cloud

    Travelogue

    ถ้าคุณมีประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ และเบอร์โทรติดต่อ มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งหมวกรุ่นพิเศษจาก Calm Outdoors แบรนด์แฟชั่นสายแคมป์แบรนด์แรกของไทยที่ทำเสื้อผ้าตอบโจทย์คนเมืองแต่ใจลอยไปอยู่ในป่า ซึ่งสกรีนลวดลายพิเศษที่ไม่มีจำหน่ายที่ไหนให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://readthecloud.co/butterfly-effect-journey-nakhon-nayok/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Ni146OOYB0qvgFms91FyG

  • 23 ปี กรมการท่องเที่ยว ก้าวสู่การทรานส์ฟอร์ม “ราชการดิจิทัล”

    23 ปี กรมการท่องเที่ยว ก้าวสู่การทรานส์ฟอร์ม “ราชการดิจิทัล”

    กรมการท่องเที่ยว ครบรอบ 23 ปี ก้าวสู่การทรานส์ฟอร์ม “ราชการดิจิทัล” พร้อมให้บริการประชาชนเต็มรูปแบบ

    23 ปี กรมการท่องเที่ยว ก้าวสู่การทรานส์ฟอร์ม “ราชการดิจิทัล”

    วันนี้ (28 ส.ค. 68) กรมการท่องเที่ยว จัดงานวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 23 ปี พร้อมประกาศความคืบหน้าสำคัญของการพัฒนาระบบบริการดิจิทัล เพื่อยกระดับการทำงานและการให้บริการประชาชนตามนโยบายรัฐบาลดิจิทัล โดยได้รับเกียรติจาก นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมแสดงความยินดีในโอกาส “ครบรอบ 23 ปี สถาปนากรมการท่องเที่ยว” มีคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของกรมการท่องเที่ยว พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชน เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ณ กรมการท่องเที่ยว ห้องประชุม 1 ชั้น 3 อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคารบี) ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร

    23 ปี กรมการท่องเที่ยว ก้าวสู่การทรานส์ฟอร์ม “ราชการดิจิทัล”

    นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า “ตลอด 23 ปีที่ผ่านมา กรมการท่องเที่ยวได้วางรากฐานให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยมาอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมและพัฒนาสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยว ยกระดับผู้ประกอบการให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน และพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยวให้มีประสิทธิภาพ และวันนี้เราได้เดินทางมาถึงจุดที่ใกล้กับความสำเร็จของการทรานส์ฟอร์มสู่ระบบราชการดิจิทัลเต็มรูปแบบ ควบคู่กับการพัฒนา การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนตามมาตรฐานสากล”

    23 ปี กรมการท่องเที่ยว ก้าวสู่การทรานส์ฟอร์ม “ราชการดิจิทัล”

    โดยโครงการหลักที่ดำเนินการอยู่คือ การพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศกลางเพื่อพัฒนา e-Service และฐานข้อมูลด้านการท่องเที่ยวของประเทศ ซึ่งบูรณาการระบบงานสำคัญของกรมการท่องเที่ยว ครอบคลุมฐานข้อมูลสำคัญตั้งแต่แหล่งท่องเที่ยว แผนที่ด้านการท่องเที่ยว การประเมินและการยื่นขอรับรองมาตรฐานการอนุญาตถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย ไปจนถึงระบบให้บริการงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ (e-Service) ระบบการทดสอบเพื่อเป็นมัคคุเทศก์ (e-Exam) ระบบการอบรมเพื่อต่ออายุใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ (e-Learning) และระบบ Thailand Smart Tour (TST) ระบบที่ช่วยยกระดับการจัดการของบริษัทนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ให้เป็นเรื่องง่าย ซึ่งเมื่อเชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ จะทำให้การให้บริการประชาชนและผู้ประกอบการมีความสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเริ่มเปิดใช้งานไปแล้วบางส่วน และตั้งเป้าพร้อมใช้งานเต็มระบบในปลายปีนี้ เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทย

    23 ปี กรมการท่องเที่ยว ก้าวสู่การทรานส์ฟอร์ม “ราชการดิจิทัล”

    “ปีนี้ จึงไม่เพียงเป็นปีแห่งการเฉลิมฉลอง 23 ปีของกรมการท่องเที่ยว แต่ยังเป็นปีแห่งความหวัง ที่ใกล้จะเห็นผลลัพธ์ของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญสู่ระบบการให้บริการดิจิทัลเต็มรูปแบบ” อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/pr-news/pr-news/729566&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2siqydLEmozwCv_UEQPaxh

  • กรมการท่องเที่ยว ก้าวสู่ “ราชการดิจิทัล” ครบปีที่ 23 พร้อมให้บริการประชาชน

    กรมการท่องเที่ยว ก้าวสู่ “ราชการดิจิทัล” ครบปีที่ 23 พร้อมให้บริการประชาชน

    ครบรอบ 23 ปี กรมการท่องเที่ยว ก้าวสู่การทรานส์ฟอร์ม “ราชการดิจิทัล” พร้อมให้บริการประชาชน ยกระดับการทำงานและการให้บริการตามนโยบายรัฐบาลดิจิทัล

    วันนี้ (28 ส.ค. 68) กรมการท่องเที่ยว จัดงานวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 23 ปี พร้อมประกาศความคืบหน้าสำคัญของการพัฒนาระบบบริการดิจิทัล เพื่อยกระดับการทำงานและการให้บริการประชาชนตามนโยบายรัฐบาลดิจิทัล โดยได้รับเกียรติจาก นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมแสดงความยินดีในโอกาส “ครบรอบ 23 ปี สถาปนากรมการท่องเที่ยว” มีคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของกรมการท่องเที่ยว พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชน เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ณ กรมการท่องเที่ยว ห้องประชุม 1 ชั้น 3 อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคารบี) ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร

    กรมการท่องเที่ยว ก้าวสู่

    นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า “ตลอด 23 ปีที่ผ่านมา กรมการท่องเที่ยวได้วางรากฐานให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยมาอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมและพัฒนาสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยว ยกระดับผู้ประกอบการให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน และพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยวให้มีประสิทธิภาพ และวันนี้เราได้เดินทางมาถึงจุดที่ใกล้กับความสำเร็จของการทรานส์ฟอร์มสู่ระบบราชการดิจิทัลเต็มรูปแบบ ควบคู่กับการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนตามมาตรฐานสากล”

    โดยโครงการหลักที่ดำเนินการอยู่คือ การพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศกลางเพื่อพัฒนา e-Service และฐานข้อมูลด้านการท่องเที่ยวของประเทศ ซึ่งบูรณาการระบบงานสำคัญของกรมการท่องเที่ยว ครอบคลุมฐานข้อมูลสำคัญตั้งแต่แหล่งท่องเที่ยว แผนที่ด้านการท่องเที่ยว การประเมินและการยื่นขอรับรองมาตรฐาน การอนุญาตถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย

    กรมการท่องเที่ยว ก้าวสู่

    ไปจนถึงระบบให้บริการงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ (e-Service) ระบบการทดสอบเพื่อเป็นมัคคุเทศก์ (e-Exam) ระบบการอบรมเพื่อต่ออายุใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ (e-Learning) และระบบ Thailand Smart Tour (TST) ระบบที่ช่วยยกระดับการจัดการของบริษัทนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ให้เป็นเรื่องง่าย

    ซึ่งเมื่อเชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ จะทำให้การให้บริการประชาชนและผู้ประกอบการมีความสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเริ่มเปิดใช้งานไปแล้วบางส่วน และตั้งเป้าพร้อมใช้งานเต็มระบบในปลายปีนี้ เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทย

    นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว

    “ปีนี้ จึงไม่เพียงเป็นปีแห่งการเฉลิมฉลอง 23 ปีของกรมการท่องเที่ยว แต่ยังเป็นปีแห่งความหวัง ที่ใกล้จะเห็นผลลัพธ์ของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญสู่ระบบการให้บริการดิจิทัลเต็มรูปแบบ” อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/pr-news/859524&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hbZpZPzygWiZ7y6nQLmYo

  • อดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เยี่ยมชมเทวาลัยพระพิฆเนศศรีมันต์คณปติ | TOPNEWS

    อดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เยี่ยมชมเทวาลัยพระพิฆเนศศรีมันต์คณปติ | TOPNEWS

    วันที่ 29 ส.ค. 2568 นายยุทธศักดิ์ สุภสร อดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยนางสาวศิริวรรณ สีหาราช ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานภูเก็ต และคณะ ได้เข้าเยี่ยมชม เทวาลัยพระพิฆเนศศรีมันต์คณปติ โดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจาก คุณประพัชร์สร มีปา ผู้ก่อตั้งเทวาลัยฯ ในโอกาสนี้ คณะฯ ได้ร่วมสักการะ องค์พระพิฆเนศ ปางดั๊กดูเศรษฐ์ เนื่องในเทศกาล คเณศจตุรถี ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 – 31 สิงหาคม 2568 โดย บริษัท ภูเก็ตไนน์ จำกัดนายยุทธศักดิ์ สุภสร ได้กล่าวชื่นชมความงดงามของสถานที่ พร้อมแสดงความยินดีกับภาคเอกชนที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ตและแสดงความเชื่อมั่นว่า เทวาลัยพระพิฆเนศศรีมันต์คณปติ จะกลายเป็น แลนด์มาร์กด้านวัฒนธรรม ที่สำคัญอีกแห่งของภูเก็ต ซึ่งไม่เพียงแต่ดึงดูดนักท่องเที่ยวในประเทศ แต่ยังสามารถสร้างความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้อีกด้วย

    นอกจากนี้ เทวาลัยแห่งนี้ยังเป็นอีกหนึ่ง สะพานเชื่อมความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม ระหว่างประเทศไทยและประเทศอินเดีย ซึ่งมีรากฐานความเชื่อและศรัทธาในองค์พระพิฆเนศร่วมกัน โดยกิจกรรมในเทศกาลคเณศจตุรถีครั้งนี้ จึงนับเป็นโอกาสสำคัญ ในการส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างสองประเทศ ผ่าน พลังแห่งความศรัทธา ที่มีร่วมกันอย่างลึกซึ้งจิระชัย เกษมพิมลพร ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ภูเก็ต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1293204&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Khrwf8Xpppwx44j1JYXZh

  • การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ของเวียดนามอาจมีมูลค่าสูงถึง 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

    การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ของเวียดนามอาจมีมูลค่าสูงถึง 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

    การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ของเวียดนามอาจมีมูลค่าสูงถึง 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

    image.png

    ตามคำจำกัดความขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism) คือรูปแบบการท่องเที่ยวที่มาพร้อมกับการรักษาพยาบาล ทั้งการผ่าตัด (Surgery) และไม่ผ่าตัด (Non-surgery) จากการสำรวจของบริษัท Grand View Research พบว่ามูลค่าตลาดการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ทั่วโลกอาจสูงถึง 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2573 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (Compound Annual Growth Rate: CAGR) อยู่ที่ร้อยละ 15 – 25 สำหรับเวียดนาม มูลค่าการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์อยู่ที่ 700 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2567 และผู้เชี่ยวชาญคาดว่าอาจสูงถึง 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2576 ในอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ร้อยละ 18

    เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 กระทรวงสาธารณสุข (Ministry of Health: MOH) และกระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว (Ministry of Culture, Sports and Tourism: MOCST) ได้ร่วมกันจัดการประชุมระดับชาติว่าด้วยการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ควบคู่กับการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่จังหวัด Lam Dong ในโอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร. Tran Van Thuan รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้ความเห็นว่าการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ในเวียดนามเป็นแนวโน้มการพัฒนาใหม่ที่ผสานระหว่างบริการทางการแพทย์คุณภาพสูงกับประสบการณ์การท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้รัฐบาลและชื่อเสียงของประเทศในภูมิภาคและระดับโลก 

