Category: ท่องเที่ยว

  • ‘ท่องเที่ยวสุขใจไปกับ รฟม.’  เปิดเสน่ห์คลองบางหลวง สัมผัสวิถีชุมชนฝั่งธนฯ

    ‘ท่องเที่ยวสุขใจไปกับ รฟม.’ เปิดเสน่ห์คลองบางหลวง สัมผัสวิถีชุมชนฝั่งธนฯ

    ‘ท่องเที่ยวสุขใจไปกับ รฟม.’ เปิดเสน่ห์คลองบางหลวง สัมผัสวิถีชุมชนฝั่งธนฯ

    วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.37 น.

    Tag :

    ท่ามกลางวิถีชีวิตเมืองที่เร่งรีบ การเดินทางในแต่ละวันของผู้คนจำนวนมากอาจเป็นเพียงการเคลื่อนย้ายจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง แต่โครงการ “ท่องเที่ยวสุขใจไปกับ รฟม.” กลับพยายามเปลี่ยนมุมมองนั้น ให้การเดินทางกลายเป็น “ประสบการณ์” ที่เต็มไปด้วยเรื่องราว ความสุข และการเรียนรู้ กิจกรรม “ท่องเที่ยวสุขใจไปกับ รฟม. พาชมเสน่ห์คลองบางหลวง สัมผัสวิถีชุมชนฝั่งธนฯ” ซึ่งจัดโดยการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ในปี 2569 นี้ นับเป็นการจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ภายใต้แนวคิดส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้า เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวใกล้เมืองที่ยังคงรักษาอัตลักษณ์ดั้งเดิมไว้อย่างงดงาม

    จิรฐา วัฒนประดิษฐ์ ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร รฟม. เปิดเผยว่า กิจกรรมในปีนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างล้นหลาม โดยมีผู้สมัครเข้าร่วมมากกว่า 1,800 คน สะท้อนให้เห็นถึงกระแสความนิยมในการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและการเรียนรู้วิถีชีวิตชุมชน อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การจัดกิจกรรมเป็นไปอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ จึงมีการคัดเลือกผู้เข้าร่วมเพียง 50 คน ผ่านกระบวนการสุ่มรายชื่อจากผู้ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ “เราอยากให้การเดินทางของทุกคน ไม่ใช่แค่การไปถึงจุดหมาย แต่เป็นการเดินทางที่มีความสุข ได้เรียนรู้ และได้สัมผัสเสน่ห์ของชุมชนไทยอย่างแท้จริง”

    กิจกรรมในครั้งนี้เริ่มต้นตั้งแต่ช่วงเช้า โดยผู้เข้าร่วมเดินทางมาถึงสถานีบางไผ่ มีบริการรถสองแถวคอยรับ-ส่งไปยังวัดกำแพงบางจาก จุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ทางวัฒนธรรม ภายในวัด ผู้ร่วมกิจกรรมได้สักการะ “หลวงพ่อบุษราคัม” พระพุทธรูปปางมารวิชัย เพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนจะออกเดินสำรวจชุมชนคลองบางหลวง และเรียนรู้ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของวัดเก่าแก่แห่งนี้ โดยเฉพาะภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ทรงคุณค่าของวัดแห่งนี้ คลองบางหลวงถือเป็นชุมชนเก่าแก่ของฝั่งธนบุรี ที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของวิถีชีวิตริมน้ำเอาไว้ได้อย่างน่าประทับใจ บ้านเรือนไม้เก่าแก่เรียงรายตลอดสองฝั่งคลอง ผสมผสานกับศิลปะและวัฒนธรรมที่ยังคงมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน ผู้เข้าร่วมได้เดินชมตลาดคลองบางหลวง ชม “บ้านศิลปิน” แหล่งรวมงานศิลป์และพื้นที่สร้างสรรค์ พร้อมฟังเรื่องราวความเป็นมาของชุมชนจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ

    หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือการบรรยายโดย จุลภัสสร พนมวัน ณ อยุธยา นักวิชาการอิสระด้านศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ ผู้มีความโดดเด่นในการถ่ายทอดเรื่องราวอดีตให้เข้าใจง่ายและสนุกสนาน ด้วยสไตล์การเล่าที่เป็นกันเอง ทำให้ผู้เข้าร่วมสามารถเชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบันได้อย่างมีชีวิตชีวา หลังจากการเดินชมชุมชนผ่านไป เข้าสู่กิจกรรม Workshop “ร้อยลูกปัดมงคลตามราศี” ณ บ้านพึ่งศิลป์ โดยมี “หมอนก-นภัสสร โชติกวณิชย์” หรือที่รู้จักในชื่อ Bird Eye View เป็นวิทยากรให้ความรู้เกี่ยวกับความหมายของสีตามวันเกิด การสะท้อนบุคลิกภาพ และการใช้สีเพื่อเสริมพลังบวกในชีวิตประจำวัน กิจกรรมนี้ไม่เพียงสร้างความเพลิดเพลิน แต่ยังเปิดมุมมองใหม่ในการดูแลจิตใจของตนเอง

    ช่วงเที่ยง ผู้เข้าร่วมได้ลิ้มลองอาหารไทยในบรรยากาศอบอุ่นของคาเฟ่บ้านพึ่งศิลป์ พร้อมเลือกซื้อสินค้าชุมชน ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญในการสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างยั่งยืน ตลอดทั้งกิจกรรม ผู้เข้าร่วมต่างสะท้อนความประทับใจ ทั้งในด้านความอบอุ่นของชุมชน ความสวยงามของวิถีชีวิตริมน้ำ และโอกาสในการเรียนรู้วัฒนธรรมที่หาได้ยากในชีวิตประจำวัน

    โครงการ “ท่องเที่ยวสุขใจไปกับ รฟม.” จึงไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมท่องเที่ยวทั่วไป แต่เป็นการเชื่อมโยง “ระบบขนส่ง” เข้ากับ “วิถีชุมชน” อย่างมีความหมาย ช่วยกระตุ้นให้เกิดการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น และสร้างความตระหนักรู้ถึงคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรม สำหรับผู้ที่พลาดโอกาสในครั้งนี้ รฟม. ยืนยันว่าจะยังคงจัดกิจกรรมดีๆ เช่นนี้อย่างต่อเนื่องในทุกปี โดยสามารถติดตามข่าวสารได้ผ่านช่องทาง Facebook ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย

    ท้ายที่สุด โครงการนี้สะท้อนให้เห็นว่า การเดินทางไม่จำเป็นต้องไกล หรือหรูหราเสมอไป บางครั้ง “ความสุข” อาจอยู่ไม่ไกล เพียงแค่เราชะลอจังหวะชีวิต แล้วเปิดใจสัมผัสเสน่ห์ของชุมชนเล็กๆ ที่ยังคงเต้นอยู่เคียงข้างเมืองใหญ่ และนี่คืออีกหนึ่งก้าวของการเดินทาง…ที่เต็มไปด้วยความหมายมากกว่าที่เคยเป็น

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/955013&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bgJKbWWBsMwzIfZ3Acuw2

  • วช. และ จ.บึงกาฬ ร่วมเปิดศูนย์เทคโนโลยีโดรนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ณ วิทยาลัยเทคนิคบึงกาฬ หนุนสร้างโอกาสการท่องเที่ยวในจังหวัดรอง

    วช. และ จ.บึงกาฬ ร่วมเปิดศูนย์เทคโนโลยีโดรนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ณ วิทยาลัยเทคนิคบึงกาฬ หนุนสร้างโอกาสการท่องเที่ยวในจังหวัดรอง

    วช. และ จ.บึงกาฬ ร่วมเปิดศูนย์เทคโนโลยีโดรนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ณ วิทยาลัยเทคนิคบึงกาฬ หนุนสร้างโอกาสการท่องเที่ยวในจังหวัดรอง

    วันที่ 24 มีนาคม 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับ จังหวัดบึงกาฬ นำโดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิด “ศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมโดรนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว” ซึ่งมี นายฉลอง นพคุณ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคบึงกาฬ ให้การต้อนรับ อาจารย์พิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ กล่าวรายงาน พร้อมด้วยผู้บริหารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ วิทยาลัยเทคนิคบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ

    ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. มุ่งสนับสนุนการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่จริง โดยศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีโดรนแห่งนี้ เป็นการบูรณาการองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีนวัตกรรมสู่การพัฒนาพื้นที่ ทั้งในมิติการศึกษา การสร้างทักษะใหม่ และการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนวัตกรรม ซึ่งจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนและบุคลากรในพื้นที่ในการเรียนรู้เทคโนโลยีสมัยใหม่

    นายฉลอง นพคุณ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคบึงกาฬ กล่าวว่า ในนามของวิทยาลัยเทคนิคบึงกาฬ และจังหวัดบึงกาฬ รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งในการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมโดรนส่งเสริมการท่องเที่ยวในครั้งนี้ ซึ่งสอดคล้องกับภารกิจของสถาบันในการพัฒนากำลังคนด้านอาชีวศึกษาให้มีความรู้และทักษะที่ทันต่อเทคโนโลยีสมัยใหม่ ศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้จะเป็นแหล่งฝึกทักษะการเรียนรู้ด้านนวัตกรรมของจังหวัดบึงกาฬต่อไปในอนาคต

    อาจารย์พิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ กล่าวว่า สมาคมฯ มีความยินดีที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนองค์ความรู้และการพัฒนาศักยภาพด้านโดรนให้กับเยาวชนไทย โดยเชื่อมั่นว่าศูนย์แห่งนี้จะเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่สำคัญในการต่อยอดทักษะด้านเทคโนโลยี สร้างนักประดิษฐ์รุ่นใหม่ และสามารถแข่งขันในระดับประเทศและนานาชาติ

    ทั้งนี้ ศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมโดรนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว วิทยาลัยเทคนิคบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ จะเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญในการสร้างองค์ความรู้ ทักษะ และแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนและประชาชนในพื้นที่ พร้อมทั้งขับเคลื่อนการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนวัตกรรม อันจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1006839&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13wmo-YNOeQkSBEr-EgvdM

  • กรมการท่องเที่ยวลุยตรวจ “ทัวร์นอมินี” รับไฮซีซั่น-สงกรานต์ เสริมแกร่งภาพลักษณ์ท่องเที่ยวไทย

    กรมการท่องเที่ยวลุยตรวจ “ทัวร์นอมินี” รับไฮซีซั่น-สงกรานต์ เสริมแกร่งภาพลักษณ์ท่องเที่ยวไทย

    กรมการท่องเที่ยวลุยตรวจ “ทัวร์นอมินี” รับไฮซีซั่น-สงกรานต์ เสริมแกร่งภาพลักษณ์ท่องเที่ยวไทย

    กรมการท่องเที่ยว เดินหน้ามาตรการกำกับดูแลบริษัทนำเที่ยวอย่างเข้มงวด บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภายใต้ศูนย์ปฏิบัติการร่วมแก้ไขปัญหาการประกอบธุรกิจท่องเที่ยวโดยใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (ศปต.) ลงพื้นที่ตรวจสอบและปราบปราม “ทัวร์นอมินี” ในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศ

    นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า “ตั้งแต่ต้นปี 2569 กรมการท่องเที่ยวยังคงเดินหน้ามาตรการเชิงรุกในการกำกับดูแลบริษัทนำเที่ยวให้ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภายใต้ศูนย์ปฏิบัติการร่วมแก้ไขปัญหาการประกอบธุรกิจท่องเที่ยวโดยใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (ศปต.) ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมสอบสวนคดีพิเศษ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ลงพื้นที่ตรวจสอบบริษัทนำเที่ยวที่มีพฤติกรรมเข้าข่ายการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพรางในพื้นที่ท่องเที่ยวหลักทั่วประเทศ ซึ่งดำเนินการแล้วใน 3 จังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ ได้แก่ เชียงใหม่ ภูเก็ต และล่าสุดชลบุรี ตรวจสอบบริษัทนำเที่ยวทั้งสิ้น 22 ราย พบการกระทำผิด 8 ราย โดยบางรายมีลักษณะเปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัทและมีจำนวนโครงสร้างกรรมการบริษัทไม่เป็นไปตามกฎหมาย รวมถึงพฤติการณ์แอบอ้างใช้ข้อมูลบุคคลภายในบริษัท ซึ่งเข้าข่ายลักษณะนอมินี มีบทลงโทษตามกฎหมายธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์สูงสุด ตั้งแต่สั่งเพิกถอนใบอนุญาตและแจ้งข้อกล่าวหาเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป”

    อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวเพิ่มเติมว่า “กรมการท่องเที่ยวจะดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่องกับผู้ประกอบการที่กระทำผิดกฎหมาย พร้อมยกระดับมาตรฐานการให้บริการของบริษัทนำเที่ยว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ และสนับสนุนให้การท่องเที่ยวไทยเติบโตอย่างยั่งยืน โอกาสนี้ ขอให้บริษัทนำเที่ยวปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และขอความร่วมมือนักท่องเที่ยวเลือกใช้บริการบริษัทนำเที่ยวที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง ได้รับบริการที่เป็นธรรม อันจะนำไปสู่ความเชื่อมั่นต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยโดยรวม”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1006897&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Bc_lIzPBQN6c3PDV6M7uv

  • กรมการท่องเที่ยวลุยตรวจ

    กรมการท่องเที่ยวลุยตรวจ

    กรมการท่องเที่ยวลุยตรวจ ‘ทัวร์นอมินี’ รับไฮซีซั่น-สงกรานต์ เสริมแกร่งภาพลักษณ์ท่องเที่ยวไทย

    วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.13 น.

    Tag :

              กรมการท่องเที่ยว เดินหน้ามาตรการกำกับดูแลบริษัทนำเที่ยวอย่างเข้มงวด บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภายใต้ศูนย์ปฏิบัติการร่วมแก้ไขปัญหาการประกอบธุรกิจท่องเที่ยวโดยใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (ศปต.) ลงพื้นที่ตรวจสอบและปราบปราม “ทัวร์นอมินี” ในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศ

              นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า “ตั้งแต่ต้นปี 2569 กรมการท่องเที่ยวยังคงเดินหน้ามาตรการเชิงรุกในการกำกับดูแลบริษัทนำเที่ยวให้ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภายใต้ศูนย์ปฏิบัติการร่วมแก้ไขปัญหาการประกอบธุรกิจท่องเที่ยวโดยใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (ศปต.) ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมสอบสวนคดีพิเศษ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ลงพื้นที่ตรวจสอบบริษัทนำเที่ยวที่มีพฤติกรรมเข้าข่ายการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพรางในพื้นที่ท่องเที่ยวหลักทั่วประเทศซึ่งดำเนินการแล้วใน 3 จังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ ได้แก่ เชียงใหม่ ภูเก็ต และล่าสุดชลบุรี ตรวจสอบบริษัทนำเที่ยวทั้งสิ้น 22 ราย พบการกระทำผิด 8 ราย โดยบางรายมีลักษณะเปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัทและมีจำนวนโครงสร้างกรรมการบริษัทไม่เป็นไปตามกฎหมาย รวมถึงพฤติการณ์แอบอ้างใช้ข้อมูลบุคคลภายในบริษัทซึ่งเข้าข่ายลักษณะนอมินี มีบทลงโทษตามกฎหมายธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์สูงสุด ตั้งแต่สั่งเพิกถอนใบอนุญาตและแจ้งข้อกล่าวหาเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป”

              อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวเพิ่มเติมว่า “กรมการท่องเที่ยวจะดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่องกับผู้ประกอบการที่กระทำผิดกฎหมาย พร้อมยกระดับมาตรฐานการให้บริการของบริษัทนำเที่ยว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ และสนับสนุนให้การท่องเที่ยวไทยเติบโตอย่างยั่งยืน โอกาสนี้ ขอให้บริษัทนำเที่ยวปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และขอความร่วมมือนักท่องเที่ยวเลือกใช้บริการบริษัทนำเที่ยวที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง ได้รับบริการที่เป็นธรรม อันจะนำไปสู่ความเชื่อมั่นต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยโดยรวม”

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/relation/954935&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BymiDYUCAOFcmctqDRY_w

  • สงครามอิหร่าน ทุบท่องเที่ยวไทย สูญรายได้ 1.5 แสนล้าน | เที่ยงทันข่าว | 26 มี.ค. 69

    สงครามอิหร่าน ทุบท่องเที่ยวไทย สูญรายได้ 1.5 แสนล้าน | เที่ยงทันข่าว | 26 มี.ค. 69

    บลูมเบิร์กรายงานว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยมีความเสี่ยงลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปี หลังสงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อการเดินทางทั่วโลก โดยเฉพาะจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงและต้นทุนสายการบินเพิ่มขึ้น

    #สงครามอิหร่าน #ท่องเที่ยวไทย #นักท่องเที่ยวต่างชาติ #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36 #เที่ยงทันข่าว
    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l
    ———-
    สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
    Tel: 093-6242426
    Email: saleonline@pptvthailand.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/214904&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0aAGfNOyTdi2pyBqCa8OUn

  • กทม.-CPF  เนรมิตสีลมจัด ‘สงกรานต์อวกาศ’ 12-14 เม.ย.69 กระตุ้นท่องเที่ยว

    กทม.-CPF เนรมิตสีลมจัด ‘สงกรานต์อวกาศ’ 12-14 เม.ย.69 กระตุ้นท่องเที่ยว

    วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.23 น.

    สงกรานต์ทะลุจักรวาล! กทม. ผนึก CPF  จัดเต็มสีลม 3 วัน ดันกรุงเทพฯ สู่ Global Destination

    วันที่ 26 มี.ค.69 เวลา 08.45 น. ณ อาคาร ซีพี ทาวเวอร์ สีลม เขตบางรัก  นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานเปิดงานกิจกรรมสงกรานต์ ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “CP SPLASH TO SPACE” โดยกล่าวว่า ในพื้นที่ กรุงเทพมหานคร มีการเตรียมจัดงานสงกรานต์ กว่า 80 แห่งทั่วกรุงเทพฯ ทั้งจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และศูนย์การค้า เพื่อกระจายความสุขให้ประชาชนสามารถร่วมกิจกรรมได้อย่างทั่วถึง โดยในส่วนของ กทม. มีลานคนเมือง เป็นศูนย์กลางกิจกรรมเชิงวัฒนธรรม อาทิ การอัญเชิญพระพุทธรูปจำลองให้ประชาชนสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคล ขณะที่ถนนสีลมเป็นพื้นที่หลักด้านความบันเทิงและการท่องเที่ยว โดยยึด 4 หลักสำคัญ ได้แก่ 1.ด้านวัฒนธรรม สืบสานประเพณีไทย 2.ด้านเศรษฐกิจ กระตุ้นการท่องเที่ยวและการใช้จ่าย 3.ด้านสิ่งแวดล้อม ดูแลความสะอาด ลดขยะ และรณรงค์การทิ้งขยะอย่างถูกวิธี และ 4.ด้านความปลอดภัย คุมเข้มมาตรการดูแลประชาชนและนักท่องเที่ยวในทุกมิติ

