Category: ท่องเที่ยว

  • ส.อ.ท. ห่วงค่าเงินบาทแข็งกระทบส่งออก-ท่องเที่ยว

    ส.อ.ท. ห่วงค่าเงินบาทแข็งกระทบส่งออก-ท่องเที่ยว

    ส.อ.ท. ห่วงค่าเงินบาทแข็งกระทบส่งออก-ท่องเที่ยว

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. กล่าวถึงสถานการณ์ค่าเงินบาทไทยที่ค่อนข้างแข็งค่า ว่า เงินบาทไทยวันนี้ (17 ก.ย.68) แข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ 31.748 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินบาทที่แข็งขนาดนี้ไม่สะท้อนกับสภาวะที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากเศรษฐกิจไทยไม่ดี กำลังการซื้อไม่ดี ซึ่งปกติแล้วสถานการณ์แบบนี้ค่าเงินบาทควรจะอ่อน แต่ตามที่หลายคนบอกว่าปัญหาคือค่าเงินสหรัฐอ่อนตัว ทำให้เงินในภูมิภาคนี้แข็งค่าขึ้น ซึ่งก็เป็นเรื่องจริง โดยตั้งแต่ครึ่งปีมาจนถึงปัจจุบันค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นไปแล้วกว่า 7% เกือบ 8% เป็นอันดับที่ 2 ในภูมิภาครองจากไต้หวันเท่านั้นและแข็งค่าเป็นอันดับ 5 ของโลก เพราะฉะนั้นปัญหาที่จะกระทบผู้ส่งออก มีทั้งปัญหาที่โดนภาษีนำเข้าของสหรัฐ 19% และต้องเผชิญกับปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่าซ้ำอีก ที่สำคัญกว่านั้น ไม่ใช่เฉพาะภาคส่งออก แต่รวมถึงภาคการท่องเที่ยวด้วยที่จะได้รับผลกระทบ เนื่องจากไทยพยายามจะเร่งฟื้นตัวภาคการท่องเที่ยวในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งหากค่าเงินของไทยแข็ง หมายความว่านักท่องเที่ยวที่อยากมาเที่ยวไทย อาจจะลังเลและเบี่ยงเบนไปเที่ยวประเทศอื่นมากกว่า เช่น เวียดนาม ที่ขณะนี้ค่าเงินด่องอ่อนค่าลงกว่า 3%

    ทั้งนี้ การส่งออกของไทยที่เติบโตในช่วง 6 เดือนแรกเป็นเพราะการเร่งส่งออกและความกังวลเรื่องกำแพงภาษีของสหรัฐ จึงมีการเร่งส่งออกทำให้การส่งออกในช่วงครึ่งปีแรกเติบโตถึง 15% แต่ในช่วงครึ่งปีหลังการส่งออกของไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทาย คาดว่าการส่งออกจะลดลงแน่นอน รวมทั้งนักท่องเที่ยวจีนที่หายไปกว่า 30% แม้จะได้นักท่องเที่ยวจากชาติอื่นมาแทนแต่ไม่ได้ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 35-36 ล้านคน ตามที่วางเป้าไว้ โดยคาดว่า ปี 2568 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยเพียง 32 ล้านคน อย่างไรก็ตาม จีดีพีของไทยปีนี้น่าจะอยู่ที่เติบโต 1.8-2.0% หลังจากปี 2567 ที่จีดีพีเติบโต 2.5%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/uptodate/detail/9680000089070&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qiUm5n5h3sAB4-qge-XtU

  • พลิกโฉม OTOP หนองบัวลำภู @ตาดไฮ เชื่อมโยงการท่องเที่ยวชุมชน | เดลินิวส์

    พลิกโฉม OTOP หนองบัวลำภู @ตาดไฮ เชื่อมโยงการท่องเที่ยวชุมชน | เดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5120117/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MxLn8bThxa8CwRuErFiCR

  • ท่องเที่ยวและกีฬาเชียงใหม่ จัดอบรม เพิ่มศักยภาพการให้บริการกลุ่มมุสลิม

    ท่องเที่ยวและกีฬาเชียงใหม่ จัดอบรม เพิ่มศักยภาพการให้บริการกลุ่มมุสลิม

    ท่องเที่ยวและกีฬาเชียงใหม่ จัดอบรม เพิ่มศักยภาพการให้บริการกลุ่มมุสลิม

    วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    Tag :

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ณ โรงแรมฟูราม่า เชียงใหม่ นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และนายอิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกันเปิดการฝึกอบรมให้ความรู้เพื่อเพิ่มศักยภาพของภาคท่องเที่ยวในการให้บริการต่อนักท่องเที่ยวมุสลิม ภายใต้โครงการส่งเสริมและพัฒนา Soft Power เพื่อเป็นต้นทุนพัฒนาต่อยอดการท่องเที่ยวมูลค่าสูง ประจำปีงบประมาณ 2568

    นายอิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า กลุ่มจังหวัด ภาคเหนือตอน 1 พร้อมด้วยทุกท่านในที่นี้ รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กรุณาให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมให้ความรู้เพื่อเพิ่มศักยภาพของภาคท่องเที่ยวในการ ให้บริการต่อนักท่องเที่ยวมุสลิม ภายใต้โครงการส่งเสริมและพัฒนา Soft Power เพื่อเป็นต้นทุนพัฒนาต่อ ยอดการท่องเที่ยวมูลค่าสูง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ในวันนี้

