Category: ท่องเที่ยว

  • ขึ้นเขาพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ ชมปราสาทงามบนยอดภูเขาไฟ

    ขึ้นเขาพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ ชมปราสาทงามบนยอดภูเขาไฟ

    วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    จังหวัดบุรีรัมย์ ร่วมกับอำเภอเฉลิมพระเกียรติ อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมจัดงานประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้ง ประจำปี 2569 ที่มีกำหนดจัดขึ้น ในระหว่างวันที่ 3-5 เมษายน 2569 ณ อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง ต.ตาเป๊ก อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวตามรอยอารยธรรมขอม และเป็นการอนุรักษ์สืบสานประเพณีที่มีมาอย่างยาวนาน แสดงถึงเอกลักษณ์ทรงคุณค่าของท้องถิ่นและศิลปะวัฒนธรรมที่ต้องอนุรักษ์และสืบสานสู่อนุชนรุ่นหลัง บอกเล่าเรื่องราวของสถาปัตยกรรมที่เป็นมรดกของจังหวัดบุรีรัมย์ และมรดกของชาติ อันทรงคุณค่าอย่างน่าภูมิใจ สู่สายตานักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ ตลอดทั้งเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยววิถีไทยตามนโยบายของรัฐบาลด้วย

    “ปราสาทพนมรุ้ง”  เป็นโบราณสถานที่ตั้งอยู่บนเขาพนมรุ้ง ในเขตอำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ สร้างขึ้นโดยมีรูปแบบศิลปะเขมรโบราณที่มีความงดงามมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทยความงดงามและความยิ่งใหญ่ของปราสาทแห่งนี้ ปรากฏให้เห็นจากรูปแบบของงานสถาปัตยกรรม ประติมากรรม ภาพสลัก การเลือกทำเลที่ตั้งบนยอดเขาซึ่งมีแผนผังตามแนวแกนที่มีองค์ประกอบของสิ่งก่อสร้างต่างๆ เรียงตัวกันเป็นแนวเส้นตรงพุ่งเข้าหาจุดศูนย์กลาง คือ ปราสาทประธาน

    ปราสาทพนมรุ้งเป็นที่รู้จักของชาวท้องถิ่นเป็นอย่างดี โดยมีนิทานพื้นบ้านเรื่อง “อินทรปรัสถา” กล่าวถึงคู่พระคู่นางซัดเซพเนจรมาพบที่พักพิงซึ่งเป็นปราสาทหินรกร้างงดงามอยู่กลางป่าเขา

    แต่สำหรับบุคคลภายนอก ปราสาทแห่งนี้เป็นที่รู้จักครั้งแรก จากบันทึกของนายเอเตียน เอมอนิเยร์ (Etienne Aymonier) ชาวฝรั่งเศส ในปีพุทธศักราช 2428 ตีพิมพ์เป็นบทความในปี พุทธศักราช 2445

    ปีพุทธศักราช 2449 สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จมาที่ปราสาทพนมรุ้ง คราวเสด็จมณฑลอีสาน และเสด็จอีกครั้งในปี พุทธศักราช 2472 กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนปราสาทพนมรุ้งเป็นโบราณสถานของชาติ ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 52 ตอนที่ 75 วันที่ 8 มีนาคม พุทธศักราช 2478

    และปีพุทธศักราช 2503 – 2504 ได้ดำเนินการสำรวจปราสาทพนมรุ้งอีกครั้ง ต่อมาในปี พุทธศักราช 2514 ได้เริ่มดำเนินการบูรณะปราสาทพนมรุ้ง ด้วยวิธี “อนัสติโลซิส” (Anastylosis คือการนำชิ้นส่วนของปราสาทกลับเข้าสู่ตำแหน่งเดิม) และเปิดเป็นอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง ในวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2531 โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธาน

    ชื่อของปราสาทพนมรุ้ง เป็นชื่อดั้งเดิมของโบราณสถานแห่งนี้ คำว่า “พนมรุ้ง” ปรากฏอยู่ในศิลาจารึกพนมรุ้ง หลักที่ 2 หลักที่ 4 และ K.1090 จารึกว่า “พนมรุ้งเป็นชื่อเทวสถานที่มีขอบเขตกว้างขวาง มีที่ดิน หมู่บ้าน เมือง ซึ่งมีผู้ปกครองหรือข้าราชการได้จัดหามาถวายในลักษณะเป็นกัลปนาของเทวสถาน

    จากหลักฐานทางด้านศิลาจารึกและงานศิลปกรรมที่ปรากฏ กล่าวได้ว่า ปราสาทพนมรุ้งสร้างขึ้นในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย นิกายปศุปตะ โดยนับถือพระศิวะเป็นเทพสูงสุด ศิลาจารึกพนมรุ้งหลักที่ 7 และหลักที่ 9 มีเนื้อความเริ่มต้นเป็นบทสรรเสริญพระศิวะ ศิลาจารึกบางหลักกล่าวถึงการสร้างศิวลึงค์ สร้างรูปทองคำของพระศิวะในท่าฟ้อนรำ สร้างรูปทองคำของพระวิษณุขึ้นในเรือนของพระศิวะ

    ปราสาทแห่งนี้ สร้างขึ้นเพื่อเป็นเทวาลัยที่ประทับของพระศิวะ พระองค์มีที่ประทับอยู่บนเขาไกรลาส ดังนั้นการสร้างปราสาทแห่งนี้ขึ้นบนยอดเขา จึงเป็นการสะท้อนถึงการจำลองที่ประทับของพระศิวะมาไว้บนโลกมนุษย์

    อาคารสิ่งก่อสร้างต่างๆ ของปราสาทพนมรุ้ง ไม่ได้สร้างขึ้นมาพร้อมกันทั้งหมดในคราวเดียวกัน ในช่วงแรกได้มีการสร้างศาสนสถานเพื่อเป็นศูนย์กลางทางความเชื่อการนับถือศาสนาของชุมชนขึ้นครั้งแรกในราวพุทธศตวรรษที่ 15 ได้แก่ ปราสาทอิฐ 2 หลัง ที่ปัจจุบันอยู่ในสภาพพังทลายเหลือเพียงฐานและกรอบประตู หลังจากนั้นได้มีการก่อสร้างต่อเนื่องกันมาเป็นลำดับ โดยอาณาจักรเขมรโบราณ หรือผู้นำที่ปกครองชุมชน อันมีปราสาทพนมรุ้งเป็นศูนย์กลาง

    ปราสาทพนมรุ้ง คงมีความสำคัญสืบเนื่องมาจนถึงสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 (พุทธศักราช 1511 – 1544) พระองค์ทรงนับถือศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย เช่นเดียวกับพระราชบิดา (พระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2) นอกจากจะมีพระราชโองการให้สร้างจารึกเพื่อสรรเสริญเกียรติคุณของพระราชบิดาแล้ว ยังทรงถวายที่ดินให้กับเทวสถานด้วย ในสมัยนี้เองเทวสถานบนเขาพนมรุ้งเป็นศูนย์กลางของชุมชนโดยรอบอย่างแท้จริง จากข้อความในจารึกที่พบที่ปราสาทพนมรุ้งแสดงให้เห็นว่าเทวสถานบนเขาพนมรุ้ง เป็นที่ประดิษฐานรูปเคารพ คือ ศิวลึงค์ มีอาณาเขตกว้างขวาง มีที่ดินซึ่งพระเจ้าแผ่นดิน (พระเจ้าชัยวรมันที่ 5) และข้าราชการระดับต่าง ๆ ถวายหรือซื้อถวายให้กับเทวสถาน พร้อมกับมีพระราชโองการให้ปักหลักเขตที่ดินขึ้นกับเทวสถานเขาพนมรุ้ง พร้อมกับการสร้างเมือง สร้างอาศรมให้กับโยคี และนักพรตด้วย

    ในราวพุทธศตวรรษที่ 17 ได้มีการก่อสร้างปราสาทประธานขึ้น จากการศึกษาศิลาจารึกพนมรุ้งหลักที่ 7 และหลักที่ 9 กล่าวว่าปราสาทประธานสร้างขึ้นในสมัย “นเรนทราทิตย์” ท่านเป็นโอรสของพระนางภูปตีนทรลักษมี เป็นผู้มีสติปัญญาหลักแหลม มีความสามารถในการรบ ได้เข้าร่วมกับกองทัพของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ในการรวบรวมแผ่นดินให้เป็นปึกแผ่นจากศึกสงคราม นเรนทราทิตย์คงได้รับความดีความชอบเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ปกครองเมือง ซึ่งอยู่ภายใต้อำนาจของราชวงศ์มหิธรปุระ ทรงได้ดำเนินการสร้างปราสาทหลังใหญ่ขึ้นประดิษฐานรูปเคารพ สร้างงานศิลปกรรมปรากฎเป็นงานสลักตามส่วนต่างๆ ที่ล้วนแต่แสดงให้เห็นว่า มีความประสงค์ที่จะสร้างเทวสถานแห่งนี้เป็นเทวาลัยของพระศิวะ มีศิวลึงค์เป็นองค์ประธานและยังมีการนับถือเทพองค์อื่น ๆ แต่อยู่ในสถานะเทพชั้นรอง นอกจากนี้ข้อความที่ปรากฏขึ้นในจารึกยังแสดงให้เห็นว่า นเรนทราทิตย์ ได้สร้างปราสาทแห่งนี้เพื่อประดิษฐานรูปเคารพของตนเอง เพื่อเตรียมไว้สำหรับการเข้าไปร่วมกับเทพที่ทรงนับถือหลังจากสิ้นพระชนม์ ความเลื่อมใสศรัทธาอันแรงกล้าต่อศาสนา ทำให้ท่านออกบรรพชาถือองค์เป็นนักพรตจวบจนวาระสุดท้ายข้อความที่ปรากฏในจารึกพนมรุ้ง ทำให้สันนิษฐานได้ว่า ท่านคงเป็นนักพรตในลัทธิไศวนิกาย ตามแบบนิกายปศุปตะที่มีการนับถือกันมาแล้วแต่เดิม โอรสของนเรนทราทิตย์ คือ หิรัณยะ เป็นผู้ให้จารึกเรื่องราวเพื่อสรรเสริญเกียรติคุณของพระบิดา และได้ให้ช่างหล่อรูปของนเรนทราทิตย์ด้วยทองคำ