    ในปีนี้ กรุงเทพมหานครได้ร่วมมือกับภาคเอกชน โดยเฉพาะเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CPF)  ในการร่วมจัดกิจกรรมบนถนนสีลม ภายใต้แนวคิด “CP SPLASH TO SPACE” ซึ่งมาในธีมสงกรานต์อวกาศ เพื่อเพิ่มสีสันและยกระดับการจัดงานให้มีความทันสมัยและน่าสนใจมากยิ่งขึ้น ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์และการแสดงหลากหลายรูปแบบ โดยบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งเจ้าหน้าที่เทศกิจ เจ้าหน้าที่ตำรวจ หน่วยงานด้านความปลอดภัย และภาคเอกชน เพื่อดูแลความเรียบร้อยและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ถนนสีลม มีการจัดระเบียบอย่างเข้มงวด กำหนด จุดเข้า-ออก 9 จุด พร้อมระบบคัดกรอง และจัดเตรียม ช่องทางรถฉุกเฉิน (Emergency Lane) รองรับสถานการณ์เร่งด่วน รวมทั้งการติดตั้งจุดบริการประชาชน จุดปฐมพยาบาล และการดูแลระบบขนส่งสาธารณะให้เพียงพอ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางและร่วมกิจกรรมได้อย่างสะดวกและปลอดภัย

    ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครขอความร่วมมือประชาชน งดเล่นแป้ง แต่งกายสุภาพ เคารพสิทธิผู้อื่น ไม่ใช้ความรุนแรง และร่วมกันดูแลความสะอาดของพื้นที่ เพื่อให้เทศกาลสงกรานต์เป็นไปอย่างเรียบร้อย สนุกสนาน และน่าประทับใจสำหรับทุกคน

    “ขอเชิญชวนทุกคนมาร่วมสนุกกับสงกรานต์ถนนสีลม และพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วกรุงเทพฯ อย่างสร้างสรรค์ เพื่อร่วมกันสืบสานวัฒนธรรมไทย พร้อมช่วยกันดูแลความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กรุงเทพมหานครในสายตาชาวโลก” ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าว

    ด้านนายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ CEO CPF กล่าวว่า CPF ยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือและสนับสนุนโครงการดี ๆ ของกรุงเทพมหานคร เพื่อผลักดันให้ ถนนสีลม เป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ และก้าวสู่การเป็น Global Destination ร่วมกัน ความร่วมมือในปีนี้เป็นการต่อยอดจากความสำเร็จของปีที่ผ่านมา โดยเราได้ดำเนินแคมเปญ “ไก่ไทยไปอวกาศ” ซึ่งในปีนี้สามารถดำเนินการได้สำเร็จแล้ว จึงนำมาต่อยอดเป็นการจัดแสดงเชิงสัญลักษณ์ เพื่อสะท้อนศักยภาพและมาตรฐานของสินค้าไทยในระดับโลก ผ่านแนวคิด “มาตรฐานระดับอวกาศ”

    สำหรับปีนี้ เรามั่นใจว่าการจัดงานจะยิ่งคึกคักมากขึ้น โดยได้มีการขยายระยะเวลาจัดงานจากเดิม 2 วัน เป็น 3 วันเต็ม ระหว่างวันที่ 12-14 เม.ย.69 พร้อมเพิ่มกิจกรรมและความบันเทิงที่หลากหลาย อาทิ กิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ภายใต้แนวคิดต่อยอดจาก “อวกาศ” การแสดงและคอนเสิร์ตตลอดทั้งวัน กิจกรรมพิเศษที่สร้างสีสันให้กับพื้นที่ถนนสีลม คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเข้าร่วมจำนวนมาก สร้างความคึกคักและกระตุ้นเศรษฐกิจของกรุงเทพมหานครในช่วงเทศกาล

    036

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/954927&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2YaR-a2UTJnZgJhnKyPbeS

  • ออสเตรเลียสั่งเบรกผู้ถือวีซ่าท่องเที่ยวชาวอิหร่านเข้าประเทศ สกัดความเสี่ยงไม่ยอมกลับประเทศ : อินโฟเควสท์

    ออสเตรเลียสั่งเบรกผู้ถือวีซ่าท่องเที่ยวชาวอิหร่านเข้าประเทศ สกัดความเสี่ยงไม่ยอมกลับประเทศ : อินโฟเควสท์

    รัฐบาลออสเตรเลียสั่งระงับการเดินทางเข้าประเทศของผู้ถือวีซ่าอิหร่านเป็นการชั่วคราว ท่ามกลางไฟสงครามตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนระอุ

    โทนี เบิร์ก รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยออสเตรเลีย แถลงเมื่อคืนวันพุธ (25 มี.ค.) ว่า เขาได้ใช้อำนาจตามกฎหมายที่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภากลางเมื่อต้นเดือนมี.ค. เพื่อจำกัดการเดินทางเข้าออสเตรเลียของผู้ถือวีซ่าท่องเที่ยวชาวอิหร่านเป็นการชั่วคราว

    แถลงการณ์ระบุว่า มาตรการนี้มีขึ้นเพื่อรักษาความมั่นคงและความยั่งยืนของระบบตรวจคนเข้าเมืองของออสเตรเลีย โดยรัฐบาลกังวลว่าสถานการณ์ความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นอาจทำให้ผู้มาเยือนจากอิหร่านบางส่วนไม่ยินยอมหรือไม่สามารถเดินทางกลับประเทศได้เมื่อวีซ่าหมดอายุ

