Category: ท่องเที่ยว

  • บุกกรุงสะเทือน! ‘ททท.เหนือ’ยกไฮไลต์‘ปู่ม่าน-ย่าม่าน’ ดัน 5 โซนเที่ยวในงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย

    บุกกรุงสะเทือน! ‘ททท.เหนือ’ยกไฮไลต์‘ปู่ม่าน-ย่าม่าน’ ดัน 5 โซนเที่ยวในงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย

    วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.45 น.

    บุกกรุงสะเทือน! ‘ททท.เหนือ’ยกไฮไลต์‘ปู่ม่าน-ย่าม่าน’ ดัน 5 โซนเที่ยวในงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย

    เปิดมิติใหม่การท่องเที่ยวล้านนาร่วมสมัย ชวนสัมผัส “Season of North 2026” เที่ยวเหนือได้ตลอดทั้งปี พร้อมดัน “น่าน” เมืองสร้างสรรค์ยูเนสโก สู่แลนด์มาร์กกลางกรุง กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนผ่าน 5 โซน “อิ่มใจ–ชื่นใจ–ซื้อใจ–สุขใจ–เพลินใจ” การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภูมิภาคภาคเหนือ ชวนเที่ยวงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 44  สัมผัสกลิ่นอายความคึกคักของ “หมู่บ้านภาคเหนือ” ภายใต้แนวคิด “Season of North 2026 : สุขทันที…ฤดูนี้ ฤดูเหนือ” ถ่ายทอดเสน่ห์ล้านนาในรูปแบบร่วมสมัย ผสานวัฒนธรรมดั้งเดิมกับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ สร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่เข้าถึงง่ายและเกิดขึ้นได้ตลอดทั้งปี

    นายขจรเดช อภิชาติตรากุล ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคเหนือ ททท. เปิดเผยว่า ปีนี้ ททท.ภูมิภาคภาคเหนือ มุ่งเน้นการยกระดับประสบการณ์ท่องเที่ยวผ่านการตีความอัตลักษณ์ล้านนาในมุมใหม่ โดยคัดสรรเรื่องราวที่สะท้อน “ชีวิตจริง” ของภาคเหนือ ที่ยังคงกลิ่นอายดั้งเดิม แต่ถูกนำเสนออย่างร่วมสมัยและเข้าถึงได้สำหรับนักท่องเที่ยวยุคปัจจุบัน โดยชู “น่าน” เมืองสร้างสรรค์ยูเนสโก สู่ไฮไลต์สำคัญ ในฐานะเมืองสร้างสรรค์ด้านหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้านจาก UNESCO (Crafts and Folk Art) มาถ่ายทอดผ่านรูปแบบ Immersive Experience ภายในงาน

    สำหรับแลนด์มาร์กสำคัญในโซนหมู่บ้านภาคเหนือ ได้แก่

    • “ปู่ม่าน–ย่าม่าน” รูปจำลองขนาดใหญ่ จากจิตรกรรมฝาผนังชื่อดัง ณ วัดภูมินทร์ ถ่ายทอดเรื่องราว “กระซิบรักเมืองน่าน” เปิดมุมมองใหม่ให้ผู้เข้าชมได้ใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น

    • “หัวเรือไม้แกะสลัก” ศิลปะพื้นบ้านจากประเพณีแข่งเรือ สะท้อนภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ชุมชน พร้อมด้วยการนำเสนอศิลปหัตถกรรมล้านนาจากหลากหลายจังหวัด ที่สะท้อนความงดงามของภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่เวทีระดับประเทศ

    นอกจากนี้ ภายในหมู่บ้านภาคเหนือยังออกแบบ 5 โซนประสบการณ์ มอบประสบการณ์ที่หลากหลาย ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์นักท่องเที่ยว ได้อย่าง“ครบทุกมิติของการเที่ยวเหนือ” ไม่ว่าจะเป็น

    + โซน “อิ่มใจ” (Must Taste)

    นำเสนออาหารพื้นถิ่นระดับกูร์เมต์และร้านดังระดับตำนาน อาทิ ข้าวซอยลำดวน ฟ้าฮ่าม จังหวัดเชียงใหม่ ที่ได้รับรางวัล Michelin Guide รวมถึงเมนูพื้นบ้านสูตรดั้งเดิมกว่า 100 ปี

    + โซน “ชื่นใจ” (Café & Craft Drink)

    รวบรวมเครื่องดื่มคุณภาพจากแหล่งผลิตในภาคเหนือ ทั้งชา กาแฟ และเครื่องดื่มฟิวชันที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่น

    + โซน “ซื้อใจ” (Must Buy)

    ช้อปสินค้า OTOP และงานคราฟต์ดีไซน์ร่วมสมัย อาทิ เครื่องทองสุโขทัย เครื่องเงินจากน่าน และงานหัตถกรรมจากกลุ่มชาติพันธุ์

    + โซน “สุขใจ” (Spiritual & Belief)

    พื้นที่แห่งความศรัทธา รวบรวมสิ่งศักดิ์สิทธิ์และกิจกรรมเสริมสิริมงคล พร้อมศาสตร์การดูดวงหลากหลายแขนง

    + โซน “เพลินใจ” (Workshop & Experience)

    เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้ร่วมกิจกรรม D.I.Y. งานหัตถศิลป์ล้านนา สวมชุดพื้นเมือง และสัมผัสวิถีชีวิตแบบเหนืออย่างใกล้ชิด

    ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวและประชาชนทุกท่าน ร่วมสัมผัสเสน่ห์ล้านนาในมิติใหม่ ภายใน “หมู่บ้านภาคเหนือ” ที่ยกประสบการณ์กิน–ช้อป–เที่ยว–มู–เวิร์กช้อป มาไว้ครบจบในที่เดียว ในงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 44 ตั้งแต่วันนี้ – 29 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ฮอลล์ 1–4 กรุงเทพมหานคร เวลา 10.00 – 21.00 น. แล้วมาค้นพบความสุขแบบ “Season of North” ที่จะทำให้คุณตกหลุมรักภาคเหนือ…ได้ในทุกฤดู ณ ใจกลางกรุงเทพฯ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/955221&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ItB5ejPdrtFCdXzKv5nhL

  • ญี่ปุ่นเอาจริง! รัฐบาลวางแผนรับมือนักท่องเที่ยวล้นเมือง

    ญี่ปุ่นเอาจริง! รัฐบาลวางแผนรับมือนักท่องเที่ยวล้นเมือง

    ญี่ปุ่นเอาจริง! รัฐบาลวางแผนรับมือนักท่องเที่ยวล้นเมือง

    วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.42 น.

