Category: ท่องเที่ยว

  • คอนเสิร์ต T-pop และ K-pop โหมจัดในไทย ดึงกลุ่มใช้จ่ายสูงหนุนท่องเที่ยวตลาด ‘ระยะใกล้’

    คอนเสิร์ต T-pop และ K-pop โหมจัดในไทย ดึงกลุ่มใช้จ่ายสูงหนุนท่องเที่ยวตลาด ‘ระยะใกล้’

    แม้ภาพรวม “ภาคการท่องเที่ยว” ยังมีความท้าทายจากปัจจัยเศรษฐกิจ และการแข่งขันในภูมิภาค แต่ “การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย” (ททท.) มองว่ามีโอกาสสำคัญในการช่วงชิง “นักท่องเที่ยวคุณภาพ” ผ่านกลยุทธ์ “Value-driven Growth” ที่มุ่งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันด้านการท่องเที่ยว

    ภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ ททท. กล่าวว่า ภาพรวมตลาดนักท่องเที่ยวระยะใกล้ (เอเชียและแปซิฟิกใต้) ระหว่างวันที่ 1 ม.ค. – 16 พ.ค.2569 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยรวม 8.24 ล้านคน โดยภูมิภาค “เอเชียตะวันออก” มีจำนวนนักท่องเที่ยวสะสม 3.73 ล้านคน ขณะที่ภูมิภาคอาเซียน เอเชียใต้ และแปซิฟิกใต้ มีนักท่องเที่ยวสะสมรวม 4.5 ล้านคน ท่ามกลางปัจจัยด้านเศรษฐกิจ และการแข่งขันด้านการเดินทางภายในภูมิภาคที่ยังคงเข้มข้น

    สำหรับ 5 อันดับตลาดนักท่องเที่ยวจากตลาดระยะใกล้ที่เดินทางเข้าประเทศไทยมากที่สุด ได้แก่ สาธารณรัฐประชาชนจีน 2.15 ล้านคน ตามด้วยมาเลเซีย 1.46 ล้านคน อินเดีย 9.4 แสนคน เกาหลีใต้ 5.1 แสนคน และไต้หวัน 4.1 แสนคน โดย ททท.พร้อมเดินหน้ากระตุ้นตลาดอย่างต่อเนื่อง ผ่านการส่งเสริมการเดินทางในช่วงวันหยุด และฤดูกาลท่องเที่ยวสำคัญ เพื่อรักษาโมเมนตัมการเดินทาง และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

    “ททท.คาดว่าตลอดปี 2569 มีนักท่องเที่ยวจากตลาดระยะใกล้เดินทางเข้าประเทศไทยรวมประมาณ 21.87 ล้านคน”

    ทั้งนี้ตลาดนักท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างโดดเด่นในช่วงตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-16 พ.ค.2569 ได้แก่ ตลาด “จีน” ที่มีอัตราเติบโตสูงสุด โดยมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศไทยแล้ว 2,151,861 คน เติบโต 18.79% หรือเพิ่มขึ้นกว่า 340,000 คนจากปีก่อน ถือเป็นตลาดที่ขับเคลื่อนการเติบโตของภูมิภาคอย่างชัดเจน โดยมีเที่ยวบินและจำนวนที่นั่งเข้าสู่ประเทศไทยยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

    คอนเสิร์ต T-pop และ K-pop โหมจัดในไทย ดึงกลุ่มใช้จ่ายสูงหนุนท่องเที่ยวตลาด ‘ระยะใกล้’

    เช่นเดียวกับตลาด “ไต้หวัน” ที่ยังคงรักษาทิศทางการเติบโตในระดับบวก โดยมีนักท่องเที่ยวสะสม 410,785 คน เพิ่มขึ้น 3.68% และเป็นตลาดที่มีสัดส่วนนักท่องเที่ยวกลุ่มเดินทางด้วยตัวเอง (F.I.T.) และกลุ่มเดินทางซ้ำ (Repeat Visitor) สูง ซึ่งทั้ง 2 ตลาดได้รับแรงหนุนจากช่วงวันหยุดยาว “เทศกาลตรุษจีน” ในเดือนก.พ.2569 รวมทั้งผลจากการเปลี่ยนจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวจากประเทศญี่ปุ่น 

    คอนเสิร์ต T-pop และ K-pop โหมจัดในไทย ดึงกลุ่มใช้จ่ายสูงหนุนท่องเที่ยวตลาด ‘ระยะใกล้’

    ขณะเดียวกันตลาด “อินเดีย” ยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่องในฐานะตลาดศักยภาพขนาดใหญ่ โดยมีนักท่องเที่ยวสะสมจำนวน 941,331 คน เพิ่มขึ้น 8.80% ส่วนตลาด “เมียนมา” และ “ฟิลิปปินส์” ยังเติบโตดี โดยตลาดเมียนมามีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยสะสมจำนวน 291,913 คน เพิ่มขึ้น 24.47% ส่วนใหญ่เดินทางมาเพื่อรักษาพยาบาล ศึกษาต่อ และติดต่อธุรกิจ แม้จะมีข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจและสถานการณ์ภายในประเทศ แต่ยังเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ขณะที่ตลาดฟิลิปปินส์มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยแล้วจำนวน 244,375 คน เพิ่มขึ้น 2.21% และประเทศไทยยังคงติดอันดับจุดหมายปลายทางยอดนิยม 1 ใน 10 ของนักท่องเที่ยวฟิลิปปินส์ สะท้อนศักยภาพของไทยในฐานะจุดหมายปลายทางสำคัญของภูมิภาคเอเชีย

    คอนเสิร์ต T-pop และ K-pop โหมจัดในไทย ดึงกลุ่มใช้จ่ายสูงหนุนท่องเที่ยวตลาด ‘ระยะใกล้’

    ภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่

    ปัจจัยสนับสนุนการเดินทางในช่วงนี้มาจากการเดินหน้า “ทำตลาดเชิงรุก” ที่มุ่งเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ และกลุ่มความสนใจพิเศษ อาทิ กลุ่มเดินทางเพื่อเป็นรางวัล (Incentive), กลุ่มกอล์ฟ (Golf), กลุ่มท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness) และกลุ่มคู่รัก (Couples) ควบคู่กับการดำเนินโครงการกระตุ้นตลาดต่างประเทศ “Thailand Summer Blast” ที่สนับสนุน “Air Connectivity” ผ่านเที่ยวบินเช่าเหมาลำ และการทำตลาดผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์

    นอกจากนี้ กระแสการเดินทางเพื่อเข้าร่วม “คอนเสิร์ต แฟนคอน และแฟนมีต” ของศิลปิน K-pop และ T-pop ในประเทศไทย ยังเป็นอีกแรงหนุนสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มแฟนคลับจากประเทศอาเซียน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง และจีน ซึ่งเป็นตลาดแฟนคลับขนาดใหญ่ และมีกำลังใช้จ่ายสูง

    ขณะเดียวกันนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ รวมถึงการขยายช่วงวันหยุดยาวของประเทศตลาดหลักอย่างจีน ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการออกเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทย

    “ททท.ประเมินว่าในช่วงไตรมาส 3 ของปี 2569 ตลาดระยะใกล้มีแนวโน้มทรงตัวถึงขยายตัวเล็กน้อย จากแรงหนุนของช่วงปิดภาคเรียน (School Holidays) ของหลายประเทศอาเซียนในช่วงเดือนพ.ค.-ส.ค. รวมถึงช่วงท่องเที่ยวหน้าร้อน (Summer Holiday) ของตลาดสำคัญโดยเฉพาะตลาดจีน”

    อย่างไรก็ตาม การปรับตัวสูงขึ้นของ “ราคาบัตรโดยสาร” มีแนวโน้มทำให้นักท่องเที่ยวเลือกเดินทางระยะใกล้หรือภายในภูมิภาคมากขึ้น ส่งผลให้การแข่งขันด้านการท่องเที่ยวในภูมิภาคยิ่งทวีความเข้มข้น ททท.จึงเล็งเห็นว่า ภายใต้บริบทดังกล่าวช่วงเดือนพ.ค.-ก.ค.2569 จะเป็นจังหวะสำคัญของประเทศไทยในการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ และช่วงชิงปริมาณที่นั่งโดยสาร (Capacity)

    ด้วยการปรับกลยุทธ์จากแนวคิด “Volume Recovery” สู่ “Value-driven Growth” ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างมูลค่าจากกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ยังมีศักยภาพในการเดินทาง สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และความได้เปรียบในการแข่งขันระยะยาวที่จะช่วยกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    คอนเสิร์ต T-pop และ K-pop โหมจัดในไทย ดึงกลุ่มใช้จ่ายสูงหนุนท่องเที่ยวตลาด ‘ระยะใกล้’

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/1235614&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BGICMELEptR0P0_miJvMb

  • อากาศแล้งจัด ทำราคาเงาะพิษณุโลกพุ่ง กก.ละ 80 บาท

    อากาศแล้งจัด ทำราคาเงาะพิษณุโลกพุ่ง กก.ละ 80 บาท

    (27 พ.ค. 69) ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจสถานการณ์ราคาเงาะโรงเรียน บริเวณชุมชนตลาดทรัพย์ไพรวัลย์ ริมทางหลวงหมายเลข 12 (วังทอง-เขาค้อ) แหล่งเพาะปลูกสำคัญของจังหวัดพิษณุโลก พบว่าบรรยากาศการค้าขายเป็นไปอย่างคึกคัก สวนกระแสข่าวราคาผลไม้ตกต่ำในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยเงาะโรงเรียนยอดนิยมหรือ “เงาะทรัพย์ไพรวัลย์” สามารถทำราคาขายปลีกได้สูงถึงกิโลกรัมละ 60-80 บาท เนื่องจากเป็นผลผลิตรุ่นแรกที่เพิ่งทยอยออกสู่ตลาดและมีจำนวนจำกัด

    .

    นางปาริฉัตร แม่ค้าขายเงาะชุมชนทรัพย์ไพรวัลย์ เปิดเผยว่า เงาะที่นำมาวางขายเป็นเงาะสดเก็บใหม่จากสวน ราคาเริ่มต้นกิโลกรัมละ 60 บาท และแบบมัดพวงใหญ่กิโลกรัมละ 60-70 บาท ส่วนสาเหตุที่ราคาในพื้นที่ยังทรงตัวได้ดีกว่าภาคตะวันออกที่ราคาดิ่งเหลือกิโลกรัมละ 9-20 บาท เป็นเพราะอัตลักษณ์เฉพาะตัวของเงาะทรัพย์ไพรวัลย์ที่มีเปลือกบาง เนื้อแน่น แห้ง กรอบ ร่อน ไม่ฉ่ำน้ำจนแฉะ และมีรสชาติหวานอร่อยแม้ผลจะยังติดสีเขียว ทำให้เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวและผู้บริโภคอย่างมาก

    .

    ด้านนายดำรง พ่อค้าเงาะในพื้นที่ กล่าวเสริมว่า ผลผลิตในรุ่นแรกหรือ “รุ่นผ่าแล้ง” ปีนี้มีจำนวนน้อยกว่าปกติ เนื่องจากเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนจัดและภัยแล้ง ทำให้แต่ละสวนเก็บผลผลิตได้เพียงวันละ 100-300 กิโลกรัม อย่างไรก็ตาม วิกฤตแล้งกลับส่งผลดีทำให้เนื้อเงาะมีความแห้งและหวานกรอบมากยิ่งขึ้น คาดว่าผลผลิตรุ่นแรกนี้จะวางจำหน่ายไปจนถึงช่วงต้นเดือนมิถุนายนก่อนจะหมดลง ส่วนผลผลิตรุ่นที่สองจะทยอยออกสู่ตลาดอีกครั้งในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม ซึ่งราคาอาจปรับตัวลดลงตามปริมาณกลไกตลาด

    .