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า คำสั่งห้ามดังกล่าวมีระยะเวลา 6 เดือน โดยจะมีผลบังคับใช้เฉพาะกับบุคคลที่ถือวีซ่าท่องเที่ยวประเภท Subclass 600 ที่ผูกกับพาสปอร์ตอิหร่านเท่านั้น และจะไม่มีผลย้อนหลังกับผู้ถือวีซ่าที่พำนักอยู่ในออสเตรเลียแล้ว รวมถึงคู่สมรสหรือบุตรของพลเมืองออสเตรเลียและผู้อยู่อาศัยถาวร หรือบิดามารดาของเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีที่พำนักอยู่ในออสเตรเลีย

    ทั้งนี้ วีซ่าประเภท Subclass 600 อนุญาตให้ผู้ถือวีซ่าพำนักในออสเตรเลียได้นานสูงสุด 12 เดือน เพื่อการท่องเที่ยวหรือเยี่ยมเยียนครอบครัว

    เบิร์กกล่าวว่า “มีวีซ่าท่องเที่ยวจำนวนมากที่ออกให้ก่อนจะเกิดความขัดแย้งในอิหร่าน ซึ่งหากมาขอกันในเวลานี้ วีซ่าเหล่านั้นอาจจะไม่ได้รับอนุมัติ”

    “รัฐบาลออสเตรเลียกำลังเฝ้าติดตามสถานการณ์โลกอย่างใกล้ชิด และจะปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์ตามความจำเป็น เพื่อให้มั่นใจว่าระบบการย้ายถิ่นฐานของออสเตรเลียยังคงมีความเป็นระเบียบ เป็นธรรม และยั่งยืน” เบิร์กกล่าว

    เบิร์กกล่าวเสริมว่า รัฐบาลจะยังคงดำเนินการประเมินคำร้องขอวีซ่าต่อไป และจะอนุญาตให้บุคคลจากอิหร่านที่ได้รับผลกระทบจำนวนหนึ่งสามารถเดินทางเข้าออสเตรเลียได้ โดยจะพิจารณาเป็นพิเศษในกรณีที่เกี่ยวข้องกับบิดามารดาของพลเมืองออสเตรเลีย

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/580076&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vtBxfhM3GGXbqP7xTnXOM

  • นราธิวาสต้อนรับ UNDP-EU ดัน SDGs ยกระดับท่องเที่ยวชุมชนสู่ความยั่งยืน

    นราธิวาสต้อนรับ UNDP-EU ดัน SDGs ยกระดับท่องเที่ยวชุมชนสู่ความยั่งยืน

    นราธิวาสเปิดพื้นที่ต้อนรับ UNDP และ EU ศึกษาศักยภาพพัฒนา SDGs ระดับท้องถิ่น ชูจุดเด่นท่องเที่ยววัฒนธรรม-ชุมชนเข้มแข็ง มุ่งยกระดับเศรษฐกิจฐานรากสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

    ชาวนราธิวาสยินดีต้อนรับคณะ UNDP ซึ่งนำโดยนางสาว นีฟ คอลิเออร์-สมิธ (Niamh Collier-Smith) ผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย (UNDP Thailand) และคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย (EU) ลงพื้นที่จังหวัดนราธิวาส เพื่อศึกษาบริบทการพัฒนาของแต่ละจังหวัดอย่างรอบด้าน และสำรวจโอกาสความร่วมมือภายใต้โครงการ “การเสริมสร้างความเข้มแข็งเพื่อขับเคลื่อนเป้าหมาย การพัฒนาที่ยั่งยืนระดับพื้นที่ในประเทศไทย ระยะที่ 2 ” (SDG Localisation Phase 2) โดยมีนายชาคริต สุรณัฐกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส นายธนาวิทย์ ไชยานุพงศ์ นายกเทศมนตรีเมืองนราธิวาส และคณะหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมฯลงสำรวจพื้นที่ในชุมชน

    นางสาว นีฟ คอลิเออร์-สมิธ (Niamh Collier-Smith) ผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย (UNDP Thailand) กล่าวว่า จังหวัดนราธิวาสมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวสูง มีความร่วมมือเข้มแข็งระหว่างภาครัฐและชุมชน สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) รู้สึกประทับใจมากๆที่ได้มาเยือนที่นี่ มองว่าจังหวัดนราธิวาสเป็นจังหวัดที่มีเสน่ห์และเป็นหมุดหมายที่น่าเที่ยวสำหรับชาวต่างชาติ อีกทั้งนราธิวาสยังถือเป็นพื้นที่ต้นแบบที่มีเสน่ห์ทางวัฒนธรรมโบราณ บวกกับชุมชนที่เข้มแข็ง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง

    สำหรับการลงพื้นที่ในครั้งนี้ คณะฯได้นั่งรถรางชมเมืองนราธิวาส เริ่มต้นจาก บริเวณด้านหน้าสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนราธิวาส ศาลากลางจังหวัดฯหลังเก่า ไปตามถนนในเขตเทศบาลเมืองนราฯ เพื่อเยี่ยมชมพื้นที่เมืองเก่านราธิวาส ประกอบด้วย พลับพลาที่ประทับและเขื่อนท่าพระยาสาย / ชมอาคารก่อสร้างแบบสถาปัตยกรรมชิโน-โปรตุกีส / ชมท่าเรือโดยสารสาธารณะ การขนส่งทางเรือ และการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ในสมัยก่อน/ จากนั้นเดินเท้าเข้าตรอกพิธาน เยี่ยมชมอาคารโบราณเก่าแก่ และเยี่ยมชมวิถีชุมชน ชมการทำกรือโป๊ะ (ข้าวเกรียบปลาสด) และเดินทางข้ามสะพานไปยังฝั่งเกาะปู ลารายอ กาแลตาแป สถานที่เพื่อให้การสงเคราะห์หรือบ้านกึ่งวิถี (Halfway House) และเยี่ยมชมชมอู่ต่อเรือกอและ จากรุ่นสู่รุ่นที่ยังหลงเหลืออยู่ในพื้นที่เมืองเก่านราธิวาส ถือเป็นเส้นทางท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ซึ่งสะท้อนอัตลักษณ์และศักยภาพของจังหวัดในการพัฒนาอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/137268&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OuYNYi4XZiBjs79IiKja1

  • “พิพัฒน์” ย้ำ ไม่ต้องกังวล สงกรานต์ปีนี้ ท่องเที่ยว-กลับภูมิลำเนา น้ำมันไม่ขาดมือ

