Category: ท่องเที่ยว

  • วิกฤตปิดน่านฟ้า ‘เทลอาวีฟ’ ฉุดท่องเที่ยวไทย นทท.หาย กระทบยาวถึงไตรมาส 3

    วิกฤตปิดน่านฟ้า ‘เทลอาวีฟ’ ฉุดท่องเที่ยวไทย นทท.หาย กระทบยาวถึงไตรมาส 3

    ภูมิกิตติ์ รักแต่งาม ประธานมูลนิธิพัฒนาท่องเที่ยวยั่งยืน กล่าวว่า ผลกระทบสามารถแบ่งออกเป็น 2 ช่วงหลัก โดยช่วงแรกประมาณ 15 วันหลังเกิดเหตุ สายการบินตะวันออกกลางไม่สามารถให้บริการได้ตามปกติ ทำให้มีผู้โดยสารตกค้างในระบบ แต่ปัจจุบันสถานการณ์ผู้โดยสารตกค้างคลี่คลายแล้ว

    อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญในขณะนี้คือ “การขาดหายของผู้โดยสารใหม่” โดยเฉพาะหลังสิ้นสุดเทศกาลรอมฎอน ซึ่งโดยปกติจะเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางเดินทางเข้าไทยจำนวนมาก แต่ปีนี้กลับแทบไม่มี เนื่องจากข้อจำกัดด้านเที่ยวบิน ประกอบกับราคาน้ำมันที่พุ่งสูง ทำให้ต้นทุนค่าโดยสารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    “ไม่ใช่แค่ตะวันออกกลาง แต่ผู้โดยสารจากประเทศอื่นที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ขัดแย้ง ก็ได้รับผลกระทบจากค่าโดยสารที่แพงขึ้น ทำให้ชะลอการเดินทาง เห็นได้ชัดจากตั๋วเครื่องบินในประเทศช่วงสงกรานต์ที่ราคาสูงมาก” ภูมิกิตติ์ กล่าว

    ทั้งนี้ กลุ่มนักท่องเที่ยวจากซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ ดูไบ อาบูดาบี โอมาน และบาห์เรน ซึ่งเป็นตลาดหลักของไทย ได้หายไปจากระบบท่องเที่ยวในช่วงนี้ ส่งผลกระทบต่อรายได้อย่างมาก เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีระยะพำนักยาว 8–10 วัน และมีการใช้จ่ายสูง ทำให้รายได้จากจำนวนคืนพัก (Room Night) หายไปจำนวนมาก

    นอกจากนี้ การปิดน่านฟ้าในตะวันออกกลางยังส่งผลต่อเส้นทางบินต่อ (Transit) ของนักท่องเที่ยวยุโรปและประเทศอื่นๆ ที่ใช้ภูมิภาคนี้เป็นจุดเชื่อมต่อ ทำให้ไม่สามารถเดินทางมายังประเทศไทยได้ แม้ผลกระทบต่อตลาดยุโรปจะไม่รุนแรงเท่าตะวันออกกลาง เนื่องจากอยู่ในช่วงปลายฤดูกาลท่องเที่ยว

    เบื้องต้นประเมินว่า ในช่วง 30 วันแรกของสถานการณ์ นักท่องเที่ยวหายไปประมาณ 30% โดยเฉพาะตลาดตะวันออกกลาง ขณะที่ยุโรปได้รับผลกระทบบางส่วน

    The-war-crisis-and-the-closure-of-Tel Aviv's-airspace-are-impacting-Thai-tourism-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ภูมิกิตติ์ กล่าวอีกว่า ความท้าทายสำคัญจะอยู่ในช่วงไตรมาส 2 และ 3 ซึ่งเดิมประเทศไทยจะพึ่งพาตลาดหลัก ได้แก่ จีน ตะวันออกกลาง และออสเตรเลีย แต่เมื่อกลุ่มตะวันออกกลางหายไป จะทำให้ภาระตกอยู่กับตลาดที่เหลือ ขณะที่ต้นทุนการเดินทางยังเพิ่มสูงจากราคาน้ำมัน

    “ในระยะสั้น ช่วงเทศกาลสงกรานต์ยังคงมีแรงหนุนจากการท่องเที่ยวภายในประเทศ แต่ประชาชนมีความระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้นจึงเสนอให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว ควบคู่กับการควบคุมราคาพลังงาน เพื่อสร้างบรรยากาศการเดินทาง”

    ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนได้เสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาชะลอการจัดเก็บค่าธรรมเนียมบางรายการ เช่น ภาษีสนามบิน รวมถึงตรึงค่าไฟฟ้า เพื่อลดภาระต้นทุนผู้ประกอบการที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากราคาน้ำมัน

    “ผู้ประกอบการพยายามประคองธุรกิจ และยืนยันว่าจะไม่ลดการจ้างงาน แต่จะเน้นการหารายได้เพิ่ม โดยเฉพาะการทำตลาดระยะใกล้ (Short-haul) เข้ามาทดแทน”

    “ทั้งนี้ ประเมินว่า หากสถานการณ์คลี่คลายภายใน 1 เดือน ภาคการท่องเที่ยวมีโอกาสฟื้นตัวกลับมาใกล้เคียงภาวะปกติได้ แต่หากยืดเยื้อ อาจส่งผลกระทบต่อเนื่องในระยะยาว เนื่องจากเป็นปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของผู้ประกอบการในประเทศ” ภูมิกิตติ์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/the-war-crisis-and-the-closure-of-tel-aviv-s-airspace-are-impacting-thai-tourism&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0o_2_J5REza35Mg8k15SIc

  • ท่องเที่ยว-บริโภคภาคเอกชน หนุนเศรษฐกิจไทย ก.พ.69 ขยายตัว

    ท่องเที่ยว-บริโภคภาคเอกชน หนุนเศรษฐกิจไทย ก.พ.69 ขยายตัว

    วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.10 น.

