Category: ท่องเที่ยว

  • จ.สุรินทร์ จัดงานส่งเสริมการท่องเที่ยว “พนมสวาย สุรินทร์ ฮาร์ด เอ็นดูโร่ ครั้งที่ 2” กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    จ.สุรินทร์ จัดงานส่งเสริมการท่องเที่ยว “พนมสวาย สุรินทร์ ฮาร์ด เอ็นดูโร่ ครั้งที่ 2” กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    จ.สุรินทร์ จัดงานส่งเสริมการท่องเที่ยว “พนมสวาย สุรินทร์ ฮาร์ด เอ็นดูโร่ ครั้งที่ 2” กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น


    21/03/2569 | 15 |

    วันที่ 21 มี.ค. 69 เวลา 10.30 น. ณ บริเวณบ่อหิน พื้นที่ตำบลนาบัว อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ นายจำเริญ แหวนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เป็นประธานเปิดงานการแข่งขันรถจักรยานยนต์ “พนมสวาย สุรินทร์ ฮาร์ด เอ็นดูโร่ ครั้งที่ 2” โดยมีหัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต 1 นักท่องเที่ยว เข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก

    ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่พนมสวาย และประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดสุรินทร์ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง สำหรับกิจกรรมการแข่งขันในครั้งนี้ มีนักแข่งเข้าร่วมมากกว่า 300 คน และมีผู้ติดตามเข้าชมกว่า 3,000 คน สร้างความคึกคักให้กับพื้นที่เป็นอย่างมาก อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับชุมชน โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่ได้นำสินค้า อาหารพื้นบ้าน และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นมาจำหน่ายควบคู่กับการจัดงาน

    การจัดงานครั้งนี้ยังได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน อาทิ องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสุรินทร์ รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคีเครือข่ายในพื้นที่
    ทั้งนี้ ผู้จัดงานคาดหวังว่ากิจกรรมดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของจังหวัดสุรินทร์ และสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งยกระดับให้พนมสวายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงกีฬาและธรรมชาติที่สำคัญในอนาคต


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://surin.prd.go.th/th/content/category/detail/id/171/iid/487301&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32AX2t3vGLksUC_1f0g8NZ

  • เชียงใหม่ เปิดยิ่งใหญ่! “วิถีถิ่น วิถีชาติพันธุ์ล้านนา” ดันทุนวัฒนธรรมสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ | TOPNEWS

    เชียงใหม่ เปิดยิ่งใหญ่! “วิถีถิ่น วิถีชาติพันธุ์ล้านนา” ดันทุนวัฒนธรรมสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ | TOPNEWS

    เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 ณ ลานประตูท่าแพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ นางสาวรานี อิฐรัตน์ รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานเปิดงาน “วิถีถิ่น วิถีชาติพันธุ์ล้านนา : เสน่ห์ชาติพันธุ์ สู่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ภายใต้โครงการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจด้วยทุนทางวัฒนธรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวล้านนาสร้างสรรค์ “วิถีถิ่น วิถีชาติพันธุ์ล้านนา” โดยมีนายปิยพงศ์ ชูวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน พร้อมด้วย นางณัษฐพร ชูวงศ์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดลำพูนประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดลำพูน นางสาวเบญจวรรณ มีเผือก รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน นายธวัชชัย อุบลพิทักษ์ วัฒนธรรมจังหวัดลำพูน วัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ วัฒนธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน ผู้แทนวัฒนธรรมจังหวัดภาคเหนือตอนบน หัวหน้าส่วนราชการ เครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ เข้าร่วมกิจกรรม

    นางสาวรานี อิฐรัตน์ รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า พื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน หรือดินแดนล้านนา เป็นแหล่งรวมความหลากหลายทางวัฒนธรรม ทั้งภาษา อาหาร วิถีชีวิต ประเพณี และเครื่องแต่งกาย ซึ่งสะท้อนอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์อย่างลุ่มลึกและทรงคุณค่า โดยสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงมรดกจากอดีต แต่คือ “ทุนของอนาคต” ที่สามารถต่อยอดสร้างรายได้ อาชีพ และความเข้มแข็งให้กับชุมชนได้

    พร้อมเน้นย้ำว่า กลุ่มชาติพันธุ์ไม่ใช่เพียงผู้สืบทอดวัฒนธรรม แต่เป็น “ผู้สร้างคุณค่า” และสามารถก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการทางวัฒนธรรมได้ หากได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสม โดยหัวใจสำคัญคือ “การเล่าเรื่อง” ให้เข้าถึงความต้องการของนักท่องเที่ยว ซึ่งปัจจุบันมองหาประสบการณ์แท้จริงและอัตลักษณ์ที่แตกต่าง

    ด้านนายปิยพงศ์ ชูวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นความร่วมมือของเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ ลำพูน เชียงใหม่ ลำปาง แม่ฮ่องสอน เชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน พื้นที่ในภูมิภาคนี้ ถือเป็นดินแดนที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ โดยกลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้ ได้ร่วมกันสร้างสรรค์อารยธรรมล้านนามาอย่างยาวนาน ล้วนมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรม อันเป็นทุนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน

    การจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นการบูรณาการความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน พร้อมด้วยเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อเผยแพร่ และแลกเปลี่ยน เรียนรู้ ความหลากหลายของ มรดกวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์ล้านนา 8 จังหวัดภาคเหนือ ที่มีความลุ่มลึก และทรงคุณค่า รวมทั้งเป็นการนำทุนทางวัฒนธรรม มาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและเพื่อส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าชาติพันธุ์ ที่จะเป็นการสร้างงานสร้างอาชีพ และกระจายรายได้สู่ชุมชน และผู้ประกอบการในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือ อย่างทั่วถึง เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมล้านนาสร้างสรรค์ ได้อย่างแท้จริง และยั่งยืน