    “พิพัฒน์” ย้ำ ไม่ต้องกังวล สงกรานต์ปีนี้ ท่องเที่ยว-กลับภูมิลำเนา น้ำมันไม่ขาดมือ

    “พิพัฒน์” ย้ำ ไม่ต้องกังวล สงกรานต์ปีนี้ ท่องเที่ยว-กลับภูมิลำเนา น้ำมันไม่ขาดมือ

    25 มี.ค. 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม แถลงภายหลังหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้ประกอบการค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาวิกฤตราคาน้ำมัน และสถานการณ์พลังงานที่ตึงเครียด จากปัญหาในตะวันออกกลาง โดยยืนยันว่า รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ เร่งตรวจสอบการกักตุน โดยนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องเร่งหาแนวทางบรรเทาผลกระทบ โดยเฉพาะการตรวจสอบเส้นทางการขนส่งน้ำมันเพื่อป้องกันการลักลอบหรือกักตุน

    “พวกเราไม่ได้นั่งเฉย ไม่ได้นิ่งนอนใจ รัฐบาลกำลังหาทางออกทุกวิถีทาง และกำลังลงในรายละเอียดทุกไอเทม น้ำมันทุกลิตรที่ออกจากโรงกลั่น เราจะใช้ระบบ GPS ติดตามรถน้ำมันทุกคันเพื่อดูว่ามีการวิ่งออกนอกเส้นทางหรือไม่ เพื่อพิสูจน์ว่าที่บอกว่ามีการลักลอบหรือกักตุนนั้น จริงหรือไม่” 

     

    นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อ รัฐบาลจำเป็นต้องเตรียมแผนรองรับในหลายมิติ ทั้งเรื่องโครงสร้างภาษีสรรพสามิต และการขอความร่วมมือจากภาคประชาชน เมื่อเข้าสู่ภาวะวิกฤตจริงๆ คนไทยช่วยกันประหยัดพลังงานได้ไหม อะไรที่ประหยัดได้ก็ต้องช่วยกัน เช่น การปรับอุณหภูมิแอร์เพิ่มขึ้นสัก 1-2 องศา หรือการใช้ระบบขนส่งมวลชนแทนรถส่วนตัว เพราะหากถึงจุดที่น้ำมันดิบขาดแคลนจริงๆ เราอาจต้องมีมาตรการจำกัดการใช้ ซึ่งเราต้องเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้

    ส่วนที่ฝ่ายค้านวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลนั้น 
     

    “ที่บอกว่าไม่เห็นรัฐบาลทำอะไร ถามว่าวันนี้พวกเราพยายามแก้ทุกวิถีทางภายใต้อำนาจที่จำกัด ที่ท่านวิจารณ์พวกเรามากมาย พวกท่านทำอะไรบ้าง เสนอแนะพวกเราได้ไหม ไม่ใช่สักแต่จะวิจารณ์อย่างเดียว ถ้าท่านมีความรู้ความเข้าใจ ฝากเสนอแนะมาที่ผมได้เลย ผมพร้อมรับเสมอ” นายพิพัฒน์ กล่าว

    นายพิพัฒน์ ยังบอกข่าวดีเรื่องการเจรจานำเข้าน้ำมันดิบจากอิหร่าน ที่สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซมาได้ พร้อมยืนยันความพร้อมช่วงเทศกาลสงกรานต์ ว่า น้ำมันจะไม่ขาดมือ เราได้ประสาน ปตท. เตรียมน้ำมันสำรองไว้ให้รถโดยสารและรถร่วม บขส. เติมให้เต็มถังทั้งไปและกลับ ส่วนสถานีบริการน้ำมันทั่วไป สภาพคล่องจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติภายในสิ้นเดือนนี้แน่นอน ประชาชนไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีน้ำมันเติมระหว่างเดินทางท่องเที่ยว
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/politics/615031&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JhWz4cmT0o08F9iuw0cH_

  • เสียงสะท้อน ‘ชาวตรัง’ วิกฤตน้ำมัน! ตั๋วเครื่องบินราคาแพง กระทบเดินทาง-ท่องเที่ยว

    เสียงสะท้อน ‘ชาวตรัง’ วิกฤตน้ำมัน! ตั๋วเครื่องบินราคาแพง กระทบเดินทาง-ท่องเที่ยว

    สถานการณ์ราคาตั๋วเครื่องบินเส้นทาง ดอนเมือง-ตรัง-ดอนเมือง ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง (แตะระดับ 5,000–7,000 บาทต่อเที่ยวในบางช่วง) กลายเป็นประเด็นที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ชาวตรังและนักท่องเที่ยวมาอย่างยาวนาน

    Reflections-from-Trang Province-The-oil-crisis-is-impacting-travel-resulting-in-expensive-airfares-SPACEBAR-Photo04.jpg

    ปัจจุบันมีเพียง 3 สายการบิน คือ นกแอร์, ไทยไลออนแอร์, และไทยแอร์เอเชีย ให้บริการรวมเพียง วันละ 5 เที่ยวบิน ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการเดินทางที่เพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งราคาตั๋วเครื่องบินแพงกว่าจังหวัดอื่นๆ ทำให้ ผู้โดยสารจำนวนมากเลือกไปใช้บริการที่ สนามบินกระบี่ หรือ สนามบินนครศรีธรรมราช แทน เนื่องจากมีเที่ยวบินมากกว่าและราคาถูกกว่าเกือบเท่าตัว

    Reflections-from-Trang Province-The-oil-crisis-is-impacting-travel-resulting-in-expensive-airfares-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ชาอิศม์ฉัตร สมหวังณชพล ผู้จัดการสถานีตรัง สายการบินไทยไลออนแอร์ เปิดเผยถึงสาเหตุของราคาตั๋วเครื่องบินแพง “มหาโหด” ว่า เนื่องมาจากไฮซีซั่น นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเที่ยว จ.ตรัง โดยเฉพาะพื้นที่เกาะต่างๆ เป็นจำนวนมาก และนักท่องเที่ยวต่างชาติจากเกาะหลีเป๊ะ สตูล ก็เดินทางมาขึ้นลงเครื่องบินสนามบินตรัง ทั้ง 3 สายการบินมีนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยสารถึง 50% ในแต่ละเที่ยวบิน ราคาตั๋วก็ขยับสูงขึ้น 