    Tag :

    รัฐบาลญี่ปุ่นให้ความเห็นชอบแผนส่งเสริมการท่องเที่ยวขั้นพื้นฐานลำดับต่อไป โดยตั้งเป้าเพิ่มจำนวนพื้นที่ที่มีมาตรการรองรับภาวะท่องเที่ยวล้นเมือง (overtourism) ให้ครบ 100 แห่งภายในปี 2030 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีการกำหนดตัวเลขเป้าหมายในประเด็นนี้อย่างชัดเจน

    สำนักข่าวเกียวโด รายงานว่า แผนดังกล่าวซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีระบุว่า คุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยในแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมกำลังได้รับผลกระทบจากการรวมตัวของนักท่องเที่ยวจำนวนมากเกินไป ญี่ปุ่นจึงจำเป็นต้องเสริมความแข็งแกร่งของมาตรการรองรับเพื่อเตรียมรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

    ปัจจุบันมีพื้นที่ต้นแบบ 47 แห่ง รวมถึงเมืองเกียวโตทางตะวันตกของญี่ปุ่น ที่ได้เริ่มดำเนินโครงการต่าง ๆ ตามเสียงสะท้อนของคนในท้องถิ่นไปบ้างแล้ว

    สำหรับแผนพื้นฐานส่งเสริมการท่องเที่ยวขั้นต่อไปจะครอบคลุมระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2026 ถึง 2030 โดยยังคงเป้าหมายเดิมในการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็น 60 ล้านคน และสร้างรายได้จากการใช้จ่าย 15 ล้านล้านเยน (ประมาณ 3.6 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2030

    มาตรการรับมือภาวะท่องเที่ยวล้นเมืองภายใต้แผนนี้ ประกอบด้วยการลดความแออัดของถนนในท้องถิ่นและการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวในบางพื้นที่ รวมถึงการยกระดับประสิทธิภาพการขนส่งเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้กระจายตัวไปยังแหล่งท่องเที่ยวในภูมิภาคอื่นมากขึ้น

    นอกจากนี้ รัฐบาลจะพิจารณาจัดทำแนวทางปฏิบัติสำหรับสถานที่ท่องเที่ยวของรัฐ เกี่ยวกับการใช้ระบบ “นโยบายสองราคา” (Dual Pricing) ระหว่างผู้อยู่อาศัยในท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    เป้าหมายอื่น ๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่ การเพิ่มยอดใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติจาก 229,000 เยน หรือราว 55,400 บาท ในปี 2025 เป็น 250,000 เยน หรือประมาณ 60,500 บาท ภายในปี 2030 และตั้งเป้าเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวที่กลับมาเที่ยวซ้ำ จาก 27.61 ล้านคน เป็น 40 ล้านคน

    ทั้งนี้ สถิติระบุว่าในปี 2568 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาญี่ปุ่นสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 42.7 ล้านคน พร้อมยอดใช้จ่ายสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 9.5 ล้านล้านเยน (ประมาณ 2.3 ล้านล้านบาท) โดยเฉพาะในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเพียงเดือนเดียว มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศราว 3.47 ล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขรายเดือนที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/inter/955338&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tWXrQYWlY3WX1OoqdlnCa

  • “หาดนางเหงา” เงียบเหงา น้ำมันแพง-หายาก นักท่องเที่ยวไม่กล้าไป วอนรัฐบาลแก้ด่วน

    “หาดนางเหงา” เงียบเหงา น้ำมันแพง-หายาก นักท่องเที่ยวไม่กล้าไป วอนรัฐบาลแก้ด่วน

    วันที่ 27 มี.ค. 2569 ที่หาดนางเหงา ต.ดูน อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ นางอุบล สายบุบผา อายุ 57 ปี เจ้าของร้านอาหารแพน้องแจ๋ว 1 รองประธานหาดนางเหงา กล่าวว่า บรรยากาศของการท่องเที่ยวที่บริเวณหาดนางเหงา ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ของ อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ เป็นไปด้วยความเงียบเหงา ซบเซาเป็นอย่างมาก ส่งผลทำให้การค้าขายในช่วงนี้ ย่ำแย่มาก ไม่ค่อยมีคนมาเที่ยว ลูกค้าบางมาก บางที่สุด ปกติในช่วงเดียวกันเมื่อปีที่ผ่านมา ยังพอมีลูกค้าอยู่บ้าง แต่มาปีนี้แทบไม่มีเลย ตนคิดว่าสาเหตุที่การท่องเที่ยวซบเซา น่าจะมาจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับขึ้น และหาเติมยาก ช่วงนี้เป็นเวลาลูกค้ามากตั้งแต่ มี.ค.-พ.ค. โดยเฉพาะช่วงสงกรานต์ แต่ปีนี้บรรยากาศเงียบเหงากว่าทุกปีแน่นอน

    อยากฝากถึงรัฐบาล เร่งบริหารจัดการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสถานการณ์น้ำมันให้ได้โดยเร็ว เพราะคนไทยทุกวันนี้ ทุกข์ยากลำบากลงไปทุกวัน เงินจะใช้ก็ไม่มี ราคาข้าว และพืชผลทางการเกษตร ก็ไม่มีราคา พอถึงหน้าฝน น้ำก็ท่วม มันก็กระทบไปหลายอย่าง วัว ควาย เลี้ยงไว้ก็ขายไม่ได้ ไม่มีราคา หนี้สินก็ไม่ได้ปลด ก็ทุกข์ย่ำแย่ลงไปทุกวัน รัฐบาลชุดนี้ยิ่งเงียบมาก คนไม่มาเที่ยวเลย อยากให้บริหารจัดการให้มันเจริญกว่านี้ ให้มันเจริญกว่าเก่า อันนี้มันย่ำแย่ลงทุกวัน แหล่งท่องเที่ยวแต่ละที่ ก็ได้รับผลกระทบเหมือนกันหมด

    ด้าน นางสมสาย สายบุบผา อายุ 52 ปี เจ้าของแพน้องแก้วน้องกาย กล่าวว่า ลูกค้าเดินทางมาท่องเที่ยวน้อยลงกว่าทุกปีที่ผ่านมา เนื่องสถานการณ์ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ ผู้ประกอบการร้านค้า ร้านอาหารบางวันแทบไม่มีลูกค้าเข้ามาท่องเที่ยวใช้บริการ ต้องแบกรับภาระหนี้สิน เพราะขาดรายได้

    ตนคิดว่านักท่องเที่ยวและประชาชนส่วนใหญ่ ได้รับผลกระทบอย่างมาก เพราะไม่ค่อยมีเงิน ไม่มีน้ำมันมาเที่ยว นอกจากน้ำมันแพงแล้ว ซ้ำยังหาเติมลำบาก มันก็เลยส่งผลกระทบต่อแม่ค้าหาดนางเหงามาก พ่อค้าแม่ค้ารวมถึงประชาชน โอดกันว่าไม่น่ารอด หากินลำบาก ถ้าเป็นอยู่แบบนี้ อยากฝากถึง ส.ส. และ นายกรัฐมนตรี ให้ช่วยเหลือด้วย เพราะจะไม่ไหวแล้ว หนี้สินมีเพราะทุกอย่างที่ทำก็กู้มาทำ เพื่อประกอบอาชีพ แต่ถ้าไม่มีลูกค้ามาเที่ยว จะไม่มีเงินใช้หนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/137691&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2BTa5SECvdzSdJpEmDGQNY

  • พาเช็กอินโลเคชั่นหงสาวดี มุมสวย ฟีลย้อนยุคแบบจัดเต็ม

    พาเช็กอินโลเคชั่นหงสาวดี มุมสวย ฟีลย้อนยุคแบบจัดเต็ม

              สถานที่ถ่ายทำหงสาวดี สัมผัสโลเคชั่นถ่ายทำที่งดงามและมีเสน่ห์ไม่เหมือนใคร เต็มไปด้วยบรรยากาศย้อนยุคและรายละเอียดที่ชวนให้อินกับเรื่องราว

              ตามรอยสถานที่ถ่ายทำ “หงสาวดี” ไปสัมผัสโลเคชั่นที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายประวัติศาสตร์และความยิ่งใหญ่ของสถาปัตยกรรมแบบโบราณ แต่ละจุดถ่ายทำถูกคัดมาอย่างดี ให้ทั้งบรรยากาศสมจริงและมุมถ่ายรูปที่สวยสะดุดตา เหมาะกับทั้งสายเที่ยว สายคอนเทนต์ และคนที่อยากอินกับเรื่องราวในละคร พร้อมเก็บภาพสวย ๆ และประสบการณ์ใหม่ ๆ ได้แบบเพลิน ๆ ในทริปเดียว