    เนื่องด้วย กระแสการเปลี่ยนผ่านสู่การท่องเที่ยวมุสลิมยุคใหม่ ซึ่งเป็นแนวโน้มระดับโลก จากการ สำรวจดัชนีการท่องเที่ยวของชาวมุสลิมทั่วโลก ปี 2025 (Mastercard-Crescent Rating Global Muslim Travel Index) GMTI 2025 จะพบว่าตลาดมุสลิมทั่วโลกมี 1.9 พันล้านคน ธุรกิจท่องเที่ยวฮาลาล ประมาณ 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และมีการเติบโตของ Start Up ด้านมุสลิม Tech ในประเทศต่างๆแล้วทั่วโลก โดย จากการสำรวจประเทศไทยติดอันดับ Top 5 ของจุดหมายปลายทางของชาวมุสลิมในประเทศที่ไม่ใช่มุสลิม

    และเมื่อมาวิเคราะห์ศักยภาพในจังหวัดเชียงใหม่เองมีประชากรมุสลิม กว่า 60,000 คน มัสยิดกว่า20 แห่ง มีธุรกิจเกี่ยวข้องกับมุสลิมอีกกว่า 500 แห่ง หากจะกล่าวถึงกลุ่มจังหวัดก็จะมีจำนวนเพิ่มเติมอีกจำนวน มาก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 (เชียงใหม่ ลำพูน ลำปางและ แม่ฮ่องสอน) ที่สอดคล้องกับกระแสการท่องเที่ยวกลุ่มมุสลิมทั่วโลก หลายๆประเทศพัฒนาไปอย่างมาก หาก จังหวัดเชียงใหม่สามารถรองรับตลาดการท่องเที่ยวกลุ่มมุสลิมได้ ก็จะสร้างเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวใน พื้นที่ได้อย่างมีคุณค่าและมูลค่าที่สูงขึ้น

    ซึ่งจากที่ผ่านมาเราเคยเจอกับคำถามที่ว่า “คุณเคยไปเที่ยวแล้วหามัสยิดไม่เจอไหม?” “คุณเคยหิว แล้วไม่แน่ใจว่าเป็นอาหารฮาลาลหรือไม่” ความท้าทายเหล่านี้สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นที่มา ทำให้ จังหวัดเชียงใหม่ ได้เกิดแนวคิดและได้ดำเนินการจัดของการฝึกอบรม เพื่อเพิ่มศักยภาพของภาคท่องเที่ยวในการให้บริการ ที่เป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยวมุสลิม “Muslim-Friendly Tourism” เพื่อสอดรับกับนโยบายประเทศไทยใน การสร้างแบรนด์ Thailand Muslim Friendly

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/914973&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01bA5FkjDldDoT8wiqwUph

  • ผู้ว่าฯ พลิกโฉม OTOP  หนองบัวลำภู@ตาดไฮ  เชื่อมท่องเที่ยวชุมชน

    ผู้ว่าฯ พลิกโฉม OTOP หนองบัวลำภู@ตาดไฮ เชื่อมท่องเที่ยวชุมชน

    วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    Tag :

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ สะพานเชื่อมฮัก บ้านตาดไฮ ม.5 ต.โคกม่วง อ.โนนสัง จ.หนองบัวลำภู  นายสุรศักดิ์ อักษรกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “พลิกโฉม OTOP หนองบัวลำภู  @ตาดไฮ เชื่อมโยงการท่องเที่ยวชุมชน” พร้อมด้วย นายจริยาทร สูหู่ ผอ.ททท.สนง.เลย – หนองบัวลำภู และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นการจัดกิจกรรมครั้งที่ 6 ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความหวัง รอยยิ้ม และความภาคภูมิใจของผู้คนจากทุกภาคส่วน นับเป็นอีกกิจกรรมสำคัญของจังหวัดหนองบัวลำภู ในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ณ สะพานเชื่อมฮักไม่ได้เป็นเพียงโครงสร้างทางกายภาพ แต่คือสัญลักษณ์ของการเชื่อมโยงหัวใจชุมชน สินค้าภูมิปัญญา และโอกาสทางเศรษฐกิจเข้าไว้ด้วยกันอย่างแนบแน่น

    โครงการดังกล่าวได้ดำเนินการนำร่องในกลุ่มเป้าหมายกว่า 30 กลุ่ม/ผลิตภัณฑ์ จาก 6 ชุมชนท่องเที่ยวทั่วทั้งจังหวัด ซึ่งภายในงานได้มีการจัดแสดงนิทรรศการผลิตภัณฑ์ OTOP กิจกรรมสาธิตและเวิร์คช็อปในแนวคิด “ชิม ช็อป แชะ แชร์” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยววิถีลุ่มภู การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นถิ่น และกิจกรรมการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงาน ได้สัมผัสและเรียนรู้เสน่ห์ของชุมชนหนองบัวลำภูอย่างลึกซึ้ง

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/914978&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1XNIhTT-dRJuhUg9qhFLIh

  • กกท. เปิดรับสมัคร “อาสาซีเกมส์ 2025”

    กกท. เปิดรับสมัคร “อาสาซีเกมส์ 2025”

    ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ กกท. ได้เปิดรับสมัครนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปที่สนใจกีฬาหรือกิจกรรมด้านการบริการ เพื่อเข้าร่วมเป็น “อาสาซีเกมส์ 2025” ในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ซึ่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคม แต่ อาสาสมัครจะได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในงานนี้ตั้งแต่ 6-22 ธันวาคม

    การรับสมัครครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญให้เยาวชนและคนไทยทุกคนได้มีส่วนร่วมในประวัติศาสตร์กีฬาระดับภูมิภาค โดยอาสาสมัครจะได้ทำงานใกล้ชิดกับนักกีฬา เจ้าหน้าที่ และผู้ชมจากประเทศต่าง ๆ พร้อมทั้งเป็นกำลังสำคัญในการสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นมิตรในมหกรรมกีฬาครั้งนี้

    คุณสมบัติผู้สมัครทั่วไป

    • สัญชาติไทย อายุ 18 ปีขึ้นไป ไม่จำกัดเพศ
    • สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษหรือภาษาอื่น ๆ ได้
    • มีจิตอาสาและหัวใจบริการ

