Category: ท่องเที่ยว

  • สภาอุตฯ ห่วงค่าเงินบาทแข็งกระทบส่งออก-ท่องเที่ยว

    สภาอุตฯ ห่วงค่าเงินบาทแข็งกระทบส่งออก-ท่องเที่ยว

    กรุงเทพ 17 ก.ย. – ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ชี้ “เงินบาท” เข้าสู่ภาวะแข็งค่าเกินจำเป็น ห่วงกระทบหนักส่งออก-ท่องเที่ยว

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. กล่าวถึงสถานการณ์ค่าเงินบาทไทยที่ค่อนข้างแข็งค่า ว่า เงินบาทไทยวันนี้ (17 ก.ย.68) แข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ 31.748 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินบาทที่แข็งขนาดนี้ไม่สะท้อนกับสภาวะที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากเศรษฐกิจไทยไม่ดี กำลังการซื้อไม่ดี ซึ่งปกติแล้วสถานการณ์แบบนี้ค่าเงินบาทควรจะอ่อน แต่ตามที่หลายคนบอกว่าปัญหาคือค่าเงินสหรัฐอ่อนตัว ทำให้เงินในภูมิภาคนี้แข็งค่าขึ้น ซึ่งก็เป็นเรื่องจริง โดยตั้งแต่ครึ่งปีมาจนถึงปัจจุบันค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นไปแล้วกว่า 7% เกือบ 8% เป็นอันดับที่ 2 ในภูมิภาครองจากไต้หวันเท่านั้นและแข็งค่าเป็นอันดับ 5 ของโลก เพราะฉะนั้นปัญหาที่จะกระทบผู้ส่งออก มีทั้งปัญหาที่โดนภาษีนำเข้าของสหรัฐ 19% และต้องเผชิญกับปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่าซ้ำอีก ที่สำคัญกว่านั้น ไม่ใช่เฉพาะภาคส่งออก แต่รวมถึงภาคการท่องเที่ยวด้วยที่จะได้รับผลกระทบ เนื่องจากไทยพยายามจะเร่งฟื้นตัวภาคการท่องเที่ยวในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งหากค่าเงินของไทยแข็ง หมายความว่านักท่องเที่ยวที่อยากมาเที่ยวไทย อาจจะลังเลและเบี่ยงเบนไปเที่ยวประเทศอื่นมากกว่า เช่น เวียดนาม ที่ขณะนี้ค่าเงินด่องอ่อนค่าลงกว่า 3%

    ทั้งนี้การส่งออกของไทยที่เติบโตในช่วง 6 เดือนแรกเป็นเพราะการเร่งส่งออกและความกังวลเรื่องกำแพงภาษีของสหรัฐ จึงมีการเร่งส่งออกทำให้การส่งออกในช่วงครึ่งปีแรกเติบโตถึง 15% แต่ในช่วงครึ่งปีหลังการส่งออกของไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทาย คาดว่าการส่งออกจะลดลงแน่นอน รวมทั้งนักท่องเที่ยวจีนที่หายไปกว่า 30% แม้จะได้นักท่องเที่ยวจากชาติอื่นมาแทนแต่ไม่ได้ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 35-36 ล้านคน ตามที่วางเป้าไว้ โดยคาดว่า ปี 2568 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยเพียง 32 ล้านคน อย่างไรก็ตาม จีดีพีของไทยปีนี้น่าจะอยู่ที่เติบโต 1.8-2.0% หลังจากปี 2567 ที่จีดีพีเติบโต 2.5%.-513-สำนักข่าวไทย

    ดูข่าวเพิ่มเติม

    Top Viewed • อ่านมากสุด


    ดูทั้งหมด

    กรุงเทพฯ 15 ก.ย. – ธปท. ย้ำทุกหน่วยงานร่วมกำหนดเงื่อนไขปลดล็อกบัญชีไม่มีเอี่ยวบัญชีม้า สิ้นเดือน ก.ย.นี้ เพื่อให้ร้านค้ามั่นใจรับโอนเงินซื้อสินค้า นางสาวดารณี แซ่จู ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับระบบชำระเงินฯ ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากปัญหาชาวบ้านถูกระงับธุรกรรมและระงับวงเงิน แต่ไม่ได้ระงับเงินในบัญชีในช่วงเดือนกันยายน 68 ตรวจพบบัญชีต้องสงสัยเฉลี่ย 10,000 บัญชี/สัปดาห์ ยอมรับว่าการคุมเข้มในช่วงที่ผ่านมา เพื่อต้องการกวาดเอาเส้นทางบัญชีที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบ ทั้งโอนเงินผ่าน e-money และคริบโตฯ ทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ได้รับผลกระทบในบางส่วน ในการทำธุรกรรมทางการเงิน ธปท. จึงเร่งหารือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกำหนดเงื่อนไขร่วมกันให้เสร็จภายในสิ้นเดือน ก.ย.นี้ “ธปท., ธนาคาร, ตำรวจ ศปอท. พร้อมปลดล็อกให้กับผู้บริสุทธิ์ มุ่งเน้นบัญชีจำนวนไม่มาก เช่นวงเงิน 100-500 บาท หรือร้านค้า ที่มีการซื้อของมาประกอบอาหารหรือสินค้าในร้านเป็นประจำในยอดที่ไม่สูงมากนัก กลุ่มเหล่านี้จะเร่งตรวจสอบ เพื่อแจ้งข้อมูลให้ลูกค้าบัญชีรับทราบ พร้อมทำอย่างรวดเร็ว และมุ่งทำความเข้าใจกับร้านค้า ให้เกิดความเชื่อมั่น และรับเงินโอนจากลูกค้า เพราะที่ผ่านมายอดปฏิเสธรับโอนเงินไม่สูงมากนัก หากตรวจสอบเสร็จแล้วคาดว่าใช้เวลา 2-3 ชั่วโมง ถึง 1 […]

    กทม. 15 ก.ย.-ครอบครัวชินวัตร ถึงเรือนจำคลองเปรม เข้าเยี่ยม “ทักษิณ” หลังครบ 5 วันกักโรค และกรมราชทัณฑ์ อนุญาตให้ญาติเข้าเยี่ยมได้วันนี้เป็นวันแรก นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความส่วนตัวของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทำเรื่องขอเข้าเยี่ยมนายทักษิณ ที่เรือนจำกลางคลองเปรม หลังครบ 5 วัน การกักตัวเฝ้าระวังโรคโควิด-19 และกรมราชทัณฑ์ อนุญาตให้ญาติตามรายชื่อ 10 คน และทนายความ เข้าเยี่ยมได้วันนี้เป็นวันแรก โดยก่อนหน้านี้ พันตำรวจโท เชน กาญจนาปัจจ์ โฆษกกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่าอาการของนายทักษิณ โดยรวมดีขึ้น ความดันสูงก่อนหน้านี้ลงมาอยู่ในเกณฑ์ปกติ ซึ่งการเข้าเยี่ยมจะเป็นการพูดคุยผ่านกระจกใส เพื่อความปลอดภัย ล่าสุด ครอบครัวชินวัตรเดินทางมาถึงเรือนจำคลองเปรมแล้ว นำโดยคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์, น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ ลูกสาวคนโต และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี.-สำนักข่าวไทย

    บช.ก. 15 ก.ย. – “บิ๊กเต่า” เปิดคดีใหม่ พระวัดดังเมืองปทุมธานี เอี่ยวเงินวัดโยงสีกาเยอรมัน ฝากให้มาชี้แจงความบริสุทธิ์ หากไม่มาจะเสียหาย พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) เปิดเผยถึงกระแสข่าวพระวัดดังจังหวัดปทุมธานี ที่มีความเกี่ยวข้องกับเงินวัดจำนวน 12.2 ล้านบาท ที่โอนเข้าบัญชีสีการายหนึ่ง ว่า เรื่องนี้ทราบว่ามีคนแจ้งความและเป็นคดีความอยู่ที่กองบังคับการปราบปรามแล้ว ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการดำเนินการตรวจสอบ และได้ข้อมูลที่น่าสนใจมากพอสมควร ซึ่งสีกาคนดังกล่าวจะเกี่ยวข้องกับสีกาที่ทางตำรวจเพ่งเล็งอยู่หรือไม่จะต้องตรวจสอบในประเด็นนี้ด้วย แต่คดีนี้หลักๆ จะดูที่เส้นทางการเงินของบัญชีวัด หากพบใครเกี่ยวข้องก็จะต้องดำเนินการ ส่วนกรณีที่ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม นำหลักฐานออกมาโพสต์ผ่านโซเชียลนั้น ก็ถือว่ามีประโยชน์ต่อรูปคดี ส่วนจะเรียกเข้าสอบหรือไม่นั้นอยู่ระหว่างการพิจารณาของพนักงานสอบสวน ซึ่งคาดว่าอีกไม่นานเรื่องนี้จะชัดเจน มีรายงานว่าผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้พบว่ามี 8 คน รวมพระด้วยเป็น 9 คน จึงอยากฝากถึงพระว่า ให้มาชี้แจงความบริสุทธิ์ หากไม่มาจะเสียหายเนื่องจากมีหลักฐานจำนวนมาก.-419-สำนักข่าวไทย

