Category: ท่องเที่ยว

  • จากศูนย์กลางสุขภาพโลกสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคต Longevity Economy

    จากศูนย์กลางสุขภาพโลกสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคต Longevity Economy

    “สุขภาพ” ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการรักษา แต่กลายเป็น “เศรษฐกิจ” ที่ขับเคลื่อนโลก

    คำว่า Wellness ได้เปลี่ยนจากเทรนด์ชั่วคราวมาเป็นเมกะเทรนด์ระดับโลกที่หยั่งรากลึกในวิถีชีวิตของผู้คน และกำลังกลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของเศรษฐกิจมูลค่ามหาศาล ภายใต้กระแสนี้ ประเทศไทยได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้นำที่โดดเด่นที่สุดในโลก ได้รับการจัดอันดับให้เป็น ตลาดสุขภาพที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก ด้วยมูลค่ารวมกว่า 1.4 ล้านล้านบาท ในปี 2566 และมีอัตราการเติบโตถึง 28.4% ต่อปี คิดเป็น 7.87% ของ GDP ไทย ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เพียงสถิติ แต่คือหลักฐานของการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้น

    จากประเทศท่องเที่ยวสู่ประเทศแห่งสุขภาพ และต่อยอดไปสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคตที่เรียกว่า Longevity Economy หรือเศรษฐกิจแห่งการมีชีวิตที่ยืนยาวและมีคุณภาพ

    ภาพโครงการ

    นิยามความมั่งคั่งใหม่ของโลก เมื่อ “Wellness” กลายเป็นเศรษฐกิจ

    การทำความเข้าใจ “เศรษฐกิจเวลเนส” (Wellness Economy) คือจุดเริ่มต้นสำคัญในการมองเห็นทิศทางโลกในศตวรรษใหม่ Wellness หมายถึงการใช้ชีวิตอย่างสมดุลทั้งกาย ใจ และจิตวิญญาณ โดยผสมผสานแนวคิดจากศาสตร์สุขภาพโบราณอย่างอายุรเวทของอินเดีย การแพทย์แผนจีน และแนวทางกรีก-โรมัน เข้ากับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ปัจจุบันตลาดเวลเนสทั่วโลกมีมูลค่าสูงกว่า 6.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะทะยานแตะ 9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2571

    ในเวทีโลก คู่แข่งอย่าง AMAALA ในซาอุดีอาระเบีย คือกรณีศึกษาที่แสดงให้เห็นถึงมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรมเวลเนส ด้วยแนวคิด “Ultra-luxury Wellness Community” ที่ผสานเทคโนโลยีล้ำสมัย ความยั่งยืนแบบ Carbon Neutral และแนวคิดการท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟู (Regenerative Tourism) เข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ ขณะที่ประเทศไทยอาจยังพัฒนาแบบแยกส่วน แต่ข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้างของไทยคือ “ระบบนิเวศสุขภาพที่มีอยู่แล้ว” ทั้งบุคลากรทางการแพทย์ระดับโลก วัฒนธรรมการดูแลสุขภาพแบบไทย และโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวที่แข็งแกร่ง

    เปิดแผนที่ขุมทรัพย์ 1.4 ล้านล้านบาท พลังซ่อนเร้นในเศรษฐกิจเวลเนสไทย

    เมื่อเจาะลึกเข้าไปในโครงสร้างเศรษฐกิจเวลเนสของไทย จะพบว่าการเติบโตนี้ไม่ได้เกิดจากภาคส่วนเดียว แต่เป็นผลจากการผสานพลังของอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ตั้งแต่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อาหารและโภชนาการ ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ ไปจนถึงเวชศาสตร์เฉพาะบุคคลและสุขภาพจิต โดยเฉพาะ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ที่มีมูลค่าสูงถึง 415,000 ล้านบาท หรือกว่า 30% ของตลาดทั้งหมด และเติบโตถึง 119.5% ภายในปีเดียวหลังโควิด-19

    สิ่งที่น่าจับตามองคือ “พลังการใช้จ่าย” ของนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพต่างชาติที่ใช้จ่ายเฉลี่ย 58,000 บาทต่อทริป มากกว่านักท่องเที่ยวไทยกว่า 5 เท่า นั่นหมายความว่าการดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวมูลค่าสูงกลายเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย และเป็นกุญแจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

    โมเดล “5S” พิมพ์เขียวสู่การเป็น Wellness Hub ของโลก

    ความสำเร็จของไทยไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่ถูกหล่อหลอมจากวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ที่ชัดเจนผ่านโมเดล “5S” ที่ถอดแนวคิดมาจากยุทธศาสตร์ของ กระทรวงสาธารณสุข, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, และ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) ร่วมกันผลักดันเป้าหมาย “Thailand as a Global Wellness Hub” โดยวางรากฐานให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเวลเนสระดับโลก ได้แก่

    • Scientific Wellness Services – การยกระดับบริการสุขภาพด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น เวชศาสตร์แม่นยำ (Precision Medicine), Genome, AI และ Telemedicine เพื่อสร้างบริการเชิงป้องกันที่พิสูจน์ผลลัพธ์ได้จริง
    • Signature Thai Wellness – การสร้างอัตลักษณ์ไทยที่ไม่อาจลอกเลียนแบบได้ ผ่านภูมิปัญญาไทย เช่น นวดไทย สมุนไพร และอาหารสุขภาพ ผสานกับมาตรฐานทางการแพทย์ระดับโลก
    • Sustainable Wellness Tourism – การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวสุขภาพที่ยั่งยืน สอดคล้องกับแนวคิด ESG และ Green Destination เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพสูง
    • Smart Healthcare Technology – การนำ Big Data และ AI มายกระดับบริการด้านสุขภาพแบบรายบุคคล (Personalized Healthcare) เพื่อเปลี่ยนจากการรักษาเชิงรับเป็นการดูแลเชิงรุก
    • Safe & Trusted Destination – การสร้างความเชื่อมั่นด้วยมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูง ทั้งทางการแพทย์และการบริการ

    ดังที่ นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร BDMS Wellness Clinic กล่าวไว้ว่า

    “ประเทศไทยมีครบทุกองค์ประกอบ ทั้งบุคลากรทางการแพทย์ระดับโลก ราคาที่แข่งขันได้ วิถีชีวิตแห่งสุขภาพ และการต้อนรับอันอบอุ่น เราพร้อมแล้วที่จะเป็นผู้นำด้าน Wellness Tourism ของโลก”

    จาก Wellness Tourism สู่ “Longevity Economy” วิสัยทัศน์เศรษฐกิจแห่งชีวิตที่ยืนยาว

    ในก้าวต่อไปของวิวัฒนาการอุตสาหกรรมสุขภาพโลกกำลังเปลี่ยนจาก “Wellness Tourism” ไปสู่ “Longevity Economy” เศรษฐกิจที่เน้นการยืด Health Span หรือ “ช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดี” มากกว่าเพียงการยืดอายุขัย แนวคิดนี้สอดคล้องกับการแพทย์เชิงป้องกัน (Preventive Medicine) และการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล (Personalized Medicine) ซึ่งตอบโจทย์สังคมผู้สูงวัยทั่วโลกได้อย่างแม่นยำ

