Category: เศรษฐกิจ

  • “สภาพัฒน์ฯ” สรุป GDP ปี 68 โต 2.4% ปี 69 ตลาดขยายตัว 1.5-2.5% ฝากการบ้าน 5 ข้อ รัฐบาลใหม่เร่งจัดทำงบฯปี 70 นำเงินใช้จ่ายเข้าสู่ระบบศก. ขยายโอกาสเข้าถึงสินเชื่อแก้ปัญหาหนี้สิน | TOPNEWS

    “สภาพัฒน์ฯ” สรุป GDP ปี 68 โต 2.4% ปี 69 ตลาดขยายตัว 1.5-2.5% ฝากการบ้าน 5 ข้อ รัฐบาลใหม่เร่งจัดทำงบฯปี 70 นำเงินใช้จ่ายเข้าสู่ระบบศก. ขยายโอกาสเข้าถึงสินเชื่อแก้ปัญหาหนี้สิน | TOPNEWS

    16 ก.พ. 2569 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 ขยายตัว 2.5% เร่งขึ้นจากการขยายตัว 1.2% ใน ไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 และเมื่อรวมทั้งปี 2568 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 2.4% เทียบกับการขยายตัว 2.9% ในปี 2567 ส่วนเศรษฐกิจไทยปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวในช่วง 1.5-2.5% โดยมีค่ากลางอยู่ที่ 2.0% จากเดิมที่เคยคาดการณ์ว่า จะขยายตัวเพียง 1.7% เท่านั้น โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ ได้แก่ การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน การเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณภาครัฐทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวเนื่อง และปริมาณน้ำที่เอื้ออำนวยต่อการขยายตัวของการผลิตภาคการเกษตร

    อย่างไรก็ตาม นายดนุชา ระบุว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 ยังคงมีข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยง ทั้งจากความผันผวนของระบบเศรษฐกิจและการค้าโลก ท่ามกลางความไม่แน่นอนของมาตรการทางการค้า ความยึดเยื้อของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความแตกต่างของการดำเนินนโยบายการเงิน ความเปราะบางในหวงโซ่อุปทานกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าไฮเทค ความเสี่ยงจากการปรับฐานราคาในตลาดทุน อีกทั้งยังมีเงื่อนไขและบรรยากาศทางเศรษฐกิจและการเมืองหลังการเลือกตั้ง ที่อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและกระทบต่อกระบวนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 รวมถึงการดำเนินนโยบาย/มาตรการต่างๆที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเจรจาทางการค้ากับประเทศสำคัญ

    เลขาฯสภาพัฒน์ ยังเสนอแนะ 5 แนวทางการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ในปี 2569 ดังนี้

    1.ควรให้ความสำคัญกับการรักษาบรรยากาศทางเศรษฐกิจและการเมืองหลังการเลือกตั้ง ควรการเร่งรัดกระบวนการจัดทำงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2570 ให้สามารถเบิกจ่ายเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้โดยเร็ว และควรเร่งรัดกระบวนการเจรจาทางการค้ากับประเทศสำคัญ การรักษาวินัยทางการคลังโดยการดำเนินการตามกรอบแผนการคลังระยะปานกลาง เพื่อลดแรงกดดันจากภาระหนี้สาธารณะและลดความเสี่ยงต่อการปรับอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ การปฏิรูปโครงสร้างหน่วยงานภาครัฐ เพื่อมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ และลดต้นทุนดำเนินงานอันเป็นภาระงบประมาณ ซึ่งหากจัดตั้งรัฐบาลได้ภายในปลายเดือนมีนาคมหรือต้นเดือนเมษายน 2569 การจัดทำงบประมาณปี 2570 จะล่าช้าเพียง 2 เดือน

    2.การขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน ควรเร่งดำเนินการระบบ Thailand FastPass เพื่ออำนวยความสะดวกและเร่งรัดการดำเนินโครงการ ปรับปรุงระบบการขออนุญาตแบบรวมศูนย์ผ่า ช่องทางดิจิทัลแพลตฟอร์ม อาทิ การขอใบอนุญาต ก่อสร้าง โรงงาน และผังเมือง การยกระดับความพร้อมทางด้านโครงสร้างพื้นฐาน และสาธารณูปโภคที่จำเป็นต่อการลงทุนภาคเอกชน การส่งเสริมการลงทุนในรูปแบบของกิจการร่วมทุน และการเชื่อมโยงธุรกิจ การใช้ประโยชน์จากการเบี่ยงเบนการค้าและการลงทุน

    3.ควรขับเคลื่อนภาคการส่งออก ต้องขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและตลาดใหม่ เพื่อกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาการส่งออกไปสหรัฐฯ รวมถึงการลดผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ โดยต้องเร่งเจรจาที่จะนำไปสู่ข้อตกลงกับ สหรัฐฯ การสร้างความรับมือให้กับผู้ประกอบการ และยกระดับการบังคับใช้กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิด การลดต้นทุนการผลิตและต้นทุนการดำเนินธุรกิจ ควบคู่กับการปรับปรุงมาตรการทางการค้า ที่ต้องส่งเสริมการใช้วัตถุดิบและสินค้าชั้นกลางในประเทศ เพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้ปัจจัยการผลิตภายในประเทศ การสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการสำคัญของประเทศคู่ค้าที่จะมีผลบังคับใช้ในปี 2569 – 2570 และการส่งเสริมให้ภาคธุรกิจบริหารจัดการความเสี่ยง จากความผันผวนจากอัตราแลกเปลี่ยนในภาคธุรกิจ