    กทม. 16 ก.ย.-บุกห้ามยายวัย 83 โอนเงินให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์เกือบ 5 ล้าน แต่ยายไม่ฟัง ไม่เชื่อว่าโดนหลอก ไล่ตำรวจกลับไป แถมโทรฟ้องมิจฉาชีพว่าตำรวจมากวน สุดท้ายเข้าแจ้งความแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.พระโขนง ตะโกนคุยกับคุณยายวัย 83 ปี ข้ามรั้วประตูบ้าน ว่า อย่าโอนเงินให้มิจฉาชีพอีก หลังธนาคารพบความผิดปกติ เนื่องจากคุณยายถอนเงินออกมาหลายล้านบาท จึงประสานงานไปที่ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ AOC 1441 ให้แจ้งมายังตำรวจนครบาล เพื่อตรวจสอบการโอนเงินของคุณยายโดยด่วน ปรากฏว่า เมื่อตำรวจมาถึงบ้าน คุณยายไม่เชื่อ แถมยังคุยโทรศัพท์กับตำรวจปลอมในมือถือตลอดเวลา แล้วไม่เชื่อว่า ตำรวจที่มาหน้าบ้านเป็นตำรวจจริง จนตำรวจตัวจริงอ่อนใจ ทำได้เพียงแค่ประสานงานผู้นำในชุมชนให้ช่วยดูแลคุณยาย และเตือนเรื่องนี้ ล่าสุดคุณยายมาแจ้งความแล้ว เมื่อวันที่ 13 กันยายน แต่ยังไม่ได้เงินคืน ข้อมูลของตำรวจพบว่า คุณยายโอนเงินไปทั้งหมด 5 ครั้งครั้งแรกวันที่ 3 กันยายน ฝากเงินสดเข้าบัญชีธนาคารแห่งหนึ่ง 3.5 ล้านบาทวันที่ 4 กันยายน โอนเงินสดไป 400,000 บาทวันที่ […]

    ข่าวแนะนำ


    17 ก.ย.- เปิดไทม์ไลน์เหตุเผชิญหน้า “บ้านหนองหญ้าแก้ว” เจ้าหน้าที่ใช้แก๊สน้ำตา-กระสุนยาง หลังชาวเขมรชุมนุมประท้วง ก่อความวุ่นวาย ล่าสุดสถานการณ์ทั่วไปอยู่ในความควบคุม แต่กลุ่มชาวกัมพูชายังคงปักหลักใกล้แนวชายแดน.-สำนักข่าวไทย

    ทำเนียบ 17 ก.ย.- ทำเนียบรัฐบาล เตรียมพร้อมสถานที่รับนายกฯ-ครม.ใหม่ ถ่ายรูปติดบัตร ก่อนถวายสัตย์ปฏิญาณ ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาลได้จัดเตรียมสถานที่สำหรับถ่ายรูปติดบัตรประจำตัวของคณะรัฐมนตรี ก่อนเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอน และยังมีการตัดแต่งต้นไม้ บริเวณโดยรอบทำเนียบรัฐบาล และตัดหญ้าด้านหน้าตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับการถ่ายรูปหมู่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ตั้งแต่เมื่อวานนี้ (16 ก.ย.) นอกจากนี้ ยังมีความเคลื่อนไหวที่ตึกบัญชาการ 1 ซึ่งเป็นห้องทำงานของรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่ช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา และวันนี้มีการส่งทีมงานเข้ามาดูห้องทำงานภายในตึกบัญชาการ 1 ด้วย สำหรับตำแหน่งว่าที่รองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลอนุทิน มีชื่อทั้งหมด 7 คน ได้แก่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี และนายโสภณ​ ​ซา​รัมย์​ รอง​นายก​รัฐมนตรี​ ขณะที่ตำแหน่งว่าที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี […]

    กรุงเทพฯ 17 ก.ย. – ศาลให้ประกันตัว “เจ๋ง ดอกจิก-ศรีสุวรรณ” หลักทรัพย์คนละ 6 แสนบาท เงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ ขณะเจ้าตัวเตรียมยื่นอุทธรณ์สู้คดีต่อ เชื่อศาลจะให้ความยุติธรรม ด้านอธิบดีกรมการข้าว มองเป็นกรรมของแต่ละคน ไม่ได้รู้สึกอะไร ให้เป็นตามเวรกรรม นายยศวริศ ชูกล่อม หรือ เจ๋ง ดอกจิก เปิดเผยภายหลังฟังคำตัดสินว่า ตนเองเคารพคำตัดสินของศาล ซึ่งประเด็นที่จะเป็นแนวทางการต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์ คือประเด็นที่ศาลมองว่าตนเองเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ทำให้ถูกลงโทษจำคุก 6 ปี แต่ส่วนตัวมองว่าตนเองไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะการแต่งตั้งของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นการแต่งตั้งเฉพาะตัว ซึ่งศาลยังไม่ได้ดูในรายละเอียด เพราะการเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ต้องมีองค์ประกอบหลายอย่าง เช่น เงินเดือน ซึ่งที่ผ่านมาตนเองไม่ได้ใส่ใจเกี่ยวกับตำแหน่งดังกล่าว แต่ส่วนตัวไม่ได้รู้สึกกังวลใจกับคำตัดสิน เพราะมองว่ายังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ ขณะเดียวกันจะมีการต่อสู้ในประเด็นการเชื่อมโยงจำเลยทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์ โดยจะชี้แจงว่าตนเองไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีความเชื่อมโยงกับจำเลยอีก 4 คน เนื่องจากไม่เคยได้รับผลประโยชน์อะไรจากจำเลยทั้งหมด และเชื่อว่าคำตัดสินในศาลชั้นสูงจะให้ความยุติธรรมกับตัวเอง คำพิพากษาในวันนี้ศาลได้นำโทษคดีคาร์ม็อบ 2 คดี ในพื้นที่เมืองพัทยา และกรุงเทพมหานครเมื่อปี พ.ศ. 2564 […]

    อุทัยธานี 17 ก.ย. – ครอบครัวเศร้า ติดต่อรับร่างลูกสาววัย 2 เดือน ส่งชันสูตรหาสาเหตุการเสียชีวิต หลังถูกสุนัขพิตบูลลากไปขย้ำหัว ขณะแม่ไปเก็บของเก่าภายในโรงสี เจ้าของคาดเข้าใจผิดคิดว่าเป็นของเล่น นายฉัตรมงคล สุวรรณเศรษฐ์ เจ้าหน้าที่บรรเทาสาธารณภัยจังหวัดอุทัยธานี พร้อมด้วยมารดาของ ด.ญ.กัญญาภัทร อายุเพียง 2 เดือน ผู้เสียชีวิตจากการถูกสุนัขพันธุ์พิตบูลกัด รวมถึงญาติ เดินทางไปรับศพที่โรงพยาบาลหนองฉาง จ.อุทัยธานี ก่อนนำร่างส่งชันสูตร หาสาเหตุอย่างละเอียดอีกครั้งที่โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ จ.นครสวรรค์ ทั้งนี้ เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเวลา 15.00 น. วานนี้ (16 ก.ย.) ที่โรงรถของบ้านหลังหนึ่ง พื้นที่ หมู่ 15 บ้านโรงสีใหม่ ต.ทุ่งโพ อ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี โดยเมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบพบร่างเด็กน้อย อยู่บริเวณรางระบายน้ำ เจ้าของบ้านนำร่างเด็ก ส่งโรงพยาบาลไปก่อนหน้านี้ แต่เสียชีวิตในเวลาต่อมา โดยที่เกิดเหตุ ยังพบคราบเลือดและร่องรอยลากยาวราว 6 เมตร ไปถึงรางระบายน้ำ นอกจากนี้ ยังพบรถเข็นเด็ก พร้อมของเล่น […]

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tna.mcot.net/business-1586790&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vyFtN3qJVW2zA9wRr-KQ6

  • รีวิวที่เที่ยวเชียงใหม่ บ้านข้างวัด แหล่งงานคราฟท์ และคาเฟ่

    รีวิวที่เที่ยวเชียงใหม่ บ้านข้างวัด แหล่งงานคราฟท์ และคาเฟ่

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/09R4JDRGdXvE&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ofbb8aFSn317QZ0wJbUYx

