Category: เศรษฐกิจ

  • โหมโรงศึกชิงประธานส.อ.ท. คนใหม่ ‘อภิชิตVS.ชนะ’ งัดกลยุทธ์หนุน SMEs ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    โหมโรงศึกชิงประธานส.อ.ท. คนใหม่ ‘อภิชิตVS.ชนะ’ งัดกลยุทธ์หนุน SMEs ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    โหมโรงศึกชิงประธานส.อ.ท. คนใหม่ ‘อภิชิตVS.ชนะ’ งัดกลยุทธ์หนุน SMEs ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กำลังจะครบวาระในเดือนมีนาคม 2569 หลังจากกุมบังเหียนประธาน ส.อ.ท. ครบ 2 วาระรวม 4 ปี 

    ทั้งนี้ จึงถึงช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านผู้นำ ส.อ.ท. อีกครั้ง โดยมีผู้ประกาศตัวลงชิงตำแหน่งประธาน ส.อ.ท.ครั้งนี้มี 2 คน ประกอบด้วย

    • นายอภิชิต ประสพรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. ประธานสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (SMI) และกรรมการผู้จัดการ บริษัท บีสไพพ์ฟิตติ้ง อินดัสตรี จำกัด
    • นายชนะ ภูมี รองประธาน ส.อ.ท. และที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG

    มุ่งดูแล SMEs

    สำหรับการแข่งขันครั้งมีมีการเปิดตัวมาแล้วประมาณ 6 เดือน โดยทั้งนายอภิชิต และนายชนะต่างหาเสียงด้วยนโยบายสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) 

    โดยนายอภิชิตทำหน้าที่ประธาน SMI ถูกวางตัวให้ดูแล SME มาตั้งแต่ต้น ซึ่งที่ผ่านมานายอภิชิตได้นำเสนอแนวคิดที่SMEs เป็นเหมือนเส้นเลือดฝอยสำคัญของระบบเศรษฐกิจ ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องทำให้ SMEs มีความเข้มแข็ง

    ส่วนนายชนะ ได้ร่วมเวทีของ SCG เพื่อนำเสนอแนวทาง Reinvent Thailand, Rejuvenate SMEs มุ่งเน้นการพลิกโฉม SMEs เพื่อผลักดันเศรษฐกิจไทยไม่หยุด เมื่อวันที่ 12 ม.ค.2569 ซึ่งเปรียบเสมือนการเปิดตัวต่อเวทีสาธารณะที่มีการนำเสนอแนวทางการยกระดับภาคอุตสาหกรรมและ SMEs หลังจากนั้นนายชนะมีการนำเสนอแนวคิดเสริมความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการ SMEs ไทย เช่น การปกป้องตลาดในประเทศ การลดต้นทุนพลังงานและขนส่ง

    อย่างไรก็ดี ในอดีตที่ผ่านมาช่วงก่อนการเลือกตั้งทุกครั้ง สมาชิกที่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งมีบริษัทลูกกระจายอยู่ทั่วประเทศ จะกำหนดท่าทีในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม ปตท. ,เครือสหพัฒน์ ,เครือซีพี และ SCG ซึ่งการเลือกตั้งในอดีตจะมีการหารือกับบิ๊กคอร์ปเกี่ยวกับการลงคะแนนเสียง

    ดังนั้นการที่นายชนะที่เคยมีบทบาทสำคัญในธุรกิจซีเมนต์ของ SCG และปัจจุบันเป็นที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ SCG คงจะได้รับการสนับสนุนจาก SCG ซึ่งเป็นการชิงตำแหน่งประธานอีกครั้งของผู้ที่ SCG สนับสนุน

    โดยหากย้อนกลับไปจะพบว่า นับตั้งแต่นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล รับตำแหน่งประธาน ส.อ.ท.ช่วงปี 2553-2567 SCG ไม่ได้ส่งผู้แทนมาชิงตำแหน่งประธาน แต่ร่วมเป็นกรรมการ ส.อ.ท.รับหน้าที่ในหลายสายงาน เช่น กฎหมาย เลขาธิการ นายทะเบียน รองประธาน รวมถึงมีบทบาทในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ กลุ่มอุตสาหกรรมเซรามิก

    นายพยุงศักดิ์ เปรียบเสมือนเป็นผู้แทนจาก SCG ขึ้นมาเป็นประธาน ส.อ.ท. โดยเคยเป็นผู้บริหารที่ SCG ส่งไปเป็นผู้บริหารบริษัทสยามยูไนเต็ดสตีล (1995) จํากัด ซึ่งเป็นการร่วมทุรระหว่าง SCG กับ นิปปอนสตีล