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ทิศทางเศรษฐกิจไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ได้รับแรงสนับสนุนสำคัญจากการขยายตัวของการท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชนที่เริ่มมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น สะท้อนจากยอดจดทะเบียนรถยนต์นั่งและรถจักรยานยนต์ใหม่ที่เพิ่มขึ้น 5.8% และ 1.3% ตามลำดับ สอดรับกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ขยับขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 แตะระดับ 53.7 ซึ่งเป็นจุดสูงสุดในรอบ 9 เดือน โดยได้รับปัจจัยบวกจากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและการส่งออก อย่างไรก็ตามผู้บริโภคยังคงมีความกังวลเรื่องค่าครองชีพ ขณะที่รายได้เกษตรกรที่แท้จริง ลดลง 4.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

    ทั้งนี้ภาคการส่งออก มีมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมอยู่ที่ 29,439.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 20 ที่ระดับ 9.9% ซึ่งหากตัดกลุ่มน้ำมัน สินค้าเกี่ยวเนื่องกับทองคำ และยุทธปัจจัยออกไป จะพบว่าการส่งออกขยายตัวถึง 11.0% ตามการขยายตัวของสินค้าในหมวดเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และหมวดยานพาหนะ โดยขยายตัว 56.8% ,10.6% และ 7.8% ตามลำดับ รวมถึงผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ,ไก่แปรรูป และอาหารสัตว์เลี้ยง ที่ขยายตัว 62.3% ,9.4% และ 4.7% ตามลำดับ โดยตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ ขยายตัวถึง 40.5% แม้ตลาดอินเดียและไต้หวันจะชะลอตัวลง

    ขณะที่ด้านการลงทุนภาคเอกชนยังมีทิศทางทรงตัว โดยปริมาณการนำเข้าสินค้าทุนเพิ่มขึ้น 43.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.9% จากเดือนก่อนหน้า แต่ปริมาณรถยนต์เชิงพาณิชย์จดทะเบียนใหม่กลับลดลง 10.0% และลดลง 0.5%จากเดือนก่อนหน้า

     ด้านอุปทาน ภาคบริการด้านการท่องเที่ยวยังคงเป็นกำลังหลักที่สำคัญ โดยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยถึง 3.26 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4.6% ขณะที่การท่องเที่ยวในประเทศ มีคนไทยเดินทางสูงถึง 23.7 ล้านคน เพิ่มขึ้น 3.3% ส่วนภาคการเกษตรขยายตัว 5.5% ตามผลผลิตพืชผลสำคัญที่เพิ่มขึ้น สำหรับภาคอุตสาหกรรม ดัชนีความเชื่อมั่นปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 90.0 รับอานิสงส์จากคำสั่งซื้อที่ฟื้นตัว แต่ในระยะต่อไปยังคงมีแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตและราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น

    ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจของไทยยังอยู่ในเกณฑ์แข็งแกร่ง โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 อยู่ที่ -0.88% ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ณ สิ้นเดือนมกราคม 2569 อยู่ที่ 66.0% ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง ขณะที่ทุนสำรองระหว่างประเทศยังคงอยู่ในระดับสูงถึง 293.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    สำหรับทิศทางเศรษฐกิจโลกและตลาดการเงิน ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ทั่วโลกในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ยังคงบ่งชี้ถึงทิศทางการขยายตัวเหนือระดับ 50 จุด อย่างไรก็ตาม สศค.เน้นย้ำว่ายังมีความจำเป็นต้องติดตามความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกรณีอิหร่านและความตึงเครียดด้านความมั่นคงในตะวันออกกลางที่อาจยกระดับขึ้น

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/955756&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0wklNf1F4DR7972w_6ruP9

  • ทริปสายมูจุดธูปเสี่ยงทาย ฮือฮา โดนลมพัดเลขหาย 1 ตัว เหลือ “เลขเด็ด” ตรงกับเซียมซี

    ทริปสายมูจุดธูปเสี่ยงทาย ฮือฮา โดนลมพัดเลขหาย 1 ตัว เหลือ “เลขเด็ด” ตรงกับเซียมซี

    อุตรดิตถ์ จัดกิจกรรมท่องเที่ยวสายมูเตลู ผนึกกำลังต้อนรับปีใหม่ไทย เทศกาลสงกรานต์ คอหวยฮือฮา “เลขเด็ด” ธูปเสี่ยงทายโดนลมพัดเลข 7 หาย ซ้ำเลขที่เหลือยังตรงกับเลขเซียมซี

    วันที่ 30 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรับแจ้งจาก นางณฤอร มหธนาคม ประธานกลุ่มท่องเที่ยวท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ ต้อนรับนักท่องเที่ยว หลังจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวสายมู (สายมูเตลู) ผนึกกำลังชุมชนเปิดจุดเช็คอินจัดแคมเปญต้อนรับปีใหม่ไทย หรือ เทศกาลสงกรานต์ กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของชุมชน เนื่องจากบรรพบุรุษชาวอำเภอท่าปลา ได้อพยพย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่ราชการจัดสรรให้ในปัจจุบัน กว่า 50 ปี แต่ยังคงเก็บรักษาและอนุรักษ์ความเชื่อและศรัทธาให้ลูกหลานและนักท่องเที่ยวได้ศึกษา

    บรรยากาศนักท่องเที่ยวเริ่มตื่นเต้น เมื่อหมู่บ้านร่วมใจ เทศบาลตำบลร่วมจิต อ.ท่าปลา ชาวบ้านพบแหล่งแก้วโป่งข่าม และขุดเพื่อนำมาเจียระไนเป็นเครื่องประดับ ตามความเชื่อแก้วโป่งข่ามเป็นหินศักดิ์สิทธิ์ที่มีพลังงานเฉพาะตัวสูง ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ป้องกันภัยให้แคล้วคลาด ปลอดภัย เมตตามหานิยม ค้าขาย โชคลาภ และที่ฮือฮา

    เมื่อชุมชนแห่งนี้ได้อนุรักษ์แก้วโป่งข่ามขนาดใหญ่ ความยาว 35 เซนติเมตร สูง 15 เซนติเมตร ลักษณะคล้ายหอยกาบยักษ์ ส่วนของแก้วโป่งข่ามมีความเป็นประกายระยิบระยับ สวยงาม สะดุดตา โดยชุมชนได้เก็บรักษาไว้หลังขุดพบมา 10 ปี เชื่อเสริมพลังชีวิต จิตใจ และการปกป้องจากพลังลบ แม้จะมีคนมาขอซื้อในราคาที่สูงก็ไม่ขาย ทั้งนี้นักท่องเที่ยวหลังทราบถึงคุณสมบัติของแก้วโป่งข่าม ต่างเลือกซื้อเครื่องประดับที่ทำจากแก้วโป่งข่าม เก็บติดตัวและเป็นของฝาก เพราะเชื่อในพุทธคุณ ถือเป็นสินค้าชุมชนที่ขายดี

    หลังจากสุขใจกับสิ่งมหัศจรรย์จากธรรมชาติแล้ว ถึงเวลาเข้าวัดเพื่อไหว้พระ ความเป็นสิริมงคลที่วัดหาดล้าเหนือ หมู่ 3 เทศบาลตำบลร่วมจิต โดยภายในวิหารทรงล้านนา ประดิษฐานพระประธาน “พระพุทธรูปไม้หลวงพ่อปากแดง” ที่ชาวท่าปลาได้ร่วมแรงร่วมใจย้ายพระพุทธรูปไม้ดังกล่าวมาจากบ้านเก่าที่ปัจจุบันน้ำท่วมจากการสร้างเขื่อนสิริกิติ์ เพราะเป็นไม้จึงสามารถเคลื่อนย้ายได้อายุกว่า 100 ปี 