    สัญญาณของการเปลี่ยนผ่านนี้เริ่มชัดเจนในประเทศไทย ภาคส่วนเวชศาสตร์ป้องกันและแพทย์เฉพาะบุคคล เติบโตถึง 10.5% ขณะที่ อสังหาริมทรัพย์เชิงสุขภาพ (Wellness Real Estate) ขยายตัว 11.4% นำโดยโครงการมิกซ์ยูส “เวลเนสซิตี้” มูลค่า 25,000 ล้านบาทของ BDMS ซึ่งออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้ชีวิตเพื่อสุขภาพโดยเฉพาะ อีกทั้ง สุขภาพจิต (Mental Wellness) ยังเติบโตถึง 13.7% สะท้อนถึงการยกระดับมุมมองเรื่องสุขภาพที่ครอบคลุมทั้งกายและใจ

    ด้วยความพร้อมทั้งในด้านบุคลากร การแพทย์ วัฒนธรรม และโครงสร้างพื้นฐาน ประเทศไทยตั้งเป้าจะก้าวขึ้นสู่ Top 5 Wellness Destination ของโลก ภายในปี 2025 พร้อมคาดการณ์ว่านักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจะทะลุ 15 ล้านคน ซึ่งหมายถึงการก้าวสู่เวทีแข่งขันโดยตรงกับประเทศมหาอำนาจสุขภาพอย่างสหรัฐฯ เยอรมนี และจีน

    บทสรุปอนาคตที่มั่งคั่ง คือสุขภาพที่ยั่งยืน

    ประเทศไทยกำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของเศรษฐกิจ เมื่อ “สุขภาพ” ไม่ใช่เพียงความเป็นอยู่ที่ดี แต่กลายเป็น “พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคต” ด้วยรากฐานทางวัฒนธรรมที่แข็งแกร่ง วิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์อย่างโมเดล 5S และความร่วมมือกับองค์กรระดับโลก เช่น Global Wellness Institute ประเทศไทยจึงไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ แต่กำลังจะกลายเป็น ระบบนิเวศสุขภาพแบบครบวงจร ที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน

    การก้าวสู่ “Longevity Economy” จึงไม่ใช่แค่การสร้างรายได้มหาศาลเข้าประเทศ แต่คือการลงทุนใน “ความมั่งคั่งที่แท้จริง” สุขภาพที่ดีของประชาชนทั้งประเทศ เพราะในอนาคตอันใกล้ “ความมั่งคั่งที่ยั่งยืนที่สุด” จะไม่ใช่ทองคำหรือพลังงาน แต่คือ ชีวิตที่ยืนยาว แข็งแรง และมีความสุข

    อ้างอิง:

    www.bdmswellness.com

    tatreviewmagazine.com

    www.brandbuffet.in.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/731702&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vU-eCCXHSakOUWBRJvPMF

  • อวานี ขอนแก่น ชวนสัมผัสเสน่ห์วัฒนธรรมอีสาน ผ่านแพ็กเกจการท่องเที่ยวท้องถิ่นและกิจกรรมสุดพิเศษ

    อวานี ขอนแก่น ชวนสัมผัสเสน่ห์วัฒนธรรมอีสาน ผ่านแพ็กเกจการท่องเที่ยวท้องถิ่นและกิจกรรมสุดพิเศษ

    อวานี ขอนแก่น ชวนสัมผัสเสน่ห์วัฒนธรรมอีสาน ผ่านแพ็กเกจการท่องเที่ยวท้องถิ่นและกิจกรรมสุดพิเศษ

    สัมผัสความงามและดื่มด่ำมนต์เสน่ห์แห่งภาคอีสาน ทั้งการชมจิตรกรรมเก่าแก่บ้านสาวะถี เวิร์กชอปทำข้าวเกรียบอีสาน ไปจนพายเรือคายัคที่ภูผาม่าน และถ้ำค้างคาวขอนแก่นโรงแรมอวานี ขอนแก่น แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ (Avani Khon Kaen Hotel & Convention Centre) ชวนนักเดินทางทุกท่านมาสัมผัสเสน่ห์แห่งอีสาน ผ่านแพ็กเกจการท่องเที่ยวท้องถิ่น ที่นำเสนอทั้งประสบการณ์ทางวัฒนธรรม อาหาร และธรรมชาติของจังหวัดขอนแก่น ผ่านกิจกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ ตั้งแต่เดินชม ฮูปแต้ม จิตรกรรมบนฝาผนังอันเก่าแก่ของบ้านสาวะถี ทำข้าวเกรียบอีสานแบบดั้งเดิม ไปจนถึงพายเรือคายัคที่หนองสมอภูผาม่าน และชมปรากฏการณ์ฝูงค้างคาวนับล้านตัวบินออกจากถ้ำยามพลบค่ำโรงแรม อวานี ขอนแก่น ตั้งอยู่ใจกลางเมืองขอนแก่น ห่างจากสนามบินเพียง 15 นาที มาพร้อมกับห้องพักและห้องสวีท 196 ห้อง ที่ถูกตกแต่งด้วยการผสมผสานความคลาสสิคแบบอีสานดั้งเดิมร่วมกับความทันสมัยได้อย่างลงตัว สู่สไตล์ห้องพักที่หลากหลายสำหรับทุกความต้องการ ทั้งกลุ่มนักธุรกิจ คู่รัก ครอบครัว ไปจนถึงการต้อนรับสมาชิกสี่ขาสำหรับผู้ที่ชื่นชอบในรสชาติของอาหาร สามารถเพลิดเพลินกับเมนูจานเด็ดหลากหลายรูปแบบได้กับ สิทธิพิเศษใน 10 ร้านอาหารดังขอนแก่น เพียงแสดงคีย์การ์ดห้องพักของ อวานี ขอนแก่น ก็ได้รับส่วนลดสูงสุดถึง 15% ทันที

    อวานี ขอนแก่น ชวนสัมผัสเสน่ห์วัฒนธรรมอีสาน ผ่านแพ็กเกจการท่องเที่ยวท้องถิ่นและกิจกรรมสุดพิเศษ

    นอกจากนี้ ห้องอาหารจีนของโรงแรมอย่าง จู้ ฟาง (Ju Fang) ได้รังสรรค์เซ็ตเมนูใหม่ที่ผสมผสานวัตถุดิบท้องถิ่นขอนแก่นเข้ากับการปรุงสไตล์ฮ่องกงสู่อาหารจานพิเศษให้ได้ลิ้มลอง ได้แก่ เป็ดย่างไม้ลิ้นจี่ เอ็นเนื้อตุ๋นซอสมะเขือเทศวูสเตอร์ไชร์ จานเรียกน้ำย่อยตามฤดูกาลอย่าง มะเขือเทศดองบ๊วย และสลัดแตงกวาสไตล์ฉงชิ่ง เสิร์ฟคู่ข้าวกล้องทับทิมชุมแพของขอนแก่น และไก่สมุนไพรเอาใจสายรักสุขภาพ ปิดท้ายความอร่อยด้วยขนมหวาน มันม่วง ลูกแพร มะพร้าว เสิร์ฟพร้อมชาแดงหอมหมื่นลี้

