Category: ท่องเที่ยว

  • นักท่องเที่ยวทะลัก น้ำตกม่านฟ้า กลางผืนป่าทับลาน วังน้ำเขียว ส่งผลให้เกิดรายได้กับชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวรับหน้าหนาว | TOPNEWS

    นักท่องเที่ยวทะลัก น้ำตกม่านฟ้า กลางผืนป่าทับลาน วังน้ำเขียว ส่งผลให้เกิดรายได้กับชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวรับหน้าหนาว | TOPNEWS

    นักท่องเที่ยวทะลัก น้ำตกม่านฟ้า กลางผืนป่าทับลาน วังน้ำเขียว ส่งผลให้เกิดรายได้กับชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวรับหน้าหนาว

    • เผยแพร่ : 05/10/2025 20:39

    นครราชสีมา นักท่องเที่ยวทะลัก น้ำตกม่านฟ้า กลางผืนป่าทับลาน วังน้ำเขียว ส่งผลให้เกิดรายได้กับชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวรับหน้าหนาว

    วันที่ 5 ตุลาคม 2568 ที่บริเวณน้ำตกม่านฟ้า อุทยานแห่งชาติทับลาน บ้านสวนห้อม ตำบลวังน้ำเขียว อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก มีนักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศเดินทางมาท่องเที่ยวยังน้ำตกเพื่อชื่นชมความงามในช่วงปลายฝนต้นหนาว ของอุทยานฯ ส่งผลให้มีรถนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากเดินทางมุ่งเข้าสู่พื้นที่ ทำให้เกิดรายได้กับชุมชนกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในหน้าฝน

    โดยวันนี้พบว่านักท่องเที่ยวเดินทางทั้งรถส่วนบุคคล และรถจักรยานยนต์ เข้าไปชมน้ำตกม่านฟ้า ทำให้รถติดเป็นจำนวนมาก ก่อให้เกิดรายได้ในคาบผ่านธรรมเนียมของกรมอุทยานฯ รวมถึงสร้างรายได้ให้กับร้านค้าในชุมชนบรรยากาศคึกคัก

    จากการสอบถามนักท่องเที่ยวทราบว่า ได้ติดตามข้อมูลจากสื่อโซเชียล มีการนำเสนอภาพและคลิปความสวยงามของน้ำตกม่านฟ้า จึงอยากเดินทางมาสัมผัสสักครั้งหนึ่งของชีวิต เพราะความสวยงามเหล่านี้จะเกิดขึ้นในฤดูฝนเท่านั้น ประกอบกับอำเภอวังน้ำเขียวมีธรรมชาติที่สดชื่น มีอากาศที่ดี จึงอยากเดินทางมาท่องเที่ยว

    ด้าน สิบเอก ธงชัย ชัยฉิมพลี ประธานจักรยานเพื่อการท่องเที่ยววังน้ำเขียว เปิดเผยว่า ภายหลังจิตอาสาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปพัฒนาทำความสะอาดบริเวณน้ำตกม่านฟ้า ส่งผลให้นักท่องเที่ยวแห่เดินทางเข้ามาเที่ยวในช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ เป็นจำนวน ก่อให้เกิดรายได้ในชุมชน จึงมีแนวคิดเปิดแหล่งท่องเที่ยวรับฤดูกาลท่องเที่ยว ในช่วงปลายฝนต้นหนาวนี้ อีกหลายแห่ง ซึ่งอยากให้นักท่องเที่ยวรอติดตาม กิจกรรมดังกล่าวเป็นความร่วมมือของท่องเที่ยวชุมชน และผู้ประกอบการท่องเที่ยว รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งคาดว่าหน้าหนาวนี้จะมีคนมาเที่ยววังน้ำเขียวเป็นจำนวน.

    ภาพ-ข่าว ประสิทธิ์ วนะชกิจ ผู้สื่อข่าวTOPNEWSทั่วไทย จ.นครราชสีมา

    website

    website

    หนุ่ม 30 ควงมีดไล่ฟันเพื่อนบ้าน! โดนยิงสวนดับ – มือปืนวัย 58 รอมอบตัว

    ชวนสัมผัสแสงแรกแห่งวันใหม่ ภายใต้อุณหภูมิ 18 °C ช่วงวันหยุดชมความงามของทะเลหมอกหลังฝนตกบนยอดภูเรือยามเช้า

    ปกครองสบเมยร่วมชาวบ้านและจิตอาสามอบถุงยังชีพ-ฟื้นฟู รร.น้ำท่วม

    “Phuket Hotelier Craft and Skill Exhibition 2025” โชว์ศักยภาพแรงงานโรงแรมสู่เวทีโลก

    สุชาติ’ เตรียมลงเชียงราย แก้ปัญหาสารพิษแม่น้ำกก ย้ำเป็นเรื่องเร่งด่วน พร้อมเตรียมเร่งผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด แก้ปัญหาฝุ่น

    ไทย – สหราชอาณาจักร ร่วมมือสู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศและปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1343933&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3C5IRNXaj_zi_JT-eFNyDC

