Category: ท่องเที่ยว

  • เลย เที่ยวภู ดูหมอก อาทิตย์สวย สุดฟิน ธรรมชาติแรกแย้ม เราคือผู้พิชิตภูกระดึง

    เลย เที่ยวภู ดูหมอก อาทิตย์สวย สุดฟิน ธรรมชาติแรกแย้ม เราคือผู้พิชิตภูกระดึง

    ภูมิภาค

    เลย เที่ยวภู ดูหมอก อาทิตย์สวย สุดฟิน ธรรมชาติแรกแย้ม เราคือผู้พิชิตภูกระดึง

    วันศุกร์ ที่ 03 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.49 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันนี้ไปชมความงดงาม ความสดใหม่ ของธรรมชาติที่สวยงาม บนยอดภูกระดึง จังหวัดเลย ที่ตอนนี้  1 ตุลาคม 2568 นี้เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เดินทางไปท่องเที่ยวกันแล้ว เราคือผู้พิชิตภูกระดึง 

    นายภูวนัย มูลแวง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูกระดึง เผยว่า หลังจากที่อุทยานแห่งชาติภูกระดึง ได้ปิดการท่องเที่ยวเป็นเวลา 4 เดือน คือตั้งแต่เดือน มิถุนายน-กันยายน ทำให้ธรรมชาติได้พักฟื้นตัวและกลับมาสวยงามสมบูรณ์อีกครั้งแล้ว พร้อมคอยต้อนรับนักท่องเที่ยวในทุกด้านไม่ว่าจะเป็นที่พัก ทั้งบ้านพัก และลานกางเต็นท์ เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ ร้านอาหาร ลูกหาบ และสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นต่างๆ ซึ่งบนยอดภูกระดึงมีจุดไฮไลท์ที่ถือเป็นสัญลักษณ์ของภูกระดึงที่ผาหล่มสัก ได้ขึ้นชื่อในเรื่องของการชมพระอาทิตย์ตก ที่มีเอกลักษณ์และสวยงามมากแห่งหนึ่งของเมืองไทย และ “ผานกแอ่น” ซึ่งเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกอันงดงามบนยอดภูกระดึงในช่วงเช้า และในช่วงนี้เป็นช่วงปลายฝนต้นหนาว บนยอดภูกระดึงยังมีเส้นทางสายน้ำตก อาทิ น้ำตกโผนพบ น้ำตกวังกวาง น้ำตกเพ็ญพบใหม่ น้ำตกถ้ำใหญ่ น้ำตกถ้ำสอเหนือ ซึ่งสภาพอากาศในช่วงนี้ บนยอดภูกระดึงอุณหภูมิ 15-18 องศาเซลเซียส

    สำหรับในปีนี้ทางอุทยานฯภูกระดึง ได้ปรับเวลาขึ้น-ลงเขาใหม่ เพื่อความปลอดภัยและลดความเสี่ยงเจอสัตว์ป่า โดยเฉพาะ ช้างป่า ซึ่งได้กำหนดเวลาขึ้นเขา  06.00 – 12.00 น. (ย้ำ) และลงเขาต้องไม่เกิน 13.00 น.ใครมาหลัง 12.00 น. ทางอุทยานฯจะห้ามขึ้นเด็ดขาด เพราะเส้นทางขึ้นยาว 5.5 กม. ใช้เวลา 4-5 ชั่วโมง หากขึ้นช้า อาจเสี่ยงพลบค่ำ เจอช้างป่า ซึ่งปีที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวโดนช้างทำร้ายจนเสียชีวิต อุทยานฯ เลยต้องเพิ่มมาตรการ ก่อนขึ้นจะมีการ อบรมก่อนขึ้น พร้อมกับคู่มือเอาตัวรอดจากช้าง ฤดูกาลใหม่นี้ เตรียมตัวดี ๆ อย่ามาสายเดินให้ทันเวลา ปลอดภัยที่สุด

    การท่องเที่ยวภูกระดึงควรใช้เวลาอย่างน้อย 2 คืน 3 วัน โดย วันแรกเดินขึ้นสู่ลานกางเต็นท์ วันที่สองเที่ยวชมเส้นทางน้ำตก เช่น น้ำตกวังกวาง, น้ำตกเพ็ญพบ, น้ำตกถ้ำใหญ่ และในวันที่สามเที่ยวชมเส้นทางหน้าผา เช่น ผานกแอ่น (ชมพระอาทิตย์ขึ้น) ห่างออกจากที่ทำการวังกวาง 2 กิโลเมตร และปิดท้าย ชมพระอาทิตย์ตก) เดินตามเส้นทางเลาะริมผาหรือเส้นทางผ่านน้ำตก (ประมาณ 9 กิโลเมตร ไปกลับ 18 กิโลเมตร ) เพื่อไปยังผาหล่มสัก. 

    ช่วงนี้แนะนำ มีจักรยานเอกชน ให้บริการตามเส้นทางกำหนด มี  2 แบบ ล้อเล็ก ล้อใหญ่  ราคา โปรโมชั่น  300 บาท จากราคาปกติ 360 ล้อเล็ก 410  ล้อใหญ่  เปิด เวลา 08.30 -18.00  น. ยามค่ำ 

    นายภูวนัย  ให้ข้อแนะนำเพิ่มเติมในเรื่องของ การเตรียมตัว:ควรเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับการเดินป่าระยะไกล หมั่นออกกำลังกาย คนที่เป็นโรคหัวใจห้ามเด็ดขาด

    ส่วนด้านบนภูกระดึงนั้นมี บริการต่างๆ:บนภูกระดึงมีร้านอาหาร ร้านค้า และบริการเช่าอุปกรณ์ต่างๆ.มีบริการเช่าชาร์ตแบตมือถือ และทางอุทยานฯ ปีนี้เราจะเน้นในเรื่องให้นักท่องเที่ยวช่วยรักษาความสะอาด และให้นักท่องเที่ยวได้เข้าโครงการอาสาสมัครพิทักษ์อุทยานแห่งชาติภูกระดึง และการนำถุงพลาสติกเข้ามา เราก็จะมีถุงผ้าให้เปลี่ยน เราก็ยังมีนำขยะลงมาจากยอดภูและมีใบประกาศให้เช่นเดิมเหมือนทุกปี การจัดตั้งโครงการของหายได้คืน lost and found โดยในปีที่ผ่านมาอุทยานแห่งชาติภูกระดึง

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เพจอุทยานแห่งชาติภูกระดึง – Phu Kradueng National Park หรือ โทร. 042-810833, 042-810834

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/449067&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw357xAc3MFazaDq5_t3mMkX

  • ตุลาคม 3, 2025

    ตุลาคม 3, 2025

    © 2017-2025 Online Newstime. All Rights Reserved

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.onlinenewstime.com/2025/10/03/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3QQoQOisXksn_GO90ExlrD

  • U

    U

    เนี่ยนเพย์ อินเตอร์เนชั่นแนล (UnionPay International) ผนึกความร่วมมือกับ บริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ็กซ์ จำกัด (NITMX) ประกาศให้บริการชำระเงินผ่านพร้อมเพย์ด้วย UnionPay เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ให้นักท่องเที่ยวจีนสามารถสแกนจ่ายกับร้านค้าที่รองรับการชำระเงินผ่านพร้อมเพย์ในแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม อาทิ กรุงเทพฯ ภูเก็ต และเชียงใหม่ โดยผู้ใช้งานสามารถสแกน QR Code พร้อมเพย์ผ่านแอปพลิเคชัน UnionPay (YunShanFu) หรือแอปพลิเคชันธนาคารที่รองรับฟังก์ชันชำระเงินของ UnionPay มอบประสบการณ์การชำระเงินดิจิทัลที่สะดวกและลื่นไหล เหมือนการใช้งานในประเทจีน

    UnionPay ผนึก NITMX เปิดให้บริการชำระเงินผ่านพร้อมเพย์ด้วย UnionPay รองรับการใช้จ่ายนักท่องเที่ยวจีน หนุนเศรษฐกิจโตผ่านการท่องเที่ยว

    นายเจี้ยน เจียงเทา ประธานภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท ยูเนี่ยนเพย์ อินเตอร์เนชันแนล กล่าวว่า “การชำระเงินผ่านพร้อมเพย์ได้รับความนิยมสูงจากสถาบันการเงินและร้านค้าทั่วประเทศไทย โดยรายงานในปี 2567 พบว่าการชำระเงินดิจิทัลในไทยมีมูลค่ารวมราว 141 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (5.15 ล้านล้านบาท) เติบโต 5% จากปีก่อนหน้า และคาดว่าระหว่างปี 2568-2572 มูลค่าตลาดจะเติบโตต่อเนื่องด้วยอัตราเฉลี่ย 21.47% ต่อปี จากความแพร่หลายของการชำระเงินดังกล่าว UnionPay ได้ร่วมมือกับ NITMX ซึ่งเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินแนวหน้าของประเทศไทย เพื่อผนวกบริการชำระเงิน QR Code ของ UnionPay เข้ากับระบบพร้อมเพย์ ทำให้ผู้ถือบัตรที่มีแอปพลิเคชัน UnionPay หรือแอปพลิเคชันธนาคารที่รองรับฟังก์ชันชำระเงินของ UnionPay สามารถสแกน QR พร้อมเพย์ได้อย่างสะดวกและปลอดภัยกับร้านค้าที่รองรับการชำระเงินผ่านพร้อมเพย์ ทั้งนี้ การขยายเครือข่ายการชำระเงินผ่าน QR ในระดับโลกถือเป็นปณิธานสำคัญของ UnionPay และความร่วมมือในครั้งนี้ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการมอบประสบการณ์การชำระเงินที่สะดวกและไร้รอยต่อสำหรับลูกค้าทั่วโลก”

    นายฉัตรชัย ดุษฎีโหนด กรรมการผู้จัดการ บริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ๊กซ์ จำกัด กล่าวว่า “NITMX มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับผู้ให้บริการชำระเงินระดับโลกอย่าง UnionPay ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของระบบนิเวศทางการเงินที่แข็งแกร่งของจีน และมีประสบการณ์ให้บริการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตและเดบิตอย่างยาวนานทั้งในประเทศและระดับสากล จากบทบาทของการชำระเงินผ่าน QR Code ต่อเศรษฐกิจประเทศจีนและไทย ความร่วมมือในครั้งนี้จึงมีความสำคัญต่อการเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวชาวจีนสามารถชำระเงินแบบไร้เงินสดกับร้านค้าที่รองรับพร้อมเพย์นับล้านแห่งทั่วประเทศ รวมถึงเป็นรากฐานสำหรับการพัฒนาการชำระเงินในอนาคต เราพร้อมสานต่อความร่วมมือกับ UnionPay เพื่อพัฒนา ยกระดับ และขยายบริการชำระเงินให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับประชาชนทั้งสองประเทศต่อไป”

    สำหรับแผนการดำเนินงานในเฟสถัดไป UnionPay และ NITMX อยู่ระหว่างการพัฒนาการชำระเงินผ่าน QR Code สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางไปประเทศจีน โดยจะมีการประกาศรายละเอียดเพิ่มเติมเร็ว ๆ นี้

    ติดตามข่าวสารและข้อมูลของ UnionPay ได้ทาง https://www.unionpayintl.com/th/ และติดตามข้อมูลของ NITMX ได้ทาง https://www.itmx.co.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/if0muywndsq5d186wsb0ea0u9pztq9jk&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3s7F1XkmkUwLLRonQKaTmG

  • เชียงรายผงาด! ค้าปลีกโตสวนเศรษฐกิจภาคเหนือ ด้วยพลังโลจิสติกส์ชายแดน

    เชียงรายผงาด! ค้าปลีกโตสวนเศรษฐกิจภาคเหนือ ด้วยพลังโลจิสติกส์ชายแดน

    ค้าปลีกเชียงรายโตสวนกระแสเศรษฐกิจเหนือ เบื้องหลังตัวเลข “+1.7% QoQ” ในไตรมาส 2/2568 จากแรงอัดฉีดรัฐ–พลังการค้าชายแดน และบททดสอบครึ่งปีหลัง

    เชียงราย, 3 ตุลาคม 2568 — กลางบรรยากาศค้าขายคึกคักบริเวณด่านพรมแดนแม่สาย–ท่าขี้เหล็ก รถบรรทุกผลไม้และสินค้าอุปโภคบริโภคทยอยผ่านเข้าออกอย่างต่อเนื่อง ร้านค้าปลีก–ค้าส่งตลอดแนวชายแดนชูโปรโมชันรับลูกค้าชาวไทย–เมียนมา–ลาว ในช่วงเวลาที่หลายจังหวัดภาคเหนือยังจับจ่ายระมัดระวังมากขึ้น ตัวเลข “ขายดีผิดคาด” ของเชียงรายถูกยืนยันด้วยรายงานผลสำรวจเบื้องต้นของ สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) ว่าใน ไตรมาส 2 ปี 2568 ธุรกิจการขายปลีกสินค้าและงานบริการของจังหวัด ขยายตัวเมื่อเทียบไตรมาสก่อน (+1.7% QoQ)