    การประชุมสามัญประจำปี 2569 ในวันที่ 30 มี.ค.2569 เลือกตั้งคณะกรรมการ ส.อ.ท.วาระปี 2569-2571 จะเป็นการเลือกตั้งท่ามกลางสถานการณ์ที่มีการช่วงชิงกันทั้ง 2 กลุ่ม ว่าใครจะขึ้นมาเป็นประธาน ส.อ.ท.คนใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/653923&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OwpOw6SW7gbMZ_qPnvAEf

  • พันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ กับภารกิจพลิกเกมศุลกากรไทย มุ่งสร้างสมดุลเศรษฐกิจควบคู่คุ้มครองสังคมภายใต้บริบทการค้าโลกเปลี่ยน

    พันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ กับภารกิจพลิกเกมศุลกากรไทย มุ่งสร้างสมดุลเศรษฐกิจควบคู่คุ้มครองสังคมภายใต้บริบทการค้าโลกเปลี่ยน

    กรมศุลกากร เป็นหน่วยงานสำคัญภายใต้กระทรวงการคลัง ที่มีบทบาททั้งด้านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ การบริหารจัดการการค้าระหว่างประเทศของไทย ภายใต้ภารกิจการจัดเก็บภาษีอากรจากการนำเข้าและส่งออกสินค้า อำนวยความสะดวกทางการค้า ควบคุมและตรวจสอบสินค้าข้ามแดน รวมถึงการปกป้องสังคมจากสินค้าที่ผิดกฎหมายหรือไม่ได้มาตรฐาน ภารกิจของ กรมศุลกากร จึงครอบคลุมทั้งมิติทางด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการคุ้มครองผู้บริโภค

    ภายใต้บริบทของโลกาภิวัตน์และการเติบโตของการค้าระหว่างประเทศที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการพัฒนาแนวทางการจัดเก็บภาษี การอำนวยความสะดวกทางการค้า และการเพิ่มความเข้มงวดในการปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย ถือเป็นโจทย์ใหญ่และโจทย์สำคัญของ พันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร กับเป้าหมายการทำงานเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมเศรษฐกิจ การคุ้มครองผู้ประกอบการในประเทศ และการรักษาความปลอดภัยของสังคม!

    นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการค้าโลก เช่น การเติบโตของสินค้าจากประเทศจีนและการขยายตัวของข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ทำให้รัฐต้องทบทวนแนวทางการจัดเก็บภาษี และมาตรการทางการค้าเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและรายได้ของประเทศในระยะยาว ซึ่งจากการเติบโตการค้าระหว่างประเทศดังกล่าว สิ่งหนึ่งที่ กรมศุลกากร ต้องรับมือคือ ‘ปริมาณการขนส่งสินค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง’ ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งผ่านตู้คอนเทนเนอร์ พัสดุจากระบบอีคอมเมิร์ซ หรือการเดินทางของผู้โดยสารระหว่างประเทศ ซึ่งล้วนเป็นภารกิจในการกำกับดูแลและตรวจสอบที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

    หนึ่งในมาตรการสำคัญที่ถูกนำมาใช้คือ การจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าตั้งแต่ ‘บาทแรก’ สำหรับสินค้าที่นำเข้าผ่านระบบอีคอมเมิร์ซและพัสดุขนาดเล็ก ซึ่งช่วยเพิ่มรายได้ให้รัฐและลดปัญหาการสำแดงราคาสินค้าต่ำกว่าความเป็นจริง อีกทั้งนโยบายดังกล่าวยังมีบทบาทในการสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่ต้องแข่งขันกับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ

    อธิบดีกรมศุลกากร ยืนยันว่า เป้าหมายหลักของกรมศุลกากรจากมาตรการจัดเก็บอากรสำหรับสินค้านำเข้าที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไปนั้น คือ การปกป้อง การสร้างความเป็นธรรม และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs การสนับสนุนให้มีการซื้อสินค้าและใช้สินค้าจากร้านของผู้ประกอบการไทยที่เข้าระบบอย่างถูกต้อง รวมถึงยังเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยทำให้มีรายได้เข้ารัฐเพิ่มมากขึ้น เพื่อความมั่นคงทางการคลังในระยะยาว