    สถานที่ถ่ายทำหงสาวดี

    หงสาวดี

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก ช่อง one31

    1. เมืองโบราณ จังหวัดสมุทรปราการ

              อีกหนึ่งโลเคชั่นใกล้กรุงเทพฯ ที่ถูกใช้ถ่ายทำฉากในเรื่องหงสาวดี คือเมืองโบราณ ซึ่งทีมงานได้ดัดแปลงศาลาเก่าแก่ภายในให้กลายเป็นสถานที่พำนักของตัวละครได้อย่างสมจริง อีกทั้งเมืองโบราณยังคงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าไปเยือน ด้วยพื้นที่กว้างกว่า 800 ไร่ ที่รวบรวมสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมไทยจากหลากหลายยุคสมัยไว้ในที่เดียว เหมาะทั้งสำหรับเดินชมประวัติศาสตร์และเก็บภาพสวย ๆ ได้แบบเพลิน ๆ

    วัดอุโมงค์ สถานที่ถ่ายทำหงสาวดี

    • ที่อยู่ : ถนนสุขุมวิท ตำบลบางปูใหม่ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ
    • เบอร์โทรศัพท์ : 0 2026 8800
    • เฟซบุ๊ก : เมืองโบราณ สมุทรปราการ

    2. สวนพฤกษศาสตร์พุแค จังหวัดสระบุรี

              สวนพฤกษศาสตร์ไทยที่รวบรวมพรรณไม้ไว้อย่างหนาแน่นจนกลายเป็นอุโมงค์ต้นไม้ขนาดใหญ่ที่ทอดยาวให้คุณได้เดินสูดอากาศบริสุทธิ์ได้เต็มปอด ไฮไลต์อยู่ที่บรรยากาศสุดร่มรื่นของแมกไม้นานาพันธุ์ที่แผ่กิ่งก้านปกคลุมทางเดิน เหมาะทั้งการมาเดินเล่นออกกำลังกาย ถ่ายรูป หรือจะหิ้วเสื่อมาปูเอนหลังฟังเสียงนกเสียงไม้ในวันหยุดก็ฟินสุด ๆ เรียกว่าเป็น “ปอดใกล้เมือง” ที่จะช่วยรีชาร์จพลังงานให้ทุกคน

    สวนพฤกษศาสตร์พุแค สถานที่ถ่ายทำหงสาวดี

    • ที่อยู่ : หมุ่ 1 ตำบลพุแค อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสระบุรี
    • เบอร์โทรศัพท์ : 0 3634 7457
    • เฟซบุ๊ก : สวนพฤกษศาสตร์พุแค

    3. โครงการศูนย์ศิลปชีพเกาะเกิด จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

              พิกัดสำหรับคนที่อยากชมความวิจิตรบรรจงของงานช่างศิลป์ไทยระดับโลกในบรรยากาศร่มรื่นริมน้ำเจ้าพระยา อย่าพลาดชม “พิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน” ที่รวบรวมผลงานชิ้นเอกสุดประณีต ทั้งงานถมทอง งานแกะสลัก และงานปักผ้าที่ละเอียดจนน่าทึ่ง ท่ามกลางอาคารสถาปัตยกรรมที่โอ่อ่าสวยงาม เดินเที่ยวชมได้เพลิน ๆ แอร์เย็นฉ่ำ แถมยังมีขนมไทยโบราณและของที่ระลึกให้เลือกช้อป เรียกว่าเป็นจุดเช็กอินที่รวมความภูมิใจในรากเหง้าไทยและความสุนทรีไว้ในที่เดียว เดินทางง่ายใกล้กรุงสุด ๆ

    • ที่อยู่ : ตำบลเกาะเกิด อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

    4. วังช้างอยุธยา แล เพนียด จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

              ย้อนเวลากลับไปสัมผัสความยิ่งใหญ่ของกรุงเก่าผ่านวิถีชีวิตคู่บ้านคู่เมือง สถานที่อนุรักษ์และสืบสานตำนานคชสารไทยที่ตั้งอยู่ใจกลางอุทยานประวัติศาสตร์ นั่งบนหลังช้างตัวสูงตระหง่าน เดินทอดน่องชมโบราณสถานวัดพระรามและวัดมงคลบพิตร ซึ่งให้ความรู้สึกสง่างามและคลาสสิกเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์จริง ๆ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมป้อนอาหารน้องช้าง หรือจะรอชมโชว์ความสามารถพิเศษของเหล่าคชสารที่สร้างรอยยิ้มได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ท่ามกลางบรรยากาศร่มรื่นและกลิ่นอายอารยธรรมโบราณที่หาดูได้ยาก เรียกว่ามาที่เดียวได้ทั้งบุญ ความสนุก และรูปถ่ายสวยๆ คู่กับน้องช้างและวัดเก่าแบบจุใจ

    วังช้างอยุธยา แล เพนียด สถานที่ถ่ายทำหงสาวดี

    ภาพจาก : The Villa Studio / shutterstock.com

    5. ค่ายสุรสีห์ จังหวัดกาญจนบุรี

              ฉากท้องพระโรงอันยิ่งใหญ่และทรงพลังในซีรีส์ ถูกถ่ายทำภายในโรงถ่ายของค่ายสุรสีห์ จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ เหมาะสำหรับการสร้างฉากราชสำนักที่ต้องการความอลังการและรายละเอียดสูง ทำให้บรรยากาศที่ออกมาดูสมจริงและมีมิติแบบงานโปรดักชันระดับใหญ่

              *** ค่ายสุรสีห์เป็นพื้นที่ของหน่วยทหาร จึงไม่เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชม อย่างไรก็ตาม หากมีโอกาสมาเที่ยวกาญจนบุรี ก็ยังสามารถแวะเที่ยวสถานที่ใกล้เคียงยอดนิยมได้ เช่น สะพานข้ามแม่น้ำแคว หรือ อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ รวมถึงกิจกรรมล่องแพแม่น้ำแควที่ช่วยเติมความสนุกให้ทริปได้ไม่น้อย

    • ที่อยู่ : ค่ายสุรสีห์ กองพลทหารราบที่ 9 ตำบลลาดหญ้า อำเภอเมืองกาญจนบุรี

    6. โรงแรมดาราเทวี เชียงใหม่

              โรงแรมดาราเทวี เชียงใหม่ โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมล้านนาอันยิ่งใหญ่บนพื้นที่กว้างขวาง จนถูกเลือกให้ใช้เป็นฉาก “พระราชวังกัมโพชธานี” ในซีรีส์ ด้วยดีไซน์อาคาร หอคอย และรายละเอียดงานไม้ที่อิงรูปแบบโบราณอย่างประณีต ทำให้บรรยากาศราชสำนักดูสมจริงและอลังการโดยแทบไม่ต้องพึ่งฉากจำลองเพิ่มเติม

    โรงแรมดาราเทวี เชียงใหม่ สถานที่ถ่ายทำหงสาวดี

    โรงแรมดาราเทวี เชียงใหม่ สถานที่ถ่ายทำหงสาวดี

              *** โรงแรมดาราเทวีมีสถานะปิดทำการและอยู่ระหว่างการจัดการทรัพย์สินจากกระบวนการล้มละลาย และเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2568 เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่บริเวณเรือนไม้ด้านหน้าซึ่งเป็นส่วนสปา อย่างไรก็ตามล่าสุดได้มีการเปิด “กาดดาราเทวี” หรือตลาดดาราเทวี บริเวณด้านหน้าอาคาร ซึ่งแม้ตัวอาคารโรงแรมยังไม่เปิดให้เข้าภายใน แต่ประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาถ่ายรูปบริเวณกาดและด้านหน้าอาคารได้