  • ZoomIn: รัฐบาลใหม่…ความหวังฟื้นเชื่อมั่นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย : อินโฟเควสท์

    ZoomIn: รัฐบาลใหม่…ความหวังฟื้นเชื่อมั่นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย : อินโฟเควสท์

    จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยแล้วกว่า 22.6 ล้านคน ติดลบ 7.1%YoY โดยเดือนกันยายน ถือเป็นเดือนที่มีนักท่องเที่ยวน้อยสุดในรอบปี จากฤดูกาล ภัยธรรมชาติ และความขัดแย้งไทย-กัมพูชา อย่างไรก็ดี คาดว่าไตรมาสสุดท้าย จำนวนนักท่องเที่ยวจะฟื้นกลับมาแตะ 95-97%YoY และทั้งปี 2568 จะอยู่ที่ 33-34 ล้านคน หดตัวราว 4-7%YoY

    ส่วนสถานการณ์ไทยเที่ยวไทย จำนวนและรายได้จากการท่องเที่ยวยังทรงตัว เนื่องจากกำลังซื้อลดลง

    นายกิตติ พรศิวะกิจ นายกสมาคมการตลาดท่องเที่ยวไทย และคณะกรรมการเฉพาะกิจด้านยุทธศาสตร์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ปัญหาหลักของภาคการท่องเที่ยวไทยที่รัฐบาลควรแก้ไขเร่งด่วน ได้แก่

    1. ผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SME ขาดสภาพคล่อง ทำให้ไม่สามารถพัฒนาสินค้า บริการ บุคลากรและเทคโนโลยีได้

    2. ขาดการพัฒนาสู่มาตรฐานความปลอดภัยและยั่งยืน

    3. ความรู้และทักษะด้านดิจิทัล ทั้งด้านการตลาด และการบริหาร

    ดังนั้น เมื่อประเทศไทยได้นายกรัฐมนตรี และรัฐบาลชุดใหม่ ตามกลไกของรัฐสภาแล้ว รัฐบาลใหม่นี้สามารถใช้มาตรการเพื่อกระตุ้นทั้งการท่องเที่ยวภายในประเทศและต่างประเทศในช่วง 4 เดือน อาทิ

    1. สร้าง “แคมเปญคนละครึ่งพลัส” ที่มีความหลากหลาย ตอบโจทย์ ทั้ง กิน เที่ยว ช้อป เรียน

    2. Joint Promotion ค่าเดินทาง เช่น ค่าตั๋วเครื่องบิน รถเช่า รถตู้ รถบัส

    3. ตั้งกองทุนพัฒนาท่องเที่ยวไทย ส่งเสริมทุนในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ SME และบุคลากรท่องเที่ยว แบบ copayment

    4. ส่งเสริมการสร้างสรรค์ Digital Content 10,000 ล้านวิว 15 ภาษากลุ่มเป้าหมาย ครอบคลุมทุกจังหวัด และตอบโจทย์ตามความสนใจเฉพาะกลุ่ม ผ่านทั้ง KoL และ KoC

    5. เร่งสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยกับต่างประเทศ ทั้งกลไกทางการทูต เครือข่ายธุรกิจ และดิจิทัล

    สำหรับโครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” เมื่อระบบต่าง ๆ ลงตัว ถือว่าประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยมองว่า ควรมีการเพิ่มเฟส 2 โดยปรับเงื่อนไขให้วงเงินต่อสิทธิน้อยลงเป็น 2,000 บาท เพื่อเปิดโอกาสให้โรงแรมขนาดเล็ก และเพิ่มการจองทริปท่องเที่ยว ร้านอาหาร และสปา และควรเพิ่มช่องทางการจองผ่านแพลตฟอร์มของคนไทย เพื่อเพิ่มศักยภาพของ Online Travel Agent (OTA) ไทย ลดการถูกผูกขาดของ OTA ต่างชาติ

    ส่วนการฟื้นโครงการ “คนละครึ่ง” จะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศได้มากน้อยเพียงใดนั้น นายกิตติ มองว่า โครงการคนละครึ่งแบบเดิม จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันมากกว่า อาจจะส่งเสริมให้เกิดการท่องเที่ยวประมาณ 10-20% ทั้งนี้ ควรเพิ่มโครงการคนละครึ่งแบบใหม่ ๆ เช่น ทัวร์ไทยคนละครึ่ง อิ่มคนละครึ่ง หรือเรียนดีคนละครึ่ง เป็นต้น

    สำหรับโครงการ “ทัวร์ไทยคนละครึ่ง” เป็นโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวแบบ 1-Day Trip หรือ 2 วัน 1 คืน โดยนักท่องเที่ยวจะต้องเดินทางกับบริษัทนำเที่ยว ซึ่ง ททท. จะใช้งบที่เหลือจากเที่ยวไทยคนละครึ่ง เพื่อให้ดำเนินการได้เร็วที่สุดในช่วง Low Season

    ในส่วนของปัจจัยค่าเงินบาทที่แข็งค่าในช่วงนี้ มองว่า จะมีผลต่อการตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวของชาวต่างชาติพอสมควร ในระยะ 1-2 เดือนข้างหน้า โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งสำคัญ เช่น ญี่ปุ่น เวียดนาม และจีน

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (17 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/530105&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MChzjwHZeyHi1tWokrEUf

  • พลิกโฉม OTOP หนองบัวลำภู @ตาดไฮ เชื่อมโยงการท่องเที่ยวชุมชน

    พลิกโฉม OTOP หนองบัวลำภู @ตาดไฮ เชื่อมโยงการท่องเที่ยวชุมชน

    ภูมิภาค

    พลิกโฉม OTOP หนองบัวลำภู @ตาดไฮ เชื่อมโยงการท่องเที่ยวชุมชน

    วันพุธ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2568, 12.47 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 17 ก.ย. 2568 ที่ “สะพานเชื่อมฮัก” ณ บ้านตาดไฮ ม.5 ต.โคกม่วง อ.โนนสัง จ.หนองบัวลำภู  นายสุรศักดิ์ อักษรกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “พลิกโฉม OTOP หนองบัวลำภู@ตาดไฮ เชื่อมโยงการท่องเที่ยวชุมชน” พร้อมด้วย นายจริยาทร สูหู่ ผอ.ททท.สนง.เลย – หนองบัวลำภู และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นการจัดกิจกรรมครั้งที่ 6 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายนี้ ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความหวัง รอยยิ้ม และความภาคภูมิใจของผู้คนจากทุกภาคส่วน นับเป็นอีกกิจกรรมสำคัญของจังหวัดหนองบัวลำภู ในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ณ สะพานเชื่อมฮักไม่ได้เป็นเพียงโครงสร้างทางกายภาพ แต่คือสัญลักษณ์ของการเชื่อมโยงหัวใจชุมชน สินค้าภูมิปัญญา และโอกาสทางเศรษฐกิจเข้าไว้ด้วยกันอย่างแนบแน่น

       
    โครงการดังกล่าวได้ดำเนินการนำร่องในกลุ่มเป้าหมายกว่า 30 กลุ่ม/ผลิตภัณฑ์ จาก 6 ชุมชนท่องเที่ยวทั่วทั้งจังหวัด ซึ่งได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความพร้อมในการพัฒนา ประกอบด้วย บ้านถ้ำกลองเพล ตำบลโนนทัน (อำเภอเมืองหนองบัวลำภู)บ้านสระแก้ว ตำบลดงสวรรค์ (อำเภอนากลาง) บ้านตาดไฮ ตำบลโคกม่วง (อำเภอโนนสัง) บ้านดอนปอ ตำบลหนองบัวใต้ (อำเภอศรีบุญเรือง) บ้านคลองเจริญ ตำบลบุญทัน (อำเภอสุวรรณคูหา) บ้านผาเจาะ ตำบลเทพคีรี (อำเภอนาวัง)

       
    ภายในงานได้มีการจัดแสดงนิทรรศการผลิตภัณฑ์ OTOP กิจกรรมสาธิตและเวิร์คช็อปในแนวคิด “ชิม ช็อป แชะ แชร์” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยววิถีลุ่มภู การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นถิ่น และกิจกรรมการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงาน ได้สัมผัสและเรียนรู้เสน่ห์ของชุมชนหนองบัวลำภูอย่างลึกซึ้ง และนายสุรศักดิ์ อักษรกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า “แม้ว่าโครงการในระยะนี้จะสิ้นสุดลง แต่การพัฒนาจะไม่หยุดนิ่ง จังหวัดหนองบัวลำภูจะยังคงเดินหน้าส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ชุมชน เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป”ๆ ข้อมูลภาพ/ข่าวกลุ่มไลน์ผู้สื่อข่าวหนองบัวลำภู