    “ถามว่าวันนี้ยังไงก็ต้องซื้อสินค้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากจีน เพราะเขาเป็นแหล่งผลิตใหญ่ของโลก ทุกประเทศในโลกนี้ขาดดุลจีนเกือบทั้งหมด และจากข้อมูลพบว่าไทยมีการนำเข้าสินค้าจากจีนเฉลี่ย 3.3 ล้านล้านบาท ขณะที่เราส่งออกไป 1.3 ล้านล้านบาท ดังนั้นวันนี้กรมศุลกากรจึงต้องเข้ามาดูว่าจะทำอย่างไรที่จะช่วยในการสร้างระบบ Ecosystem ที่เอื้อต่อผู้ประกอบธุรกิจ หรือผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ขณะเดียวกันก็ต้องมีรายได้เข้ารัฐ ซึ่งการดำเนินการทั้งหมดต้องสมดุลและสอดคล้องกัน”

    โดยภาพรวมการจัดเก็บอากรสินค้านำเข้าสำหรับสินค้าที่นำเข้าผ่านระบบอีคอมเมิร์ซและพัสดุขนาดเล็ก ในเดือน ม.ค.2569 อยู่ที่ 960-970 ล้านบาท แบ่งเป็นการจัดเก็บภาษีนำเข้าของกรมศุลกากร อยู่ที่ 650 ล้านบาท ในส่วนนี้เป็นการจัดเก็บอากรสำหรับสินค้านำเข้าที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไป (มาตรการเริ่มดำเนินการเมื่อวันที่ 1 ม.ค.69) อยู่ที่ 470 ล้านบาท สูงขึ้นจากเป้าหมายเฉลี่ยเดือนละ 250 ล้านบาทเกือบเท่าตัว ขณะที่การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากการนำเข้า อยู่ที่กว่า 300 ล้านบาท ขยายตัว 20% โดยสัญญาณสำคัญที่พบคือ สินค้านำเข้าที่มีมูลค่าเกิน 1,500 บาทขึ้นไป กลับมาขยายตัวสูงถึง 30% จากก่อนหน้านี้แทบไม่สามารถจัดเก็บอากรในส่วนนี้ได้มากนัก เนื่องจากส่วนใหญ่มีการสำแดงราคาต่ำกว่า 1,500 บาทเกือบหมด จากแนวโน้มดังกล่าวทำให้เชื่อว่าภาพรวมการดำเนินงานในส่วนนี้ทั้งปีงบประมาณ 2569 จะมีโอกาสสูงถึง 12,000 ล้านบาทได้ ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่วางไว้ที่ 3,000 ล้านบาทต่อปี

    ด้วยปัจจัยข้างต้น โดยเฉพาะเพื่อเป็นการปกป้องและสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการไทย ดังนั้น กรมศุลกากร จึงเตรียมความพร้อมเพื่อหารือกับกระทรวงการคลังเกี่ยวกับแนวทางการทบทวนอัตราการจัดเก็บอากรสำหรับสินค้านำเข้าที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไป เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยแนวทางการดำเนินการจะแบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะสั้นผ่านการพิจารณาแก้ประกาศกระทรวงการคลัง ให้มีการทบทวนอัตราการจัดเก็บอากรดังกล่าวให้สามารถดำเนินการได้เร็วขึ้น ขณะที่ในระยะยาวจะมีการเสนอให้มีการแก้ไขพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เพื่อทบทวนโครงสร้างภาษีนำเข้าใหม่ โดยอาจจะมีการปรับปรุงให้มีการจัดเก็บเป็นอัตราเดียวทั้งหมด เช่น 30% สำหรับสินค้าที่นำเข้าผ่านระบบอีคอมเมิร์ซและพัสดุขนาดเล็ก ที่มีมูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท เพื่อให้ง่ายต่อการดำเนินการ จากปัจจุบันที่อัตราภาษีจะแบ่งตามพิกัดสินค้า เช่น รองเท้า เสื้อผ้า อยู่ที่ 30%, กระเป๋า 20% และบางสินค้า 0% เป็นต้น

    ในอีกด้านหนึ่ง กรมศุลกากร ยังมีบทบาทสำคัญในการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย เช่น บุหรี่เถื่อน บุหรี่ไฟฟ้า สินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือสินค้าที่หลีกเลี่ยงมาตรการทางภาษีและการคุ้มครองทางการค้า โดยในช่วงที่ผ่านมาได้มีการจับกุมสินค้าผิดกฎหมายคิดเป็นมูลค่ามหาศาล สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของหน่วยงานในการคุ้มครองผู้บริโภคและลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ แม้อาจจะยังต้องยอมรับว่า ปัญหาการลักลอบยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากแรงจูงใจทางกำไรและความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สินค้าผิดกฎหมายยังคงมีตลาดรองรับ