    7. วัดอุโมงค์ (สวนพุทธธรรม) จังหวัดเชียงใหม่

              วัดโบราณอายุกว่า 700 ปีแห่งนี้คือโลเคชั่นที่หลายคนตามหา โดยวัดอุโมงค์ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองเชียงใหม่บริเวณเชิงดอยสุเทพ ซึ่งพญามังรายแห่งอาณาจักรล้านนาโปรดให้สร้างขึ้น และได้รับการบูรณะโดยพญากือนาด้วยการสร้างอุโมงค์ทางเดิน 4 ทิศ เพื่อให้เป็นที่จำพรรษาของพระมหาเถรจันทร์ บรรยากาศร่มเย็น ปกคลุมด้วยต้นไม้ใหญ่ และมีจิตรกรรมฝาผนังโบราณที่ถือเป็นของเก่าแก่ที่สุดในดินแดนล้านนา ให้ความรู้สึกราวกับย้อนไปสู่ยุคนั้นจริง ๆ นอกจากจะได้เห็นโลเคชั่นถ่ายทำแล้ว ยังมีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติลำห้วยอุโมงค์ซ่อนอยู่หลังวัด เหมาะสำหรับคนที่อยากสัมผัสธรรมชาติเชิงดอยสุเทพแบบช้า ๆ อีกด้วย

    วัดอุโมงค์ สถานที่ถ่ายทำหงสาวดี

    วัดอุโมงค์ สถานที่ถ่ายทำหงสาวดี

    ภาพจาก : Apinut Joeythongsri / shutterstock.com

    • ที่อยู่ : ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

    8. ปางช้างแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่

              ที่นี่มอบประสบการณ์ที่มากกว่าแค่การดูช้าง แต่คุณจะได้ดื่มด่ำกับวิถีชีวิตที่เป็นมิตรและอบอุ่น ไม่ว่าจะเป็นการชมความฉลาดแสนรู้ของน้องช้างที่วาดรูปได้เก่งจนน่าทึ่ง การนั่งหลังช้างลัดเลาะข้ามลำน้ำชมวิวธรรมชาติที่เขียวขจี หรือจะเลือกทำกิจกรรมแนวอนุรักษ์อย่างการป้อนอาหารและอาบน้ำให้ช้างในลำน้ำแม่แตงก็สร้างรอยยิ้มได้ไม่รู้จบครับ บรรยากาศรอบข้างยังรายล้อมไปด้วยกลิ่นอายของป่าไม้ที่สมบูรณ์และเสียงน้ำไหลเอื่อย ๆ เรียกว่าเป็นจุดเช็กอินที่รวมทั้งความตื่นเต้น ความอบอุ่น และภาพถ่ายสวยๆ ไว้ในที่เดียว จนกลายเป็นหนึ่งในลิสต์ที่ต้องไปสักครั้งเมื่อมาเยือนเมืองเหนือ

    ปางช้างแม่แตง สถานที่ถ่ายทำหงสาวดี

    ภาพจาก : Great Pics Worldwide / shutterstock.com

    9. วัดผาลาด จังหวัดเชียงใหม่

              เพชรเม็ดงามที่ซ่อนตัวอยู่กลางพรรณไม้อันเขียวขจี ที่นี่ไม่ใช่เพียงแค่วัด แต่เป็นพื้นที่แห่งความสงบที่หลอมรวมศิลปะพม่าและล้านนาเข้ากับธรรมชาติได้อย่างไร้ที่ติ เสียงน้ำตกไหลเอื่อย ๆ ผ่านโขดหินที่ขนานไปกับวิหารและเจดีย์เก่าแก่ทรงเสน่ห์ ซึ่งให้บรรยากาศขลังและเย็นสบาย ไม่ว่าคุณจะเลือกเดินเท้าขึ้นมาตาม “เส้นทางสายแสวงบุญ” เพื่อพิสูจน์ศรัทธา หรือขับรถแวะมาพักใจระหว่างทางขึ้นดอยสุเทพ ภาพของม่านหมอกที่คลอเคลียยอดไม้และมุมถ่ายรูปสุดคลาสสิกของบันไดพญานาคโบราณ จะทำให้ทริปเชียงใหม่ครั้งนี้ของคุณเต็มไปด้วยพลังงานบวกและความประทับใจที่ไม่รู้ลืม

    วัดผาลาด สถานที่ถ่ายทำหงสาวดี

              ใครอยากอินกับบรรยากาศแบบในหงสาวดี ลองตามรอยโลเคชั่นหงสาวดีเหล่านี้ดูสักครั้ง ได้ทั้งเที่ยว ชมสถาปัตยกรรม และซึมซับกลิ่นอายประวัติศาสตร์ไปพร้อมกัน ^ ^

    หมายเหตุ : ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงกรุณาตรวจสอบอีกครั้ง

    บทความ ที่เที่ยวตามรอยละคร ซีรีส์ ท่องเที่ยวไทย อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.kapook.com/view299874.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25yGztDpuD6AiutLflicOt

  • ตราดเปิดลานจอดเฮลิคอปเตอร์รับส่งผู้ป่วยฉุกเฉิน เสริมศักยภาพท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเกาะช้าง | TOPNEWS

    ตราดเปิดลานจอดเฮลิคอปเตอร์รับส่งผู้ป่วยฉุกเฉิน เสริมศักยภาพท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเกาะช้าง | TOPNEWS

    เมื่อเวลา 13.30–17.00 น. วันที่ 27 มีนาคม 2569 ที่สนามยิงปืนเกาะช้าง (บ้านลูกช้าง) ตำบลเกาะช้างใต้ อำเภอเกาะช้าง จังหวัดตราด นายสาคร นิลรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดตราด เป็นประธานเปิดสนามบินเฮลิคอปเตอร์รับส่งผู้ป่วยฉุกเฉิน ตามโครงการ “The Essence of TRAT Wellness ตราดมหานครแห่งความสุขและสุขภาพ” โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม อาทิ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดตราด นายอำเภอเกาะช้าง หัวหน้า อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง กำนันตำบลเกาะช้างใต้ รวมถึงภาคเอกชน เช่น สมาคมเวลเนสตราด และ หอการค้าจังหวัดตราด

    นายสาคร กล่าวว่า จังหวัดตราดมุ่งพัฒนาการท่องเที่ยวให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชนและนักท่องเที่ยว ภายใต้แนวคิด “สุขภาพดี วิถีตราด” ซึ่งสะท้อนเอกลักษณ์ของจังหวัดที่มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ทั้งทะเล เกาะ ป่าไม้ และวิถีชุมชนที่เรียบง่าย เป็นมิตร เอื้อต่อการดูแลสุขภาพทั้งกายและใจ

    จังหวัดตราดจึงผลักดันการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ควบคู่กับมาตรการด้านความปลอดภัย โดยพัฒนาระบบส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินในทุกมิติ ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ ซึ่งการเปิดลานจอดเฮลิคอปเตอร์มาตรฐานบนเกาะช้างในครั้งนี้ เกิดจากความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนท้องถิ่น เพื่อยกระดับแหล่งท่องเที่ยวให้มีมาตรฐาน ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม ความสะอาด สุขอนามัย และการบริการที่เป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยว

    นอกจากนี้ จังหวัดตราดยังสนับสนุนกิจกรรมท่องเที่ยวที่ส่งเสริมสุขภาวะ เช่น การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ การออกกำลังกายกลางแจ้ง การท่องเที่ยวชุมชน การรับประทานอาหารพื้นถิ่นที่มีคุณค่าทางโภชนาการจากกระบวนการเกษตรปลอดภัย รวมถึงการเรียนรู้วิถีชีวิตเรียบง่ายและยั่งยืนของชาวตราด ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญของการมีสุขภาพที่ดี