    ผู้ที่สนใจสามารถสมัครได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2568 ผ่านทางแบบฟอร์มออนไลน์ที่

    https://form.jotform.com/252360964458465

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/sea-games-2025-volunteer-thailand/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0pi3r-RFbHApbxCXkikwXg

  • ไทยแอร์เอเชีย ฝากรัฐบาลใหม่ เร่งกระตุ้นท่องเที่ยว ปลุกความเชื่อมั่น-แลนด์มาร์กใหม่

    ไทยแอร์เอเชีย ฝากรัฐบาลใหม่ เร่งกระตุ้นท่องเที่ยว ปลุกความเชื่อมั่น-แลนด์มาร์กใหม่

    ไทยแอร์เอเชีย ฝากรัฐบาลใหม่ เร่งกระตุ้นท่องเที่ยว ปลุกความเชื่อมั่น-แลนด์มาร์กใหม่

    นางภัทรา บุศราวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ เปิดเผยว่า ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้สะท้อนภาพที่ยังเปราะบาง ปริมาณนักท่องเที่ยวเข้าประเทศลดลงราว 7% เหลือประมาณ 23 ล้านคน อย่างไรก็ดี ยังมีโอกาสที่สิ้นปีจะปิดตัวเลขใกล้เคียงปีก่อนที่ระดับราว 35 ล้านคน แม้ยังต่ำกว่าช่วงก่อนโควิดซึ่งแตะ 39 ล้านคน

    ประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ “ความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย” ซึ่งนางภัทรา ระบุว่ามีผลโดยตรงต่อการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก หากรัฐบาลสามารถเร่งสร้างภาพลักษณ์ด้านนี้อย่างจริงจัง จะช่วยให้ตลาดฟื้นตัวเร็วขึ้น และยังเสริมศักยภาพให้ไทยทัดเทียมประเทศคู่แข่งในภูมิภาค

    ในส่วนของมาตรการระยะสั้นเพื่อกระตุ้นการเดินทางและการใช้จ่าย มองว่าโครงการคนละครึ่งที่รัฐบาลเคยใช้มาแล้วไม่ใช่เรื่องใหม่อีกต่อไป และไม่เพียงพอสำหรับการสร้างแรงจูงใจในสถานการณ์ปัจจุบัน สิ่งที่จำเป็นคือต้องออกมาตรการที่ไปไกลกว่านั้น อัดฉีดเม็ดเงินและวางรูปแบบที่จูงใจให้เกิดการใช้จ่ายในเชิงโครงสร้างมากขึ้น

    นางภัทรายังได้ยกตัวอย่างโมเดลจากญี่ปุ่น ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดท่องเที่ยวที่ประสบความสำเร็จ โดยรัฐบาลญี่ปุ่นเชื่อมสิทธิพิเศษภายในประเทศเข้ากับการซื้อตั๋วเครื่องบินจากต่างประเทศ เพื่อกระตุ้นทั้งการเดินทางและการใช้จ่าย เธอเสนอว่าประเทศไทยควรศึกษาและนำมาปรับใช้ เนื่องจากสามารถสร้างแรงกระตุ้นได้ทั้งฝั่งนักเดินทางและธุรกิจท่องเที่ยวในประเทศ

    ด้านการแข่งขันในภูมิภาค เวียดนามถูกยกเป็นตัวอย่างสำคัญที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากขึ้นผ่านการสร้างแลนด์มาร์กใหม่และโครงการท่องเที่ยวที่สดใหม่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมีการพัฒนาแลนด์มาร์กหรือสินค้าทางการท่องเที่ยวใหม่ ๆ เพื่อรักษาความน่าสนใจในระยะยาว

    ในเชิงปฏิบัติ การฟื้นตัวของตลาดยังมีความไม่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะตลาดจีนที่ยังหดตัว ส่งผลให้สายการบินต้องปรับลดความถี่เที่ยวบินลงเหลือประมาณ 4–7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ขึ้นอยู่กับฤดูกาล แม้ในช่วงไฮซีซั่นจะยังมีความต้องการเดินทางสูงก็ตาม สำหรับเส้นทางใหม่ที่ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ เปิดให้บริการ บริษัทตั้งเป้าหมายอัตราบรรทุกผู้โดยสาร (load factor) อย่างน้อย 80% และคาดว่าตลาดญี่ปุ่นจะมีศักยภาพแตะถึง 88%

    นางภัทราย้ำว่า ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ พร้อมทำงานร่วมกับภาครัฐหากมีนโยบายชัดเจน ทั้งด้านการตลาดและการขายตั๋ว เพื่อสนับสนุนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว โดยมองว่าความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนเป็นหัวใจที่จะทำให้ภาคการบินและการท่องเที่ยวของไทยกลับมาแข็งแกร่ง และแข่งขันได้ในระดับภูมิภาคอีกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/639107&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22la0Ysx9-qxIC-DmcGYbo

  • ภัยคุกคามยามค่ำคืน! แก๊งเด็กแว้นทำลายภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยว วอนหน่วยงานเร่งแก้ปัญหา | เดลินิวส์

    ภัยคุกคามยามค่ำคืน! แก๊งเด็กแว้นทำลายภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยว วอนหน่วยงานเร่งแก้ปัญหา | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 18 ก.ย. ผู้สื่อข่าวได้รับร้องเรียนจากชาวบ้านในพื้นที่ ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ว่าได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักจากกลุ่มเด็กแว้น อายุ 15-18 ปี ที่รวมตัวกันขี่รถจักรยานยนต์แต่งซิ่งท่อดังประลองความเร็วบนถนนมอเตอร์เวย์สาย 7 พัทยา-กรุงเทพฯ แทบทุกคืน โดยเฉพาะในช่วงวันหยุด สร้างความรำคาญและกระทบต่อสุขภาพจิตของชาวบ้านที่พักอาศัยใกล้เคียง