    พันธ์ทอง ระบุว่า ลักษณะของการลักลอบนำเข้าสินค้าในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งในรูปแบบของการซุกซ่อนสินค้าในตู้คอนเทนเนอร์ การส่งผ่านระบบพัสดุไปรษณีย์และอีคอมเมิร์ซ รวมถึงการใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านในการขนส่งสินค้าไปยังประเทศอื่น ด้วยปริมาณการขนส่งสินค้าที่มีจำนวนมหาศาลในแต่ละปี ไม่ว่าจะเป็นตู้คอนเทนเนอร์หลายล้านตู้หรือพัสดุจำนวนหลายร้อยล้านชิ้น การตรวจสอบสินค้าทุกชิ้นจึงไม่สามารถทำได้อย่างครอบคลุมทั้งหมด กรมศุลกากรจึงต้องอาศัยความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น หน่วยงานด้านความมั่นคงและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย รวมทั้งการนำเทคโนโลยีและระบบวิเคราะห์ข้อมูลมาใช้ในการคัดกรองความเสี่ยง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจจับและลดโอกาสการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายเข้าสู่ประเทศ

    ด้วยปริมาณการค้าระหว่างประเทศที่มีมูลค่าสูงถึงหลายล้านล้านบาทต่อปี และจำนวนการขนส่งสินค้าที่มีทั้งตู้คอนเทนเนอร์ พัสดุ และผู้โดยสารจำนวนมาก การตรวจสอบสินค้าอย่างละเอียดทุกชิ้นจึงเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก กรมศุลกากร จึงได้เริ่มนำเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการคัดกรองและวิเคราะห์ความเสี่ยง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบสินค้าและลดภาระต่อผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมาย แนวทางดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการพัฒนาระบบศุลกากรให้ทันสมัย โปร่งใส และสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ช่วงเวลาราว 4 เดือน เป็นบทพิสูจน์ให้เห็นถึงพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงของ กรมศุลกากร ภายหลังการนำของ พันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ กับการดำรงตำแหน่ง อธิบดี ที่ได้สะท้อนถึงความพยายามในการปรับทิศทางการบริหารงานให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเน้นการทำงานควบคู่กันในสองมิติสำคัญ คือ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการอำนวยความสะดวกทางการค้า และ การปกป้องสังคมจากสินค้าผิดกฎหมายหรือไม่ได้มาตรฐาน จากเสียงสะท้อนของหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการ ก็พบว่า มีการเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบายและการดำเนินงานที่ชัดเจนมากขึ้นในหลายด้าน

    ทั้งหมดแสดงให้เห็นถึงความพยายามของ กรมศุลกากร ในปัจจุบันในการสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมเศรษฐกิจ การจัดเก็บรายได้ของรัฐ และการคุ้มครองผู้ประกอบการภายในประเทศ ซึ่งแนวทางและมาตรการที่เริ่มดำเนินการได้สะท้อนถึงทิศทางของการพัฒนาระบบศุลกากรไทยให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสามารถตอบสนองต่อความท้าทายของระบบการค้าสมัยใหม่ได้มากยิ่งขึ้น!!.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25A2%25E0%25B9%258C%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2581%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2582%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2581-news/962739/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PSujwjWfiwtIWNxjV0Dtt

  • ตลาดคริปโตเตรียมรับแรงกระแทก! เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธ 10 ลูกลงทะเล ท่ามกลางสงครามอิหร่าน 

    ตลาดคริปโตเตรียมรับแรงกระแทก! เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธ 10 ลูกลงทะเล ท่ามกลางสงครามอิหร่าน 

    ตลาดคริปโตเตรียมรับแรงกระแทก! เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธ 10 ลูกลงทะเล ท่ามกลางสงครามอิหร่าน 