    เวียดนามมีข้อได้เปรียบหลายประการในการพัฒนาเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าดึงดูดความสนใจบนแผนที่การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์โลก เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าหลายประเทศ รวมถึงความสามารถด้านเทคนิคทางการแพทย์สูง อาทิ การทำหัตถการหัวใจ การปลูกถ่ายอวัยวะ การปฏิสนธินอกร่างกาย (In Vitro Fertilization: IVF) และทันตกรรมเพื่อความงาม ซึ่งล้วนได้รับการยอมรับในด้านคุณภาพมาตรฐานทางการแพทย์ นอกจากนี้ การแพทย์แผนโบราณของเวียดนามที่มีวิธีการบำบัดและการพักฟื้นสุขภาพ ถือเป็นจุดแข็งอีกหนึ่งด้าน นักท่องเที่ยวสามารถรับการรักษาด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงในเมืองใหญ่ จากนั้นเดินทางไปพักผ่อนที่แหล่งท่องเที่ยวชายทะเลหรือภูเขาที่ราบสูงได้

    ผู้แทนจากกรมการท่องเที่ยวแห่งชาติเวียดนาม (Viet Nam National Authority of Tourism) ให้ความเห็นว่า เวียดนามเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่น่าดึงดูดความสนใจ ด้วยทรัพยากรธรรมชาติและมรดกทางวัฒนธรรมที่ได้รับการรับรองจากองค์กรนานาชาติ อาทิอ่าวฮาลอง (Ha Long Bay) ถ้ำฟองญา–แก๋บ่าง (Phong Nha – Ke Bang Cave) ชายหาดดานัง (Da Nang Beach) เมืองทะเลญาจาง (Nha Trang) รวมถึงแหล่งโบราณสถานทางประวัติศาสตร์ที่เมืองหลวง กรุงฮานอย (Ha Noi) และ เมืองเว้ (Hue) เป็นต้น ขณะที่ เสถียรภาพทางการเมืองและสังคมถือเป็นข้อได้เปรียบสำคัญในการผสานการท่องเที่ยวเข้ากับการพักผ่อนและการดูแลสุขภาพ 

    อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ของเวียดนามกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ เนื่องจากทั้งประเทศยังมีโรงพยาบาลเพียงไม่กี่แห่งที่ได้รับการรับรองคุณภาพในระดับสากล อาทิ การรับรองคุณภาพ Joint Commission International (JCI) จึงยังไม่สามารถดึงดูดกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียมได้ นอกจากนี้ กฎระเบียบบางประการเกี่ยวกับการร่วมทุน ความร่วมมือทางธุรกิจ และรูปแบบการจัดการทางการเงิน ยังไม่เอื้อให้โรงพยาบาลของรัฐสามารถพัฒนาบริการทางการแพทย์คุณภาพสูงได้

    ผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำว่า เวียดนามอาจต้องศึกษาต้นแบบความสำเร็จจากประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ ประเทศไทยและเกาหลีใต้ โดยประเทศไทยสร้างรายได้ถึงปีละ 600–700 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากการศัลยกรรมเพื่อความงามและการรักษาโรคหัวใจ ขณะที่เกาหลีใต้สร้างรายได้ 4,300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากการศัลยกรรมเพื่อความงามและการรักษาโรคมะเร็ง

    ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว มีแผนจัดทำ “โครงการพัฒนาบริการตรวจรักษาพยาบาลคุณภาพสูงและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ระยะปี 2568 – 2573มีเป้าหมายมุ่งสู่การยกระดับเวียดนามให้เป็นศูนย์กลางด้านการดูแลสุขภาพชั้นนำของภูมิภาค ด้วยคุณภาพบริการทางการแพทย์ตามมาตรฐานสากล พร้อมทั้งพัฒนาสถานพยาบาลที่ทันสมัย มีศักยภาพเพียงพอในการรองรับและให้บริการนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ ผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นว่า การเร่งดำเนินนโยบายต่างๆ ในโครงการดังกล่าวจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้โรงพยาบาลในเวียดนามสามารถดึงดูดทั้งผู้ป่วยภายในประเทศและนักท่องเที่ยวต่างชาติมาใช้บริการ