    สำหรับผู้ที่มองหาความผ่อนคลายระหว่างวัน อวานีสปา นำเสนอ ทรีตเมนต์นวดขิดอีสาน ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่ใช้การกดและเขี่ย (ขิด) ไปตามแนวเส้นทั่วร่างกายผสมผสานการนวดด้วยน้ำมันตะไคร้ เพื่อคลายเส้นที่ตึงและลดอาการเมื่อยล้า พร้อมปิดท้ายด้วยการจิบชาสมุนไพรเพื่อปรับสมดุลให้กับร่างกาย หรือจะเปลี่ยนบรรยากาศไปสนุกกับสระว่ายน้ำกลางแจ้งพร้อมเครื่องเล่นและสกู๊ตเตอร์ใต้น้ำ ตลอดจนฟิตเนสที่มีอุปกรณ์ครบครันสำหรับสายฟิตก็ได้เช่นกันแพ็กเกจสุดพิเศษนี้ พร้อมเชิญทุกท่านมาสัมผัสเสน่ห์ของอีสาน ผ่านการท่องเที่ยวสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่น และธรรมชาติสุดอันซีน ด้วยโปรแกรมแบบครึ่งวันและเต็มวัน เริ่มต้นที่ 3,500 บาท พร้อมบริการอันทันสมัยจาก อวานี ขอนแก่น ที่ได้รับการรับรอง 5 ดาว “ด้านความยั่งยืน” ภายใต้โครงการ Sustainable Tourism Acceleration Rating (STAR) จาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของโรงแรมในการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบและยั่งยืน

    สำหรับผู้ที่สนใจสามารถทำการจองหรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ เบอร์ +66 (0) 43 209 888 อีเมล [email protected] หรือเว็บไซต์ www.avanihotels.com/th/khon-kaen/offers/local-tour


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12755905&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1NcgO90xwph8I4eaY9fHZY

  • ตร.ทท.บุกรวบแรงงานเมียนมาค้ายาบ้าเม็ดละ 100 เงินหมุนเวียนหลายแสนบาท

    ตร.ทท.บุกรวบแรงงานเมียนมาค้ายาบ้าเม็ดละ 100 เงินหมุนเวียนหลายแสนบาท

    วันศุกร์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.24 น.

    ตร.ทท.บุกรวบแรงงานเมียนมาค้ายาบ้าเม็ดละ 100 เงินหมุนเวียนหลายแสนบาท

    วันที่ 10 ตุลาคม 2568 ตามนโยบายของ พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ให้ปราบปรามยาเสพติด และอาชญากรรมในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว โดยสั่งการให้ พ.ต.ท.วินิจ บุญชิต สารวัตรตำรวจท่องเที่ยว 5 กองกำกับการ 2 กองบังคับการ 3 นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวเกาะพะงัน ร่วมกับ ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี(เกาะพะงัน) เข้าตรวจค้นบริเวณ หมู่ 1 ตำบลเกาะพะงัน อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี หลังมีรายงานว่ากลุ่มวัยรุ่นชาวเมียนมาขับรถเข้าออกหมู่บ้านจำนวนมาก และมีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติด

    เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 2 ราย ได้แก่ นายไท อาว อายุ 33 ปี สัญชาติเมียนมา ขณะเดินออกจากหมู่บ้านและได้วิ่งหลบหนีทันทีเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลังจากควบคุมตัวตรวจค้นพบยาบ้า 1 เม็ด ซุกซ่อนในกระเป๋ากางเกง นายไท อาว ให้การรับสารภาพว่า ยาบ้าดังกล่าวเป็นของตน และซื้อมาจากเพื่อนชาวเมียนมาในราคาเม็ดละ 100 บาท

    จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ขยายผล โดยได้ควบคุมตัวนายอาว มิน เท อายุ 26 ปี สัญชาติเมียนมา ได้ที่บ้านพัก ตรวจค้นภายในกระเป๋าสีดำที่สะพายอยู่ พบยาบ้าจำนวน 77 เม็ด บรรจุอยู่ในถุงพลาสติก และจากการตรวจสอบหนังสือเดินทางพบอีกว่า นายอาว มิน เท เป็นบุคคลต่างด้าวที่อยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด อยู่เกินกำหนด 238 วัน

    จากการสอบปากคำ นายอาว มิน เท รับสารภาพว่า ได้ขายยาบ้าให้กับนายไท อาว ไปจริง และยอมรับว่าตนซื้อยาบ้ามาจากคนไทยที่เรียกว่า พี่ ในราคาต้นทุนเม็ดละ 35 บาท โดยซื้อมาแล้ว 2 ครั้ง รวม 128 เม็ด เพื่อนำมาจำหน่ายต่อให้กับลูกค้าชาวเมียนมาในราคาเม็ดละ 100 บาท

    พ.ต.ท.วินิจ บุญชิต สารวัตรตำรวจท่องเที่ยว 5 กองกำกับการ 2 กองบังคับการ 3 เปิดเผยว่า คดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในบัญชีต้องกำจัด เนื่องจากปัญหาการค้าขายยาเสพติดในพื้นที่นำร่องทำลายภาพลักษณ์การท่องเที่ยว ได้สร้างปัญหาการลักวิ่งชิงทรัพย์นักท่องเที่ยว และมีรายงานว่า นายอาว มิน เท ผู้ต้องหา มีเงินหมุนเวียนในบัญชีเดือนละหลายแสนบาท จากการโอนเงินซื้อขายยาบ้า

    เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหากับ นายไท อาว ในข้อหา “มียาเสพติดประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย และเสพยาเสพติด” และนายอาว มิน เท ถูกแจ้งข้อหา “จำหน่ายซึ่งยาเสพติดประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยมีไว้เพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า, เสพยาเสพติด และเป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด” ส่งพนักงานสอบสวน สภ.เกาะพะงัน เพื่อดำเนินคดีตามกฏหมาย พร้อมจะขยายผลล่าตัวคนไทยที่เป็นเอเย่นขายยาบ้าให้กับชาวเมียนมามาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/920256&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YFX9AMpv7K_F4WFZYEABX

  • ข่าวดี!I สุวรรณภูมิคว้าสนามบินขวัญใจชาวโลก

    ข่าวดี!I สุวรรณภูมิคว้าสนามบินขวัญใจชาวโลก


    ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิขึ้นแท่นติด 1 ใน 10  สนามบินดีที่สุดในโลกจากผลสำรวจReaders’ Choice Awards 2025 พร้อมเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่อเนื่อง ทั้งส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสาร-รันเวย์เส้นที่ 4