  • เชียงใหม่ เตรียมจัดงาน “ปลายฝนต้นหนาว” ครั้งแรก ที่สวน อบจ.เชียงใหม่

    เชียงใหม่ เตรียมจัดงาน “ปลายฝนต้นหนาว” ครั้งแรก ที่สวน อบจ.เชียงใหม่

    มูลนิธิโรงพยาบาลสวนดอก โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ ณ โรงพยาบาลเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย วันที่ 4 ตุลาคม 2568 ณ โรงพยาบาลเวียงป่าเป้า อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย มูลนิธิโรงพยาบาลสวนดอก ร่วมกับโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ คณะแพทยศาสตร์ มช. นำโดย รศ.นพ.นเรนทร์ โชติรสนิรมิต คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มช. พร้อมด้วย ผศ.พญ.กรองกาญจน์ สุธรรม ผู้ช่วยคณบดีด้านการศึกษาก่อนปริญญา, ผศ.นพ.นครินทร์ อินมุตโต ผู้ช่วยคณบดีด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ, รศ.พญ.ไพลิน คงมีผล หัวหน้าภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มช., รศ.พญ.สลิตา อังกุระวรานนท์ อาจารย์ประจำภาควิชารังสีวิทยา, คุณเนรัญชรา ตาวารัตน์ และ คุณพิมพ์พิชชา ราษฏร์นิยม ผู้ประสานงานกิจกรรมพิเศษและหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ มูลนิธิโรงพยาบาลสวนดอก, ทีมจิตอาสามูลนิธิโรงพยาบาลสวนดอก คณาจารย์ ทีมแพทย์ และบุคลากรจากโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ร่วมออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ให้บริการตรวจสุขภาพ ในกิจกรรม “ตรวจสุขภาพพระภิกษุสงฆ์และแม่ชีในพื้นที่ทุรกันดาร” ครั้งที่ […]

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3786784/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ODXp0IDJ2-468bn7dOQmd

  • ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด – แกร็บ เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ

    ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด – แกร็บ เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ

    ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด – แกร็บ เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ

    นายมนาเทศ อันนวัฒน์ เพรสซิเดนท์ บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด กล่าวว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ความต้องการพำนักระยะยาวมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มนักลงทุน กลุ่ม Digital Nomad และชาวต่างชาติคุณภาพสูงที่มองหาจุดหมายปลายทางที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ อีกทั้งมีศักยภาพทางเศรษฐกิจ ซึ่งประเทศไทยถือว่ามีความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ที่ตอบโจทย์ในทุกๆ ด้าน  ทั้งในด้านทำเลที่ตั้ง ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ โครงสร้างพื้นฐาน บริการด้านสาธารณสุข ความปลอดภัยและการลงทุน

    โดยปัจจุบัน ไทยแลนด์ พริวิเลจ การ์ด มีสมาชิกกว่า 40,000 รายจาก 50 ประเทศทั่วโลก โดยความร่วมมือกับ แกร็บ ในครั้งนี้ เป็นการยกระดับการให้บริการ และสร้างประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นให้กับสมาชิก  โดยแกร็บ ถือเป็นผู้นำอันดับหนึ่งในบริการเรียกรถผ่าน
    แอปพลิเคชัน ที่ได้มาตรฐานและได้รับการยอมรับในระดับสากล ผมเชื่อว่าบริการ GrabExecutive ที่มาพร้อมกับมาตรฐานด้านความปลอดภัย ความสะดวกสบาย จะสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำให้กับสมาชิกไทยแลนด์ พริวิเลจ อย่างแน่นอน

    ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด - แกร็บ เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ  

    นางสาวจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า ในฐานะผู้บุกเบิกและผู้นำแพลตฟอร์มบริการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชันในประเทศไทย แกร็บ มุ่งนำเสนอบริการที่สะดวกสบายและปลอดภัย เพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้บริการที่หลากหลายมากว่า 12 ปี ซึ่งรวมถึงกลุ่มลูกค้าเชิงคุณภาพและต่างชาติที่มีกำลังซื้อสูง ผ่านบริการระดับพรีเมียมอย่าง GrabCar Premium GrabCar Luxe GrabDriveYourCar รวมถึงบริการล่าสุดอย่าง GrabExecutive ซึ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา และเพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างประสบการณ์การเดินทางที่น่าประทับใจให้กับลูกค้าชาวต่างชาติที่พำนักระยะยาวในประเทศไทย

    แกร็บได้นำเสนอบริการ GrabExecutive เป็นสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมให้กับสมาชิกของไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด โดยผู้ช่วยส่วนตัวของผู้ถือบัตรสามารถทำการจองรถโดยสารให้กับสมาชิกผ่านโซลูชันธุรกิจสำหรับลูกค้าองค์กร (GrabForBusiness) พร้อมมอบความสะดวกสบาย และสร้างประสบการณ์การเดินทางที่เหนือระดับให้กับผู้ถือบัตรทุกท่าน  โดยเราคาดหวังว่าความร่วมมือครั้งนี้จะมีส่วนสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น และยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวลักชัวรีในประเทศไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

    ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด - แกร็บ เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ

    GrabExecutive เป็นบริการเรียกรถล่วงหน้าระดับพรีเมียม ที่มอบประสบการณ์การเดินทางเหนือระดับด้วยมาตรฐานการให้บริการแบบเวิลด์คลาส โดยมีไฮไลท์สำคัญของบริการ อาทิ การให้บริการด้วยรถหรูหลากหลายรุ่นและขนาด อาทิ Mercedes-Benz E-Class, BMW Series 5, Toyota Vellfire และ Toyota Alphard การยกระดับมาตรฐานบริการด้วยคนขับที่ผ่านการอบรมหลักสูตรเฉพาะด้านการให้บริการและการสื่อสารกับลูกค้าลักชัวรี รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อย่าง น้ำแร่ และ Onboard Wi-Fi ซึ่งพร้อมให้บริการตลอดการเดินทาง

    ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด - แกร็บ เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ

    ความร่วมมือระหว่างแกร็บและไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด ครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งการผนึกกำลังครั้งสำคัญในการร่วมสานต่อนโยบายในการเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ พร้อมตอกย้ำความมุ่งมั่นของทั้งสององค์กรในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวลักชัวรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378967685&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Wors0Js71IRyt3g3IQXrS

  • อ่วมหนัก! ไต้ฝุ่น

    อ่วมหนัก! ไต้ฝุ่น

    อ่วมหนัก! ไต้ฝุ่น’แมตโม’พัดถล่มจีนรับวันหยุดยาววันชาติ

    วันอาทิตย์ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 21.54 น.

    Tag :

    5 ตุลาคม 2568 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลจีนรายงานว่า พายุไต้ฝุ่นแมตโม (Matmo) ได้พัดถล่มจีนตอนใต้ในวันอาทิตย์ หลังจากที่เที่ยวบินและกิจกรรมหลายอย่างถูกยกเลิกในมณฑลไหหลำ หรือ ไห่หนาน (Hainan) ส่งผลกระทบกับช่วงฤดูท่องเที่ยวที่มีวันหยุดยาว

    พายุแมตโม ซึ่งทำให้เกิดน้ำท่วมในฟิลิปปินส์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ได้ขึ้นฝั่งบนชายฝั่งตะวันออกของเขตซูเหวิน (Xuwen) ในมณฑลกวางตุ้ง เมื่อเวลาประมาณ 14:50 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือ ตรงกับ 13.50 น. ตามเวลาในประเทศไทย ศูนย์อุตุนิยมวิทยาแห่งชาติระบุว่า ขณะที่พายุเคลื่อนเข้าใกล้แนวชายฝั่งของจีนนั้น มีความเร็วลมถึง 151 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

    พายุไต้ฝุ่นลูกนี้พัดเข้าสู่ประเทศจีนในช่วงกลางของวันหยุดยาว 8 วัน ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันชาติเมื่อวันพุธ โดยสื่อของรัฐบาลจีนรายงานการประเมินว่า ประชาชนคาดว่าจะเดินทางในช่วงวันหยุดนี้รวมแล้วประมาณ 2.36 พันล้านเที่ยว

    เที่ยวบินต่าง ๆ และบริการเรือเฟอร์รี่ หรือ เรือข้ามฟากในมณฑลไหหลำ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว ได้ถูกยกเลิกไปตั้งแต่เย็นวันเสาร์แล้ว เพื่อเตรียมรับมือกับลมกระโชกแรงและฝนตกหนักจากพายุมัตโม

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/inter/918964&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hWJfnL0b-v_z2MrjtCxJt

  • ‘ท่องเที่ยวเกาหลี’ ดึงนักเดินทางไมซ์ชาวไทย 4 หมื่นคนในปี 68 โตดี 20% ใหญ่อันดับ 2 รองจากเวียดนาม

    ‘ท่องเที่ยวเกาหลี’ ดึงนักเดินทางไมซ์ชาวไทย 4 หมื่นคนในปี 68 โตดี 20% ใหญ่อันดับ 2 รองจากเวียดนาม

    ธุรกิจ

    05 ต.ค. 2025 เวลา 11:11 น.

    องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลี (KTO) ตั้งเป้าดึงนักเดินทางไมซ์ (MICE) ชาวไทยสู่เกาหลี รวม 40,000 คนภายในปี 2568 เติบโต 20% เทียบกับปีก่อน ย้ำความสำคัญใหญ่สุดเป็นอันดับ 2 ของเกาหลีในอาเซียน รองจากเวียดนาม พร้อมผลักดันให้เป็นหนึ่งในตลาดหลักที่สร้างการเติบโตระยะยาวของตลาดไมซ์เกาหลี

    องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลี (KTO) เดินหน้าเพิ่มยอดนักท่องเที่ยว รุกตลาดไมซ์ (MICE: การจัดประชุม เดินทางเพื่อเป็นรางวัล สัมมนา และแสดงสินค้า) ชาวไทย ตั้งเป้าดึงนักเดินทางกลุ่ม MICE ทั้งกลุ่ม Incentive ท่องเที่ยวดูงาน สัมมนา ฯลฯ จากไทยกว่า 40,000 คน หรือราว 400 กรุ๊ปภายในปี 2568 เล็งเพิ่มตลาดจากไทยขึ้นอีก 20% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยใช้ทั้งเวทีนานาชาติ IT&CMA and CTW APAC กรุงเทพฯ และเดินสายโรดโชว์ที่เชียงใหม่ ดัน Soft Power K-Culture และสิทธิพิเศษแก่องค์กร