    By

    มีนาคม 14, 2026

    ผู้นำเกาหลีเหนือยืนกอดอกแล้วมีขีปนาวุธถูกยิงขึ้นฟ้าหลายลูก

    สรุปข่าว
    • เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธมากกว่า 10 ลูก ลงสู่ทะเลตะวันออกเมื่อช่วงบ่ายของวันเสาร์ที่ 14 มีนาคม 2026 โดยขีปนาวุธยิงไกลประมาณ 350 กม. ก่อนตกลงน้ำนอกเขตเศรษฐกิจของญี่ปุ่น
    • การยิงครั้งนี้เกิดขึ้นระหว่าง การซ้อมรบระหว่างสหรัฐฯ-เกาหลีใต้ และเกิดขึ้นในช่วงที่สื่อเกาหลีใต้คาดว่า สหรัฐฯ กำลังย้ายระบบป้องกันขีปนาวุธจากเกาหลีใต้ไปรองรับสงครามอิหร่าน ทำให้เกิดความกังวลเรื่อง “ช่องโหว่ด้านความมั่นคง” ในคาบสมุทรเกาหลี
    • สถานการณ์นี้ทำให้โลกเผชิญความเป็นไปได้ของ “สงคราม 2 แนวรบ” โดยเจ้าหน้าที่ทางการของเกาหลีเตือนว่า “การซ้อมรบใกล้เขตอธิปไตยของเรา อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่หลายคนไม่อยากให้เกิดขึ้น”

    แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bearish

    ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นจะทำให้นักลงทุนถอยห่างจากสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น แม้จะกดดันราคา Bitcoin ในระยะสั้น แต่ระยะยาวอาจได้ประโยชน์จากการเป็น “Safe Haven” เหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามอิหร่าน

    ขณะที่โลกกำลังจับตาสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านในตะวันออกกลาง เกาหลีเหนือเลือกจังหวะนี้ในการแสดงพลังอำนาจ โดยสื่อ Reuters รายงานว่า เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้มากกว่า 10 ลูกลงทะเลตะวันออกในช่วงที่กำลังทหารของสหรัฐฯ ถูกกระจายไปทั้งตะวันออกกลางและเอเชีย 

    บังเอิญหรือตั้งใจ ทำไมตอนนี้?

    สื่อ ABC News รายงานว่า การยิงเกิดขึ้นจาก 2 เหตุผล: 

    1. ตอบโต้การซ้อมรบของสหรัฐฯและเกาหลีใต้ 
    2. ฉวยจังหวะที่สหรัฐฯ อาจกำลังย้ายระบบป้องกันขีปนาวุธ THAAD และ Patriot จากเกาหลีใต้ไปรองรับสงครามอิหร่าน

    อย่างไรก็ตาม สื่อ NBC Newsรายงานว่า สำนักประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ไม่ได้ออกมายืนยันว่ามีการย้ายระบบป้องกันขีปนาวุธจริงหรือไม่ แต่กล่าวว่า “ระบบป้องกันยังเหมือนเดิม”

    การยิงขีปนาวุธพร้อมกันมากกว่า 10 ลูกถือเป็นจำนวนที่ “ผิดปกติ” โดยสื่อ Japan Times ระบุว่า ปกติเกาหลีเหนือจะยิงแค่ 1-3 ลูกเพื่อทดสอบ แต่การยิงจำนวนมากขนาดนี้เป็นสัญญาณว่า “เกาหลีเหนืออาจทดสอบความสามารถในการโจมตีพร้อมกันหลายเป้าหมาย”

    ผลกระทบต่อตลาดคริปโต

    สถานการณ์ปัจจุบันที่มีความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์เกิดขึ้นพร้อมกันหลายแห่งไม่ว่าจะเป็นสงครามอิหร่านที่ทำให้ช่องแคบ Hormuz ปิดซึ่งส่งผลต่อราคาน้ำมันในตอนนี้, เกาหลีเหนือที่ยิงขีปนาวุธ 10 ลูก และความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยังไม่ทำ ทำให้นัตลาดคริปโตอาจถูกกดดันอีกครั้ง เนื่องจากความตึงเครียดที่เพิ่มขึ่น จะทำให้นักลงทุนถอยห่างจากสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น


    ผู้เขียนมองว่า ข่าวนี้ เป็น Bearish ในระยะสั้นและการยิงขีปนาวุธลงทะเลของเกาหลีเหนือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง และไม่มีการยิงใส่เป้าหมายจริง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าคือ “ช่องโหว่ด้านความมั่นคง” โดยถ้าระบบป้องกันขีปนาวุธถูกย้ายออกจากเกาหลีใต้จริง และเกาหลีเหนือรู้ นี่อาจเป็นช่วงที่อันตรายที่สุด โดยนักลงทุนควรจับตาว่าตลาดในช่วงนั้นจะเคลื่อนไหวอย่างไร ซึ่งถ้าไม่มีข่าวอะไรเพิ่มเติม ตลาดคริปโตก็อาจกลับสู่สภาวะปกติเหมือนในช่วงสงครามอิหร่านที่ใช้เวลาไม่ถึง 2 วันตลาดก็ฟื้นตัวขึ้นมา