    สิ่งก่อสร้างสมัยสุดท้าย คือ บรรณาลัย และพลับพลา ซึ่งมีการก่อสร้างเพิ่มเติมซ่อมแซมขึ้นในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (พ.ศ. 1724 – 1763) มหาราชองค์สุดท้ายแห่งราชอาณาจักรเขมร พระองค์ทรงนับถือศาสนาพุทธนิกายมหายาน ทรงโปรดให้สร้างอโรคยศาล จำนวน 102 แห่ง และที่พักคนเดินทาง หรือธรรมศาลา จำนวน ๑๒๑ แห่ง ขึ้นในดินแดนที่อยู่ภายใต้การปกครองของพระองค์ ตามข้อความที่ปรากฏในจารึกปราสาทตาพรหม และจารึกปราสาทพระขรรค์ตามลำดับ โบราณสถานดังกล่าวนี้ ที่อยู่ใกล้เคียงปราสาทพนมรุ้ง ได้แก่ กุฏิฤๅษีโคกเมือง และกุฏิฤๅษีหนองบัวราย ซึ่งเป็นอโรคยศาล และปราสาทบ้านบุ เป็นที่พักคนเดินทางหรือธรรมศาลา

    โดยงานประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้งในปีนี้ กิจกรรมจะประกอบด้วย พิธีบวงสรวงองค์พระศิวะมหาเทพ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์บนเขาพนมรุ้ง ซึ่งเป็นศาสนสถานที่สร้างขึ้นเพื่อถวายแด่องค์พระศิวะ เทพเจ้าสูงสุดในศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกาย, ขบวนอัญเชิญ พระศิวะมหาเทพ, ขบวนสัตว์พาหนะเทพผู้พิทักษ์ประจำทิศทั้ง 10 และขบวนเสด็จพระนางภูปตินทรลักษมีเทวี และนางจริยา นำเครื่องบวงสรวง ประกอบด้วย เทพพาหนะผู้พิทักษ์ประจำทิศทั้ง 10 นางสนมกำนัล เหล่าทหาร ข้าทาสบริวาร ดำเนินผ่านเสานางเรียงประดับด้วยธงทิวยิ่งใหญ่อลังการ

    การรำถวายชุด “เหนือศรัทธาวนัมรุง” ขบวนแห่สักการะ จากนางรำกว่า 800 คน ที่บรรจงแต่งกายด้วยชุดที่สวยงามร่วมขบวน การแสดง ระบำอัปสราบุรีรัมย์

    นอกจากนั้น ยังมี “ตลาดอารยธรรมวนัมรุง” ให้ได้เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ชุมชนคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นผ้าไหม ผ้าฝ้ายที่มีความสวยงามเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น ทั้งผ้าซิ่นตีนแดง ผ้าหางกระรอกคู่ตีนแดง ผ้าภูอัคนี (ผ้าฝ้ายย้อมดินภูเขาไฟ) รวมถึงผลิตภัณฑ์ประเภทอาหาร เครื่องใช้ และของที่ระลึกอื่นๆ อีกมากมาย อีกทั้ง ยังได้ลิ้มรสอาหารพื้นเมืองโบราณหายากเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น จาก 23 อำเภอ ในจังหวัดบุรีรัมย์ มาให้เลือกซื้อ เลือกชม และเลือกชิม พร้อมทั้งชมการแสดงศิลปวัฒนธรรม ดนตรีนาฏศิลป์พื้นบ้านตลอดงานโดยในช่วงวันที่ 3 – 5 เมษายน 2569 จะเกิดปรากฏการณ์มหัศจรรย์ ดวงอาทิตย์ขึ้น สาดแสงส่องตรง 15 ช่องประตู ตั้งแต่เวลาประมาณ 05.50 ถึงเวลา 06.10 น. ตามที่นักดาราศาสตร์ได้คำนวณและคาดการณ์ไว้ ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์มหัศจรรย์ทางธรรมชาติหนึ่งเดียวในโลก เพื่อเสริมสิริมงคลแก่ชีวิตตามความเชื่ออีกด้วย“แนวหน้า” ขอเชิญชวนท่านที่สนใจ ไปเยือน “ปราสาทพนมรุ้ง” และสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ในจังหวัดบุรีรัมย์กัน เพื่อพบกับความสวยงามและความน่าประทับใจในท้องถิ่นไทยของเรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/entertain/955250&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yWmzHY994c6KTT7qFQZzb

  • สวนนงนุชพัทยา สร้างสถานีชาร์จ EV – ระบบโซลาร์เซลล์ รับยุคน้ำมันแพง

    สวนนงนุชพัทยา สร้างสถานีชาร์จ EV – ระบบโซลาร์เซลล์ รับยุคน้ำมันแพง

    สวนนงนุชพัทยา ปรับสู่ยุคพลังงานสะอาดน้ำมันแพง สร้างสถานีชาร์จ EV พร้อมระบบโซลาร์เซลล์ รองรับลานจอดรถขนาดใหญ่กว่า 20ไร่ ต้อนรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก

    สวนนงนุชพัทยา ภายใต้การบริหารของ นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา เดินหน้าก่อสร้างระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) ขนาด 3.5 กิโลวัตต์ พร้อมติดตั้ง สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charging Station) 

    โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับการเติบโตของผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสวนนงนุชพัทยามุ่งเน้นการให้บริการ สำหรับที่จอดรถในที่ร่ม  ที่ทันสมัยและตอบโจทย์การเดินทางของนักท่องเที่ยวในยุคพลังงานสะอาดและค่าน้ำมันแพง

    “เราต้องการให้ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าเดินทางมาสวนนงนุชได้อย่างสะดวกสบาย พร้อมมีจุดบริการชาร์จไฟรองรับ อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริม ความมั่นคงทางพลังงานทางเลือก  และสนับสนุนแนวคิด การท่องเที่ยวสีเขียว ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” นายกัมพลกล่าว

    ทั้งนี้ โครงการก่อสร้างระบบโซลาร์เซลล์และสถานีชาร์จรถไฟฟ้าดังกล่าว ดำเนินการก่อสร้างมาแล้ว 3เดือน คาดว่าจะแล้วเสร็จและพร้อมให้บริการภายใน 3 เดือนข้างหน้า ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของสวนนงนุชพัทยาในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่ทันสมัย ควบคู่กับการใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/740112&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2wW1KgkeR8irfZQe5S1p71

  • อุตรดิตถ์คึกคัก! ททท. จัด Coffee Fest 2026 ดัน “เจ้ายุทธจักรกาแฟ” ชูเที่ยวเชิงเกษตร | TOPNEWS

    อุตรดิตถ์คึกคัก! ททท. จัด Coffee Fest 2026 ดัน “เจ้ายุทธจักรกาแฟ” ชูเที่ยวเชิงเกษตร | TOPNEWS

    ททท.อุตรดิตถ์ ผนึกกำลังภาคีเครือข่ายจัดงาน “Uttaradit Coffee Fest 2026” ครั้งที่ 3 เนรมิตสวนสาธารณะเทศบาลเมืองอุตรดิตถ์ให้กลายเป็นสวรรค์ของคนรักกาแฟ ขนทัพผู้ประกอบการกว่า 140 ร้านค้าโชว์ศักยภาพ “กาแฟเมืองท่าเหนือ” หวังปั้นอุตรดิตถ์สู่ “ชุมชนเจ้ายุทธจักรกาแฟภาคเหนือ”

    วันที่ 28 มีนาคม 2569 ที่สวนสาธารณะ เทศบาลเมืองอุตรดิตถ์ จ.อุตรดิตถ์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยวจังหวัดอุตรดิตถ์ ,หอการค้าจังหวัดอุตรดิตถ์,สำนักงานเกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ , องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุตรดิตถ์ , เทศบาลเมืองอุตรดิตถ์ ,ห้างสรรพสินค้าฟรายเดย์ และโรงแรมสีหราชร่วมกับภาคีเครือข่าย ผนึกกำลังจัดงาน Uttaradit Coffee Fest 2026 ครั้งที่ 3 (อุตรดิตถ์ คอฟฟี่ เฟส) ระหว่างวันที่ 28-29 มีนาคม 2569 นี้ ในธีมงานญี่ปุ่น