    4. ควรเร่งรัฐการฟื้นตัวของภาคการ โดยเฉพาะส่งเสริมการท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูง เช่นพัฒนการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หรือ wellness tourism รวมถึงระดับความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว และปราบปรามอาชญากรรมธุรกิจผิดกฎหมายข้ามชาติที่แฝงตัวมากับการท่องเที่ยว

    5.เร่งแก้ปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อของภาคธุรกิจ และภาค ครัวเรือน โดยควร เน้นไปที่การแก้ปัญหา หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในภาคครัวเรือนและการทำให้ภาคธุรกิจ SME สินเข้าถึงสินเชื่อ และสภาพคล่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1489249&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0U9BEhSjR4KJYxcQ9H6Cr4

  • หอการค้าฯ ชี้เศรษฐกิจไทยส่งสัญญาณบวก! หลัง GDP Q4/68-ทั้งปีโตกว่าคาด หนุนรบ.เดินหน้านโยบายต่อเนื่อง : อินโฟเควสท์

    หอการค้าฯ ชี้เศรษฐกิจไทยส่งสัญญาณบวก! หลัง GDP Q4/68-ทั้งปีโตกว่าคาด หนุนรบ.เดินหน้านโยบายต่อเนื่อง : อินโฟเควสท์

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การที่สภาพัฒน์ฯ (สศช.) รายงานตัวเลข GDP ไตรมาสที่ 4/68 ขยายตัว 2.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) และขยายตัว 1.9% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าแบบปรับฤดูกาล (QoQ) ถือเป็นสัญญาณบวกที่ชัดเจนว่าเศรษฐกิจไทยสามารถเร่งตัวขึ้นได้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายภายใต้การบริหารของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล จากไตรมาสที่ 3/68 ที่ขยายตัวเพียง 1.2%

    โดยตัวเลขดังกล่าวส่งผลให้ทั้งปี 68 เศรษฐกิจไทยเติบโตประมาณ 2.4% สูงกว่ากรอบคาดการณ์เดิมที่ 2.0-2.2% สะท้อนผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้การบริหารของรัฐบาลนายอนุทิน โดยเฉพาะการกำกับนโยบายเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจและรมว.คลัง ซึ่งได้เร่งรัดมาตรการสำคัญในช่วงไตรมาสที่ 4/68 อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งมาตรการสำคัญ ได้แก่ โครงการ “คนละครึ่งพลัส” การเร่งรัดการลงทุนผ่าน BOI การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ รวมถึงการเร่งงบลงทุนต่าง ๆ อีก เป็นต้น

    นอกจากนี้ ยังมีผลจากที่ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ซึ่งนอกจากช่วยสนับสนุนเจรจากับสหรัฐฯ แล้ว ยังขยายตลาดต่างประเทศรวมถึงเจรจากับประเทศจีนด้วย และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ ซึ่งได้แก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่ชายแดน รวมถึงนำ การทูตเศรษฐกิจเชิงรุกเป็นกลไกหลักในการนำประเทศไทยกลับเข้าสู่เวทีโลกระหว่างประเทศอย่างโดดเด่น ซึ่งมีส่วนช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ เสริมความเชื่อมั่น และสร้างแรงส่งต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ รวมถึง ในด้านการผลิต ภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการปรับตัวดีขึ้น ขณะที่ด้านการใช้จ่าย การบริโภคภาคเอกชน การใช้จ่ายภาครัฐ และการลงทุนภาคเอกชน มีบทบาทสำคัญต่อการฟื้นตัว

    หอการค้าไทย เห็นว่า โมเมนตัมเชิงบวกที่เกิดขึ้นควรได้รับการต่อยอดอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ร่วมกับภาคเอกชน อย่างสม่ำเสมอทุกสัปดาห์ เพื่อกำหนดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ ติดตามตัวชี้วัดสำคัญแบบชัดเจน และเร่งรัดการตัดสินใจเชิงนโยบายให้ทันต่อสถานการณ์โลกที่ผันผวน

    สำหรับแนวโน้มปี 69 ที่สภาพัฒน์ปรับเพิ่มประมาณการมาอยู่ที่ 2.0% แม้ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์การค้า ค่าเงินบาท แต่หากรัฐบาลสามารถรักษาแรงส่งจากการบริโภค การลงทุน และการบริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยมีศักยภาพขยายตัวได้ต่อเนื่อง

    ในระยะต่อไป ภาคเอกชนเห็นความสำคัญของ ประเด็นยุทธศาสตร์ เช่น การรักษาเสถียรภาพทางการคลังและวินัยการเงินการคลังควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูง ซึ่งทางหอการค้าฯ ได้มีการเตรียมหารือกับ BOI เพื่อสนับสนุนในส่วนนี้ นอกจากนี้ การยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของ SME และภาคการส่งออก เพื่อให้มีความสามารถในการแข่งขันกลับมา และสุดท้ายการเสริมสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศผ่านความชัดเจนเชิงนโยบายที่จะออกมาเมื่อจัดตั้งรัฐบาลเรียบร้อย ซึ่งประเทศไทยยังมีโจทย์ที่ต้องร่วมมือกันอีกเยอะเพื่อให้เศรษฐกิจฟื้นตัวรับมือเศรษฐกิจโลกที่ปรับเปลี่ยนตลอด

    หอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมทำงานร่วมกับรัฐบาลใหม่ภายหลังการเลือกตั้งอย่างใกล้ชิดในกรอบความร่วมมือรัฐ-เอกชน เพื่อผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง แข่งขันได้ และยั่งยืนในระยะยาว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/569411&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gLMKO37Kl8HupmxQhL_LN