    ตัวเลขดังกล่าวโดดเด่นด้วยสองเหตุผลสำคัญ หนึ่ง—มันสวนทางกับ “สัญญาณชะลอ” ของการบริโภคในภาคเหนือโดยรวมที่เริ่มอ่อนแรงลง และสอง—มันเผยให้เห็น “โครงสร้างแรงขับ” ที่ไม่ได้มาจากกำลังซื้อครัวเรือนเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก การเร่งตัวของการใช้จ่ายภาครัฐ และ ความแข็งแกร่งของการค้าชายแดน ซึ่งทั้งสองปัจจัยสะท้อนบทบาทของเชียงรายในฐานะ “หัวสะพานเศรษฐกิจ” ของล้านนาตะวันออกเฉียงเหนือที่เชื่อมลาว–เมียนมา–จีนตอนใต้

    เลนส์ตัวเลข โตจาก “รายรับรวม” ขณะ “สต็อก” ประเทศลดลง

    ข้อมูลภาพรวมจาก “การสำรวจยอดขายรายไตรมาส พ.ศ. 2568 ไตรมาส 1–2” ของ สสช. ระบุว่ามูลค่ายอดขาย/รายรับรวมของธุรกิจค้าปลีกและบริการในประเทศ เพิ่มขึ้น 1.7% QoQ ในไตรมาส 2/2568 ขณะเดียวกัน มูลค่าสินค้าคงเหลือของธุรกิจค้าปลีกโดยรวมลดลง 2.8% QoQ สะท้อนการระบายสต็อกที่ดีขึ้นในหลายหมวด โดยเฉพาะหมวดที่ก่อนหน้าเผชิญต้นทุนและภาวะระบายสินค้าช้าจากเศรษฐกิจอ่อนแรง

    หาก “ซูม” มาที่เชียงราย รายได้ค้าปลีก/บริการที่ทยอยดีขึ้นสอดรับกับกิจกรรมเศรษฐกิจที่เข้มข้นขึ้นในพื้นที่ โดยเฉพาะ กิจกรรมโลจิสติกส์–เชื้อเพลิง–วัสดุก่อสร้าง–ที่พัก–อาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งเป็น “ห่วงโซ่ตามน้ำ” ของโครงการลงทุนสาธารณะและการค้าข้ามแดน ยิ่งเมื่อประกอบกับฤดูกาลท่องเที่ยวช่วงวันหยุดยาวไตรมาส 2 ยิ่งช่วยประคองกิจกรรมบริการให้เป็นบวก

    เบื้องหลังการเติบโต ไม่ใช่ “ฟื้นกำลังซื้อ” แต่คือ “อุปสงค์นำโดยรายจ่าย”

    เมื่อเทียบกับจังหวะเศรษฐกิจภาคเหนือที่โดยรวมยังระวังการใช้จ่าย ตัวเลขของเชียงรายจึงชวนถามว่า “พลังอะไร” ขับเคลื่อน? คำตอบอยู่ที่ แรงอัดฉีดภาครัฐ และ แรงส่งจากการค้าชายแดน ที่เด่นชัดกว่าจังหวัดอื่น

    • ภาครัฐเร่งเบิกจ่ายลงทุน ข้อมูลเศรษฐกิจภูมิภาคระบุว่า รายจ่ายภาครัฐของเชียงรายพุ่งขึ้นถึง +86.9% YoY ในช่วงไตรมาส 2 โดยมาจากงานลงทุนทางชลประทาน ทางหลวงชนบท และหน่วยงานท้องถิ่นจำนวนมาก เงินลงทุนเหล่านี้ไหลเข้าระบบผ่านค่าแรง–ค่าวัสดุ–ค่าน้ำมัน–ค่าขนส่ง จนเกิด “แรงคูณ” ไปยังค้าปลีกและบริการในพื้นที่
    • การค้าชายแดนยังแข็งแรง มูลค่าการค้าชายแดน/ผ่านแดนของเชียงราย ขยายตัวราว +15.0% ในไตรมาสเดียวกัน สินค้าเด่นคือ ผลไม้สด (ทุเรียน–มังคุด) ไปจีน, น้ำมันเชื้อเพลิง ไป สปป.ลาว, รวมถึง รถยนต์–ปูนซีเมนต์ ตัวเลขดังกล่าวย้ำบทบาทเชียงรายในฐานะโหนดโลจิสติกส์ระดับภูมิภาค ร้านค้าปลีก–ปั๊มน้ำมัน–ศูนย์บริการยานยนต์–โกดังสินค้า รับอานิสงส์ตรง

    กล่าวอีกทางหนึ่ง การเติบโตของเชียงรายในไตรมาส 2/2568 เป็นการโตแบบ “Expenditure-led” คือขับโดยรายจ่ายลงทุนและการค้า ไม่ใช่ “Income-led” ที่เกิดจากรายได้ครัวเรือนขยายฐาน กรอบคิดนี้ช่วยอธิบายว่าเหตุใดเชียงรายจึง “ตัดขาด” จากภาพรวมภาคเหนือบางส่วน และทำไมตัวเลข +1.7% QoQ จึงยืนได้แม้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในภูมิภาคไม่ฟื้นชัด

    ภาพภาคบริการ โรงแรม–อาหาร–เดินทาง ช่วยพยุงโมเมนตัม

    ฝั่งบริการ ที่พัก–อาหารและเครื่องดื่ม ขยับดีขึ้นตามฤดูกาลท่องเที่ยวในไตรมาส 2 และกิจกรรมประชุม–สัมมนา–งานอีเวนต์ของหน่วยงานรัฐ–เอกชนที่มากขึ้น โรงแรมในเมือง–ใกล้สนามบินแม่ฟ้าหลวง–บริเวณแม่สาย–เชียงแสน รายงานอัตราเข้าพักคงที่ถึงดีขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบไตรมาสก่อน ขณะที่ธุรกิจเดินทางและซ่อมบำรุงยานยนต์ได้ “แรงเสริม” จากปริมาณรถบรรทุก–รถตู้รับส่งตามแนวชายแดน

    อย่างไรก็ดี ภาคท่องเที่ยวเชียงรายยังต้องจับตา “ฐานนักท่องเที่ยวต่างชาติ” โดยเฉพาะตลาดจีนที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่ และความเสี่ยงด้านภาพลักษณ์ความปลอดภัยของประเทศที่อาจกดดันการตัดสินใจเดินทาง หากฐานต่างชาติไม่ฟื้นแรง รายได้ฝั่งบริการอาจต้องพึ่งพาตลาดในประเทศและกลุ่มอาเซียน–เกาหลีใต้มากขึ้น

    มองลึกพฤติกรรมค้าปลีก ใครได้ประโยชน์มากสุด?

    เมื่อลอง “แยกชั้น” ภูมิทัศน์ค้าปลีกในเชียงราย จะพบสัญญาณสองด้านที่เกิดขึ้นพร้อมกัน

    1. ค้าปลีกเชิงพาณิชย์–โครงสร้างพื้นฐาน ได้อานิสงส์ตรงจากงานรัฐและการค้า ได้แก่ น้ำมันเชื้อเพลิง วัสดุก่อสร้าง อุปกรณ์โลจิสติกส์ อะไหล่–บริการยานยนต์ หมวดเหล่านี้หมุนเงินไว กำไรต่อหน่วยไม่สูง แต่ยอดรวมขับดันรายรับทั้งจังหวัด
    2. ค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป โตแบบค่อยเป็นค่อยไปและแข่งขันสูง การขยายสาขาของผู้เล่นรายใหญ่ในจังหวัดยิ่งกระตุ้น “การแข่งขันด้านราคา–ต้นทุน” ผู้ค้ารายย่อยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเรื่องบริหารสต็อก–ช่องทางดิจิทัล–ความเชี่ยวชาญเฉพาะ (niche) เพื่อรักษาฐานลูกค้าในย่านชุมชน

    ในภาพรวมจึงเห็น “แนวโน้มควบรวมตลาดเงียบ ๆ” (market consolidation) ที่ยอดขายรวมขยับขึ้น แต่สัดส่วนกลับไหลไปหาผู้ประกอบการที่บริหารต้นทุนและซัพพลายเชนได้มีประสิทธิภาพกว่า

    สัญญาณเตือนครึ่งปีหลัง แรงส่งงบลงทุนเริ่มบาง กำลังซื้อพื้นฐานชะลอ

    แม้ Q2 จะ “สวย” แต่ H2/2568 ของเชียงรายมีโจทย์ยากอยู่ 3 ประการ

    1. แรงอัดฉีดภาครัฐมีแนวโน้มกลับสู่ระดับปกติ — การเบิกจ่ายระดับ +86.9% YoY เป็นจังหวะเร่งพิเศษ หากเข้าสู่ช่วงปรับสมดุล ไตรมาสถัดไปกิจกรรมตามน้ำ (เชื้อเพลิง–วัสดุก่อสร้าง–ขนส่ง) อาจชะลอตัวตาม
    2. กำลังซื้อพื้นฐานอ่อนแรง — ดัชนีการบริโภคภาคเอกชนในภาคเหนือชะลอลงอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนการระวังใช้จ่ายของครัวเรือนและรายได้ภาคเกษตรที่ไม่สดใส หากไม่มีมาตรการกระตุ้นใหม่ รายจ่ายครัวเรือนด้านสินค้าฟุ่มเฟือยอาจถูกเลื่อนออก
    3. ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์–ท่องเที่ยวต่างชาติ — ข่าวเชิงลบด้านความปลอดภัย/เสถียรภาพส่งผลต่อการรับรู้ต่างชาติ หากตลาดจีนชะลอยืดเยื้อ รายได้ฝั่งบริการจะถูกท้าทายมากขึ้น

    เมื่อตัวเลขยอดขายรวมเติบโตจาก “อุปสงค์ภายนอก” มากกว่า “รายได้ครัวเรือน” จึงต้องระวัง ความเสี่ยงสต็อกล้น ในหมวดอุปโภคบริโภค หากผู้ค้า “สั่งของตามความรู้สึกว่าขายดี” แต่ฐานลูกค้าจริงยังย่อส่วน

    เมื่อข้อมูลประเทศชี้ “ลดลง 2.8%” ธุรกิจเชียงรายควรอ่านอย่างไร

    ข้อมูล สสช. ระบุว่า มูลค่าสินค้าคงเหลือค้าปลีกทั้งประเทศลดลง 2.8% QoQ หมายถึงหลายธุรกิจเลือก “เบาเหมาะ–เร็วพอ” ในการตุนสินค้า กระแสนี้ควรถูกนำมาใช้ที่เชียงรายด้วยหลัก 3 ข้อ

    1. อ่านจังหวะโครงการรัฐ/งานชายแดนให้ขาด — สินค้าตามน้ำ เช่น วัสดุก่อสร้าง–เชื้อเพลิง–อุปกรณ์โลจิสติกส์ ควร “รีสต็อกแบบหมุนไว” ผูกโยงกับแผนงานภาครัฐ–เทศบาล–รัฐวิสาหกิจ และตารางส่งออกผลไม้ผ่านแดน เพื่อหลีกเลี่ยงการตุนเกินจำเป็น
    2. แยกหมวดฟุ่มเฟือย–จำเป็น — หมวดจำเป็น (อาหาร–ยา–ของใช้ประจำ) ปรับสต็อกแบบปลอดภัย แต่หมวดฟุ่มเฟือย (ไฟฟ้าบางชนิด–ของใช้เพื่อไลฟ์สไตล์) ควร “รอคำสั่งซื้อ” มากกว่า “สั่งตุน” เพื่อรักษาเงินสด
    3. ใช้ข้อมูลดิจิทัลบริหารสต็อก — เชื่อมข้อมูล POS/ออนไลน์–ออฟไลน์ ให้เห็นรอบหมุนสินค้า (inventory turns) รายวัน/สัปดาห์ ลดดีมานด์ฟอร์แคสต์แบบเดาใจลูกค้า

    เพื่อให้การเติบโต 1.7% “ต่อยอด” ไม่ใช่ “ชั่วคราว”