    ด้าน นพ.ภัทรพล บุญคู่ รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดตราด กล่าวว่า การมีลานจอดเฮลิคอปเตอร์ที่อำเภอเกาะช้างจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการรับส่งผู้ป่วยฉุกเฉิน ทำให้การรักษาพยาบาลเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

    ทั้งนี้ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการแพทย์ฉุกเฉินดังกล่าว จะช่วยยกระดับให้จังหวัดตราด โดยเฉพาะพื้นที่ เกาะช้าง ก้าวสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่มีมาตรฐานระดับสากล และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาพักผ่อนในพื้นที่ต่อไป

    ภาพ/ข่าว จักรกฤชณ์ แววคล้ายหงษ์ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ตราด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1529744&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pE4VsGsF_eEOn4m4M5NMR

  • ผู้ประกอบการเรือข้ามฟากน้ำเค็มพังงา เกาะคอเขาแบกต้นทุนหนัก สู้ไม่ปรับขึ้นค่าโดยสารหวั่นกระทบการท่องเที่ยว

    ผู้ประกอบการเรือข้ามฟากน้ำเค็มพังงา เกาะคอเขาแบกต้นทุนหนัก สู้ไม่ปรับขึ้นค่าโดยสารหวั่นกระทบการท่องเที่ยว

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/137508&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Eq-xhseRilTeINtKig8mq

  • ราคาน้ำมันพุ่งกระทบการท่องเที่ยว พิมาย นักท่องเที่ยวหาย ร้านค้ากังวลยอดขาย | เดลินิวส์

    ราคาน้ำมันพุ่งกระทบการท่องเที่ยว พิมาย นักท่องเที่ยวหาย ร้านค้ากังวลยอดขาย | เดลินิวส์

    วันที่ 27 มี.ค.69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนอย่างชัดเจน รวมถึงร้านค้าในพื้นที่อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ที่เริ่มปรับราคาสินค้าตามต้นทุนที่สูงขึ้น

    นางรัตนา มีสุข อายุ 55 ปี แม่ค้าขายของฝากภายในอุทยานไทรงาม อำเภอพิมาย เปิดเผยว่า การปรับราคาน้ำมันขึ้นถึง 6 บาทในครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อการค้าขายอย่างมาก เนื่องจากต้นทุนสินค้าที่นำมาจำหน่ายเพิ่มสูงขึ้น แต่ตนเองยังไม่กล้าปรับราคาสินค้าเพราะกลัวลูกค้าจะลดลง

    นอกจากนี้ นางรัตนายังกล่าวว่า ก่อนหน้านี้นักท่องเที่ยวก็ลดลงเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน แต่หลังจากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด นักท่องเที่ยวในพื้นที่แทบไม่พบเห็น ส่งผลให้ยอดขายลดลงอย่างต่อเนื่อง

    “ขนาดยังไม่ได้ปรับราคาสินค้าเลย นักท่องเที่ยวก็หายเงียบไปหมด ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นยิ่งทำให้สถานการณ์ยากลำบากมากขึ้น” นางรัตนากล่าว

    ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นไม่เพียงแต่สร้างความกังวลให้กับประชาชนทั่วไป แต่ยังส่งสัญญาณเตือนต่อธุรกิจท้องถิ่น โดยเฉพาะร้านค้าที่พึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นหลัก ซึ่งต้องจับตามองว่าจะสามารถปรับตัวและฝ่าฟันวิกฤตนี้ได้อย่างไร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5725521/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YVzGeOes_20XKNE5pDZU6

  • ตั๋วเครื่องบินราคาแพง! ฉุดท่องเที่ยวเชียงใหม่ หวั่น นทท.หนีไปเที่ยวต่างประเทศแทน

    ตั๋วเครื่องบินราคาแพง! ฉุดท่องเที่ยวเชียงใหม่ หวั่น นทท.หนีไปเที่ยวต่างประเทศแทน

    การเดินทางด้วยเครื่องบินถือว่าเป็นอีกหนึ่งเส้นทางที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ เนื่องจากประหยัดเวลาในการเดินทางและสะดวกสบาย แต่ที่ผ่านมาเสียงสะท้อนจากภาคการท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ราคาตั๋วเครื่องบินยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง ทำให้มีผลต่อการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ และมีความกังวลใจว่าในอนาคตราคาจะเพิ่มสูงขึ้นอีก ก็จะเป็นการซ้ำเติมภาคการท่องเที่ยวที่ยังไม่กลับมาฟื้นตัวสำหรับจังหวัดเชียงใหม่

    ซึ่งในห้วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ภาคการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ได้มีการปรึกษาและประชุมเกี่ยวกับ ผลกระทบจากราคาบัตรโดยสารเครื่องบิน ซึ่งปรับตัวสูงขึ้นในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวและเทศกาลสำคัญ เพราะส่งผลถึงการตัดสินใจเดินทางเข้าสู่จังหวัดเชียงใหม่ และกระทบต่อการวางแผนการเดินทางของนักท่องเที่ยวโดยรวม เพื่อหวังให้เกิดการแก้ไขเพื่อทำให้ทุกฝ่ายอยู่ได้การท่องเที่ยวได้ไปต่อในทิศทางที่ดีขึ้น

    Expensive-airfares-are-dragging-down-tourism-in-Chiang Mai-raising-SPACEBAR-Photo03.jpg

    สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ปัญหาตั๋วเครื่องบินที่มีราคาแพง โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลท่องเที่ยวหรือไฮซีซั่น เป็นปัญหาที่มีการพูดถึงกันมาอย่างยาวนานแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้มีการปรับแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ภาคการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่รวมถึงนักท่องเที่ยวก็มีความต้องการที่จะให้ราคาตั๋วเครื่องบินลดลงมา เพื่อเพิ่มการเดินทางภายในประเทศ ซึ่งก็จะเป็นการช่วยสนับสนุนส่งเสริมมาตรการการท่องเที่ยวภายในประเทศและระหว่างภูมิภาคของภาครัฐด้วย รวมถึงปัจจุบันเศรษฐกิจยังไม่มีความแน่นอน หากราคาตั๋วเครื่องบินยังคงไม่มีการปรับลดลงก็คาดว่าการเดินทางท่องเที่ยวจะน้อยลงตามไปด้วย ซึ่งก็จะกระทบกับผู้ประกอบการทางการท่องเที่ยวทั้งระบบ

    “ล่าสุดได้มีการพูดคุยกับภาครัฐเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าว นำเสนอผลกระทบให้เห็นภาพที่ชัดเจนแล้ว หลังจากนี้ก็จะมีการไปติดตามสอบถามถึงความคืบหน้าว่าเป็นอย่างไรบ้าง จะมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมได้อย่างไร เนื่องจากปัญหานี้มีมานานกว่า 3 ปีแล้ว ไม่ใช่แค่ภาคการท่องเที่ยวเท่านั้น ประชาชนที่ต้องเดินทางก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ทั้งการจองปกติ และการเดินทางไปทำธุระที่เร่งด่วน”

    “อีกหนึ่งส่วนที่น่ากังวลใจก็คือ หากราคาตั๋วเครื่องบินจากกรุงเทพฯ เดินทางมาเชียงใหม่มีราคาใกล้กับที่สามารถเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศได้การตัดสินใจของนักท่องเที่ยวก็จะเปลี่ยนไปเช่นกัน”