    ชาวบ้านซึ่งเป็นผู้สูงอายุรายหนึ่งให้ข้อมูลว่า ในช่วงกลางดึกของทุกคืน จะมีกลุ่มวัยรุ่นเหล่านี้ขับขี่รถแข่งกันเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ทำให้ตกใจตื่นอยู่เสมอ ส่งผลเสียต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตอย่างมาก พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ในช่วงที่เจ้าหน้าที่ตั้งด่านตรวจ จะไม่มีเสียงรถแข่งเลย ทำให้คืนนั้นสงบสุข

    ขณะที่ชาวบ้านอีกรายระบุว่า ตนเองต้องการพักผ่อนหลังเลิกงาน แต่กลับไม่สามารถหลับตาลงได้ เพราะเสียงท่อรถของกลุ่มนักซิ่งจะดังสนั่นหวั่นไหว วอนขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเพิ่มความถี่ในการตรวจตรา ทั้งบนทางด่วนและถนนเลียบทางด่วน

    หลังได้รับร้องเรียน ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบบนถนนมอเตอร์เวย์สาย 7 ตอน 5 และพบว่าเหตุการณ์เป็นไปตามคำบอกเล่าของชาวบ้านจริง โดยกลุ่มวัยรุ่นกว่า 20 คัน ขับขี่รถประลองความเร็ว เบิ้ลเครื่อง ยกล้อ ด้วยความประมาทหวาดเสียว ก่อนจะลงไปกลับรถใต้สะพานแล้วย้อนกลับมาแข่งกันต่อเป็นอย่างนี้อยู่หลายรอบ

    สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ แม้บริเวณดังกล่าวจะอยู่ใกล้กับสถานีตำรวจทางหลวงพัทยา แต่กลุ่มเด็กแว้นเหล่านี้กลับไม่มีท่าทีหวาดกลัว แถมยังแสดงท่าทียั่วยุเยาะเย้ยเจ้าหน้าที่ด้วยซ้ำ

    เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้กับประชาชน แต่ยังทำลายภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยว และมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงต่อทั้งตัวผู้ขับขี่เองและผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่น ๆ จึงขอวอนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งตำรวจและฝ่ายปกครอง เร่งลงพื้นที่แก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อคืนความสงบสุขให้กับชาวบ้านในพื้นที่โดยเร็วที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5122792/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jq2EJVd2sgxocTEIC2BTR

  • ป่าไทยลด 0.03% สัญญาณเตือนถึงเชียงรายและเศรษฐกิจสีเขียวทั้งภาคเหนือ

    ป่าไทยลด 0.03% สัญญาณเตือนถึงเชียงรายและเศรษฐกิจสีเขียวทั้งภาคเหนือ

    • ป่าไทยลด 0.03% สัญญาณเตือนถึงเชียงรายและเศรษฐกิจสีเขียวทั้งภาคเหนือ

    เชียงรายเปิดหน้าต่างเศรษฐกิจสีเขียว เมื่อ “ป่าลดลงเพียง 0.03%” สะเทือนโซ่อุปทานทั้งภาคเหนือ และส่งสัญญาณถึงทั้งประเทศ

    เชียงราย, 17 กันยายน 2568 — เช้าวันฝนโปรยบาง ๆ ที่ดอยตุง นักท่องเที่ยวหยุดยืนมองทะเลหมอกในมุมเดิม แต่เรื่องเล่าที่เปลี่ยนไปคือสถิติ “พื้นที่ป่าไม้ประเทศไทยปี 2567” ซึ่งชี้ว่าประเทศมีพื้นที่ป่า คิดเป็น 31.46% ของแผ่นดิน หรือ ราว 101.78 ล้านไร่ ลดลงจากปีก่อน –0.03% (หรือ ประมาณ 32,884 ไร่). ตัวเลขเพียงเศษเสี้ยวเปอร์เซ็นต์อาจดูเล็กน้อยในข่าวรายวัน หากมองด้วยสายตาของเศรษฐกิจฐานทรัพยากร โดยเฉพาะเมืองชายขอบอย่าง เชียงราย ที่รายได้ท่องเที่ยว เกษตรบนพื้นที่สูง อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ตลอดจนคุณภาพน้ำต้นลำน้ำกก–อิง ล้วนผูกกับผืนป่า “ความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ” นี้กำลังทดสอบภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจของทั้งจังหวัดและภาคเหนือ

    สถิติเชิงโครงสร้าง ทศวรรษที่ป่าเพิ่มไม่ทันป่าที่หายไป

    ภาพรวม 10 ปี (พ.ศ. 2558–2567) ประเทศไทยมี “ป่าเพิ่ม” 331,951.68 ไร่ แต่ “ป่าลด” 832,080.72 ไร่ สะท้อนความจริงเชิงโครงสร้างว่า ความพยายามฟื้นฟูยังไล่ไม่ทันแรงกดดันจากการใช้ที่ดินและภัยเสี่ยงเดิม ๆ

    เหตุผลของการ “เพิ่มขึ้น” มาจาก

    • การขยายตัวของป่าไม้ตามธรรมชาติ
    • การปลูกป่าเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
    • การปลูกป่าเพื่ออนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ

    เหตุผลของการ “ลดลง” ได้แก่

    • การเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ที่ดินจากป่าไปเป็นกิจกรรมอื่น
    • ไฟป่า ซึ่งยังเป็นความเสี่ยงเดิมที่กำเริบซ้ำ
    • โครงการพัฒนาที่ใช้พื้นที่ป่า ซึ่งแม้มีวัตถุประสงค์ทางเศรษฐกิจสังคม แต่กระทบ “ทุนธรรมชาติ” ต้นทาง