    รายงานข่าวจาก   บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT)  เปิดเผยว่า  ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 10 ท่าอากาศยานที่ดีสุดของโลกจากการประกาศผล Readers’ Choice Awards 2025 เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นการคิดคะแนนโดยอ้างอิงจากผลโหวตของนักเดินทางจากทั่วโลก โดยการจัดอันดับนี้เป็นส่วนหนึ่งของผลสำรวจประจำปีจากผู้อ่านนิตยสาร Condé Nast Traveler ซึ่งเป็นนิตยสารท่องเที่ยวชั้นนำของสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้ ทสภ.ติดอันดับ Top 10 ร่วมกับสนามบินชั้นนำ เช่น ท่าอากาศยานชางงี สาธารณรัฐสิงคโปร์ ท่าอากาศยานอิสตันบูล ประเทศทูร์เคีย และท่าอากาศยานนานาชาติฮ่องกง เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นต้น

    เว็บไซต์ Condé Nast Traveler ระบุว่า รางวัลที่ได้มาจากผลโหวตของผู้อ่านจากหลากหลายประเภทที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว อาทิ สนามบินที่ดีที่สุด สถานที่ท่องเที่ยวที่ดีที่สุด โรงแรมที่ดีที่สุด และสายการบินที่ดีที่สุด โดย ทสภ.ยังคงมีแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง ทั้งการก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก (East Expansion) การก่อสร้างอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ (South Terminal) และการก่อสร้างทางวิ่งเส้นที่ 4 (4th Runway) ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพงานบริการเพื่อสร้างประสบการณ์เดินทางที่ดีให้กับนักท่องเที่ยวภายใต้แนวคิด “World Class  Hospitality”

    อย่างไรก็ดีการได้รับรางวัล Readers’ Choice Awards 2025 สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จในการพัฒนาและบริหารจัดการท่าอากาศยานอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพการให้บริการและประสิทธิภาพในการเชื่อมต่อทางอากาศให้เทียบเท่าสนามบินชั้นนำระดับโลก ตอบสนองความต้องการของผู้โดยสาร

    ด้วยการสร้างประสบการณ์เดินทางที่สะดวกสบาย รวดเร็ว น่าประทับใจ โดยเน้นแนวคิด “World Class  Hospitality” ที่มุ่งเน้นการให้บริการที่เหนือระดับ ความใส่ใจ และการแสดงออกถึงความเป็นเจ้าบ้านที่ยินดีต้อนรับอย่างอบอุ่นในฐานะศูนย์กลางการเดินทางของภูมิภาค ซึ่งจะช่วยส่งเสริมศักยภาพของเศรษฐกิจชาติและการท่องเที่ยวระดับโลกอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/36368&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NWIQ2tHa1LEnxvKM2JQBL

  • “วัดม่วง” อยุธยา เปิดจิตรกรรมฝาผนัง 100 ปี เรื่องเล่าล้ำค่า

    “วัดม่วง” อยุธยา เปิดจิตรกรรมฝาผนัง 100 ปี เรื่องเล่าล้ำค่า

    จังหวัด พระนครศรีอยุธยา มีวัดเก่ามากมายให้เลือกเที่ยวชม ขอแนะนำ “วัดม่วง” ที่ภายในอุโบสถ และพระวิหาร มีงานจิตรกรรมฝาผนังอายุกว่า 100 ปี แต่ละผลงานมีเรื่องเล่าที่แตกต่างออกไป มาดูกันว่ามีเรื่องอะไรบ้าง และน่าสนใจขนาดไหน

    เริ่มจากภายในอุโบสถของวัด กับจิตรกรรมฝาผนังที่เล่าเรื่องราวพุทธประวัติของ “พระพุทธเจ้า” ขึ้นประทับบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และต้นปาริชาติ ที่จะออกดอกเพียงแค่ 1 ครั้ง ในรอบ 100 ปี ซึ่งใครได้ดมกลิ่นดอกปาริชาติจะสามารถระลึกชาติได้ 100 ปี และมี “พระเจดีย์จุฬามณี” เป็นที่บรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า เมื่อครั้งเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ตัดมวยผมแล้วโยนทิ้ง

    เมื่อเข้ามาในพระวิหาร จะพบกับจิตรกรรมฝาผนัง “ภาพมารผจญ” เป็นการรวมกองทัพมาร เมื่อเหล่ากองทัพมารรวมตัวกันเพื่อกำจัด “พระพุทธเจ้า” แต่ถูก “แม่พระธรณี” เสกน้ำท่วม กองทัพมารทนกระแสน้ำท่วมไม่ไหวจึงยอมถอยทัพในที่สุด

    “ภาพกาก” จิตรกรรมฝาผนังอาคารหรือบ้านที่กำลังก่อสร้าง ภาพสะท้อนชีวิตคนที่ไม่ค่อยพบเห็นโดยทั่ว ๆ ไป และ “ภาพเทพชุมนุม” ภาพที่เป็นพระราชนิยมของรัชกาลที่ 4 แต่ถูกเขียนและวาดลวดลายแบบใหม่เป็นสไตล์ฝรั่ง

    หากใครชื่นชอบเรื่องของสุภาษิตและคำพังเพย ที่นี่มีจิตรกรรมฝาผนังสุภาษิตโบราณ “ตั้งกะลาแคมเรือ” และคำพังเพยโบราณ “วัวไม่อยากหญ้าก็อย่าไปข่มเขา”

    และท้ายสุดกับภาพ “ปลาอานนท์” ที่มากับความเชื่อโบราณว่า หากปลาอานนท์ขยับตัว จะเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว

    ยังมีจิตรกรรมฝาผนังอีกมากมายให้ได้ชม ใครที่ชื่นชอบศิลปะโบราณไม่ควรพลาด มาชมกันได้ที่ “วัดม่วง” จ.พระนครศรีอยุธยา

    พิกัด “วัดม่วง” จ.พระนครศรีอยุธยา:
    ที่อยู่ : เลขที่ 48 หมู่ 5 ต.โพธิ์สามต้น อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา 13220
    พิกัด :https://maps.app.goo.gl/hr2tmzFWgyME2GiCA
    เวลาเปิด-ปิด : 06.30 – 17.30 น. ทุกวัน
    โทร : 092 892 1914
    เพจเว็บไซต์ : https://www.finearts.go.th/archae/view/43335-วัดม่วง–ตำบลโพธิ์สามต้น-อำเภอบางปะหัน-จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/travel/thailand/258930&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33PWi8W5GXFdF6eh31oMUY