    สำหรับผู้ประกอบการค้าปลีก–บริการ

    • บริหารสภาพคล่อง–สต็อกแบบอนุรักษ์นิยม ใน Q3–Q4/2568 โฟกัสหมวดที่ขายเร็ว เกี่ยวข้องโครงการรัฐ–ชายแดน พร้อมแผนระบายสต็อก (promotion playbook) หากกำลังซื้อสะดุด
    • เสริมช่องทางดิจิทัล–ข้ามแดน ปรับสัดส่วนยอดขายไปยังอีคอมเมิร์ซ B2B/B2C และพาร์ตเนอร์โลจิสติกส์ชายแดน ขายยกลัง/สัญญาระยะสั้นแทนหน้าร้านอย่างเดียว
    • ลงทุน “ความต่าง” สินค้าเฉพาะถิ่น–สุขภาพ–เกษตรปลอดภัย–ของฝากคุณภาพ ช่วยกันแรงกดดันด้านราคา และจับกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่พักค้าง
    • บริหารต้นทุนอย่างมีวินัย เจรจาซัพพลายเออร์–รวมคำสั่งซื้อ–ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดแรงบีบกำไรขั้นต้นในช่วงแข่งขันราคา

    สำหรับหน่วยงานรัฐในจังหวัด

    • คงความต่อเนื่องของโครงสร้างพื้นฐาน–จุดผ่านแดน ดูแลความคล่องตัวด่านแม่สาย–เชียงแสน–เชียงของ เพิ่มประสิทธิภาพพิธีการศุลกากร–โลจิสติกส์
    • สื่อสารความปลอดภัย–ความสงบ บริหารความเชื่อมั่นเชิงรุก โดยจับมือ ททท.–หอการค้า–ผู้ประกอบการท่องเที่ยว สร้างแคมเปญเจาะตลาดที่ยืดหยุ่น เช่น เกาหลีใต้–มาเลเซีย พร้อมฟื้นภาพลักษณ์ตลาดจีนอย่างมีแผน
    • ข้อมูล–อินไซท์เข้าถึงได้ สนับสนุนแดชบอร์ดข้อมูลค้าปลีก–ชายแดน–นักท่องเที่ยวรายเดือน เพื่อให้เอกชนวางสต็อก–โปรโมชันตรงจังหวะ
    • ยกระดับทักษะดิจิทัล–โลจิสติกส์ สำหรับ SMEs ท้องถิ่น เช่น โปรแกรมย่อส่วน “E-commerce Export Readiness” และการเงินหมุนเวียนอัตราดอกเบี้ยเป็นธรรม

    เสียงจากพื้นที่ ภาคเอกชนมอง “ชัด–เฉียบ–เชื่อม”

    ผู้ประกอบการค้าปลีกย่านแม่สายสะท้อนคล้ายกันว่า “ลูกค้าดีขึ้นจากรถสินค้าข้ามแดน–แรงงานงานก่อสร้างในพื้นที่ แต่รายจ่ายครัวเรือนทั่วไปยังบีบ” ขณะที่ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ในเชียงของมองการค้าผ่านแดนไปจีนตอนใต้ “ทรงตัวถึงขยายเล็กน้อย” หากด่านลื่นไหล–เอกสารดิจิทัลเชื่อมกันได้มากขึ้น “รอบหมุน” จะดีต่อเนื่องและส่งผ่านมายังค้าปลีกปลายทาง

     “หัวสะพานเศรษฐกิจ” ที่ต้องรักษาสมดุล

    ตัวเลข +1.7% QoQ ของเชียงรายคือ “การพิสูจน์ศักยภาพของเมืองชายแดน” ว่าเมื่อรัฐเดินหน้าโครงสร้างพื้นฐานและด่านการค้าทำงานคล่อง เศรษฐกิจท้องถิ่นสามารถ “ต้านแรงเฉื่อย” ของวัฏจักรบริโภคภูมิภาคได้ อย่างไรก็ดี ความยั่งยืนของโมเมนตัมนี้ขึ้นอยู่กับ สามสมดุล ที่ต้องรักษาให้ได้พร้อมกัน

    1. สมดุลรายได้–รายจ่าย จากโตด้วยรายจ่ายรัฐ สู่โตด้วยรายได้ครัวเรือน—ต้องเร่งยกระดับผลิตภาพ–ทักษะ–งานบริการคุณภาพ เพื่อให้กำลังซื้อฐานรากฟื้นจริง
    2. สมดุลค้าปลีก–ชุมชน การขยายของผู้เล่นรายใหญ่ควรเดินคู่การยกระดับร้านชุมชน ให้มีดิจิทัล–โลจิสติกส์–สินค้าคุณภาพ สร้างระบบนิเวศที่อยู่ร่วมกันได้
    3. สมดุลชายแดน–ภาพลักษณ์ ความคล่องตัวด่านและความปลอดภัยท่องเที่ยวคือ “สองคานงัด” ที่ต้องแข็งพร้อมกัน เพื่อให้เชียงรายรักษาฐานค้าชายแดนและดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ

    หากทุกฟันเฟืองหมุนสอดประสาน เชียงราย จะไม่เพียง “โตสวนทาง” ชั่วคราว แต่สามารถยืนระยะในฐานะ ศูนย์กลางค้าปลีก–บริการชายแดน ของภาคเหนือ ที่สร้างรายได้สม่ำเสมอให้ชุมชนและผู้ประกอบการท้องถิ่นได้ยั่งยืน

    ไฮไลต์ตัวเลขที่ต้องจำ

    • ค้าปลีก/บริการเชียงราย Q2/2568 +1.7% QoQ (รายรับรวม)
    • สินค้าคงเหลือค้าปลีกทั้งประเทศ Q2/2568 –2.8% QoQ
    • รายจ่ายภาครัฐเชียงราย เร่งตัว +86.9% YoY (หนุนกิจกรรมตามน้ำ)
    • มูลค่าการค้าชายแดน/ผ่านแดนเชียงราย ขยาย ประมาณ +15.0%
    • ความท้าทาย H2/2568 แรงส่งงบลงทุน “จาง”; การบริโภคพื้นฐาน “อ่อน”; ความเสี่ยงภาพลักษณ์ท่องเที่ยว “ยังมี”

    ข้อเสนอเชิงปฏิบัติ (Actionable)

    ผู้ประกอบการ

    • ปรับสต็อกให้ “หมุนไว–เสี่ยงต่ำ” โฟกัสสินค้าตามน้ำโครงการรัฐ–ชายแดน
    • เร่ง “อีคอมเมิร์ซ–B2B ชายแดน” และสร้างสินค้าเฉพาะถิ่นเพิ่มมูลค่า
    • ทำ “ต้นทุนแจ่ม–ข้อมูลชัด” ใช้แดชบอร์ดขายรายสัปดาห์ตัดสินใจโปรโมชัน

    ภาครัฐจังหวัด

    • คงความลื่นไหลด่านแม่สาย–เชียงแสน–เชียงของ และระบบเอกสารดิจิทัล
    • สื่อสารความปลอดภัยเชิงรุก ร่วม ททท.–ผู้ประกอบการ
    • เปิดข้อมูลเชิงลึกค้าปลีก–ท่องเที่ยวรายเดือน ให้เอกชนใช้วางแผนสต็อก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-retail-growth-border-trade/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3EHinXd0aj6K13d4F7qHCl

  • อบจ.เชียงรายเร่งภารกิจกำจัดผักตบชวา 9,800 ไร่ เตรียมรับมหกรรมไม้ดอกอาเซียน 2025

    อบจ.เชียงรายเร่งภารกิจกำจัดผักตบชวา 9,800 ไร่ เตรียมรับมหกรรมไม้ดอกอาเซียน 2025

    หนองหลวงต้องกลับมาหายใจ” อบจ.เชียงรายเร่งภารกิจกำจัดผักตบชวา 9,800 ไร่ เดินเกมยุทธศาสตร์น้ำ–ท่องเที่ยว เตรียมพื้นที่รองรับ “มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025”

    เชียงราย, 4 ตุลาคม 2568 — หนองหลวง อำเภอเวียงชัย หมอกบางๆ ลอยเหนือผิวน้ำที่เคยสงบเงียบ แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ภาพจำผืนน้ำกว้างกว่า 9,800 ไร่ กลับค่อยๆ ถูกกลืนด้วยผักตบชวาและวัชพืชน้ำที่แพร่กระจายรวดเร็ว จนรุกล้ำทางน้ำและทับซ้อนพื้นที่ทำกินของชุมชน ความตื้นเขินและปัญหาการจัดการน้ำยืดเยื้อทำให้หลายครอบครัวรอบหนองหลวงต้องประคองชีวิตไปตามฤดูกาลน้ำที่ไม่แน่นอน

    สัปดาห์นี้ องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงราย เปิดปฏิบัติการกู้ชีพหนองหลวงอย่างจริงจัง ส่งเครื่องจักรกลหนักลงพื้นที่ พร้อมบุคลากรและน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อเดินหน้า “รื้อ–แยก–ขน” ผักตบชวาออกจากแหล่งน้ำอย่างต่อเนื่อง ภารกิจภาคสนามดังกล่าวมี นายสุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ รองนายก อบจ.เชียงราย ลงพื้นที่กำกับงานตามมอบหมายของ นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย โดยมี พันจ่าเอกทวีป เชี่ยวสุวรรณ หัวหน้าฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กองป้องกัน อบจ.เชียงราย รายงานสถานการณ์เชิงปฏิบัติการและความคืบหน้าหน้างานอย่างใกล้ชิด

    แม้จะเป็นภาพ “งานหนัก” ของเครื่องจักร–คนงาน–เรือท้องแบนที่วิ่งรับส่งวัชพืชไม่หยุด แต่ในระดับยุทธศาสตร์ นี่คือการขับเคลื่อนที่โยงถึงทั้ง ความมั่นคงทางน้ำของชุมชน 3 ตำบล 2 อำเภอ, ความปลอดภัยจากอุทกภัย–ภัยแล้ง, และ การเตรียมความพร้อมพื้นที่จัดงานระดับภูมิภาค อย่าง มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 (โซนอำเภอ) ซึ่งจะดึงนักท่องเที่ยวจำนวนมากเข้าสู่เศรษฐกิจท้องถิ่นช่วงปลายปีและต้นปีถัดไป

    ปมปัญหาที่สะสม จากวัชพืชสู่ภาวะน้ำตื้นเขิน และวงจรเศรษฐกิจท้องถิ่นที่สะดุด

    หนองหลวงไม่ใช่เพียงผืนน้ำธรรมชาติ หากคือ “หัวใจน้ำ” ที่หล่อเลี้ยงไร่นา—ประมงพื้นบ้าน—ระบบนิเวศท้องถิ่น และเป็นพื้นที่นันทนาการของชุมชนมายาวนาน ปัญหาเกิดจากหลายปัจจัยซ้ำเติมกัน ได้แก่

    • การแพร่ระบาดของผักตบชวา ซึ่งขยายตัวรวดเร็วในช่วงน้ำอุ่นและน้ำหลาก ลอยอัดแน่นเป็นแพขวางทางน้ำ กระทบทั้งระบบนิเวศและการสัญจรทางเรือ
    • ตะกอนดินสะสม–การตื้นเขิน จากการชะล้างหน้าดินและการใช้ประโยชน์ที่ดินรอบหนองหลวง ทำให้ความสามารถกักเก็บน้ำลดลง
    • รูปแบบการจัดการน้ำที่ไม่ต่อเนื่อง ส่งผลให้ยามฝนมาก น้ำระบายไม่ทัน—เสี่ยงท่วม ยามแล้ง น้ำน้อยกว่าความต้องการ—เสี่ยงขาดแคลน

    การตัดสินใจของ อบจ.เชียงราย ที่ “ลงมือเอง” ด้วยเครื่องจักรกลและกำลังคน จึงไม่ใช่เพียงการเคลียร์ผิวน้ำให้โล่งตา แต่หมายถึงการ คืนความจุน้ำ ให้แหล่งน้ำหลัก, การลดภัยเสี่ยงเชิงโครงสร้างต่อหมู่บ้านรอบหนองหลวง และการสร้าง “เวลาชนะ” ให้ทีมวิศวกรท้องถิ่นเพื่อปรับแผนบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบต่อไป