    มุมมองเศรษฐกิจ กระดูกสันหลังรายได้

    1. ต้นทุน–ผลตอบแทนของผืนป่าต่อเศรษฐกิจเชียงราย
      เชียงรายเป็นหนึ่งในฐานเศรษฐกิจท่องเที่ยว–เกษตรคุณภาพของภาคเหนือ โครงข่ายแหล่งน้ำจากพื้นที่ป่าต้นน้ำหล่อเลี้ยงการปลูกชา–กาแฟ–ผลไม้เมืองหนาวและเกษตรอินทรีย์ที่กำลังโตในหุบเขา การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ชุมชนชาติพันธุ์ และเส้นทาง “ซิตี้วอล์กธรรมชาติ” กลายเป็นรายได้กระจายสู่โฮมสเตย์ รถรับจ้าง ร้านอาหารท้องถิ่น และหัตถกรรม. เมื่อป่าหายไปทีละน้อย โซ่อุปทานนี้เผชิญ ต้นทุนแฝง ทั้งความเสี่ยงน้ำหลาก–แล้งยาว คุณภาพอากาศช่วงฤดูร้อน และค่าใช้จ่ายดูแลสุขภาพนักท่องเที่ยวที่สูงขึ้น ซึ่งล้วน “กัดกำไร” แบบไม่ส่งเสียง
    2. ความเสี่ยงไฟป่ากับต้นทุนควัน
      แม้สถิติปีล่าสุดชี้ว่าประเทศลดลงสุทธิเล็กน้อย แต่ ภาคเหนือ โดยเฉพาะพื้นที่สูงยังแบกรับความเสี่ยงไฟป่าและหมอกควันทุกปี ต้นทุนธุรกิจท่องเที่ยวฤดูแล้ง–ร้อนของเชียงราย (ตั้งแต่ยกเลิกทริป ไปจนถึงประกันสุขภาพนักเดินทาง) แปรผันตาม “จำนวนวันคุณภาพอากาศดี” ซึ่งขึ้นกับความสามารถในการควบคุมไฟป่าและการจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่ป่าและพื้นที่กันชน
    3. โอกาสทางเศรษฐกิจจากป่า
      ในอีกด้าน ป่าที่ “คงอยู่และเพิ่มขึ้น” กำลังกลายเป็นสินทรัพย์เศรษฐกิจใหม่ ทั้ง อุตสาหกรรมท่องเที่ยวยั่งยืน (eco–experience), เกษตร–วนเกษตรมูลค่าสูง (ชา–กาแฟพืชพื้นถิ่น), แนวทาง การชำระค่าสบริการระบบนิเวศ (Payments for Ecosystem Services) และ ตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจ ที่เริ่มได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการท้องถิ่น. สำหรับเชียงราย เมืองที่แบรนด์ “อากาศดี–ธรรมชาติสวย–วัฒนธรรมเข้ม” คือห่วงโซ่มูลค่าหลัก การรักษาผืนป่าจึงไม่ใช่เรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว แต่คือ ยุทธศาสตร์สร้างรายได้.
    4. ความสามารถแข่งขันระดับจังหวัด
      ข้อมูลจังหวัดที่ “ป่าเพิ่มขึ้น” เช่น พะเยา น่าน แพร่ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และหลายจังหวัดภาคกลาง–ตะวันออก สะท้อนบทเรียนว่าการจัดการป่าแบบมีส่วนร่วมและการวางแผนใช้ที่ดินเชิงพื้นที่ช่วย “อุดรอยรั่ว” ได้จริง จังหวัดที่ทำสำเร็จสามารถต่อยอดสู่ เศรษฐกิจสีเขียว ตั้งแต่สินค้า GI–เชิงวัฒนธรรม ไปถึงท่องเที่ยวโลว์คาร์บอน. เชียงรายซึ่งตั้งอยู่ระหว่างโหนดท่องเที่ยวสำคัญ (ดอยตุง–แม่สาย–แม่ฟ้าหลวง–แม่จัน–แม่สาย) ยิ่งต้องเร่ง “เปลี่ยนความได้เปรียบด้านภูมิประเทศให้เป็นความได้เปรียบทางเศรษฐกิจ” ผ่านการรักษาผืนป่า

    เชียงรายในสมการภาคเหนือ ที่ต้องชัด

    แม้รายชื่อจังหวัดที่ “ป่าเพิ่ม” ปีล่าสุดจะไม่ได้ระบุ เชียงราย แต่บริบทของจังหวัดก็นั่งอยู่ใจกลางโจทย์ของภาคเหนือซึ่งยัง สูญเสียพื้นที่ป่ามากที่สุด โดยสรุปภาคเหนือมีพื้นที่ป่าคิดเป็น 63.19% ของทั้งภูมิภาค (ประมาณ 37.95 ล้านไร่) แต่ ลดลงถึง 29,883.91 ไร่ ในปี 2567 — ตัวเลขนี้คือสัญญาณเตือนตรงถึงเชียงรายว่า “ภูมิภาคที่เราอยู่กำลังเสียแต้ม”