    ไพศาล สุขเจริญ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า อีกสิ่งหนึ่งที่น่ากลัวที่สุดในการท่องเที่ยวภายในประเทศประเทศไทยก็คือ ประโยคที่ว่า “ตั๋วเครื่องบินราคานี้ไปเที่ยวต่างประเทศดีกว่า” ซึ่งในความเป็นจริงมันก็คือเรื่องที่ต้องยอมรับเนื่องจากหากเพิ่มเงินอีกเล็กน้อยก็จะได้ราคาตั๋วเครื่องบินที่สามารถไปท่องเที่ยวในต่างประเทศได้อย่างเช่น เวียดนาม จีน ฮ่องกง คนก็จะมองว่าไปเที่ยวต่างประเทศมันคุ้มค่ากว่า

    “หากเป็นแบบนี้ต่อไปเม็ดเงินที่ควรจะหมุนเวียนอยู่ภายในประเทศ ซึ่งก็เป็นนโยบายที่มีการผลักดันอยู่ในขณะนี้อาจจะไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร”

    ไพศาล กล่าวต่อว่า หากราคาตั๋วเครื่องบินมีราคาสูงก็จะกระทบกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ด้วย นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางมาเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ส่วนใหญ่จะไม่ได้เป็นกลุ่มที่มีกำลังจ่ายสูงมากนัก เป็นกลุ่มที่ค่อนข้างจะประหยัด ใช้จ่ายวันละประมาณ 2,000 – 3,000 บาทต่อคน ซึ่งกลุ่มใช้จ่ายน้อยถึงระดับกลางอยู่ที่ประมาณ 80-90% ส่วนที่มีกำลังใจสูงจะมีจำนวนอยู่แค่ 10% เท่านั้น ดังนั้นการตัดสินใจเดินทางมาจังหวัดเชียงใหม่ก็อาจจะลดลงได้เช่นกันในส่วนของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ

    “ยิ่งในปัจจุบันนี้มีปัญหาเศรษฐกิจที่ไม่มีความแน่นอนที่มีมีผลมาจากสงครามในพื้นที่ตะวันออกกลาง ก็อาจจะเป็นอีกปัจจัยที่ฉุดเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่และประเทศไทย นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติต้องประหยัดมากยิ่งขึ้น มองถึงความคุ้มค่าเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ราคาตั๋วเครื่องบินจากกรุงเทพมาเชียงใหม่ในช่วงปกติไม่ควรเกิน 3,500 บาทต่อเที่ยว (จองนาทีสุดท้าย) ในช่วงไฮซีซั่นไม่ควรเกิน 5,000 บาทต่อเที่ยว (จองนาทีสุดท้าย)” ไพศาล กล่าว

    Expensive-airfares-are-dragging-down-tourism-in-Chiang Mai-raising-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ขณะที่ วิวประชาชนชาวจังหวัดสมุทรปราการ ที่เดินทางมาที่เชียงใหม่ เปิดเผยว่า ปกติแล้วก็เดินทางด้วยเครื่องบินเป็นประจำอยู่แล้วทั้งที่เดินทางไปธุระในไทยและเดินทางไปท่องเที่ยวในต่างประเทศ

    “หากถามว่าราคาตั๋วเครื่องบินมีผลต่อการตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวหรือไม่ คำตอบคือเป็นหนึ่งปัจจัยในการตัดสินใจ แต่ก็ต้องมองปัจจัยอื่นประกอบด้วย สิ่งสำคัญที่สุดคือความต้องการที่อยากจะเดินทางไปท่องเที่ยวยังจุดหมายนั้นมีมากน้อยขนาดไหน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่วนตัวมองว่าหากมีความสนใจมากพอและราคาตั๋วเครื่องบินพอที่จะรับได้ก็คงเลือกที่จะเดินทางไปท่องเที่ยว”

    วิว กล่าวว่า สำหรับประโยคที่ว่า “เดินทางไปเชียงใหม่ราคาตั๋วเครื่องบินใกล้เคียงกับเดินทางไปต่างประเทศ” แม้ว่าต่างประเทศจะมีราคาแพงกว่าเล็กน้อย หากให้เลือกก็คงเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ เนื่องจากประสบการณ์ที่จะได้รับในต่างประเทศน่าจะตื่นเต้นและมีเรื่องราวที่น่าสนใจมากกว่า

    อีกส่วนสำคัญ ก็คือ ในต่างประเทศนั้นมีขนส่งสาธารณะสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน แต่จังหวัดเชียงใหม่การเดินทางภายในจังหวัดสำหรับนักท่องเที่ยวหรือผู้ที่มาเยือนยังถือว่าไม่ตอบโจทย์ หากจะต้องเช่ารถ เหมารถสี่ล้อแดง มันก็มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมา ซึ่งหากมาคำนวณดูแล้ว ก็อาจจะใกล้เคียงหรืออาจจะแพงกว่าเดินทางไปท่องเที่ยวในต่างประเทศบางที่ด้วยซ้ำ

    “แล้วที่ผ่านมาก็เห็นว่าในต่างประเทศมีการทำโปรโมชั่นทั้งราคาตั๋วเครื่องบิน โรงแรม สถานที่ท่องเที่ยว เรียกได้ว่าครบทั้งกระบวนการในการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติคนหนึ่ง ถือว่าคุ้มค่าทั้งเงินในกระเป๋าและประสบการณ์ที่จะได้รับ”

    วิว กล่าวต่อว่า หากจะเดินทางจากกรุงเทพฯ มาเชียงใหม่ในช่วงโลซีซั่นคิดว่าราคาตั๋วเครื่องบิน ควรอยู่ประมาณ 1,000ถึง 1,500 บาท ส่วนในช่วงไฮซีซั่นน่าจะอยู่ประมาณ 2,000 ถึง 3,000 บาท เพราะหากแพงกว่านี้ก็อาจจะทำให้ผู้คนเพิ่มเงินอีกนิดนิดหน่อยและไปเที่ยวที่อื่นมากกว่า

    “อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวก็มองว่าจังหวัดเชียงใหม่ยังมีสถานที่ที่น่าสนใจ แต่อาจจะยังไม่ถึงช่วงที่เหมาะจะเดินทางไปทั้งสภาพอากาศ อีเวนท์ภายในจังหวัด เพราะจะไปเที่ยวครั้งหนึ่งก็อยากจะให้คุ้มเงิน คุ้มเวลามากที่สุด”

    Expensive-airfares-are-dragging-down-tourism-in-Chiang Mai-raising-SPACEBAR-Photo04.jpg

    ด้าน จิรัฏฐ์ วงศานิตยารักษ์ ชาวเชียงใหม่ แสดงความคิดเห็นว่า ส่วนตัวยังไม่เคยเดินทางด้วยเครื่องบิน ส่วนใหญ่จะเป็นรถไฟและรถทัวร์ แม้จะต้องใช้เวลาหน่อยแต่ราคาถือว่าไม่แพง ส่วนตัวมองว่าในช่วง โลซีซั่น น่าจะอยู่ประมาณ 800-1,000 ต่อเที่ยว และไฮซีซั่น ประมาณ 1,000-1,500 บาท ต่อเที่ยว ในเส้นทางการบินเชียงใหม่-กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นราคาที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและสามารถจะช่วยกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวได้ แต่อาจจะเป็นราคาที่จองในช่วงปกติไม่ใช่นาทีสุดท้าย

    อย่างไรก็ตามราคาตั๋วเครื่องบินที่แพงมีผลต่อการตัดสินใจเดินทางในเชิงการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก ต้องใช้การเดินทางอื่นแทน หากราคาตั๋วแพงเกินไป คนในยุคปัจจุบันอะไรที่ประหยัดและคุ้มค่าไม่อยากเสียเวลาหน่อยก็ต้องยอมเพราะเศรษฐกิจไม่ดีรายได้ของประชาชนมีน้อย