    ในงาน IT&CMA กรุงเทพฯ KTO และเครือข่าย Korea MICE Cities นำเสนอจุดแข็งของเกาหลี ทั้งโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกและแพ็กเกจสิทธิประโยชน์ด้านธุรกิจ พร้อมเชื่อม Soft Power ของ K-Culture อย่าง K-pop, K-food และกิจกรรม Wellness เพื่อสร้างความแตกต่างในการดึงดูดตลาด MICE พร้อมต่อยอดผ่านอีเวนท์ ‘Korea MICE Roadshow’ ที่เชียงใหม่ ที่มีผู้แทนจากเอเจนซี่ท่องเที่ยว ภาคธุรกิจ และองค์กรต่าง ๆ กว่า 120 รายเข้าร่วมเจรจาและขยายความร่วมมือ

    นายลี กวางซู ผู้อำนวยการบริหารองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลี ประจำประเทศไทย กล่าวว่า “ไทยคือหนึ่งในตลาด MICE ที่เกาหลีให้ความสำคัญ เพราะนักเดินทางกลุ่มนี้ใช้จ่ายสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปเกือบสองเท่าของนักเดินทางทั่วไป เกาหลีมีความพร้อมทั้งโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก ตั้งแต่สนามบินอินชอนที่เชื่อมต่อกว่า 186 เมือง อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ระบบ Wi-Fi ครอบคลุม ไปจนถึงมาตรฐานด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม ผสานกับ K-Culture ที่มีเอกลักษณ์ ปัจจัยเหล่านี้คือข้อได้เปรียบที่ทำให้เราตั้งเป้าดึงนักเดินทาง MICE ไทยอย่างน้อย 40,000 คนภายในปี 2568”

    ข้อมูลจาก KTO ระบุว่า ผู้เข้าร่วม MICE ต่างชาติเฉลี่ยใช้จ่ายราว 2.8 ล้านวอน หรือราว 64,000 บาทต่อคน อุตสาหกรรม MICE ของเกาหลีมีสัดส่วนราว 9.2% ของรายได้ท่องเที่ยวประเทศ งานประชุมนานาชาติคิดเป็น 68.5% ของมูลค่าทั้งหมด ก่อนโควิด-19 เกาหลีเคยจัดงานได้มากถึง 230,000 งานต่อปีในปี 2019 และตลาดกำลังฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง

    ปัจจุบันไทยถูกจัดเป็นตลาด MICE ใหญ่สุดเป็นอันดับ 2 ของเกาหลีในอาเซียน รองจากเวียดนาม และกำลังถูกผลักดันให้เป็นหนึ่งในตลาดหลักที่สร้างการเติบโตระยะยาวของอุตสาหกรรม MICE เกาหลี

    ‘ท่องเที่ยวเกาหลี’ ดึงนักเดินทางไมซ์ชาวไทย 4 หมื่นคนในปี 68 โตดี 20% ใหญ่อันดับ 2 รองจากเวียดนาม

    เพื่อเจาะตลาดไทย KTO เปิดตัว Incentive Support Program ครึ่งปีหลัง 2568 ครอบคลุมการสนับสนุนงาน Gala Dinner กิจกรรม Team Building รถบัสเหมาลำ กิจกรรม K-Culture เช่น K-pop Booth และ K-food Truck รวมถึงบริการจัดทำวิดีโอทริป นอกจากนี้ยังมีสิทธิพิเศษสำหรับกลุ่มที่เลือกเดินทางไปยังเมืองคยองจูและจังหวัดคยองบุก ซึ่งจะเป็นเจ้าภาพ APEC Summit 2025

    ข้อมูลเพิ่มเติมจาก KTO สำหรับตลาดท่องเที่ยวทั่วไป จำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางไปเกาหลีใต้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปีนี้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เฉลี่ยร้อยละ 5 ติดต่อกันเป็นเวลา 4 เดือน สะท้อนการฟื้นตัวที่แข็งแรงของตลาด โดยหากย้อนดูปี 2019 มีนักท่องเที่ยวไทยไปเกาหลีราว 570,000 คน และชาวเกาหลีมาไทยกว่า 1.89 ล้านคน แม้โควิด-19 จะทำให้ตัวเลขลดลง แต่ในปี 2024 การเดินทางกลับมาใกล้ระดับเดิมแล้ว โดยมีชาวเกาหลีมาไทยกว่า 1.87 ล้านคน และนักท่องเที่ยวไทยไปเกาหลีราว 320,000 คน หรือคิดเป็น 60% ของระดับก่อนโควิด ทั้งนี้ KTO กำลังหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อปรับปรุงระบบ K-ETA และขั้นตอนตรวจคนเข้าเมือง เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวไทยเดินทางได้คล่องตัวยิ่งขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1201496&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33tTqXcw6c3GMwiSeVAPxy

  • ปลายฝนต้นหนาว จ.เลย อุณหภูมิต่ำกว่า 20 องศาฯ แล้ว ชวนชมแสงแรก สัมผัสหนาว | เดลินิวส์