    และภายในยังมีจิตรกรรมฝาผนังเล่าเรื่องราวประเพณีท้องถิ่น, รูปเหมือนหลวงพ่อติว เกจิอาจารย์ยุคต้นของท่าปลา โดยภายนอกมีพญานาคหัวช้างอยู่ด้านหน้า ซึ่งมีแห่งเดียวในจังหวัดอุตรดิตถ์ ประชาชน นักท่องเที่ยวนิยมนำดอกไม้ พวงมาลัยกราบไหว้ขอพร ทั้งเรื่องงาน การค้าขาย และโชคลาภ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายในวิหารไม่อนุญาตให้จุดธูปเทียนเนื่องจากเป็นวิหารไม้ จึงมีเซียมซีให้ได้ตั้งจิตอธิษฐาน เขย่าเขย่าเซียมซี เพื่อทำนายดวงชะตาโดยหนึ่งในนักท่องเที่ยวได้เขย่าได้เลข 27 ก่อนจะออกมาจุดธูปเสี่ยงทายบริเวณหน้ารูปหล่อองค์หลวงพ่อทวดขนาดใหญ่ ประดิษฐานหน้าวิหาร ยิ่งสร้างความฮือฮา เมื่อเลขที่ปรากฏบนธูปเสี่ยงทาย 727 ก่อนที่ลมจะพัดเลข 7 บนหายไป คงเหลือ 27 ตรงกับเลขเซียมซี บรรดาสายมู นักเสี่ยงโชคต่างเชื่อว่าเป็นเลขมงคล จึงนำไปเสี่ยงโชคสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดวันที่ 1 เมษายน 2569

    เมื่ออิ่มอกอิ่มใจ ได้ทั้งหินศักดิ์สิทธิ์แก้วโป่งขาม และขอพร พร้อมได้เลขเด็ดนำมาเสี่ยงโชคแล้ว ถึงเวลาอิ่มท้อง โดยรับประทานอาหารถิ่นตามฤดูกาลที่ หมอนอุ่นโฮมเตย์ สร้างความประทับใจกับเมนูที่เรียกว่า 1 ปีมีหนเดียวคือ เมนูจากไข่มดแดง มีทั้ง แนมมดแดง, แจ่วไข่มดแดง, โซะไข่มดแดง, แกงผักอีกาไข่มดแดง,น้ำพริกแดง ผักหวานและเมล็ดผักหวานลวก,หมูสามชั้นทอด ทานกับข้าวเหนียวอุ่นๆ จากนั้นพักกายพักใจที่หมอนอุ่นโฮมเตย์ สำหรับเมนูอาหารจะเปลี่ยนไปตามฤดูกาล และนักท่องเที่ยวสามารถกำหนดได้

    นางณฤอร มหธนาคม ประธานกลุ่มท่องเที่ยวท่าปลา กล่าวว่า ส่งเสริมกระแสการท่องเที่ยวสายศรัทธา ของอำเภอท่าปลา พาไปเสริมสิริมงคลตามสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ วิถีชีวิตชาวท่าปลาหลังอพยพจากการสร้างเขื่อนสิริกิติ์ อิ่มอก อิ่มใจ อิ่มท้อง นอนอุ่น สนใจติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 093-553-5516.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lottery/news/2923615&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DD4rkw18G52McNIikRrHi

  • อัปเดตเทศกาลดูผีเสื้อ แคมป์บ้านกร่าง 2569 ผีเสื้อนับพันกลางป่าแก่งกระจาน

    อัปเดตเทศกาลดูผีเสื้อ แคมป์บ้านกร่าง 2569 ผีเสื้อนับพันกลางป่าแก่งกระจาน

              เทศกาลดูผีเสื้อ แคมป์บ้านกร่าง 2569 สีสันนับพันโบยบินกลางป่า บรรยากาศสดชื่นสุดฟิน สายเที่ยวธรรมชาติห้ามพลาด เก็บภาพสวย ๆ แล้วจะหลงรักไม่รู้ตัว

              ชวนเปิดประสบการณ์เที่ยวธรรมชาติสุดว้าวกับเทศกาลดูผีเสื้อ แคมป์บ้านกร่าง 2569 ในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน แหล่งดูผีเสื้อชื่อดังที่เต็มไปด้วยสีสันนับพันตัวโบยบินท่ามกลางผืนป่า บรรยากาศร่มรื่น สดชื่น เหมาะทั้งสายถ่ายรูปและคนรักธรรมชาติ ใครกำลังมองหาที่เที่ยวธรรมชาติแบบเพลิน ๆ ที่นี่คืออีกหนึ่งจุดหมายที่ไม่ควรพลาด สำหรับปีนี้ผีเสื้อออกมาอวดโฉมแล้วหรือยัง มาอัปเดตไปพร้อมกันเลย

    เทศกาลดูผีเสื้อ
    แคมป์บ้านกร่าง 2569

    เทศกาลดูผีเสื้อ แคมป์บ้านกร่าง 2569 อัปเดต

              ข้อมูล่าสุดจากเฟซบุ๊ก อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน – Kaeng Krachan National Park ได้อัปเดตการมาเยือนของเทศกาลดูผีเสื้อ แคมป์บ้านกร่าง 2569 ที่ตอนนี้ผีเสื้อเริ่มบินมาให้ยลโฉมแล้ว และจะมีจำนวนเยอะมากขึ้นเมื่อเข้าช่วงเดือนเมษายน

    เทศกาลดูผีเสื้อ แคมป์บ้านกร่าง คืออะไร

              เทศกาลดูผีเสื้อ แคมป์บ้านกร่าง คือปรากฏการณ์ธรรมชาติประจำปีที่เกิดขึ้นในช่วงหน้าร้อนของทุกปี บริเวณแคมป์บ้านกร่าง ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ ผืนป่ามรดกโลกทางธรรมชาติ ซึ่งในช่วงเดือนมีนาคม-มิถุนายนของทุกปี ผีเสื้อมากกว่า 250 สายพันธุ์นับพันตัว จะพากันออกมาโบยบินและลงดูดแร่ธาตุตามริมลำธาร ดินโป่ง และบริเวณชื้นแฉะ สร้างภาพที่สวยงามและหาดูได้ยากในระดับโลก

    เทศกาลดูผีเสื้อ แคมป์บ้านกร่าง 2569

    เทศกาลดูผีเสื้อ แคมป์บ้านกร่าง ดูช่วงไหนดี

    • ช่วงเดือนมีนาคม เป็นช่วงเริ่มต้นฤดูกาล ผีเสื้อเริ่มออกมาให้เห็นบ้างแล้ว จำนวนยังไม่หนาแน่นมาก เหมาะกับคนที่อยากหลีกเลี่ยงฝูงนักท่องเที่ยว

    • ช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม เป็นช่วงไฮซีซั่นที่ผีเสื้อออกมาหนาแน่นที่สุด สีสันสวยที่สุด แต่นักท่องเที่ยวก็เยอะตามกัน โดยเฉพาะช่วงสงกรานต์คนแน่นมากเป็นพิเศษ