    แม้ว่าปีนี้ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรจะปรับตัวสูงขึ้น ทั้งค่าน้ำมัน ค่าปุ๋ย และค่ายาบำรุง แต่ชาวสวนและพ่อค้าแม่ค้าจำเป็นต้องปรับราคาขายลงมาอยู่ที่กิโลกรัมละ 60-80 บาท จากเดิมที่เคยตั้งราคาเปิดจำหน่ายในปีก่อนๆ ไว้ที่ 70-90 บาท เพื่อให้สอดคล้องกับกำลังซื้อของผู้บริโภคในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน

    .

    สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางผ่านเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงพิษณุโลก-เพชรบูรณ์ สามารถแวะชิมและอุดหนุนเงาะโรงเรียนคุณภาพดีได้ตลอดสองข้างทางหลวงหมายเลข 12 อำเภอวังทอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/economy-livelihood/Nnog64pV2&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3heCRs3U-dcp_5IVIV-Nj6

  • เปิดกิจกรรมประชุมเชิงปฏิบัติการ พัฒนาองค์ความรู้ด้านอาหารเพื่อการท่องเที่ยว

    เปิดกิจกรรมประชุมเชิงปฏิบัติการ พัฒนาองค์ความรู้ด้านอาหารเพื่อการท่องเที่ยว

    จังหวัดเชียงใหม่ โดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 ร่วมกันเปิดกิจกรรมประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาองค์ความรู้ด้านอาหารเพื่อการท่องเที่ยววัฒนธรรมชาติพันธุ์ภายใต้โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวชาติพันธุ์สีสันแห่งล้านนา

    วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรมเชียงใหม่แกรนด์วิว จังหวัดเชียงใหม่ นายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชกาาจังหวัดเชียงใหม่ นายอิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ และหน่วยงานเกี่ยวข้องร่วมกิจกรรมประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาองค์ความรู้ด้านอาหารเพื่อการท่อเที่ยววัฒนธรรมชาติพันธุ์ ภายใต้โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวชาติพันธุ์สีสันแห่งล้านนา

    จังหวัดเชียงใหม่ โดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง และแม่ฮ่องสอน จัดพิธีเปิดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ “พัฒนาองค์ความรู้ด้านอาหารเพื่อการ ท่องเที่ยววัฒนธรรมชาติพันธุ์” ภายใต้โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวชาติพันธุ์สีสันแห่งล้านนา กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน และสร้างการรับรู้ด้านการท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism) อัตลักษณ์ล้านนาสู่สากล

    การจัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ มุ่งเน้นการส่งเสริมให้ผู้เข้าอบรม ซึ่งประกอบด้วยผู้ประกอบการใน อุตสาหกรรมท่องเที่ยว ร้านอาหาร และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้ตระหนักถึงคุณค่าของทุนทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า นำมา ประยุกต์ ต่อยอด และสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) ให้กับอาหารสร้างสรรค์จากรากเหง้าชาติพันธุ์ บนพื้นฐานของการ บริหารจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    นอกจากนี้ กิจกรรมดังกล่าวถือเป็นกลไกและฟันเฟืองชิ้นสำคัญในการเตรียมความพร้อมด้านศักยภาพของ ผู้ประกอบการและชุมชน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยว กระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างทั่วถึง พร้อมทั้งสร้าง แรงดึงดูดใจแก่กลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงที่มีกำลังซื้อสูง (High-spending Tourists) ให้เข้ามาเยือนและเกิดการใช้จ่ายใน พื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 มากขึ้น

    ทั้งนี้ กิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการดังกล่าว ได้รวบรวมองค์ความรู้ทั้งในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ จากผู้ทรงคุณวุฒิ และเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและอาหารสร้างสรรค์ของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือ ตอนบน 1 ให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

    การจัดงานดังกล่าวมุ่งหวังให้เกิดการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และผู้ประกอบการ เพื่อร่วมกันผลักดันอาหารและวัฒนธรรมชาติพันธุ์ล้านนา สู่การเป็นจุดขายสำคัญด้านการท่องเที่ยวของภาคเหนือ และสร้าง การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3941186/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_XZq-FuBY_eMIoY61Q7jc

  • ค้นพบเสน่ห์ของภูฏาน จุดหมายปลายทางแห่งวัฒนธรรม ธรรมชาติ

    ค้นพบเสน่ห์ของภูฏาน จุดหมายปลายทางแห่งวัฒนธรรม ธรรมชาติ

    ค้นพบเสน่ห์ของภูฏาน จุดหมายปลายทางแห่งวัฒนธรรม ธรรมชาติ และการผจญภัยตลอดทั้งปี

    กรมการท่องเที่ยวแห่งราชอาณาจักรภูฏาน ภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรมและการจ้างงาน เปิดประตูต้อนรับนักเดินทางจากทั่วโลก สู่การสำรวจราชอาณาจักรภูฏาน ในฐานะจุดหมายปลายทางที่สามารถท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ด้วยประสบการณ์อันหลากหลายในทุกฤดูกาล เริ่มตั้งแต่สัมผัสความงามของยอดเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะในฤดูหนาว ชมดอกกุหลาบพันปีที่บานสะพรั่งในฤดูใบไม้ผลิ สัมผัสความเขียวชอุ่มของหุบเขาในฤดูร้อน ไปจนถึงเพลิดเพลินกับเทศกาลแห่งสีสันในฤดูใบไม้ร่วง ภูฏานพร้อมมอบประสบการณ์การเดินทางที่ยากจะหาที่ใดเปรียบ ทั้งมิติของวัฒนธรรม ธรรมชาติ และการค้นพบทางจิตวิญญาณ