  • กรุงเทพฯ คว้าแชมป์เมืองท่องเที่ยวที่ดีที่สุดในเอเชียปี 2025 ต่อเนื่อง 2 ปีซ้อน

    กรุงเทพฯ คว้าแชมป์เมืองท่องเที่ยวที่ดีที่สุดในเอเชียปี 2025 ต่อเนื่อง 2 ปีซ้อน

    กรุงเทพมหานคร ตอกย้ำสถานะสุดยอดจุดหมายปลายทางของนักเดินทางทั่วโลกอีกครั้ง จากการประกาศผลรางวัล “Best in Travel 2025” โดย Smart Travel Asia นิตยสารท่องเที่ยวดิจิทัลชั้นนำ ซึ่งมาจากการสำรวจความคิดเห็นของนักอ่านและนักเดินทางหลายแสนคนทั่วโลก

    ผลปรากฏว่ากรุงเทพฯ ได้รับคะแนนโหวตสูงสุดให้เป็น “เมืองสำหรับวันหยุดพักผ่อนที่ดีที่สุดในเอเชีย (Best Holiday Destination in Asia) ประจำปี 2025” และเป็นการครองตำแหน่งแชมป์ต่อเนื่องเป็นปีที่สองอย่างยิ่งใหญ่

    รางวัลนี้สะท้อนให้เห็นถึงเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของกรุงเทพฯ ที่ยังคงมัดใจนักท่องเที่ยวได้อย่างอยู่หมัด โดย Smart Travel Asia ได้ให้คำนิยามไว้อย่างชัดเจนว่ากรุงเทพฯ คือ “เมืองที่เปี่ยมด้วยพลังและชีวิตชีวา ทั้งกลางวันและกลางคืน” จากการสำรวจพบว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักท่องเที่ยวเทใจให้กรุงเทพฯ มาจากประสบการณ์ที่หลากหลายและผสมผสานกันอย่างลงตัว

    ปัจจัยที่ทำให้ กรุงเทพฯ คว้าแชมป์เมืองท่องเที่ยวที่ดีที่สุดในเอเชียปี 2025

    สวรรค์ของนักชิม (Dining & Nightlife) กรุงเทพฯ คือเมืองหลวงแห่งอาหารอย่างแท้จริง ตั้งแต่สตรีทฟู้ดระดับตำนานที่มีอาหารให้เลือกชิมไม่รู้จบ ไปจนถึงร้านอาหารระดับ Michelin Star และรูฟท็อปบาร์ที่สามารถชมวิวเมืองได้แบบ 360 องศา

    มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ อย่างเช่นความงดงามของวัดพระแก้ว วัดอรุณราชวราราม และวัดโพธิ์ ยังคงเป็นจุดหมายที่ต้องมาเยือน การได้สัมผัสสถาปัตยกรรมไทยอันเป็นเอกลักษณ์คือประสบการณ์ที่น่าประทับใจไม่รู้ลืม

    รวมแหล่งช้อปปิ้งครบทุกสไตล์ ไม่ว่าจะเป็นศูนย์การค้าหรูใจกลางเมืองอย่างสยามพารากอนและเซ็นทรัลเวิลด์ หรือตลาดนัดสุดสัปดาห์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง “สวนจตุจักร” กรุงเทพฯ สามารถตอบสนองทุกความต้องการของนักช้อป

    ความคุ้มค่า และผู้คนที่เป็นมิตร เป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ เมื่อเทียบกับเมืองใหญ่อื่นๆ กรุงเทพฯ ยังคงเป็นเมืองที่มอบความคุ้มค่า ทั้งในเรื่องค่าครองชีพ โรงแรมที่พักคุณภาพ และที่สำคัญคือรอยยิ้มและการต้อนรับที่อบอุ่นของคนไทย

    10 อันดับเมืองท่องเที่ยวยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย 2025

    กรุงเทพมหานคร, ไทย

    บาหลี, อินโดนีเซีย และ โตเกียว, ญี่ปุ่น (ครองอันดับร่วม)

    เชียงใหม่, ไทย

    โซล, เกาหลีใต้ และ หลวงพระบาง, ลาว (ครองอันดับร่วม)

    เกาะฮ่องกง และ ภูเก็ต, ไทย (ครองอันดับร่วม)

    การที่ประเทศไทยมีเมืองติดอันดับถึง 3 แห่ง (กรุงเทพฯ, เชียงใหม่, ภูเก็ต) สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและศักยภาพของการท่องเที่ยวไทยที่สามารถมอบประสบการณ์ที่หลากหลาย ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวได้ทุกกลุ่ม

    การได้รับรางวัลในครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่ความสำเร็จของกรุงเทพฯ แต่เป็นเครื่องยืนยันถึงความพร้อมของประเทศไทยในการเปิดบ้านต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก และเป็นแรงผลักดันให้ทุกภาคส่วนร่วมกันพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนต่อไป

    ข้อมูล : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2888274&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36A6BihJT02NLOR1psf5xM

  • เกาะสมุยปักหมุดเมืองด้านสุขภาพและท่องเที่ยวเชิงกีฬา

    เกาะสมุยปักหมุดเมืองด้านสุขภาพและท่องเที่ยวเชิงกีฬา

    เกาะสมุยปักหมุดเมืองด้านสุขภาพและท่องเที่ยวเชิงกีฬา ดันไทยสู่ผู้นำเอเชีย

    เศรษฐกิจสุขภาพทะยานแซงแฟชั่นและยา! ผู้นำอุตสาหกรรมรวมตัวในงาน C9 Sessions ขับเคลื่อนเกาะสมุยสู่ฮับระดับโลกด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การยืดอายุขัย และไลฟ์สไตล์แอคทีฟ

    เกาะสมุยก้าวสู่ยุคใหม่ของการท่องเที่ยว

    เกาะสมุยกำลังก้าวสู่บทบาทใหม่ในฐานะจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงกีฬาที่น่าจับตามองที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย จากเดิมที่เป็นเกาะหรูสำหรับการพักผ่อน สมุยได้ปรับภาพลักษณ์ให้สอดรับกับเทรนด์ระดับโลกที่ผสานแนวคิดเรื่องสุขภาพ การใช้ชีวิตแบบแอคทีฟ และการดูแลสมรรถนะร่างกาย จนกลายเป็นนิยามใหม่ของการท่องเที่ยวที่ให้ความสำคัญทั้งกับสุขภาพ และการผ่อนคลาย

    ประเทศไทยยังคงเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจสุขภาพในภูมิภาคเอเชีย โดยมีการท่องเที่ยวเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ตั้งแต่รีทรีตโยคะ รีสอร์ตสปา คลินิกสุขภาพ ไปจนถึงศูนย์ส่งเสริมอายุยืน ซึ่งภาคธุรกิจสุขภาพของไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง และท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงนี้ เกาะสมุยได้กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่โดดเด่น ผสานความสงบของทะเลเมืองร้อนเข้ากับนวัตกรรมด้านสุขภาพและกีฬา

    โอกาสเหล่านี้ได้ถูกยกขึ้นมาเป็นประเด็นสำคัญในงาน C9 Sessions – Koh Samui Wellness Tourism “Beyond the Spa” ซึ่งเป็นเวทีที่รวมผู้เชี่ยวชาญและนักลงทุนจากทั่วโลก มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการพัฒนาเกาะสมุยให้ก้าวขึ้นเป็นต้นแบบใหม่ของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และไลฟ์สไตล์แอคทีฟในเอเชีย