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/446753&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1y2gAKF6TB85dQO1OVVd-h

  • สภากทม. ปรับปรุง MOU สภาปักกิ่ง สานความร่วมมือยกระดับคุณภาพชีวิตคนเมือง

    สภากทม. ปรับปรุง MOU สภาปักกิ่ง สานความร่วมมือยกระดับคุณภาพชีวิตคนเมือง

    การปรับปรุง MOU ครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการลงนามในเชิงพิธีการเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการเปิดประตูสู่ความร่วมมือที่จะส่งผลโดยตรงต่อชีวิตของประชาชนกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็นการนำองค์ความรู้ด้านการจัดการจราจรและระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพของกรุงปักกิ่ง มาประยุกต์ใช้เพื่อลดปัญหาการเดินทางของคนเมือง การเรียนรู้การจัดการสิ่งแวดล้อมและพลังงานสะอาดที่ช่วยให้กรุงเทพฯ ก้าวสู่เมืองสีเขียวอย่างยั่งยืน ตลอดจนการยกระดับมาตรฐานด้านสาธารณสุข การศึกษา และคุณภาพชีวิตในมิติต่าง ๆ

    “นอกจากนี้ ความร่วมมือดังกล่าวยังสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนากรุงเทพมหานครใน 9 ด้าน ที่สภากรุงเทพมหานครกำลังผลักดัน โดยเฉพาะด้านเมืองอัจฉริยะ (Smart City) เมืองน่าอยู่ และเมืองแห่งวัฒนธรรม เพื่อให้กรุงเทพฯ สามารถยืนหยัดในเวทีโลกในฐานะมหานครที่ก้าวทันสมัย ควบคู่กับการรักษาเอกลักษณ์ของตนเองที่สำคัญ ความร่วมมือในครั้งนี้ยังตอกย้ำบทบาทของ การทูตภาคประชาชน (People-to-People Diplomacy) ผ่านการแลกเปลี่ยนเยาวชน นักศึกษา ศิลปิน และผู้ประกอบการจากทั้งสองเมือง ซึ่งจะทำให้ความสัมพันธ์ไทย–จีนแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น ไม่ใช่เพียงในระดับสภาหรือรัฐบาล แต่ยังลงลึกถึงหัวใจของประชาชนทั้งสองฝ่าย อันจะเป็นรากฐานของความร่วมมือที่ยั่งยืนต่อไป” นายวิพุธ กล่าว

    สภากทม. เข้าเยี่ยมคารวะทูตจีน เดินหน้าขยายความร่วมมือ

    นายวิพุธ ศรีวะอุไร ประธานสภากรุงเทพมหานคร เปิดเผยภายหลังนำคณะสมาชิกสภากรุงเทพมหานครเข้าเยี่ยมคารวะนายฉัตรชัย วิริยเวชกุล  เอกอัครราชทูตประจำสาธารณรัฐประชาชนจีน ณ สถานเอกอัครราชทูต กรุงปักกิ่ง ในโอกาสเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อประชุมแลกเปลี่ยนความร่วมมือและเสริมสร้างมิตรภาพกับสภาประชาชนกรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 ว่า การเข้าเยี่ยมคารวะท่านเอกอัครราชทูตฯ ในครั้งนี้เป็นการพบปะหารือเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับสถานการณ์การท่องเที่ยวกรุงเทพฯ ที่จำนวนนักท่องเที่ยวจีนลดลงอย่างต่อเนื่อง

    สภากทม. เข้าเยี่ยมคารวะทูตจีน เดินหน้าขยายความร่วมมือ

    เหตุเนื่องมาจากความกังวลเรื่องความปลอดภัย ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ความกังวลเกี่ยวกับข่าวที่มีการล่อลวงชาวจีนไปเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์โดยใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่าน ข่าวตึกถล่ม ข่าวที่มีนักท่องเที่ยวถูกเอาเปรียบจากรถแท๊กซี่ และที่สำคัญคือเรื่องเศรษฐกิจของจีนในช่วงนี้ไม่เฟื่องฟูมากนัก ประกอบกับค่าเงินบาทแข็งตัว สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก ในขณะเดียวกันหลังจากที่จีนเปิดฟรีวีซ่า ชาวไทยเดินทางไปท่องเที่ยวที่จีนมากกว่าเดิม 2-3 เท่า

    สภากทม. เข้าเยี่ยมคารวะทูตจีน เดินหน้าขยายความร่วมมือ

    นอกจากนี้ยังมีการหยิบยกประเด็นเรื่องความปลอดภัยและการจราจร ซึ่งคณะสมาชิกสภากรุงเทพมหานครได้ให้ข้อคิดเห็นว่าหากเราได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการจีนในเรื่องของเทคโนโลยี AI ซอฟต์แวร์ และการวางระบบกล้อง CCTV มาใช้ในกรุงเทพมหานครทั้งในเรื่องของการควบคุมการจราจร การควบคุมผู้กระทำผิดกฎจราจร หรือแม้แต่เพื่อการรักษาความปลอดภัย จะช่วยให้การพัฒนาเมืองเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น ทัดเทียมเมืองใหญ่ในหลายประเทศได้ และเป็น Smart City อย่างแท้จริง

    สำหรับความร่วมมือด้านต่างประเทศ ท่านเอกอัครราชทูต ยังได้แนะนำการขยายความร่วมมือกับมณฑลต่างๆ ในจีน ซึ่งทุกมณฑลจะมีสภาของตัวเองทุกมณฑล และโครงสร้างการบริหารงานก็คล้ายกับสภากรุงเทพมหานคร แต่ละมณฑลก็จะมีศักยภาพที่แตกต่างกันออกไป เช่น มณฑลกวางตุ้ง ซึ่งมีเมืองเซินเจิ้นที่เป็นเมืองศูนย์กลางเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก เป็นผู้นำทางนวัตกรรมและการแข่งขันของเมือง มีบริษัทซอฟต์แวร์จำนวนมาก สภากรุงเทพมหานครจึงควรขยายความร่วมมือและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกัน จะสามารถพัฒนาเมืองพัฒนาคนในด้านต่าง ๆ ที่เป็นจุดเด่นของแต่ละมณฑลได้ในอนาคต และทางสถานทูตมีความยินดีที่จะช่วยเหลือ ประสานงาน ตลอดจนให้ความร่วมมือต่าง ๆ กับสภากรุงเทพมหานครเป็นอย่างดี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/859790&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1TKeyFBbBw4kOEqTvG241b

  • อบจ.สระแก้ว ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ อุทยานแห่งชาติปางสีดา | เดลินิวส์

    อบจ.สระแก้ว ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ อุทยานแห่งชาติปางสีดา | เดลินิวส์

    อบจ.สระแก้ว ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ อุทยานแห่งชาติปางสีดา

    นายฐานิสร์ เทียนทอง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสระแก้ว (นายก อบจ.) เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลการแข่งขันถ่ายภาพและประกวดภาพถ่ายเพื่อการอนุรักษ์ “Protect Forest for Life พิทักษ์ป่า เพื่อรักษาชีวิต”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5120052/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gVEeTNHS2tsnEIEeSLQ_S

  • อพท.สุโขทัย รวมพลังเครือข่ายสื่อสารมวลชน ขับเคลื่อนการท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    อพท.สุโขทัย รวมพลังเครือข่ายสื่อสารมวลชน ขับเคลื่อนการท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    นายนพฤทธิ์ ศิริโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย เข้าร่วมรับทราบผลและแผนการกำเนินงานของ อพท.สุโขทัย พร้อมพี่น้องสื่อมวลชน โดยมีว่าที่ร้อยเอก สันติพงศ์ บุญยเลิศ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสุโขทัย นางเบญจภัทร หมวกทอง ประชาสัมพันธ์จังหวัดสุโขทัย นายกสมาคมสื่อสารมวลชนสุโขทัย เครือข่ายสื่อมวลชนในจังหวัดสุโขทัยเข้าร่วมกิจกรรม เพื่อร่วมสร้างความเข้าใจและความร่วมมือในการประชาสัมพันธ์กิจกรรมการท่องเที่ยวโดยชุมชน และ ส่งเสริมภาพลักษณ์จังหวัดสุโขทัยในฐานะเมืองท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก

    พันเอก นาวิน ปรีชาพณิชยกุล ผจก.อพท.สุโขทัย รายงานผลงานและความสำเร็จจากความร่วมมือของภาคส่วน ภาคเอกชนเชิงท่องเที่ยว ภาคประชาชนและชุมชนที่ให้การสนัยสนุนร่วมมือจนสามารถคว้ารางวัลเชิงส่งเสริมการท่องเที่ยวและมีส่วนร่วมการสร้างรายได้ สร้างงาน สร้างความยั่งยืนของการส่งเสริมการท่องเที่ยว  พร้อมกล่าวว่า “รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่เครือข่าย สื่อมวลชนทุกท่านให้ความสําคัญและเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ อพท.สุโขทัยได้ขับเคลื่อนมิติการท่องเที่ยวยั่งยืน ผ่านโครงการหลัก 3 โครงการ ได้แก่

    1. โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรม(UCCN)

    2. โครงการพัฒนาการท่องเที่ยวยั่งยืนประจําปีงบประมาณ2568

    3. โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน พื้นที่ชุมชนเป้าหมาย 9 แห่ง ได้แก่ (1) ชุมชนเมืองเก่า(2)ชุมชนท่าชัย-ศรีสัชนาลัย (3)ชุมชนบ้านนาต้นจั่น (4)ชุมชนไทยชนะศึก (5)ชุมชนเมืองด้ง (6)ชุมชน ทุ่งหลวง (7)ชุมชนนาเชิงคีรี (8)ชุมชนหาดเสี้ยว และ(9)ชุมชนวิถีเมืองบางขลัง

    สร้างรายได้ชุมชนกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 29,866,899 บาท เพิ่มขึ้น 62.64%  จากปีฐาน 2567 จำนวนนักท่องเที่ยว 121,284 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.73% จากปีฐาน 2567 พร้อมพุ่งเป้าหมายแผนการพัฒนาปี 2569 เพิ่มขึ้น 3% จากปีฐาน 2568 

    ผลงานเด่น: รางวัลระดับชาติและนานาชาติ

    จากการดําเนินงานร่วมกับชุมชน อพท.สุโขทัย สามารถผลักดันให้เกิดผลงานเชิงประจักษ์และได้รับ รางวัลสําคัญทั้งในและต่างประเทศ อาทิ

    1. รางวัลนานาชาติ

    -PATA Grand Award 2025 จากสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (Pacific Asia Travel Association: PATA) มอบให้แก่ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มโฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น อ.ศรีสัชนา ลัย จ.สุโขทัย จากผลงาน การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน (Sustainable Cultural Heritage Preservation of the Ban Na Ton Chan Homestay Community Enterprise) โดดเด่นที่สุดด้านความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสังคม

    2. รางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ครั้งที่ 15 (Thailand Tourism Awards 2025)

    -วิสาหกิจชุมชนกลุ่มโฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น ได้รับรางวัล Hall of Fame, รางวัลยอดเยี่ยม (Thailand Tourism Excellence Awards) และรางวัลแห่งความยั่งยืน (Thailand Tourism Sustainability Awards)

    -ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนเมืองเก่าสุโขทัย ได้รับรางวัลแห่งความยั่งยืน

    -ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านทุ่งหลวง ได้รับรางวัลแห่งความยั่งยืน

    3. รางวัลระดับโลกด้านสิ่งแวดล้อม

    -Green Destinations Top 100 Stories 2025 ชุมชนท่าชัย – ศรีสัชนาลัย ได้รับการคัดเลือกเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวยั่งยืน 100 แห่งของโลก และจะเข้ารับรางวัลอย่างเป็นทางการเร็วๆ นี้

    4. รางวัลสถานประกอบการและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    -โรงแรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Hotel) จํานวน 1 แห่ง

    -ร้านอาหารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Restaurant) จํานวน 2 แห่ง

    -ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Production) จํานวน 4 แห่ง

    รวมทั้งหมด 7 รางวัล

    5. รางวัลด้านการลดก๊าซเรือนกระจก (LESS)

    -ชุมชนบ้านนาต้นจั่นได้รับประกาศเกียรติคุณโครงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก (LESS) จากการบูรณาการร่วมกับ อพท.สุโขทัย ธ.ก.ส. จังหวัดสุโขทยั ศูนย์ป่าไม้ และ (อบก.)องค์การบริหาร

    จัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)

    -ผลการพัฒนาระบบ BCG Model ด้านคาร์บอนเครดิต พบว่าพื้นที่ป่าชุมชน 1,058 ไร่ สามารถกัก เก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 33,097 ตัน CO2 เทียบเท่า ถือเป็นต้นแบบสําคัญของการ ท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5119921/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2S2KLW22LURAbeZQ7QkwlM

  • เปรูเร่งอพยพนักท่องเที่ยวกว่า 1,400 คนติดค้างมาชูปิกชู หลังผู้ประท้วงปิดทางรถไฟ

    เปรูเร่งอพยพนักท่องเที่ยวกว่า 1,400 คนติดค้างมาชูปิกชู หลังผู้ประท้วงปิดทางรถไฟ

    เกิดเหตุวุ่นวายที่ มาชูปิกชู แหล่งท่องเที่ยวระดับโลกของเปรู หลังชาวบ้านปิดกั้นเส้นทางรถไฟประท้วงสัมปทานบริษัทขนส่ง ทำให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวต่างชาติและคนท้องถิ่นกว่า 1,400 คนติดค้าง

    เจ้าหน้าที่เร่งอพยพนักท่องเที่ยวทั้งชาวต่างชาติและคนท้องถิ่นกว่า 1,400 คนที่ติดค้างอยู่ใกล้กับแหล่งท่องเที่ยวมาชูปิกชู ไปยังเมืองคุซโก ที่ห่างออกไป 53 กิโลเมตรเมื่อวันอังคาร หลังชาวบ้านรวมตัวกันปิดทางรถไฟเพื่อประท้วงสัมปทานรถขนส่ง ขณะที่ยังมีนักท่องเที่ยวอีกกว่า 900 คนรอการเคลื่อนย้าย

    โดยสาเหตุการประท้วงเกิดจากความไม่พอใจของชาวบ้าน หลังสัมปทานขนส่งหมดอายุ โดยชาวบ้านต้องการให้ภาครัฐหาบริษัทใหม่เข้ามาให้บริการรถบัสจากสถานีรถไฟไปยังทางเข้ามาชูปิกชู โดยการชุมนุมทวีความตึงเครียดขึ้นเมื่อคืนวันจันทร์ จนเกิดการปะทะกันระหว่างตำรวจกับผู้ชุมนุม ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 14 คน

    ขณะเดียวกัน มูลนิธิ New7Wonders ซึ่งเป็นผู้จัดการประกวด 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ ที่ยกย่องมาชูปิกชูเป็นหนึ่งในนั้น ได้เรียกร้องให้รัฐบาลเปรูเร่งแก้ปัญหาการจัดการท่องเที่ยว โดยระบุว่ามีปัญหาหลายด้าน ทั้งนักท่องเที่ยวเกินความสามารถในการรองรับ ราคาสินค้าและบริการสูงขึ้น ความเสี่ยงต่อการทำลายโบราณสถาน ไปจนถึงความไม่โปร่งใสในการขายตั๋ว

    ปัจจุบัน มาชูปิกชูรับนักท่องเที่ยวได้สูงสุดถึง 5,600 คนต่อวัน ทำให้เกิดแรงกดดันทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและการบริหารจัดการ นักวิชาการและองค์กรระหว่างประเทศต่างกังวลว่า หากสถานการณ์ไม่ถูกแก้ไข มรดกโลกที่มีอายุกว่า 500 ปีนี้อาจได้รับความเสียหายอย่างถาวร.