    จุดเชื่อมยุทธศาสตร์ น้ำ–ท่องเที่ยว–เศรษฐกิจฐานราก

    โครงการนี้ชี้ให้เห็น “แนวคิดบูรณาการ” ที่จับต้องได้

    1. น้ำคือโครงสร้างพื้นฐานชีวิต — เมื่อกำจัดวัชพืชและเปิดทางน้ำ ความสามารถกักเก็บ–ผัน–ระบายของหนองหลวงจะกลับมาใกล้เคียงศักยภาพ ช่วยลดต้นทุนชาวนา–ชาวสวน ลดความเสี่ยงผลผลิตเสียหายจากน้ำท่วมฉับพลัน และเพิ่มความมั่นใจในฤดูกาลเพาะปลูก
    2. ท่องเที่ยวเชิงนิเวศคือโอกาส — หนองหลวงมีภูมิทัศน์น้ำกว้าง เหมาะกับกิจกรรมดูนก พายเรือ ปั่นจักรยาน และท่องเที่ยวชุมชน เมื่อผิวน้ำสะอาด–แนวทัศน์เปิด–ระบบนิเวศฟื้น การจัดโซนกิจกรรมรองรับ มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 จะทำให้หนองหลวงเป็น “หน้าต่างแรก” ที่นักท่องเที่ยวสัมผัส และกระจายรายได้สู่โฮมสเตย์–คาเฟ่–งานหัตถกรรมพื้นถิ่น
    3. ตอบนโยบายเร่งด่วนระดับชาติ — เมื่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สั่งการเร่งกำจัดวัชพืชกีดขวางทางน้ำทั่วประเทศภายใน 1 เดือน พร้อมมาตรการความรับผิดชอบของหน่วยงานในพื้นที่ การลงมือของ อบจ.เชียงรายจึงเป็นทั้ง “คำตอบในพื้นที่” และ “ตัวอย่างความคล่องตัว” ที่สอดรับนโยบายกลางอย่างทันที

    ภาพจากพื้นที่ เครื่องจักร–คน–เวลา ทำงานเป็นทีมเดียว

    รถสะเทินน้ำสะเทินบก เป็นพระเอกของการปฏิบัติการรอบนี้ เพราะทำงานได้ทั้งบนบกและในน้ำ สามารถลาก–รวบรวม “แพผักตบ” มาขึ้นจุดคัดแยก ก่อนลำเลียงขึ้นรถบรรทุกไปกำจัดตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อม บางส่วนอาจถูก “อัดก้อน–หมัก” เป็นปุ๋ยอินทรีย์สำหรับชุมชนเกษตรรอบหนองหลวง ลดภาระค่าขนทิ้งและ “ปิดวงจรของเสีย” ให้เป็นทรัพยากรใหม่

    กองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อบจ.เชียงราย เป็นแกนกลางภาคสนาม จัดคิวเครื่องจักร, คุมความปลอดภัย, ประสานผู้นำชุมชน–อปพร.–อาสาสมัครท้องถิ่นร่วมปิดกั้นพื้นที่เสี่ยง เวลาเครื่องจักรขึ้นลงตลิ่ง และกำหนด “ทางน้ำชั่วคราว” ให้เรือชาวบ้านและเรือประมงสัญจรได้ระหว่างทำงาน เพื่อลดผลกระทบต่ออาชีพเดิมให้มากที่สุด

    ทำไมต้องทำ “ตอนนี้” หน้าฝน–หน้าท่องเที่ยว–หน้าต่างเศรษฐกิจ

    ช่วงปลายฤดูฝนต่อเข้าสู่ฤดูท่องเที่ยวปลายปี เป็น จังหวะดีที่สุด สำหรับการถอนทัพวัชพืชครั้งใหญ่ เหตุผลสำคัญคือ

    • แรงกระแสน้ำชะช่วยระบาย ระหว่างเคลื่อนย้าย ทำให้แพผักตบแตกออกง่าย ลดต้นทุนแรงงาน
    • ก่อนเข้าสู่ไฮซีซันท่องเที่ยว การเคลียร์พื้นที่ล่วงหน้าจะเปิดทัศนียภาพและความปลอดภัยทางน้ำรับนักท่องเที่ยว
    • ป้องกันน้ำท่วมซ้ำซาก โดยเฉพาะจุดคอขวดที่ผักตบขวาง “ท่อ–สะพาน–คันกั้น” ซึ่งเคยทำให้หมู่บ้านรอบหนองหลวงเจอน้ำเอ่อ

    ในมุมของการตลาดท่องเที่ยว ภาพ “ผืนน้ำโล่ง–ฟ้ากว้าง–แนวต้นไม้สีเขียว” คือสื่อทรงพลังสำหรับแคมเปญ เชียงราย–เวียงชัย เมืองท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ที่สามารถเชื่อมทริปเข้ากับเส้นทางวัฒนธรรม–อาหารเหนือ–โฮมสเตย์–สินค้า OTOP และ “ความงามของไม้ดอก” ในงานอาเซียนปี 2025 ได้อย่างลงตัว

    ปฏิบัติการนี้คือ “สะพาน” สู่การบริหารจัดการน้ำแบบองค์รวม

    การกำจัดผักตบเป็น เพียงจุดเริ่ม ของการบริหารจัดการน้ำที่ยั่งยืน ภาพใหญ่ที่ควรเดินต่อไปมีอย่างน้อย 4 มิติ

    1. ผังน้ำชุมชน (Community Water Map) — บันทึกจุดสะสมผักตบ–คอขวด–ทิศทางลม–ทางน้ำหลาก เพื่อกำหนด จุดดัก–ลาก–คัดแยก” ถาวร ลดการกลับมาของผักตบและแรงงานซ้ำซ้อน
    2. เขื่อนดิน–แก้มลิงขนาดเล็ก — เสริมความสามารถกักเก็บช่วงน้ำมากให้ชุมชนใช้ยามแล้ง โดยไม่รบกวนสมดุลนิเวศของหนองหลวง
    3. การจัดการเศษวัชพืชครบวงจร — ผลักดันกลไกชุมชน–เอกชนจิ๋วทำ “ปุ๋ยอินทรีย์–อาหารสัตว์–งานหัตถกรรม” จากวัชพืช ช่วยสร้างรายได้เสริมและลดค่าใช้จ่ายกำจัดทิ้ง
    4. ระบบเตือนภัยน้ำ–ข้อมูลเปิด — สร้างแดชบอร์ดออนไลน์ระดับอำเภอ แสดงข้อมูลระดับน้ำ–จุดเสี่ยง–สถานะงานกำจัดผักตบแบบรายสัปดาห์ เปิดให้เกษตรกร–ผู้ประกอบการเข้าถึง เพื่อวางแผนเพาะปลูกและกิจกรรมท่องเที่ยวได้แม่นยำ

    หาก 4 มิตินี้ถูกต่อเข้ากับ งบลงทุนท้องถิ่น–ภาคีเครือข่ายรัฐ–มหาวิทยาลัย–เอกชน หนองหลวงจะไม่ใช่ “งานประจำฤดูกาล” แต่เป็น ห้องเรียนธรรมชาติ–ทรัพย์สินสาธารณะ” ที่ดูแลร่วมกันอย่างมีข้อมูลและมีส่วนร่วม

    ความเกี่ยวโยงระดับประเทศ นโยบายเร่งกำจัดวัชพืชของรัฐบาลคือ “หลังพิง” ของท้องถิ่น

    เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ลงพื้นที่ตรวจการบริหารจัดการน้ำที่เขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท พร้อมสั่งการชัดเจนให้หน่วยงานชลประทานทั่วประเทศ เร่งกำจัดวัชพืชที่กีดขวางทางน้ำภายใน 1 เดือน โดยเน้นผลสัมฤทธิ์หน้างานและมาตรการความรับผิดชอบผู้ดูแลพื้นที่โดยตรง นโยบายนี้เป็น หลังพิง” สำคัญให้ อบจ.–เทศบาล–อบต. ใช้อำนาจและทรัพยากรแก้ปัญหาแบบทันการณ์ ลดขั้นตอนที่เคยทำให้งานสนามล่าช้า

    สำหรับเชียงราย นโยบายดังกล่าวช่วย ปลดล็อกกำลังคน–เครื่องจักร–งบเชื้อเพลิง ให้ลงไปที่หนองหลวงได้เร็วขึ้น อีกด้านยังทำให้การประสาน กรมชลประทาน–สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ–กรมเจ้าท่า เดินบนฐานอำนาจร่วมที่ชัดเจน ทั้งหมดนี้เพิ่มโอกาสให้ “งานน้ำ” ของจังหวัดเดินต่อได้โดยไม่สะดุด

     “ทำให้เห็น” คือคำอธิบายที่ดีที่สุด

    แม้ข่าวนี้ไม่ได้มีถ้อยคำให้สัมภาษณ์ยาวจากผู้บริหาร แต่ “ข้อเท็จจริงภาคสนาม” สะท้อนเจตนารมณ์ชัดเจน—การมอบหมายของนายก อบจ.เชียงรายให้รองนายกลงตรวจงาน, รายงานความคืบหน้าโดยกองป้องกันฯ, และการจัดสรรเครื่องจักร–เชื้อเพลิง–บุคลากร ล้วนคือการ “ทำให้เห็น” มากกว่า “พูดให้ฟัง” และเป็นธรรมดาที่งานใหญ่แบบนี้จะต้องสื่อสารต่อเนื่อง ทั้งความก้าวหน้า–แผนการรื้อผักตบในจุดถัดไป–มาตรการความปลอดภัย–ช่องทางรับฟังข้อเสนอแนะจากชุมชน

    ผลลัพธ์ที่คาดหวัง ตัวชี้วัดสั้น–กลาง–ยาว

    ระยะสั้น (0–3 เดือน)

    • พื้นที่ผิวน้ำหลักของหนองหลวงโล่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เส้นทางเรือประมงพื้นบ้านปลอดภัย
    • จุดคอขวดระบายน้ำรอบหมู่บ้านลดความเสี่ยงน้ำเอ่อ
    • พื้นที่นำร่องจัดกิจกรรมของ มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 พร้อมปรับภูมิทัศน์

    ระยะกลาง (3–12 เดือน)

    • ความสามารถกักเก็บน้ำของหนองหลวงเพิ่มขึ้น เกษตรกรรอบหนองหลวงมีน้ำใช้ช่วงฤดูแล้ง
    • เริ่มมีผลิตภัณฑ์ชุมชนจากวัชพืช (ปุ๋ยอินทรีย์/งานจักสาน)
    • ดัชนีความพึงพอใจของชุมชนต่อสภาพแวดล้อมน้ำดีขึ้น

    ระยะยาว (12 เดือนขึ้นไป)

    • ผังน้ำชุมชน–จุดดักวัชพืชถาวร–ระบบข้อมูลระดับน้ำทำงานเป็นวาระปกติ
    • หนองหลวงกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่ยั่งยืน เชื่อมเส้นทางท่องเที่ยวเชียงรายฝั่งตะวันออก
    • ต้นทุนสาธารณะในการกำจัดวัชพืชลดลง เพราะระบบป้องกัน–คัดแยกเชิงรุกเริ่มเห็นผล

    ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย–ปฏิบัติการ (สำหรับหน่วยงานและชุมชน)

    1. ตั้งคณะทำงาน “หนองหลวงคลีนแอนด์กรีน” ระดับอำเภอ ร่วม อบจ.–อำเภอ–เทศบาล/อบต.–ผู้นำชุมชน–สถาบันการศึกษา เพื่อคุมแผนรายไตรมาส กำหนดตัวชี้วัดร่วม และรายงานความคืบหน้าสาธารณะ
    2. ออกแบบ “จุดดักวัชพืช” และลานคัดแยกเชิงวิศวกรรม ลดต้นทุนการลากยาวและเสี่ยงอุบัติเหตุ พร้อมมาตรฐานความปลอดภัยแรงงาน
    3. พัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียนจากผักตบ จัดอบรมแปรรูปเป็นปุ๋ยอินทรีย์–ของใช้จักสาน สร้างรายรับเสริมให้กลุ่มสตรี/เยาวชน และทำสัญญาซื้อคืนขั้นต่ำกับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้วงจรธุรกิจเล็ก “ตั้งลำ” ได้จริง
    4. สื่อสารสาธารณะอย่างต่อเนื่อง แสดงแผนที่จุดทำงาน, ปริมาณวัชพืชที่กำจัดได้, ภาพเปรียบเทียบก่อน–หลัง, และขั้นต่อไป เพื่อให้ประชาชนเห็นความคืบหน้าและร่วมเป็นหูเป็นตา
    5. เชื่อมแผนท่องเที่ยวเชิงนิเวศกับงานไม้ดอกอาเซียน จัดเส้นทางทดลองพายเรือ/ดูนก/ค่ายสิ่งแวดล้อมสำหรับโรงเรียน วางมาตรฐานการใช้พื้นที่ (carrying capacity) เพื่อปกป้องระบบนิเวศควบคู่การท่องเที่ยว

    จาก “ภารกิจเชิงรุก” สู่ “สัญญาใจต่อแหล่งน้ำของเรา”