    ภายในงานนอกจากมีการออกร้านจำหน่วยกาแฟ อาหาร เครื่องดื่ม ทั้งจากผู้ประกอบการในและต่างจังหวัดอุตรดิตถ์ กว่า 140 ร้านค้า บรรยากาศคึกคัก เนื่องแน่นไปด้วยพี่น้องประชาชน นักท่องเที่ยว เข้าชม ชิม ซื้อ สินค้าภายในงานแม้อากาศจะร้อน และอยู่ในภาวะน้ำมันแพงและสงคราม แต่ไม่เป็นอุปสรรคสำหรับคอกาแฟ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายในงานดังกล่าวยังได้มีการจัดเวทีเสวนา “การท่องเที่ยวเชิงเกษตร” โดย น.ส.วัลภา ปันต๊ะ เกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ และ น.ส.ภัททิรา คำอภิวงศ์ หัวหน้าศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยวจังหวัดอุตรดิตถ์ (ททท.) ร่วมแบ่งปันแนวคิด ประสบการณ์ แนวทางร่วมผลักดัน การท่องเที่ยวเชิงเกษตร ให้ข้อมูลจุดเด่นอัตลักษณ์ของกาแฟอุตรดิตถ์ เพื่อส่งเสริมพัฒนา กระตุ้นเศรษฐกิจ และประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของจังหวัดอุตรดิตถ์

    น.ส.ภัททิรา คำอภิวงศ์ หัวหน้าศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยวจังหวัดอุตรดิตถ์ (ททท.) กล่าวว่า การท่องเที่ยวเชิงเกษตรในอุตรดิตถ์เปลี่ยนจากการชมสวนแบบเดิม ไปสู่การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ ที่เน้นการมีส่วนร่วม การเล่าเรื่องของชุมชน การ เชื่อมโยงเป็นเส้นทาง และการทำตลาดออนไลน์มากขึ้น เพื่อสร้างมูลค่าและความยั่งยืนให้กับท้องถิ่น จากเดิมเน้นเข้าชมสวน ชมแปลงเกษตร ฟังบรรยาย แต่ปัจจุบันนักท่องเที่ยวมีส่วนร่วมมากขึ้น ททท. เรียกว่า “การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์” ได้ลงมือเก็บ ได้ตัดผลผลิตด้วยตนเอง เช่น สวนทุเรียน สวนมะยงชิด สวนลองกอง ซึ่งปัจจุบันนักท่องเที่ยวไม่เพียงได้ชม ได้ชิม ได้ซื้อ แต่ยังหาประสบการณ์จริง และสร้าง Content ผ่านโซเชียล ดังนั้น จำเป็นที่ผู้ประกอบการหรือเจ้าของสวน ต้องเรียนรู้ทำการตลาดเชิงรุก ขยายช่องทางการขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ สร้างแบรนด์ของตัวเอง ไลฟ์สดเอง เพื่อกระตุ้นดึงความสนใจนักท่องเที่ยวมากขึ้น ทั้งนี้ จังหวัดอุตรดิตถ์ ถือได้ว่า ยังมีธรรมชาติสมบูรณ์ มีวิถีเกษตรดั้งเดิม เป็นเสน่ห์เป็นจุดขายหลักให้นักท่องเที่ยวที่ยังไม่เคยมาสัมผัส ไม่เคยเห็น ให้ความสนใจมาเยือนมากขึ้น

    สำหรับกาแฟจังหวัดอุตรดิตถ์ สามารถเชื่อมโยงการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ด้วยสร้างเป็นเส้นทางท่องเที่ยวได้ตั้งแต่ ต้นน้ำ คือชมสวนปลูก ที่ อ.ท่าปลา อ.เมือง และ อ.ลับแล กลางน้ำ ชมกระบวนการคั่วซึ่งจังหวัดอุตรดิตถ์มีโรงคั่วหลายแห่ง และปลายน้ำ คือ การจำหน่ายทั้งหน้าร้านและงานอีเว้นท์สร้างสรรค์แบบนี้ ขับเคลื่อนหลักโดย หอการค้าจังหวัดอุตรดิตถ์ จัดต่อเนื่องเป็น ครั้งที่ 3 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว เพิ่มช่องทางขายให้กับเกษตรกร และผู้ประกอบการกาแฟ การจัดงานท่องเที่ยวเชิงอาหารและเครื่องดื่ม ถือเป็นแม่เหล็กหลักสำคัญในการดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาในพื้นที่เกิดรายได้หมุนเวียนในห้วงการจัดงานและสร้างประสบการณ์ที่มีมูลค่าสูง ททท. อยากให้อุตรดิตถ์เป็น “ชุมชนเจ้ายุทธจักรด้านกาแฟ” ที่มีทั้งเกษตรกรต้นน้ำที่ปลูกสายพันธุ์กาแฟ กูรูกาแฟ บาเรสต้าและคอกาแฟจากที่ต่างๆ มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์บอกเล่าเรื่องราวกาแฟที่อุตรดิตถ์ ต่อเนื่อง และยกระดับขึ้นไปทุกปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1531006&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xybp8mGlIdSbkKNImFSx4

  • ประธานร้านอาหาร ซัดนายกฯเลิกขอโทษ ต้องทำงานหนัก แนะ 6 ข้ออุ้มSMEเข้าสภา

    ประธานร้านอาหาร ซัดนายกฯเลิกขอโทษ ต้องทำงานหนัก แนะ 6 ข้ออุ้มSMEเข้าสภา

    ประธานร้านอาหาร ซัดนายกฯเลิกขอโทษ ต้องทำงานหนัก แนะ 6 ข้ออุ้มSMEเข้าสภา

    ประธานร้านอาหาร ซัดนายกฯเลิกขอโทษ ต้องทำงานหนัก แนะ 6 ข้ออุ้มSMEเข้าสภา

    28 มี.ค. 2569 นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารและที่ปรึกษากิตืมศักดิ์ สมาคมโฮสเทลและที่พักขนาดเล็ก ประเทศไทย แนะนำและเสนอมาตราการเพื่อช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการรากหญ้า, SMEs , และครัวเรือนโดยเร่งด่วน เนื่องจาก ผลกระทบจาก สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางไม่ว่าจะเป็นเรื่องต้นทุนการขนส่งต้นทุนค่าครองชีพที่สูงขึ้น รวมถึงกำลังซื้อของภาคประชาชนหดหายและเศรษฐกิจที่ทดถอยภายในประเทศ ดังนั้นรัฐบาลควรเร่งออกมาตรการดังต่อไปนี้โดยทันทีเมื่อเปิดสภา
     

    ประธานร้านอาหาร ซัดนายกฯเลิกขอโทษ ต้องทำงานหนัก แนะ 6 ข้ออุ้มSMEเข้าสภา

    1. โครงการคนละครึ่งพลัส เฟสสอง โดย ให้สิทธิ์ผู้ที่ยังไม่ได้ในคราวที่แล้วก่อน 10 ล้านสิทธิ์รวมถึงผู้ที่ได้สิทธิ์คราวที่แล้ว อีก 20 ล้านสิทธิ์ในเงื่อนไขเดิม

    2. ออกมาตรการกินเที่ยวด้วยกันเพื่อเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ รวมถึงกลุ่มธุรกิจร้านอาหารที่เป็นนิติบุคคล โดยให้ประชาชนสามารถเก็บใบกำกับภาษีจากโรงแรมที่พักและร้านอาหารนำไปลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดาได้ไม่เกิน 20,000 บาทในปีหน้า และนิติบุคคลลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 100,000 บาท 

    3. เร่งออกเงินกู้สำหรับพลังงานสะอาด โซล่าเซลล์ เพื่อให้บุคคลธรรมดาและธุรกิจ SMEs สามารถกู้ได้ไม่เกินหลังคาเรือนละ 5 แสนบาท สำหรับติดตั้งพลังงานโซล่าเซลล์โดยคิดดอกเบี้ยในอัตรา 1.5% ต่อปีผ่อนได้นานถึง 10 ปี

    4. ออกเงินกู้ซอฟโลนให้กับกลุ่ม SMEs ขนาดเล็กและขนาดกลาง ดอกเบี้ยพิเศษโดยมีเงื่อนไขให้ทาง บสย เป็นผู้ค้ำประกัน 100% วงเงินไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อธุรกิจ พร้อมทั้งออกวงเงินกู้ซอฟต์โลนให้กับกลุ่ม Micro SMEs ไม่เกินคนละ 200,000 บาท ในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ และไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกันโดยสามารถผ่อนได้นานถึง 5 ปี

    5. เร่งทำมาตรการที่รัฐบาลได้เคยประกาศไว้ค่าไฟ 200 หน่วยแรก หน่วยละ 3 บาท

    6. ลดเงินประกันสังคมทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างลงครึ่งหนึ่งไปจนถึงสิ้นปี 2569

    โดยทั้ง 6 มาตรการจะสามารถช่วยประคองภาคธุรกิจท่องเที่ยวธุรกิจร้านอาหารรวมไปถึงค่าของชีพของประชาชนทั่วไปได้พอสมควร ดังนั้นจึงอยากให้รัฐบาลรับข้อเสนอเหล่านี้พร้อมทั้งเร่งทำรายละเอียดเตรียมไว้ เพื่อนำเข้าสู่สภาในวันแรกที่เปิดสภา พร้อมอนุมัติโดยทันทีก่อนที่สถานการณ์ภาคธุรกิจรากหญ้ารวมถึง SMEs ขนาดเล็ก จะล้มพังเกินครึ่งในปีนี้

    “นายกฯอย่าแค่ขอโทษ แต่ให้รีบทำงานหนักชดเชยแทน ด้วยการเตรียมรายละเอียดมาตรการช่วยเหลือประชาชนในเรื่องต่างๆไว้ พอเปิดสภาวันแรกจะได้สามารถยื่นมาตรการเหล่านั้นเข้าสภาพิจารณาอนุมัติได้ทันที”  นายสรเทพ  กล่าว 
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/politics/615126&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pmQ3oo71zMXPnrqQ01R8Q

