Category: ท่องเที่ยว

  • รวม 3 ร้านเด็ด ร้านอร่อยร้านบุฟเฟ่ต์ สมุทรปราการ 2026

    รวม 3 ร้านเด็ด ร้านอร่อยร้านบุฟเฟ่ต์ สมุทรปราการ 2026

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/5ZD0v70Rl1QZ&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qUn7G444orUfZVAkcbETM

  • ททท. ฝ่าวิกฤตราคาน้ำมันพุ่ง ดันเทรนด์เที่ยวใกล้ ชู มาริโอ้ แอนโทเนีย ชวนเที่ยวไทย

    ททท. ฝ่าวิกฤตราคาน้ำมันพุ่ง ดันเทรนด์เที่ยวใกล้ ชู มาริโอ้ แอนโทเนีย ชวนเที่ยวไทย

    ททท. ฝ่าวิกฤตราคาน้ำมันพุ่ง ดันเทรนด์เที่ยวใกล้ ชู มาริโอ้ แอนโทเนีย ชวนเที่ยวไทย

    ททท. ฝ่าวิกฤตราคาน้ำมันพุ่ง ดันเทรนด์เที่ยวใกล้ ชู มาริโอ้ แอนโทเนีย ชวนเที่ยวไทย

    วันนี้(วันที่ 30 มีนาคม 2569) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พลิกเกมรับมือวิกฤตพลังงานโลก เดินหน้าปรับยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย เปิดตัวแคมเปญ “ฮีลใจทุกที่ ฟีลดีทุกทริป” ภายใต้แนวคิด “MOOD” ปรับรูปแบบการเดินทางเน้น “เที่ยวใกล้-ใช้พลังงานต่ำ” 

    พร้อมชูกลยุทธ์ “Celebrity Marketing” สร้างแรงดึงดูดผ่านอินฟลูเอนเซอร์ เชื่อมประสบการณ์จากโลกออนไลน์สู่กิจกรรมส่งเสริมการขายในพื้นที่จริง วางฐานสู่การท่องเที่ยวยั่งยืน กระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกำลังเผชิญแรงกดดันจากความผันผวนของราคาพลังงานโลก โดยเฉพาะผลกระทบจากความตึงเครียดจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์

    ส่งผลให้ต้นทุนการเดินทางทั้งทางอากาศและภาคขนส่งปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเริ่มส่งผลต่อพฤติกรรมการเดินทาง

    โดยมีแนวโน้มลดการเดินทางระยะไกลและควบคุมค่าใช้จ่ายมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ ททท.จึงได้เปิดตัวแคมเปญ “ฮีลใจทุกที่ ฟีลดีทุกทริป” ภายใต้โครงการ “Smile Thailand” เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ผ่านการส่งเสริมการท่องเที่ยวระยะใกล้ เดินทางง่าย 

    ททท. ฝ่าวิกฤตราคาน้ำมันพุ่ง ดันเทรนด์เที่ยวใกล้ ชู มาริโอ้ แอนโทเนีย ชวนเที่ยวไทย

    วิกฤตพลังงานในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงความท้าทาย แต่เป็นโอกาสในการปรับโครงสร้างการท่องเที่ยวไทย ให้สอดคล้องกับโลกยุคใหม่ที่เน้นความยั่งยืน ประหยัดพลังงาน และคุณค่าของประสบการณ์

    นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. กล่าวว่า โจทย์สำคัญไม่ใช่แค่ทำให้คนเดินทาง แต่ต้องทำให้ ‘เดินทางอย่างมีคุณภาพ’ จากเดิมที่เน้นเที่ยวไกลและเร็ว สู่การเที่ยวใกล้ ใช้พลังงานต่ำ และสร้างคุณค่าให้เศรษฐกิจในพื้นที่ 

    นิธี สีแพร

    แคมเปญ “ฮีลใจทุกที่ ฟีลดีทุกทริป” มุ่งออกแบบประสบการณ์ท่องเที่ยวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยใช้กลยุทธ์ “Celebrity Marketing” นำโดย มาริโอ้ เมาเรอร์, แอนโทเนีย โพซิ้ว, โอปอล สุชาตา มาร่วมสร้างกระแสการรับรู้ในวงกว้าง 

    พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้ร่วมแชร์ความรู้สึกหรือส่งภาพรอยยิ้มต่าง ๆ เข้ามา เพื่อลุ้นรับรางวัลมากมาย โดยแคมเปญดังกล่าวขับเคลื่อนผ่านแนวคิด “MOOD”  ได้แก่

    • Mass Transportation ส่งเสริมการเดินทางร่วมกัน เพื่อลดการใช้พลังงาน เช่น รถไฟ รถบัส และ EV Shuttle 
    • Outbound to Domestic กระตุ้นให้คนไทยเที่ยวในประเทศแทนการเดินทางต่างประเทศ
    • Outdoor Activities เน้นกิจกรรมธรรมชาติที่ใช้พลังงานต่ำ เช่น Hiking, Cycling
    • Deep Seeking สนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงลึกแบบ Slow Tourism และชุมชน รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวใกล้บ้านที่ไม่ควรมองข้าม

    นอกจากกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวไทยแล้ว แคมเปญยังมุ่งเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติระยะใกล้ให้เดินทางเข้ามาประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวเป้าหมายจากมาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ที่นิยมเดินทางข้ามแดนมาท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยในปีที่ผ่านมา

    ททท. ฝ่าวิกฤตราคาน้ำมันพุ่ง ดันเทรนด์เที่ยวใกล้ ชู มาริโอ้ แอนโทเนีย ชวนเที่ยวไทย

    ททท.จึงมุ่งเน้นการเชื่อมโยงประสบการณ์จากออนไลน์สู่การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย เพื่อกระตุ้นตลาดอย่างต่อเนื่อง อาทิ กิจกรรม Smile@South Super Deal ร่วมกับ Agoda มอบส่วนลดที่พัก 15% สำหรับนักท่องเที่ยวจากมาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ครอบคลุม 9 จังหวัดภาคใต้ เพื่อกระตุ้นการเดินทางระยะใกล้ (Short-haul Market)