    “หากนักท่องเที่ยวหรือผู้โดยสารวางแผนการเดินทางล่วงหน้าราคาตั๋วเครื่องบินก็ไม่น่าตกใจ ถ้าจะเดินทางในระยะไม่ถึงสัปดาห์แล้วซื้อตั๋ว ผู้โดยสารจะตกใจ เพราะหากตั๋วเหลือจำนวนน้อยราคาก็จะขยับขึ้นแบบขั้นบันไดราคาขยับสูงขึ้น”

    “ส่วนที่ช่วงนี้น้ำมันเชื้อเพลิงขาดตลาด ราคาน้ำมันโดยทั่วไปขยับขึ้น แต่ในส่วนสายการบินจะยังไม่ขยับขึ้นราคาตั๋วเครื่องบิน เพราะรัฐบาลจะดูในเรื่องนี้อยู่แล้ว กรณีสนามบินตรังมี 2 แผน แผนแรก คือ มีน้ำมันเชื้อเพลิงสำรองในการใช้งานอยู่แล้วสำหรับใช้รถลากเครื่องบิน รถขนส่งสัมภาระผู้โดยสาร  หากไม่มีน้ำมันดีเซล แผนที่ 2 จะให้เครื่องบินจอดห่างตัวอาคารสนามบิน ให้เครื่องบินสามารถขับออกไปได้เอง โดยไม่ใช้รถลากเรื่องบิน สะพานเทียบเครื่องบินก็เช่นกัน ใช้คนลากเข้ามาเทียบซึ่งไม่ต้องใช้รถ”

    Reflections-from-Trang Province-The-oil-crisis-is-impacting-travel-resulting-in-expensive-airfares-SPACEBAR-Photo03-1.jpg

    ชาอิศม์ฉัตร กล่าวว่า ราคาตั๋วเครื่องบินสนามบินตรัง ที่แพงกว่านครศรีธรรมราช และกระบี่ เนื่องจากสนามบินตรังมีเที่ยวบินวันละ 5 ไฟล์  กระบี่ 10 กว่าไฟล์ ราคาย่อมไม่เท่ากัน เพราะการบริหารจัดการ ค่าการตลาด จังหวัดที่มีเที่ยวบินมากย่อมราคาถูกกว่า หากตรังมีเที่ยวบินวันละ 10 เที่ยว ราคาก็จะไม่สูง แต่ตรังมีเที่ยวบินไม่มากทำให้ราคาตั๋วอาจจะดูน่าตกใจไปบ้าง ในช่วงไฮซีซั่น

    ชาอิศม์ฉัตร กล่าวด้วยว่า สายการบินไทยไลออนแอร์ มีตั๋วโปรโมชั่นทุกวันศุกร์แรกของเดือน ราคาตั๋วลด 25% จะช่วยประหยัดได้มาก ช่วงปลายมีนาคมและเมษายนทั้งเดือน ราคาประมาณ 3,000 บาทเท่านั้น ช่วงเดือนเมษายนนี้ ไทยแอร์เอเชียเปิดเที่ยวบินเพิ่มอีก 1 เที่ยวบิน สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้มาก เพราะช่วงดังกล่าวคนกลับมาเชงเม้ง ช่วงวันหยุดกลับเยี่ยมบ้านสงกรานต์

    “ยอมรับบางวันราคาตั๋วเครื่องบินสูง 4,000-4,500บาท กระบี่ 2,000กว่าบาท ทางเราก็แนะนำให้ผู้โดยสารเดินทางขึ้นเครื่องกระบี่ สำหรับผู้โดยสารที่มีความพร้อม บางท่านก็ไปขึ้นเครื่องที่กระบี่ และช่วงเมษายน นี้ ราคาตั๋วโยสารดอนเมือง-ตรัง 1-6 เมษายน ราคา 3,500-4,000 บาท วันที่ 10-13 เมษายน ราคา 3,500-4,500 จากตรัง-ดอนเมือง ส่วนวันที่ 14-19 เมษายน เป็นต้นไป ราคาเฉลี่ยน 3,000-4,000 บาท”

    Reflections-from-Trang Province-The-oil-crisis-is-impacting-travel-resulting-in-expensive-airfares-SPACEBAR-Photo09.jpg

    ด้าน จงกลณี อุสาหะ หุ้นส่วนผู้จัดการเจ้าไหมทัวร์ และอดีตนายกสมาคมท่องเที่ยวและโรงแรม จ.ตรัง กล่าวว่า จากประสบการณ์ทำงานช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม และมีการเดินทางเมษายน เป็นช่วงไฮซีซั่นของ จ.ตรัง  นักท่องเที่ยว ผู้คนที่มาเยี่ยมบ้าน ปิดภาคเรียน ช่วงเทศกาลเชงเม้ง คนไทยเชื้อสายจีนกลับมาไหว้บรรพบุรุษ แล้วก็สงกรานต์วันหยุดยาว ช่วงนี้จึงทำให้ราคาตั๋วเครื่องบินขยับราคาขึ้นเป็นขั้นบันไดอยู่แล้ว

    แต่ละสายการบินวางแผนราคาตั๋วห่างกันแต่ละขั้นกี่ร้อยบาท บางสายการบินก็จะตั้งราขั้นละ 200 – 500 บาท สำนักงานการบินพลเรือนสามารถให้สายการบินโลว์คอสแอร์ หรือสายการบินต้นทุนต่ำขายสูงสุดเส้นทางตรัง 7,500 บาท เช่น ตรัง กระบี่ ภูเก็ต และหาดใหญ่ สงขลา   

    “สำหรับเส้นทางบินในประเทศไทย ส่วนตัวได้เข้าไปประชุมกับสายการบิน เรื่องของสถานการณ์น้ำมัน ซึ่งบางสายการบินยังไม่ขึ้นราคาตั๋วโดยสาร เพราะยังมีน้ำมันในสต๊อก หลังจากสงกรานต์ หรือว่าพ้นจากเดือนเมษายนไปแล้วอาจจะมีการขึ้นราคาหรือไม่ ต้องคอยติดตาม”

    Reflections-from-Trang Province-The-oil-crisis-is-impacting-travel-resulting-in-expensive-airfares-SPACEBAR-Photo07.jpg