    สามเหตุผลที่เชียงรายต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

    • แหล่งน้ำต้นทุนเศรษฐกิจ ลุ่มน้ำกก–อิง–โขงตอนบนรับน้ำจากป่าอนุรักษ์ในอำเภอแม่ฟ้าหลวง แม่สาย แม่จัน ไกลไปถึงแนวชายแดน หากพื้นที่ป่ากันชนบางลง ความเสถียรของน้ำเพื่อเกษตร–ท่องเที่ยว–อุตสาหกรรมอาหารเครื่องดื่มย่อมผันผวน
    • คุณภาพอากาศ = ความเชื่อมั่นท่องเที่ยว รีวิว–การตัดสินใจของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ผูกกับดัชนีอากาศดี (AQI). เมืองที่ควบคุมไฟป่าและควันได้ จะกลายเป็น “เดสติเนชันหน้าร้อน” ของครอบครัว–นักกีฬา–นักเดินป่า ซึ่งใช้จ่ายสูงกว่าค่าเฉลี่ย
    • การเงินสีเขียวกำลังไหลสู่ท้องถิ่น โครงการปลูกป่า/ดูแลเชื้อเพลิง–คาร์บอนเครดิต–ธุรกิจท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ เริ่มมีสถาบันการเงิน–บริษัทรายใหญ่สนับสนุน. เชียงรายที่มีเครือข่ายชุมชนเข้มแข็งสามารถเป็น “พอร์ตโฟลิโอต้นแบบ” ดึงเงินลงทุนสีเขียวเข้าสู่หมู่บ้านหุบเขา

    ทางปฏิบัติที่จับต้องได้สำหรับเชียงราย

    • จัด ผังใช้ที่ดินระดับตำบล–ลุ่มน้ำย่อย ที่กั้น “แนวกันชนชุมชน–ป่า” ชัดเจน และกำหนดโควตาเชื้อเพลิงเพลิงไฟ (fuel management) รายฤดูกาล
    • ยกระดับ วนเกษตรมูลค่าสูง (ชา–กาแฟ–แมคคาเดเมีย–ผลไม้เมืองหนาว) ควบคู่มาตรฐานสิ่งแวดล้อม เพื่อวางตำแหน่งราคาพรีเมียม
    • สร้าง เส้นทางท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ (city walk–ปั่นจักรยาน–เดินป่าเบา ๆ) เชื่อมพิพิธภัณฑ์ ศิลปะร่วมสมัย และวิถีชาติพันธุ์ โดยตั้งเป้าการใช้จ่ายต่อหัวเพิ่มผ่านแพ็กเกจประสบการณ์
    • พัฒนาระบบ ข้อมูลไฟป่า–เชื้อเพลิง แบบเรียลไทม์สำหรับผู้ประกอบการท่องเที่ยว/เกษตร เพื่อวางแผนฤดูกาล–กิจกรรม ลดความเสี่ยงยกเลิกการเดินทา

    ภาพใหญ่ที่เชียงรายต้องร่วมขับเคลื่อน

    ภาคเหนือระดับภูมิภาคปี 2567 มีสัญญาณผสม — ป่ามากในสัดส่วนพื้นที่ แต่ยัง ลดลงสุทธิ มากที่สุด. เมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น

    • ภาคตะวันตก มีป่า 58.82% ของพื้นที่ภูมิภาค และ ลดลง 12,448.71 ไร่
    • ภาคใต้ มีป่า 24.33%, ลดลง 5,224.55 ไร่
    • อีสาน มีป่า 14.89%, ลดลง 732.61 ไร่
    • ภาคตะวันออก มีป่า 21.84%, เพิ่มขึ้น 4,373.59 ไร่
    • ภาคกลาง มีป่า 21.57%, เพิ่มขึ้น 11,032.01 ไร่

    บทเรียนของภาคกลาง–ตะวันออกคือ “การจัดการเชิงพื้นที่–สิทธิประโยชน์ทางเศรษฐกิจ” ทำให้ป่ากลับมาได้จริง ทั้งจากการฟื้นตัวธรรมชาติและการปลูกป่าเศรษฐกิจ–อนุรักษ์. ภาคเหนือสามารถยืมเครื่องมือเดียวกัน แต่ต้องเสริมด้วย นวัตกรรมจัดการเชื้อเพลิง–ไฟป่า และทางเลือกทำกินช่วงหน้าแล้ง เพื่อตัดวงจรไฟซ้ำซาก

    สัญญาณต่างจังหวัด–บททดสอบมหานคร

    ในระดับประเทศ จังหวัดที่ป่าเพิ่มขึ้น ครอบคลุมทั้งเหนือ–กลาง–อีสาน–ตะวันออก เช่น พะเยา น่าน แพร่ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ อุทัยธานี ชัยนาท ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง นครปฐม ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว ชลบุรี ระยอง ชุมพร สตูล หนองคาย บึงกาฬ ชัยภูมิ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด นครราชสีมา บุรีรัมย์ และสุรินทร์ — แสดงให้เห็นว่าการเพิ่มพื้นที่ป่า “ทำได้ในหลายภูมิประเทศ” เมื่อมีเป้าหมายร่วมและเครื่องมือเหมาะสม

    อย่างไรก็ตาม ประเทศยังมี สองจังหวัดที่ไม่พบพื้นที่ป่าเลย ได้แก่ นนทบุรี และ ปทุมธานี. นี่คือโจทย์ของมหานครที่ต้องสร้าง สมดุลระหว่างความหนาแน่นเมืองกับพื้นที่สีเขียวสาธารณะ–ป่าเมือง และเชื่อมโยงกับการลดความร้อนเกาะเมือง/คุณภาพอากาศ ซึ่งสุดท้ายสะท้อนกลับไปยังความสามารถดึงดูดนักลงทุน–แรงงานทักษะ

    จากกราฟตัวเลขสู่เส้นทางออก

    ตัวเลข –0.03% ในปีเดียว อาจไม่ทำให้ระบบเศรษฐกิจล้มครืน แต่ “ทิศทาง 10 ปีที่ป่าลดยังมากกว่าเพิ่ม” คือสัญญาณว่าประเทศต้อง เปลี่ยนเกียร์. สำหรับเชียงราย ปมที่ต้องคลี่คือ “จะเปลี่ยนข้อได้เปรียบจากภูมิประเทศ ให้เป็น ข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน แบบยั่งยืนได้อย่างไร”