    กิจกรรม Amazing Thailand Passport Privileges@Hat Yai ที่มุ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติผ่านสิทธิพิเศษและของที่ระลึกจากชุมชน สร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจท้องถิ่น

    ททท. ฝ่าวิกฤตราคาน้ำมันพุ่ง ดันเทรนด์เที่ยวใกล้ ชู มาริโอ้ แอนโทเนีย ชวนเที่ยวไทย

    แคมเปญ “ฮีลใจทุกที่ ฟีลดีทุกทริป” ไม่เพียงมุ่งกระตุ้นการเดินทางในระยะสั้น แต่ยังสะท้อนทิศทางใหม่ของการท่องเที่ยวไทยที่เน้นความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต พร้อมสะท้อนการปรับตัวของการท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน แม้ในสภาวะที่โลกต้องเผชิญกับวิกฤตพลังงานในปัจจุบัน 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/655326&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2C9aEMfV7Gp2dfVb7R9w2o

  • ททท.ยกระดับการท่องเที่ยวเชิงอาหาร ตามรอยร้าน มิชลิน ไกด์ ดันรายได้พุ่ง 20 %

    ททท.ยกระดับการท่องเที่ยวเชิงอาหาร ตามรอยร้าน มิชลิน ไกด์ ดันรายได้พุ่ง 20 %

    วันนี้ (วันที่ 30 มีนาคม 2569) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดกิจกรรมเสวนา “เสน่ห์รสชาติอาหารไทยกับการยกระดับการท่องเที่ยวผ่านมิชลิน ไกด์”  ชูศักยภาพของวัฒนธรรมอาหารในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    พร้อมตอกย้ำความสำเร็จของโครงการที่ดำเนินการต่อเนื่องกับ “มิชลิน ไกด์” เป็นปีที่ 9 พร้อมเผยกลยุทธ์การใช้ Soft Power ด้านอาหารในการดึงดูดนักท่องเที่ยวและกระตุ้นการใช้จ่ายท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ

    นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท. ได้เป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ กับ ‘มิชลิน ไกด์’ มานานกว่า 9 ปี จากคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับประเทศไทย ปีแรกที่มีร้านอาหารได้รับการคัดเลือกเพียง 100 กว่าแห่ง ปัจจุบันมีร้านที่ได้รับเลือกเพิ่มขึ้นเกือบ 500 แห่ง และ

    ที่สำคัญมีร้านอาหารในไทยที่คว้า 3 ดาวมิชลินได้ถึง 2 ร้าน สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมและศักยภาพของบุคลากรในวงการอาหารไทย ทั้งเชฟชาวไทยและชาวต่างชาติที่เข้ามาเปิดร้านในประเทศ

    อาหารไทย เป็นแม่เหล็กสำคัญดึงดูดนักท่องเที่ยว จากการสำรวจพบข้อมูลที่น่าสนใจว่า นักท่องเที่ยว 70 % ให้ความสำคัญกับการค้นหาร้านอาหารในมิชลิน ไกด์ เพื่อใช้เป็นองค์ประกอบหลักในการตัดสินใจเดินทางมายังประเทศไทย เนื่องจากนักท่องเที่ยวยุคใหม่เน้นการแสวงหาประสบการณ์ (Experience) และเรื่องราว (Storytelling) ทั้งในแง่ของวัตถุดิบและไลฟ์สไตล์ของร้านอาหาร

    นิธี สีแพร

    ในด้านเศรษฐกิจ ค่าใช้จ่ายด้านอาหารและเครื่องดื่มถือเป็น 1 ใน 5 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดของนักท่องเที่ยว โดยร้านอาหารที่ได้รับสัญลักษณ์มิชลินไม่เพียงแต่ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดี แต่ยังช่วย กระตุ้นยอดการใช้จ่ายต่อหัวเพิ่มขึ้นประมาณ 15-20 %  อย่างเห็นได้ชัด

    การท่องเที่ยว ที่มีส่วนช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ โดย 74% ของนักเดินทางใช้การมีร้านอาหารใน ‘มิชลิน ไกด์’ เป็นปัจจัยในการเลือกจุดหมายปลายทาง และ 76% มีแนวโน้มขยายระยะเวลาการพำนักเพื่อสัมผัสประสบการณ์ด้านอาหาร

    ด้านเศรษฐกิจ ที่ร้านอาหารที่ได้รับดาวมิชลินมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 32% หลังได้รับดาวแรก ขณะที่ 60% มีการจ้างงานเพิ่ม และ 58% มีการลงทุนปรับปรุงร้าน และ ด้านวงการอาหาร ที่มีบทบาทในการยกระดับมาตรฐานและเสริมสร้างภาพลักษณ์ของอาหารสู่ระดับสากล

    นายนิธี ยังกล่าวต่อว่า ภายใต้บริบทของสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอนและการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวที่ทวีความเข้มข้น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยมุ่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพ ภายใต้แนวคิด “Thailand Heals What the World Hurts” ซึ่งให้ความสำคัญกับการส่งมอบประสบการณ์ที่สร้างคุณค่าและช่วยฟื้นฟูทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และอารมณ์

    ททท.ยกระดับการท่องเที่ยวเชิงอาหาร ตามรอยร้าน มิชลิน ไกด์ ดันรายได้พุ่ง 20 %

    โดย “วัฒนธรรมอาหารไทย” ถือเป็นหนึ่งในจุดแข็งสำคัญที่สะท้อนอัตลักษณ์ ความพิถีพิถัน และภูมิปัญญาท้องถิ่น และสามารถต่อยอดเป็นกลไกสำคัญในการสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ

    ททท. ดำเนินการจัดจ้างในฐานะที่ปรึกษาดำเนินการศึกษา พบว่า รายได้ส่วนเพิ่มของการใช้จ่ายด้านอาหารในร้านอาหารที่ได้รับการแนะนำโดยคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทย

    ปี 2568 รวมเป็นเงิน 822.85 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45 % จากปี 2567 (586.57 ล้านบาท) มูลค่าส่วนเพิ่มของการใช้จ่ายด้านอาหารจากการดำเนินโครงการ The MICHELIN Guide Thailand รวม 8 ปี (พ.ศ. 2561-2568) รวมทั้งสิ้น 3,182.4 ล้านบาท และเมื่อเปรียบเทียบกับงบประมาณสนับสนุนโครงการรวม 8 ปี มีความคุ้มค่าถึง 14.7 เท่า

    มิชลิน ไกด์

    ในปี 2569 ททท. มุ่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพ แม้ต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งภายในและภายนอกประเทศ ผ่านนโยบาย “ก้าวใหม่ท่องเที่ยวไทย” (Thailand Tourism Next) ที่เน้นการยกระดับสู่ความยั่งยืนตามแนวคิดการเน้น “คุณค่า” มากกว่า “ปริมาณ” (Value over Volume)

    โดยวัฒนธรรมอาหารถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง ขณะเดียวกัน ‘มิชลิน ไกด์’ ยังคงเป็นพันธมิตรที่สนับสนุนนโยบายของ ททท. โดยช่วยตอกย้ำความเป็นเลิศและมาตรฐานสากลของวงการอาหารในประเทศไทยบนเวทีโลก

    ททท.ยกระดับการท่องเที่ยวเชิงอาหาร ตามรอยร้าน มิชลิน ไกด์ ดันรายได้พุ่ง 20 %

    ขณะที่ เชฟ “แทน” ภากร โกสิยพงษ์ จาก ‘โกท’ ร้านอาหารรางวัล ‘หนึ่งดาวมิชลิน’ และ ‘ดาวมิชลิน รักษ์โลก’ กล่าวว่าทางร้านยึดมั่นในการใช้ วัตถุดิบไทย 100% (Local Ingredients) ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา ก็ต้องเผชิญกับอุปสรรคสำคัญ 2 ประการ คือ ความสม่ำเสมอของรสชาติ (Consistency) และ ระบบโลจิสติกส์ เนื่องจากคุณภาพของผลผลิตทางการเกษตรมักขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศที่ไม่แน่นอน

    เชฟ “แทน” ภากร โกสิยพงษ์

    เชฟแทนระบุว่า เขาเปลี่ยนวิธีคิดจากการขอให้เกษตรกรควบคุมธรรมชาติ มาเป็นการ “ปรับตัวที่ตัวเราเอง” ในฐานะร้านอาหาร หากวัตถุดิบที่ได้มามีรสชาติเปลี่ยนไปจากเดิม ทีมงานจะใช้ความสามารถในการปรับเทคนิคการปรุงหรือใช้วิธีการถนอมอาหารเข้ามาช่วย

    เช่น การนำ “ตะลิงปลิง” ที่เน่าเสียง่ายมาผ่านกระบวนการ R&D ด้วยการหมักดองเพื่อยืดอายุการเก็บรักษาและรักษารสชาติอันเป็นเอกลักษณ์เอาไว้

    อานิสงส์จากมิชลิน ไกด์ สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน เชฟแทนยอมรับว่าการได้รับดาวมิชลินมีผลกระทบเชิงบวกอย่างมาก ทำให้มีงบประมาณเพิ่มขึ้นในการพัฒนาส่วนอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากอาหาร โดยเฉพาะเรื่อง ความยั่งยืน (Sustainability)

    เช่น การจัดการขยะ ทางร้านได้ลงทุนซื้อเครื่องย่อยขยะเพื่อทำปุ๋ย ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมการพัฒนาบุคลากร โดยพาทีมงานไปลงพื้นที่จริงเพื่อพบปะเกษตรกร ทำความเข้าใจอุปสรรคในการปลูกหรือเลี้ยงสัตว์ เพื่อให้คนในทีมมีความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับวัตถุดิบ

    ททท.ยกระดับการท่องเที่ยวเชิงอาหาร ตามรอยร้าน มิชลิน ไกด์ ดันรายได้พุ่ง 20 %

    สำหรับอนาคตของอาหารไทย เชฟแทน ต้องการให้คนไทยและนักท่องเที่ยวเข้าใจถึง ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ของประเทศไทยที่มีมากกว่าเพียงแค่ทะเลหรือเกาะ เขาตั้งเป้าที่จะถ่ายทอดเรื่องราวของวัตถุดิบที่เชื่อมโยงกับพื้นที่และวัฒนธรรม เช่น เนื้อวากิวจากสุรินทร์

    หรือพืชท้องถิ่นที่เริ่มเลือนหายไปอย่าง “หมาน้อย” ของภาคอีสาน เมืองไทยมีความหลากหลากทั้งพืชพันธุ์และวัฒนธรรมทางเชื้อชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่สนุกมาก การรวบรวมข้อมูลและการสร้างความเข้าใจในวัตถุดิบเหล่านี้ จะเป็นส่วนสำคัญในการอนุรักษ์มรดกทางอาหารของไทยให้คงอยู่อย่างยั่งยืน

    ด้านเชฟ “โก๋” ไพศาล ชีวินศิริวัฒน์ จาก ‘แก่น’ (Kaen) จังหวัดขอนแก่น ได้มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์การเปลี่ยนผ่านจากการทำงานในโรงแรมและร้านอาหารระดับนานาชาติ สู่การกลับมาพัฒนาบ้านเกิดภายใต้แนวคิด “Home Coming” เพื่อสร้างหมุดหมายใหม่ทางการท่องเที่ยวเชิงอาหารให้กับภาคอีสาน

    เชฟ “โก๋” ไพศาล ชีวินศิริวัฒน์

    จุดเปลี่ยนจาก “หรูหรานำเข้า” สู่ “เสน่ห์ท้องถิ่น” เชฟโก๋เล่าว่า ในอดีตเขามักเสิร์ฟวัตถุดิบระดับโลก เช่น คาเวียร์จากอิหร่าน ล็อบสเตอร์จากเมน หรือหอยนางรมจากฝรั่งเศส แต่กลับพบความจริงจากลูกค้ากลุ่มคุณภาพว่า พวกเขาต้องการสัมผัส “รสชาติท้องถิ่น (Local)”