    (จาก https://vnexpress.net/)

    ข้อคิดเห็น สคต

    ปัจจุบันมีรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์พื้นฐานอยู่ ประเภท ได้แก่ (1) การท่องเที่ยวเพื่อการทำศัลยกรรมความงามและการดูแลรูปลักษณ์ (2) การท่องเที่ยวเพื่อการรักษาโรคร้ายแรงหรือโรคซับซ้อน อาทิ โรคมะเร็ง โรคหัวใจ การปลูกถ่ายอวัยวะ เป็นต้น (3) การท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อนและฟื้นฟูสุขภาพ และ (4) การท่องเที่ยวเพื่อรักษาพยาบาลแบบแผนโบราณและสมัยใหม่

    ดร. Vu Nam จากคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์แห่งชาติ (National Economic University: NEU) ยอมรับว่า ในบรรดารูปแบบการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ดังกล่าว เวียดนามยังไม่สามารถแข่งขันกับไทยและเกาหลีใต้ในด้านการท่องเที่ยวควบคู่กับการทำศัลยกรรมความงามและการดูแลรูปลักษณ์ อย่างไรก็ตาม สำหรับอีก รูปแบบที่เหลือ เวียดนามมีศักยภาพในการแข่งขันได้อย่างเท่าเทียม เนื่องจากมีข้อได้เปรียบทางธรรมชาติ อาทิ สภาพภูมิอากาศ ทรัพยากรสมุนไพรที่หลากหลาย และความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ของแพทย์เวียดนาม ในความเป็นจริง ชาวต่างชาติที่เดินทางมาประเทศเวียดนามส่วนใหญ่เน้นใช้บริการด้านทันตกรรม การรักษาภาวะมีบุตรยาก การตรวจคัดกรองโรคด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง การตรวจสุขภาพทั่วไป การแพทย์แผนโบราณ การฟื้นฟูสมรรถภาพ ศัลยกรรมเสริมความงาม รวมถึงการพักผ่อนเพื่อการดูแลสุขภาพและบริการทางการแพทย์เฉพาะทาง ซึ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของระบบการแพทย์เวียดนามที่ผสมผสานระหว่างการแพทย์สมัยใหม่และการแพทย์แผนโบราณ

    จากข้อมูลสถิติของกระทรวงสาธารณสุข นาย Duong Huy Luong รองอธิบดีกรมการบริการทางการแพทย์ (Department of Medical Service Administration) ให้ข้อมูลว่าชาวเวียดนามใช้จ่ายถึง 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี เพื่อเดินทางไปต่างประเทศเพื่อรับการรักษาพยาบาล และคาดว่าอาจเพิ่มขึ้นเป็น 3,000–4,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ขณะที่ ค่ารักษาพยาบาลในเวียดนามถูกกว่าหลายประเทศ เช่น ค่าบริการทันตกรรมในเวียดนามถูกกว่าสหรัฐฯ แคนาดา และออสเตรเลียถึง 6–10 เท่า และยังถูกกว่าประเทศไทยและมาเลเซียร้อยละ 30–50

    ดังนั้น เพื่อต่อยอดสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการดูแลสุขภาพของภูมิภาคอาเซียน ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า เวียดนามอาจต้องมุ่งเน้นการพัฒนาในหลายประการ ได้แก่ (1) การพัฒนาทรัพยากรบุคคลทางการแพทย์ให้มีคุณภาพสูง (2) การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย (3) การต่อยอดบริการทางการแพทย์เฉพาะทาง (4) การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ที่ผสานระหว่างการแพทย์สมัยใหม่กับการแพทย์แผนโบราณ (5) การเร่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) (6) การปรับปรุงขั้นตอนและเอกสารทางการปกครองที่เกี่ยวข้องกับการตรวจรักษาให้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/wfcfi2d0d7r5hy70bpkbtih8&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22Qfh9HKaTMuBUKlknc6zK