    แนวทางเชิงยุทธศาสตร์ที่สามารถเดินได้ทันที

    1. วางแผนเศรษฐกิจบนฐานลุ่มน้ำ กำหนดโซนนิ่งกิจกรรมเศรษฐกิจ (เกษตร–ท่องเที่ยว–บริการ) พิงความสามารถของป่าต้นน้ำและอุทกวิทยา แทนการวางแผนตามเส้นแบ่งเขตการปกครอง
    2. ทำข้อตกลง “บริการระบบนิเวศ” ระหว่างเมือง–ดอย ผู้ประกอบการในเมืองร่วมจ่ายค่าดูแลป่า–เชื้อเพลิงผ่านกลไกกองทุนหรือเครดิต เพื่อแลกกับน้ำสะอาด–อากาศดีและแบรนด์เมืองสีเขียว
    3. เร่งมาตรฐานท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ โรงแรม–ทัวร์–คาเฟ่วิวป่าตั้ง KPI ด้านการจัดการขยะ พลังงานหมุนเวียน และการชดเชยคาร์บอน เชื่อมสินค้า GI–วัฒนธรรมชาติพันธุ์
    4. ยกระดับวนเกษตรเป็นอุตสาหกรรมภูมิภาค เชื่อมโซ่อุปทานชา–กาแฟ–ผลไม้เมืองหนาวกับโรงคั่ว–โรงแปรรูป–โลจิสติกส์เย็น เพื่อดันมูลค่าเพิ่มและลดแรงกดดันบุกรุกป่า
    5. ข้อมูลเปิด–แจ้งเตือนไฟป่าแบบใกล้ชิดธุรกิจ ตั้ง “แดชบอร์ดจังหวัด” ให้ผู้ประกอบการวางแผนกิจกรรม–กำลังคน และสื่อสารนักท่องเที่ยวแบบเรียลไทม์

    เมื่อ “ป่ากลายเป็นทุน” เศรษฐกิจเชียงราย–ภาคเหนือ–ประเทศไทยจะปิดวงจรดีขึ้น ป่าสมบูรณ์→น้ำ–อากาศดี→ท่องเที่ยว–เกษตรคุณภาพ→รายได้ชุมชน–งบดูแลป่า→ป่ากลับมา. นี่คือสมการที่สร้าง ความมั่งคง–มั่งคั่ง–ยั่งยืน ได้พร้อมกัน

    กล่องตัวเลขชวนคิด

    • พื้นที่ป่าประเทศไทย ปี 2567: 31.46% ของประเทศ หรือ ประมาณ 101,785,271.58 ไร่
    • การเปลี่ยนแปลงจากปี 2566: –0.03% (–32,884.18 ไร่)
    • สะสม 10 ปี (2558–2567): ป่า เพิ่ม 331,951.68 ไร่, ป่า ลด 832,080.72 ไร่
    • ภาคเหนือ: ป่า 63.19%, ลด 29,883.91 ไร่ (มากสุด)
    • ภาคกลาง: ป่า 21.57%, เพิ่ม 11,032.01 ไร่ (เพิ่มมากสุด)
    • จังหวัดไร้ป่า: นนทบุรี, ปทุมธานี

    “ป่าลดลงเพียง –0.03%” อาจถูกเลื่อนผ่านสายตาในวันยุ่ง ๆ แต่สำหรับเชียงรายที่ยืนอยู่บนหัวใจของเศรษฐกิจสีเขียวภาคเหนือ มันคือคำถามใหญ่ของ รายได้และความน่าอยู่ ในอนาคตอันใกล้. ตัวเลขทศนิยมสองตำแหน่งกำลังบอกเราว่า ถึงเวลาต้องเลิกมองป่าเป็น “ฉากหลังท่องเที่ยว” แล้วเริ่มมองเป็น “สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจที่ต้องบริหารแบบมืออาชีพ” — หากทำได้ เมืองปลายทางอย่างเชียงรายจะไม่เพียงรอดจากฤดูหมอกควัน แต่จะกลายเป็น ต้นแบบมหานครสีเขียวของภูมิภาค ที่ทำให้ “ธรรมชาติ” สร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างความภูมิใจให้คนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

    เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

    • กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม: ข้อมูลสัดส่วนและพื้นที่ป่าไม้ปี 2567, การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าไม้ 10 ปี, สถิติรายภูมิภาคและรายจังหวัด
    • มูลนิธิสืบนาคะเสถียร: รายงานสถานการณ์ป่าไม้และสิ่งแวดล้อมไทยปี 2567 และข้อมูลเชิงวิเคราะห์ด้านภัยคุกคาม–ไฟป่า
    • กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช: ข้อมูลเขตป่าอนุรักษ์ ภัยไฟป่า และมาตรการจัดการเชื้อเพลิง
    • สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.): กรอบนโยบายการพัฒนาคาร์บอนต่ำและบริการระบบนิเวศ
    • องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.): แนวทางท่องเที่ยวเชิงนิเวศ–คาร์บอนต่ำที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ภาคเหนือ

    NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM

    กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News

    MOST POPULAR

    FOLLOW ME

    NEWS UPDATE

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-green-economy-forest-loss-impact/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Lj_e36zLScanDBhglmNVj

  • 3 วัน 2 คืน เที่ยวราชบุรี จะได้รู้จักมากขึ้น

    3 วัน 2 คืน เที่ยวราชบุรี จะได้รู้จักมากขึ้น

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/0vmdEGLD38nB&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Gg2S-w9fJxYwI_uL0u-wz

  • หอการค้าอีสานของ รบ.เร่งแก้ผลกระทบการค้าชายแดน-ฟื้นท่องเที่ยว-ยกเลิกค่าแรง 400 บาท

    หอการค้าอีสานของ รบ.เร่งแก้ผลกระทบการค้าชายแดน-ฟื้นท่องเที่ยว-ยกเลิกค่าแรง 400 บาท