    สิ่งนี้ทำให้เชฟโก๋หันมาใช้ “ไข่มดแดง” ที่ดีที่สุดแทนคาเวียร์ หรือใช้ “กุ้งแม่น้ำกาฬสินธุ์” และ “หอยนางรมสุรินทร์” ที่มีความอ้วนและรสสัมผัสที่เป็นเอกลักษณ์ จนสร้างความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยวอย่างมาก

    เชฟโก๋ได้รวบรวมแนวคิดหลักในการบริหารร้าน “แก่น” ไว้ 5 ประการสำคัญ ได้แก่

    1. วัตถุดิบท้องถิ่น : การใช้ทรัพยากรในพื้นที่เป็นหัวใจหลัก
    2.  แก่นไม้ : การสะท้อนตัวตนผ่านการตกแต่งร้านด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้จากที่บ้าน
    3. แก่นซน: การคิดนอกกรอบ (Think out of the box) โดยเชื่อว่า “ข้อจำกัดคือแรงผลักดันให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ (Limitation forces creativity)”
    4. แก่น (ความสบาย): ภาษาอีสานที่แปลว่าอยู่ดีมีสุข มุ่งเน้นเรื่อง Wellness และการฟื้นฟูสุขภาพ
    5. ขอนแก่น: การสร้าง Sense of place เพื่อบอกเล่าว่าเรามาจากไหนและโปรโมทความเป็นท้องถิ่น

    เชฟโก๋เน้นย้ำว่า การมาถึงของ มิชลิน ไกด์ ช่วยกระตุ้นให้ขอนแก่นกลายเป็นหมุดหมายของการกิน (Dining Destination), ส่งผลให้นักท่องเที่ยวเปลี่ยนพฤติกรรมจากการเที่ยวแบบฉาบฉวย มาเป็นการ “เที่ยวอย่างลึกซึ้ง” เช่น การเดินตลาดท้องถิ่น หรือดูการเก็บไข่มดแดง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ช่วยสร้าง ระบบนิเวศทางเศรษฐกิจ ที่กระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชนอย่างแท้จริง

    นอกจากนี้ เชฟโก๋ยังได้ร่วมกับ ททท. ในโครงการ Locallicious (Local Creation) เพื่อช่วยชุมชนพัฒนาเมนูอาหารและ Coffee Break สำหรับงานประชุมสัมมนา (MICE) ซึ่งเป็นการสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับชาวบ้าน โดยเชฟย้ำว่าหัวใจสำคัญคือการ “เป็นเจ้าบ้านที่ดี” และจับมือกันพัฒนาภาพรวมของจังหวัด

    สำหรับทิศทางในอนาคต เชฟโก๋มองเห็นเทรนด์ Wellness ที่นักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพเริ่มหันมาบริโภคอาหารที่ไม่มีเนื้อสัตว์ (Plant-based) มากขึ้นเพื่อลดการอักเสบของร่างกาย, เขาตั้งใจจะยกระดับสมุนไพรไทย เช่น ตะไคร้ หรือขมิ้นชัน เข้ามาอยู่ในมิติของอาหารเพื่อสุขภาพ

    อย่างไรก็ตาม เขาเน้นย้ำถึงความสำคัญของ วิทยาศาสตร์อาหาร (Food Science) ที่ต้องมีความชัดเจนในเรื่องปริมาณการบริโภคเพื่อให้เกิดผลดีต่อสุขภาพจริง ๆ ไม่ใช่เพียงการกล่าวอ้าง

    โดยเป้าหมายสูงสุดคือการเห็นร้านอาหารทั้งในเมืองหลักและเมืองรองร่วมกันพัฒนาศักยภาพ เพื่อให้การเดินทางท่องเที่ยวในไทยสมบูรณ์แบบในทุกมิติ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

    ส่วน “กอล์ฟ” เอกรินทร์ อยู่สุขสมบูรณ์ นักออกแบบและตกแต่งอาหาร หรือ Food Stylist จาก ‘แก่นกรุง’ โดยสองร้านหลังติดอันดับร้านแนะนำ หรือ MICHELIN Selected กล่าวว่าในอุตสาหกรรมอาหารยุคปัจจุบัน ก้าวข้ามผ่านเพียงแค่ความสวยงามไปสู่การสร้างประสบการณ์ที่มีความหมายให้กับผู้บริโภค

    “กอล์ฟ” เอกรินทร์ อยู่สุขสมบูรณ์

    คุณกอล์ฟ ซึ่งถือเป็นหนึ่งใน Food Stylist รุ่นแรก ๆ ของเมืองไทยที่ประกอบอาชีพนี้อย่างจริงจัง ได้นิยามหน้าที่ของตนว่าคล้ายกับช่างภาพแฟชั่นหรือช่างแต่งผม แต่เปลี่ยนมาจัดการกับอาหารแทน

    โดยหัวใจสำคัญไม่ใช่แค่การทำให้ “อาหารสวย” เท่านั้น แต่ต้องทำให้ “น่ากิน” ด้วย เพื่อทำหน้าที่เป็น “เครื่องขยายเสียง” (Amplifier) ให้กับเชฟและอาหารจานนั้น ๆ เพื่อบอกเล่าถึงปรัชญาของเชฟและที่มาของวัตถุดิบแก่ผู้บริโภค

    วิวัฒนาการจาก “ตกแต่ง” (Decoration) สู่ “เล่าเรื่อง” (Storytelling) จากเดิมที่คนไทยมัก “กินเพื่ออยู่” และให้ความสำคัญกับการตกแต่งเพียงเล็กน้อย เช่น การใช้ผักชีโรยหน้า หรือการทำวอฟเฟิลเป็นรูปทรงต่าง ๆ

    แต่ในยุคปัจจุบันที่ผู้คน “อยู่เพื่อกิน” ประสบการณ์การรับประทานอาหารได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง คุณกอล์ฟชี้ให้เห็นว่าเทรนด์ในปัจจุบันได้เปลี่ยนจากการตกแต่งเพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว ไปสู่การใช้ Storytelling หรือการเล่าเรื่องราวผ่านจานอาหาร