    ค้นพบเสน่ห์ของภูฏาน จุดหมายปลายทางแห่งวัฒนธรรม ธรรมชาติ และการผจญภัยตลอดทั้งปี

    ภูฏานเผยเสน่ห์ที่แตกต่างกันในแต่ละฤดูกาล โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาวระหว่างเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ ที่เทือกเขาหิมาลัยปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลน ท่ามกลางธรรมชาติอันบริสุทธิ์ นักท่องเที่ยวสามารถเพลิดเพลินกับทัศนียภาพของขุนเขา พักผ่อนในบ้านพักแบบโฮมสเตย์ดั้งเดิมของชาวภูฏานที่อบอวลด้วยการต้อนรับอย่างอบอุ่น และร่วมสัมผัสเทศกาลสำคัญอย่าง ดรุก วังเยล เชชู (Druk Wangyal Tshechu) เทศกาลที่มีการแสดงระบำอันเป็นเอกลักษณ์ ถ่ายทอดเรื่องราวความกล้าหาญและความเสียสละของกองทัพหลวงภูฏาน ที่ โดชูล่าพาส (Dochula Pass)

    ในช่วงฤดูใบไม้ผลิระหว่างเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ภูฏานจะถูกแต่งแต้มด้วยสีสันของดอกไม้นานาพรรณ ตั้งแต่กุหลาบพันปีหลากสีไปจนถึงสวนผลไม้ที่ผลิบานทั่วหุบเขา เช่น พาโร (Paro) ทราชิกัง (Trashigang) และฮา (Haa) อีกทั้งยังเป็นช่วงเวลาของเทศกาล Rhododendron (กุหลาบพันปี) และเทศกาลฤดูใบไม้ผลิ ที่เฉลิมฉลองความงดงามของพรรณไม้ วิถีชนบท และอาหารท้องถิ่น กิจกรรมเดินป่าและการสำรวจธรรมชาติที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ซึ่งเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสทิวทัศน์อันน่าประทับใจ พร้อมร่วมกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

    ในช่วงฤดูร้อนระหว่างเดือนมิถุนายน-สิงหาคม หุบเขาของภูฏานจะปกคลุมด้วยพืชพรรณเขียวชอุ่ม และเป็นช่วงที่พื้นที่เกษตรรวมถึงแหล่งน้ำตามธรรมชาติมีความอุดมสมบูรณ์ อีกทั้งยังเป็นช่วงเวลาของเทศกาลมัตสึทาเกะ (Matsutake) ที่หมู่บ้าน เกเนคา (Genekha) และหมู่บ้านอูร่า (Ura) ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองเห็ดป่าล้ำค่าของภูฏาน นักท่องเที่ยวสามารถสำรวจเส้นทางธรรมชาติ ลิ้มลองอาหารท้องถิ่น และสัมผัสวิถีชีวิตของชุมชนในพื้นที่บุมทัง (Bumthang) และทิมพู (Thimphu) ขณะเดียวกัน ผู้ที่ชื่นชอบกิจกรรมกลางแจ้งยังสามารถร่วมกิจกรรมผจญภัย เช่น การเดินป่า ล่องแก่ง และตกปลาแบบฟลาย ฟิชชิงในแม่น้ำของภูฏาน

    ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงระหว่างเดือนกันยายน-พฤศจิกายน ภูฏานโอบล้อมด้วยบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองและศรัทธาทางจิตวิญญาณ โดยมีเทศกาลสำคัญอย่างทิมพู ดรุบเชน (Thimphu Drubchen) และทิมพู เชชู (Thimphu Tshechu) ซึ่งประกอบด้วยการแสดงระบำหน้ากากศักดิ์สิทธิ์ หรือ “Cham” และดนตรีพื้นบ้าน รวมถึงพิธีกรรมทางศาสนา เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้วัฒนธรรมและวิถีแห่งพุทธศาสนาอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ฤดูใบไม้ร่วงยังมาพร้อมท้องฟ้าสดใส เหมาะสำหรับการชมทิวเขาและการถ่ายภาพอีกด้วย

    “ภูฏานไม่ใช่เพียงจุดหมายปลายทาง แต่เป็นการเดินทางผ่านกาลเวลา วัฒนธรรม และธรรมชาติ” ดัมโช รินซิน (Damcho Rinzin) ผู้อำนวยการกรมการท่องเที่ยวแห่งราชอาณาจักรภูฏาน กล่าวว่า “ไม่ว่าจะเป็นความสงบของฤดูหนาว ความงดงามของฤดูใบไม้ผลิ พลังของเทศกาลในฤดูร้อน หรือการเฉลิมฉลองในฤดูใบไม้ร่วง ภูฏานพร้อมมอบประสบการณ์ที่ปลุกทุกสัมผัสและสร้างแรงบันดาลใจ พร้อมเชิญชวนนักเดินทางมาสัมผัสภูฏานตลอดทั้งปี เพื่อเชื่อมโยงกับวัฒนธรรม ผู้คน และธรรมชาติของเรา”

    ด้วยแนวทางการท่องเที่ยวที่เน้นคุณภาพของประสบการณ์ ควบคู่กับการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวของภูฏาน ช่วยให้ผู้มาเยือนได้รับประสบการณ์ที่มีความหมายและเป็นส่วนตัว พร้อมทั้งสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน การอนุรักษ์วัฒนธรรม และการดูแลสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ การสำรวจธรรมชาติและสัตว์ป่า ไปจนถึงการเดินทางเพื่อจิตวิญญาณและการผจญภัย ภูฏานพร้อมต้อนรับนักเดินทางในทุกฤดูกาลท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่นในแบบฉบับของภูฏาน

    เพื่อให้การเดินทางในภูฏานเป็นไปอย่างราบรื่นและเปี่ยมด้วยประสบการณ์อันน่าประทับใจ นักท่องเที่ยวสามารถวางแผนการเดินทางผ่านบริษัททัวร์ที่ได้รับอนุญาตจากภูฏาน เพื่อสัมผัสทั้งธรรมชาติ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชุมชนอย่างใกล้ชิด


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12818328&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2luUy7XBCD917o3osxhlKm

  • นักศึกษาสาขาวิชาการท่องเที่ยว มร.ชม. ร่วมโครงการแลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรม

    นักศึกษาสาขาวิชาการท่องเที่ยว มร.ชม. ร่วมโครงการแลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรม

    นักศึกษาสาขาวิชาการท่องเที่ยว มร.ชม. ร่วมโครงการแลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรม ณ ประเทศสิงคโปร์ พัฒนาศักยภาพสู่ระดับนานาชาติ