    ที่มา: MaxCrypto, Bloomberg, NBC News, Reuters/US News, Al Jazeera, Zee News

    ตลาดคริปโตเตรียมรับแรงกระแทก! เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธ 10 ลูกลงทะเล ท่ามกลางสงครามอิหร่าน 

    Tharadon

    เริ่มรู้จักคริปโตในช่วงตลาดกระทิงปี 2020 และได้เห็นวัฏจักรขาขึ้น–ขาลงอย่างเต็มรูปแบบในปี 2021–2022 ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้ตระหนักว่า “ราคา” อาจเป็นเพียงภาพสะท้อนของอารมณ์ตลาด แต่เทคโนโลยี Blockchain คือรากฐานที่แท้จริง และอาจเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนแปลงระบบต่าง ๆ ของโลกในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/03/14/north-korea-fires-10-missiles-east-sea-iran-war-multi-front-crypto-impact/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw245ERX0z2AbIxfn0RlwTPW

  • ชาวไทย-มาเลย์ เฮ เพิ่มเวลาเปิด 3 ด่านพรมแดนที่นราธิวาส กระตุ้นเศรษฐกิจ การค้า ท่องเที่ยว

    ชาวไทย-มาเลย์ เฮ เพิ่มเวลาเปิด 3 ด่านพรมแดนที่นราธิวาส กระตุ้นเศรษฐกิจ การค้า ท่องเที่ยว

    ชาวไทย-มาเลย์ เฮ เพิ่มเวลาเปิด 3 ด่านพรมแดนที่ จ.นราธิวาส กระตุ้นเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยวชายแดน

    เมื่อเวลา 05.00 น. วันที่ 15 มีนาคม 2569 ที่ด่านพรมแดนสุไหงโก-ลก อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส นายชาคริต สุรณัฐกุล รอง ผวจ.นราธิวาส ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมความพร้อมและความเรียบร้อย การเปิดด่านพรมแดนสุไหงโก-ลก ที่เชื่อมต่อกับด่านรันตูปันยัง รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ที่ทางจังหวัดนราธิวาสได้มีหนังสือถึงกระทรวงมหาดไทย พร้อมทั้งประสานผ่านสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองโกตาบารู รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย เพื่อประสานไปยังรัฐบาลมาเลเซีย เรื่องขอให้พิจารณาปรับเวลาเปิดด่านพรมแดน ที่เชื่อมต่อกับจังหวัดนราธิวาสให้กลับมาเปิดในเวลา 06.00 น. ตามเวลาประเทศมาเลเซีย หรือ เวลา 05.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ซึ่งเป็นเวลาเดิมก่อนการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เมื่อประมาณปลายปี พ.ศ. 2562

    ล่าสุดกระทรวงมหาดไทยของประเทศมาเลเซีย ได้ตอบรับแนวทางตามข้อเสนอดังกล่าว และเห็นชอบให้เปิดด่านรันตูปันยัง ซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับด่านพรมแดนสุไหงโก-ลก ด่านเปิงกาลันกูโบร์ ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับ อ.ตากใบ และด่านบูกิตบุหงา ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับ อ.แว้ง ในเวลา 06.00 น. ตามเวลาในประเทศมาเลเซีย หรือตรงกับเวลา 05.00 น. ของประเทศไทย โดยจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

    ทั้งนี้ด่านพรมแดนทั้ง 3 ด่าน จะเปิดพร้อมกันในเวลา 05.00 น. แต่ด่านพรมแดนสุไหงโก-ลก จะปิดเวลา 21.00 น. ส่วนด่านพรมแดนตากใบและด่านบูเก๊ะตา จะปิดในเวลา 18.00 น. พร้อมกันทุกวัน ตั้งแต่วันนี้

    โดยมีนายซูปียัน แดเมาะเล็ง นายอำเภอสุไหงโก-ลก พ.ต.อ.พลูศักดิ์ แก้วสีขาว ผกก.ตม.จว.นราธิวาส พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรสุไหงโก-ลก และรองนายกเทศมนตรีเมืองสุไหงโก-ลก ร่วมให้การต้อนรับ เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการเดินทางของประชาชนและนักท่องเที่ยว ที่ทราบข่าวและแห่เดินทางเข้าออกระหว่างพรมแดนทั้ง 2 ฟากฝั่ง และได้สร้างความพึงพอใจให้กับพี่น้องประชาชนทั้งชาวไทยและชาวมาเลเซียเป็นอย่างมาก นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์ ระหว่างไทยและมาเลเซีย โดยเฉพาะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ชายแดนให้ดียิ่งขึ้นโดยเร็ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/south/2920151&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xomc0Esv7YHuj7aPriChj