    หนองหลวงคือทรัพย์สินสาธารณะที่สะท้อนความรุ่งเรืองของเมืองน้ำ–เมืองเกษตร–เมืองท่องเที่ยว การกำจัดผักตบชวาครั้งนี้เป็น “สัญญาใจ” ระหว่างหน่วยงานท้องถิ่นกับประชาชนว่า เชียงรายจะไม่ปล่อยให้แหล่งน้ำใหญ่ของตนหายใจติดขัดอีก และจะใช้โอกาสจากงานระดับอาเซียนในปี 2025 เป็นเวทีประกาศว่า “เราดูแลบ้านของเราได้” ด้วยมาตรฐานงานภาคสนามที่แน่น, แผนข้อมูลที่โปร่งใส, และการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างแท้จริง

    หากทำได้ตามแผน หนองหลวงจะกลับมาเป็น อ่างเก็บน้ำธรรมชาติ–ห้องเรียนกลางแจ้ง–ลานวัฒนธรรมของชุมชน” ในคราวเดียวกัน และเมื่อฟ้าเปิด น้ำโล่ง นักท่องเที่ยวเห็นทัศนียภาพสะท้อนท้องฟ้าเหนือเชียงราย ภาพความพยายามนับพันชั่วโมงของคนทำงานภาคสนามจะเปลี่ยนเป็น รายได้–รอยยิ้ม–ความภูมิใจ ของทั้งจังหวัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/nong-luang-water-hyacinth-removal-asean-flower/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3esGRBCQdyEI-u_f-QxZVL

  • ทรู คอร์ปอเรชั่น นำ 5G เชื่อมต่อความสุข สืบสานประเพณีอีสาน

    ทรู คอร์ปอเรชั่น นำ 5G เชื่อมต่อความสุข สืบสานประเพณีอีสาน

    • งานประเพณีแห่ปราสาทผึ้ง และแข่งขันเรือยาว จังหวัดสกลนคร ตั้งแต่วันนี้-7 ต.ค. 68
    • งานมหกรรมไหลเรือไฟโลก จังหวัดนครพนม ตั้งแต่วันนี้-8 ต.ค. 68
    • งานประเพณีออกพรรษาและบั้งไฟพญานาคโลก จังหวัดหนองคาย ชมปรากฏการณ์ 7 ต.ค. 68

    ทรู คอร์ปอเรชั่นเตรียมความพร้อมด้านเครือข่าย 5G และ 4G รองรับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติที่เดินทางเข้าสู่ภาคอีสานในช่วงเทศกาลประเพณีสำคัญ 3 งานใหญ่ ได้แก่ งานประเพณีแห่ปราสาทผึ้งและแข่งขันเรือยาว จังหวัดสกลนคร, งานมหกรรมไหลเรือไฟโลก จังหวัดนครพนม และงานประเพณีออกพรรษาและบั้งไฟพญานาคโลก จังหวัดหนองคาย

    โดยจัดเต็มโซลูชันทั้งเพิ่มรถโมบายล์สถานีฐานเคลื่อนที่เร็ว หรือ COW, เสาสัญญาณชั่วคราว, การปรับแต่งสัญญาณตามพฤติกรรมการใช้งาน, จัดทีมวิศวกรประจำพื้นที่งาน, เสริมสัญญาณบนเส้นทางคมนาคมและแหล่งท่องเที่ยว

    พร้อมศูนย์ปฏิบัติการเครือข่ายอัจฉริยะ (BNIC) ที่นำ AI ดูแลตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสประสบการณ์การเชื่อมต่อดิจิทัลต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพตลอดการเข้าร่วมงานประเพณีอันทรงคุณค่าของชาวอีสาน พร้อมบูธกิจกรรมพิเศษภายในงานที่จังหวัดนครพนมและหนองคายเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว รวมทั้งลูกค้าทรูและดีแทค ด้วยความสนุกและข้อเสนอพิเศษอีกด้วย

    สำหรับการเตรียมความพร้อมของสัญญาณ 5G/4G รองรับงานประเพณีสำคัญในช่วงออกพรรษา ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้ดูแลความพร้อมของสัญญาณเชื่อมต่อความสุขทั้งภาคอีสาน และมุ่งเน้น 3 จังหวัด ในช่วงออกพรรษา ต้อนรับการท่องเที่ยวศิลปวัฒนธรรมและประเพณีอีสาน ดังนี้

    1) สกลนคร – งานประเพณีแห่ปราสาทผึ้งและแข่งขันเรือยาว (วันนี้-7 ต.ค. 2568)
    นักท่องเที่ยวมาเยือนและสัมผัสศรัทธาและภูมิปัญญาช่างพื้นบ้าน ผ่าน “ปราสาทผึ้ง” วิจิตรตระการตา ขบวนแห่ยามค่ำคืน และการแข่งขันเรือยาวริมสายน้ำ บรรยากาศคึกคักด้วยตลาดของกินพื้นถิ่นและงานหัตถศิลป์ต่างๆ โดยทรู คอร์ปอเรชั่นเพิ่มสัญญาณมือถือรองรับการสื่อสารตลอดพื้นที่จัดงาน ทั้งนี้ สามารถชม “ปราสาทผึ้ง” ได้ต่อเนื่องถึง 31 ตุลาคม ณ วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร และวัดในชุมชนที่จัดทำปราสาทผึ้ง

    2) นครพนม – งานมหกรรมไหลเรือไฟโลก (วันนี้–8 ต.ค. 2568)
    ประเพณีไหลเรือไฟในเทศกาลออกพรรษา จุดเรือไฟให้เปลวไฟลุกเป็นลวดลายงดงามริมโขง ทรู คอร์ปอเรชั่นเพิ่มความแรงสัญญาณครอบคลุมพื้นที่จัดงานหลัก ตั้งแต่พิพิธภัณฑ์จวนผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม (หลังเก่า) ศาลากลาง ลานพญานาค วัดมหาธาตุ และหอนาฬิกา พร้อมทีมวิศวกรประจำพื้นที่

    3) หนองคาย – งานประเพณีออกพรรษาและบั้งไฟพญานาคโลก (4-10 ต.ค. 2568)
    งานสำคัญประจำปีของจังหวัดหนองคายที่รองรับนักท่องเที่ยวเดินทางมาชมปรากฏการณ์ “บั้งไฟพญานาค” โดยมีไฮไลท์คือคืนวันออกพรรษา 7 ตุลาคม 2568 โดยทรู คอร์ปอเรชั่นเพิ่มสัญญาณครอบคลุมและดูแลพื้นที่ริมโขง 6 อำเภอ ได้แก่ อำเภอโพนพิสัย อำเภอเมืองหนองคาย อำเภอท่าบ่อ อำเภอศรีเชียงใหม่ อำเภอสังคม และอำเภอรัตนวาปี

    ทรู คอร์ปอเรชั่น จัดเต็มโซลูชันเสริมสัญญาณ 5G, 4G รองรับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติสู่ภาคอีสาน ดังนี้

    • เพิ่มรถโมบายล์สถานีฐานเคลื่อนที่เร็ว (Cell-On-Wheel หรือ COW)
    • เพิ่มเสาสัญญาณเฉพาะกิจ (Temporary site)
    • ปรับพารามิเตอร์สัญญาณ (Event Parameter) ตามพฤติกรรมการใช้งาน
    • จัดทีมวิศวกรเน็ตเวิร์กประจำพื้นที่การจัดงาน
    • เพิ่มสัญญาณ 5G และ 4G รองรับเส้นทางคมนาคม และแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ
    • BNIC ศูนย์ปฏิบัติการเครือข่ายอัจฉริยะ พร้อม AI พร้อมดูแลและบริหารเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมงฃ

    การเตรียมความพร้อมด้านเครือข่ายของทรู คอร์ปอเรชั่น ได้สนับสนุนการสื่อสารสำหรับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและซอฟต์พาวเวอร์ไทย อย่างต่อเนื่อง ลูกค้าทรูและดีแทคที่เดินทางเยือน จังหวัดสกลนคร นครพนม และหนองคาย จะได้รับประสบการณ์ใช้งานเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพสูงตลอดช่วงเทศกาลออกพรรษาปี 2568

    นอกจากนี้ ที่จังหวัดนครพนมและหนองคาย ทรู คอร์ปอเรชั่นได้ตั้งบูธบริการพิเศษที่บริเวณด้านหน้าเซเว่น อีเลฟเว่นในพื้นที่จัดงาน เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว รวมถึงลูกค้าปัจจุบันและลูกค้าใหม่ พร้อมกิจกรรมสนุกๆ และโปรโมชั่นคุ้มค่า อาทิ iPhone 17 ราคาพิเศษ (ตามเงื่อนไขที่กำหนด) ดีลสมาร์ทโฟนและแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตในราคาพิเศษ ตลอดจนความบันเทิงและประสบการณ์ใหม่ๆ ตลอดช่วงการจัดงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mobileocta.com/true-corporation-brings-5g-to-connect-happiness-and-continue-isan-traditions/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fUrpUb2iPYncRq0db5ERm

  • “ม.นครพนม” ร่วมจัดไหลเรือไฟโชว์ กระตุ้นท่องเที่ยว สืบสานวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น

    “ม.นครพนม” ร่วมจัดไหลเรือไฟโชว์ กระตุ้นท่องเที่ยว สืบสานวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น

    “มหาวิทยาลัยนครพนม” ร่วมจัดไหลเรือไฟโชว์จากรุ่นสู่รุ่น เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว พร้อมสืบสานวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นับเป็นอีกสถาบันการศึกษาของนครพนม ที่เห็นความสำคัญของการสืบสานวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น สำหรับ “มหาวิทยาลัยนครพนม” ทุกปีจะมีส่วนร่วมในการนำนักศึกษา ได้เรียนรู้สืบสานอาชีพศิลปินเรือไฟจากรุ่นสู่รุ่น ในการลงมือ ออกแบบสร้างสรรค์ ต่อเติมสร้างเรือไฟจากไม้ไผ่

    สำหรับปีนี้ ได้ร่วมจัดเรือไฟโชว์ ขนาดความยาวถึง 52 เมตร และมีความสูง 15 เมตร ตกแต่งด้วยตะเกียงไฟกว่า 5,999 ดวง เพื่อไหลโชว์กระตุ้นเชิญชวนประชาชนนักท่องเที่ยว มาเที่ยวชมงานมหกรรมไหลเรือไฟโลกปีแรก ก่อนที่จะถึงวันประกวดไหลเรือไฟ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 กันยายน – 8 ตุลาคม 2568 ส่วนวันไฮไลท์ของงานคือ คืนวันที่ 7 ตุลาคม 2568 จะมีการประกวดไหลเรือจากทั้ง 12 อำเภอ รวม 12 ลำ

    ขณะที่เรือไฟนครพนม ถือเป็นงานประเพณีอันทรงคุณค่า สืบทอดมาแต่โบราณตามประเพณีความเชื่อ ความศรัทธา ถ่ายทอดกันมาเป็นเรือไฟขนาดใหญ่ ใช้แรงงานคนทุกขั้นตอน ต่อเติมเรือไฟสร้างความสวยงามอลังการกลางแม่น้ำโขง ถวายเป็นพุทธบูชาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ตามประเพณีความเชื่อ โดยปีนี้ได้รับการยกระดับสู่ไหลเรือไฟโลก กระตุ้นเศรษฐกิจการค้า การท่องเที่ยว หนุนนครพนมจากเมืองรองเป็นเมืองหลัก

    ศ.เกียรติคุณ ดร.ธวัชชัย ศุภดิษฐ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยนครพนม เปิดเผยว่า เรือไฟโชว์ มหาวิทยาลัยนครพนม จะเน้นให้นักศึกษา ที่มีความสนใจได้เรียนรู้ลงมือทำต่อเติมเรือไฟ แบบต้นตำรับศิลปินเรือไฟ ตั้งแต่การออกแบบลวดลาย การต่อเติมโครงสร้าง จนถึงขั้นตอนการติดตะเกียงดวงไฟ และจุดเรือไฟไหลโชว์ กลายเป็นพื้นที่การเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ฝึกฝนลงมือปฏิบัติ และซึมซับภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด

    ส่วนการออกแบบลวดลาย ถูกออกแบบเป็นรูปเรือสุพรรณหงส์ ตรงกลางเป็นพระธาตุพนม หัวเรือประดับพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ท้ายเรือเป็นสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ด้านล่างเป็นหอประชุมวชิรบพิตร ซึ่งเป็นหอประชุมที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานชื่อให้ และสัญลักษณ์แห่งการครบรอบ 20 ปี มหาวิทยาลัยนครพนม

    นอกจากความยิ่งใหญ่ของเรือไฟแล้ว ภายในซุ้มเรือไฟมหาวิทยาลัยนครพนม ยังจัดให้มีการแสดงศิลปวัฒนธรรมโดยนักศึกษา ร่วมกับเทศบาลเมืองนครพนม ถ่ายทอดผ่านบทเพลง การฟ้อนรำ และกิจกรรมที่สะท้อนเอกลักษณ์ลุ่มน้ำโขง เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสรากเหง้าแห่งความงดงามที่สืบทอดต่อกันมาหลายชั่วอายุคน