    นางสาวรุ่งทิวา แซ่เฉิง นักศึกษาสาขาวิชาการท่องเที่ยว คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนด้านภาษาและวัฒนธรรม พร้อมฝึกประสบการณ์วิชาชีพ ณ ประเทศสิงคโปร์ ระหว่างวันที่ 22 เมษายน – 21 พฤษภาคม 2569 เพื่อพัฒนาทักษะด้านภาษา การสื่อสารระหว่างวัฒนธรรม และเสริมสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ในบริบทนานาชาติผ่านการปฏิบัติจริง

    ตลอดระยะเวลาการเข้าร่วมโครงการ นางสาวรุ่งทิวา ได้ร่วมกิจกรรมทางวิชาการและกิจกรรมพัฒนาสังคมร่วมกับนักศึกษาและบุคลากรของสถาบันการศึกษาในประเทศสิงคโปร์ โดยได้ร่วมจัดกิจกรรม “Thai Language & Culture Workshop” ถ่ายทอดภาษาและวัฒนธรรมไทยให้แก่นักศึกษา Temasek Polytechnic ผ่านการสอนคำศัพท์และมารยาทพื้นฐานแบบไทย พร้อมกิจกรรม Food Tasting เมนู “บัวลอยชาไทย” ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมกิจกรรมเป็นอย่างมาก

    นอกจากนี้ ยังได้เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อสังคมและพัฒนาชุมชน อาทิ กิจกรรมเก็บขยะชายหาด ณ Pasir Ris Park รวมถึงกิจกรรมอบรมผู้สูงอายุเกี่ยวกับการใช้สมาร์ตโฟนและการตัดต่อวิดีโอ TikTok ร่วมกับหน่วยงาน SG Digital (IMDA) ซึ่งช่วยเสริมสร้างประสบการณ์ด้านการทำงานร่วมกับสังคมนานาชาติ และการประยุกต์ใช้ทักษะด้านการสื่อสารในสถานการณ์จริง

    การเข้าร่วมโครงการครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของสาขาวิชาการท่องเที่ยว คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ที่มุ่งส่งเสริมให้นักศึกษาได้เปิดโลกทัศน์ เรียนรู้วัฒนธรรมที่หลากหลาย และพัฒนาศักยภาพให้พร้อมก้าวสู่การทำงานในระดับสากล

    สาขาวิชาการท่องเที่ยว ยังคงมุ่งมั่นผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์จริง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้นักศึกษารุ่นใหม่กล้าพัฒนาตนเอง และเตรียมความพร้อมสู่สายอาชีพด้านการท่องเที่ยวในอนาคต พร้อมยกระดับชื่อเสียงของสาขาวิชาให้เป็นที่ยอมรับและน่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาต่อในสายการท่องเที่ยวต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3940837/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0D4RUSqQLYL9N_wmVY2_X4

  • เปิดลิสต์ 5 จังหวัดแชมป์ท่องเที่ยวไทยปี 69 คนทะลัก 12 สิบล้านคน แต่ทำไมรายได้รวมแอบสะดุด?

    เปิดลิสต์ 5 จังหวัดแชมป์ท่องเที่ยวไทยปี 69 คนทะลัก 12 สิบล้านคน แต่ทำไมรายได้รวมแอบสะดุด?

    วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.28 น.

    เปิดลิสต์ 5 จังหวัดแชมป์ท่องเที่ยวไทยปี 69 คนทะลัก 12 สิบล้านคน แต่ทำไมรายได้รวมแอบสะดุด?

    ในยุคที่การท่องเที่ยวทั่วโลกกำลังแข่งขันกันสร้างจุดขายเพื่อดึงดูดเม็ดเงินและนักเดินทางอย่างดุเดือด “ประเทศไทย” ยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมที่ขับเคลื่อนด้วยเสน่ห์เฉพาะตัว ทั้งวัฒนธรรม อาหารการกิน และแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่หลากหลาย ล่าสุด กองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา (Economics Tourism and Sports Division) ได้เปิดเผยตัวเลขสถิติที่น่าสนใจสะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของบ้านเราในช่วงต้นปีออกมาแล้ว

    ภาพรวม สถานการณ์ท่องเที่ยวไทย ในช่วงเดือนมกราคม – เมษายน 2569 (ข้อมูลเบื้องต้น) แสดงให้เห็นถึงสัญญาณการเติบโตในแง่ของจำนวนเม็ดเงินและผู้คนที่หลั่งไหลเข้ามา โดยประเทศไทยสามารถโกยรายได้รวมเข้าประเทศเข้าใกล้หลักล้านล้านบาทเข้าไปทุกที

    เปิดสถิตินักท่องเที่ยวหลั่งไหล 12.47 สิบล้านคนขยายตัวต่อเนื่อง

    นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินชมวัฒนธรรมในกรุงเทพมหานคร ปี 2569

    ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

    ตลอด 4 เดือนแรกของปี 2569 ข้อมูลระบุว่ามี ผู้เยี่ยมเยือน เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยรวมทั้งสิ้น 12.47 สิบล้านคน ซึ่งตัวเลขนี้คิดเป็นการเติบโตและขยายตัวขึ้นร้อยละ 1.08 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา สะท้อนว่าประเทศไทยยังคงมีแรงดึงดูดที่ดีอย่างต่อเนื่อง เเละเมื่อเจาะลึกดูเป็นรายพื้นที่ พบว่าจังหวัดยอดฮิตที่มีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนแวะเวียนไปเยือนมากที่สุด 5 อันดับแรกของประเทศ ยังคงเป็นเมืองท่องเที่ยวหลักที่มีจุดเด่นเฉพาะตัวดังนี้ : 

    5 จังหวัดที่มีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนสูงสุด

    • กรุงเทพมหานคร : ศูนย์กลางความเจริญ แหล่งช้อปปิ้ง และวัฒนธรรมที่ไม่มีวันหลับใหล

     ชลบุรี : เมืองชายทะเลใกล้กรุงที่มีสีสันตอบโจทย์ทั้งการพักผ่อนและความบันเทิง

     กาญจนบุรี : แหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และธรรมชาติที่กำลังมาแรง