    การเข้ามาของ มิชลิน ไกด์ (Michelin Guide) มีส่วนสำคัญในการยกระดับมาตรฐานนี้ โดยเน้นการ โชว์คุณค่าของวัตถุดิบ มากขึ้น การจัดจานในปัจจุบันจึงไม่ใช่แค่เพื่อให้ถ่ายรูปสวย แต่ต้องมีความหมายซ่อนอยู่ เพื่อสื่อสารว่าวัตถุดิบนั้นมาจากที่ไหนและมีความสำคัญอย่างไร

    คุณกอล์ฟเน้นย้ำว่าในฐานะนักออกแบบ ประสบการณ์การกินครอบคลุมถึงระบบนิเวศทั้งหมด (Food Ecosystem) ไม่ใช่แค่สิ่งที่ตาเห็นบนจาน

    แต่รวมถึง “เสียง” เช่น เสียงของช้อนที่กระทบกับจานเซรามิกควรมีความกังวานระดับใด “สัมผัส” ความนุ่มของผ้าเช็ดปากที่สื่อถึงวัฒนธรรมท้องถิ่น “บรรยากาศ” กลิ่น เพลง และการตกแต่งโต๊ะอาหารที่สอดคล้องกับตัวตนของร้าน

    ททท.ยกระดับการท่องเที่ยวเชิงอาหาร ตามรอยร้าน มิชลิน ไกด์ ดันรายได้พุ่ง 20 %

    นอกจากมิติเชิงสุนทรียภาพแล้ว คุณกอล์ฟยังเปิดเผยข้อมูลเชิงธุรกิจที่น่าสนใจว่า ภาพถ่ายอาหารที่สวยและสามารถสื่อถึงความน่ากินได้ สามารถเพิ่มยอดขายให้กับผู้ประกอบการได้จริงถึง 20% โดยเฉพาะในแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ เคล็ดลับสู่การเป็น Food Stylist และทิศทางในอนาคต

    สำหรับผู้ที่สนใจก้าวเข้าสู่สายงานนี้ คุณกอล์ฟให้คำแนะนำว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือ “ต้องกินอาหารให้เป็นและรู้ว่าอร่อยคืออะไร” นักออกแบบต้องสามารถจับ “โมเมนต์ที่อร่อยที่สุด” ของอาหารมานำเสนอเป็นภาพให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นความฉ่ำ (Juicy) ความกรอบ ความนุ่ม หรือควันจากอาหารที่ปรุงเสร็จใหม่ ๆ

    สำหรับความคาดหวังถึงทิศทางอาหารไทยในอนาคตว่า อยากเห็นร้านอาหารในทั้งเมืองหลักและเมืองรองมีภาพลักษณ์ที่ชัดเจน เพื่อตอบโจทย์นักท่องเที่ยวว่าเมื่อไปถึงจุดหมายปลายทางแล้วควรจะรับประทานอะไร ซึ่งจะช่วยสร้างระบบนิเวศทางอาหารที่แข็งแกร่งตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/655312&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TB_arOTs1ZvzWBql2Grzc

  • วิกฤตฝุ่นเหนือ  ทำไมยังไม่ประกาศภัยพิบัติ !!

    วิกฤตฝุ่นเหนือ  ทำไมยังไม่ประกาศภัยพิบัติ !!

    Locals

    สำนักเครือข่ายและการมีส่วนร่วม
    สาธารณะไทยพีบีเอส (Thai PBS)

    ©2026 All rights reserved | Locals Thai PBS.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/locals/contents/zn4wyi6u3p0aem7sdw25witz-&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Hvp–FbR-pW6NVO7j_tJQ

  • ดัชนีเชื่อมั่นอนาคตศก.ภูมิภาคมี.ค. โตรับอานิสงส์ภาคท่องเที่ยว-การลงทุนผลิตรถ

    ดัชนีเชื่อมั่นอนาคตศก.ภูมิภาคมี.ค. โตรับอานิสงส์ภาคท่องเที่ยว-การลงทุนผลิตรถ

    ดัชนีเชื่อมั่นอนาคตศก.ภูมิภาคมี.ค. โตรับอานิสงส์ภาคท่องเที่ยว-การลงทุนผลิตรถ EV

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค (Thailand Regional Economic Sentiment Index : RSI) ประจำเดือนมีนาคม 2569 สะท้อนแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคในระยะ 6 เดือนข้างหน้าที่ขยายตัวได้ โดยเฉพาะในภาคตะวันออก และภาคเหนือ จากแรงหนุนของภาคบริการที่ได้รับอานิสงส์จากกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว ภาคอุตสาหกรรมที่มีสัญญาณบวกจากการลงทุนของกลุ่ม EV และแนวโน้มการขยายเขตนิคมอุตสาหกรรม และภาคเกษตรกรรมที่เข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยวพืชเศรษฐกิจสำคัญ

    ทั้งนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลต่อราคาพลังงาน และต้นทุนการผลิต ทิศทางนโยบายของรัฐบาล ความผันผวนของสภาพอากาศ รวมถึงความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก จะเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อมุมมองความเชื่อมั่นในระยะถัดไป

    • ภาคตะวันออก

    ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคตะวันออก อยู่ที่ระดับ 70.0 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ดี โดยมีแรงสนับสนุนจากภาคบริการตามนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว และภาคเกษตรกรรมที่เข้าสู่ฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลไม้สำคัญ ส่งผลให้ผู้ประกอบการเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อรองรับตลาด

    สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่ยังคงส่งสัญญาณบวกอย่างต่อเนื่องที่ระดับ 70.7 โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการขยายตัวของภาคบริการและการจ้างงานในพื้นที่

    • ภาคเหนือ

    ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคเหนือ อยู่ที่ระดับ 68.9 สะท้อนความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ โดยในภาคอุตสาหกรรมมีสัญญาณบวก จากการคาดการณ์แนวโน้มการลงทุนของกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในจังหวัดลำพูน และการเตรียมการขยายพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม นอกจากนี้ การลดลงของฝุ่น pm 2.5 และการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างต่อเนื่องทำให้ความเชื่อมั่นในภาคบริการขยายตัว