  • ‘เอกนิติ’ ปักธงปี 69 ลุ้นจีดีพีโตแตะ 3% พลัส เร่งโมเมนตัมลงทุน

    ‘เอกนิติ’ ปักธงปี 69 ลุ้นจีดีพีโตแตะ 3% พลัส เร่งโมเมนตัมลงทุน

    วันที่ 16 ก.พ. 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จากโมเมนตัมเศรษฐกิจที่ดีเกินคาดในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ประกอบกับผลสัมฤทธิ์ของนโยบาย Quick Big Win ที่รัฐบาลได้ดำเนินการ จะเป็นแรงส่งสำคัญให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้ขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2569 กระทรวงการคลังได้คาดการณ์ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) พื้นฐานไว้ที่ 2% ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำที่สามารถทำได้แน่นอน โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมายที่จะผลักดันให้จีดีพีเติบโตในระดับ 3% (3 Plus) 

    ทั้งนี้ มองว่าโมเมนตัมจากการลงทุนในช่วงปลายปีที่ผ่านมาจะเป็นแรงส่งสำคัญ ประกอบกับการเตรียมเสนอแก้กฎหมายถาวรเพื่อปลดล็อกอุปสรรคทางการค้าและการลงทุนร่วมกับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี เพื่อให้เม็ดเงินไหลลงสู่ระบบเศรษฐกิจ

    นายเอกนิติ ยอมรับว่า ยังมีความท้าทายสำคัญที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด จากปัจจัยภายนอกที่มีความผันผวนสูงมาก ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ทั่วโลกกำลังเผชิญร่วมกัน แต่รัฐบาลเชื่อมั่นว่าหากโมเมนตัมการฟื้นตัวภายในประเทศยังแข็งแกร่งเช่นนี้ จะช่วยให้ไทยรับมือกับแรงเสียดทานจากภายนอกได้

    “เปรียบเทียบเศรษฐกิจไทยวันนี้เหมือนผู้ป่วยที่ออกจากห้อง ICU แล้ว โจทย์ต่อไปของหมอเอกคือ ต้องทำกายภาพบำบัด สร้างกล้ามเนื้อให้ร่างกายกลับมาแข็งแรง เพื่อให้พร้อมกลับมาวิ่งแข่งขันได้เต็มศักยภาพอีกครั้ง” นายเอกนิติ กล่าว

    ล่าสุด สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 ขยายตัวถึง 2.5% ซึ่งสูงกว่าที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สสค.) เคยคาดการณ์ไว้ที่ 1.8% ส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยตลอดทั้งปี 2568 เติบโตที่ระดับ 2.4% พลิกฟื้นจากต้นปีที่เคยคาดว่าจะขยายตัวเพียง 0.3% ถือเป็นการยืนยันอย่างเป็นทางการว่าเศรษฐกิจไทยได้หลุดพ้นจากหล่มแล้ว

    โดยภาพรวมเศรษฐกิจปี 2568 มีเม็ดเงินรายได้ประชาชาติ หรือ Nominal GDP มูลค่าเกือบแตะระดับ 19 ล้านล้านบาท (ประมาณ 18.97 ล้านล้านบาท) ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ประมาณ 300,000 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนว่ามีเม็ดเงินหมุนเวียนจริงในมือประชาชนและระบบเศรษฐกิจมากกว่าที่ประเมินไว้เดิม

    นายเอกนิติ กล่าวถึงปัจจัยสนับสนุนสำคัญในไตรมาสสุดท้ายว่า มาจากการขับเคลื่อนของเครื่องยนต์เศรษฐกิจทั้งการบริโภคและการลงทุน โดยเฉพาะการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวถึง 3.3% ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดเมื่อเทียบกับสามไตรมาสแรก เป็นผลสัมฤทธิ์จากมาตรการ “Quick Big Win” ของรัฐบาล อาทิ โครงการคนละครึ่พลัส และมาตรการเที่ยวดีมีคืน การเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ช่วยเติมกำลังซื้อให้ระบบเศรษฐกิจและกระจายรายได้สู่ฐานราก

    “ภาพเศรษฐกิจไตรมาสสี่ที่ขยายตัวได้มากกว่าที่คาดการณ์ ส่วนหนึ่งมาจากความเชื่อมั่นของภาคประชาชนด้วย โดยดัชนีความเชื่อมั่นภาคเอกชนเองสะท้อนความเชื่อมั่นที่ดีขึ้น รวมถึงตลาดหลักทรัพย์ฯ”

    นอกจากนี้ อีกหนึ่งเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่สำคัญคือภาคการลงทุน โดยการลงทุนรวมของประเทศในไตรมาส 4 พุ่งสูงถึง 8.1% ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในรอบปี โดยมีภาครัฐเป็นแกนนำเร่งการเบิกจ่ายจนการลงทุนภาครัฐขยายตัวถึง 13% ส่งผลให้เกิดแรงดึงดูดภาคเอกชนให้ลงทุนตามจนขยายตัวกว่า 6% สะท้อนให้เห็นว่าความเชื่อมั่นของนักลงทุนเริ่มกลับมา และมาตรการดึงดูดการลงทุนอย่าง BOI Fast Pass ที่เริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม

    นายเอกนิติ ยืนยันว่า การฟื้นตัวครั้งนี้ไม่ได้มาจากการกู้เงินเพิ่มหรือขยายเพดานขาดดุล แต่เป็นการบริหารจัดการภายใต้กรอบงบประมาณเดิมอย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุด โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยอุดรูรั่วไหลในโครงการสวัสดิการต่างๆ

    ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดยังคงเกินดุลอยู่ที่ประมาณ 3.1% ของ GDP ซึ่งแสดงถึงเสถียรภาพทางการเงินที่แข็งแกร่งในสายตาต่างชาติ ซึ่งความแข็งแกร่งทางการคลังนี้ได้รับการยืนยันจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่าง S&P ที่ยังคงเชื่อมั่นในเสถียรภาพของไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1221414&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HNIWVn7iBRa10P8oK8nii

  • ‘สภาพัฒน์’ ชี้ตั้งรัฐบาลเร็วส่งผลดีเศรษฐกิจ  เร่งรัฐวิสาหกิจลงทุน 9 หมื่นล้าน อุดช่องโหว่งบฯล่าช้า

    ‘สภาพัฒน์’ ชี้ตั้งรัฐบาลเร็วส่งผลดีเศรษฐกิจ เร่งรัฐวิสาหกิจลงทุน 9 หมื่นล้าน อุดช่องโหว่งบฯล่าช้า

    นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวถึงการจัดตั้งรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้งปี 2569 ว่า ในการบริหารเศรษฐกิจในปีนี้มีความจำเป็นในการรักษาบรรยากาศทางเศรษฐกิจ และการเมืองหลังการเลือกตั้ง ซึ่งเรื่องเร่งด่วนของรัฐบาลใหม่คือเรื่องการจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2570 เพื่อให้สามารถเบิกจ่ายเม็ดเงิน เข้าสาระบบเศรษฐกิจได้โดยเร็วโดยไม่ล่าช้าจนเกินไป

    โดยในปีนี้เป็นปีที่มีการเลือกตั้ง หลังการเลือกตั้งทั่วไป กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลต้องใช้ระยะเวลาหนึ่ง หากสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้รวดเร็วภายในช่วงไม่เกินเดือนมีนาคม หรืออย่างช้าไม่เกินต้นเดือนเมษายน จะช่วยให้การจัดทำงบประมาณแผ่นดินปี 2570 ล่าช้าน้อยที่สุด โดยคาดว่าอาจจะล่าช้าไปประมาณ 2 เดือนเท่านั้น  แต่หากการตั้งรัฐบาลล่าช้ากว่ากำหนด จะส่งผลให้การจัดทำงบประมาณปี 2570 ล่าช้าออกไปมากขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อเม็ดเงินลงทุนใหม่ที่จะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ

    นายดนุชา กล่าวว่า จากการที่การจัดทำงบประมาณรายจ่ายฯปี 2570 มีความล่าช้า การเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจถูกมองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการประคับประคองเศรษฐกิจ โดยจากการคาดการณ์ของ สศช.ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2569 (ต.ค. – ธ.ค.) คาดว่าจะมีเม็ดเงินจากงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่สามารถเบิกจ่ายเข้าสู่ระบบได้ประมาณ 9.2 หมื่นล้านบาท โดยเม็ดเงินส่วนนี้จะทำหน้าที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจในกรณีที่งบประมาณแผ่นดินปี 2570 ล่าช้าออกไป เพื่อชดเชยเม็ดเงินลงทุนของภาคส่วนอื่นโดยเฉพาะเม็ดเงินงบประมาณของภาครัฐที่อาจขาดหายไปในช่วงรอยต่อของการจัดทำงบประมาณ

    นายดนุชา กล่าวว่า ในขั้นตอนของการเตรียมความพร้อมในการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่จะต้องเร่งดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างตั้งแต่ต้นปี โดยสศช.จะมีการทำหนังสือไปถึงหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้สามารถเบิกจ่ายได้ตามเป้าหมายในช่วงปลายปี ซึ่งรัฐวิสาหกิจก็ต้องพิจารณาในรายละเอียดอีกครั้งว่าเป็นการลงทุนในส่วนของงานก่อสร้างหรือการนำเข้าเครื่องจักรในสัดส่วนเท่าใด

    เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีที่มีการจะฟ้องร้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะทำให้ผลการเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ นายดนุชา กล่าวว่าเรื่องดังกล่าวยังไม่ทราบ และไม่มีความเห็น แต่รัฐบาลปัจจุบันจะรักษาการไปก่อนที่จะมีรัฐบาลใหม่เข้ามาทำงานอย่างเป็นทางการ

    “การจัดตั้งรัฐบาลใช้เวลา ซึ่งหากสามารถทำได้เร็ว ในช่วงมี.ค.-เม.ย. การจัดทำงบประมาณ ก็จะล่าช้าไปแค่ 2 เดือน แต่หากตั้งรัฐบาลล่าช้าไปมากกว่านั้น ก็จะส่งผลต่อเม็ดเงินลงทุนใหม่ที่จะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ซึ่งในระหว่างบประมาณปี 2570 ยังไม่ประกาศใช้ นั้นการเบิกจ่ายของรัฐวิสาหกิจจะช่วยพยุงเศรษฐกิจของปีนี้ ซึ่งต้องเร่งให้มีการเตรียมความพร้อมในการเบิกจ่ายงบฯในส่วนนี้” นายดนุชา กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1221415&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XrWZsM3TGFY0QTYFuKtik

  • “เอกนิติ” ชี้เศรษฐกิจไทยพ้นโคม่า ออกจากไอซียูแล้ว ลุ้นปีนี้จีดีพีโต 3% ลงทุนชูโรง | เดลินิวส์

    “เอกนิติ” ชี้เศรษฐกิจไทยพ้นโคม่า ออกจากไอซียูแล้ว ลุ้นปีนี้จีดีพีโต 3% ลงทุนชูโรง | เดลินิวส์