    “เศรษฐกิจด้านสุขภาพของโลกในปัจจุบันมีมูลค่าสูงกว่าอุตสาหกรรมแฟชั่นหรืออุตสาหกรรมยา แต่ความสำเร็จที่แท้จริงขึ้นอยู่กับความจริงใจ ไม่ใช่เพียงการสร้างภาพลักษณ์ด้านสุขภาพ นักท่องเที่ยวยุคใหม่ให้ความสำคัญกับความจริงแท้และผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้ ทำให้เกาะสมุยมีโอกาสในการยกระดับมาตรฐานใหม่ ผ่านการพัฒนาโครงการที่ให้ผลลัพธ์ชัดเจนทั้งด้านสุขภาพ การยืดอายุขัย และสมรรถนะของร่างกาย” กล่าวโดย อินโก ชเวเดอร์ (Ingo Schweder) ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GOCO Hospitality และกรรมการผู้จัดการ Horwath HTL Health & Wellness

    อินโก ยังเสริมว่า “การแพทย์เพื่อการยืนอายุ (Longevity Medicine) สุขภาพแบบเฉพาะบุคคล (Precision Health) และสุขภาวะทางจิตวิญญาณ (Spiritual Wellbeing)” คือสามแกนหลักของการเติบโตในอนาคต ซึ่งขับเคลื่อนด้วยความต้องการที่เพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวที่มองหาประสบการณ์ด้านสุขภาพที่มีความหมาย และให้ผลลัพธ์จริงในทุกมิติของการบริการด้านการท่องเที่ยว

    แรงขับเคลื่อนสำคัญของการพัฒนาครั้งนี้คือ Maraleina Sports Resort ที่ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 140 ไร่ และได้ผสานแนวคิดหลัก 5 ด้าน ได้แก่ ฟุตบอล ว่ายน้ำ ฟิตเนส กีฬาแร็กเกต และกิจกรรมสำหรับครอบครัว พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกระดับโลก อาทิ สนามฟุตบอลขนาดมาตรฐานฟีฟ่า โรงยิมสมรรถนะสูง และโซนฟื้นฟูร่างกายที่ออกแบบมาเพื่อนักกีฬาและนักท่องเที่ยวสายสุขภาพ

    มาร์เซโล ฟอนเซกา (Marcelo Fonseca) ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและพัฒนาธุรกิจ Maraleina Sports Resort กล่าวว่า “วิสัยทัศน์ของเรามาจากความหลงใหลในกีฬา และความเชื่อมั่นในศักยภาพของเกาะสมุย สิ่งที่เริ่มต้นจากความฝันในการสร้างโอกาสให้เยาวชนในท้องถิ่นผ่านสโมสร Samui United ได้ขยายกลายเป็นระบบนิเวศที่เชื่อมโยงสุขภาพ ชุมชน และครอบครัวเข้าด้วยกัน นักท่องเที่ยวเจเนอเรชันมิลเลนเนียลและเจนซีไม่ได้มองหาการพักผ่อนเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่พวกเขาต้องการขยับร่างกาย สร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้คน และดูแลสุขภาพของตัวเอง โดยกีฬาได้กลายเป็นประตูสำคัญที่เปิดเส้นทางสู่การมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน”

    ความร่วมมือของ Maraleina กับ โครงการฝึกอบรมฟุตบอล Paris Saint-Germain Academy ได้ยกระดับเกาะสมุยให้เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายกีฬาระดับนานาชาติ มอบโอกาสให้เยาวชนไทยได้ฝึกซ้อมตามมาตรฐานระดับโลก พร้อมส่งเสริมภาพลักษณ์ของสมุยให้โดดเด่นในฐานะจุดหมายปลายทางสำหรับผู้ที่ใส่ใจสุขภาพ

    สำหรับ มิก้า ชูนวลศรี อดีตนักฟุตบอลทีมชาติไทย และผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ Maraleina Sports Resort เขาเชื่อว่าพลังของกีฬาที่มีต่อชุมชนคือหัวใจสำคัญของเรื่องราวเกาะสมุย โดยกล่าวว่า “การท่องเที่ยวเชิงกีฬาคือเรื่องของผู้คนและเป้าหมาย และที่สโมสร Samui United เรากำลังสร้างโอกาสให้ผู้เล่นท้องถิ่น พร้อมจุดประกายแรงบันดาลใจให้เยาวชนทั่วเกาะ อีกทั้งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ต้องการมากกว่าการพักผ่อนแบบทั่วไป ให้ได้ฝึกซ้อม เล่นกีฬา และฟื้นฟูร่างกายในสถานที่ที่มีไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตแบบเดียวกัน ซึ่งสมุยมอบความลงตัวระหว่าง ความจริงแท้ และ ความมุ่งมั่น ได้อย่างสมบูรณ์แบบ”

    เมื่อการท่องเที่ยวทั่วโลกยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การผสานระหว่างสุขภาพและกีฬาได้เปลี่ยนวิธีที่จุดหมายปลายทางต่าง ๆ ใช้ในการแข่งขันในตลาดท่องเที่ยว แนวคิดแบบ “ไฮบริด” ที่รวมการฟื้นฟูร่างกายเข้ากับการพัฒนาศักยภาพ และเชื่อมโยงการมีสติ (mindfulness) เข้ากับการเคลื่อนไหว กำลังกลายเป็นจุดเด่นสำคัญที่ช่วยสร้างเอกลักษณ์และความแตกต่างให้กับแต่ละจุดหมาย

    “การผสานระหว่างสุขภาพและกีฬาได้เติมพลังให้สมุยมีชีวิตชีวาตลอดทั้งปี นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ไม่ได้มาเพียงตามฤดูกาล แต่ช่วยสร้างความมั่นคงให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ดึงดูดผู้เดินทางจากทั่วโลก และยกระดับสมุยให้ก้าวข้ามจากจุดหมายแห่งการพักผ่อนแบบเดิม ๆ ด้วยทรัพยากรธรรมชาติอันโดดเด่นและและโครงการใหม่ ๆ ที่มีวิสัยทัศน์ เกาะสมุยจึงอยู่ในจุดที่พร้อมจะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพ และไลฟ์สไตล์แอคทีฟของเอเชีย” กล่าวโดย บิล บาร์เน็ตต์ (Bill Barnett) กรรมการผู้จัดการ C9 Hotelworks

    จากรีสอร์ตหรูที่มุ่งเน้นการดูแลสุขภาพและยืดอายุขัย ไปจนถึงสถาบันฟุตบอลระดับเยาวชน การเปลี่ยนแปลงของเกาะสมุยสะท้อนให้เห็นถึงกระแสการท่องเที่ยวระดับโลกที่ให้ความสำคัญกับ สุขภาพ ชุมชน และการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12755953&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15A8rMxw8cb913Wgvweb-n