    นายอดิเทพ ไชยฮด นักศึกษาชั้นปีที่ 1 เปิดเผยถึงประสบการณ์การเข้าร่วมครั้งแรกว่า เขาทำหน้าที่เป็นคนส่งตะเกียงขึ้นไปแขวนบนเรือไฟ ได้เรียนรู้ทั้งการกรอกน้ำมันและการขึ้นนั่งร้าน ทุกขั้นตอนมีความท้าทาย แต่ถือว่าคุ้มค่า เพราะนี่คือประเพณีที่สะท้อนความเป็นนครพนมอย่างแท้จริง

    ทางด้าน น.ส.นฤมล เนืองไชยศ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 กล่าวว่า แม้จะเป็นคนนครพนม แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้ลงมือทำด้วยตัวเอง รู้สึกดีใจและภาคภูมิใจ เพราะงานไหลเรือไฟไม่ใช่เพียงงานประเพณี แต่เป็นวัฒนธรรมที่ผูกพันกับชุมชนมาอย่างช้านาน ใครที่นึกถึงงานไหลเรือไฟก็ย่อมนึกถึงจังหวัดนครพนมเป็นอันดับแรก ทุกขั้นตอนคือความศรัทธา ทั้งต่อพระธาตุพนม ต่อสถาบัน และต่อบ้านเกิด.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/localbusiness/2886889&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jwKPhucd_UN7zEKRl4HVe

  • ฐานเกษตรกรหดตัว 4.35% เชียงรายเร่งวางทางรอดโคเนื้อ-ไก่พื้นเมืองชุมชน

    ฐานเกษตรกรหดตัว 4.35% เชียงรายเร่งวางทางรอดโคเนื้อ-ไก่พื้นเมืองชุมชน

    • ฐานเกษตรกรหดตัว 4.35% เชียงรายเร่งวางทางรอดโคเนื้อ-ไก่พื้นเมืองชุมชน

    เชียงรายรับแรงสั่นสะเทือน “ปศุสัตว์ไทยหดตัว 4.35%” อย่างไร? ถอดบทเรียนจากหนังสือข้อมูลจำนวนปศุสัตว์ ในประเทศไทย ปี 2568 โครงสร้างใหม่ของเกษตรกรรายย่อย–รายใหญ่ และทางรอดที่ต้องเร่งวาง

    เชียงราย, 2 ตุลาคม 2568 – เบื้องหลังทิวทัศน์อันคุ้นตา ข้อมูลชุดใหม่ของกรมปศุสัตว์ (ข้อมูลจำนวนปศุสัตว์ ในประเทศไทย ปี 2568 ของกลุ่มสารสนเทศและข้อมูลสถิติศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารกรมปศุสัตว์) กำลังส่งสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม—จำนวนเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ทั่วประเทศลดลง 153,729 ราย หรือ 4.35% ภายในปีเดียว ขณะที่โครงสร้างการผลิตหลายชนิดสัตว์กำลัง “รวมศูนย์” หนักขึ้นกว่าที่เคยภาพใหญ่ของประเทศ เข้าสู่ภูมิภาคเหนือ และซูมให้ลึกลงที่จังหวัดเชียงราย—เพื่อดูให้ชัดว่า เมื่อฐานเกษตรกรหดตัว เศรษฐกิจชุมชนและความมั่นคงทางอาหาร “พื้นที่ปลายทางของแม่น้ำโขง” แห่งนี้จะยืนให้มั่นได้ด้วยวิธีใด

    สาระสำคัญที่ต้องรู้

    • ฐานเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ทั้งประเทศลดลง 4.35% เหลือ 3,378,986 ราย โดย “ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” คือฐานใหญ่ที่สุด แต่ก็เผชิญการลดลงมากที่สุดเช่นกัน สะท้อนแรงกดดันต้นทุนและรายได้ในชนบทที่ยังไม่คลี่คลาย
    • ปศุสัตว์หลักบางชนิดถดถอย โดยเฉพาะ “โคเนื้อ” ที่จำนวนรวมทั้งประเทศลดลงจากปีก่อน ราว 3.66% ขณะที่ “สุกรและไก่” ยังพึ่งพาพื้นที่ศูนย์กลางการผลิตไม่กี่เขตอย่างชัดเจน (เขต 7 และเขต 1) ทำให้ความเสี่ยงกระจุกตัวสูงขึ้นหากเกิดโรคระบาดหรือช็อกด้านตลาด
    • ภาคเหนือ—เขตปศุสัตว์ที่ 5 ยังคงเป็นฐานการผลิตที่ “หลากหลายชนิดสัตว์” โดยเฉพาะโคเนื้อที่สวนทางหลายพื้นที่ และมีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงทางอาหารครัวเรือน
    • เชียงราย แสดง “ความยืดหยุ่น” ผ่านโครงสร้างแบบผสม: เกษตรกรรายย่อยจำนวนมากเลี้ยงโคพื้นเมือง–ไก่พื้นเมืองเพื่อยังชีพและเสริมรายได้ ขณะเดียวกันมีคลัสเตอร์อุตสาหกรรมสำหรับไก่ไข่และสุกรอยู่ร่วมในจังหวัดเดียวกัน—ภาพนี้คือ “ทางสองแพร่ง” ของยุทธศาสตร์ปศุสัตว์จังหวัดที่ต้องตัดสินใจเร็วและตรงเป้า

    ประเทศไทย เส้นกราฟฐานเกษตรกรชี้ลง โครงสร้างกำลังเปลี่ยน

    หนังสือข้อมูลจำนวนปศุสัตว์ ในประเทศไทย ปี 2568 ระบุว่า ปี 2568 ประเทศไทยมีเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ทุกประเภท 3,378,986 ราย ลดลงจากปี 2567 จำนวน 153,729 ราย (-4.35%) โดย “เขตปศุสัตว์ที่ 3” ซึ่งเป็นฐานใหญ่มากที่สุดยังคงมากสุดที่ 986,434 ราย แต่ก็เป็นพื้นที่ที่ จำนวนเกษตรกรหายไปมากสุด เช่นกันเมื่อเทียบปีก่อน สะท้อนภาพความเปราะบางที่ไม่ได้จำกัดเพียงพื้นที่ชายขอบ แต่เกิดใน “หัวใจการผลิต” ของประเทศด้วย

    ในแง่ชนิดสัตว์ โคเนื้อ ซึ่งเป็น “บัญชีสะสมทรัพย์บนเท้าทั้งสี่” ของชนบทไทย มีจำนวนรวม 9.54 ล้านตัว แต่กระจุกตัวที่เขต 3 และเขต 4 เป็นหลัก ขณะเดียวกัน สุกร จำนวนรวม 12.21 ล้านตัว ยึดฐานหลักที่เขต 7 (ภาคตะวันตก–ภาคกลางบางส่วน) ส่วน ไก่ มีจำนวนรวมมากถึง 516.98 ล้านตัว และมีเขต 1 เป็นฐานไก่เนื้อสำคัญ—ตัวเลขเหล่านี้ทำให้เห็นภาพ “การพึ่งพื้นที่ศูนย์กลางไม่กี่จุด” ที่ทวีความเข้มขึ้น หากเกิดโรคระบาดสัตว์ปีกหรือสุกรในฐานผลิตใหญ่ ความเสี่ยงของห่วงโซ่อาหารและราคาผู้บริโภคจะขยายวงทันที

    ฐานการผลิตหลากหลาย–พึ่งพาชุมชนสูง

    ภาคเหนือมีเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ 681,023 ราย (คิดเป็นราว 20% ของประเทศ) และมีจำนวนโคเนื้อ 1.49 ล้านตัว, สุกร 2.30 ล้านตัว, ไก่ 68.75 ล้านตัว สะท้อน “โครงสร้างการผลิตแบบผสม” ที่อาศัย รายย่อยจำนวนมาก และการกระจายตัวในหลายจังหวัดมากกว่าภาคอื่น ๆ ความหลากหลายนี้มีข้อดีคือ “ลดความเสี่ยงจากการพึ่งชนิดสัตว์เดียว” และเชื่อมโยงวัฒนธรรมอาหาร–เศรษฐกิจท้องถิ่นได้ลึกกว่าฐานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เพียงไม่กี่จุด

    ในบรรดาจังหวัดเหนือทั้งหมด เชียงใหม่–ลำพูน–ลำปาง–แพร่–น่าน–พะเยา–เชียงราย–แม่ฮ่องสอน คือเสาหลักของเขตปศุสัตว์ที่ 5 ซึ่งภาพรวมแสดงสัญญาณ โคเนื้อทรงตัวถึงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ขณะที่ไก่พื้นเมืองยังคงเป็น “บัญชีอาหารฉุกเฉิน” ของครัวเรือนชนบท—ประเด็นหลังนี้จะเห็นเด่นชัดขึ้นเมื่อมอง “เชียงราย” อย่างละเอียด

    ทางสองแพร่งระหว่าง “ชุมชนพึ่งพาตนเอง” กับ “คลัสเตอร์อุตสาหกรรม”

    1) ฐานข้อมูลสำคัญของจังหวัด

    • จำนวนเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์รวม: 76,095 ราย
    • โคเนื้อ: 69,973 ตัว (เกษตรกร 7,646 ราย)
    • กระบือ: 20,463 ตัว (เกษตรกร 2,399 ราย)
    • สุกร: 95,098 ตัว (เกษตรกร 3,803 ราย)
    • ไก่รวม: 5,684,855 ตัว (เกษตรกร 72,519 ราย)
    • เป็ดรวม: 145,935 ตัว (เกษตรกร 4,769 ราย)
    • แพะ–แกะ: แพะ 6,050 ตัว/แกะ 638 ตัว (เกษตรกรรวม 354 ราย)

    ตัวเลขชุดนี้บอกอะไร? หนึ่ง—เชียงรายคือจังหวัดที่ “ไก่พื้นเมืองมีบทบาทสูงมากในระดับครัวเรือน” เพราะจำนวนเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่สูงถึง กว่า 72,000 ราย ขณะที่จำนวนไก่รวมเกิน 5.68 ล้านตัว สอง—โคเนื้อและกระบือ ยังฝังรากในวิถีเกษตรดั้งเดิม โดยมีผู้เลี้ยงจำนวนมากในสเกลเล็ก กระจายตามอำเภอรอบนอก สาม—มิติอุตสาหกรรมเริ่มเข้ามาชัดใน “สุกร–ไก่ไข่เชิงพาณิชย์” ที่ต้องการเงินทุนและการจัดการสูงกว่า

    2) “รายย่อยเข้มแข็ง” ในโคเนื้อ–ไก่พื้นเมือง

    โครงสร้างโคเนื้อเชียงรายสะท้อน “ฐานรายย่อย” อย่างเด่นชัด เกษตรกรส่วนใหญ่เลี้ยง ไม่เกิน 20 ตัว ทั้งในรูปแบบโคพื้นเมืองและลูกผสมที่ทนทานต่อสภาพภูมิอากาศบนพื้นที่สูง—เป็นสินทรัพย์ที่แปรรูปได้ทั้ง “รายได้” และ “ความมั่นคงทางอาหาร” ของครัวเรือน ส่วน ไก่พื้นเมือง ก็ทำหน้าที่เดียวกันกับบทบาท “บัญชีเงินฝากมีชีวิต” ที่ถอนใช้ได้เร็วในยามจำเป็น สองชนิดสัตว์นี้จึงเป็น “ตาข่ายนิรภัย” ของชุมชนในช่วงที่ราคาพืชผลหรือค่าจ้างผันผวน

    3) “อุตสาหกรรมเข้มข้น” ในสุกร–ไก่ไข่

    ขณะเดียวกัน เชียงรายมี สุกร 95,098 ตัว กระจายอยู่ในผู้เลี้ยง 3,803 ราย โดยมีทั้งรายย่อยและรายใหญ่ร่วมพื้นที่เดียวกัน ส่วน ไก่ไข่ (รวมอยู่ในจำนวนไก่ทั้งหมด) เป็นเซ็กเมนต์ที่ต้องใช้ความชำนาญและมาตรฐานสูง—สะท้อนการขยายตัวของฟาร์มขนาดกลาง–ใหญ่ที่เข้ามาเติมเต็มดีมานด์ของตลาดเมือง–โรงงานอาหาร และตลาดนักท่องเที่ยวในพื้นที่เหนือบน