    ปลายฝนต้นหนาว จ.เลย อุณหภูมิต่ำกว่า 20 องศาฯ แล้ว ชวนชมแสงแรก สัมผัสหนาว | เดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5174714/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iPafKQ9OIXF-6bXBRKsJo

  • ประเมิน “นักท่องเที่ยวจีน” เที่ยวไทยเพิ่มเฉลี่ยวันละ 2.2 หมื่นคน

    ประเมิน “นักท่องเที่ยวจีน” เที่ยวไทยเพิ่มเฉลี่ยวันละ 2.2 หมื่นคน

    ช่วงวันหยุดยาว Golden Week หรือวันชาติของจีน ในช่วงวันที่ 26 ก.ย. – 6 ต.ค.2568 นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า นักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาไทยเพิ่มขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่วันละ 22,000 คน ตัวเลขตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย. – 2 ต.ค. มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยรวมกว่า 580,000 คน ซึ่ง 1 ใน 5 เป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน

    ขณะเดียวกันพบว่า เที่ยวบินจากเมืองใหญ่และเมืองรองของจีนมายังไทยเต็มแทบทุกไฟลท์ อัตราค่าตั๋วขากลับจีนพุ่งสูงขึ้น โดย “กรุงเทพฯ–ปักกิ่ง” ราคาเพิ่มขึ้นกว่า 400% จากระดับ 1,500-2,000 หยวน ขยับไปแตะ 4,000-5,800 หยวน ในช่วงวันที่ 7-9 ต.ค. สำหรับสายการบินใหญ่ทั้ง China Eastern, Hainan Airlines, Air China

    ส่วนอัตราผู้โดยสารเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 99 มากกว่าช่วงปกติถึง 3 เท่า สะท้อนให้เห็นว่านักท่องเที่ยวจีนยังสนใจเที่ยวไทย แต่รัฐต้องมีมาตรการยกระดับเรื่องความปลอดภัยและประชาสัมพันธ์อย่างเข้มข้น

    เส้นทางที่นักท่องเที่ยวจีนนิยม เช่น กรุงเทพ พัทยา ภูเก็ต เชียงใหม่ ส่วนการใช้จ่ายไม่ได้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย โดยปี 2568 มีชาวจีนเข้ามาเที่ยวไทยแล้วราว 3.4 ล้านคน คาดว่าสิ้นปีจะอยู่ที่ 5 ล้านคน ซึ่งถือว่ายังต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้ที่ 7 ล้านคน อาจต้องลุ้นในช่วง 3 เดือนสุดท้าย หากมีนักท่องเที่ยวเฉลี่ยวันละ 20,000 คนต่อเนื่อง เชื่อว่านักท่องเที่ยวจะเป็นไปตามเป้าหมาย

    ผู้ประกอบการจี้รัฐเร่งขยายตลาดดึงต่างชาติเที่ยวไทย

    มัคคุเทศก์นำเที่ยวหลายคนสะท้อนว่า จำนวนนักท่องเที่ยวจีนแบบกรุ๊บทัวร์ลดลงมาก ทำให้หลายคนตัดสินใจลาออกจากบริษัททัวร์ หันมาเดินหน้ารับงานเอง เน้นนักท่องเที่ยวที่มาเป็นครอบครัว วันละ 1-2 กรุ๊ปต่อวัน ขณะที่บางวันก็ไม่ได้

    ด้านร้านขายของฝาก ระบุว่า สิ่งที่สะท้อนถึงจำนวนนักท่องเที่ยวจีนลดลงได้ชัดเจน คือยอดขายสินค้ายอดฮิตอย่าง “กางเกงช้าง” ที่ลดลงมากกว่าครึ่ง ทำให้ในช่วงโกลเด้นวีค ทางร้านตัดสินใจไม่สต็อกสินค้าเพิ่ม เพราะปีที่ผ่านมาสต็อกสินค้าเพิ่มถึง 100% แต่ขายไม่ได้ นักท่องเที่ยวไม่มาตามเป้า จึงอยากให้รัฐบาลหามาตรการสร้างความเชื่อมั่นเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลับมา

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เน้นย้ำถึงความสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยวจีน ยกระดับการอำนวยความสะดวกและความปลอดภัย แก้ไขปัญหาและอุปสรรคต่างๆ พร้อมมอบนโยบาย Big Impact Act Fast มุ่งเน้นการพัฒนาตลาดที่มีศักยภาพสูงทั้ง จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดียและกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ควบคู่กับการเปิดตลาดใหม่

    รมว.ท่องเที่ยว กล่าวว่า ไทยไม่ใช่ยักษ์ใหญ่ด้านการท่องเที่ยวเพียงรายเดียว แต่ยังมีประเทศอื่นที่พัฒนาขึ้นมา โดยในช่วง 4 เดือนโค้งสุดท้ายของปี 2568 จะเร่งดึงดูดนักท่องเที่ยวผ่านกิจกรรมต่างๆ สำหรับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสมตั้งแต่ต้น 2568 ถึงวันที่ 30 ก.ย. อยู่ที่กว่า 24 ล้านคน มีรายได้จากนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติรวมกว่า 1.97 ล้านล้านบาท