  • ไบโอดีเซลพรีเมียม“บี100”ปิดช่องว่างภาคขนส่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ | เดลินิวส์

    ไบโอดีเซลพรีเมียม“บี100”ปิดช่องว่างภาคขนส่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ | เดลินิวส์

    ในสถานการณ์สู้รบระหว่างสหรัฐและอิหร่าน รัฐบาลประกาศเมื่อวันที่ 9 มี.ค.69 ยืนยันว่าประเทศจะมีน้ำมันสำรองใช้ได้รวม 95 วัน ขณะเดียวกันยังตรึงราคาดีเซลไว้ที่ 29.94 บาทต่อลิตรเป็นเวลา 15 วัน เพื่อพยุงค่าครองชีพ          

    นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  กล่าวว่า จะมีการประกาศเพิ่มส่วนผสมของน้ำมันไบโอดีเซล โดยเพิ่มสัดส่วนน้ำมันปาล์ม เป็น 7% จากเดิม 5% จาก B5 เป็น B7  ซึ่งจะเป็นการช่วยลดการใช้ตัวเนื้อน้ำมันดีเซล และทำให้ยืดระยะเวลาน้ำมันที่มีสำรองเพิ่มขึ้น และยังเป็นการสนับสนุนการใช้น้ำมันไบโอดีเซลและสนับสนุนราคาผลผลิตที่เข้าสู่ฤดูกาลเก็บเกี่ยวในช่วงนี้ และในอนาคตหากมีความจำเป็นก็จะมีการศึกษาการเพิ่มสัดส่วนน้ำมันปาล์ม ขึ้นเป็น 10% และ 20% แต่ยังต้องพิจารณาอีกครั้ง เนื่องจากเครื่องยนต์บางค่ายยังไม่รองรับ B10 และ B20

    ขณะนี้ประเทศไทยมีการใช้ B100 แล้ว 3,000 ลิตร หรือ ไบโอดีเซลพรีเมียม H-FAME เพื่อการขนส่งคาร์บอนตํ่า สามารถเติมในรถบรรทุกหนักและเครื่องจักรกลที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลได้ทันทีโดยไม่ต้องดัดแปลงเครื่องยนต์ เพื่อวัตถุประสงค์หลัก ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคขนส่งได้ในราคาต้นทุนที่เหมาะสม ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

    ดร.พีรวัฒน์ สายสิริรัตน์ หัวหน้าทีมวิจัยพลังงานทดแทนและประสิทธิภาพพลังงาน กลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (เอ็นเทค) สวทช.  เปิดเผยว่า ภาวะวิกฤตภาวะโลกร้อน ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการค้าในสากลการส่งออกสินค้า เช่นมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน ‘CBAM’ (‘Carbon Border Adjustment Mechanism’) ที่สหภาพยุโรป (EU) กำหนดขึ้นเพื่อมุ่งสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแก่ประเทศคู่ค้า นอกสหภาพยุโรป หรือว่าแม้แต่ตัวองค์กรต้องถูกตรวจวัดไปด้วยค่า ESG (Environmental, Social, and Governance)  ซึ่งในกระบวนการผลิตต้องพึ่งพาพลังงานในการขนส่ง แม้ว่าปัจจุบันบริษัทเอกชนหันมา รถยนต์ไฟฟ้า (EV)  แต่ในความเป็นจริงการใช้ ยานยนต์ขนาดใหญ่มี ข้อจำกัด ไม่ว่าจะเป็น แบตเตอรี่ต้องใช้ขนาดใหญ่ และใช้ ระยะเวลานานในการชาร์จ  ดังนั้นจึงต้องมีการ ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน สำหรับการผลิตภาคอุตสาหกรรม จำเป็นต้องการทางออกทั้งระยะสั้นและระยะกลาง ที่จะสามารถ ลดคาร์บอนที่เกิดขึ้นได้ทันที ดังนั้น ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (เอ็นเทค) สวทช.จึงได้พัฒนาวิจัย ไบโอดีเซลพรีเมียม H-FAME ขึ้นมา

    ดร.พีรวัฒน์ กล่าวว่า ประเทศไทยมีการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ ที่ใช้กันในรูปแบบเอทานอล ผสมอยู่ในแก๊สโซฮอล์ หรือไบโอดีเซล ที่ผสมอยู่ในน้ำมันดีเซล  ในส่วนของงานวิจัยจะเป็นในส่วนของ ไบโอดีเซล แต่อัปเกรดขึ้นไปเรียกว่าน้ำมัน ไบโอดีเซล พรีเมียม หรือ H-FAME,