  • หาดใหญ่ | เตรียมปรับปรุงหน้าลีการ์เด้น ยกระดับถนน-ไฟส่องสว่าง งบรวมเกือบ 5 ล้าน

    หาดใหญ่ | เตรียมปรับปรุงหน้าลีการ์เด้น ยกระดับถนน-ไฟส่องสว่าง งบรวมเกือบ 5 ล้าน

    เทศบาลนครหาดใหญ่เตรียมดำเนินโครงการปรับปรุงพื้นผิวจราจรและระบบไฟส่องสว่าง บริเวณหน้าโรงแรมลีการ์เด้น ซึ่งถือเป็นจุดศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวสำคัญของเมืองหาดใหญ่ โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในช่วงกลางปี 2569 เพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์และเพิ่มความปลอดภัยให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยว

    โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาพื้นผิวถนนที่ไม่เรียบ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการสัญจรของรถยนต์และการเดินเท้าในพื้นที่ โดยการปรับปรุงครั้งนี้จะทำให้ถนนกลับมาเรียบและสะดวกต่อการใช้งานมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันยังมีการติดตั้งและปรับปรุงระบบไฟส่องสว่าง เพื่อให้พื้นที่บริเวณดังกล่าวมีความสว่างในช่วงเวลากลางคืน ช่วยเพิ่มความปลอดภัยและสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการท่องเที่ยว

    สำหรับงบประมาณดำเนินโครงการ แบ่งเป็นงบประมาณก่อสร้างระบบไฟส่องสว่างประมาณ 1.2 ล้านบาท และงบประมาณปรับปรุงพื้นผิวถนนประมาณ 3.4 ล้านบาท รวมงบประมาณทั้งสิ้นกว่า 4.6 ล้านบาท

    ทั้งนี้ เทศบาลนครหาดใหญ่คาดว่าจะเริ่มดำเนินการปรับปรุงได้ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 โดยหวังว่าการพัฒนาพื้นที่บริเวณดังกล่าวจะช่วยยกระดับภาพลักษณ์เมือง เพิ่มความสะดวกและปลอดภัยในการสัญจร ตลอดจนสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของเมืองหาดใหญ่ในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.hatyaifocus.com/news-detail/30634/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24GWWQHXwEfLoU2mNrEJgY

  • หาก ‘ฮอร์มุซ’ ปิด 3 เดือน’ เขย่าเศรษฐกิจไทย น้ำมันพุ่ง เสี่ยงของขาด-ค่าไฟแพง

    หาก ‘ฮอร์มุซ’ ปิด 3 เดือน’ เขย่าเศรษฐกิจไทย น้ำมันพุ่ง เสี่ยงของขาด-ค่าไฟแพง

    ในระยะถัดไป ผลกระทบจะลามไปถึงภาคครัวเรือนมากขึ้น ทั้งค่าไฟฟ้าที่มีแนวโน้มปรับขึ้นในช่วงปลายปี ราคาตั๋วเครื่องบินที่ยังอยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงขาดแคลนปุ๋ยเคมี ซึ่งอาจกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะข้าว อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤต ยังมีบางธุรกิจที่อาจได้อานิสงส์จากสถานการณ์นี้ โดยเฉพาะกลุ่มอาหาร เช่น ข้าว ทูน่ากระป๋อง และไก่ จากความกังวลด้านความมั่นคงทางอาหารของหลายประเทศ รวมถึงธุรกิจขนส่งทางทะเลที่ได้ประโยชน์จากค่าระวางเรือที่ปรับตัวสูงขึ้น

    หาก ‘ฮอร์มุซ' ปิด 3 เดือน’ เขย่าเศรษฐกิจไทย น้ำมันพุ่ง เสี่ยงของขาด-ค่าไฟแพง

    ส่วน SCB EIC ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2569 เหลือโตเพียง 1.4% จากเดิม 1.8% หลังราคาพลังงานพุ่งจากสงครามตะวันออกกลาง กดดันเศรษฐกิจรอบด้าน ขณะที่เงินเฟ้อเร่งขึ้นแตะ 3.2% ทะลุกรอบเป้าหมาย โดยแรงกดดันเริ่มชัดในชีวิตประจำวัน ทั้งค่าครองชีพที่สูงขึ้น กำลังซื้ออ่อนลง และธุรกิจเผชิญต้นทุนพุ่ง ทำให้หลายรายชะลอลงทุน ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังสูง

    หาก ‘ฮอร์มุซ' ปิด 3 เดือน’ เขย่าเศรษฐกิจไทย น้ำมันพุ่ง เสี่ยงของขาด-ค่าไฟแพง

    EIC เตือนว่าไทยกำลังเข้าใกล้ภาวะ “โตต่ำ-เงินเฟ้อสูง” หรือ Stagflation จากการพึ่งพาพลังงานนำเข้าสูง ขณะที่ท่องเที่ยวและการค้าโลกก็เริ่มชะลอตัวตามต้นทุนที่แพงขึ้น ด้านนโยบาย คาด กนง. ยังตรึงดอกเบี้ยไว้ที่ 1% เพื่อพยุงเศรษฐกิจ ส่วนภาครัฐมีข้อจำกัดใช้งบมากขึ้นจากหนี้สาธารณะที่สูง ทั้งนี้หากสงครามยืดเยื้อ เศรษฐกิจไทยยังเสี่ยงชะลอตัวลงได้อีก และแรงกดดันค่าครองชีพอาจอยู่กับคนไทยยาวกว่าที่คิด

    ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนว่า วิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเรื่อง “น้ำมันแพง” แต่เป็นแรงกระเพื่อมที่กำลังไหลผ่านทั้งระบบเศรษฐกิจ และสุดท้ายอาจไปจบที่ “ค่าครองชีพ” ของคนไทยทุกคน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/862714&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fiFMHhvMe6juC9ujMBqEh

  • เที่ยวไทยกับ “จุ๊มเหม่ง เจได ใจดี” ไปอย่างรับผิดชอบ ใส่ใจสิ่งแวดล้อม | เดลินิวส์

    เที่ยวไทยกับ “จุ๊มเหม่ง เจได ใจดี” ไปอย่างรับผิดชอบ ใส่ใจสิ่งแวดล้อม | เดลินิวส์

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดย อนุสาร อ.ส.ท.จัดกิจกรรมพิเศษ “Amazing Furry Tales : เที่ยวไทยไปกับแก๊งค์ขนฟู” ณ Pumpkin Art Town (พัมพ์คิน อาร์ท ทาวน์) จังหวัดปทุมธานี โดยมี นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. พร้อมด้วย นางสาวปาริชาต บุญคล้าย ผู้อำนวยการฝ่ายบริการการตลาด ททท. ร่วมงาน

    โดยมีเหล่า Pet Lover (เพ็ตเลิฟเวอร์) ที่อนุสาร อ.ส.ท. ชวนมาสัมผัสประสบการณ์สุดอบอุ่นในแฟนมีตติ้งสุดเอ็กซ์คลูซีฟกับอินฟลูเอนเซอร์สายสัตว์เลี้ยงJapan and Friends “จุ๊มเหม่ง เจได ใจดี” ที่มาพร้อม แป้น-ณภัค ภักดีอิสรา แม่ของเด็ก ๆ ทั้งสามที่มาทำหน้าที่ถ่ายทอดเรื่องราวความรัก ความผูกพัน และโมเมนต์การเดินทางระหว่างคนกับสัตว์เลี้ยง ผ่านมุมมองการท่องเที่ยวแบบ Pet-Friendly (เพ็ทเฟรนด์ลี) ที่เต็มไปด้วยความสุข และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการชวนไปค้นหาเสน่ห์เมืองน่าเที่ยว เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้นการเดินทางของกลุ่ม Pet Parent (เพ็ตแพเรนต์) เจ้าของสัตว์เลี้ยง ภายใต้แคมเปญ “สุขทันที ที่เที่ยวไทย”

    กิจกรรม “Amazing Furry Tales : เที่ยวไทยไปกับแก๊งค์ขนฟู” อบอวลไปด้วยบรรยากาศเป็นกันเอง นำโดย แป้น-ณภัค ภักดีอิสรา และน้อง ๆ “จุ๊มเหม่ง และใจดี” ที่มาเป็นตัวแทนกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่เดินทางท่องเที่ยวพร้อมสัตว์เลี้ยง ถ่ายทอดเรื่องราวและแบ่งปันประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองน่าเที่ยว

    นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมเกมสนุก ๆ ให้ได้ร่วมลุ้นของรางวัล และเวิร์กชอปสร้างสรรค์ที่ผสานแนวคิดเพ็ตเฟรนด์ลีเข้ากับการดูแลสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนอย่างกลมกลืน ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมแต่งหน้าคัพเค้กสำหรับสัตว์เลี้ยงจาก Dogeky กิจกรรม DIY ปลอกคอสุนัขและกำไลข้อมือจากวัสดุรีไซเคิลและขยะจากทะเล ที่ช่วยสื่อสารแนวคิดการอนุรักษ์ธรรมชาติได้อย่างน่ารักและเข้าถึงง่าย

    นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. กล่าวว่า กิจกรรมนี้เป็นการต่อยอดจากการที่ ททท. และแฟนเพจ Japan and Friends ร่วมกันนำเสนอคอนเทนต์ออนไลน์ชวนผู้ชื่นชอบสัตว์เลี้ยงออกเดินทางไปกับเรื่องราวสุดป่วนชวนอมยิ้มของ “จุ๊มเหม่ง เจได ใจดี” พร้อมสอดแทรกสาระและข้อคิดสำหรับพ่อแม่น้องหมาน้องแมวที่กำลังเตรียมตัวพาสัตว์เลี้ยงแสนรักออกเดินทางทั่วไทย  เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในรูปแบบ Pet-Friendly Tourism (เพ็ตเฟรนด์ลีทัวริสซึม) ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของนักเดินทางยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มเจ้าของสัตว์เลี้ยงซึ่งกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในฐานะหนึ่งใน Sub-Culture Trend (ซับ คัลเจอร์ เทรนด์) ที่มีศักยภาพสูง ทั้งในแง่ของการใช้จ่ายและการมองหาประสบการณ์ที่มีคุณค่า ครอบคลุมตั้งแต่ที่พัก อาหาร การเดินทาง ไปจนถึงบริการเฉพาะทางสำหรับสัตว์เลี้ยง ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมสัตว์เลี้ยง ร้านเสริมสวยสัตว์เลี้ยง คาเฟ่สัตว์เลี้ยง หรือกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เจ้าของและสัตว์เลี้ยงได้ใช้เวลาร่วมกันอย่างอบอุ่นและมีความสุข

    “กลุ่มเพ็ตเลิฟเวอร์เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพการใช้จ่ายสูง เพราะการพาสัตว์เลี้ยงเดินทางย่อมมีค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่ม ทั้งค่าที่พัก ค่าบริการพิเศษ และกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งวันนี้ผู้ประกอบการเองก็ให้การตอบรับดี ปัจจุบันมีสถานประกอบการ Pet-friendly กว่า 5,000 แห่งทั่วประเทศ”

    ขณะที่แม่ของจุ๊มเหม่ง เจได และใจดี แชร์มุมมองว่า การพาเด็ก ๆ ออกเที่ยวแล้วทำคอนเทนท์ถ่ายทอดให้ผู้ติดตามได้ชมนั้น โจทย์ที่ท้าทายที่สุดไม่ใช่แค่การรีวิวที่เที่ยว แต่คือการส่งต่อข้อความเรื่องความรับผิดชอบ เพื่อให้สังคมยอมรับการพาสัตว์เลี้ยงไปในที่สาธารณะมากขึ้น

    “ความท้าทายคือเราต้องการสื่อสารเรื่อง ‘เที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบ’ เพราะเจ้าของมือใหม่บางคนอาจจะยังไม่รู้กฎ ทำสถานที่สกปรก หรืออึแล้วไม่เก็บ จนบางที่เขาต้องปิดไม่รับสัตว์เลี้ยงไปเลย”

    หลักการเที่ยวฉบับแก๊งขนฟู เรื่องที่สำคัญที่สุดคือการให้ความเคารพสถานที่ ดูแลความสะอาด ไม่สร้างความเดือดร้อนให้แขกท่านอื่น

    “เราไม่ได้เที่ยวเพื่อให้เราสนุกคนเดียว แต่ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นต้องมีความสุขด้วย เจ้าของที่เขาจะได้แฮปปี้ที่จะเปิดรับเราในระยะยาว”

     อุปกรณ์ที่จะต้องมีและการเตรียมตัวสำหรับมือใหม่พาลูกเที่ยว สำหรับมือใหม่ที่อยากลองพาลูก ๆ ออกเที่ยว แป้นแนะนำให้เริ่มจากที่ที่คุ้นชินหรือสถานที่ Pet-friendly 100% ใกล้กรุงเทพฯ เพื่อลดความประหม่าทั้งของเจ้าของและสัตว์เลี้ยง

    อุปกรณ์แรกที่ต้องมีห้ามขาดเด็ดขาดก็คือ สายจูง ตามมาด้วยถุงเก็บมูล น้ำดื่ม และขนมสำหรับฝึก โดยก่อนที่จะพาเด็ก ๆ ออกไปพบปะผู้คนจะต้องผ่านการการฝึกพื้นฐานเพื่อให้สัตว์เลี้ยงควบคุมอารมณ์เมื่อเจอสิ่งเร้าภายนอกด้วย

    “สายจูงคือสิ่งที่ห้ามขาดเลยค่ะ และเราต้องมั่นใจว่าเราจะไม่โมโหหมาเวลาเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด เราต้องใจเย็นและค่อย ๆ เริ่มจากก้าวเล็ก ๆ”

    แต่ใด ๆ การพาเด็ก ๆ ออกเที่ยว แป้นแนะนำว่าไม่ควรเริ่มจากการอยากออกไปเที่ยวของพ่อและแม่ แต่ควรเริ่มจากความพร้อมของเด็ก ๆ ก่อน เพราะไม่ใช่ทุกตัวที่ชื่นชอบการเดินทาง บางตัวกลัวเสียง บางตัวเครียดเมื่ออยู่ในสถานที่ไม่คุ้นเคย บางตัวอาจจะเมารถอาเจียน และหากตัวไหนมีโรคประจำตัวนอกจากจะต้องเตรียมยาให้พร้อมแล้ว ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเพื่อความมั่นใจด้วย

    เลือกปลายทางที่พร้อมต้อนรับเพื่อนสี่ขา เตรียมอาหารให้เหมือนกับที่ให้ที่บ้าน ที่นอนก็ต้องพกไปให้ด้วย ข้อสำคัญอีกอย่างก็คือ สติของพ่อ ๆ แม่ ๆ ที่จะต้องตั้งสติให้ดีและใจดีกว่าปกติ เพราะความดื้อและงอแงจะต้องมีแน่นอน

    มาถึงเรื่องราวของสามสหายจุ๊มเหม่ง เจได และใจดี แม่ของสามแสบสร้างเรื่องราว แจกบทบาทให้กับแต่ละตัวผ่านคาแรกเตอร์ที่เหมาะสม เพื่อสอนเรื่องความรับผิดชอบอย่างแนบเนียน โดย จุ๊มเหม่ง รับบทเด็กซน ไม่รู้เรื่อง เล่นเลอะเทอะ ถือเป็นตัวแทนฝั่งที่ต้องเรียนรู้กฎ ใจดี รับบทคุณพ่อคอยซัพพอร์ตและให้กำลังใจ ส่วน เจได รับบท ตำรวจ/ไลฟ์การ์ด คอยตรวจตราและเตือนว่า “แบบนี้ไม่ควรทำนะ!”

    ททท. คาดการณ์ว่าตลาดนี้จะเติบโตอย่างน้อยปีละ 5% และจะขยายตัวไปยังกลุ่มธุรกิจระดับ High-end (ไฮเอ็น) มากขึ้น เช่น บริการ Private Jet (เที่ยวบินส่วนตัว) สำหรับสัตว์เลี้ยง หรือโรงแรมที่มีสปาสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ

    “การพาลูก ๆ ออกเที่ยวแบบไม่ให้เกิดปัญหา ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่มันคือการท่องเที่ยวให้เข้ากับกาลเทศะและสถานที่ ถ้าเรามีวินัย โลกของการท่องเที่ยวสำหรับน้องหมาก็จะกว้างขึ้นเรื่อย ๆ” รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. สรุป

     ภายใต้โครงการนี้ ททท. ร่วมกับ Japan and Friends ได้ทยอยปล่อยคอนเทนต์วิดีโอสั้นผ่านช่องทางFacebook, TikTok, Instagram และ YouTube Shorts ของ Japan and Friends ทั้งหมด 4 ตอน โดยได้รับกระแสตอบรับอย่างอบอุ่น สร้างการรับรู้รวม 1 ล้านคน-ครั้ง สะท้อนความสนใจของกลุ่มคนรักสัตว์เลี้ยงและนักเดินทางยุคใหม่ได้เป็นอย่างดี พร้อมปล่อยคลิปเบื้องหลังการถ่ายทำและโพสต์ประชาสัมพันธ์ท่องเที่ยวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และนครศรีธรรมราช เพื่อพาผู้ชมออกเดินทางเก็บเกี่ยวความประทับใจในสไตล์รักษ์โลกอย่างต่อเนื่อง

    อยากพาเด็ก ๆ ออกเที่ยวบ้าง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) รวบรวมข้อมูลที่พัก ร้านอาหาร และสถานที่ท่องเที่ยวที่อนุญาตให้สัตว์เลี้ยงเข้าพักได้ ซึ่งได้รับตราสัญลักษณ์ “Amazing Happy Paws Thailand” ซึ่งยืนยันว่าเป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง เพื่อให้เป็นศูนย์กลางข้อมูลสำหรับกลุ่มเจ้าของสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ พร้อมแนะนำเส้นทางท่องเที่ยว แผนการเดินทางที่ออกแบบมาให้เจ้าของและสัตว์เลี้ยงสามารถทำกิจกรรมร่วมกันได้ตลอดทริป รวมถึงข้อมูลและแนวทางปฏิบัติ สำหรับการพาสัตว์เลี้ยงท่องเที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบต่อสถานที่และสังคม เข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์ https://petfriendly.tourismthailand.org/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5726852/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0S47jEpwhcfUs2r8BJ_PFz

  • วิกฤตฮอร์มุซ เมื่อเส้นเลือดใหญ่หยุดชะงัก 3 เดือน กระเทือนไทยแค่ไหน?

    วิกฤตฮอร์มุซ เมื่อเส้นเลือดใหญ่หยุดชะงัก 3 เดือน กระเทือนไทยแค่ไหน?

    ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 นำไปสู่มาตรการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญของการค้าโลก หากสถานการณ์นี้ยืดเยื้อเป็นเวลา 3 เดือน (มีนาคม-พฤษภาคม 2569) จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยแค่ไหน 

    Krungthai COMPASS ประเมินถึงผลกระทบในระยะสั้นและระยะยาวที่ภาคธุรกิจและประชาชนไทยต้องเผชิญ หากช่องแคบฮอร์มุซปิดตัวลงเป็นเวลา 3 เดือน (มีนาคม – พฤษภาคม 2569) โดยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้

    ระยะ Immediate Concerns (ผลกระทบทันที: มีนาคม 2569)

    ในระยะแรกนี้ ผลกระทบจะเกิดขึ้นกับภาคการท่องเที่ยวและเริ่มส่งสัญญาณในภาคการผลิต ดังนี้

    • วิกฤตการท่องเที่ยว: คาดว่าในเดือนมีนาคมเพียงเดือนเดียว จำนวนนักท่องเที่ยวอาจลดลง 3.9 แสนคน คิดเป็นรายได้ที่หายไป 25,000 ล้านบาท โดยมีสาเหตุจากนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางที่ลดลงโดยตรง และนักท่องเที่ยวจากยุโรปและสหรัฐฯ ที่ได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการไม่สามารถใช้สนามบินฮับในตะวันออกกลางเพื่อเปลี่ยนเครื่องได้ หากสงครามยืดเยื้อครบ 3 เดือน ความเสียหายจะขยายตัวเป็นนักท่องเที่ยวหายไป 9.8 แสนคน และสูญเสียรายได้ไปกว่า 64,000 ล้านบาท 
    • สัญญาณขาดแคลนเม็ดพลาสติก: เริ่มเกิดปัญหาห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก ทำให้ไม่สามารถนำเข้าแนฟทา (Naphtha) ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตเม็ดพลาสติกได้ ส่งผลให้โรงงานปิโตรเคมีขั้นต้นบางแห่งในไทยที่พึ่งพาวัตถุดิบจากตะวันออกกลางต้องหยุดการผลิตชั่วคราว

    ระยะ Biggest Concerns (ผลกระทบรุนแรงที่สุด: เมษายน – พฤษภาคม 2569)

    ระยะนี้จะเป็นช่วงที่ผลกระทบด้านต้นทุนพลังงานและห่วงโซ่อุปทานพุ่งสูงขึ้นถึงขีดสุด

    • ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งสูง: คาดว่าราคาน้ำมันดีเซลจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยอาจแตะระดับ 41.0 บาท/ลิตร ในเดือนเมษายน และพุ่งถึง 45.3 บาท/ลิตร ในเดือนพฤษภาคม แม้จะมีการประเมินว่าภาครัฐอาจใช้เงินอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันแล้วกว่า 68,400 ล้านบาทก็ตาม
    • การหยุดผลิตในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี: คาดว่าจะมีโรงงานปิโตรเคมีขั้นต้นปิดตัวเพิ่มขึ้น จนทำให้ Ethylene และ Propylene หายไปจากระบบราว 1.2 ล้านตัน หรือ 13.8% ของกำลังการผลิตทั้งหมดในไทย
    • ผลกระทบต่อภาคการผลิตต่อเนื่อง: การขาดแคลนเม็ดพลาสติกและต้นทุนที่สูงขึ้นจะส่งผลกระทบอย่างหนักต่ออุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ (ใช้เม็ดพลาสติก 40% ของไทย) ซึ่งจะส่งผ่านต้นทุนไปยังสินค้าอุปโภคบริโภค อาหาร เครื่องดื่ม และการแพทย์ รวมถึงกระทบต่ออุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และรถยนต์ด้วย

    วิกฤตฮอร์มุซ เมื่อเส้นเลือดใหญ่หยุดชะงัก 3 เดือน กระเทือนไทยแค่ไหน?

    ระยะ Future Concerns (ผลกระทบต่อเนื่องในอนาคต: ครึ่งหลังปี 2569 เป็นต้นไป)

    แม้ช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดใช้งาน แต่ผลกระทบจะยังคงหลงเหลือและสร้างปัญหาใหม่ในช่วงปลายปี

    • ค่าไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้น: คาดว่าค่าไฟฟ้าเฉลี่ยจะพุ่งขึ้นไปแตะ 4.14 บาทต่อหน่วย ในงวดเดือนกันยายน – ธันวาคม 2569 เนื่องจากต้นทุนก๊าซธรรมชาติ (LNG) ที่สูงขึ้น ซึ่งจะกระทบหนักต่อธุรกิจโรงน้ำแข็ง คลังสินค้า และโรงแรม
    • วิกฤตปุ๋ยเคมีและภาคเกษตร: ไทยมีความเสี่ยงขาดแคลนปุ๋ยเคมีตั้งแต่เดือนกันยายน 2569 เนื่องจากสต็อกเดิมจะหมดลงในเดือนสิงหาคม โดยไทยพึ่งพาการนำเข้าแม่ปุ๋ยไนโตรเจนจากตะวันออกกลางสูงถึง 55% หากราคาปุ๋ยนำเข้าเพิ่มขึ้นทุก 1% จะส่งผลให้ผลผลิตข้าวต่อไร่ลดลงราว -0.06% เนื่องจากเกษตรกรอาจลดการใช้ปุ๋ยเพราะสู้ราคาไม่ไหว
    • โครงสร้างการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป: หากราคาน้ำมัน Jet Fuel ยังคงสูงต่อเนื่อง จะทำให้ราคาตั๋วเครื่องบินแพงขึ้น และนักท่องเที่ยวยุโรปอาจเปลี่ยนพฤติกรรมไปเที่ยวในโซนยุโรปแทนการมาเอเชีย เพื่อหลีกเลี่ยงการบินอ้อมและต้นทุนที่สูงขึ้น

    โอกาสท่ามกลางวิกฤต

    อย่างไรก็ตาม ยังมีธุรกิจบางกลุ่มที่อาจได้รับอานิสงส์ เช่น ผู้ส่งออกสินค้าเกษตร (ข้าว, ทูน่า, ไก่) จากความกังวลเรื่องความมั่นคงทางอาหาร และธุรกิจขนส่งทางเรือ ที่ได้รับประโยชน์จากค่าระวางและค่าธรรมเนียมส่วนต่างที่เพิ่มขึ้น

    การปิดช่องแคบฮอร์มุซเพียง 3 เดือน ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่เพียงราคาน้ำมันที่หน้าปั๊ม แต่เป็นคลื่นยักษ์ที่กระทบต่อโครงสร้างการผลิต ตั้งแต่ต้นทุนเม็ดพลาสติก การท่องเที่ยว ไปจนถึงผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งภาคธุรกิจไทยจำเป็นต้องเตรียมแผนรองรับความเสี่ยงด้านต้นทุนและการขาดแคลนวัตถุดิบอย่างใกล้ชิด 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/740094&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qP9MwSZ244_fC17OvYjch

  • ฤกษ์ดีปีละครั้ง “เปิดคลังสมบัติ” มาเก๊า | เดลินิวส์

    ฤกษ์ดีปีละครั้ง “เปิดคลังสมบัติ” มาเก๊า | เดลินิวส์

    พิธีเปิดคลังสมบัติถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดมาอย่างยาวนานของมาเก๊า ปกติจะนับตามปฏิทินจันทรคติจีน โดยนับจากวันแรกของเทศกาลตรุษจีนของปีนั้น ๆ เป็นวันที่ 1 แล้วนับถัดไปอีก 26 วัน

    เชื่อกันว่าในวันนั้น เจ้าแม่กวนอิมผู้เป็นพระโพธิสัตว์แห่งความเมตตาจะ “เปิดคลังสมบัติ” เพื่อประทานโชคลาภ เงินทอง และความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ผู้ศรัทธา โดยให้ผู้คน “ขอยืมเงินทิพย์” หรือ “รับพรด้านทรัพย์” ผู้ที่ไปไหว้จะเปรียบเสมือนได้รับ “ทุนชีวิต” และควรกลับมา “คืนทรัพย์” ในปีถัดไปเพื่อเสริมดวงต่อเนื่อง

    “โอกาสนี้ 1 ปี มีเพียง 1 ครั้ง ทำให้ความพิเศษของพิธีเปิดคลังที่มาเก๊า คือเมื่อจิตศรัทธาหลายพันคนมารวมอยู่ในช่วงเวลาและสถานที่เดียวกัน พลังของความตั้งใจนั้นก็ยิ่งชัดเจนและหนักแน่นขึ้น เสมือนเป็นการส่งพลังให้กันและกัน ในอีกมุมหนึ่งพิธีนี้ยังถือเป็นฤกษ์เริ่มต้นความมั่งคั่ง จากการสักการะด้วยกระดาษเงินกระดาษทอง เปรียบเสมือนนำทรัพย์มาฝากไว้กับองค์เจ้าแม่กวนอิม เพื่อขอพรให้สิ่งที่ตั้งใจไว้เติบโตและงอกงามยิ่ง ๆ ขึ้นไป”