    นายอรรถกร ระบุด้วยว่า ในระยะเวลา 4 เดือนของการเป็นรัฐบาล จะนำนโยบายจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือค่าเหยียบแผ่นดิน มาพิจารณา และหาทางออกให้เร็วที่สุด

    อ่านข่าว

    บุกปล้นร้านทองในห้างฯ สุไหงโก-ลก วางวัตถุต้องสงสัย-ตะปูเรือใบ

    รื้อโครงสร้างดาดฟ้า สน.สามเสน ลดน้ำหนักกันทรุดเพิ่ม – ปิดจราจรไม่มีกำหนด

    โพลชี้คนไม่เข้าใจ MOU 43-MOU 44 แต่ 60.76% หนุนทำประชามติยกเลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/357277&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06_m8e1Unl-iq9oBphfny0

  • โอซาก้า ปารีส เชียงใหม่ เมืองท่องเที่ยวที่ถูกใจกลุ่ม Gen Z ไทย

    โอซาก้า ปารีส เชียงใหม่ เมืองท่องเที่ยวที่ถูกใจกลุ่ม Gen Z ไทย

    ผลสำรวจเทรนด์การท่องเที่ยวของคนรุ่นใหม่ ในเจนเนอเรชั่น Z หรือ Gen Z (เกิด ปี พ.ศ.2538 – 2552) พบว่า ในประเทศไทย จังหวัดที่ Gen Z ชอบไปที่สุด คือ เชียงใหม่ ส่วนต่างประเทศ Gen Z ชอบไปประเทศญี่ปุ่น และใช้เวลาไปเที่ยวต่อทริปนานขึ้น

    นายอมันพรีท บาจาจ ผู้จัดการทั่วไป ประจำอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Airbnb กล่าวว่า Gen Z ไทยสนใจความหรูหราในราคาที่เอื้อมถึง และต้องการใช้เวลาการท่องเที่ยวต่างประเทศหลายวันในแบบไม่เร่งรีบ ซึ่งเทรนด์การท่องเที่ยวนี้ บ่งบอกว่า Gen Z ไทยนำเทรนด์นักเดินทางรุ่นใหม่ที่นิยมการท่องเที่ยวไม่จำเป็นต้องรีบร้อน เน้นแหล่งที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรมทั้งในและต่างประเทศ เป็นความต้องการในการท่องเที่ยวอย่างชาญฉลาด ใช้เวลามากขึ้น และสัมผัสกับสถานที่ท่องเที่ยวนั้นๆ และมุมมองต่อโลกในมุมที่ลึกซึ้งกว่าเดิม โดยเลือกไปเที่ยวประเทศไกลขึ้น 3 อันดับแรกคือ ญี่ปุ่น ไทเป บาหลี และยุโรป และให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวในประเทศด้วย

    ในรายละเอียดของการเที่ยวญี่ปุ่น จุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยม คือ โอซาก้า โตเกียวในย่านอารากาวะ โทชิมะ เกาะโอกินาวะ ภูเขาไฟฟูจิในจังหวัดชิซูโอกะ ตอบโจทย์ Gen Z ชาวไทยที่มองหาประสบการณ์ทั้งด้านวัฒนธรรมและการผจญภัย ส่วนในยุโรป เมืองยอดนิยมคือ ปารีส โรม มิลาน และลอนดอน ที่มีจุดเด่นงานศิลปะ แฟชั่น ประวัติศาสตร์ และอาหาร

    ภาพจาก iStock
    ภาพจาก iStock

    ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวในไทย ผลสำรวจพบว่า เชียงใหม่เป็นจุดหมายปลายทางมาแรงที่สุด ด้วยจุดเด่นที่ผสมผสานระหว่างวัฒนธรรม คาเฟ่ และความคิดสร้างสรรค์ และแน่นอน กรุงเทพฯ สุราษฎร์ธานี หัวหิน และพัทยา ก็เป็นเมืองยอดนิยมด้วย

    นอกจากนี้ยังพบข้อมูลการค้นหาที่พักของนักเดินทาง Gen Z ไทยในไตรมาส 2 ปี 2567 สำหรับท่องเที่ยวช่วงวันที่ 1 กันยายน – 30 พฤศจิกายน 2568 เปรียบเทียบกับการค้นหาในไตรมาส 2 ปี 2567 พบว่า มีการใช้เวลาในทริปต่างประเทศเฉลี่ย 4.3 คืนต่อทริป และมีการค้นหาที่พักเพิ่มขึ้นมากกว่า 25%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/2887112&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JiecwoxjLwR7gs0IsipyA

  • ปลุกความคึกคักย่านตลาดน้อยกับ “ตู้ไปรฯ สตอรี่” สู่เรื่องเล่าใหม่ที่ทันสมัย

    ปลุกความคึกคักย่านตลาดน้อยกับ “ตู้ไปรฯ สตอรี่” สู่เรื่องเล่าใหม่ที่ทันสมัย

    ปลุกความคึกคักย่านตลาดน้อยกับ “ตู้ไปรฯ สตอรี่” สู่เรื่องเล่าใหม่ที่ทันสมัย

    ไปรษณีย์ไทย ปลุกความคึกคักย่านตลาดน้อยกับ “ตู้ไปรฯ สตอรี่” เพิ่มคุณค่า 2 ความคลาสสิกในตำนานสู่นักท่องเที่ยว พร้อมเตรียมขยายสู่อีกหลากพื้นที่ในอนาคต

    บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ปลุกกระแสย่านตลาดน้อยริมเจ้าพระยาให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ผ่าน “5 ตู้ไปรฯ สตอรี่” ตู้ไปรษณีย์สีแดงคลาสสิกอยู่คู่คนไทยมายาวนาน มาตีความใหม่ให้ร่วมสมัยในรูปแบบ 5 Touch Point ประสบการณ์ ทั่วย่านตลาดน้อย พร้อมสร้างปรากฏการณ์ที่ผสานสองความคลาสสิก ทั้งตู้จดหมายในตำนานและย่านชุมชนเก่าแก่เข้าด้วยกัน เปลี่ยนโฉมเป็นแหล่งท่องเที่ยวสร้างสรรค์ที่เติมสีสันให้กับเมือง และปลุกชีวิตชีวาของย่านตลาดน้อยให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง พร้อมเตรียมขยายสู่แลนด์มาร์กและย่านท่องเที่ยวสำคัญอื่น ๆ ทั่วประเทศ

    ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า ตู้ไปรษณีย์ สีแดง แม้จะถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่ยุคแรก ๆ ของการสื่อสาร แต่ยังคงความมีเสน่ห์เหนือกาลเวลา เป็นเครื่องหมายที่คนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติรู้จักกันดี ทุกวันนี้ตู้ไปรษณีย์นี้ไม่เพียงทำหน้าที่เป็นจุดฝากจดหมาย หากแต่ยังกลายเป็น คอนเทนต์คัลเจอร์ (Content Culture) ที่ถูกหยิบมาถ่ายรูป แชร์บนโซเชียล และกลายเป็นสัญลักษณ์ร่วมที่ทุกคนเข้าถึงได้

    ไปรษณีย์ไทยจึงต่อยอดจากเสน่ห์นี้ พลิกโฉมตู้แดงให้เป็น Touch Point ใหม่ที่สามารถเล่าเรื่องดึงดูดนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ได้ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ทุกคนมีส่วนร่วมและสร้างประสบการณ์เฉพาะตัว โดยเลือกย่าน “ตลาดน้อย” เป็นพื้นที่นำร่อง นับเป็นการเชื่อมโยง 2 ความคลาสสิกระหว่างตู้ไปรฯ สีแดง กับตลาดน้อยชุมชนเก่าแก่ริมเจ้าพระยา ให้กลายเป็นเรื่องเล่าใหม่ที่ทันสมัย และเกิดเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ที่ผสมผสานอดีตกับปัจจุบันเข้าด้วยกันอย่างลงตัว 

    จุดเด่นของกิจกรรมอยู่ที่ 5 Touch Point Experience ที่กระจายอยู่ทั่วชุมชน ไม่ว่าจะเป็น “ตู้ไปรฯ ดูธรรมชาติ” ที่มอบพลังใจผ่านภาพและเสียงธรรมชาติภายในตู้ ช่วยรีเซ็ตความรู้สึกและย้ำเตือนว่าธรรมชาติยังคงเป็นที่พักพิงของทุกคน ตั้งอยู่ท่ามกลางบรรยากาศสตรีทอาร์ตของย่านเก่า ต่อด้วย “ตู้ไปรฯ เต้นได้” ที่เพิ่มสีสันและความสนุกด้วยเกมเต้นธีม “ขยับร่างกายส่งพัสดุ” เพื่อปลดปล่อยพลังและคลายอาการออฟฟิศซินโดรม ณ ตึกสีน้ำเงิน

    ปลุกความคึกคักย่านตลาดน้อยกับ “ตู้ไปรฯ สตอรี่” สู่เรื่องเล่าใหม่ที่ทันสมัย ตู้ไปรฯดูธรรมชาติ

    ขณะที่ “ตู้ไปรฯ เปิดโลก” สร้างความตื่นตาตื่นใจด้วยเทคโนโลยี AR เปิดมุมมองใหม่ไม่ซ้ำใคร พร้อมพาผู้มาเยือนวาร์ปไปเช็กอินทั่วโลกจากหน้าร้าน 32 Bar ด้าน “ตู้ไปรฯ พลังบวก” ก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่อบอุ่นหัวใจ เปิดโอกาสให้ทุกคนเขียนจดหมายส่งกำลังใจ ความหวัง หรือความฝันถึงตัวเอง ครอบครัว และคนที่รัก ณ ศาลเจ้าโรงเกือก

    ปิดท้ายด้วย “ตู้ไปรฯ สดชื่น” ที่จะพาทุกคนผ่อนคลายด้วยเครื่องดื่มเย็น ๆ จาก POST Café พร้อมซึมซับบรรยากาศคึกคักของตลาดตะลักเกี้ยะอย่างเต็มอิ่ม และทุกจุดล้วนถูกออกแบบให้กลายเป็น Storytelling Landmark ที่ทั้งคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวเข้าถึงได้จริง