    • ช่วงเดือนมิถุนายน ปลายฤดูกาล ผีเสื้อเริ่มลดจำนวนลงแต่ยังพอชมได้ ฝนเริ่มตกบ้าง อากาศเย็นกว่าเดิม นักท่องเที่ยวน้อยลงมาก

    *** แนะนำว่าให้ดูผีเสื้อช่วงเช้าก่อนเวลา 10.00 น. จะดีที่สุด แสงแดดอ่อน อากาศเย็นสบาย ผีเสื้อออกมาหากินและบินเล่นคึกคักที่สุด ถ่ายภาพได้สวยมาก รวมถึงโทรสอบถามสภาพอากาศของแต่ละวันก่อนเข้าชมด้วยก็ดี เพราะจะได้รู้ว่าวันนี้ผีเสื้อมีจำนวนมากน้อยแค่ไหน

    เทศกาลดูผีเสื้อ แคมป์บ้านกร่าง จุดชม

              สำหรับจุดชมผีเสื้อ แคมป์บ้านกร่าง แนะนำให้นักท่องเที่ยวไปเที่ยวชม ได้แก่ 

    • ริมลำธารหน้าค่ายเยาวชน จุดที่ง่ายและดีที่สุดสำหรับคนทั่วไป เดินจากที่จอดรถแคมป์บ้านกร่างเพียงไม่กี่นาที จะเจอผีเสื้อรอต้อนรับริมลำธารทันที ไม่ต้องเดินไกล

    • เส้นทางดูผีเสื้อ กม.0-กม.18 เริ่มจากด่านตรวจเขาสามยอดถึงแคมป์บ้านกร่าง พบผีเสื้อได้ตลอดสองข้างทาง สามารถขับรถชมได้อย่างสบาย

    เทศกาลดูผีเสื้อ แคมป์บ้านกร่าง 2569

    • โป่งดิน กม.10-12 จุดที่มีผีเสื้อหนาแน่นเป็นพิเศษเพราะดินมีแร่ธาตุสูง ผีเสื้อลงดูดแร่ธาตุพร้อมกันทีละหลายสิบถึงร้อยตัว เป็นภาพที่ประทับใจมาก

    • เส้นทางลำธาร 1, 2, 3 เดินเท้าเข้าไปประมาณ 2.5 กม. เป็นเส้นทางขึ้นเขาพะเนินทุ่ง จุดชมผีเสื้อที่สวยงามมาก แต่ต้องออกกำลังขาเดินหน่อยนึง

    อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ที่พักและกิจกรรมท่องเที่ยวอื่น ๆ

              ใครที่มาเที่ยวอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานช่วงหน้าร้อนนี้ นอกจากจะได้ดูผีเสื้อ แคมป์บ้านกร่าง แล้ว ยังมีกิจกรรมท่องเที่ยวอื่น ๆ ที่น่าสนใจช่วงนี้ด้วยเช่นกัน เช่น 

    • กางเต็นท์ค้างคืน แคมป์บ้านกร่างมีพื้นที่กางเต็นท์ค้างคืน บรรยากาศป่าสมบูรณ์ ดาวเต็มฟ้า อากาศเย็นสบาย แนะนำอย่างยิ่งสำหรับสายแคมป์ปิ้ง

    • เขาพะเนินทุ่ง จุดชมทะเลหมอกสุดฮิต ต้องลงทะเบียนล่วงหน้าผ่านระบบออนไลน์ ห่างจากแคมป์บ้านกร่างไม่ไกล

    • เขื่อนแก่งกระจาน อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ สวยงาม เหมาะนั่งชมวิว ปิกนิก หรือกางเต็นท์ริมน้ำ

    • ล่องแพหมู่บ้านโป่งลึก-บางกลอย สัมผัสวิถีชุมชนชาวกะเหรี่ยงปกาเกอะญอ กิจกรรมยอดนิยมของนักท่องเที่ยวในพื้นที่

    • ถ่ายภาพสัตว์ป่า แก่งกระจานมีสัตว์ป่าหลากชนิด อาทิ เนื้อทราย กระทิง นกหายาก รวมถึงผีเสื้อกลางคืนที่สวยงาม

    เทศกาลดูผีเสื้อ แคมป์บ้านกร่าง ข้อแนะนำ

              ก่อนจะไปเที่ยวดูผีเสื้อ แคมป์บ้านกร่าง 2569 นี้ มีข้อแนะนำเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อให้เที่ยวสนุกมากยิ่งขึ้น 

    • เส้นทางบางส่วนเป็นดินลูกรังและทางเดินในป่า รองเท้าที่กระชับและกันลื่นจะสะดวกกว่ามาก

    • บริเวณริมลำธารมียุงและแมลงมาก ควรทายากันแมลงก่อนออกเดิน

    • ผีเสื้อจะถูกดึงดูดด้วยสีสดและกลิ่น ถ้าอยากให้ผีเสื้อมาเกาะตัว ลองใส่เสื้อสีสด ๆ หรือทาครีมบำรุงมือหอม ๆ ดู

    • ภายในแคมป์มีร้านขายของแต่ไม่ครบ ควรเตรียมน้ำดื่มและขนมขบเคี้ยวมาจากข้างนอก

    • ห้ามจับหรือรบกวนผีเสื้อ ห้ามทิ้งขยะในป่า และห้ามนำสัตว์เลี้ยงเข้าอุทยาน

    • ควรจองจองที่พักล่วงหน้า เพราะช่วงไฮซีซั่น (เมษายน-พฤษภาคม) ที่พักแคมป์เต็มเร็วมาก โดยเฉพาะช่วงวันหยุดยาวและสงกรานต์

    เทศกาลดูผีเสื้อ แคมป์บ้านกร่าง 2569

              ใครอยากเติมความสดชื่นให้หัวใจ ลองแวะมาเที่ยวเทศกาลดูผีเสื้อ แคมป์บ้านกร่าง 2569 สัมผัสธรรมชาติสวย ๆ ใกล้ชิดแบบหาไม่ได้ง่าย ๆ แล้วจะรู้ว่าความสุขเล็ก ๆ ในป่า ทำให้ทริปนี้พิเศษกว่าที่คิด ^ ^ (สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน – Kaeng Krachan National Park หรือโทรศัพท์ 0 3277 2312)

    หมายเหตุ : ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงกรุณาตรวจสอบอีกครั้ง

    บทความ ที่เที่ยวหน้าร้อน 2569 ที่เที่ยวธรรมชาติ อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.kapook.com/view299934.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw321qAukMFsZ8NJjce6DbtK

  • นายกฯ พัทยา เดินหน้าอัปเกรด “แหลมบาลีฮาย” ปั้นท่าเรือสู่แลนด์มาร์กระดับโลก เชื่อมท่องเที่ยว – คุณภาพชีวิต