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จากรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจล่าสุด พบว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ขยายตัวได้ถึง 2.5% ส่งผลให้ภาพรวมจีดีพีทั้งปีเติบโตที่ 2.4% ซึ่งตัวเลขนี้ถือว่าสูงกว่าการคาดการณ์เดิมของกระทรวงการคลัง (สศค.) ที่มองไว้เพียง 1.8% และสูงกว่าช่วงที่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหาร ซึ่งเคยมีการคาดการณ์ว่าอาจเติบโตเพียง 0.3% เท่านั้น

    นอกจากนี้ ในเชิงของมูลค่าเม็ดเงิน รายได้ประชาชาติของไทยขยับขึ้นไปเกือบแตะระดับ 19 ล้านล้านบาท (ประมาณ 18.9 ล้านล้านบาท) ซึ่งสูงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ถึง 300,000 ล้านล้านบาท สะท้อนถึงเม็ดเงินที่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจและรายได้ของประชาชนที่ปรับตัวดีขึ้นในไตรมาสสุดท้าย

    สำหรับปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไตรมาส 4 ขยายตัวได้ดี มาจากการเติบโตใน 2 ส่วนหลัก คือ 1.การลงทุนรวมที่ขยายตัวสูงถึง 8.1% ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงที่สุดในรอบหลายปี โดยเฉพาะการลงทุนภาครัฐที่เร่งเบิกจ่ายจนเติบโตถึง 13% เป็นตัวนำให้การลงทุนภาคเอกชนโตตามมาที่ประมาณ 6% และปัจจัยนี้ ก็จะเป็นตัวขับเคลื่อนจีดีพีในปีนี้เช่นกัน

    2.การบริโภคภาคเอกชนที่เติบโต 3.3% ซึ่งสูงสุดเมื่อเทียบกับทุกไตรมาสในปีเดียวกัน ผลจากการดำเนินมาตรการ ควิก บิ๊ก วิน  เช่น โครงการคนละครึ่ง พลัส, เที่ยวดีมีคืน และการเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มกำลังซื้อให้ภาคประชาชน

     นายเอกนิติกล่าวว่า ทิศทางเศรษฐกิจในปีนี้ แม้กระทรวงการคลังจะคาดการณ์ไว้ที่ 2% แต่รัฐบาลแสดงความมั่นใจว่าด้วยโมเมนตั้มที่ส่งต่อมาจากปลายปีที่แล้ว จะสามารถผลักดันให้จีดีพีเติบโตได้ถึง 3% หรือ  3 พลัส โดยกลยุทธ์สำคัญที่จะนำไปสู่เป้าหมายคือการสานต่อ ปลดล็อกการลงทุนผ่านมาตรการ บีโอไอ ฟาสต์ พาส เพื่อเร่งรัดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ ให้ไหลเข้าสู่ระบบเร็วขึ้น

    “ปี 69 คลังคาดว่าจะโต 2% แต่ผมเชื่อว่า วันนี้ ถ้าเราสร้างความเชื่อมั่นได้ต่อเนื่อง มีรัฐบาลได้เร็ว การลงทุนเริ่มมาที่ 8.1% ถ้าทำให้ต่อเนื่อง มั่นใจว่า 2% ถ้าจะเป็นขั้นต่ำ แต่จะทำได้ขนาดไหน จะมีปัจจัยภายนอกที่ผันผวนเยอะมาก ก็เป็นเรื่องท้าทาย”

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะเร่งปฏิรูปกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน เพื่อให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจมีความยั่งยืน นอกจากนี้ รัฐบาลจะรักษาเสถียรภาพทางการคลัง โดยปัจจุบันดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยยังเกินดุลอยู่ที่ 3.1% ของจีดีพี และได้รับความเชื่อมั่นจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกอย่างเอสแอนด์พี ที่ยืนยันถึงความแข็งแกร่งทางด้านการคลัง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยอมรับว่า ยังมีปัจจัยท้าทายจากภายนอก โดยเฉพาะความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่ได้รับข้อมูลจากการประชุม เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม แต่ด้วยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน  

    “รัฐบาลเปรียบสถานะเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ว่า พ้นจากห้องไอซียูแล้ว และกำลังเข้าสู่ช่วงฟื้นร่างกายให้แข็งแรงเพื่อพร้อมจะ “วิ่ง” ได้เต็มศักยภาพต่อไป โดยเรารู้แล้วว่า เราเอาคนป่วยออกจากไอซียู แต่จะทำให้คนป่วยกลับมาเข้มแข็งได้อย่างไร  เราก็ต้องออกกำลังกาย ทำร่างกายให้แข็งแรง ให้พร้อมวิ่งได้ ก็เป็นสิ่งสำคัญ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5606639/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_nJsfY2r6ZPDu48hwRRtW

  • สภาพัฒน์ แถลงจีดีพีปี 2568 โตเกินคาด 2.4% คาดปี 2569 โตได้ 2%

    สภาพัฒน์ แถลงจีดีพีปี 2568 โตเกินคาด 2.4% คาดปี 2569 โตได้ 2%

    นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงรายงานภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 และแนวโน้มปี 2569  โดยเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่สี่ของปี 2568 ขยายตัว 2.5% เร่งขึ้นจากการขยายตัว 1.2% ในไตรมาสที่ 3 ของปี 68 และเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทย ในไตรมาสที่ 4 ขยายตัวจากไตรมาสที่สาม 1.9% รวมทั้งปี 2568 เศรษฐกิจไทยขยายตัว 2.4% เทียบกับการขยายตัว 2.9% ในปี 2567

    โดยในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 เศรษฐกิจขยายตัวได้ดีในส่วนของ การอุปโภคบริโภคภาคเอกชน ขยายตัว 3.3% เร่งขึ้นจาก 2.5% ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการขยายตัวของการใช้จ่ายในทุกหมวด โดยการใช้จ่ายในหมวดสินค้าคงทนขยายตัวเร่งขึ้นก่อนมาตรการ สนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าระยะแรก (EV 3.0) จะสิ้นสุดลง และการใช้จ่ายในหมวดสินค้าไม่คงทนและ กึ่งคงทนได้รับปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ ในรายหมวด การใช้จ่ายในหมวดบริการขยายตัว 3% เร่งขึ้นจาก 2% ในไตรมาสก่อน ตามการขยายตัวเร่งขึ้นของการใช้จ่ายกลุ่มบริการด้านสุขภาพ และบริการขนส่งเป็นสำคัญ การใช้จ่ายหมวดสินค้าคงทนขยายตัว 12.2% เร่งขึ้นจาก 6% ในไตรมาสก่อนหน้า
     

    สำหรับ แนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2569 สศช.คาดว่าจะขยายตัวในช่วง 1.5 -2.5% (ค่ากลาง 2%) โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ ประกอบด้วย 1. การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการอุปโภค บริโภคและการลงทุนภาคเอกชน 2. การเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณภาครัฐทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่าย ลงทุน 3. การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวเนื่อง และ 4. ปริมาณน้ำที่เอื้ออำนวยต่อ การขยายตัวของการผลิตภาคการเกษตร

    อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยปี 2569 ยังคงมีข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยง ทั้งจากความผันผวนของระบบเศรษฐกิจและการค้าโลก ท่ามกลางความไม่แน่นอนของมาตรการทางการค้า ความยึดเยื้อของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความแตกต่างของการดำเนินนโยบายการเงิน ความเปราะบางในหวงโซ่อุปทานกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าไฮเทค ความเสี่ยงจากการปรับฐานราคาในตลาดทุน และความเสี่ยงจากหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูงจนสงผลใหพื้นที่ทางการคลังมีจำกัด

    ขณะที่ระดับหนี้สินภาคครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงและข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อของธุรกิจ SMEs ยังเป็นข้อจำกัดของการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ โดยสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ยังคงสูงกวาช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 ท่ามกลางรายได้ที่ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะกดดันให้อุปสงค์ภายในประเทศชะลอตัวลง

    นอกจากนี้ ยังรวมถึงความผันผวนของสภาพภูมิอากาศที่มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น ซึ่งหลายประเทศสำคัญเริ่มมีการบังคับใช้กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดมากขึ้น ทำให้มีแนวโน้มที่จะลงผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมส่งออกที่มีสัดสวนการปลอยคาร์บอนสูง อาทิ เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม ปุ๋ย และซีเมนต์ และ สร้างแรงกดดันต่อภาคธุรกิจโดยเฉพาะธุรกิจ SMEs ที่ยังขาดศักยภาพและปรับตัวไม่ทันตอเกณฑ์มาตรฐานความยั่งยืน

    อีกทั้งเงื่อนไขและบรรยากาศทางเศรษฐกิจและการเมืองหลังการเลือกตั้ง ที่อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและกระทบต่อกระบวนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 รวมถึง การดำเนินนโยบาย มาตรการตาง ๆ ที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเจรจาทางการค้ากับประเทศสำคัญ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378973607&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1fM5UYyoCSaW3OBys-kb_a

  • ดีเกินคาด! เศรษฐกิจไทยปี 68 ขยายตัว 2.4% คาดปี 69 พุ่งต่อ เปิดปัจจัยหนุน | เดลินิวส์

    ดีเกินคาด! เศรษฐกิจไทยปี 68 ขยายตัว 2.4% คาดปี 69 พุ่งต่อ เปิดปัจจัยหนุน | เดลินิวส์

    วันที่ 16 ก.พ. นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ปี 2568 จีดีพีขยายตัว 2.5% ปรับตัวเพิ่มกว่าคาด จากเครื่องชี้หลายตัวขยายตัวเร่งขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนรวม 8.1% เป็นภาคเอกชน 6.5% และภาครัฐ 13.3% เร่งตัวขึ้นแรง

    ด้านส่งออกสินค้าและบริการ 5.6% เป็นการส่งออกสินค้า 8.7% และบริการหดตัว 6.9% ส่วนการก่อสร้างขยายตัว 11.2%

    รายละเอียด ในเรื่องอุปโภคบริโภคเอกชน จะเห็นว่าขยายตัว 3.3% ขยายตัวเพิ่มจากไตรมาสก่อนหน้า จากการใช้จ่ายหมวดสินค้าคงทน ที่ขยายตัว ถึง 12.2% เร่งขึ้น 6% จากไตรมาสก่อนหน้า จากมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า อีวี 3.0 , การใช้จ่ายสินค้าไม่คงทน กึ่งคงทน ขยายตัวจากมาตรการรัฐ

    อุปโภคบริโภครัฐบาล กลับมาขยายตัว 1.3% หลังจากลดลง 3.9% ในไตรมาสก่อนหน้า จากการเร่งการเบิกจ่ายฟร้อนโหลดของภาครัฐ

    การลงทุนเอกชน ขยายตัว 6.5% เร่งจาก 4.5% จากไตรมาสก่อนหน้า จากลงทุนเครื่องมือเครื่องจักร ขณะที่ภาคเอกชนเรื่องการก่อสร้าง ขยายตัวทุกหมวด โดยเฉพาะหมวดก่อสร้างโรงงาน

    ลงทุนภาครัฐ กลับมาขยายตัว 13.3% เทียบหดตัวไตรมาสก่อนหน้า 5.3% จากเร่งรัดเบิกจ่ายลงทุน งบลงทุนงบประมาณและการเบิกจ่ายมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.57 แสนล้านบาท