    ขณะที่นายธวัชชัย อุบลพิทักษ์ วัฒนธรรมจังหวัดลำพูน กล่าวเพิ่มเติมว่า งานดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20–24 มีนาคม 2569 ณ ข่วงประตูท่าแพ เพื่อเผยแพร่และแลกเปลี่ยนเรียนรู้มรดกวัฒนธรรมชาติพันธุ์ล้านนา พร้อมส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าท้องถิ่น สร้างงาน สร้างรายได้สู่ชุมชนอย่างทั่วถึง

    ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ นิทรรศการอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ การจำลองบ้านและสาธิตภูมิปัญญา การแสดงศิลปวัฒนธรรม การออกร้านสินค้ากว่า 150 บูธ การประกวดอาหารชาติพันธุ์ และแฟชั่นโชว์ผ้าชาติพันธุ์ล้านนา สะท้อนพลัง “เศรษฐกิจวัฒนธรรม” ที่มีชีวิตและขับเคลื่อนชุมชนได้จริง

    การจัดงานครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ล้านนา เพื่อร่วมกันผลักดันวัฒนธรรมให้เป็นพลังสร้างโอกาส สร้างอาชีพ และสร้างอนาคตที่ยั่งยืนต่อไป

    ขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมสัมผัสเสน่ห์วิถีชาติพันธุ์ล้านนา ระหว่างวันที่ 20 – 24 มีนาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 22.00 น. ณ ข่วงประตูท่าแพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1523270&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oj9J0roks5PqSbxxQUbOm

  • ผงะ!พบนอมินีธุรกิจท่องเที่ยว-อสังหาฯชลบุรีอื้อเร่งสอบเชิงลึกว่า 100 บ. พาณิชย์สั่งปิด 4 บ.นำเที่ยว : อินโฟเควสท์

    ผงะ!พบนอมินีธุรกิจท่องเที่ยว-อสังหาฯชลบุรีอื้อเร่งสอบเชิงลึกว่า 100 บ. พาณิชย์สั่งปิด 4 บ.นำเที่ยว : อินโฟเควสท์

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 18 – 20 มีนาคม 2569 ทีมปราบนอมินีของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ กรมการท่องเที่ยว โดย สำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ สาขาภาคตะวันออก ตำรวจท่องเที่ยว กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดชลบุรี ได้บูรณาการความร่วมมือลงพื้นที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี เพื่อตรวจสอบธุรกิจที่เข้าข่ายต้องสังสัยว่าจะเป็นนอมินี โดยเน้นที่กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่อง และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

    ปฏิบัติการดังกล่าวเริ่มต้นจากการตรวจสอบสำนักงานบัญชีและสำนักงานกฎหมาย รวม 4 แห่ง ที่ใช้ที่ตั้งบริษัทแห่งเดียวจดทะเบียนอยู่หลายบริษัท รวมถึง ผู้ถือหุ้นคนไทยคนเดียวมีชื่อถือหุ้นอยู่ในบริษัทมากกว่า 100 บริษัท ต้องลงทุนรวมกันไม่ต่ำกว่าสามร้อยล้านบาท ซึ่งเป็นกลุ่มที่คาดว่ามีการถือหุ้นแทนคนต่างด้าว หรือช่วยเหลือ สนับสนุน ให้คำแนะนำ เพื่อให้คนต่างด้าวสามารถประกอบธุรกิจที่ต้องห้ามหรือต้องได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 โดยกรมฯ ได้ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องชี้แจงข้อเท็จจริงโดยด่วน หากพบว่าเข้าข่ายการกระทำความผิดจะดำเนินการตามกฎหมายให้ถึงที่สุด

    นายพูนพงษ์ กล่าวต่อว่า หลังจากนั้น ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบนิติบุคคลซึ่งประกอบธุรกิจนำเที่ยวที่มีพฤติกรรมในลักษณะคนต่างชาติใช้ให้คนไทยเป็นนอมินี เบื้องต้นพบว่า มีนิติบุคคล 4 ราย ที่มีการเปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัทฯ ทำให้สัดส่วนของกรรมการบริษัทฯ ไม่เป็นไปตามคุณสมบัติตามมาตรา 17 (1) ตาม พ.ร.บ. ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พนักงานเจ้าหน้าที่จึงได้ปิดคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตไว้ ณ สถานประกอบการ โดยนิติบุคคล 4 รายที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาต ประกอบด้วย (1) บริษัท อะลิเทีย ทัวร์ จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 12/03325 (2) บริษัท ยอร์ อินโด-ไทย กรุ๊ป จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 14/00404 (3) บริษัท วาย เจ เอซ จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 14/04490 และ (4) บริษัท ดิ วี-เอ็กท์ จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 13/03359

    นอกจากนี้ จากการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงของธุรกิจต่างด้าว ประกอบธุรกิจซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ 3 ราย ซึ่งเป็นธุรกิจที่ไม่อนุญาตให้คนต่างด้าวประกอบกิจการด้วยเหตุผลพิเศษตามบัญชีหนึ่ง (9) โดยกรมฯ จะรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพื่อตรวจสอบเชิงลึกต่อไป หากพบว่าประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวจริงจะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายโดยเด็ดขาด และยังได้ตรวจสอบนิติบุคคลต่างด้าวที่อาจประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือฝ่าฝืน พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งจากการคัดกรองข้อมูลพบว่าในพื้นที่จังหวัดชลบุรี มีธุรกิจต่างด้าวที่ประกอบธุรกิจตามบัญชีท้าย พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จำนวน 146 ราย ซึ่งต้องห้ามมิให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยเด็ดขาด หรือต้องได้รับอนุญาตก่อน

    อธิบดีรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวย้ำว่า “กรมฯ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการป้องกันและปราบปรามธุรกิจนอมินี เนื่องจากเป็นการบิดเบือนโครงสร้างเศรษฐกิจและสร้างความเสียเปรียบให้แก่ผู้ประกอบการไทย หากตรวจพบการกระทำผิด จะเร่งประสานหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายดำเนินคดีจนถึงที่สุด และจะเดินหน้าตรวจสอบธุรกิจที่เข้าข่ายนอมินีในทุกพื้นที่ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง และขอเตือนคนไทยที่สนับสนุนให้ต่างชาติกระทำความผิดหยุดพฤติกรรมดังกล่าว สำหรับผู้กระทำผิดจะได้รับโทษ คือ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ตามมาตรา 36 กรณีคนไทยที่ให้ความช่วยเหลือสนับสนุนคนต่างด้าวให้กระทำความผิด และมาตรา 37 กรณีคนต่างด้าว ที่ประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือ ปรับตั้งแต่ 100,000-1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยหากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลต้องระวางโทษ ปรับรายวัน วันละ 10,000-50,000 บาท จนกว่าจะเลิกฝ่าฝืน”

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (21 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IREK0IQE2RPSHL5PYUUG0T4G0U7TU6JK&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qTVkJkxhtGff2b9JerBMy

  • กรมพัฒนาธุรกิจการค้า บุกชลบุรี ลุยเช็ก “นอมินี” ธุรกิจท่องเที่ยว-อสังหาฯ พบพิรุธเพียบ!

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้า บุกชลบุรี ลุยเช็ก “นอมินี” ธุรกิจท่องเที่ยว-อสังหาฯ พบพิรุธเพียบ!


    กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ผนึกกำลังหน่วยงานรัฐ ลงพื้นที่จังหวัดชลบุรี ตรวจสอบธุรกิจต้องสงสัย “นอมินี” ในกลุ่มท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์ พบพฤติกรรมผิดปกติจำนวนมาก

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้า พร้อมพันธมิตร ลงพื้นที่ จ.ชลบุรี ตรวจ ‘นอมินี’ ธุรกิจท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่อง ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ พบพิรุธอื้อ!! ทั้ง *ใช้สถานที่ตั้งเดียวกันหลายบริษัท *คนไทยคนเดียวถือหุ้นมากกว่า 100 บริษัท

    *เปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัทฯ ทำให้สัดส่วนถือหุ้นผิด พ.ร.บ.นำเที่ยว สั่งปิดทันที 4 บริษัท และ

    *ต่างชาติฝ่าฝืนประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต …ลงตรวจ 3 วัน พบนิติบุคคลที่ต้องบูรณาการพันธมิตรตรวจเชิงลึกกว่า 100 บริษัท!! หากพบผิดจริงทั้งไทยและเทศต้องรับผิดชอบร่วมกัน เอาให้หนัก!! โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับตั้งแต่ 100,000-1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สัญญาจะทำสุดพลัง..ปราบปรามนอมินีให้หมดสิ้นไป

     นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 18 – 20 มีนาคม 2569 ทีมปราบนอมินีของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ กรมการท่องเที่ยว โดย สำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ สาขาภาคตะวันออก ตำรวจท่องเที่ยว กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดชลบุรี ได้บูรณาการความร่วมมือลงพื้นที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี เพื่อตรวจสอบธุรกิจที่เข้าข่ายต้องสังสัยว่าจะเป็นนอมินี โดยเน้นที่กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่อง และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 

     ปฏิบัติการดังกล่าวเริ่มต้นจากการตรวจสอบสำนักงานบัญชีและสำนักงานกฎหมาย รวม 4 แห่ง ที่ใช้ที่ตั้งบริษัทแห่งเดียวจดทะเบียนอยู่หลายบริษัท รวมถึง ผู้ถือหุ้นคนไทยคนเดียวมีชื่อถือหุ้นอยู่ในบริษัทมากกว่า 100 บริษัท ต้องลงทุนรวมกันไม่ต่ำกว่าสามร้อยล้านบาท ซึ่งเป็นกลุ่มที่คาดว่ามีการถือหุ้นแทนคนต่างด้าว หรือช่วยเหลือ สนับสนุน ให้คำแนะนำ เพื่อให้คนต่างด้าวสามารถประกอบธุรกิจที่ต้องห้ามหรือต้องได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 โดยกรมฯ ได้ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องชี้แจงข้อเท็จจริงโดยด่วน หากพบว่าเข้าข่ายการกระทำความผิดจะดำเนินการตามกฎหมายให้ถึงที่สุด

    อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวต่อว่า หลังจากนั้น ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบนิติบุคคลซึ่งประกอบธุรกิจนำเที่ยวที่ีมีพฤติกรรมในลักษณะคนต่างชาติใช้ให้คนไทยเป็นนอมินี เบื้องต้นพบว่า มีนิติบุคคล 4 ราย ที่มีการเปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัทฯ ทำให้สัดส่วนของกรรมการบริษัทฯ ไม่เป็นไปตามคุณสมบัติตามมาตรา 17 (1) ตาม พ.ร.บ. ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พนักงานเจ้าหน้าที่จึงได้ปิดคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตไว้ ณ สถานประกอบการ โดยนิติบุคคล 4 รายที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาต ประกอบด้วย (1) บริษัท อะลิเทีย ทัวร์ จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 12/03325 (2) บริษัท ยอร์ อินโด-ไทย กรุ๊ป จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 14/00404 (3) บริษัท วาย เจ เอซ จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 14/04490 และ (4) บริษัท ดิ วี-เอ็กท์ จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 13/03359 

     นอกจากนี้ จากการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงของธุรกิจต่างด้าว ประกอบธุรกิจซื้อขายอสังหาริมทรัพย์  3 ราย ซึ่งเป็นธุรกิจที่ไม่อนุญาตให้คนต่างด้าวประกอบกิจการด้วยเหตุผลพิเศษตามบัญชีหนึ่ง (9) โดยกรมฯ จะรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพื่อตรวจสอบเชิงลึกต่อไป หากพบว่าประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวจริงจะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายโดยเด็ดขาด และยังได้ตรวจสอบนิติบุคคลต่างด้าวที่อาจประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือฝ่าฝืน พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งจากการคัดกรองข้อมูลพบว่าในพื้นที่จังหวัดชลบุรี มีธุรกิจต่างด้าวที่ประกอบธุรกิจตามบัญชีท้าย พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จำนวน 146 ราย ซึ่งต้องห้ามมิให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยเด็ดขาด หรือต้องได้รับอนุญาตก่อน 

    อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวย้ำว่า “กรมฯ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการป้องกันและปราบปรามธุรกิจนอมินี เนื่องจากเป็นการบิดเบือนโครงสร้างเศรษฐกิจและสร้างความเสียเปรียบให้แก่ผู้ประกอบการไทย หากตรวจพบการกระทำผิด จะเร่งประสานหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายดำเนินคดีจนถึงที่สุด และจะเดินหน้าตรวจสอบธุรกิจที่เข้าข่ายนอมินีในทุกพื้นที่ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง และขอเตือนคนไทยที่สนับสนุนให้ต่างชาติกระทำความผิดหยุดพฤติกรรมดังกล่าว สำหรับผู้กระทำผิดจะได้รับโทษ คือ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ตามมาตรา 36 กรณีคนไทยที่ให้ความช่วยเหลือสนับสนุนคนต่างด้าวให้กระทำความผิด และมาตรา 37 กรณีคนต่างด้าว ที่ประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือ ปรับตั้งแต่ 100,000-1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยหากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลต้องระวางโทษ ปรับรายวัน วันละ 10,000-50,000 บาท จนกว่าจะเลิกฝ่าฝืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/41278&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0R5kvjkMwUPbBHSSPqLLbp

  • คมนาคม กางแผนสร้าง ท่าเรือสำราญ ดันไทยผงาดฮับท่องเที่ยวทางทะเล

    คมนาคม กางแผนสร้าง ท่าเรือสำราญ ดันไทยผงาดฮับท่องเที่ยวทางทะเล

    คมนาคม กางแผนสร้าง ท่าเรือสำราญ ดันไทยผงาดฮับท่องเที่ยวทางทะเล

    กระทรวงคมนาคมหารือร่วมกับ Royal Caribbean Group (RCG) กางแผน พัฒนา ท่าเรือสำราญ (Cruise Terminal) แห่งใหม่ ทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน ดันไทยผงาดฮับท่องเที่ยวทางทะเล

    กระทรวงคมนาคมจัดการประชุมร่วมกับผู้บริหารระดับสูงจาก Royal Caribbean Group (RCG) หนึ่งในผู้นำอุตสาหกรรมสายการเดินเรือระดับโลก เพื่อหารือถึงแนวทางเชิงลึกในการพัฒนา ท่าเรือสำราญ (Cruise Terminal) แห่งใหม่ หวังแก้ปัญหาความแออัดและเพิ่มศักยภาพการรองรับเรือขนาดใหญ่ ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

    นายปัญญา ชูพานิช รองปลัดกระทรวงคมนาคม หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านการขนส่ง เป็นประธานการประชุมผ่านระบบประชุมทางไกล (Zoom) ร่วมกับ Ms. Wendy Yamazaki รองผู้อำนวยการระดับภูมิภาค ฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์ทวีปเอเชีย ผู้แทนบริษัท รอยัล แคริบเบียน กรุ๊ป (Royal Caribbean Group: RCG) และผู้แทนจากการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.)

    คมนาคม กางแผนสร้าง ท่าเรือสำราญ ดันไทยผงาดฮับท่องเที่ยวทางทะเล

    เร่งดันโปรเจกต์ โครงการลงทุน PPP ครอบคลุมอ่าวไทยและอันดามัน

    นายปัญญา ชูพานิช เปิดเผยว่า ภาครัฐให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการยกระดับศักยภาพเพื่อรองรับเทรนด์การเที่ยวเรือสำราญที่กำลังเติบโต โดยเร่งผลักดันแผนการพัฒนา ท่าเรือสำราญ ขนาดใหญ่ ผ่านรูปแบบ โครงการลงทุน PPP (Public-Private Partnership) เพื่อให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมพัฒนา

    ปัจจุบันได้กำหนดพื้นที่เป้าหมายหลัก ได้แก่ ท่าเทียบเรือเกาะสมุย จังหวัดภูเก็ต และพื้นที่อ่าวไทยตอนบน ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุดระหว่างพัทยาและสัตหีบ ทั้งนี้เพื่อขยายโครงข่ายการท่องเที่ยวระดับโลกให้ครอบคลุมทั้งสองฝั่งทะเล

    คมนาคม กางแผนสร้าง ท่าเรือสำราญ ดันไทยผงาดฮับท่องเที่ยวทางทะเล

    Royal Caribbean ไทย กับเป้าหมายดึงนักท่องเที่ยวทะลุ 1.2 แสนคน

    การหารือครั้งนี้ตอกย้ำถึงความสำคัญของตลาด Royal Caribbean ไทย โดย RCG ถือเป็นพันธมิตรระดับโลกที่มีกองเรือให้บริการถึง 69 ลำ ครอบคลุมเส้นทางทั่วโลก

    สำหรับแผนการดำเนินงานในปีนี้ ทางบริษัทฯ เตรียมนำเรือสำราญเข้ามาจอดเทียบท่าในประเทศไทยมากกว่า 45 เที่ยว ซึ่งคาดว่าจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าสู่ประเทศได้ประมาณ 120,000 คน

    อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของการท่องเที่ยวทางทะเลย่อมตามมาด้วยความท้าทาย ทั้งสองฝ่ายจึงได้แลกเปลี่ยนมุมมองร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนท่าเทียบเรือที่สามารถรองรับสายการเดินเรือระดับโลกได้อย่างมีมาตรฐาน