    นายกฯ พัทยา เดินหน้าอัปเกรด “แหลมบาลีฮาย” ปั้นท่าเรือสู่แลนด์มาร์กระดับโลก เชื่อมท่องเที่ยว – คุณภาพชีวิต

    นายกฯ พัทยา เดินหน้าอัปเกรด “แหลมบาลีฮาย” ปั้นท่าเรือสู่แลนด์มาร์กระดับโลก เชื่อมท่องเที่ยว – คุณภาพชีวิต

    (30 มีนาคม 2569) นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา เป็นประธานการประชุมพิจารณารูปแบบการศึกษาและออกแบบโครงการปรับปรุงและพัฒนาท่าจอดเรืออ่าวพัทยา บริเวณแหลมบาลีฮาย พัทยาใต้ โดยมีคณะผู้บริหารเมืองพัทยา สมาชิกสภาเมืองพัทยา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 131 ศาลาว่าการเมืองพัทยา

    ในการประชุม บริษัท เอสทีเอส เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแตนท์ จำกัด (STS Engineering Consultant) ในฐานะที่ปรึกษา ได้นำเสนอแนวคิดการพัฒนาพื้นที่ท่าเรือ มุ่งยกระดับจากพื้นที่สัญจร ให้เป็นพื้นที่สาธารณะรองรับทั้งการเดินทางและการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ พร้อมเสริมภาพลักษณ์เมืองพัทยาสู่ระดับสากล

    แนวทางการออกแบบเน้นการจัดระเบียบพื้นที่อย่างชัดเจน แยกเส้นทางสัญจรของรถยนต์และจุดเทียบเรือ เพื่อลดความแออัด เพิ่มความปลอดภัย และความคล่องตัวในการใช้งาน ควบคู่การพัฒนา “Transition Space” เชื่อมต่อท่าเรือโดยสารกับพื้นที่โดยรอบ ช่วยกระจายความหนาแน่นของผู้ใช้งาน และยกระดับประสบการณ์การใช้พื้นที่

    นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มพื้นที่สีเขียวริมชายหาด สร้างความร่มรื่น และนำแนวคิดอารยสถาปัตยกรรม (Universal Design) มาปรับใช้ เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากพื้นที่ได้อย่างเท่าเทียม รองรับทั้งวิถีชีวิตของคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม และประสานการออกแบบร่วมกับกรมเจ้าท่า เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและสอดคล้องตามมาตรฐาน ก่อนเดินหน้าสู่ขั้นตอนดำเนินโครงการ

    โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายพัฒนาท่าเรือแหลมบาลีฮายอย่างรอบด้าน ควบคู่การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยว สร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยวระดับโลกอย่างยั่งยืน

    Superball th 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/69267&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TlYGKGvMFEKj91dqAyYH5

  •  ททท. จัดเสวนา “เสน่ห์รสชาติ สร้างสรรค์การท่องเที่ยวไทย ผ่าน มิชลิน ไกด์” ชูวัฒนธรรมอาหารขับเคลื่อนศก.ไทย

     ททท. จัดเสวนา “เสน่ห์รสชาติ สร้างสรรค์การท่องเที่ยวไทย ผ่าน มิชลิน ไกด์” ชูวัฒนธรรมอาหารขับเคลื่อนศก.ไทย

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้จัดกิจกรรมเสวนาหัวข้อ ‘เสน่ห์รสชาติ สร้างสรรค์การท่องเที่ยวไทย ผ่าน มิชลิน ไกด์’ ณ โรงแรมเดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ เพื่อตอกย้ำให้เห็นถึงศักยภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยวัฒนธรรมอาหารผ่านคู่มือแนะนำร้านอาหารและที่พักระดับโลก ‘มิชลิน ไกด์’ โดยอ้างอิงข้อมูลจากรายงาน ‘Beyond the MICHELIN Stars’ ซึ่งจัดทำขึ้นเมื่อปี 2568 โดยเอิร์นส์แอนด์ยัง (Ernst & Young) บริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจชั้นนำของโลก

    ภายในงานเสวนาดังกล่าว ททท. ในฐานะพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ของ ‘มิชลิน ไกด์’ มานานกว่า 9 ปี ได้เชิญบุคลากรจากร้านอาหารในคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับประเทศไทย ประจำปี 2569 มาร่วมพูดคุยและแสดงความคิดเห็นบนเวทีเสวนา ได้แก่ นิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, เชฟ “แทน” ภากร โกสิยพงษ์ จาก ‘โกท’ ร้านอาหารรางวัล ‘หนึ่งดาวมิชลิน’ และ ‘ดาวมิชลิน รักษ์โลก’, เชฟ “โก๋” ไพศาล ชีวินศิริวัฒน์ จาก ‘แก่น’ และ “กอล์ฟ” เอกรินทร์ อยู่สุขสมบูรณ์ นักออกแบบและตกแต่งอาหาร หรือ Food Stylist จาก ‘แก่นกรุง’ โดยสองร้านหลังติดอันดับร้านแนะนำ หรือ MICHELIN Selected

    นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ภายใต้บริบทของสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอนและการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวที่ทวีความเข้มข้น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยมุ่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพ ภายใต้แนวคิด “Healing is the New Luxury” ซึ่งให้ความสำคัญกับการส่งมอบประสบการณ์ที่สร้างคุณค่าและช่วยฟื้นฟูทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ โดย “วัฒนธรรมอาหารไทย” ถือเป็นหนึ่งในจุดแข็งสำคัญที่สะท้อนอัตลักษณ์ ความพิถีพิถัน และภูมิปัญญาท้องถิ่น และสามารถต่อยอดเป็นกลไกสำคัญในการสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ

    ภายในงานมีการนำเสนอข้อมูลจากรายงาน ‘Beyond the MICHELIN Stars’ ที่จัดทำขึ้นเมื่อปี 2568 โดยเอิร์นส์แอนด์ยัง (Ernst & Young) บริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจชั้นนำของโลก ซึ่งสะท้อนบทบาทของ ‘มิชลิน ไกด์’ ใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ ด้านการท่องเที่ยว ที่มีส่วนช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ โดย 74% ของนักเดินทางใช้การมีร้านอาหารใน ‘มิชลิน ไกด์’ เป็นปัจจัยในการเลือกจุดหมายปลายทาง และ 76% มีแนวโน้มขยายระยะเวลาการพำนักเพื่อสัมผัสประสบการณ์ด้านอาหาร ด้านเศรษฐกิจ ที่ร้านอาหารที่ได้รับดาวมิชลินมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 32% หลังได้รับดาวแรก ขณะที่ 60% มีการจ้างงานเพิ่ม และ 58% มีการลงทุนปรับปรุงร้าน และ ด้านวงการอาหาร ที่มีบทบาทในการยกระดับมาตรฐานและเสริมสร้างภาพลักษณ์ของอาหารสู่ระดับสากล