    • ภาคใต้

    ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคใต้ อยู่ที่ระดับ 67.8 โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากภาคบริการที่คาดว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้น จากการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัด และภาคเอกชนในช่วงวันหยุดยาว และเทศกาลสำคัญ และภาคการจ้างงานที่คาดว่าจะมีแนวโน้มดีขึ้นจากการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ และการเชิญชวนนักลงทุนเข้ามาในพื้นที่ ส่งผลให้การจ้างงานในภาคบริการ และภาคเกษตรขยายตัวต่อเนื่อง

    • ภาคลาง

    ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคกลาง อยู่ที่ระดับ 67.6 จากแรงสนับสนุนของภาคบริการและการลงทุน ที่ได้รับแรงหนุนจากความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการต่อศักยภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว ประกอบกับการเพิ่มการลงทุนด้านเทคโนโลยี และพลังงานสะอาด

    • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

    ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ระดับ 66.1 ได้รับแรงสนับสนุนจากภาคเกษตรกรรมและภาคบริการ จากการกระตุ้นเศรษฐกิจการค้าชายแดน และการเข้าสู่ฤดูกาลเก็บเกี่ยวทุเรียน และพืชผลมูลค่าสูง

    • ภาคตะวันตก

    ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคตะวันตก อยู่ที่ระดับ 60.1 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ โดยมีแรงสนับสนุนจากภาคบริการและภาคเกษตรกรรมเป็นสำคัญ จากความต้องการสินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ประกอบกับแนวโน้มการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ มาตรการสนับสนุนเกษตรกร และมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาล

    • กทม. และปริมณฑล

    ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจ กทม. และปริมณฑล อยู่ที่ระดับ 56.4 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการจ้างงานที่มีแนวโน้มดีขึ้น ตามการขยายตัวของภาคบริการโรงแรม และการท่องเที่ยว และภาคการลงทุน ที่ได้รับแรงหนุนจากนโยบายทางการเงินและการคลังของรัฐ ส่งผลให้ผู้ประกอบการเชื่อมั่นในการดำเนินธุรกิจต่อเนื่อง


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq03/12802747&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30vbmY4Y7FjcrgHO5JW-AX

  • ‘คลัง’ เผยเศรษฐกิจไทย ก.พ. 69 ยังไหว! ท่องเที่ยวหนุน จับตาสงคราม-น้ำมัน-ค่าบาท

    ‘คลัง’ เผยเศรษฐกิจไทย ก.พ. 69 ยังไหว! ท่องเที่ยวหนุน จับตาสงคราม-น้ำมัน-ค่าบาท

    ‘คลัง’ เผยเศรษฐกิจไทยเดือน ก.พ. 69 ยังไหว!! อานิสงส์ท่องเที่ยวหนุนเต็มสูบ ส่งออกขยขายตัวในอัตราชะลอลง พร้อมเกาะติดสถานการณ์ราคาน้ำมัน-ค่าเงินบาท และสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง หวั่นกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตสินค้าของไทย

    30 มี.ค. 2569 – นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือน ก.พ. 2569 ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยยังได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวของการท่องเที่ยวจากทั้งนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางเข้าประเทศไทยรวม 3.26 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 4.6% ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 23.7 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 3.3% รวมถึงภาคการส่งออกสินค้ามีการขยายตัวในอัตราชะลอตัวลง โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ อยู่ที่ 29,439.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 20 ที่ 9.9%

    นอกจากนี้ การผลิตอุตสาหกรรมทรงตัวจากเดือนก่อน สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ในเดือน ก.พ. 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 90.0 จากระดับ 88.7 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากจากคำสั่งซื้อที่ฟื้นตัว แต่ในระยะต่อไปมีปัจจัยกดดันจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมัน ทิศทางค่าเงินบาท และสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่จะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตสินค้าของไทย

    สำหรับการบริโภคภาคเอกชน มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยปริมาณรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่และปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 5.8% และ 1.3% ตามลำดับ สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ในเดือน ก.พ. 2569 ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 และสูงสุดในรอบ 9 เดือน มาอยู่ที่ระดับ 53.7 จากระดับ 52.8 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และภาคการส่งออกที่ขยายตัว โดยผู้บริโภคยังกังวลค่าครองชีพและความขัดแย้งทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ และรายได้เกษตรกรที่แท้จริง ในเดือน ก.พ. 2569 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน -4.3%

    ส่วนการลงทุนภาคเอกชน มีสัญญาณทรงตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่ภาคการเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ในเดือน ก.พ. 2569 ขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 5.5% ตามการเพิ่มขึ้นในหมวดพืชผลสำคัญ อาทิ ข้าวโพด ปาล์มน้ำมัน และหมวดไม้ผล อย่างไรก็ดี ผลผลิตข้าว และมันสำปะหลัง ลดลงจากเดือนก่อน

    นายวินิจ กล่าวอีกว่า เสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือน ก.พ. 2569 อยู่ที่ -0.88% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.56% ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือน ม.ค. 2569 อยู่ที่ 66.0% ต่อจีดีพี ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 สำหรับเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือน ก.พ. 2569 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 293.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/971870/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QnDj9uXYm2d_wDDmiUDcq

  • ศก.ไทย ก.พ. ฟื้น ท่องเที่ยว-ส่งออกดันเชื่อมั่นพุ่ง จับตาวิกฤตตะวันออกกลาง

    ศก.ไทย ก.พ. ฟื้น ท่องเที่ยว-ส่งออกดันเชื่อมั่นพุ่ง จับตาวิกฤตตะวันออกกลาง

    ศก.ไทย ก.พ. ฟื้น ท่องเที่ยว-ส่งออกดันเชื่อมั่นพุ่ง จับตาวิกฤตตะวันออกกลาง

    เศรษฐกิจไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวชัดขึ้น โดยมี ภาคท่องเที่ยวและการส่งออก เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก หนุนทั้งบรรยากาศการใช้จ่ายในประเทศและความเชื่อมั่นผู้บริโภคให้ทยอยปรับดีขึ้น แม้กำลังซื้อบางส่วนยังถูกกดดันจากค่าครองชีพและต้นทุนพลังงานที่อยู่ในระดับสูง