    กางแผน “ท่าเรือแหลมฉบัง” และพื้นที่ศักยภาพ เสนอนักลงทุน

    เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมและอำนวยความสะดวกให้แก่กลุ่มนักลงทุน กระทรวงคมนาคมได้เตรียมพิจารณาจัดทำข้อมูลแผนพัฒนา ท่าเรือแหลมฉบัง รวมถึงโครงการพัฒนาท่าเทียบเรือสำราญในพื้นที่อื่นๆ ที่มีศักยภาพสูง โดยจะมีการกำหนดระยะเวลาการดำเนินการ (Timeline) ที่ชัดเจน เพื่อแจ้งให้ทางบริษัท RCG และกลุ่มผู้ลงทุนได้รับทราบและนำไปพิจารณาแผนการดำเนินธุรกิจต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/739717&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1d3mzTNsHI7PFIhqgyznk8

  • กต. เตรียมชงรัฐบาล “ลดฟรีวีซ่านักท่องเที่ยว” เหลือ 30 วัน อุดช่องโหว่แก๊งสแกมเมอร์ต่างชาติ

    กต. เตรียมชงรัฐบาล “ลดฟรีวีซ่านักท่องเที่ยว” เหลือ 30 วัน อุดช่องโหว่แก๊งสแกมเมอร์ต่างชาติ

    วันที่ 21 มีนาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า จากกรณีที่ในรัฐบาลสมัยของนายเศรษฐา ทวีสิน ได้ออกนโยบายการยกเว้นตรวจลงตรา (วีซ่า) สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ เป็นเวลา 60 วัน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของไทยนั้น แม้เรื่องการท่องเที่ยวมีความสำคัญต่อตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ

    แต่คณะกรรมการที่เป็นผู้พิจารณาเรื่องวีซ่า ซึ่งมีกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธาน ได้พิจารณาว่าการให้ระยะเวลา 60 วัน อาจยาวนานเกินไป ซึ่งอาจเป็นช่องทางแก่ผู้ที่ไม่ได้ประสงค์เข้ามาในไทยเพื่อการท่องเที่ยว หรืออาจต้องการมีถิ่นฐานอยู่ในไทยโดยไม่ขอวีซาให้ถูกประเภท เพราะที่จริงแล้ว กรณีของคนที่ต้องการท่องเที่ยว ระยะเวลา 30 วัน น่าจะเพียงพอ

    ดังนั้น กระทรวงการต่างประเทศ กำลังจะเสนอรัฐบาลให้ลดจำนวนวันแก่บุคคลสัญชาติที่ได้รับการยกเว้นวีซา จาก 60 วัน ลดเหลือ 30 วัน โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติ ยังมีสิทธิที่จะขอต่อเวลาการพำนักได้อีก 30 วัน มาตรการดังกล่าวไม่ได้เป็นการเลือกปฏิบัติต่อประเทศใดหรือบุคคลสัญชาติใดสัญชาติหนึ่ง อีกทั้งเป็นมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาขบวนการสแกมเมอร์ออนไลน์ เพราะมีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับขบวนการนี้ที่อาศัยการยกเว้นวีซาระยะยาวเพื่อเข้ามาในไทย และไปยังประเทศเพื่อนบ้านของเราด้วย

    “ยืนยันว่า ประเทศไทยยังให้ความสำคัญกับการต้อนรับและดูแลนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันเป็นการสงวนสิทธิของไทย ในการแก้ปัญหาช่องโหว่ที่ทำให้มีคนเข้ามาในประเทศ แล้วทำกิจกรรมที่เป็นภัยความมั่นคงของประเทศ หรือเข้ามากระทำการที่ไม่ใช่วัตถุประสงค์เพื่อการท่องเที่ยว”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/68691&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2n7lW58qUoJ1rHH5sNtUze

  • ชี้เป้า 5 พิกัดท่องเที่ยวทั่วโลกที่ผู้หญิงเที่ยวคนเดียวได้ปลอดภัย และได้ Reset ตัวเองขั้นสุด

    ชี้เป้า 5 พิกัดท่องเที่ยวทั่วโลกที่ผู้หญิงเที่ยวคนเดียวได้ปลอดภัย และได้ Reset ตัวเองขั้นสุด

    การเดินทางคนเดียวไม่ใช่แค่เรื่องของการไปเที่ยว แต่มันคือการประกาศอิสรภาพและการได้กลับมาทำความรู้จักตัวเองอีกครั้งในมุมที่ไม่เคยเห็น

    โลกยุค 2026 ที่ความปลอดภัยคือหัวใจหลัก นี่คือ 5 ประเทศหมุดหมายสำคัญที่ได้รับการยอมรับว่าปลอดภัยที่สุดสำหรับ Solo Female Traveler พร้อมบรรยากาศที่จะช่วยให้คุณค้นพบศักยภาพใหม่ๆ ในตัวเอง

    1. Iceland

    ดินแดนแห่งความสงบ และพลังธรรมชาติ โดยไอซ์แลนด์ครองแชมป์ประเทศที่ปลอดภัยที่สุดในโลกติดต่อกันหลายปี ด้วยอัตราอาชญากรรมที่ต่ำจนน่าเหลือเชื่อ ที่นี่คือสวรรค์ของคนที่อยากอยู่กับตัวเองอย่างแท้จริง การขับรถเที่ยวคนเดียวบนถนน Ring Road ท่ามกลางวิวน้ำตก ภูเขาไฟ และแสงเหนือ จะทำให้คุณรู้สึกว่า “ความเหงา” คือ “ความสงบ” ที่แสนพิเศษ

    2. Switzerland

    สวิตเซอร์แลนด์ ดินแดนในนิยายที่ความเป๊ะของธรรมชาติ มาพร้อมความอุ่นใจ หากคุณกังวลเรื่องการหลงทางหรือความวุ่นวาย สวิตเซอร์แลนด์คือคำตอบ ระบบขนส่งมวลชนที่ตรงเวลาและครอบคลุมทุกตารางนิ้วทำให้การเดินทางคนเดียวเป็นเรื่องง่าย การได้นั่งรถไฟชมวิวเทือกเขาแอลป์หรือเดินเล่นในเมืองเก่าที่เงียบสงบ จะช่วยให้คุณมีสมาธิจดจ่อกับความคิดตัวเองได้ดีที่สุด