    ทั้งนี้ อ้างอิงจากการศึกษา สำรวจ และรวบรวมผลการดำเนินงาน ประจำปี 2568 โดยบริษัท เคเนติกส์ คอนซัลติ้ง จำกัด ที่ ททท. ดำเนินการจัดจ้างในฐานะที่ปรึกษาดำเนินการศึกษา พบว่า รายได้ส่วนเพิ่มของการใช้จ่ายด้านอาหารในร้านอาหารที่ได้รับการแนะนำโดยคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทย ประจำปี พ.ศ. 2568 รวมเป็นเงิน 822.85 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 45 จากปี 2567 (586.57 ล้านบาท) มูลค่าส่วนเพิ่มของการใช้จ่ายด้านอาหารจากการดำเนินโครงการ The MICHELIN Guide Thailand รวม 8 ปี (พ.ศ. 2561-2568) รวมทั้งสิ้น 3,182.4 ล้านบาท และเมื่อเปรียบเทียบกับงบประมาณสนับสนุนโครงการรวม 8 ปี มีความคุ้มค่าถึง 14.7 เท่า

    ผู้ร่วมเวทีเสวนารับเชิญทั้ง 3 ท่าน ซึ่งเป็นบุคลากรจากร้านอาหารที่ติดอันดับในคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับประเทศไทย ประจำปี 2569 ได้ร่วมแสดงความคิดเห็นในหลากหลายประเด็นเกี่ยวกับแนวโน้มทิศทางการดำเนินงานร้านอาหารในอนาคต, ระบบนิเวศอาหารไทย, ความสัมพันธ์กับเกษตรกรหรือผู้ผลิตท้องถิ่น, บทบาทของร้านอาหารที่มีต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในท้องถิ่น ฯลฯ

    ในปี 2569 ททท. มุ่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพ แม้ต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งภายในและภายนอกประเทศ ผ่านนโยบาย “ก้าวใหม่ท่องเที่ยวไทย” (Thailand Tourism Next) ที่เน้นการยกระดับสู่ความยั่งยืนตามแนวคิดการเน้น “คุณค่า” มากกว่า “ปริมาณ” (Value over Volume) โดยวัฒนธรรมอาหารถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง ขณะเดียวกัน ‘มิชลิน ไกด์’ ยังคงเป็นพันธมิตรที่สนับสนุนนโยบายของ ททท. โดยช่วยตอกย้ำความเป็นเลิศและมาตรฐานสากลของวงการอาหารในประเทศไทยบนเวทีโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/business/138127&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qlOwDibiNIUamlhWq_QuD

  • ไม่พัก! กรมการท่องเที่ยวล็อคเป้า “ลิตเติ้ลทัวร์” ลักลอบจัดทัวร์เถื่อนพัทยา-เกาะล้าน

    ไม่พัก! กรมการท่องเที่ยวล็อคเป้า “ลิตเติ้ลทัวร์” ลักลอบจัดทัวร์เถื่อนพัทยา-เกาะล้าน

    ไม่พัก! กรมการท่องเที่ยวล็อคเป้า “ลิตเติ้ลทัวร์” ลักลอบจัดทัวร์เถื่อนพัทยา-เกาะล้าน

    วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.00 น.

    กรมการท่องเที่ยวร่วมกับตำรวจท่องเที่ยว ลงพื้นที่ชลบุรีตรวจสอบและจับกุมทัวร์เถื่อน ภายหลังได้รับแจ้งเบาะแสการจัดนำเที่ยวผ่านแอปพลิเคชันไลน์

    นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า สำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ สาขาภาคตะวันออก (จังหวัดชลบุรี) ได้รับแจ้งเบาะแสว่ามีผู้จัดรายการนำเที่ยวโดยใช้ชื่อ “ลิตเติ้ลทัวร์” จัดนำเที่ยวพื้นที่พัทยาและเกาะล้าน จังหวัดชลบุรี ระหว่างวันที่ 28–30 มีนาคม 2569 โดยมีการประชาสัมพันธ์และเชิญชวนนักท่องเที่ยวผ่านกลุ่มในแอปพลิเคชันไลน์ จากการตรวจสอบพบว่า “ลิตเติ้ลทัวร์” ไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวจากกรมการท่องเที่ยว และบุคคลที่ดำเนินการนำเที่ยวก็ไม่ได้เป็นผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวที่ได้รับใบอนุญาต

    นายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ สาขาภาคตะวันออก พร้อมด้วยตำรวจท่องเที่ยว จึงร่วมกันลงพื้นที่ติดตามพฤติการณ์พบว่า “ลิตเติ้ลทัวร์” ได้นำนักท่องเที่ยวประมาณ 40 ราย เดินทางมายังเกาะล้าน พัทยา โดยใช้รถบัสหมายเลขทะเบียน 30-0336 จึงได้ดำเนินการเข้าจับกุมผู้กระทำความผิดดังกล่าวในข้อหา “ประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่ได้รับใบอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับสูงสุดถึง 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” พร้อมจัดทำบันทึกการจับกุมส่งให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยา เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

    อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวย้ำว่า “กรมการท่องเที่ยวขอย้ำเตือนผู้ประกอบการให้ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และขอให้นักท่องเที่ยวเลือกใช้บริการบริษัทนำเที่ยวที่ได้รับใบอนุญาต เพื่อความปลอดภัยและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย หากพบเบาะแสการกระทำความผิด สามารถแจ้งได้ที่กรมการท่องเที่ยว สำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์สาขาทั้ง 8 สาขา หรือศูนย์ปฏิบัติการร่วมแก้ไขปัญหาการประกอบธุรกิจท่องเที่ยวโดยใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (ศปต.) โทร 0 2141 3200”

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/relation/955686&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fA0BdUULQkDo6EKgt0TzL

  • สวนนงนุชฯ สร้างสถานีชาร์จ EV พร้อมระบบโซลาร์เซลล์ที่จอดรถ รับเทรนด์พลังงาน

    สวนนงนุชฯ สร้างสถานีชาร์จ EV พร้อมระบบโซลาร์เซลล์ที่จอดรถ รับเทรนด์พลังงาน

    สวนนงนุชฯ สร้างสถานีชาร์จ EV พร้อมระบบโซลาร์เซลล์ที่จอดรถ รับเทรนด์พลังงาน

    เมื่อแลนด์มาร์คสวนสวยระดับโลก อย่าง ‘สวนนงนุชพัทยา’ ขยับตัวสู่ยุคพลังงานสะอาดน้ำมันแพง สร้างสถานีชาร์จ EV พร้อมระบบโซลาร์เซลล์ที่จอดรถกว่า 20 ไร่