    ในส่วนชุดไหว้ทางวัดฮ่องกงและวัดฝั่งมาเก๊าอาจจะมีแตกต่างกันนิดหน่อย แต่ขั้นตอนพิธีจะคล้ายคลึงกัน คือจะมีการจุดธูป เขียนขอพรหรือกล่าวขอพรโดยการบอกชื่อ-นามสกุล ที่อยู่ และจำนวนเงินที่ต้องการยืม เมื่อประสบความสำเร็จตามต้องการแล้ว ควรกลับมาไหว้ขอบคุณและคืนเงิน ซึ่งก็คือการทำบุญเพื่อต่อบุญภายในช่วงปลายปีตามปฏิทินจีน

    เพื่อเพิ่มความหมายให้การเดินทางครั้งนี้ การท่องเที่ยวมาเก๊าประจำประเทศไทย (MGTO) ได้จัดเตรียม “แผ่นมงคลเปิดคลัง” ที่จัดทำขึ้นเป็นพิเศษและผ่านพิธีปลุกเสกจากวัดเจ้าแม่กวนอิม มาเก๊า โดยความน่าสนใจอยู่ที่ตัวเลขบนแผ่นมงคลที่มอบแบบสุ่มให้แก่แต่ละบุคคล อาทิ 10 ล้านเหรียญมาเก๊า ไปจนถึงยอดทรัพย์ที่ไม่มีสิ้นสุด ซึ่งตัวเลขเหล่านี้เปรียบเสมือนยอดทรัพย์ประทานพรจากคลังสมบัติ และ “เงินขวัญถุง” ทางจิตใจ ที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการตั้งเป้าหมายด้านการงาน การเงิน และการลงทุน ให้เติบโตและงอกงามตลอดทั้งปี

    นางสาวอุรชา จักรธรานนท์ ผู้จัดการทั่วไป การท่องเที่ยวมาเก๊าประจำประเทศไทย กล่าวว่า เทศกาลสำคัญอย่างพิธีเปิดคลังสมบัตินี้ สะท้อนเอกลักษณ์ของมาเก๊าในฐานะเมืองที่ผสานมรดกทางวัฒนธรรมเข้ากับการท่องเที่ยวร่วมสมัยได้อย่างลงตัว

    “มาเก๊ามุ่งผลักดันแนวคิด Tourism+ อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางที่หลากหลาย ทั้งด้านวัฒนธรรม ไลฟ์สไตล์ ความบันเทิง และการเดินทางเพื่อธุรกิจ เราเชื่อว่าประสบการณ์ที่มีความหมายเช่นนี้ เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากยังคงเลือกกลับมาเยือนมาเก๊าอีกครั้ง”

    พิธีเปิดคลังสมบัติเจ้าแม่กวนอิม มาเก๊า ในปีนี้จึงไม่เพียงตอกย้ำความสำคัญของเทศกาลประจำปี หากยังตอกย้ำทิศทางของมาเก๊าในฐานะจุดหมายปลายทางที่เชื่อมโยงวัฒนธรรม ความเชื่อ และประสบการณ์การเดินทางสำหรับทุกเพศทุกวัยไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5726358/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gHLspA9DuQu12HdHbJ2u7

  • “นิวซีแลนด์” ประเทศที่สวยทุกกิโลเมตร เที่ยวได้ทุกฤดูกาล อากาศสะอาดติดอันดับโลก

    “นิวซีแลนด์” ประเทศที่สวยทุกกิโลเมตร เที่ยวได้ทุกฤดูกาล อากาศสะอาดติดอันดับโลก

    ใครที่รู้สึกว่าโลกใบนี้เริ่มซ้ำเดิม มีแต่เมืองใหญ่ที่คล้ายกันไปหมด ธรรมชาติก็เหมือนถูกจัดฉากเพื่อการท่องเที่ยว บางที “นิวซีแลนด์” อาจเป็นคำตอบที่ตามหามานาน ประเทศเล็กๆกลางมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ ที่มีประชากรแกะมากกว่าคน ไม่ใช่แค่จุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวสำหรับสายรักธรรมชาติ แต่มันคือโลกอีกใบที่ปลุกให้เราตื่นขึ้นมาโอบกอดธรรมชาติและสูดอากาศบริสุทธิ์ได้ทุกวัน

    “นิวซีแลนด์” เป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในโลกที่มีภูเขา, ทะเล, ป่าไม้ และทะเลสาบ อยู่ร่วมกันอย่างสมดุล ที่สำคัญมีอากาศสะอาดติดอันดับโลก ประชากรน้อยแต่พื้นที่กว้างใหญ่กว่า 268,000 ตารางกิโลเมตร ขนาดใหญ่กว่าสหราชอาณาจักรเล็กน้อย และใกล้เคียงญี่ปุ่น ทั้งประเทศมีคนอาศัยแค่ 5 ล้านคน เป็นชาวเมารี 850,000 คน ปัจจุบันมีประชากรแกะ 25 ล้านตัว จากที่เคยพีกสุด 70 ล้านตัว ในทศวรรษ 1980

    ในขณะที่ “เกาะใต้” มีลักษณะเป็นเทือกเขาสูง “เกาะ เหนือ” กลับมีภูมิประเทศที่หลากหลายกว่า มีครบทั้งภูเขา, ทะเล, ป่าไม้ และทะเลสาบ

    ถามว่าทำไมใครๆตกหลุมรัก “นิวซีแลนด์” ตั้งแต่แรกพบ ก็เพราะแดนกีวีเต็มไปด้วยธรรมชาติไม่ต้องปรุงแต่ง มีเสน่ห์อยู่ที่ความสวยแบบดิบแต่สมบูรณ์ของธรรมชาติ, ทะเลสีฟ้าไม่ใส่ฟิลเตอร์, ภูเขาเขียวขจี และท้องฟ้าเต็มไปด้วยดาว เป็นการเดินทางที่สวยทุกกิโลเมตรจริงๆ แค่ขับรถไม่กี่ชั่วโมงก็เปลี่ยนฉากจากชายหาด เป็นถนนเลียบภูเขา, ทะเลสาบสะท้อนเงาขุนเขา หรือทุ่งหญ้าแฟนตาซี

    ตามคำเชิญของ “การท่องเที่ยวประเทศนิวซีแลนด์” ภายใต้แคมเปญ “100% Pure New Zealand” คณะสื่อไทยเดินทางไปเยือนเกาะเหนือของนิวซีแลนด์ด้วยสายการบิน “แอร์นิวซีแลนด์” โดยแวะต่อเครื่องที่สิงคโปร์ ใช้เวลาประมาณ 11-13 ชั่วโมง รวมแวะพัก ก็ถึงจุดหมายปลายทางแรกคือ “โอ๊คแลนด์” ศูนย์กลางเศรษฐกิจของนิวซีแลนด์ มีประชากรมากที่สุดและมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม เมืองนี้ได้ฉายา “City of Sails” เมืองแห่งการแล่นเรือใบ เนื่องจากมีท่าเรือและเรือยอชต์จำนวนมาก

    “โอ๊คแลนด์” ตั้งอยู่ระหว่างอ่าวไวเตมาตา และอ่าวมานูเกา ถือเป็นเมืองน่าอยู่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ผสมผสานเมืองใหญ่เข้ากับธรรมชาติได้ลงตัว หลังเช็กอินโรงแรมเรียบร้อย คณะเราก็ไปสำรวจเมืองกัน ปักหมุดจุดแรกกันที่ “Sky Tower” หอคอยสูง 328 เมตร จุดชมวิวที่เป็นสัญลักษณ์ของเมือง จากนั้นไปเดินเล่นชิลๆแถวย่านท่าเรือ “Viaduct Harbour” ซึ่งเต็มไปด้วยคาเฟ่เก๋ๆ และผู้คนที่ใช้ชีวิตแบบไม่เร่งรีบ รุ่งขึ้นมีนัดไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ “All Blacks Experience” เปิดประสบการณ์แบบ “Immersive Experience” พาทุกคนเข้าไปอยู่ในโลกของทีมรักบี้ระดับตำนานของนิวซีแลนด์ “All Blacks” ปลุกความฮึกเหิมเหมือนได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมจริงๆ ไฮไลต์สุดคือ “ห้อง Haka” จำลองบรรยากาศของการแสดง “Haka” เพื่อปลุกพลังนักรบและข่มขวัญศัตรูตามวัฒนธรรมเมารี ก่อนการแข่งขัน “All Blacks” จะแสดงภาษาแห่งจิตวิญญาณนี้ต่อหน้าคู่แข่ง เป็นการรวมพลังของทีม, แสดงความเคารพรากเหง้า และประกาศว่าเราพร้อมแล้ว “Haka” เป็นการผสมกันของการตะโกนเป็นจังหวะ, กระแทกเท้า, ตีอก และแสดงสีหน้า เช่น แลบลิ้น และเบิกตาโต ขยับเข้าไปยังมีโซนอินเตอร์แอกทีฟที่เปิดให้ทดลองเตะลูกรักบี้, ทดสอบรีแอกชันสปีด และวัดพลังการเคลื่อนไหว

    ช่วงสายๆคณะเราขึ้นเรือเฟอร์รีข้ามไปเที่ยว “เกาะไวเฮเก” (Waiheke Island) นอกจากจะมีไร่องุ่นชื่อดังหลายแห่ง ที่โด่งดังเรื่องการผลิตไวน์ “Sauvignon Blanc” และ “Syrah” บนเกาะนี้ยังมีแกลเลอรีน่ารักๆ, คาเฟ่ดีไซน์เก๋ และงานแฮนด์เมดจากศิลปินท้องถิ่น จะเช่าจักรยาน หรือสกูตเตอร์ ขี่ไปตามถนนเล็กๆแวะไร่องุ่น, คาเฟ่ และชายหาด ก็ได้ฟีลการพักผ่อนแบบชาวกีวี ทั้งหมดนี้อยู่ห่างจากเมืองแค่ 40 นาที