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    นายสมชาติ พงคพนาไกร รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและประธานหอการค้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดเผยว่า จากการสอบรวมข้อเสนอจากสมาชิกหอการค้าภาคอีสาน ส่งให้กับหอการค้าไทยส่วนกลาง เพื่อรวมกับข้อเสนอหอการค้าทั่วประเทศและใช้เป็นข้อมูลในการประชุมหารือระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ กับ ประธานและคณะกรรมการหอกาค้าไทย ในวันที่ 18 กันยายน นั้น แผนในระยะสั้น(คลิกวิน) ภาคอีสาน เน้นขอให้รัฐบาลเร่งกระตุ้นกำลังซื้อ ออกมาตรการช่วยเหลือทั้งภาคธุรกิจและประชาชน ทั้งในแง่การลดต้นทุนผู้ประกอบการและภาระค่าใช้จ่ายประชาชน

    นายสมชาติ กล่าวว่า ประเด็นที่หอการค้าภาคอีสาน อยากเห็นหลัง ครม.เริ่มทำงาน สำคัญๆ 3 เรื่อง ได้แก่ 1. ประเด็นแก้ปัญหาผลกระทบจากการค้าชายแดน หลังเกิดเหตุปะทะและปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ยอมรับว่าการเปิดด่านการค้าชายแดนคงไม่อาจทำได้จนกว่าจะได้ข้อตกลงด้านความมั่นคง จึงเชื่อว่าจะมีการชะลอเปิดด่านไปก่อน ซึ่งตอนนี้ผู้ประกอบการในพื้นที่ปรับตัวได้มากแล้ว สำหรับการค้าผ่านแดนได้ปรับเส้นทางและใช้ขนส่งทางเรือมากขึ้น แต่ต้องปรับภาระค่าระวางเรือที่สูงขึ้นถึง 5 เท่า หรือปรับผ่านเส้นทางชายแดนไทย-ลาว และมูลค่าการค้าที่หายไป จึงเสนอให้รัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือเป็นการเฉพาะใน 7 จังหวัดภาคอีสาน ได้แก่ มาตรการลดหย่อนภาษี ช่วยเหลือยกเว้นเก็บภาษีที่ดิน/สิ่งปลูกสร้างและภาษีป้าย 90% เป็นเวลา 1 ปี ยกเว้นดอกเบี้ยสินเชื่อหรือจัดเก็บในอัตราต่ำสุด ส่วนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและประชาชน ขอให้เตรียมเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำและปล่อยกู้ให้กับกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ปิดชายแดน วงเงินไม่เกิน 50,000 บาท/ราย ดอกเบี้ยไม่เกิน1%ต่อปี ระยะโครงการ 1 ปี ชะลอจ่ายผ่อนเงินต้นและเว้นดอกเบี้ยให้กับธุรกิจเป็นเวลา 1 ปี

    2. เร่งฟื้นธุรกิจท่องเที่ยว เห็นด้วยกับโครงการเที่ยวคนละครึ่ง แต่เพื่อช่วยการฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง คืออยากให้สั่งการหน่วยงายรัฐและองค์กร เข้าไปจัดสัมมนาหรือประชุม หรือ ท่องเที่ยว ในภาคอีสาน โดยเฉพาะ 4 จังหวัดติดชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งจำนวนนักท่องเที่ยหายไปเกือบหมด โดยเฉพาะต่างชาติ เพราะมองภาพเหตุการณ์ตามสื่อในประเทศตนอาจกังวลว่าการมาเที่ยวยังไม่ปลอดภัย รวมถึงอยากให้จัดสรรงบประมาณฟื้นฟูในจังหวัดภาคอีสานให้มากขึ้น ฟื้นที่โรงแรม ที่พัก และการค้าท้องถิ่น และ

    3. ขอให้ยกเลิกนโยบายปรับขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำรายวันเป็น 400 บาท หรือชะลอไปจนกว่าสถานการณ์เศรษฐกิจจะฟื้นตัวเต็มที่ โดยหากมีการปรับควรยึดมติคณะกรรมการแรงงานรายจังหวัด เพราะพิจารณาบนความเหมาะสมของสภาพแวดล้อมจังหวัดมีความเหลื่อมล้ำและเศรษฐกิจฐานรากไม่เท่ากันทั้งประเทศ โดยเอกชนเสนอไม่ควรมีการปรับเท่ากัน 400 บาททั้งประเทศ เลิกได้เลิกเลย เพราะไม่แค่เพิ่มต้นทุนประกอบการ แต่ทำให้การพิจารณามาลงทุนในต่างจังหวัดชะลอตัวทันที เพราะการลงทุนจะลงไปเมืองใหญ่ ที่มีสาธาณูปโภคสะดวกกว่า

    นายสมชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า เป็นเรื่องที่ดีที่นายกรัฐมนตรีและทีมเศรษฐกิจจะใกล้ชิดและรับฟังปัญหาต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาได้ทันท่วงที ตอนนี้ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจในต่างจังหวัดยังฝืด ยิ่งจังหวัดชายแดนที่ยังเป็นประเด็นเรื่องความมั่นคง อีกนานที่จะฟื้นได้เหมือนเดิม แต่ภาคเอกชนเราคำนึงอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศ เพียงอะไรที่เดือดร้อน ก็อยากให้รัฐบาลใหม่ เข้ามาช่วยเหลือและแก้ไขโดยเร็ว เราไม่ได้มองแค่ 4 เดือนหรือ 8 เดือน แต่อยากเห็นให้มาตรการที่ออกมาเป็นการช่วยเหลือต่อเนื่อง แม้มีการปรับเปลี่ยนทางการเมืองก็ไม่กระทบต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมากนักเหมือนที่ผ่านมา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9680000089171&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2SgwrHMGY4dcQ8RzzS-S_4