    3. Japan

    ญี่ปุ่นคือประเทศที่เข้าใจผู้หญิงที่รักสันโดษมากที่สุด ตั้งแต่โรงแรมแคปซูลสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ ไปจนถึงร้านอาหารแบบเคาน์เตอร์บาร์ที่ไม่ทำให้คุณรู้สึกเขินเวลาต้องนั่งทานคนเดียว ความเป็นระเบียบวินัยและความเป็นมิตรของผู้คนจะทำให้คุณกล้าก้าวออกจาก Comfort Zone ไปเรียนรู้วัฒนธรรมใหม่ๆ ได้อย่างมั่นใจ

    4. New Zealand

    สำหรับสายลุยที่อยากผจญภัยเพื่อค้นหาขีดจำกัดของตัวเอง นิวซีแลนด์คือสนามเด็กเล่นที่ปลอดภัยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการเดินป่า หรือการลองเล่นบันจี้จัมพ์ครั้งแรกในชีวิต ทุกความท้าทายที่นี่จะช่วยสร้างความมั่นใจ ให้คุณกลับมามองตัวเองด้วยสายตาใหม่ว่า “เราก็ทำได้มากกว่าที่คิด”

    5. Finland

    หากคุณอยากสัมผัสความสุขที่เรียบง่ายที่สุดในโลก ฟินแลนด์ไม่เพียงแค่เป็นประเทศที่คนมีความสุขที่สุด แต่ยังมีพื้นที่ส่วนตัว ที่สูงมาก เหมาะสำหรับคนที่อยากหนีความวุ่นวายไปใช้ชีวิตช้าๆ ลองไปแช่ซาวน่าแบบดั้งเดิมหรือนอนดูดาวในกระท่อมกระจก ความเรียบง่ายเหล่านี้จะช่วยให้คุณได้ยินเสียงหัวใจตัวเองชัดเจนขึ้นกว่าเดิม

    การไปเที่ยวคนเดียวในประเทศที่ปลอดภัย ไม่ได้หมายถึงการปิดกั้นตัวเอง แต่คือการเปิดโอกาสให้เราได้ตัดสินใจทุกอย่างด้วยตัวเอง 100% ตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงเข้านอน ซึ่งนั่นแหละคือจุดเริ่มต้นของการ “ค้นพบตัวเอง” ที่แท้จริง

    ข้อมูล : thesolofemaletravelernetwork

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/2921590&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw386KcMywsbVKAbu_iBiBF4

  • อบจ.ประจวบฯ ปลุกกระแสการท่องเที่ยวผ่านโลกดิจิทัล จัดประกวดสื่อสร้างสรรค์ | เดลินิวส์

    อบจ.ประจวบฯ ปลุกกระแสการท่องเที่ยวผ่านโลกดิจิทัล จัดประกวดสื่อสร้างสรรค์ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 21 มี.ค. ที่ชั้น 3 ศูนย์การค้ามาร์เก็ตวิลเลจ หัวหิน จ.ประจวบฯ นายจตุรนต์ ภักดีพานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เป็นประธานพิธีแถลงข่าวการประกวดสื่อสร้างสรรค์ผ่านแพลตฟอร์ม TikTok ภายใต้ชื่อ “เที่ยวประจวบ Nextvibe ให้ใจฟู V.2” ร่วมด้วย นายสราวุธ ลิ้มอรุณรักษ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดประจวบฯ ร้อยโทสิทธิชัย ตัณฑสิทธิ์ ท่องเที่ยวและกีฬา จ.ประจวบฯ นางสาววรกานต์ ถาวร รอง ผอ.ททท.สำนักงานประจวบฯ นายกิติพงษ์ สิริเพชรเกษม นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวหัวหิน/ชะอำ นายอมรเทพ อ่วมมีเพียร อุปนายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวประจวบฯ ดร.สิริกร หน่อทิม ประธานองค์กรภาคีเครือข่ายชมรมผู้ประกอบการค้าอาหารและตลาด กลุ่ม 8 จังหวัด ภาคกลางตะวันตก/นายกสมาคมผู้ประกอบการร้านอาหารและแผงลอยแห่งประเทศไทย จ.ประจวบฯ นายกอบโชค เดชคง ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไปศูนย์การค้ามาร์เก็ตวิลเลจ หัวหิน ร่วมแถลงข่าว มี ดร.อภิเทพ แซ่โค้ว รักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด ผู้ช่วยศาสตราจารย์นภาพร นาคทิม รองอธิการบดี ประจำวิทยาเขตวังไกลกังวล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ดร.เรวิตา สายสุด หัวหน้าโครงการ MBA มหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด นายทวีสิน พัฒนาภิรัส ประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดประจวบฯ แขกผู้มีเกียรติและสื่อมวลชนร่วมรับฟัง พร้อมกันนี้ได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อสานต่อโครงการดังกล่าว

    นายสราวุธ ลิ้มอรุณรักษ์ กล่าวว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดประจวบฯ ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และแพลตฟอร์มโซเชียลยอดนิยม TikTok จัดโครงการประกวดสื่อสร้างสรรค์ส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดประจวบฯ ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3 ครั้งนี้ภายใต้แนวคิด “เที่ยวประจวบ Nextvibe ให้ใจฟู V.2” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในจังหวัดฯ โดยการนำเสนอภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประจวบฯในมุมมองใหม่ที่ทันสมัยและเข้าถึงไลฟ์สไตล์นักท่องเที่ยวยุคใหม่ และเพื่อเฟ้นหาไอเดียและพลังสร้างสรรค์ที่จะมาบอกเล่าเสน่ห์ของประจวบฯในมุมมองสดใหม่ สนุก ซึ้ง และทรงพลัง โดยเปิดโอกาสให้ Influencer ทั้งมือใหม่และมืออาชีพ นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปได้ร่วมแสดงความสามารถในการผลิตคอนเทนต์ท่องเที่ยวในรูปแบบวิดีโอสั้นที่มีเอกลักษณ์ มีความคิดสร้างสรรค์และสื่อถึงอารมณ์ในแบบ “Next vibe” ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว วัฒนธรรมท้องถิ่น คาเฟ่สุดชิค ที่พัก การเดินทาง หรือวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ในแง่มุมมองที่ทำให้ “ใจฟู” ได้อย่างแท้จริง ซึ่งครั้งที่ผ่านมามีผู้ที่สนใจส่งคลิปเข้าประกวดเป็นจำนวนมาก และนำไปประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของประจวบฯ ได้เป็นอย่างดี