  • คณะกรรมการอุทยานธรณีเพชรบูรณ์ลงพื้นที่ “หินงูใหญ่” ริมลำน้ำเข็กเตรียมวางแผนจัดการพื้นที่รองรับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อย่างยั่งยืน | TOPNEWS

    คณะกรรมการอุทยานธรณีเพชรบูรณ์ลงพื้นที่ “หินงูใหญ่” ริมลำน้ำเข็กเตรียมวางแผนจัดการพื้นที่รองรับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อย่างยั่งยืน | TOPNEWS

    คณะกรรมการอุทยานธรณีเพชรบูรณ์ ร่วมกับสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเพชรบูรณ์ สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเพชรบูรณ์ เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง และคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ ได้ลงพื้นที่บริเวณ ริมลำน้ำเข็ก ตำบลเข็กน้อย อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อสำรวจและหารือแนวทางการจัดการพื้นที่ “หินงูใหญ่” แหล่งธรณีที่กำลังได้รับความสนใจจากประชาชนและนักท่องเที่ยวอย่างกว้างขวาง
    “หินงูใหญ่” มีลักษณะเป็นโขดหินรูปร่างคล้ายหัวงูขนาดใหญ่ เกิดจากกระบวนการทางธรณีวิทยาที่เรียกว่า “ซันแครก (Suncrack)” ซึ่งเกิดจากการหดตัวของหินเมื่อถูกความร้อนจากแสงอาทิตย์สลับกับความเย็นในช่วงกลางคืน จนเกิดรอยแยกเป็นแนวรูปทรงเฉพาะตัว ปรากฏการณ์ธรรมชาตินี้นอกจากจะมีคุณค่าทางธรณีวิทยา ยังกลายเป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวจำนวนมากให้ความสนใจ บางกลุ่มมองว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และเดินทางมาสักการะขอพร

    ในการประชุมภาคสนามครั้งนี้ ที่ประชุมได้หารือถึงแนวทางการพัฒนาและจัดการพื้นที่อย่างรอบคอบ เพื่อให้สอดคล้องทั้งมิติทางการท่องเที่ยวและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยมีประเด็นสำคัญ เช่น การจัดระเบียบพื้นที่จอดรถให้ปลอดภัย การปรับปรุงเส้นทางเดินเท้าเพื่อความสะดวกและลดผลกระทบต่อธรรมชาติ การจัดสรรพื้นที่สำหรับผู้มีความเชื่อในการประกอบพิธีกรรม การคัดเลือกวัสดุที่กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม การบริหารจัดการขยะและร้านค้าชุมชนไม่ให้กระทบระบบนิเวศ การติดตั้งป้ายข้อมูลทางวิชาการและป้ายเตือนเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ผู้มาเยือน

    ที่ประชุมยังเน้นย้ำถึงการสร้าง “สมดุลระหว่างความเชื่อกับวิชาการ” ให้ประชาชนในพื้นที่และนักวิชาการได้มีส่วนร่วมในการออกแบบแนวทางการใช้พื้นที่ร่วมกัน เพื่อให้ “หินงูใหญ่” ไม่เพียงเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่งดงามเท่านั้น แต่ยังเป็น แหล่งเรียนรู้ธรณีวิทยาและวัฒนธรรมท้องถิ่น ที่เติบโตบนฐานของความเข้าใจและการอนุรักษ์อย่างแท้จริง ทั้งนี้ คณะกรรมการอุทยานธรณีเพชรบูรณ์จะดำเนินการจัดทำแผนบริหารจัดการพื้นที่ในระยะต่อไป โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว และการรักษาความสมบูรณ์ของสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน เพื่อให้ “หินงูใหญ่” กลายเป็นอีกหนึ่ง จุดหมายใหม่ของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในเพชรบูรณ์ ที่ยั่งยืนและมีคุณค่าทางวัฒนธรรม

    ภาพ/ข่าว วิริทธิ์พล หิรัญรัตน์ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.เพชรบูรณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1350842&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2L46muMBI9bAiZwli1rB9n

  • ลดขยะ ชุมชนป่าต้นน้ำ ชวนลอยกระทงใบไม้ บูชาลำตะคอง เขาใหญ่ | TOPNEWS

    ลดขยะ ชุมชนป่าต้นน้ำ ชวนลอยกระทงใบไม้ บูชาลำตะคอง เขาใหญ่ | TOPNEWS

    ลดขยะ ชุมชนป่าต้นน้ำ ชวนลอยกระทงใบไม้ บูชาลำตะคอง เขาใหญ่

    • เผยแพร่ : 10/10/2025 11:33

    นครราชสีมา ชุมชนป่าต้นน้ำ ชวนลอยกระทงใบไม้ บูชาลำตะคอง เขาใหญ่ สืบสานวัฒนธรรม ขอขมาสายน้ำ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ใช้ใบไม้และวัสดุธรรมชาติ ลดขยะ ลดโลกร้อน

    วันที่ 10 ตุลาคม 2568 ที่ท่าน้ำบ้านท่ามะปรางค์-คลองเพล ต.หมูสี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา นายสมหมาย ประเสริฐสงค์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวบ้านท่ามะปรางค์-คลองเพล เรียกประชุมชาวบ้านเพื่อเตรียมสถานที่จัดงานสืบสานประเพณีไทย งานลอยกระทง ประจำปี 2568 วันที่ 5 พฤศจิกายน

    โดย กลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวบ้านท่ามะปรางค์-คลองเพล เตรียมจัดงาน “ลอยกระทงใบไม้ บูชาลำตะคอง” เป็นครั้งที่ 2 นับเป็นงานประเพณีที่จัดขึ้นครั้งแรกของพื้นที่ บ้านท่ามะปรางค์-คลองเพล เขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา โดยเน้นใช้ใบไม้ลอยกระทง เพื่อเป็นกระทงรักษ์โลกสอดรับกับเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และลดขยะ ลดการสร้างมวลภาวะเรือนกระจก

    นายสมหมาย ประเสริฐสงค์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวบ้านท่ามะปรางค์-คลองเพล เปิดเผยว่า งาน “ลอยกระทงใบไม้ บูชาลำตะคอง” เน้นสืบสานวัฒนธรรมการลอยกระทงอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยใช้กระทงที่ทำจากใบไม้และวัสดุธรรมชาติ ลดขยะและโลกร้อน โดยงานนี้จะจัดขึ้นในวันลอยกระทง (วันพุธที่ 5 พฤศจิกายน 2568) ณ ท่าน้ำลำตะคอง บ้านท่ามะปรางค์-คลองเพล เขาใหญ่

    โดยรายละเอียดงาน กิจกรรม: ลอยกระทงใบไม้ บูชาลำตะคอง มีวัตถุประสงค์: เพื่อขอขมาสายน้ำ ลำตะคอง และส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ โดยใช้กระทงจากวัสดุธรรมชาติ จัดขึ้นโดยกลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวบ้านท่ามะปรางค์-คลองเพล มีความสำคัญ อนุรักษ์ธรรมชาติ: เป็นการขอขมาพระแม่คงคาด้วยวัสดุจากธรรมชาติแทนการใช้กระทงพลาสติกหรือโฟม สืบสานประเพณี: เป็นการอนุรักษ์และรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีลอยกระทงให้ยั่งยืน สร้างอัตลักษณ์ชุมชน: เป็นการสร้างอัตลักษณ์การท่องเที่ยวชุมชนป่าต้นน้ำเขาใหญ่ ที่สำคัญมีการประกวดกระทงรักษ์โลก ซึ่งทำจากใบไม้ ด้วยแนวคิด “ กระทงรักษ์โลก รักษ์แม่น้ำลำธาร ” อีกด้วย.