    การส่งออกไตรมาสที่ผ่านมา 9.4% ชะลอลงจากไตรมาสก่อนหน้า 11.5%

    สินค้าส่งออกเพิ่ม อุปกรณ์สื่อสาร ชิ้นส่วนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า รถกระบะ รถบรรทุก

    เศรษฐกิจไทยปี 2568

    เศรษฐกิจไทยปี 2568 ขยายตัว 2.4% มากกว่าที่คาดไว้มาก เทียบกับการขยายตัว 2.9% ในปี 2567 รวมทั้งปี 2568 ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อยู่ที่ 18.97 ล้านล้านบาท (5.77 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้นจาก 18.68 ล้านล้านบาท (5.29 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในปี 2567 

    และผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัวของคนไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 269,643.1 บาทต่อคนต่อปี (8,200.9 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อคนต่อปี)เพิ่มขึ้นจาก 266,102.7 บาทต่อคนต่อปี (7,539.3 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อคนต่อปี) ในปี 2567 

    สำหรับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.81% อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ -0.1% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 3.1% ของ GDP

    แนวโน้มเศรษฐกิจไทย ปี 2569

    แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวในช่วง 1.5 -2.5% (ค่ากลางการประมาณการ 2.0%) คาดว่าการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัว 2.1% และ 1.9% ตามลำดับ 

    มูลค่าการส่งออกในรูปดอลลาร์สหรัฐ จะขยายตัว 2.0% อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ในช่วง (-0.3%) – 0.7% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.4% ของ GDP

    ขณะที่รายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าเพิ่มสูงขึ้นจากเดิมปี 68 อยู่ที่ต่อหัวต่อทริป 44,600 บาท เป็น 47,000 บาทต่อหัวต่อทริป

    ปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยปี 2569

    1.การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของอุปสงค์ภาคเอกในประเทศ

    2.การเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณภาครัฐทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุนที่จะเป็นแรงขับเคลื่อยการใช้จ่ายภาครัฐ

    3.การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่อง

    4.ปริมาณน้ำที่เอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูกซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนการขยายตัวของภาคการเกษตร

    ข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยง 4 เรื่อง ได้แก่

    1.ความผันผวนของระบบเศรษฐกิจและการค้าโลก

    2.ระดับหนี้สินภาคครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงและข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อของธุรกิจเอสเอ็มอี ยังเป็นข้อจำกัดของการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ

    3.ความผันผวนของสภาพภูมิอากาศที่มีแนวโน้มรุงแรงมากขึ้น

    4.เงื่อนไขและบรรยากาศทางเศรษฐกิจและการเมืองหลังการเลือกตั้ง

    “กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลใช้เวลาระยะหนึ่ง ซึ่งการจัดตั้งรัฐบาลให้เป็นทางการเข้ามาดำเนินการบริหารรปะเทศเต็มรูปแบบ ใช้ระยะเวลา ถ้าทำได้เร็วภายในช่วงไม่เกิน มี.ค. หรือต้นเม.ย.นี้ จะช่วยให้การจัดทำงบประมาณ 70 สามารถดำเนินการได้ล่าช้าไม่มาก ล่าช้า 2 เดือน แต่ถ้าการตั้งรัฐบาลล่าช้า ส่งผลต่อทำงบปี 70 ทำให้กระทบเงินลงทุนเข้าระบบเศรษฐกิจที่เป็นเงินลงทุนใหม่”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5606069/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jmoqbEVNF1IN3UOzbTuQO

  • หอการค้าไทยขานรับ GDP ไตรมาส 4/68 พุ่ง 2.5% ชูผลงานรัฐบาล “อนุทิน” ดันเศรษฐกิจทั้งปีโตทะลุเป้า

    หอการค้าไทยขานรับ GDP ไตรมาส 4/68 พุ่ง 2.5% ชูผลงานรัฐบาล “อนุทิน” ดันเศรษฐกิจทั้งปีโตทะลุเป้า


    หอการค้าไทยชี้ GDP ไตรมาส 4/2568 โต 2.5% รวม ทั้งปี 68 ขยายตัว 2.4 % สะท้อนทิศทางเชิงบวก สนับสนุนรัฐบาลเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจต่อเนื่อง

    นาย พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เผย การที่สภาพัฒน์ฯ (สศช.) รายงานตัวเลข GDP ไตรมาสที่ 4 ปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 2.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (yoy) และขยายตัวร้อยละ 1.9 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าแบบปรับฤดูกาล (qoq) ถือเป็นสัญญาณบวกที่ชัดเจนว่าเศรษฐกิจไทยสามารถเร่งตัวขึ้นได้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายภายใต้การบริหารของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล จากไตรมาสที่ 3 ที่ขยายตัวเพียงร้อยละ 1.2