    สำหรับหลักเกณฑ์การส่งเข้าประกวดแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1) ประเภท Influencer ระดับ Micro Influencers โดยมีช่องในสื่อออนไลน์ Tiktok facebook หรือ Youtube หรือ Instagram ที่มีจำนวนผู้ติดตามตั้งแต่ 10,000 คน ขึ้นไป 2) บุคคลทั่วไป บุคคลหรือทีมได้ไม่เกิน 5 คน นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไปที่มีใจรักในการสร้างสรรค์คอนเทนต์ส่งคลิปเข้าประกวดได้ไม่เกิน 2 ผลงาน (แต่รับรางวัลสูงสุดได้เพียงรางวัลเดียว) คลิปที่ส่งเข้าประกวดเป็นคลิปแนวตั้ง ขนาด 9:16 ความละเอียด 1080 x 1920 พิกเซล ความยาวไม่น้อยกว่า 60 วินาที และไม่เกิน 90 วินาที ต้องเป็นการถ่ายทำใหม่ด้วยตนเองตั้งแต่วันประกาศรับสมัคร โดยผลงานที่ส่งเข้าประกวดถือเป็นสิทธิ์ร่วมโดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดประจวบฯ และขอสงวนสิทธิ์ไม่รับสมัครผลงานของผู้ที่เคยได้รับรางวัลชนะเลิศจากโครงการประกวด “เที่ยวประจวบฮีลใจให้ใจฟู2567” และ “เที่ยวประจวบ Nextvibe ให้ใจฟู” เพื่อเป็นการกระจายโอกาสให้แก่ผู้เข้าร่วมประกวดรายอื่นอย่างทั่วถึง เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 21 มี.ค. – 21 ก.ค.69 ทาง Google Form ผ่าน QR Code หรือลิงก์ที่กำหนด อัปโหลดคลิปวิดีโอลงใน TikTok ส่วนตัว พร้อมติดแฮชแท็ก (Hashtag) บังคับ #เที่ยวประจวบNextVibeให้ใจฟูV2  #อบจประจวบคีรีขันธ์ ประกาศผลการตัดสินวันที่ 7 ส.ค.69 ผ่านทางเพจ Facebook และ Tiktok อบจ.ประจวบคีรีขันธ์

    ทั้งนี้รางวัลการประกวด ประเภท Influencer ระดับ Micro Influencers ผู้ชนะอันดับ 1 เงินสด 30,000 บาท อันดับ 2 เงินสด 20,000 บาท อันดับ 3 เงินสด 15,000 บาท พร้อมโล่เกียรติยศและใบประกาศเกียรติคุณทุกรางวัล / ประเภทบุคคลทั่วไปหรือทีม ผู้ชนะอันดับ 1 เงินสด 15,000 บาท อันดับ 2 เงินสด 10,000 บาท อันดับ 3 เงินสด 5,000 บาท พร้อมโล่เกียรติยศและใบประกาศเกียรติคุณทุกรางวัล และรางวัลสมนาคุณบัตรกำนัล ห้องพักโรงแรม รีสอร์ท สุดหรู จากผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมในจังหวัดประจวบฯ และกิ๊ฟวอยเชอร์จากเครือข่ายผู้ประกอบการธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดประจวบฯ สามารถดูรายละเอียดหลักเกณฑ์การประกวดเพิ่มเติมได้ที่ www.prachuap.go.th / Facebook : อบจ.ประจวบคีรีขันธ์ / Tiktok อบจ.ประจวบคีรีขันธ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5708298/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2duqUFxFvvlrysJxmfolna

  • ยิ่งใหญ่สะเทือนเมืองโอ่ง! ปิดฉากแล้วท่องเที่ยวราชบุรี ของดีเมืองโอ่ง

    ยิ่งใหญ่สะเทือนเมืองโอ่ง! ปิดฉากแล้วท่องเที่ยวราชบุรี ของดีเมืองโอ่ง

    ภูมิภาค

    ยิ่งใหญ่สะเทือนเมืองโอ่ง! ปิดฉากแล้วท่องเที่ยวราชบุรี ของดีเมืองโอ่ง

    วันเสาร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.24 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  บรรยากาศคึกคักตั้งแต่วันแรก! จังหวัดราชบุรีเปิดฉากงานใหญ่ประจำปี “ท่องเที่ยวราชบุรี ของดีเมืองโอ่ง และงานกาชาด ปี 2569” อย่างยิ่งใหญ่ เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 โดย นางสาวฐิติลักษณ์ คำพา ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายคมกริช เจริญพัฒนสมบัติ และ นางสาวปิยะฉัตร ไพชนม์ รองผู้ว่าราชการจังหวัด รวมถึงหัวหน้าส่วนราชการและประชาชนเข้าร่วมอย่างเนืองแน่น ไฮไลต์เปิดงานสุดอลังการ! ขบวนแห่รถประดับไฟและการแสดงศิลปวัฒนธรรมกว่า 11 ขบวน จาก 10 อำเภอ สะท้อนอัตลักษณ์และวิถีชีวิตของ 8 ชาติพันธุ์ในราชบุรีอย่างงดงาม ก่อนปิดท้ายด้วยการแสดงแสง สี เสียง สุดตระการตา ณ เวทีกลางหน้าองค์การบริหารส่วนจังหวัดราชบุรี ถ่ายทอดเรื่องราวประวัติศาสตร์เมืองโอ่งได้อย่างตรึงใจผู้ชมภายในงาน “อัดแน่นทุกมิติ” ทั้งบันเทิง วัฒนธรรม และเศรษฐกิจเวทีกลางลุกเป็นไฟกับกิจกรรมไฮไลต์ตลอด 10 วัน 10 คืน ไม่ว่าจะเป็น การประกวด “ธิดาเมืองโอ่ง” เวทีเฟ้นหาสาวงามคู่บ้านคู่เมือง การประกวดร้องเพลง “ท้องถิ่นเสียงใส รวมน้ำใจสู่กาชาด” จากผู้นำท้องถิ่นที่เรียกเสียงเชียร์สนั่น รวมถึงสีสันความแซ่บกับ “ประกวดส้มตำไชโป๊ลีลา” ที่ทั้งสนุกและชวนน้ำลายสอ