    • สวนนงนุชพัทยากำลังก่อสร้างสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ควบคู่กับระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์)
    • โครงการดังกล่าวจะเปลี่ยนพื้นที่ลานจอดรถ 20 ไร่ ให้กลายเป็นหลังคาโซลาร์เซลล์ขนาด 3.5 เมกะวัตต์ เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า
    • มีเป้าหมายเพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้า และส่งเสริมภาพลักษณ์การเป็นแหล่งท่องเที่ยวสีเขียว (Green Destination)

    เมื่อแลนด์มาร์คสวนสวยระดับโลก อย่าง ‘สวนนงนุชพัทยา’ ขยับตัวสู่ยุคพลังงานสะอาดน้ำมันแพง สร้างสถานีชาร์จ EV พร้อมระบบโซลาร์เซลล์ที่จอดรถกว่า 20 ไร่

    ในวันที่ราคาน้ำมันกลายเป็น ‘กราฟขาขึ้น’ จากสถานการณ์ความไม่แน่นอนและสงครามตะวันออกกลาง รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ไม่ใช่แค่เทรนด์แค่ต่อไป แต่คือ ‘ทางรอด’ ที่จะช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าได้ระยะยาว คำถามที่น่าสนใจตามมาคือ สถานที่ท่องเที่ยวขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่นับพันไร่จะปรับตัวอย่างไรให้ทันโลก?

    สวนนงนุชพัทยา ภายใต้การบริหารของ นายกัมพล ตันสัจจา กำลังเปลี่ยนภาพจำจากสวนพฤกษศาสตร์ระดับโลก ให้กลายเป็น ‘Green Destination’ อย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการเดินหน้าก่อสร้างระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) พร้อมติดตั้ง สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charging Station)

    สวนนงนุชฯ สร้างสถานีชาร์จ EV พร้อมระบบโซลาร์เซลล์ที่จอดรถ รับเทรนด์พลังงาน

    พลิกที่จอดรถ 20 ไร่ ให้เป็นแหล่งพลังงานจากแสงอาทิตย์

    ลองจินตนาการถึงลานจอดรถขนาดมหึมาที่เคยร้อนระอุแดดเมืองไทย แต่ถูกแทนที่ด้วย ‘หลังคาโซลาร์เซลล์’ ที่ไม่เพียงแต่ให้ร่มเงากับรถของนักท่องเที่ยวที่มาสวนนงนุชพัทยา แต่ยังทำหน้าที่เก็บเกี่ยวพลังงานจากแสงอาทิตย์มาผลิตเป็นกระแสไฟฟ้า

    โครงการนี้ไม่ใช่แค่การติดตั้งแผงโซลาร์แบบผิวเผิน แต่เป็นการวางโครงสร้างระบบผลิตไฟฟ้าขนาด 3.5 เมกะวัตต์ (หรือประมาณ 3,500 กิโลวัตต์) ควบคู่ไปกับสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charging Station) เพื่อตอบโจทย์ของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ที่กังวลเรื่องแบตเตอรี่หมดระหว่างเดินทาง

    สวนนงนุชฯ สร้างสถานีชาร์จ EV พร้อมระบบโซลาร์เซลล์ที่จอดรถ รับเทรนด์พลังงาน

     “เราต้องการให้ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าเดินทางมาสวนนงนุชได้อย่างสะดวกสบาย พร้อมมีจุดบริการชาร์จไฟรองรับ อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริม ความมั่นคงทางพลังงานทางเลือก  และสนับสนุนแนวคิด การท่องเที่ยวสีเขียว ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” นายกัมพลกล่าว

    โครงการก่อสร้างระบบโซลาร์เซลล์และสถานีชาร์จรถไฟฟ้าดังกล่าว ดำเนินการก่อสร้างมาแล้ว 3เดือน คาดว่าจะแล้วเสร็จและพร้อมให้บริการเต็มรูปแบบภายใน 3 เดือนข้างหน้า ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของสวนนงนุชพัทยาในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่ทันสมัย ควบคู่กับการใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

    สวนนงนุชฯ สร้างสถานีชาร์จ EV พร้อมระบบโซลาร์เซลล์ที่จอดรถ รับเทรนด์พลังงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/keep-the-world/energy/862743&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3avwYgLX6UzlnvXCGyTvQo

  • ททท. จัดเสวนา “เสน่ห์รสชาติ สร้างสรรค์การท่องเที่ยวไทย ผ่าน มิชลิน ไกด์” ชูศักยภาพของวัฒนธรรมอาหารในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    ททท. จัดเสวนา “เสน่ห์รสชาติ สร้างสรรค์การท่องเที่ยวไทย ผ่าน มิชลิน ไกด์” ชูศักยภาพของวัฒนธรรมอาหารในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้จัดกิจกรรมเสวนาหัวข้อ ‘เสน่ห์รสชาติ สร้างสรรค์การท่องเที่ยวไทย ผ่าน มิชลิน ไกด์’ ณ โรงแรมเดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ เพื่อตอกย้ำให้เห็นถึงศักยภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยวัฒนธรรมอาหารผ่านคู่มือแนะนำร้านอาหารและที่พักระดับโลก ‘มิชลิน ไกด์’ โดยอ้างอิงข้อมูลจากรายงาน ‘Beyond the MICHELIN Stars’ ซึ่งจัดทำขึ้นเมื่อปี 2568 โดยเอิร์นส์แอนด์ยัง (Ernst & Young) บริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจชั้นนำของโลก

    ภายในงานเสวนาดังกล่าว ททท. ในฐานะพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ของ ‘มิชลิน ไกด์’ มานานกว่า 9 ปี ได้เชิญบุคลากรจากร้านอาหารในคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับประเทศไทย ประจำปี 2569 มาร่วมพูดคุยและแสดงความคิดเห็นบนเวทีเสวนากับ นิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้แก่ เชฟ “แทน” ภากร โกสิยพงษ์ จาก ‘โกท’ ร้านอาหารรางวัล ‘หนึ่งดาวมิชลิน’ และ ‘ดาวมิชลิน รักษ์โลก’, เชฟ “โก๋” ไพศาล ชีวินศิริวัฒน์ จาก ‘แก่น’ และ “กอล์ฟ” เอกรินทร์ อยู่สุขสมบูรณ์ นักออกแบบและตกแต่งอาหาร หรือ Food Stylist จาก ‘แก่นกรุง’ โดยสองร้านหลังติดอันดับร้านแนะนำ หรือ MICHELIN Selected

    นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า “ภายใต้บริบทของสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอนและการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวที่ทวีความเข้มข้น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยมุ่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพ ภายใต้แนวคิด “Healing is the New Luxury ” ซึ่งให้ความสำคัญกับการส่งมอบประสบการณ์ที่สร้างคุณค่าและช่วยฟื้นฟูทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ โดย “วัฒนธรรมอาหารไทย” ถือเป็นหนึ่งในจุดแข็งสำคัญที่สะท้อนอัตลักษณ์ ความพิถีพิถัน และภูมิปัญญาท้องถิ่น และสามารถต่อยอดเป็นกลไกสำคัญในการสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ”