    Expensive-airfares-are-dragging-down-tourism-in-Chiang Mai-raising-SPACEBAR-Photo02-1.jpg

    ขณะที่ ภาคภูมิ ปูแก้ว ชาวเชียงใหม่ที่ไปใช้ชีวิตอยู่ในประเทศออสเตรเลีย กล่าวว่า มุมมองคนเชียงใหม่ที่อยู่ต่างประเทศ ส่วนตัวคิดว่าราคาตั๋วคงยังจะสูงขึ้นอีกเพราะจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่มีใครสามารถคาดการณ์หรือคาดคะเนได้ในอนาคต หลายบริษัทคงมีมาตราการณ์ในการควบคุมต้นทุนและกำไรของตัวเอง คงจะมีการบวกเพิ่มขึ้นสูงเผื่อในวันครั้งหน้า หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย เมื่อเปรียบเทียบราคาในช่วงก่อนกับตอนนี้ ได้มีการบวกเพิ่มขึ้นจากเดิมพอสมควร

    “ส่วนตัวหากมีแผนจะเดินทางกลับบ้านหรือทำงานควรจะมีการจองตั๋วล่วงหน้าเผื่อไว้ก่อน เพราะการจองล่วงหน้ามันมีราคาที่ถูกกว่า อีกทั้งหากในอนาคตยังไม่สามารถที่สงครามในตะวันออกกลางยังไม่ยุติ คิดว่าราคาตั๋วในการเดินทางคงจะเพิ่มขึ้นแบบติดเพดาน”

    “หากราคาตั๋วเครื่องบินแพงขึ้นก็มีผลต่อการตัดสินใจที่จะกลับไปเที่ยวบ้านเกิด เพราะราคาตั๋วเครื่องบินที่สูงขึ้นทำให้ค่าใช้จ่ายในการเดินทางเพิ่มขึ้นมาก อาจทำให้กลับเชียงใหม่ไม่บ่อยเหมือนเดิม หรือเลือกช่วงเวลาที่มีโปรโมชั่นแทน เพื่อช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ต้องอย่าลืมว่าหากค่าตั๋วเครื่องบินแพงขึ้นสินค้าต่างๆ ก็ต้องสูงขึ้นตามกลไกของตลาด”

    ภาคภูมิ กล่าวอีกว่า หากราคาในการเดินทางด้วยเครื่องบินไปยังเชียงใหม่ ใกล้เคียงกับเที่ยวประเทศอื่นๆ ส่วนตัวมองว่าจะเลือกไปไหนเพราะอะไร “ในกรณีนี้คงต้องขึ้นอยู่ของแต่ละโอกาส ถ้าหากไม่ได้มีเหตุผลที่จำเป็นหรือสำคัญจริงๆ ส่วนตัวผมคงเลือกไปต่างประเทศ อาจจะเพราะได้เปิดประการณ์ใหม่ๆ เมื่อเทียบงบประมาณในการใช้จ่ายการได้ลองอะไรใหม่ๆ คงจะดีกว่า”

    “หากราคายังคงพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ คงจะเป็นการตัดสินใจกลับบ้านที่ยากลำบากในระดับหนึ่ง เพราะต้องบอกก่อนว่าจังหวัดเชียงใหม่ยังไม่มีวิธีการรองรับปัญหาที่ดีในการจัดการปัญหาเหล่านี้ อีกทั้งยังไม่มีขนส่งสาธารณะที่ไม่พึ่งเชื้อเพลิงจากน้ำมัน ในอีกกรณีหนึ่ง ถ้าเชียงใหม่มีแผนรองรับการขนส่งของพี่น้องประชาชนด้วยรถไฟฟ้า หรือที่ใช้พลังงานอย่างอื่นนอกจากน้ำมัน ส่วนตัวผมคิดว่าหลายๆท่านคงตัดสินใจได้ไม่ยากอย่างแน่นอน” ภาคภูมิ กล่าว

    Expensive-airfares-are-dragging-down-tourism-in-Chiang Mai-raising-SPACEBAR-Photo05.jpg

    Expensive-airfares-are-dragging-down-tourism-in-Chiang Mai-raising-SPACEBAR-Photo06.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/expensive-airfares-are-dragging-down-tourism-in-chiang-mai-raising-fears-that-tourists-will-opt-for-overseas-trips-instead&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ViNIT_PirSCNPuI19ohLH

  • ท่องเที่ยวภูเก็ตอ่วม! น้ำมันแพงทำต้นทุนโรงแรมพุ่ง 25% ขนส่งแตะ 40%

    ท่องเที่ยวภูเก็ตอ่วม! น้ำมันแพงทำต้นทุนโรงแรมพุ่ง 25% ขนส่งแตะ 40%

    27 มี.ค. 2569 – นายธเนศ ตันติพิริยะกิจ นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต เปิดเผยว่า การปรับตัวสูงขึ้นของราคาพลังงานในปัจจุบันกำลังกระทบต่อโครงสร้างต้นทุนของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรม กลุ่มรถสาธารณะ เช่น รถแท็กซี่ รถโดยสาร รถทัวร์ รวมถึงขนส่งทางทะเล เช่น เรือนำเที่ยวและเรือสปีดโบ๊ท ซึ่งเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวของจังหวัด

    อ้างอิงผลการศึกษาของ รศ.ดร.ชยานนท์ ภู่เจริญ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พบว่า พลังงานเป็นต้นทุนสำคัญของภาคท่องเที่ยว โดยภาคขนส่งมีสัดส่วนต้นทุนพลังงานสูงถึง 39–48% ขณะที่ธุรกิจโรงแรมมีสัดส่วนประมาณ 24% ของต้นทุนรวม ส่งผลให้ทั้งสองภาคส่วนได้รับผลกระทบโดยตรงเมื่อราคาพลังงานเพิ่มขึ้น

    นอกจากนี้ แม้ธุรกิจร้านอาหารจะมีสัดส่วนต้นทุนพลังงานโดยตรงไม่สูงมาก แต่ยังคงได้รับผลกระทบผ่านต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่ปรับเพิ่มขึ้น ทำให้ราคาอาหารปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย และส่งผลต่อค่าใช้จ่ายโดยรวมของนักท่องเที่ยว

    จากการจำลองสถานการณ์ในงานวิจัย หากราคาพลังงานปรับเพิ่มขึ้น 10% จะส่งผลให้ต้นทุนโรงแรมเพิ่มขึ้นประมาณ 5% และภาคขนส่งเพิ่มขึ้นกว่า 7% อย่างไรก็ตาม หากเกิดสถานการณ์รุนแรงที่ราคาพลังงานเพิ่มขึ้นถึง 50% ต้นทุนโรงแรมอาจเพิ่มสูงถึง 25.7% ขณะที่ภาคขนส่งอาจเพิ่มขึ้นถึง 38.5% ซึ่งสะท้อนถึงแรงกระแทกต่อทั้งระบบอุตสาหกรรม

    นายกสมาคมฯ ระบุว่า ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวมีแนวโน้มจะถูกส่งต่อไปยังราคาห้องพัก ค่าอาหาร โปรแกรมท่องเที่ยวทั้งทางบกและทางทะเล รวมถึงค่าเดินทางของนักท่องเที่ยวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งอาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในตลาดโลกในระยะยาว โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุนและไม่สามารถดูดซับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้เท่าผู้ประกอบการรายใหญ่