    จงกลณี กล่าวต่อว่า ช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน นี้ ตั๋วเครื่องบินราคาแพงตามเรทที่เขาตั้งไว้เป็นธรรมชาติของราคาตั๋วเครื่องบินช่วงนี้ ไม่ใช่เป็นเพราะว่าช่วงนี้เกิดจากราคาของน้ำมันเชื้อเพลิงขาดแคลนหรือราคาแพง ทำราคาตั๋วเครื่องบินแพงตาม

    “ซึ่งในช่วงนี้จะได้รับคำถามจากลูกค้าตลอดว่าทำไมตั๋วเครื่องบินตรังแพง อันนี้มันเป็นกลไกอัตโนมัติของสายการบินที่เค้ากำหนดขึ้นมาขายในช่วงนี้เป็นวัฏจักร”

    “ราคาตั๋วช่วงนี้ ประมาณ 5,300 บาท จากดอนเมืองมาตรัง และจากตรังไปดอนเมือง ราคาประมาณ 4,000 ถึง 5,000 บาทเช่นกัน ดังนั้นหากทราบวันเดินทางที่แน่นอน ก็แนะนำให้จงอตั๋วล่วงหน้า 2-3 เดือนจะได้ตั๋วราคาถูก หากมีซื้อตั๋ววันศุกร์, เสาร์ล อาทิตย์หรือวันหยุดยาว เช่นนี้ราคาตั๋วก็จะแพงแน่นอน กรณีตั๋วข้าราชการจะต้องเดินทางวันจันทร์-ศุกร์ หากมาซื้อตั๋วในหยุด นักขัตฤกษ์ ราคาก็จะแพงกว่าตั๋ววันปกติ” 

    Reflections-from-Trang Province-The-oil-crisis-is-impacting-travel-resulting-in-expensive-airfares-SPACEBAR-Photo08.jpg

    จงกลณี  กล่าวอีกว่า ส่วนนักท่องเที่ยวจะเดินทางมากับรถไฟ เป็นเรื่องค่อนข้างยากเพราะตั๋วโดยสารจะเต็มตลอด การรถไฟเปิดให้จองตั๋วล่วงหน้าประมาณ 1 เดือน ใช้เวลา 2 วันตั๋วก็จะถูกจองเต็มแล้ว เพราะการเดินทางกับรถไฟ คือ ปลอดภัย ประหยัด ที่นั่งทุกชั้น ชั้น 1, 2 และ 3 เต็มหมด

    “ตั๋วเครื่องบินราคาแพง นักท่องเที่ยวอาจจะขับรถยนต์มากันเองดีกว่า ดังนั้นน้ำมันก็เป็นตัวแปลอีกตัวนึงที่ทำให้เขาตัดสินใจไม่เดินทางมาเที่ยว เพราะน้ำมัน ขาดแคลนและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น น้ำมันจะหมดหรือไม่ จะเติมน้ำมันได้ที่ปั๊มไหน  ปัจจุบันนี้เราแล้วไม่สามารถที่จาดเดาได้ว่า เมื่อไหร่รัฐบาลให้คำตอบได้ว่ามีน้ำมันใช้ไม่ขาดแคลน”

    จงกลณี ยังกล่าวอีกว่า ในช่วงนี้ผู้ประกอบการเรือนำเที่ยวหรือเรือทัวร์หาดปากเมง แบบเช้าไปเย็นกลับหรือ “วันเดย์ทริป” ผู้ประกอบการเดินเรือนำเที่ยวบางรายประกาศในกลุ่มไลน์เอเยนต์จำหน่ายตั๋วเรือนำเที่ยวทะเลตรัง จะปรับขึ้นราคาช่วงระหว่างวันที่ 13, 14, 15 เมษายนนี้ จากราคาปกติ 950 บาท ขึ้นอีก 100 บาท รวม 1,050 บาทต่อคน อันเนื่องมาจากราคาน้ำมันดีเซลขึ้นราคา และขาดแคลน

    Reflections-from-Trang Province-The-oil-crisis-is-impacting-travel-resulting-in-expensive-airfares-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ขณะที่ ศุภชัย ชูเชิดรัตน์ นายกสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวหาดปากเมง เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการเรือนำเที่ยวส่วนมากยังตรึงราคาตั๋วโดยสารท่องเที่ยวทะเลตรัง วันเดย์ทริป เที่ยว 4 เกาะ พร้อมอาหาร ไว้ที่ 950 บาทต่อหัว โดยจะตรึงราคาไว้จนจบฤดูการท่องเที่ยว สิ้นเดือนพฤษภาคมนี้ ดังนั้น นักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวทะเลตรังกับเรือทัวร์ก็สามารถจองตั๋วมาได้ ถึงแม้นราคาน้ำมันดีเซลจะปรับขึ้นมาบ้าง ก็สามารถดำเนินธุรกิจไปได้ ขอให้รัฐบาลดูแลให้มีน้ำมันขายทุกปั๊มก็เพียงพอ

    “ถึงแม้ตั๋วเครื่องบินจะมีราคาแพงมากในช่วงนี้ แต่นักท่องเที่ยวก็จะเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว รถไฟ และรถประจำทาง มาท่องเที่ยวทะเลตรังในช่วงเมษายนนี้ เชื่อว่าช่วงเมษายนตลอดจนถึงพฤษภาคม นักท่องเที่ยวจะหลั่งไหลมาเที่ยวทะเลตรัง และเชื่อว่าอีกไม่นานสถานการณ์น้ำมันจะเข้าสู่สภาวะปกติ ตามที่นายกรัฐมนตรีประกาศไว้ให้ทุกปั๊มมีน้ำมันจำหน่าย”

    “สำหรับโรงแรม รีสอร์ท ที่หาดปากเมงมีด้วยกันประมาณ 400 ห้อง ก็สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ในระดับหนึ่ง  ดังนั้นผู้ประกอบการ เรือนำเที่ยว ร้านอาหาร ที่พัก ยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องทะเลตรัง และหาดปากเมง”

    Reflections-from-Trang Province-The-oil-crisis-is-impacting-travel-resulting-in-expensive-airfares-SPACEBAR-Photo05.jpg

    Reflections-from-Trang Province-The-oil-crisis-is-impacting-travel-resulting-in-expensive-airfares-SPACEBAR-Photo06.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/reflections-from-trang-province-the-oil-crisis-is-impacting-travel-resulting-in-expensive-airfares&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gd52PJKqmixv_arhJMa_g