    สำหรับไปรษณีย์ไทย การรักษาเอกลักษณ์ของตู้ไปรษณีย์สีแดงควบคู่ไปกับการสร้างสรรค์บทบาทใหม่ ถือเป็นการตอกย้ำว่าตู้ไปรฯ ไม่ได้หยุดอยู่เพียงในความทรงจำ แต่ยังก้าวสู่การเป็นพลังขับเคลื่อนสังคมเมืองได้จริง เป็นการเพิ่มสีสันทางวัฒนธรรม ทั้งยังสามารถจุดประกายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้กับชุมชนท้องถิ่น ซึ่งนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเยือนจะไม่เพียงได้เก็บภาพเช็กอินหรือสนุกกับกิจกรรม แต่ยังมีส่วนช่วยสร้างรายได้และเพิ่มคุณค่าให้กับวิถีชีวิตของคนในพื้นที่อีกด้วย

    นอกจากนี้ การสร้างสรรค์ “ตู้ไปรฯ สตอรี่” ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการขับเคลื่อนแบรนด์ไปรษณีย์ไทยให้เข้าไปใกล้ชิดกับวิถีชีวิตผู้คนมากขึ้น ผ่านการสร้างพื้นที่ที่ทั้งสนุก สร้างสรรค์ และมีความหมาย โดยใช้สัญลักษณ์ที่ทุกคนคุ้นเคยเป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดเรื่องราว พร้อมทั้งเปิดพื้นที่ให้ชุมชนได้มีส่วนร่วม และสร้างคุณค่าใหม่ทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม

    ไปรษณีย์ไทย เตรียมแผนขยายโครงการ “ตู้ไปรฯ สตอรี่” ไปยังย่านเมืองสำคัญและแลนด์มาร์กในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยคงแนวคิดการผสานความคลาสสิกกับความทันสมัย เพื่อสร้างเครือข่ายแหล่งท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ที่สามารถต่อยอดได้ทั้งในเชิงเศรษฐกิจท้องถิ่นและเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในภาพรวมของประเทศ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/731446&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WrD1obX1Uo93gUjKaNZYV

  • CEO ดัง เปิดสภาพ Porto Chino ล่าสุด โล่งมาก ร้านดังมาขายยังไม่มีคน เป็นเพราะอะไร ?

    CEO ดัง เปิดสภาพ Porto Chino ล่าสุด โล่งมาก ร้านดังมาขายยังไม่มีคน เป็นเพราะอะไร ?

              CEO ดัง เปิดสภาพ Porto Chino ล่าสุด เคว้งมาก แม้กระทั่งร้านดังมาขายยังไม่มีคน ชาวเน็ตวิเคราะห์เป็นเพราะอะไร มีหลายปัจจัยด้วยกัน

    Porto Chino
    ภาพจาก เฟซบุ๊ก Asama Kulvanitchaiyanunt

              หนึ่งในสถานที่ที่เป็นทางผ่านและจุดท่องเที่ยวสำคัญ ในการขับรถลงภาคใต้ ย่อมมี Porto Chino อยู่ในลิสต์อย่างแน่นอน

              วันที่ 5 ตุลาคม 2568 เฟซบุ๊ก Asama Kulvanitchaiyanunt ของ ดร. อสมา กุลวานิชไชยนันท์ หรือ ดร.แป้ง มีการโพสต์การไปสถานที่ดังกล่าวล่าสุด พบความเปลี่ยนแปลงมากมายว่า วันนี้ขับรถพาเด็ก ๆ ไปเที่ยวหัวหิน แวะทานข้าวที่ Porto Chino ถึงกับตกใจ คนน้อยมาก ห้างร้างมาก ส่วนใหญ่เป็นห้องว่าง

              ส่วนร้านอาหาร ไม่มีคนเข้าเลย ทั้ง After You, Wine Connection, และ Amazon Cafe เห็นแบบนี้แล้ว ใจหายจริงเชียวค่ะ

    ความเห็นชาวเน็ต มองเจาะถึงสาเหตุ

              ชาวเน็ตวิเคราะห์กันว่า สาเหตุที่ Porto Chino คนน้อยลงอย่างน่าใจหาย แม้กระทั่งร้านดังก็ยังแบกไม่ไหว นอกจากเป็นเรื่องสภาวะทางเศรษฐกิจแล้ว ทำเลที่ตั้งก็เป็นส่วนสำคัญ เพราะที่นี่ต้องใช้ถนนพระราม 2 แต่ถนนพระราม 2 มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ทำให้คนหลบไปใช้เส้นทางอื่นในการลงไปยังหัวหินแทน

              นอกจากนี้ Porto Chino พื้นที่ค่อนข้างแคบ แออัด คนจึงเลี่ยงไปเดิน Porto Go ซึ่งเป็นอีกสถานที่หนึ่ง แต่เครือข่ายเดียวกันแทน รวมถึงถูกห้างสรรพสินค้าย่านมหาชัยดูดลูกค้าไปเพิ่มเติมด้วย

    Porto Chino

    Porto Chino

    Porto Chino
    ภาพจาก เฟซบุ๊ก Asama Kulvanitchaiyanunt

    Porto Chino
    ภาพจาก เฟซบุ๊ก Asama Kulvanitchaiyanunt

    Porto Chino
    ภาพจาก เฟซบุ๊ก Asama Kulvanitchaiyanunt

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://hilight.kapook.com/view/249786&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0edxaPfuzKAeM73VgYCKv7