     ภูเก็ต : ไข่มุกแห่งอันดามัน สวรรค์ของคนรักทะเลระดับโลก

     เชียงใหม่ : เมืองแห่งวัฒนธรรมล้านนาและธรรมชาติบนยอดดอยสูง

    เจาะลึกเม็ดเงิน รายได้ท่องเที่ยวสะพัด 9.90 แสนล้านบาท

    แม้ว่าจำนวนคนจะเพิ่มขึ้น แต่ในแง่ของเม็ดเงินจับจ่ายใช้สอยกลับมีจังหวะที่ชะลอตัวลงเล็กน้อย โดย รายได้จากผู้เยี่ยมเยือน รวมทั้งหมดทำไปได้ที่ 9.90 แสนล้านบาท ซึ่งตัวเลขนี้หดตัวลงร้อยละ 0.10 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว นับเป็นโจทย์สำคัญที่ผู้ประกอบการและภาครัฐต้องร่วมมือกันกระตุ้นยอดใช้จ่ายต่อหัวให้เพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เมืองท่องเที่ยวหลักก็ยังคงทำหน้าที่เป็นเครื่องจักรสำคัญในการปั๊มเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างเหนียวแน่น

    อันดับจังหวัดที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวสูงสุด

    1. กรุงเทพมหานคร

    2. ภูเก็ต

    3. ชลบุรี

    4. สุราษฎร์ธานี

    5. เชียงใหม่

    สังเกตได้ว่า สุราษฎร์ธานี เบียดขึ้นมาติดอันดับ Top 5 ในแง่ของรายได้ ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยวระดับลักชัวรีและเกาะยอดนิยมอย่าง เกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า ที่สามารถดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูงได้เป็นอย่างดี

    สามารถเข้าไปดาวน์โหลดข้อมูลฉบับเต็มได้โดยตรงที่เว็บไซต์ของ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา www.mots.go.th

    สถิติตัวเลขจำนวนผู้เยี่ยมเยือน 4 เดือนแรกปี 2569

    สถิติตัวเลขรายได้ผู้เยี่ยมเยือน มกราคม-เมษายน ปี 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/967107&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1T4GOZtnvIv4aHkOPiCTIB

  • ‘รทสช.’ ค้าน ‘รัฐบาล’ ส่งออกน้ำมันเครื่องบินไป ‘เวียดนาม-ฟิลิปปินส์’

    ‘รทสช.’ ค้าน ‘รัฐบาล’ ส่งออกน้ำมันเครื่องบินไป ‘เวียดนาม-ฟิลิปปินส์’

    ‘รทสช.’ค้าน ‘รัฐบาล’ ส่งออก ‘น้ำมันเครื่องบิน’ ไปเวียดนาม-ฟิลิปปินส์ ข้องใจขายให้ประเทศคู่แข่งการท่องเที่ยว แนะขายให้ ‘สายการบิน’ ลดราคาตั๋วในประเทศ กระตุ้นท่องเที่ยวไทยดีกว่า

    27 พ.ค.2569 – ที่รัฐสภา นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ นำสมาชิกพรรคฯแถลงคัดค้านกรณีสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.)มีมติส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิง ประเภท Jet A-1 หรือน้ำมันเครื่องบิน ไปยังประเทศเวียดนาม และฟิลิปปินส์ จากข้อเสนอของกระทรวงพลังงานว่า เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับประเทศ ดังนั้นพรรครวมไทยสร้างชาติ ขอให้รัฐบาลยุติ การส่งออกน้ำมันเครื่องบินทันที เพราะขณะนี้สงครามในตะวันกลาง และช่องแคบฮอร์มุซยังปิดอยู่ ซึ่งจะส่งผลต่อการใช้น้ำมันภายในประเทศ และขณะนี้โรงกลั่นหลายโรงฯ ได้มีการปรับสูตรการกลั่นน้ำมันแล้ว ซึ่งไม่ใช่ว่า จะต้องกลั่นออกมาเป็นน้ำมันประเภท Jet A-1 จนล้นคลัง ดังนั้นขอยืนยันว่า ข้อมูลของกระทรวงพลังงานที่ชี้แจงต่อ สมช. เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ครบถ้วน และไม่จริงคือ ที่บอกว่า คลังน้ำมันล้น ขอให้ไปดูบริษัทรัฐวิสาหกิจที่ชื่อว่า บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BAFS ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบริษัทรัฐวิสาหกิจ ที่มีคลังน้ำมันอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ และดอนเมือง โดยปัจจุบันคลังน้ำมันยังเก็บได้อีกเกือบครึ่ง ดังนั้นน้ำมันประเภท Jet A-1 ยังไม่ได้ล้นคลังจริง

    นายอรรถวิชช์ กล่าวต่อว่า ช้าราชการฝ่ายประจำของกระทรวงพลังงานพูดไม่หมด เพราะปัจจุบันน้ำมัน สามารถกลั่นออกมาได้หลายประเภท และได้มีการปรับสูตรไปแล้วหลายโรงกลั่น ซึ่งเวลาปรับสูตรจะมีต้นทุน โดยเวลาปรับสูตรจะมีการปรับลดน้ำมันเครื่องบินลงมาเป็นน้ำมันดีเซล ซึ่งแปลว่า โรงกลั่นมีต้นทุนที่เพิ่มมากขึ้น และในส่วนที่กลายเป็นน้ำมันดีเซล เพราะส่งออกน้ำมันเครื่องบินไม่ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่กระทรวงพลังงาน ไม่ได้รายงานต่อ สมช. ทำให้สิ่งที่ตามมาคือ การอนุมัติให้ส่งออกน้ำมันเครื่องบิน เพราะต้องการให้โรงกลั่นขายน้ำมันแพงได้ในตลาดโลก ทั้งที่ความจริงแล้ว ควรจะเก็บน้ำมันชุดนี้ไว้ใช้ภายในประเทศ

    นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า ขอเสนอไปยังรัฐบาลว่าต้องยกเลิกการส่งออกน้ำมันประเภท Jet A-1 และเก็บไว้ใช้ภายในประเทศ และไปเจรจากับบริษัทสายการบิน ให้ลดค่าตั๋วเครื่องบินลง ซึ่งตนได้ประสานงานไปยังบริษัทสายการบินบางสายการบินแล้ว โดยบริษัทเหล่านั้นยินดีที่จะลดราคา ถ้ารัฐบาลลดราคาน้ำมันเครื่องบิน Jet A-1 และราคาน้ำมันเครื่องบินดังกล่าว ไม่มีความจำเป็นต้องไปอ้างอิงจากราคาน้ำมันประเทศสิงคโปร์อีกต่อไป และขอให้ประเทศไทยเป็นผู้กำหนดราคาเอง และทุบราคาหน้าโรงกลั่นของราคาน้ำมันเครื่องบินลงมา ก็จะทำให้ราคาตั๋วเครื่องบินถูกลงได้ และให้เพิ่มจำนวนเที่ยวบิน เพราะขณะนี้แหล่งท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็นจังหวัดเชียงใหม่, เชียงราย และภาคใต้ เงียบมาก ไม่มีเที่ยวบิน เนื่องจากตั๋วมีราคาแพง ซึ่งตรงนี้จะเป็นโอกาสให้รัฐบาลแก้ไข เพื่อให้เศรษฐกิจดีขึ้น เพราะรัฐบาลกำลังดำเนิน โครงการไทยช่วยไทยพลัส เพื่อลดค่าใช้จ่าย ที่ประชาชนต้องการท่องเที่ยว แต่ไม่มีเที่ยวบิน

    นายอรรถวิชช์ กล่าวด้วยว่า ขอให้มีการยกเลิกการขายน้ำมันเครื่องบินให้กับประเทศเวียดนาม และประเทศฟิลิปปินส์ เนื่องจากประเทศเวียดนามถือเป็นคู่แข่งที่มีความสำคัญกับประเทศไทย ด้านการท่องเที่ยว แต่รัฐบาลกำลังทำจุดอ่อนของประเทศเวียดนาม ให้แข็งขึ้น ซึ่งไม่เข้าใจว่า ทำไมข้าราชการฝ่ายประจำกระทรวงพลังงานถึงทำเช่นนี้ ต้องการให้เวียดนามมาเป็นคู่แข่งกับไทยหรือไม่ ซึ่งถือเป็นความผิดพลาดมาก

    “ผมเข้าใจรัฐบาล แม้รวมไทยสร้างชาติ จะไม่ได้อยู่ใน ครม. แต่เราร่วมยกมือสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี เราถึงอยากเห็นรัฐบาลนี้ ทำงานได้อย่างราบรื่น และแม่นยำ ดังนั้นขอให้ฝ่ายประจำของกระทรวงพลังงาน รีบเสนอข้อมูลให้ถูกต้อง และครบถ้วนเดี๋ยวนี้ เพราะการส่งออกให้เวียดนาม จะทำให้โรงกลั่นมีกำไรอื้อซ่า เนื่องจากโรงกลั่นลดต้นทุนการปรับแต่งน้ำมัน และเพิ่มกำไรขึ้น โดยขายน้ำมันเครื่องบินให้กับต่างประเทศ ในราคาแพง“ นายอรรถวิชช์ กล่าว

    นายอรรถวิชช์ ยังกล่าวอีกว่า เรื่องนี้ตนได้คุยโทรศัพท์กับนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ตั้งแต่ก่อนที่จะมีเรื่องนี้เกิดขึ้น โดยได้บอกว่า ให้ระวังเรื่องน้ำมันเครื่องบิน และได้เสนอว่า ให้ไปลดราคาน้ำมันเครื่องลงมาดีกว่า เพราะเห็นว่า นายเอกนัฏ กล้าที่จะทุบราคาหน้าโรงกลั่น จึงได้บอกว่า ทำไมถึงไม่ทุบราคาน้ำมันเครื่องบินลงมา แล้วนำไปให้สายการบินภายในประเทศ แต่ตนคิดไม่ถึงว่า ตอนที่ฝ่ายประจำนำเสนอเรื่องเข้าที่ประชุม สมช. กลับนำเสนอให้สามารถส่งออกได้ จนทำให้โรงกลั่น ได้กำไรหลายเด้ง ซึ่งไม่เป็นธรรมกับคนไทย แต่เชื่อว่า นายเอกนัฏ ได้ทำอย่างสุดความสามารถแล้ว แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ ข้าราชการกระทรวงพลังงาน สวมหมวก 2 ใบ ซึ่งใบหนึ่งคือ ฝ่ายกำกับตรวจสอบโดยระบบข้าราชการ และอีกใบคือ นั่งเป็นบอร์ดโรงกลั่น ที่ต้องตอบโจทย์ความขาดแคลนน้ำมันในขณะนี้ ไม่ใช่กำไรโรงกลั่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1003504/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lrBB611oWdfsFesMRlTg_

  • หัวหินปลูกเฟื่องฟ้า 1 หมื่นต้น พลิกโฉมถนนสาย 112 สู่แลนด์มาร์กไม้ดอกเมืองท่องเที่ยว

    หัวหินปลูกเฟื่องฟ้า 1 หมื่นต้น พลิกโฉมถนนสาย 112 สู่แลนด์มาร์กไม้ดอกเมืองท่องเที่ยว

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/150251&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3oHVgHjTtEAsoh1eIEMjjf

  • ภูเก็ตจับตามาตรการรัฐลดฟรีวีซ่าเหลือ 30 วัน ผู้ประกอบการหวั่นผลกระทบบรรยากาศท่องเที่ยว

    ภูเก็ตจับตามาตรการรัฐลดฟรีวีซ่าเหลือ 30 วัน ผู้ประกอบการหวั่นผลกระทบบรรยากาศท่องเที่ยว

    ภาคธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ตกำลังจับตาท่าทีของรัฐบาล หลังมีแนวคิดปรับลดระยะเวลาพำนักของนักท่องเที่ยวต่างชาติภายใต้มาตรการฟรีวีซ่า จากเดิม 60 วัน เหลือ 45 วัน หรือ 30 วัน เพื่อแก้ปัญหาชาวต่างชาติแอบแฝงทำงานผิดกฎหมาย และลดปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ที่เริ่มส่งผลต่อภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยว

    Phuket-tourists-are-watching-closely-for-government-measures-to-reduce-the-visa-free-period-to-30-days-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ก้องศักดิ์ คู่พงศกร ประธานหอการค้าจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า ภาคเอกชนยังมีความกังวลต่อกระแสข่าวเรื่อง “ยกเลิกฟรีวีซ่า” เนื่องจากหากในอนาคตนักท่องเที่ยวต้องเข้าสู่กระบวนการขอวีซ่าก่อนเดินทางเข้าไทย อาจกระทบต่อบรรยากาศการท่องเที่ยวอย่างมาก เพราะนักท่องเที่ยวยุคปัจจุบันนิยมวางแผนเดินทางระยะสั้น และให้ความสำคัญกับความสะดวกในการเดินทางเป็นหลัก

    “อย่างไรก็ตาม มองว่าการให้พำนักฟรีวีซ่านานถึง 60 วัน อาจยาวเกินความจำเป็น และเปิดช่องให้บางกลุ่มใช้วีซ่าท่องเที่ยวเข้ามาแอบแฝงทำงานหรือพำนักระยะยาวผิดวัตถุประสงค์ จึงเห็นว่าการปรับลดเหลือ 45 วัน หรือ 30 วัน อาจช่วยให้ภาครัฐสามารถคัดกรองและติดตามชาวต่างชาติได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น”

    “ทั้งนี้ ภาคธุรกิจท่องเที่ยวยังเห็นตรงกันว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ท่องเที่ยวไม่ได้มาจากมาตรการฟรีวีซ่าเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย การตรวจสอบ และการติดตามพฤติกรรมของชาวต่างชาติหลังเดินทางเข้าประเทศ ว่าเข้ามาเพื่อการท่องเที่ยวจริง หรือใช้วีซ่าผิดประเภทเพื่อแอบแฝงประกอบอาชีพ”

    Phuket-tourists-are-watching-closely-for-government-measures-to-reduce-the-visa-free-period-to-30-days-SPACEBAR-Photo03.jpg

    Phuket-tourists-are-watching-closely-for-government-measures-to-reduce-the-visa-free-period-to-30-days-SPACEBAR-Photo04.jpg

    ประธานหอการค้าภูเก็ต กล่าวเพิ่มเติมว่า หากมาตรการเข้มงวดมากเกินไป อาจส่งผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวกลุ่ม “ลองสเตย์” ซึ่งเป็นกลุ่มสำคัญของจังหวัดภูเก็ต และอาจทำให้นักท่องเที่ยวบางส่วนเปลี่ยนจุดหมายไปยังประเทศคู่แข่งในภูมิภาคแทน

    Phuket-tourists-are-watching-closely-for-government-measures-to-reduce-the-visa-free-period-to-30-days-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ด้าน จุฬารัตน์ จันทกูล นายกสมาคมโรงแรมหาดป่าตอง มองว่า ในระยะสั้นยังไม่เห็นผลกระทบชัดเจน เนื่องจากนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่เดินทางมาท่องเที่ยวจริง มักพำนักไม่เกิน 1 เดือนอยู่แล้ว จึงเชื่อว่าการลดฟรีวีซ่าเหลือ 30 วัน ไม่น่าจะกระทบต่อตลาดท่องเที่ยวหลักมากนัก

    “ส่วนประเด็นการแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ มองว่า มาตรการดังกล่าวอาจช่วยได้ในระดับหนึ่ง เพราะอย่างน้อยจะทำให้กระบวนการตรวจสอบและคัดกรองนักท่องเที่ยวเข้มข้นขึ้นกว่าเดิม”

    Phuket-tourists-are-watching-closely-for-government-measures-to-reduce-the-visa-free-period-to-30-days-SPACEBAR-Photo05.jpg

    สำหรับสถานการณ์คดีที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติในจังหวัดภูเก็ต ข้อมูลของตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2568 ถึง 30 เมษายน 2569 พบว่า มีคดีที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติรวม 3,218 คดี ผู้ต้องหา 3,484 คน โดยคดีส่วนใหญ่เป็นคดีขับรถขณะเมาสุรา 642 คดี รองลงมาคือคดีทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต 410 คดี คดียาเสพติด 231 คดี และคดีลักทรัพย์หรือยักยอก 88 คดี

    ขณะที่สัญชาติที่พบผู้ต้องหาสูงสุด ได้แก่ เมียนมา 946 คน รัสเซีย 269 คน อังกฤษ 143 คน และฝรั่งเศส 141 คน สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาการใช้วีซ่าผิดประเภทและการกระทำผิดกฎหมายของชาวต่างชาติ ยังคงเป็นอีกโจทย์สำคัญที่ภาครัฐและภาคท่องเที่ยวต้องเร่งหาสมดุลระหว่าง “การอำนวยความสะดวกด้านท่องเที่ยว” กับ “การรักษาความมั่นคงและภาพลักษณ์ของเมืองท่องเที่ยว” ควบคู่กันไป

    Phuket-tourists-are-watching-closely-for-government-measures-to-reduce-the-visa-free-period-to-30-days-SPACEBAR-Photo06.jpg

    Phuket-tourists-are-watching-closely-for-government-measures-to-reduce-the-visa-free-period-to-30-days-SPACEBAR-Photo07.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/phuket-tourists-are-watching-closely-for-government-measures-to-reduce-the-visa-free-period-to-30-days&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3QeJSg9CIGR9Z5LUg2omNq

  • อลังการหลุมฟ้า ท่องสามสะพานสวรรค์แห่งอู่หลง

    อลังการหลุมฟ้า ท่องสามสะพานสวรรค์แห่งอู่หลง

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/8y0Vd5Qejel2&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CNwWHrcvB-TA4iR6o0jCN