    ภาพ-ข่าว ประสิทธิ์ วนะชกิจ ผู้สื่อข่าวTOPNEWSทั่วไทย จ.นครราชสีมา

    SOCAIL 16-9 copy

    8965368

    “สีหศักดิ์” นำทีมกต.ถกภาคเอกชนไทยในกัมพูชา ยันห่วงใยผลกระทบ ย้ำปัญหาเกิดจาก“เขมร” ไม่ขัดสหรัฐขอจุ้นแต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไข

    สภาอุตสาหกรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา ร่วมกับ SCG กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จัดโครงการ “Go Together” เติบโตไปด้วยกัน สู่ โลกยั่งยืน

    แถลงข่าวการจัดงานแข่งขัน อุตรดิตถ์โตโยไทร์ เอ็กซ์พลอร่าร์ เรซซิ่งคาร์ไทยแลนด์ เฟสติวัล ครั้งที่ 2

    “เมื่อเด็กๆ เรียนรู้จากไข่” ซีพีเอฟส่งต่อความมั่นคงทางอาหาร จากรั้วโรงเรียนสู่รั้วชุมชน

    ฉะเชิงเทรา ไฟไหม้ นายกขวัญ ส่งหน่วยดับเพลิงระงับเหตุเพลิงไหม้ อบต.โสธร

    “สันติ” เตรียมเปิดช่องทางร้องเรียน เอาผิดผู้ประกอบการฉวยโอกาส ขึ้นราคาสินค้า “คนละครึ่งพลัส”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1350633&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oeo2loUf-3-mg-t-tGEKg

  • เปิดฤดูกาลเที่ยว “บ้านรักไทย” ชมวิถีชาวบ้าน ล่องเรือชมบรรยากาศ ฉลองติดโผหมู่บ้านที่สวยที่สุดในโลก

    เปิดฤดูกาลเที่ยว “บ้านรักไทย” ชมวิถีชาวบ้าน ล่องเรือชมบรรยากาศ ฉลองติดโผหมู่บ้านที่สวยที่สุดในโลก

    เปิดฤดูกาลเที่ยว “บ้านรักไทย” ชมวิถีชาวบ้าน ล่องเรือชมบรรยากาศ ฉลองติดโผหมู่บ้านที่สวยที่สุดในโลก

    แม่ฮ่องสอนเปิดซีซันเที่ยว บ้านรักไทย หมู่บ้านจีนยูนนานริมทะเลสาบ ฉลองติดโผหมู่บ้านสวยของโลกอันดับ 34 จากฟอร์บส์ (Forbes) พร้อมชวนล่องเรือโคมแดงรับลมหนาวช่วง ต.ค.–ก.พ.

    เวลายามเย็นบนสันเขา ต.หมอกจำแป่ “บ้านรักไทย” เปิดซีซันท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการ นำโดยผู้ว่าราชการจังหวัด ชุติพร เสชัง พร้อมขบวนชุมชน หน่วยงานท้องถิ่น ร่วมเฉลิมฉลองกับนักท่องเที่ยว หลักไมล์สำคัญปีนี้ คือการที่บ้านรักไทย ติดโผ 50 หมู่บ้านที่สวยที่สุดในโลก ตามการจัดอันดับของฟอร์บส์ ในอันดับที่ 34 ของโลก และเป็นหนึ่งเดียวของไทยที่ติดโผ

    บ้านรักไทย ติดโผ 50 หมู่บ้านที่สวยที่สุดในโลก ตามการจัดอันดับของฟอร์บส์ ในอันดับที่ 34 ของโลก
    บ้านรักไทย ติดโผ 50 หมู่บ้านที่สวยที่สุดในโลก ตามการจัดอันดับของฟอร์บส์ ในอันดับที่ 34 ของโลก

    ฟอร์บส์ เขียนคำอธิบายถึงหมู่บ้านรักไทยเอาไว้ว่า สูงขึ้นไปบนเนินเขาใกล้ชายแดนพม่า บ้านรักไทยต้อนรับยามเช้าด้วยกลิ่นชาอู่หลง เรือนดินสไตล์จีนเรียงรายริมทะเลสาบ หลังคาโค้งสะท้อนบนผิวน้ำที่นิ่งสนิท ขณะที่เรือพายไม้ค่อยๆ ล่องผ่านโคมลอย อีกมุมหนึ่งชาวบ้านเคี่ยวหมูสามชั้นบนเตาดินเผา ส่วนนักท่องเที่ยวจิบชาที่ศาลาริมน้ำ แวะชมศูนย์วัฒนธรรมยูนนาน หรือเดินเล่นตามไร่ชานาขั้นบันได ครั้นยามสนธยา เด็กๆ ปล่อยโคมลอยจากริมฝั่ง แสงไหวๆ ที่ค่อยๆ ลอยสูงสะท้อนบนผืนน้ำด้านล่าง เป็นพิธีเรียบง่ายที่เชื่อว่าจะพัดพาความไม่ดีออกไปและเชิญชวนความโชคดีให้เข้ามา

    หมู่บ้านชาวจีนยูนนานริมอ่างน้ำเล็กๆ แห่งนี้จะงดงามที่สุดในช่วงตุลาคม จนถึงกุมภาพันธ์ เช้าๆ เราจะได้เห็นทะเลหมอกลอยเหนือน้ำ แสงแรกสะท้อนหลังคาดินสีอุ่น นักท่องเที่ยวลงเรือไม้ล่องชมวิวเงียบสงบ ก่อนขึ้นฝั่งจิบชาอุ่นๆ แล้วชิม อาหารยูนนาน อย่างขาหมู หมี่ยูนนาน หรือเกี๊ยวร้อนๆ จากครัวของชุมชน

    เปิดฤดูกาลท่องเที่ยว “บ้านรักไทย”
    เปิดฤดูกาลท่องเที่ยว “บ้านรักไทย”

    บ้านรักไทยได้เตรียมพร้อมที่พักแบบโฮมสเตย์ ร้านอาหาร รอบเรือชมวิว เพื่อรองรับนักเดินทางตลอดซีซันการท่องเที่ยว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2888234&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3RN3yRe-D_Q8xzn_bXrY03