    ที่มา : Reuters

    คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ มาชูปิกชู

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2883277&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0F_y4LwYaRpoV3zxm01lgK

  • Routes to Roots: เปิด 6 คลัสเตอร์ศักยภาพการท่องเที่ยวแบบรู้จริง กรุยทางสัมผัสประสบการณ์…

    Routes to Roots: เปิด 6 คลัสเตอร์ศักยภาพการท่องเที่ยวแบบรู้จริง กรุยทางสัมผัสประสบการณ์…

    นับตั้งแต่รัฐบาลไทยบุกเบิกสนับสนุนการท่องเที่ยวในปี 2523 กับแคมเปญ Visit Thailand Year ตามด้วย Amazing Thailand ที่เป็นตัวจุดพลุอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวหลังประสบวิกฤตต้มยำกุ้ง เรื่อยมาถึงปัจจุบัน อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยเติบโตแบบพุ่งทะยาน จากนักท่องเที่ยวหลักแสนสู่เป้าหมาย 39 ล้านคน

    ทว่า…การเติบโตดังกล่าว แฝงไว้ด้วยความเปราะบาง ทั้งจากความไม่สงบภายในประเทศ สงคราม ค่าเงิน ยังไม่รวมถึงโจทย์และปัญหาจากการท่องเที่ยวที่รอวันแก้ไข อย่างเช่น ปัญหามลพิษจากการท่องเที่ยว (overtourism)  การกระจายสมดุลของรายได้จากการท่องเที่ยวไปสู่ท้องถิ่น  รวมถึงการสร้างผลิตภาพในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมากขึ้น

    ภาคีภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา จึงร่วมมือจัดทำ โครงการ การกระตุ้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในเมืองน่าเที่ยว (เมืองรอง) ผ่านการส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบคลัสเตอร์ จากการวิเคราะห์ mobility dataโดยความร่วมมือระหว่าง ทรูคอร์ปอเรชั่น ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการออกแบบเพื่อสังคม (Social Design Lab) คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้การสนับสนุนของ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) เพื่อหาแนวทางออกแบบนโยบายสาธารณะที่มีประสิทธิภาพ สร้างความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรม ซึ่งโครงการฯ ดังกล่าว “โชว์เคส” ของการใช้ mobility data เพื่อการออกแบบนโยบายสาธารณะที่มีประสิทธิภาพ บูรณาการ และแม่นยำ เพื่อผลักดันการส่งเสริมการท่องเที่ยวในเมืองรองผ่านกลยุทธ์ “การพัฒนาคลัสเตอร์การท่องเที่ยว”

    การพัฒนาคลัสเตอร์การท่องเที่ยว คือ การจัดกลุ่มจังหวัดที่ควรร่วมกันพัฒนาเส้นทางการเดินทางและบริการเพื่อเพิ่มศักยภาพการดึงดูดการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่หลายประเทศใช้เพื่อส่งเสริมการกระจายนักท่องเที่ยวไปสู่พื้นที่ใหม่ที่ผู้คนส่วนใหญ่ยังไม่เคยเดินทางไปหรืออาจจะยังไม่มีชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวมากนัก  ทั้งนี้ คลัสเตอร์การท่องเที่ยวอาจเป็นการจับกลุ่มกันระหว่างจังหวัดที่เป็นเมืองหลักกับเมืองรองโดยรอบ หรืออาจเป็นการจับกลุ่มระหว่างเมืองรองที่ยังขาดพลังในการดึงดูดการท่องเที่ยว

    การวางแผนพัฒนาคลัสเตอร์การท่องเที่ยวมักพบกับคำถามสำคัญ ได้แก่ “รูปแบบการจับกลุ่มจังหวัดควรมีลักษณะอย่างไร”  “สถานการณ์การท่องเที่ยวในแต่ละคลัสเตอร์เป็นอย่างไร” และ “การพัฒนาการท่องเที่ยวในแต่ละคลัสเตอร์ควรดำเนินการอย่างไร”  ซึ่งในอดีตการตอบคำถามเหล่านี้ทำได้ยาก เนื่องจากการขาดแคลนข้อมูลที่สามารถบ่งชี้รูปแบบการเดินทางของนักท่องเที่ยวแต่ละกลุ่มอย่างชัดเจน ทำให้นโยบายคลัสเตอร์การท่องเที่ยวมักต้องจัดกลุ่มคลัสเตอร์โดยการลองผิดลองถูกจากประสบการณ์ และเป็นเรื่องยากที่จะประเมินผลลัพธ์จากการดำเนินการ เนื่องจากข้อจำกัดในแง่วิธีการและงบประมาณสำหรับการจัดเก็บข้อมูลการเดินทางของนักท่องเที่ยวจำนวนมาก

    แต่ในปัจจุบัน ข้อมูลการใช้บริการโทรศัพท์มือถือช่วยให้เราทำความเข้าใจข้อมูล ซึ่งบ่งบอกถึงพฤติกรรมการเดินทางและพื้นที่กระจุกตัวของนักท่องเที่ยวแต่ละกลุ่มในแต่ละช่วงเวลา (mobility data) ได้เป็นอย่างดี  เนื่องจากข้อมูลดังกล่าวสามารถให้ความแม่นยำและชัดเจนของจุดเริ่มต้นและจุดหมายปลายทาง  ปริมาณการเดินทาง ลักษะของผู้เดินทาง รวมถึงลักษณะการกระจุกตัวของนักท่องเที่ยวในแต่ละพื้นที่ ซึ่งทำให้เราเข้าใจประเด็นการพัฒนาการท่องเที่ยวในเมืองรองได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

    ด้วยความร่วมมือทางวิชาการภายใต้โครงการ Data Playground for Human Impacts ทีมวิจัยนำโดย ผศ.ดร.ณัฐพงศ์ พันธ์น้อย จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้นำข้อมูลการใช้โทรศัพท์มือถือจากผู้ใช้ที่ยินยอมให้ใช้ข้อมูลเพื่อประโยชน์สาธารณะและผ่านการเข้ารหัส (encrypted data) เพื่อไม่ระบุตัวตน จำนวน 25 ล้านบัญชีต่อเดือนสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทย และกว่า 80,000 บัญชีต่อเดือนสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ครอบคลุมระยะเวลา 1 ปี ตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2566 ถึง 31 กรกฎาคม 2567 เพื่อวิเคราะห์การเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวแต่ละกลุ่ม

    จากข้อมูลสู่อินไซต์

    ผศ.ดร.ณัฐพงศ์ บอกว่า ข้อมูลการวิเคราะห์ mobility data สำหรับการค้นหาคลัสเตอร์กลุ่มจังหวัดการท่องเที่ยวของเมืองรองต้องอาศัยข้อมูลการใช้โทรศัพท์มือถือที่สามารถประมวลผลเป็นข้อมูล 4 รูปแบบ ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีความสำคัญต่อการวางแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการท่องเที่ยว ได้แก่

    1. รูปแบบการเดินทางท่องเที่ยว (travel patterns) หมายถึง รูปแบบและระยะเวลาที่ใช้ในการเดินทางของนักท่องเที่ยวตั้งแต่ออกจากถิ่นที่อยู่ไปจนถึงจุดหมายปลายทาง
    2. ลักษณะนักท่องเที่ยว (tourist attributes) ได้แก่ ช่วงวัย เพศ ถิ่นที่อยู่ และความสนใจ
    3. พื้นที่กระจุกตัวของนักท่องเที่ยว (concentration of tourist flows in destination) ซึ่งข้อมูลการใช้โทรศัพท์มือถือสามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้ตั้งแต่ระดับประเทศจนถึงระดับแหล่งท่องเที่ยว
    4. ช่วงเวลา (period and time) ข้อมูลการใช้โทรศัพท์มือถือทำให้สามารถวิเคราะห์ mobility data ของนักท่องเที่ยวได้อย่างละเอียดในระดับชั่วโมง ทั้งในช่วงกลางวันและกลางคืน

    ผศ.ดร. ณัฐพงศ์ และทีมวิจัยได้ใช้เทคนิควิธีการวิเคราะห์เครือข่าย (network analysis) เพื่อวิเคราะห์ mobility data ของนักท่องเที่ยวเพื่อค้นหาการเครือข่ายการเดินทางระหว่างจังหวัดเมืองรองกับจังหวัดโดยรอบ พบว่ารูปแบบการเดินทางของนักท่องเที่ยวสามารถจับกลุ่มคลัสเตอร์ได้ทั้งหมด 21 กลุ่มจังหวัด  นักวิจัยได้นำข้อมูลจำนวนนักท่องเที่ยว  รายได้จากการท่องเที่ยว  ปริมาณการเดินทางระหว่างจังหวัด  และระยะเวลาการพำนักของจังหวัดในแต่ละคลัสเตอร์มาวิเคราะห์เพื่อค้นหาคลัสเตอร์ที่มีศักยภาพสูงในการส่งเสริมการกระจายการท่องเที่ยวไปสู่เมืองรอง จึงได้คัดเลือก 6 คลัสเตอร์มาเป็นพื้นที่นำร่อง ประกอบด้วยด้วยคลัสเตอร์เชียงใหม่-ลำปาง*-ลำพูน* สำหรับภาคเหนือ  บุรีรัมย์* – สุรินทร์* – ศรีสะเกษ*สำหรับภาคอีสาน  ชัยนาท*-สุพรรณบุรี*-อุทัยธานี* สำหรับภาคกลาง  จันทบุรี* – ตราด* สำหรับภาคตะวันออก  สมุทรสาคร – สมุทรสงคราม*-เพชรบุรี – ประจวบคีรีขันธ์ สำหรับภาคตะวันตก  และนครศรีธรรมราช* – พัทลุง* สำหรับภาคใต้ (* คือ เมืองรอง)