    ภายในงานมีการนำเสนอข้อมูลจากรายงาน ‘Beyond the MICHELIN Stars’ ที่จัดทำขึ้นเมื่อปี 2568 โดยเอิร์นส์แอนด์ยัง (Ernst & Young) บริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจชั้นนำของโลก ซึ่งสะท้อนบทบาทของ ‘มิชลิน ไกด์’ ใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ ด้านการท่องเที่ยว ที่มีส่วนช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ โดย 74% ของนักเดินทางใช้การมีร้านอาหารใน ‘มิชลิน ไกด์’ เป็นปัจจัยในการเลือกจุดหมายปลายทาง และ 76% มีแนวโน้มขยายระยะเวลาการพำนักเพื่อสัมผัสประสบการณ์ด้านอาหาร ด้านเศรษฐกิจ ที่ร้านอาหารที่ได้รับดาวมิชลินมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 32% หลังได้รับดาวแรก ขณะที่ 60% มีการจ้างงานเพิ่ม และ 58% มีการลงทุนปรับปรุงร้าน และ ด้านวงการอาหาร ที่มีบทบาทในการยกระดับมาตรฐานและเสริมสร้างภาพลักษณ์ของอาหารสู่ระดับสากล

    ทั้งนี้ อ้างอิงจากการศึกษา สำรวจ และรวบรวมผลการดำเนินงาน ประจำปี 2568 โดยบริษัท เคเนติกส์ คอนซัลติ้ง จำกัด ที่ ททท. ดำเนินการจัดจ้างในฐานะที่ปรึกษาดำเนินการศึกษา พบว่า รายได้ส่วนเพิ่มของการใช้จ่ายด้านอาหารในร้านอาหารที่ได้รับการแนะนำโดยคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทย ประจำปี พ.ศ. 2568 รวมเป็นเงิน 822.85 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 45 จากปี 2567 (586.57 ล้านบาท) มูลค่าส่วนเพิ่มของการใช้จ่ายด้านอาหารจากการดำเนินโครงการ The MICHELIN Guide Thailand รวม 8 ปี (พ.ศ. 2561-2568) รวมทั้งสิ้น 3,182.4 ล้านบาท และเมื่อเปรียบเทียบกับงบประมาณสนับสนุนโครงการรวม 8 ปี มีความคุ้มค่าถึง 14.7 เท่า

    ผู้ร่วมเวทีเสวนารับเชิญทั้ง 3 ท่าน ซึ่งเป็นบุคลากรจากร้านอาหารที่ติดอันดับในคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับประเทศไทย ประจำปี 2569 ได้ร่วมแสดงความคิดเห็นในหลากหลายประเด็นเกี่ยวกับแนวโน้มทิศทางการดำเนินงานร้านอาหาร  ในอนาคต, ระบบนิเวศอาหารไทย, ความสัมพันธ์กับเกษตรกรหรือผู้ผลิตท้องถิ่น, บทบาทของร้านอาหารที่มีต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในท้องถิ่น ฯลฯ

    ในปี 2569 ททท. มุ่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพ แม้ต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งภายในและภายนอกประเทศ ผ่านนโยบาย “ก้าวใหม่ท่องเที่ยวไทย” (Thailand Tourism Next) ที่เน้นการยกระดับสู่ความยั่งยืนตามแนวคิดการเน้น “คุณค่า” มากกว่า “ปริมาณ” (Value over Volume) โดยวัฒนธรรมอาหารถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง ขณะเดียวกัน ‘มิชลิน ไกด์’ ยังคงเป็นพันธมิตรที่สนับสนุนนโยบายของ ททท. โดยช่วยตอกย้ำความเป็นเลิศและมาตรฐานสากลของวงการอาหารในประเทศไทย บนเวทีโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1566961&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-NHZezveowB1SCQ-zia2W

  • ‘ททท.’ เร่งกู้เชื่อมั่น ดึงมาเลเซีย-สิงคโปร์เที่ยวหาดใหญ่

    ‘ททท.’ เร่งกู้เชื่อมั่น ดึงมาเลเซีย-สิงคโปร์เที่ยวหาดใหญ่

    ‘ททท.’ เร่งกู้เชื่อมั่น ดึงมาเลเซีย-สิงคโปร์เที่ยวหาดใหญ่

    ‘ททท.’ เร่งกู้เชื่อมั่น ดึงมาเลเซีย-สิงคโปร์เที่ยวหาดใหญ่

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการฟื้นฟูเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคใต้ ภายหลังจากสถานการณ์อุทกภัยในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ 

    โดยเป็นมาตรการเชิงรุกในการกระตุ้นการท่องเที่ยว มุ่งฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่ สร้างความเชื่อมั่น และกระตุ้นการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะในจังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยวต่างชาติ 

    รวมถึงมุ่งเน้นการดึงดูดนักท่องเที่ยวจากตลาดศักยภาพ ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ ซึ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวภายใต้โครงการ Smile @ South คืนรอยยิ้มให้ชาวใต้

    นอกจากนี้ ยังมีการกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่ ควบคู่กับการเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ รวมถึงส่งเสริมการตลาด

    และกระตุ้นการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น ผ่านความร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เช่น ร้านอาหาร โรงแรม และสถานประกอบการต่างๆ ในพื้นที่กับกิจกรรม Amazing Thailand Passport Privileges @ HAT YAI

    นอกจากนี้  ยังมีกิจกรรม Amazing Bag ให้ของขวัญที่สะท้อนเสน่ห์ไทยผ่านการคัดสรรของที่ระลึก (Lucky Gift) จากชุมชนในภาคใต้ เช่น ยาดมสมุนไพร, อภิบาลบ่อพลับ อ.เมือง จ.สงขลา ผลิตภัณฑ์จากผ้ามัดย้อม จากศูนย์การเรียนรู้ผ้ามัดย้อมบ้านหน้าฮะ (หรือกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเชี่ยวหลานมัดย้อมมัดใจบ้านหน้าฮะ) อ.บ้านตาขุน จ.สุราษฎร์ธานี

    ,กระเป๋าผ้าปาเต๊ะ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช, หมวกผ้ามัดย้อม OTOP ผ้ามัดย้อมสไตล์กนกวรรณ จ.ตรัง, กระเป๋ากระจูด อ.ควนขนุน จ.พัทลุง, กระเป๋าใส่บัตรผ้าบาติก OTOP NURFA จ.ปัตตานี, หมวกผ้าปาเต๊ะ OTOP Pnara ปาเต๊ะ จ.นราธิวาส และ พวงกุญแจวาฬปาเต๊ะ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/655329&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Ql1YWh_XD4mr0WsBAT9L5