    ภาพรวมจึงกลายเป็น “ทางสองแพร่ง” ที่เชียงรายต้องตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์: จะเดินหน้าหนุน ฐานรายย่อย ให้แข็งแรงเชื่อมเศรษฐกิจชุมชน และค่อย ๆ ยกระดับมาตรฐาน–เพิ่มมูลค่า หรือจะวางตำแหน่ง คลัสเตอร์อุตสาหกรรม เฉพาะชนิดสัตว์ให้ชัดเพื่อสร้างงาน–สร้างภาษี—หรือทำ “ทั้งสองขา” อย่างสมดุลโดยไม่ทิ้งใครข้างหลัง

    4) ความมั่นคงทางอาหารกับ “ความเสี่ยงใหม่”

    แม้โครงสร้างแบบผสมจะเสริมภูมิคุ้มกันได้ดี แต่ “ความเสี่ยงใหม่” ก็เพิ่มขึ้นตาม—ทั้งต้นทุนอาหารสัตว์ที่ผันผวน ภัยแล้งบนพื้นที่สูงที่ยาวนานขึ้น และโรคอุบัติใหม่ในสัตว์ปีก–สุกร หากเกิดการระบาดในฟาร์มขนาดใหญ่ไม่กี่แห่งที่เป็นแหล่งไข่หรือหมูของจังหวัด ผลกระทบด้านราคาอาจ “ส่งผ่าน” ไปยังผู้บริโภคและผู้ประกอบการร้านอาหาร–ท่องเที่ยวอย่างรวดเร็ว

    ดังนั้น การทำ ระบบเฝ้าระวังโรคและข้อมูลสาธารณะ ระดับจังหวัด–อำเภอที่ละเอียดถึงคลัสเตอร์การผลิต และการรวมกลุ่มเกษตรกรรายย่อยเพื่อเข้าถึงวัคซีน–อาหารสัตว์–สินเชื่อ–ตลาด จึงเป็น “เครื่องมือเร่งด่วน” ที่ควรขับเคลื่อนภายในปีงบประมาณถัดไป

    เชื่อมไปทั้งเขตเหนือจุดแข็งและโอกาส 

    เมื่อเทียบกับจังหวัดเหนืออื่น ๆ เชียงใหม่–ลำพูน–ลำปาง–พะเยา–แพร่–น่าน–แม่ฮ่องสอน ต่างมีสัดส่วนโคเนื้อ–กระบือ–ไก่พื้นเมืองที่สูงเช่นกัน แต่แต่ละจังหวัดมี “บทบาทเฉพาะ” ของตน เช่น ลำพูนเด่นด้านโคนมขนาดกลาง เชียงใหม่และลำปางมีฐานผู้ประกอบการอาหารสัตว์–โรงชำแหละที่เข้มแข็ง พะเยาและน่านเป็นแนวกันชนวัตถุดิบอาหารสัตว์จากข้าวโพดเลี้ยงสัตว์—ห่วงโซ่เหล่านี้ชี้ว่า ถ้าเชียงรายจะ “โตไปกับทั้งภูมิภาค” ยุทธศาสตร์ระดับกลุ่มจังหวัดควรเชื่อม 3 แกนดังนี้

    1. ห่วงโซ่โค–กระบือคุณภาพ: วิจัยพันธุ์ทนแล้ง–ทนโรค ปรับปรุงทุ่งหญ้า และยกระดับโรงเชือด–มาตรฐานฮาลาล–การแปรรูป (เนื้อสไลซ์ สเต๊ก ซุปกระดูก) เพื่อเข้าโมเดิร์นเทรด–ท่องเที่ยวสุขภาพ
    2. คลัสเตอร์ไก่พื้นเมือง–ไก่ไข่: พัฒนาแบรนด์ “ไข่เหนือบน–ไก่พื้นเมืองเชียงราย” พร้อมมาตรฐานสินค้าชุมชน (GI/ฮาลาล/เกษตรอินทรีย์) เพื่อบุกตลาดกรุงเทพฯ และชายแดนพม่า–ลาว
    3. เกษตรทางเลือกสร้างมูลค่า: หนุน “ผึ้ง–ผึ้งชันโรง–แพะ–แกะ” เป็นรายได้เสริม โดยบูรณาการกับท่องเที่ยวชุมชน (ฟาร์ม–สเตย์ เวิร์กช็อปน้ำผึ้งดิบ/ชีสนมแพะ) เพื่อยืดหยุ่นต่อรอบราคาสินค้าโภคภัณฑ์

    แนวทางทั้งสามต้องการ “ข้อมูลฐาน” รายหมู่บ้าน–ตำบล ซึ่ง หนังสือข้อมูลจำนวนปศุสัตว์ ในประเทศไทย ปี 2568 มีจุดเริ่มต้นให้ต่อยอดได้—ข้อได้เปรียบของภาคเหนือคือเครือข่ายเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรที่เข้มแข็ง จึงสามารถนำข้อมูลไปสู่การจัดการร่วม (collective action) ได้เร็วกว่าหลายภูมิภาค

    ทำอย่างไรไม่ให้รายย่อยหลุดขบวน

    เมื่อนำข้อมูลระดับประเทศมาประกอบ จะเห็น ภาพใหญ่ 3 ประการ ที่ควรเร่งดำเนินการเชิงนโยบาย

    รักษาฐานรายย่อยด้วย “ต้นทุน–ตลาด–ความรู้” ที่ทันสมัย เกษตรกรรายย่อยเป็น กว่า 96% ของผู้เลี้ยงโคเนื้อทั้งประเทศ (ส่วนใหญ่เลี้ยงไม่เกิน 20 ตัว) การหายไปของกลุ่มนี้หมายถึงรากฐานความมั่นคงทางอาหารที่สั่นคลอน ทางออกคือ “รวมกลุ่ม–ซื้อรวม–ขายรวม–คุ้มครองความเสี่ยงร่วม” พร้อมแพลตฟอร์มข้อมูลต้นทุนอาหารสัตว์–ราคาตลาดแบบเรียลไทม์ที่เข้าถึงได้จริง—from district livestock office ไปถึงมือถือเกษตรกร  

    การบริหารความเสี่ยงจาก “การรวมศูนย์” ในสุกร–ไก่เชิงอุตสาหกรรม

    เมื่อฐานการผลิตกระจุกอยู่ไม่กี่เขต/ไม่กี่จังหวัด ยุทธศาสตร์ความมั่นคงอาหารควรรองรับ “แผนเฝ้าระวังโรค–สำรองผลผลิต–กระจายเส้นทางขนส่ง–สื่อสารราคา” แบบทันเหตุการณ์ เพื่อกันช็อกที่อาจกระทบราคาผู้บริโภคกว้างขวาง ต่อท่อมูลค่าเพิ่มสู่เมือง–ท่องเที่ยว–ชายแดน สินค้าปศุสัตว์คุณภาพ (GI/ฮาลาล/อินทรีย์) และผลิตภัณฑ์เฉพาะถิ่น เช่น น้ำผึ้งป่าเหนือบน ชีสนมแพะ เนื้อโคพื้นเมืองแปรรูป มีศักยภาพเจาะตลาดเมือง–นักท่องเที่ยว และตลาดชายแดน—เชียงรายเป็น “ประตูการค้า” ตามธรรมชาติ หากเชื่อมระบบโลจิสติกส์เย็นและจุดกระจายสินค้าระดับตำบล–อำเภอ จะยกระดับรายได้ให้ฐานรายย่อยได้จริง

    แผนปฏิบัติการ 6 ข้อสำหรับเชียงราย (และภาคเหนือ)

    1. ทำแผนที่การผลิต (production map) รายตำบล – รู้ว่า “อะไรอยู่ที่ไหน–ใครเลี้ยงอะไร–ขนาดเท่าไร–เชื่อมตลาดใด” แล้วสื่อสารสาธารณะเพื่อลดปัญหาคนกลาง
    2. สหกรณ์อาหารสัตว์ตำบล – ต่อรองซื้อวัตถุดิบรวม ลดต้นทุน และล็อกสัญญาขายบางส่วนเพื่อลดความผันผวน
    3. ยกระดับมาตรฐานรายย่อยเป็น “รายย่อยพรีเมียม” – โคพื้นเมืองเลี้ยงทุ่ง/ไก่พื้นเมืองปล่อยอิสระ พร้อมการตรวจย้อนกลับง่าย ใช้สตอรี่ “ดอย–ป่า–ไร่ชา” เป็นจุดขาย
    4. กันชนโรคระบาดผ่านคลินิกปศุสัตว์เคลื่อนที่ – บริการวัคซีน/สุขภาพสัตว์ถึงหมู่บ้าน และตั้งกองทุนฉุกเฉินโรคสัตว์ระดับอำเภอ
    5. นวัตกรรมการตลาด – เปิด “ตลาดออนไลน์จังหวัด” ให้ผู้บริโภคในเมือง–ผู้ประกอบการท่องเที่ยวสั่งสินค้าฟาร์มโดยตรง ส่งผ่านระบบเย็นเดียวกัน
    6. เกษตรทางเลือกเชื่อมท่องเที่ยว – ผึ้งชันโรง–แพะ–แกะ เป็นกิจกรรมเสริมรายได้ ควบคู่เวิร์กช็อปและฟาร์ม–สเตย์สำหรับนักท่องเที่ยวคุณภาพ

    ทำไม “เชียงราย” จึงยังยืนได้

    เมื่อฐานเกษตรกรของประเทศหดตัวลง 4.35% เชียงรายยังยืนได้เพราะ “ไม่พึ่งชนิดสัตว์เดียว” และ “ยังมีแขนขารายย่อยให้ชุมชนพึ่งตนเอง” ขณะเดียวกันก็เริ่มมี “กล้ามเนื้ออุตสาหกรรม” ในสุกร–ไก่ไข่รองรับตลาดสมัยใหม่ นี่คือโครงสร้างที่คนทำงานนโยบายต้องช่วย “จัดสมดุล” ระหว่าง ความมั่นคงอาหารชุมชน กับ ขีดความสามารถแข่งขันเชิงอุตสาหกรรม ให้ไปด้วยกัน

    หากวางแผนถูกจุด—ยกระดับข้อมูล, ลดต้นทุน, เพิ่มมาตรฐาน, เชื่อมตลาด—เชียงรายไม่เพียง “รับมือวิกฤต” ได้ แต่ยังสามารถ “ปลดล็อกโอกาส” เป็น ฮับสินค้าปศุสัตว์คุณภาพของล้านนา ที่ส่งออกไปสู่เมืองใหญ่และชายแดน สร้างรายได้ใหม่ให้เกษตรกรรายย่อยนับหมื่นครัวเรือน

    เพื่อช่วยให้ผู้นำท้องถิ่น นักวางแผนจังหวัด ผู้ประกอบการ และสถาบันเกษตรกรใช้เป็นฐานประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบายและธุรกิจ ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ ปศุสัตว์ไทยกำลังเปลี่ยนผ่าน สู่โครงสร้างใหม่

    เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

    • กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์: หนังสือ ข้อมูลจำนวนปศุสัตว์ในประเทศไทย ปี 2568” จัดทำโดยกลุ่มสารสนเทศและข้อมูลสถิติ ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

    NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM

    กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News

    MOST POPULAR

    FOLLOW ME

    NEWS UPDATE

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/thai-livestock-contraction-chiang-rai-strategy/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kiNpSquDiDf9fdNcxq9Fu

  • ปม. สยบดราม่าสนั่นโซเชียล ย้ำ (ร่าง) ประกาศ “เรือท่องเที่ยวตกปลา” ใช้เบ็ดได้ไม่เกิน 3 คัน/คน ใช้บังคับกับเรือท่องเที่ยวที่จับสัตว์น้ำ เท่านั้น ไม่เกี่ยวกรณีอื่น       

    ปม. สยบดราม่าสนั่นโซเชียล ย้ำ (ร่าง) ประกาศ “เรือท่องเที่ยวตกปลา” ใช้เบ็ดได้ไม่เกิน 3 คัน/คน ใช้บังคับกับเรือท่องเที่ยวที่จับสัตว์น้ำ เท่านั้น ไม่เกี่ยวกรณีอื่น       

    จากกรณีการสื่อสารบนโลกออนไลน์เกี่ยวกับ (ร่าง) ประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดชนิดเครื่องมือ จำนวน และประเภทของอุปกรณ์ที่ใช้ในการจับสัตว์น้ำ ตลอดจนเงื่อนไขสำหรับเรือท่องเที่ยวจับสัตว์น้ำ พ.ศ. 2568 ในประเด็นข้อกำหนดให้เรือท่องเที่ยวจับสัตว์น้ำ ใช้ “เบ็ดมือ” จำนวนไม่เกิน 3 คันต่อคน และมีการตั้งข้อโต้แย้งในประเด็นดังกล่าว 