    ผศ.ดร. ณัฐพงศ์ ได้นำ mobility data มาวิเคราะห์ศักยภาพและประเด็นการพัฒนาในแต่ละคลัสเตอร์ ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อระบุเมืองศูนย์กลางและเมืองบริวาร  ทิศทางและปริมาณการเดินทางระหว่างจังหวัด  การกระจุกตัวของนักท่องเที่ยวในแต่ละฤดูกาลทั้งช่วงกลางวันและกลางคืน  แหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม และกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีความโดดเด่นในแต่ละคลัสเตอร์  ซึ่งทำให้คณะวิจัยสามารถสรุปประเด็นการพัฒนาและลักษณะนักท่องเที่ยวที่มีความโดดเด่นของพื้นที่ในแต่ละคลัสเตอร์ ดังนี้

    #1 คลัสเตอร์เชียงใหม่-ลำปาง-ลำพูน

    พบประเด็นการพัฒนาในพื้นที่ดังนี้

    • เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้จากการท่องเที่ยว มีเชียงใหม่เป็นเมืองศูนย์กลางและมีลำพูนเป็นพื้นที่ที่ดึงดูดทั้งการท่องเที่ยวในเวลากลางวันและการพักค้างได้น้อยที่สุด
    • ปริมาณการเดินทางระหว่างจังหวัดในคลัสเตอร์ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของคลัสเตอร์อื่นในประเทศไทย
    • เป็นคลัสเตอร์มีสัดส่วนการท่องเที่ยวแบบไปกลับสูงกว่าคลัสเตอร์อื่นๆ
    • สัดส่วนการท่องเที่ยวและการพักค้างในจังหวัดลำพูนและลำปางมีสัดส่วนต่ำ โดย 63.60% ของนักท่องเที่ยวและ 58.41% ของการพักค้างกระจุกตัวอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่
    • พื้นที่ที่มีการกระจุกตัวนักท่องเที่ยวสูง ได้แก่ พื้นที่เมืองเก่าในอำเภอเมืองแต่ละจังหวัด
    • ปริมาณการท่องเที่ยวในช่วงเดือนพ.ค.-ก.ย. น้อยกว่าช่วงอื่นๆ ของปีอย่างเห็นได้ชัด

    ลักษณะนักท่องเที่ยวที่โดดเด่นในคลัสเตอร์

    • นักท่องเที่ยวเพศชายที่มีอายุ 61 ปีขึ้นไป อาศัยอยู่ในภาคเหนือ นิยมในศิลปวัฒนธรรมและการจับจ่ายใช้สอย มีแนวโน้มกระจุกตัวอยู่ในอำเภอที่มีสนามกอล์ฟ

    ข้อเสนอแนะในเชิงนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว

    • กระจายนักท่องเที่ยวจากจังหวัดเชียงใหม่ไปสู่จังหวัดลำพูนและลำปาง
    • กระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองเก่าและวิถีล้านนาในสามจังหวัด
    • ส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดลำพูนและลำปางโดยการพัฒนากิจกรรมท่องเที่ยว สินค้า และบริการที่ช่วยกระจายนักท่องเที่ยวไปยังพื้นที่นอกเหนืออำเภอเมือง
    • กระตุ้นการพักค้างในจังหวัดลำพูนและลำปางโดยการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในช่วงกลางคืน
    • ส่งเสริมการท่องเที่ยวนอกช่วง Hi-season โดยอาจดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยววัยทำงานตอนปลายจากภูมิภาคอื่น ผ่านการท่องเที่ยวเล่นกอล์ฟ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม กิจกรรม MICE หรือ กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ Wellness

    #2 คลัสเตอร์บุรีรัมย์ – สุรินทร์ – ศรีสะเกษ

    พบประเด็นการพัฒนาในพื้นที่ดังนี้

    • ผู้มาเยือนในคลัสเตอร์มีจำนวนน้อย แต่มีระยะเวลาท่องเที่ยวในแต่ละจังหวัดยาวนานกว่าคลัสเตอร์อื่นในประเทศไทย
    • ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของนักท่องเที่ยวอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเปรียบเทียบกับคลัสเตอร์อื่น (1,140 บาท/คน/วัน)
    • มีการพักค้างในจังหวัดศรีสะเกษน้อยที่สุด (26.12 %) รองลงมาคือสุรินทร์ (31.25%) และมากที่สุดในบุรีรัมย์มากที่สุด (42.62 %)  ทั้งนี้ มีพื้นที่ที่สามารถดึงดูดการพักค้างของนักท่องเที่ยวในระดับสูงกระจายตัวอยู่ในทั้งสามจังหวัด
    • บุรีรัมย์เป็นเมืองศูนย์กลาง สุรินทร์มีแนวโน้มเป็นเมืองทางผ่าน เนื่องจากมีจำนวนท่องเที่ยวภายในจังหวัดน้อยที่สุด แต่มีปริมาณการเดินทางไปสู่จังหวัดอื่นมากที่สุด
    • ช่วงเดือน พ.ค.-ก.ย. มีจำนวนนักท่องเที่ยวน้อยกว่าช่วงอื่น
    • พื้นที่ดึงดูดการท่องเที่ยวกระจัดกระจายในทั้งสามจังหวัด ประกอบด้วยปราสาทหินและแหล่งท่องเที่ยวประวัติศาสตร์ สถานที่ท่องเที่ยวทางน้ำ ศาสนสถาน และชุมชน

    ลักษณะนักท่องเที่ยวที่โดดเด่นในคลัสเตอร์

    • นักท่องเที่ยวที่มีอายุไม่เกิน 40 ปี นิยมในการเล่นเกม กีฬา และอาหาร มีแนวโน้มกระจุกตัวอยู่ในบริเวณสนามกีฬาในเมืองบุรีรัมย์
    • ข้อเสนอแนะในเชิงนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว
    • การพัฒนา Area Branding สำหรับคลัสเตอร์ภาคอีสาน
    • พัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวที่สามารถสร้างอัตลักษณ์ร่วมกันระหว่างจังหวัดในคลัสเตอร์
    • พัฒนากิจกรรม สินค้า บริการ และการสื่อสารเพื่อดึงดูดการท่องเที่ยวทั้งจากผู้อยู่อาศัยในภูมิภาคอีสานและภูมิภาคอื่นๆ
    • พัฒนากิจกรรม สินค้า และบริการที่เพิ่มมูลค่าการจับจ่ายใช้สอยสำหรับผู้มาเยือน
    • พัฒนากิจกรรม สินค้า และบริการเพื่อเพิ่มศักยภาพการดึงดูดนักท่องเที่ยววัยรุ่นและวัยทำงานตอนต้น ที่ชื่นชอบการเล่นเกมการแข่งขันกีฬา และการลิ้มลองอาหารอิสาน เช่น การพัฒนาการท่องเที่ยวรองรับการแข่งขัน e-sport กิจกรรมกีฬาและนันทนาการในพื้นที่มรดกทางวัฒนธรรม  เทศกาลที่ผนวกการแข่งขันและวัฒนธรรมอาหารพื้นถิ่น เป็นต้น

    #3 คลัสเตอร์จันทบุรี – ตราด

    พบประเด็นการพัฒนาในพื้นที่ ดังนี้

    • เป็นพื้นที่ที่มีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนน้อยกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศไทย แต่ค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวจัดอยู่ในระดับสูง ทำให้เป็นกลุ่มจังหวัดที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ
    • ผู้เยือนคลัสเตอร์นี้มีระยะเวลาพำนักนานกว่าคลัสเตอร์อื่น
    • มีจันทบุรีเป็นศูนย์กลาง โดยนักท่องเที่ยวกระจุกตัวในเวลากลางวันถึง 40% และการพักค้างถึง 71.85% ส่วนจังหวัดตราดรองรับนักท่องเที่ยวเพียง 21.60%  และมีอัตราการพักค้างอยู่ที่เพียง 28.15%
    • ปริมาณการเดินทางภายในคลัสเตอร์น้อยกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ โดยมีปริมาณการเดินทางระหว่างจังหวัดเพียง 441,244 ทริปต่อปี
    • ปริมาณการเดินทางท่องเที่ยวสูงในช่วง เม.ย.-มิ.ย. และต่ำอย่างเห็นได้ชัดในช่วง ก.ค.-ก.ย. โดยเป็นคลัสตเตอร์ที่มีสัดส่วนการท่องเที่ยวแบบพักค้างสูงกว่าพื้นที่อื่นในประเทศ
    • ผู้เยี่ยมเยือนมีอัตราการกระจายตัวต่ำ โดยส่วนใหญ่กระจุกตัวในพื้นที่ริมชายฝั่งทะเล ต้องการแผนการกระจายตัวของนักท่องเที่ยวไปสู่พื้นที่เกษตรกรรม