    สายช้อป-สายกินห้ามพลาด! ยกทัพสินค้า OTOP และของดีเมืองราชบุรีกว่า 100 ร้านค้า มาให้เลือกชิมเลือกซื้อครบจบในที่เดียว พร้อมนิทรรศการด้านการเกษตร ประมง สินค้า GI ผลไม้สด สินค้าธงฟ้าราคาประหยัด และผลิตภัณฑ์ฝีมือผู้ต้องขังจากเรือนจำกลางราชบุรีและเรือนจำกลางเขาบิน สะท้อนการสร้างโอกาสและคืนคนดีสู่สังคมอิ่มบุญ อิ่มใจ ลุ้นโชคใหญ่!อีกหนึ่งจุดเด่นของงานคือ “ร้านมัจฉากาชาด” และสลากกาชาดการกุศล ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมลุ้นของรางวัลมากมาย โดยรายได้ทั้งหมดนำไปช่วยเหลือผู้ยากไร้และสนับสนุนกิจกรรมสาธารณกุศลในพื้นที่จังหวัดราชบุรี

    สำหรับงาน “ท่องเที่ยวราชบุรี ของดีเมืองโอ่ง และงานกาชาด ปี 2569” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 – 29 มีนาคม 2569 ณ บริเวณโดยรอบศาลากลางจังหวัดราชบุรี จังหวัดราชบุรีขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวทั่วประเทศ มาร่วมสัมผัสเสน่ห์เมืองโอ่งแบบจัดเต็ม ชิมของอร่อย ช้อปของดี ชมวัฒนธรรม และอิ่มบุญไปพร้อมกันในงานเดียวที่ “ครบที่สุดแห่งปี

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/469955&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2660aZrena1Pj2v3iDrzVN

  • หล่มสักคึกคัก! ‘ฝายห้วยขอนแก่น’ แหล่งท่องเที่ยวใหม่น้ำใส-หาดทรายสวย

    หล่มสักคึกคัก! ‘ฝายห้วยขอนแก่น’ แหล่งท่องเที่ยวใหม่น้ำใส-หาดทรายสวย

    หล่มสักคึกคัก! ‘ฝายห้วยขอนแก่น’ แหล่งท่องเที่ยวใหม่น้ำใส-หาดทรายสวย

    วันเสาร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.05 น.

    หล่มสักคึกคัก! ‘ฝายห้วยขอนแก่น’ แหล่งท่องเที่ยวใหม่น้ำใส-หาดทรายสวย ชู Soft Power ชุมชนยลวิถีห้วยไร่ กระตุ้นเศรษฐกิจรับหน้าร้อน

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวิศิษฐ์ เบญจพิทักษ์กุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธานเปิดแหล่งท่องเที่ยวฝายห้วยขอนแก่น ณ ต.ห้วยไร่ อ.หล่มสัก เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับสินค้า OTOP ในพื้นที่ โดยมีผู้นำชุมชนและหน่วยงานส่วนท้องถิ่นเข้าร่วมสนับสนุนอย่างพร้อมเพรียง

    นายภาคภูมิ ภูมี นายอำเภอหล่มสัก เปิดเผยว่า ฝายห้วยขอนแก่นมีศักยภาพโดดเด่นด้วยสภาพน้ำที่ใสสะอาดและมีหาดทรายตามธรรมชาติ บรรยากาศร่มรื่น เหมาะแก่การเป็นสถานที่พักผ่อนของครอบครัว ทางอำเภอและชุมชนจึงร่วมกันปรับภูมิทัศน์และจัดสรรพื้นที่สำหรับจอดรถและจำหน่ายสินค้าชุมชน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและคนในพื้นที่ให้มาใช้บริการ

    นายอำเภอหล่มสัก เน้นย้ำว่า การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวแห่งนี้จะช่วยให้คนในชุมชนไม่ต้องเดินทางไปเล่นน้ำในพื้นที่ห่างไกลเหมือนปีที่ผ่านมา ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างความสนุกสนานให้เด็กๆ ในช่วงปิดเทอมแล้ว ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางและประหยัดน้ำมันท่ามกลางสภาวะปัจจุบันได้เป็นอย่างดี

    สำหรับฝายห้วยขอนแก่น เดิมทีเป็นแหล่งน้ำที่มีปัญหาในอดีต ทั้งน้ำท่วมพื้นที่เกษตรในฤดูฝนและแห้งขอดในฤดูแล้ง แต่หลังจากมีการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำและฝายกักเก็บน้ำ ปัญหาดังกล่าวได้หมดไป ปัจจุบันพื้นที่นี้ไม่เพียงแต่ใช้เพื่อการเกษตรเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นต้นแบบของ ‘ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี’ ที่สร้างรายได้หล่อเลี้ยงชาวบ้านตำบลห้วยไร่ได้อย่างยั่งยืน

    ////////-026

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    พิกัดใหม่คลายร้อน! ‘วัดโฆษาท่าช้าง’ พลิกโฉมฝายน้ำล้น-เป็นแหล่งเล่นน้ำสุดคึกคัก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/953970&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04MAUiLl2I9fWoe-Q9_7dw