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ว่า เศรษฐกิจไทยยังได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของภาคท่องเที่ยว ทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติและการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ ขณะที่ภาคส่งออกยังเติบโตต่อเนื่อง แม้อัตราการขยายตัวเริ่มชะลอลง ส่วนภาคการผลิตอุตสาหกรรมทรงตัวจากเดือนก่อนหน้า

    หนึ่งในสัญญาณบวกที่ชัดที่สุด คือ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ปรับขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 มาอยู่ที่ 53.7 จาก 52.8 ในเดือนก่อนหน้า และเป็นระดับสูงสุดในรอบ 9 เดือน สะท้อนว่าครัวเรือนเริ่มมองภาพเศรษฐกิจดีขึ้นตามแรงส่งจากท่องเที่ยวและส่งออก

    เครื่องชี้ด้านการบริโภคภาคเอกชนยังขยับดีขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดย ยอดจดทะเบียนรถยนต์นั่งใหม่เพิ่มขึ้น 5.8% และ รถจักรยานยนต์ใหม่เพิ่มขึ้น 1.3% สอดคล้องกับบรรยากาศการใช้จ่ายที่เริ่มฟื้นตัว

    อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยเปราะบางที่กดดันกำลังซื้อ โดยเฉพาะ รายได้เกษตรกรที่แท้จริง ในเดือนกุมภาพันธ์ลดลง 4.3% จากช่วงเดียวกันปีก่อน สะท้อนว่าการฟื้นตัวยังไม่กระจายตัวทั่วถึงในทุกภาคส่วน

    ด้านภาคต่างประเทศยังเป็นแรงหนุนสำคัญ โดย มูลค่าการส่งออกสินค้าเดือนกุมภาพันธ์ 2569 อยู่ที่ 29,439.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 9.9% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และนับเป็นการขยายตัวต่อเนื่อง 20 เดือนติดต่อกัน หากหักหมวดน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัยออก พบว่า การส่งออกขยายตัว 11.0%

    แรงส่งหลักมาจากสินค้าหลายกลุ่ม โดยเฉพาะ อิเล็กทรอนิกส์ เพิ่มขึ้น 56.8% เครื่องใช้ไฟฟ้า เพิ่มขึ้น 10.6% และยานยนต์ เพิ่มขึ้น 7.8% ขณะที่สินค้ากลุ่มอาหารและเกษตรแปรรูปยังเติบโตดี เช่น ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง เพิ่มขึ้น 62.3% ไก่แปรรูป เพิ่มขึ้น 9.4% และอาหารสัตว์เลี้ยง เพิ่มขึ้น 4.7%

    เมื่อแยกตามตลาดคู่ค้า พบว่าตลาดหลักของไทยยังขยายตัวแข็งแกร่ง โดยเฉพาะ สหรัฐฯ โต 40.5% อาเซียน โต 17.8% สหภาพยุโรป โต 17.3% และญี่ปุ่น โต 9.7% แม้บางตลาดอย่าง อินเดีย ไต้หวัน และเกาหลีใต้ ยังหดตัว สะท้อนว่าการฟื้นตัวของการค้าโลกยังไม่เท่ากันในแต่ละภูมิภาค

    ขณะที่ ภาคท่องเที่ยว ยังคงเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยในช่วงต้นปี โดยมี นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 3.26 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4.6% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าหลังปรับฤดูกาลแล้ว 2.6%

    ส่วน การท่องเที่ยวภายในประเทศ ยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยมี ผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 23.7 ล้านคน เพิ่มขึ้น 3.3% ทั้งเมื่อเทียบกับปีก่อนและหลังปรับฤดูกาล สะท้อนว่าการใช้จ่ายในภาคบริการยังเป็นฐานรองรับเศรษฐกิจสำคัญ

    แม้ภาพรวมเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น แต่ การลงทุนภาคเอกชน ยังอยู่ในภาวะทรงตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยด้านบวกเริ่มเห็นจาก การนำเข้าสินค้าทุนเพิ่มขึ้น 43.7% และเพิ่มขึ้น 0.9% จากเดือนก่อนหน้า หลังขจัดผลทางฤดูกาล สะท้อนว่าการลงทุนในหมวดเครื่องมือและเครื่องจักรเริ่มมีสัญญาณขยับ

    อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจยังเดินหน้าอย่างระมัดระวัง โดย ยอดจดทะเบียนรถยนต์เชิงพาณิชย์ใหม่ลดลง 10.0% จากปีก่อน และลดลง 0.5% จากเดือนก่อนหน้า หลังปรับฤดูกาลแล้ว สะท้อนว่าการลงทุนเพื่อขยายกิจการยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

    ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ สศค. มองว่ายังอยู่ในเกณฑ์ดี โดย อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนกุมภาพันธ์ 2569 อยู่ที่ -0.88% ขณะที่ เงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.56% สะท้อนว่าแรงกดดันด้านราคายังไม่ร้อนแรง

    ส่วน หนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนมกราคม 2569 อยู่ที่ 66.0% ต่อ GDP ยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐ ขณะที่ ทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ อยู่ที่ 293.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ยังอยู่ในระดับสูง และเป็นกันชนสำคัญรองรับความผันผวนจากต่างประเทศ

    ด้านภาคอุตสาหกรรมเริ่มมีสัญญาณดีขึ้น โดย ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม เดือนกุมภาพันธ์เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 90.0 จาก 88.7 ขณะที่ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ของไทยอยู่ที่ 53.5 จาก 52.7 สะท้อนว่าคำสั่งซื้อใหม่และการผลิตเริ่มฟื้นตัว

    อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการยังเผชิญแรงกดดันจาก ราคาพลังงานและต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางเศรษฐกิจในระยะถัดไป โดยประเด็นที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ คือ ราคาน้ำมันโลก ทิศทางค่าเงินบาท และความเสี่ยงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลต่อทั้งต้นทุนการผลิต การค้า และบรรยากาศการลงทุนของไทยในช่วงต่อจากนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/740169&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29eIRLXzqruk24NX08dSrp