    ลักษณะนักท่องเที่ยวที่โดดเด่นในคลัสเตอร์

    • กลุ่มนักท่องเที่ยวที่สนใจในศิลปะวัฒนธรรมและอาหารการกิน มีแนวโน้มกระจุกตัวในพื้นที่ศูนย์กลางของจังหวัดจันทบุรี และเกาะช้างในจังหวัดตราด

    จากอินไซต์สู่นโยบาย

    ผลการวิเคราะห์ที่ปรากฏแสดงให้เห็นถึงข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับศักยภาพ ความท้าทาย และแนวทางการพัฒนาของแต่ละคลัสเตอร์ ซึ่งจัดเป็นขั้นตอนการระบุปัญหาและกำหนดแนวทางการพัฒนา (agenda-setting) ซึ่งเป็นขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการจัดทำนโยบายบนหลักฐานเชิงประจักษ์ Evidence-based Policymaking (EBPM)  ซึ่งจะเห็นได้ว่า การวิเคราะห์ mobility data ทำให้เราทราบถึงข้อมูลเชิงลึกด้านการท่องเที่ยวในแต่ละพื้นที่ และทำให้เราสามารถออกแบบแนวทางการพัฒนาที่เหมาะสมกับสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ได้อย่างชัดเจน  ซึ่งแน่นอนว่า หากนำข้อมูลในรูปแบบอื่นๆ เช่น ข้อมูลด้านการใช้จ่าย  ข้อมูลความพึงพอใจต่อสถานบริการและแหล่งท่องเที่ยว  ข้อมูลการจองที่พัก มาร่วมพิจารณาด้วยจะช่วยให้เราเห็นศักยภาพและประเด็นปัญหาของแต่ละพื้นที่ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น  ในขั้นตอนต่อไป คือ การนำผลการวิเคราะห์ปัญหาและเป้าหมายมาใช้ในการสร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง (stakeholder engagement) เพื่อสร้างฉันทามติ (consensus) ในการพัฒนากลยุทธ์การท่องเที่ยวแบบคลัสเตอร์  การดำเนินการจริง การติดตามประเมินผล และการปรับปรุงแนวทางการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

    Mobility data ช่วยให้เราสามารถเลือกกลุ่มจังหวัดที่เหมาะสม รวมถึงระบุปัญหาและเป้าหมายการพัฒนาได้อย่างชัดเจน ในขั้นตอนการพัฒนานโยบายพัฒนาการท่องเที่ยวแบบคลัสเตอร์ เราจำเป็นต้องใช้ข้อมูลทรัพยากรที่น่าสนใจและศักยภาพด้านการบริการในแต่ละพื้นที่มาแกนหลักในการออกแบบรูปแบบการท่องเที่ยว สินค้า และบริการที่เหมาะสมกับทั้งศักยภาพและกลุ่มเป้าหมายที่พื้นที่ต้องการดึงดูด เพื่อหาโอกาสสร้างทั้งผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ รวมถึงการสร้างความเข้าใจร่วมกันในคุณค่าของแต่ละพื้นที่ที่เราควรจะร่วมกันรักษาไว้เป็นสมบัติของท้องถิ่นในระยะยาว” ผศ.ดร. ณัฐพงศ์กล่าว

    ผศ.ดร.ณัฐพงศ์ ยังอธิบายถึงแนวทางการใช้ “ข้อมูล” เพื่อบริหารการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานในระยะต่อไป  ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจจากผู้เยี่ยมเยือน (visitor economy) โดยยกตัวอย่าง การใช้ข้อมูล mobility data เพื่อการพัฒนากลยุทธ์การดึงดูดนักท่องเที่ยวในช่วง low season  การออกแบบเส้นทางให้บริการรถขนส่งมวลชนและจักรยานสาธารณะ  การเฝ้าระวังการรบกวนระบบนิเวศในพื้นที่ที่มีการกระจุกตัวของนักท่องเที่ยว เป็นต้น  นอกจากนั้น การส่งเสริมให้ท้องถิ่นและภาคเอกชนใช้ประโยชน์ข้อมูล mobility data ด้านการท่องเที่ยวกันอย่างแพร่หลายน่าจะช่วยให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยมีทางออกต่อสถานการณ์การแข่งขันระหว่างประเทศและการขยายผลลัพธ์จากการท่องเที่ยวไปสู่ท้องถิ่นและชุมชนได้มากยิ่งขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/routes-to-roots-6-clusters/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dMTGvmIt3OcKBg8AW0ujW

  • กมธ.ความปลอดภัย ท่องเที่ยวฯ ลงตรวจซาฟารีเวิลด์ ย้ำเรื่องความปลอดภัย พบนักท่องเที่ยวยังมาแน่น

    กมธ.ความปลอดภัย ท่องเที่ยวฯ ลงตรวจซาฟารีเวิลด์ ย้ำเรื่องความปลอดภัย พบนักท่องเที่ยวยังมาแน่น

    กมธ.ความปลอดภัย ท่องเที่ยวฯ ลงตรวจซาฟารีเวิลด์ ย้ำเรื่องความปลอดภัย พบนักท่องเที่ยวยังมาแน่น

    วันนี้ 17 กันยายน 2568 พล.ต.ต.อังกูร คล้ายคลึง ประธานคณะอนุกรรมาธิการความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยวและกีฬา วุฒิสภา พร้อมด้วยอธิบดีกรมการท่องเที่ยว อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลคันนายาว และเลขาธิการสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย ร่วมกันลงพื้นที่ซาฟารีเวิลด์ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงจากกรณีที่สิงโตรุมทำร้ายเจ้าหน้าที่สวนสัตว์เสียชีวิต เมื่อวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา

    โดยกลุ่มคณะดังกล่าวได้ทยอยเดินทางมาถึงยังซาฟารีเวิลด์ตั้งแต่ช่วงเวลา 9:00 น.ที่ผ่านมา เมื่อมาถึงก็ได้เข้าไปในบริเวณสำนักงานของซาฟารีเวิลด์ทันที มีรายงานว่า กลุ่มคณะดังกล่าวจะพูดคุยหารือกับผู้บริหารสวนสัตว์ ก่อนจะเข้าไปสำรวจตรวจสอบภายในพื้นที่ซาฟารีโซนสัตว์ดุร้าย เพื่อตรวจสอบความเป็นอยู่ของสิงโตที่เกิดประเด็น แล้วหลังจากนั้นก็จะออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนในภายหลัง

    ส่วนบรรยากาศที่ซาฟารีเวิลด์ในช่วงเช้าที่ผ่านมา ยังคงพบว่ามีบรรดานักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติทยอยเดินทางมาเที่ยวชมซาฟารีเวิลด์ตามปกติ มีทั้งมาแบบกรุ๊ปทัวร์ มาเป็นส่วนตัว รวมทั้งบรรดานักเรียนนักศึกษามาเที่ยวทัศนศึกษา ซึ่งทางสวนสัตว์ยังคงเปิดให้บริการตามปกติ ยกเว้นโซนซาฟารีในส่วนการจัดแสดงสัตว์ดุร้ายที่ยังคงปิดให้บริการ เพื่อตรวจสอบมาตรการความปลอดภัย

    ต่อมาเวลา 11:00 น. พล.ต.ต.อังกูร คล้ายคลึง ประธานคณะอนุกรรมาธิการความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยวและกีฬา วุฒิสภา พร้อมด้วยคณะหน่วยงานที่เดินทางมาตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์สิงโตทำร้ายเจ้าหน้าที่สวนสัตว์เสียชีวิตที่ซาฟารีเวิลด์ ได้ทยอยเดินทางกลับออกไป โดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์อะไรกับสื่อมวลชน

    ขณะที่มีรายงานข่าวว่า การหารือในวันนี้เป็นเพียงแค่การพูดคุยเกี่ยวกับการทบทวนมาตรการความปลอดภัยเท่านั้น ส่วนรายละเอียดต่าง ๆ จะมีการไปหารือเพิ่มเติมที่รัฐสภาในช่วงบ่ายวันนี้

    สำหรับคืบหน้าทางคดี จากการสอบถามตำรวจ สน.คันนายาว เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำพยานแวดล้อมในที่เกิดเหตุไปแล้ว 9-10 ปาก โดยเป็นทางเจ้าหน้าที่สวนสัตว์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องและครอบครัวผู้เสียชีวิต แต่รายละเอียดทางคดียังไม่สามารถเปิดเผยได้ ส่วนการสรุปข้อหานั้น ขอให้ทางพนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานอย่างครบถ้วนก่อน ถึงคอยพิจารณาในเรื่องของข้อหาความผิดต่อไป

    ติดตาม ช่อง 8 ได้ทาง
    facebook.com/thaich8

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaich8.com/news_detail/141799&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KuG4zJ0S2ock83xbgXNie