    เช้าตรู่ของอีกวัน “คุณอลัน ดาห์ยา” เจ้าของบริษัททัวร์และบริการรถเช่าพร้อมคนขับ “Ready2Roll” นำรถตู้เบนซ์มารับคณะเรา เพื่อออกเดินทาง 3 ชั่วโมงไปยัง “ไวโตโม” (Waitomo) เขตเมืองท่องเที่ยวที่โด่งดังเรื่องถ้ำหินปูน มีไฮไลต์อยู่ที่ “ถ้ำหนอนเรืองแสง” (Waitomo Glowworm Caves) อายุเก่าแก่กว่า 30 ล้านปี เป็นที่อยู่อาศัยของหนอนเรืองแสงนับล้านตัวที่เปล่งแสงสีฟ้าอมเขียวสว่างไสวเหมือนดวงดาวในความมืดมิด พวกเราล่องเรือชมหนอนเรืองแสงไปตามลำธารภายในถ้ำใต้ดิน เพื่อชมแสงระยิบระยับบนเพดานถ้ำ ท่ามกลางทัศนียภาพสวยงามแปลกตาของหินงอกหินย้อย ถือเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของแดนกีวี

    ตื่นตาตื่นใจสุดๆกับโลเกชันถ่ายภาพยนตร์ดัง “Hobbiton Movie Set” เป็นโลกแฟนตาซีที่มีอยู่จริง สร้างขึ้นเพื่อถ่ายทำภาพยนตร์ระดับโลก “The Lord of the Rings” และ “The Hobbit” ประกอบด้วยบ้านฮอบบิตกว่า 40 หลัง กระจัดกระจายอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้าสีเขียว, เนินเขาโค้งนุ่ม และท้องฟ้ากว้าง หลังถ่ายทำเสร็จไม่มีการรื้อ แต่ยังดูแลให้เหมือนมีชาวฮอบบิตอาศัยอยู่จริง  ผู้กำกับ “ปีเตอร์ แจ็กสัน” เลือกโลเกชันนี้เองและปรับพื้นที่จริงให้เหมือนจินตนาการ โดยตัดสินใจสร้างถาวร เพราะมันดีเกินกว่าจะปล่อยให้หายวับไป

    ลุยต่อกันที่เมืองแห่งพลังใต้พิภพ “โรโตรัว” (Rotorua) มีของดีซ่อนอยู่เยอะ ตั้งแต่ “หุบเขาภูเขาไฟไวมังกู” (Waimangu Volcanic Valley) พื้นที่ภูเขาไฟอายุน้อยที่สุดในโลก เกิดจากการระเบิดครั้งใหญ่ของภูเขาทาราเวรา เมื่อปี 1886 ทำให้ภูมิประเทศทั้งหมดเปลี่ยนใหม่ กลายเป็นแหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพที่หลากหลายและสมบูรณ์ที่สุด เสมือนห้องทดลองธรรมชาติขนาดใหญ่อันน่าทึ่ง ไม่ได้มีแค่บ่อน้ำร้อนธรรมดาๆ แต่มีครบทั้งน้ำพุร้อน, บ่อโคลนเดือด, ไอน้ำพุ่งจากพื้นดิน, แอ่งน้ำสีสันแปลกตาจากแร่ธาตุหายาก ถือเป็นเส้นทางเดินป่าที่สวยงามและเต็มไปด้วยพืชหายาก ซึ่งถักทอผ่านระบบนิเวศความร้อนใต้พิภพตามธรรมชาติ เส้นทางนี้ยังพาสำรวจโลกแห่งพลังงานความร้อนใต้พิภพจากมุมมองในน้ำผ่าน “การล่องเรือในทะเลสาบโรโตมาฮานา” (Lake Rotomahana) ชมระบบนิเวศธรรมชาติที่ฟื้นตัวเองกลับมาใหม่ หลังการระเบิดครั้งใหญ่ของภูเขาทาราเวราจนพื้นที่นี้ถูกทำลายไปเกือบหมด ปิดท้ายวันไปแช่บ่อน้ำแร่ธรรมชาติที่ “Wai Ariki Hot Springs & Spa” สปาน้ำพุร้อนระดับพรีเมียมที่ใช้แหล่งน้ำแร่ร้อนจากใต้ดิน โดยผสานศาสตร์การบำบัดของเมารี ทั่วเมืองยังมีบ่อน้ำแร่ธรรมชาติให้เลือกฟินหลากสไตล์

    เที่ยวนิวซีแลนด์ให้ครบทุกมิติ ต้องไปสัมผัส “วัฒนธรรมของชาวเมารี” เป็นชนพื้นเมืองกลุ่มแรกที่ตั้งถิ่นฐานในนิวซีแลนด์ก่อนที่ชาวยุโรปจะเข้ามาหลายร้อยปี ปัจจุบันกลายเป็นรากฐานทางวัฒนธรรมของนิวซีแลนด์ พวกเขามาถึงแดนกีวีราว 700-1,000 ปีก่อน และตั้งชื่อว่า “Aotearoa” ดินแดนเมฆสีขาวยาว

    เพื่อให้เข้าถึงจิตวิญญาณของเมารี คณะเราไปเยี่ยมชม “หมู่บ้านเตปาตู” (Te Pā Tū) หนึ่งในต้นแบบการอนุรักษ์วัฒนธรรมเก่าแก่ชาวเมารี เจ้าบ้านต้อนรับแขกผู้มาเยือนด้วยวัฒนธรรม “Haka” พร้อมเชิญชวนให้ลองการละเล่นสไตล์เมารี และชิมอาหารฝังใต้ดิน “Hangi” ที่ใช้หินร้อนปรุงแบบโบราณแท้ๆ อีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญคือ “Te Puia” ศูนย์วัฒนธรรมและอุทยานความร้อนใต้พิภพ ถือเป็นจุดนัดพบของธรรมชาติใต้พิภพ, วัฒนธรรมเมารี และงานหัตถศิลป์ดั้งเดิม ไฮไลต์อยู่ที่น้ำพุร้อนทรงพลังที่สุดของนิวซีแลนด์ ที่พุ่งได้สูงถึง 30 เมตร, บ่อโคลนเดือดปุดๆ และได้ดู “นกกีวี” ตัวจริง รวมถึงชมศูนย์ฝึกงานหัตถศิลป์เมารี

    สายรักธรรมชาติจะต้องฟินกับกิจกรรม “Redwoods Treewalk” การเดินเหนือผืนป่าท่ามกลางต้นไม้ยักษ์ เสมือนลอยตัวอยู่กลางผืนป่า น่าทึ่งในนวัตกรรมที่เขาสร้างเป็นทางเดินแขวนเชื่อมต้นไม้ขนาดยักษ์ 20-30 ต้นเข้าด้วยกัน ทางเดินสูงจากพื้น 10-20 เมตร เป็นการเปิดมุมมองใหม่ที่ว้าวจริงๆ

    ปิดท้ายทริปสุดประทับใจที่ “เมืองเตาโป” (Taupo) เมืองตากอากาศกลางเกาะเหนือ ที่มีครบทั้งธรรมชาติ, วัฒนธรรม และกิจกรรมผจญภัย ก่อนดินเนอร์คณะเราไปเดินชม “ทะเลสาบเตาโป” (Lake Taupo) ทะเลสาบขนาดยักษ์ที่เกิดจากปล่องภูเขาไฟในอดีต น้ำใสนิ่งท่ามกลางวิวภูเขาและท้องฟ้ากว้าง รุ่งขึ้นได้ไปสัมผัสความยิ่งใหญ่ของ “น้ำตกฮูกา” (Huka Falls) ชมสายน้ำจากแม่น้ำไวกาโตไหลแรงพุ่งผ่านช่องแคบด้วยพลังมหาศาล ก่อนตกจากหน้าผาสูง 11 เมตร สะท้อนแดดระยิบระยับ สายแอดเวนเจอร์ต้องลอง “Rapids Jet” ประสบการณ์นั่งเรือเร็วสุดเร้าใจ ทั้งสนุกทั้งได้สัมผัสความงามของแก่งน้ำเชี่ยวและหุบเขาแคบๆตลอดเส้นทางธรรมชาติของแม่น้ำไวกาโต ขึ้นฝั่งแล้วอย่าลืมจิบเบียร์ท้องถิ่น “Lakeman Brewing” พร้อมแวะซื้อของฝากขึ้นชื่อ “Manuka honey” มีให้เลือกครบที่ “Huka Honey Hive” ศูนย์รวมผลิตภัณฑ์น้ำผึ้งคุณภาพจากทั่วนิวซีแลนด์ และชมศิลปะการเป่าแก้วที่ “Lava Glass Cafe”

    สีสันของภูมิประเทศอันหลากหลาย, ทัศนียภาพงดงามจนแทบหยุดหายใจ, มรดกวัฒนธรรมเปี่ยมเอกลักษณ์ของชาวเมารี, การผจญภัยใหม่ๆที่รอการค้นพบ บวกกับอาหารและไวน์ชั้นเลิศ บอกเลยว่าเที่ยวได้ครบทุกฤดูกาล “นิวซีแลนด์” พร้อมแล้วที่จะเผยเสน่ห์ให้โลกได้เห็นถึงความมีชีวิตชีวาและพลังยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ.

    ทีมข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

    อ่าน “คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” ทั้งหมดที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2923181&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3s9J-JbXn_mM9j-EqnjXOi