  • ดัชนีเชื่อมั่นอนาคตศก.ภูมิภาคมี.ค. โตรับอานิสงส์ภาคท่องเที่ยว-การลงทุนผลิตรถ EV : อินโฟเควสท์

    ดัชนีเชื่อมั่นอนาคตศก.ภูมิภาคมี.ค. โตรับอานิสงส์ภาคท่องเที่ยว-การลงทุนผลิตรถ EV : อินโฟเควสท์

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค (Thailand Regional Economic Sentiment Index : RSI) ประจำเดือนมีนาคม 2569 สะท้อนแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคในระยะ 6 เดือนข้างหน้าที่ขยายตัวได้ โดยเฉพาะในภาคตะวันออก และภาคเหนือ จากแรงหนุนของภาคบริการที่ได้รับอานิสงส์จากกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว ภาคอุตสาหกรรมที่มีสัญญาณบวกจากการลงทุนของกลุ่ม EV และแนวโน้มการขยายเขตนิคมอุตสาหกรรม และภาคเกษตรกรรมที่เข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยวพืชเศรษฐกิจสำคัญ

    ทั้งนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลต่อราคาพลังงาน และต้นทุนการผลิต ทิศทางนโยบายของรัฐบาล ความผันผวนของสภาพอากาศ รวมถึงความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก จะเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อมุมมองความเชื่อมั่นในระยะถัดไป

    • ภาคตะวันออก

    ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคตะวันออก อยู่ที่ระดับ 70.0 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ดี โดยมีแรงสนับสนุนจากภาคบริการตามนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว และภาคเกษตรกรรมที่เข้าสู่ฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลไม้สำคัญ ส่งผลให้ผู้ประกอบการเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อรองรับตลาด

    สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่ยังคงส่งสัญญาณบวกอย่างต่อเนื่องที่ระดับ 70.7 โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการขยายตัวของภาคบริการและการจ้างงานในพื้นที่

    • ภาคเหนือ

    ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคเหนือ อยู่ที่ระดับ 68.9 สะท้อนความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ โดยในภาคอุตสาหกรรมมีสัญญาณบวก จากการคาดการณ์แนวโน้มการลงทุนของกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในจังหวัดลำพูน และการเตรียมการขยายพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม นอกจากนี้ การลดลงของฝุ่น pm 2.5 และการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างต่อเนื่องทำให้ความเชื่อมั่นในภาคบริการขยายตัว

    • ภาคใต้

    ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคใต้ อยู่ที่ระดับ 67.8 โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากภาคบริการที่คาดว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้น จากการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัด และภาคเอกชนในช่วงวันหยุดยาว และเทศกาลสำคัญ และภาคการจ้างงานที่คาดว่าจะมีแนวโน้มดีขึ้นจากการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ และการเชิญชวนนักลงทุนเข้ามาในพื้นที่ ส่งผลให้การจ้างงานในภาคบริการ และภาคเกษตรขยายตัวต่อเนื่อง

    • ภาคลาง

    ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคกลาง อยู่ที่ระดับ 67.6 จากแรงสนับสนุนของภาคบริการและการลงทุน ที่ได้รับแรงหนุนจากความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการต่อศักยภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว ประกอบกับการเพิ่มการลงทุนด้านเทคโนโลยี และพลังงานสะอาด

    • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

    ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ระดับ 66.1 ได้รับแรงสนับสนุนจากภาคเกษตรกรรมและภาคบริการ จากการกระตุ้นเศรษฐกิจการค้าชายแดน และการเข้าสู่ฤดูกาลเก็บเกี่ยวทุเรียน และพืชผลมูลค่าสูง

    • ภาคตะวันตก

    ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคตะวันตก อยู่ที่ระดับ 60.1 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ โดยมีแรงสนับสนุนจากภาคบริการและภาคเกษตรกรรมเป็นสำคัญ จากความต้องการสินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ประกอบกับแนวโน้มการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ มาตรการสนับสนุนเกษตรกร และมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาล

    • กทม. และปริมณฑล

    ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจ กทม. และปริมณฑล อยู่ที่ระดับ 56.4 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการจ้างงานที่มีแนวโน้มดีขึ้น ตามการขยายตัวของภาคบริการโรงแรม และการท่องเที่ยว และภาคการลงทุน ที่ได้รับแรงหนุนจากนโยบายทางการเงินและการคลังของรัฐ ส่งผลให้ผู้ประกอบการเชื่อมั่นในการดำเนินธุรกิจต่อเนื่อง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/581197&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27eGlxkC9mehCziJRh1zgl

  • คลัง เผยเศรษฐกิจ ก.พ.ได้แรงหนุนท่องเที่ยว แม้ส่งออกชะลอ เกาะติดราคาน้ำมัน-ค่าเงิน-สงครามตอ.กลาง : อินโฟเควสท์

    คลัง เผยเศรษฐกิจ ก.พ.ได้แรงหนุนท่องเที่ยว แม้ส่งออกชะลอ เกาะติดราคาน้ำมัน-ค่าเงิน-สงครามตอ.กลาง : อินโฟเควสท์

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือนก.พ. 69 ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในเดือนก.พ.69 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวของการท่องเที่ยว ทั้งนักท่องเที่ยวต่างประเทศ และการท่องเที่ยวภายในประเทศ ขณะที่การส่งออกสินค้ามีการขยายตัวในอัตราชะลอตัวลง และการผลิตอุตสาหกรรมทรงตัวจากเดือนก่อน

    ทั้งนี้ ยังจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมัน ทิศทางค่าเงินบาท และสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่จะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตสินค้าของไทย

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/581164&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gF0H68nSuSvgM79913whh

  • เที่ยวหนองคาย เดินเล่นริมโขง ชมพญานาค และคาเฟ่กลางธรรมชาติ

    เที่ยวหนองคาย เดินเล่นริมโขง ชมพญานาค และคาเฟ่กลางธรรมชาติ

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/Vd6B1JB2xm9d&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_alS3K81h0tXn_KXFZOzT