    ตัวเลขดังกล่าวส่งผลให้ทั้งปี 2568 เศรษฐกิจไทยเติบโตประมาณร้อยละ 2.4 สูงกว่ากรอบคาดการณ์เดิมที่ร้อยละ 2.0–2.2 สะท้อนผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้การบริหารของ รัฐบาลนาย อนุทิน ชาญวีรกูล  โดยเฉพาะการกำกับนโยบายเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดของ นาย เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งได้เร่งรัดมาตรการสำคัญในช่วงไตรมาสที่ 4 อย่างเป็นรูปธรรม ทั้ง มาตรการสำคัญ ได้แก่ โครงการ “คนละครึ่งพลัส” การเร่งรัดการลงทุนผ่าน BOI การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ รวมถึงการเร่งงบลงทุนต่างๆอีก เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีผลจากที่ นางศุภจี  สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งนอกจากช่วยสนับสนุนเจรจากับสหรัฐ แล้วยังขยายตลาดต่างประเทศรวมถึงเจรจากับประเทศจีนด้วย และ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ซึ่งได้แก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่ชายแดน รวมถึงนำ การทูตเศรษฐกิจเชิงรุกเป็นกลไกหลักในการนำประเทศไทยกลับเข้าสู่เวทีโลกระหว่างประเทศอย่างโดดเด่น  ซึ่งมีส่วนช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ เสริมความเชื่อมั่น และสร้างแรงส่งต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ รวมถึง ในด้านการผลิต ภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการปรับตัวดีขึ้น ขณะที่ด้านการใช้จ่าย การบริโภคภาคเอกชน การใช้จ่ายภาครัฐ และการลงทุนภาคเอกชน มีบทบาทสำคัญต่อการฟื้นตัว

    หอการค้าไทยเห็นว่า โมเมนตัมเชิงบวกที่เกิดขึ้นควรได้รับการต่อยอดอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการประชุม คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ร่วมกับภาคเอกชน อย่างสม่ำเสมอทุกสัปดาห์ เพื่อกำหนดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ ติดตามตัวชี้วัดสำคัญแบบชัดเจน และเร่งรัดการตัดสินใจเชิงนโยบายให้ทันต่อสถานการณ์โลกที่ผันผวน

    สำหรับแนวโน้มปี 2569 ที่ สภาพัฒน์ปรับเพิ่มประมาณการมาอยู่ที่ ร้อยละ 2.0 แม้ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์การค้า ค่าเงินบาท แต่หากรัฐบาลสามารถรักษาแรงส่งจากการบริโภค การลงทุน และการบริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยมีศักยภาพขยายตัวได้ต่อเนื่อง ในระยะต่อไป ภาคเอกชนเห็นความสำคัญของ ประเด็นยุทธศาสตร์ เช่น การรักษาเสถียรภาพทางการคลังและวินัยการเงินการคลังควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูง ซึ่งทางหอการค้าฯ ได้มีการเตรียมหารือกับ BOI เพื่อสนับสนุนในส่วนนี้  นอกจากนั้นการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของ SME และภาคการส่งออก เพื่อให้มีความสามารถในการแข่งขันกลับมา และสุดท้ายการเสริมสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศผ่านความชัดเจนเชิงนโยบายที่จะออกมาเมื่อจัดตั้งรัฐบาลเรียบร้อย ซึ่งประเทศไทยยังมีโจทย์ที่ต้องร่วมมือกันอีกเยอะเพื่อให้เศรษฐกิจฟื้นตัวรับมือเศรษฐกิจโลกที่ปรับเปลี่ยนตลอด

    หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมทำงานร่วมกับรัฐบาลใหม่ภายหลังการเลือกตั้งอย่างใกล้ชิดในกรอบความร่วมมือรัฐ–เอกชน เพื่อผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง แข่งขันได้ และยั่งยืนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/40316&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gkPSwiVPsBi8AmTL5jiky

  • อนุทินยันเอง ภูมิใจไทยคุมมั่นคง-เศรษฐกิจ แบ่งเค้กเพื่อไทย 4 กระทรวง

    อนุทินยันเอง ภูมิใจไทยคุมมั่นคง-เศรษฐกิจ แบ่งเค้กเพื่อไทย 4 กระทรวง

    อนุทินยันเอง ภูมิใจไทยคุมมั่นคง-เศรษฐกิจ แบ่งเค้กเพื่อไทย 4 กระทรวง

    16 ก.พ. 2569 08:33 น.

    -ก+

    LightDark

    ข่าวหนังสือพิมพ์

    คอลัมน์หนังสือพิมพ์ดูทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/newspaper/2914450&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3biw5IOS4u60vU30zWhz_d

  • ตารางประมาณการเศรษฐกิจปี 69 (ณ เดือนก.พ. 69) ของสภาพัฒน์

    ตารางประมาณการเศรษฐกิจปี 69 (ณ เดือนก.พ. 69) ของสภาพัฒน์

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 ก.พ. 69)

              สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจ ปี 2569        ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++                                    ข้อมูลจริง ปี 2568             ประมาณการ ปี 2569                                                            ณ 17 พ.ย. 68       ณ 16 ก.พ. 69        ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++  อัตราการขยายตัวของ GDP                      2.4             1.2 - 2.2     1.5 - 2.5  การลงทุนรวม                                4.9                1.4           1.8              การลงทุนภาคเอกชน                           3.5                0.9           1.9              การลงทุนภาครัฐ                              8.9                2.9           1.7              การบริโภคเอกชน                             2.7                2.1           2.1              การอุปโภคภาครัฐบาล                          0.6                1.2           1.2              ส่งออกสินค้า (%)                            12.7               -0.3           2.0  นำเข้าสินค้า (%)                            13.0                0.7           3.2              ดุลการค้า (พันล้านเหรียญฯ)                    23.3               20.1          20.1  ดุลบัญชีเดินสะพัด (พันล้านเหรียญฯ)               17.7               14.0          14.5   ดุลบัญชีเดินสะพัดต่อ GDP (%)                    3.1                2.4           2.4   อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (%)                       -0.1           0.0 - 1.0    (-0.3) - 0.7  +++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++  

    โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา/รัชดา คงขุนเทียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRDF0IQ45H4ZDYA32PRK5QD5PSUAUNU2&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MpJmXQ8dNg8jpK0m7z2V2