    พร้อมกันนี้ สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ตได้เสนอ “ชุดมาตรการเร่งด่วนและเชิงโครงสร้าง” เพื่อบรรเทาผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรม โดยเสนอให้ภาครัฐพิจารณา ตรึงราคาน้ำมันดีเซลในระดับเป้าหมายสำหรับภาคท่องเที่ยว ผ่านกลไกกองทุนน้ำมัน ควบคู่กับการกำหนด “Tourism Fuel Rate” หรือราคาน้ำมันเฉพาะสำหรับภาคท่องเที่ยว ซึ่งเป็นการกำหนดอัตราราคาพิเศษให้กับผู้ประกอบการขนส่งนักท่องเที่ยว เช่น รถรับส่งโรงแรม รถทัวร์ และเรือท่องเที่ยว ผ่านระบบบัตรหรือการคืนเงินตามปริมาณการใช้งานจริง เพื่อลดต้นทุนในภาคขนส่งซึ่งเป็นต้นทุนหลักของทั้งระบบ และป้องกันการส่งผ่านต้นทุนไปยังนักท่องเที่ยว

    ในด้านภาษี เสนอให้มีการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันชั่วคราว 6–12 เดือน และออกมาตรการ Energy Tax Credit ให้ผู้ประกอบการสามารถนำค่าไฟฟ้าและค่าน้ำมันไปหักภาษีได้โดยตรง ขณะเดียวกันควรมีมาตรการเฉพาะสำหรับ SMEs เช่น การลดภาษีเงินได้นิติบุคคลชั่วคราว การพักชำระหนี้ หรือการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยประคองสภาพคล่องในช่วงที่ต้นทุนผันผวน เพื่อรักษา demand ของตลาด เสนอให้ภาครัฐเร่งออกโครงการ “คนละครึ่งพลัสท่องเที่ยว” โดยขยายรูปแบบจากคนละครึ่งเดิมให้ครอบคลุมค่าที่พัก ค่าเดินทาง และกิจกรรมท่องเที่ยว เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อและช่วยดูดซับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นโดยไม่กระทบราคาขายมากเกินไป

    ขณะเดียวกัน สมาคมฯ เห็นว่าควรมีมาตรการช่วยเหลือสายการบินควบคู่กันไป เนื่องจากต้นทุนพลังงานเป็นต้นทุนหลักของสายการบินเช่นกัน โดยเสนอให้มีการลดภาษีน้ำมันเครื่องบิน (Jet Fuel) ชั่วคราว และ ลดค่าธรรมเนียมสนามบิน เช่น landing fee และ passenger service charge รวมถึงการจัดทำแพ็กเกจส่งเสริมเส้นทางบิน (Route Incentive Package) สำหรับเส้นทางระยะไกล เพื่อรักษาและเพิ่มจำนวนเที่ยวบินเข้าสู่ประเทศไทย

    นอกจากนี้ ยังเสนอแนวคิดการแบ่งเบาความเสี่ยงร่วมกับสายการบิน (Load Factor Support) ในบางเส้นทางใหม่หรือเส้นทางยุทธศาสตร์ เพื่อจูงใจให้สายการบินเปิดหรือคงเส้นทางบินไว้ในช่วงที่ต้นทุนสูงและ demand ยังไม่ฟื้นเต็มที่ ในระยะกลาง เสนอให้จัดตั้งโครงการ “Solar for Tourism” โดยรัฐร่วมลงทุน 30–50% สำหรับการติดตั้ง Solar rooftop ในโรงแรมและธุรกิจท่องเที่ยว พร้อมสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อช่วยลดต้นทุนพลังงานในระยะยาว โดยเฉพาะในกลุ่ม SMEs

    นอกจากนี้ ยังเสนอแนวคิด “Green Transport Corridor” ในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ เช่น ภูเก็ต โดยสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า เช่น EV shuttle และ EV boat พร้อมโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อปรับโครงสร้างต้นทุนพลังงานของระบบขนส่งทั้งเกาะในระยะยาว รวมทั้งเสนอให้มีการจัดตั้ง กองทุนพยุงต้นทุนพลังงานภาคท่องเที่ยว (Tourism Energy Stabilization Fund) เพื่อช่วยรองรับความผันผวนของราคาพลังงาน และให้การช่วยเหลืออย่างตรงจุด โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ที่มีความเปราะบางสูง

    “มาตรการเหล่านี้ต้องดำเนินการควบคู่กันทั้งระบบ ตั้งแต่สายการบิน ขนส่ง ไปจนถึงโรงแรม หากขาดส่วนใดส่วนหนึ่ง จะส่งผลต่อทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรม และสุดท้ายจะสะท้อนออกมาในราคาที่นักท่องเที่ยวต้องจ่าย” นายกสมาคมฯ กล่าว และยืนยันว่า ภาคเอกชนพร้อมในการร่วมมือกับภาครัฐในการยกระดับประสิทธิภาพด้านพลังงาน และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/district-news/970262/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lUscVuGWo8TJN1KPITuPG

  • เปิดพิกัดใหม่! “ถ้ำหัวใจตาม่องล่าย” ชูแหล่งผจญภัยกลางธรรมชาติประจวบฯ

    เปิดพิกัดใหม่! “ถ้ำหัวใจตาม่องล่าย” ชูแหล่งผจญภัยกลางธรรมชาติประจวบฯ

    ภูมิภาค

    เปิดพิกัดใหม่! “ถ้ำหัวใจตาม่องล่าย” ชูแหล่งผจญภัยกลางธรรมชาติประจวบฯ

    วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.47 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 นายกมลแก้ว แก้วเทศ นายกเทศมนตรีเมืองประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า เทศบาลเดินหน้านโยบายเชิงรุกด้านการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพ โดยร่วมกับกองการท่องเที่ยวและกีฬา และวนอุทยานเขาตาม่องล่าย ลงพื้นที่สำรวจเส้นทางท่องเที่ยวธรรมชาติแห่งใหม่ “เส้นทางศึกษาธรรมชาติถ้ำหัวใจตาม่องล่าย”

    การดำเนินงานครั้งนี้มีนายสุกฤษฎ์ แจ้งท้วม หัวหน้าวนอุทยานเขาตาม่องล่าย ร่วมบูรณาการความร่วมมือ เพื่อเตรียมความพร้อมพัฒนาเส้นทางดังกล่าว ซึ่งมีระยะทางประมาณ 600 เมตร ใช้เวลาเดินราว 1 ชั่วโมง โดยจุดเด่นอยู่ที่ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ เหมาะต่อการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงผจญภัย ควบคู่การเรียนรู้ระบบนิเวศ

    เบื้องต้น วนอุทยานเขาตาม่องล่ายได้กำหนดแนวทางบริหารจัดการนักท่องเที่ยว โดยจำกัดจำนวนผู้เข้าใช้เส้นทางไม่เกินครั้งละ 6 คน เพื่อความปลอดภัยและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมกำหนดเปิดให้บริการตั้งแต่เดือนเมษายนนี้ ระหว่างเวลา 09.00–16.00 น.

    ทั้งนี้ คณะทำงานได้สำรวจสภาพเส้นทาง จุดเสี่ยง จุดพัก และพื้นที่ภายในถ้ำ เพื่อนำไปวางแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยว เช่น การติดตั้งป้ายสื่อความหมาย การกำหนดมาตรการความปลอดภัย และการออกแบบกิจกรรมให้เหมาะสมกับพื้นที่

    นายกเทศมนตรีเมืองประจวบคีรีขันธ์ ระบุว่า โครงการดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการสร้างจุดขายใหม่ด้านการท่องเที่ยว ช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชน และยกระดับภาพลักษณ์เมืองประจวบฯ ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและผจญภัยอย่างยั่งยืน

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/470606&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GnyWS1wJVnnuZjeXtQd7j