    นายสุวัฐน์  วงศ์สุวัฒน์  รองอธิบดีกรมประมง ในฐานะโฆษกกรมประมง ชี้แจงกรณีดังกล่าวว่า กรมประมงได้รับข้อเรียกร้องจากกลุ่มผู้ประกอบการเรือตกปลา จ.สงขลา ขอให้เปิดการจดทะเบียนเรือท่องเที่ยวจับสัตว์น้ำขึ้น เพื่อที่กลุ่มผู้ประกอบการจะสามารถปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้อง โดยการดำเนินการจดทะเบียนเรือท่องเที่ยวจับสัตว์น้ำดังกล่าวเกี่ยวข้องกับกรมประมงและกรมเจ้าท่า ซึ่งกรมประมงจะต้องออกประกาศกำหนดชนิดเครื่องมือ จำนวน และประเภทของอุปกรณ์ที่ใช้ในการจับสัตว์น้ำ ตลอดจนเงื่อนไขสำหรับเรือท่องเที่ยวจับสัตว์น้ำ จากนั้นกรมเจ้าท่าจึงจะเปิดให้มีการจดทะเบียนในขั้นตอนต่อไป รวมถึงคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว ได้มีการพิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหากรณีเรือท่องเที่ยวจับสัตว์น้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมให้ความเห็นว่า ควรมีการส่งเสริมให้มีการจดทะเบียนเรือประเภทดังกล่าวเพิ่มขึ้น เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว และมีแนวทางการกำกับดูแลตามกฎหมายที่ชัดเจน โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการพิจารณาร่วมกัน กรมประมงจึงได้จัดทำ (ร่าง) ประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดชนิดเครื่องมือ จำนวน และประเภทของอุปกรณ์ที่ใช้ในการจับสัตว์น้ำ ตลอดจนเงื่อนไขสำหรับเรือท่องเที่ยวจับสัตว์น้ำขึ้น โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

    1. ประกาศฉบับนี้บังคับใช้เฉพาะกลุ่ม “เรือท่องเที่ยวจับสัตว์น้ำ” เท่านั้น (มิได้บังคับใช้กับเรือประเภทการใช้ทำการประมง หรือการทำกิจกรรมตกปลาที่ไม่ใช้เรือ)
    2. ประกาศอาศัยอำนาจตามข้อบังคับกรมเจ้าท่า ว่าด้วยการกำหนดประเภทการใช้เรือทั่วไปที่มิใช่เรือประมง เรือขนถ่ายสัตว์น้ำ หรือเรือสนับสนุนการประมง พ.ศ. 2561 ข้อ 5 กรณีเรือที่เป็นประเภทเรือกลเดินทะเลเฉพาะเขต ซึ่งใช้เพื่อสันทนาการ การท่องเที่ยว และจับสัตว์น้ำด้วยเครื่องมือประมงขนาดเล็ก เช่น ใช้เบ็ดตกปลา ฯลฯ ให้กำหนดประเภทการใช้เรือเป็น “ท่องเที่ยวจับสัตว์น้ำ” สำหรับเครื่องมือ จำนวน และประเภทของอุปกรณ์ที่ใช้ในการจับสัตว์น้ำ ตลอดจนเงื่อนไขต่าง ๆ รวมถึงข้อควรปฏิบัติ ให้เป็นไปตามที่กรมประมงประกาศกำหนด
    3. กำหนดเครื่องมือจับสัตว์น้ำในกิจการเรือท่องเที่ยวจับสัตว์น้ำ ดังนี้ (1) เบ็ดมือ จำนวนไม่เกิน 3 คัน ต่อ คน (2) ดวงไฟที่มีขนาดไม่เกิน 500 วัตต์ และมีกำลังกระแสไฟฟ้ารวมไม่เกิน 3,000 วัตต์ไม่จำกัดจำนวน ทั้งนี้ ห้ามใช้ดวงไฟใต้น้ำเพื่อล่อสัตว์น้ำ (3) แหที่มีขนาดตาอวนไม่น้อยกว่า 3.2 ซม. จำนวนไม่เกิน 2 ปาก ต่อ ลำ (4) สวิง จำนวนไม่เกินจำนวนคันเบ็ดรวมตามข้อ 1 โดยให้ใช้ประกอบกับเครื่องมือเบ็ดมือเท่านั้น
    4. กำหนดระยะเวลาในการอนุญาตให้มีการจดทะเบียนเรือหรือเปลี่ยนประเภทการใช้เรือเป็นประเภทการใช้ ท่องเที่ยวจับสัตว์น้ำ มีระยะเวลา 6 เดือน นับแต่วันที่ประกาศกรมประมงมีผลบังคับใช้

    ทั้งนี้ กรมประมงได้จัดทำร่างประกาศดังกล่าวโดยพิจารณาข้อมูลวิชาการ ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และนำร่างประกาศฯ ประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมถึงนำร่างประกาศขึ้นรับฟังความคิดเห็นผ่านระบบกลางทางกฎหมาย (LAW.go.th) ระหว่างวันที่ 25 สิงหาคม ถึง 8 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ขณะนี้ อยู่ในขั้นตอนการสรุปความคิดเห็นและประเด็นเพื่อพิจารณาร่างประกาศดังกล่าวอีกครั้ง และท้ายที่สุดแล้วการที่กรมประมงจะออกประกาศในเรื่องนี้ เพื่อให้มีการบังคับใช้ที่มีประสิทธิภาพนั้นจะต้องมีความสอดคล้องกับบริบทข้อเท็จจริงของวิถีชีวิต และไม่ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพในภาพรวมอย่างแน่นอน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/246728&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jEEK7m3PEdAjf4ul-FjyS

  • กรมประมง แจงดราม่า (ร่าง) ประกาศ “เรือท่องเที่ยวตกปลา” ใช้เบ็ดได้ไม่เกิน 3 คัน/คน

    กรมประมง แจงดราม่า (ร่าง) ประกาศ “เรือท่องเที่ยวตกปลา” ใช้เบ็ดได้ไม่เกิน 3 คัน/คน

    กรมประมง แจงดราม่าสนั่นโซเชียล ย้ำ (ร่าง) ประกาศ “เรือท่องเที่ยวตกปลา” ใช้เบ็ดได้ไม่เกิน 3 คัน/คน ใช้บังคับกับเรือท่องเที่ยวที่มีการจับสัตว์น้ำ เท่านั้น ! “มิได้ใช้บังคับกับเรือประมงและกิจกรรมตกปลาที่ไม่ใช้เรือ”

    จากกรณีการสื่อสารบนโลกออนไลน์เกี่ยวกับ (ร่าง) ประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดชนิดเครื่องมือ จำนวนและประเภทของอุปกรณ์ที่ใช้ในการจับสัตว์น้ำ ตลอดจนเงื่อนไขสำหรับเรือท่องเที่ยวจับสัตว์น้ำ พ.ศ. 2568 ในประเด็นข้อกำหนดให้เรือท่องเที่ยวจับสัตว์น้ำ ใช้ “เบ็ดมือ” จำนวนไม่เกิน 3 คันต่อคน และมีการตั้งข้อโต้แย้งในประเด็นดังกล่าว

    นายสุวัฐน์ วงศ์สุวัฒน์ รองอธิบดีกรมประมง ในฐานะโฆษกกรมประมง ชี้แจงกรณีดังกล่าวว่า กรมประมงได้รับข้อเรียกร้องจากกลุ่มผู้ประกอบการเรือตกปลา จ.สงขลา ขอให้เปิดการจดทะเบียนเรือท่องเที่ยวจับสัตว์น้ำขึ้น เพื่อที่กลุ่มผู้ประกอบการจะสามารถปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้อง โดยการดำเนินการจดทะเบียนเรือท่องเที่ยวจับสัตว์น้ำดังกล่าวเกี่ยวข้องกับกรมประมงและกรมเจ้าท่า ซึ่งกรมประมงจะต้องออกประกาศกำหนดชนิดเครื่องมือ จำนวนและประเภทของอุปกรณ์ที่ใช้ในการจับสัตว์น้ำ ตลอดจนเงื่อนไขสำหรับเรือท่องเที่ยวจับสัตว์น้ำ จากนั้นกรมเจ้าท่าจึงจะเปิดให้มีการจดทะเบียนในขั้นตอนต่อไป รวมถึงคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวได้มีการพิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหากรณีเรือท่องเที่ยวจับสัตว์น้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมให้ความเห็นว่า ควรมีการส่งเสริมให้มีการจดทะเบียนเรือประเภทดังกล่าวเพิ่มขึ้น เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและมีแนวทางการกำกับดูแลตามกฎหมายที่ชัดเจน โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการพิจารณาร่วมกัน กรมประมงจึงได้จัดทำ (ร่าง) ประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดชนิดเครื่องมือ จำนวนและประเภทของอุปกรณ์ที่ใช้ในการจับสัตว์น้ำ ตลอดจนเงื่อนไขสำหรับเรือท่องเที่ยวจับสัตว์น้ำขึ้น โดยมีสาระสำคัญดังนี้

    1. ประกาศฉบับนี้บังคับใช้เฉพาะกลุ่ม “เรือท่องเที่ยวจับสัตว์น้ำ” เท่านั้น (มิได้บังคับใช้กับเรือประเภทการใช้ทำการประมงหรือการทำกิจกรรมตกปลาที่ไม่ใช้เรือ)

    2. ประกาศอาศัยอำนาจตามข้อบังคับกรมเจ้าท่า ว่าด้วยการกำหนดประเภทการใช้เรือทั่วไปที่มิใช่เรือประมง เรือขนถ่ายสัตว์น้ำหรือเรือสนับสนุนการประมง พ.ศ. 2561 ข้อ 5 กรณีเรือที่เป็นประเภทเรือกลเดินทะเลเฉพาะเขต ซึ่งใช้เพื่อสันทนาการ การท่องเที่ยวและจับสัตว์น้ำด้วยเครื่องมือประมงขนาดเล็ก เช่น ใช้เบ็ดตกปลา ฯลฯ ให้กำหนดประเภทการใช้เรือเป็น “ท่องเที่ยวจับสัตว์น้ำ” สำหรับเครื่องมือ จำนวนและประเภทของอุปกรณ์ที่ใช้ในการจับสัตว์น้ำ ตลอดจนเงื่อนไขต่าง ๆ รวมถึงข้อควรปฏิบัติ ให้เป็นไปตามที่กรมประมงประกาศกำหนด

    3. กำหนดเครื่องมือจับสัตว์น้ำในกิจการเรือท่องเที่ยวจับสัตว์น้ำ ดังนี้

    (1) เบ็ดมือ จำนวนไม่เกิน 3 คันต่อคน

    (2) ดวงไฟที่มีขนาดไม่เกิน 500 วัตต์และมีกำลังกระแสไฟฟ้ารวมไม่เกิน 3,000 วัตต์ ไม่จำกัดจำนวน ทั้งนี้ ห้ามใช้ดวงไฟใต้น้ำเพื่อล่อสัตว์น้ำ

    (3) แหที่มีขนาดตาอวนไม่น้อยกว่า 3.2 ซม. จำนวนไม่เกิน 2 ปากต่อลำ

    (4) สวิง จำนวนไม่เกินจำนวนคันเบ็ดรวมตามข้อ 1 โดยให้ใช้ประกอบกับเครื่องมือเบ็ดมือเท่านั้น

    4. กำหนดระยะเวลาในการอนุญาตให้มีการจดทะเบียนเรือหรือเปลี่ยนประเภทการใช้เรือเป็นประเภทการใช้ท่องเที่ยวจับสัตว์น้ำ มีระยะเวลา 6 เดือน นับแต่วันที่ประกาศกรมประมงมีผลบังคับใช้

    นายสุวัฐน์ วงศ์สุวัฒน์ รองอธิบดีกรมประมง
    นายสุวัฐน์ วงศ์สุวัฒน์ รองอธิบดีกรมประมง

    ทั้งนี้ กรมประมงได้จัดทำร่างประกาศดังกล่าวโดยพิจารณาข้อมูลวิชาการ ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายและนำร่างประกาศฯ ประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมถึงนำร่างประกาศขึ้นรับฟังความคิดเห็นผ่านระบบกลางทางกฎหมาย (LAW.go.th) ระหว่างวันที่ 25 สิงหาคม ถึง 8 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ขณะนี้ อยู่ในขั้นตอนการสรุปความคิดเห็นและประเด็นเพื่อพิจารณาร่างประกาศดังกล่าวอีกครั้ง และท้ายที่สุดแล้วการที่กรมประมงจะออกประกาศในเรื่องนี้ เพื่อให้มีการบังคับใช้ที่มีประสิทธิภาพนั้นจะต้องมีความสอดคล้องกับบริบทข้อเท็จจริงของวิถีชีวิตและไม่ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพในภาพรวมอย่างแน่นอน

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2886874&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IAkjP9ee32loAYQ4OYIWW