    อย่างที่รู้ไบโอดีเซล เป็นเชื้อเพลิงที่สามารถ ทดแทนน้ำมันดีเซลได้ทันทีในด้านของสมรรถนะเท่านั้น แต่ยังคงติดกับการที่จะใช้เป็น Drop-in Fuel อยู่ เนื่องจากว่าจะมีค่าหนึ่งสำหรับภูมิภาคเขตร้อน ก็คือตัว เสถียรภาพการเกิดออกซิเดชัน ยังคงมีค่าที่ไม่แตกต่างจากการใช้นำมันที่มาจากฟอสซิล ซึง H-FAME จะเกิดออกซิเดชันที่ดีขึ้น ไม่เกิดค่ากรดที่พุ่งขึ้น ไม่เกิดตะกอนแม้เก็บในระยะเวลาที่ยาวนาน

     ดร.พีรวัฒน์  กล่าวว่า H-FAME เป็นน้ำมัน ไบโอดีเซล 100% และด้วยความที่มันเป็นน้ำมันที่ผลิตจากผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ดังนั้นมันจึงมีการซึมซับเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไปแล้วตอนที่เพาะปลูกขึ้นมา หรือว่าเรียกว่าเป็นเชื้อเพลิงแบบ Carbon Neutrality  หรือความเป็นกลางทางคาร์บอน ดังนั้นในส่วนของการใช้น้ำมันตัวนี้จึงเป็นการ ลดช่องว่าง ในการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีในอนาคตได้รวดเร็วมากขึ้น สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ทันที  อย่างไรก็ตาม การดำเนินการโครงการศึกษาทางด้านนี้ ได้ดำเนินการไปทั้งในส่วนของการ ทดสอบในเครื่องยนต์ และก็ทดสอบวิ่งจริงใช้งานจริงในห้องแล็บและบนท้องถนนจริง ขณะนี้มีภาคเอกชน สนใจนำตัว ไบโอดีเซล พรีเมียม H-FAME ไปใช้จริงแล้ว ได้มีการส่งมอบน้ำมันไปแล้วมากกว่า 3,000 ลิตร ซึ่งในทุก ๆ หยดของน้ำมันที่ใช้ไป ทุก ๆ ลิตรจะสามารถ ลดก๊าซเรือนกระจกลงได้ 1.52 กิโลกรัม เทียบเท่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ าน้ำมัน ไบโอดีเซล พรีเมียม สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ 5.1 ตัน เทียบเท่าคาร์บอนไดออกไซด์เรียบร้อยแล้ว ซึ่งกำลังการผลิตขณะนี้ได้ชั่วโมงละประมาณ 20 ลิตร ในอนาคตคงต้องการการขยายผลต่อไปในอนาคต และหาพาร์ทเนอร์ มาร่วมทดสอบการใช้งานน้ำมัน ไบโอดีเซล พรีเมียม H-FAME ในสัดส่วนที่สูงขึ้นต่อไป

    สำหรับประเด็นด้านราคาและต้นทุน ไบโอดีเซลพรีเมียมจะมีราคาสูงกว่าไบโอดีเซลปกติประมาณ 1-2 บาทต่อลิตร ซึ่งถือเป็นระดับราคาที่คุ้มค่าสำหรับองค์กรที่ต้องการยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อม

      กระบวนการผลิต H-FAME ไม่ได้มีช่องว่างทางเทคโนโลยีที่ยากเกินไป โดยใช้เทคนิคหลักที่การเติมไฮโดรเจนเข้าไปเพื่อเลือกสัดส่วนของพันธะคู่ในโมเลกุลให้มีความเหมาะสม เพื่อให้ได้คุณสมบัติทางเคมีที่ต้องการ ซึ่งโรงงานผลิตไบโอดีเซลเดิมที่สนใจสามารถปรับปรุงกระบวนการภายในเพื่อผลิตนวัตกรรมตัวนี้ได้ทันที

    ทั้งนี้งานวิจัย H-FAME  จะนำมาจัดแสดงในงานงาน NAC2026 ระหว่างวันที่ตั้งแต่วันที่  24 – 28 เมษายน 2569 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี สามารถลงทะเบียนได้ฟรีเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่เว็บไซต์www.nstda.or.th/nac

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5689135/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2e6dLqHmUZCdU5xYmGbkbQ

  • วิชาตัวเบาและการมองอนาคตสำหรับ SMEs ยุคใหม่

    วิชาตัวเบาและการมองอนาคตสำหรับ SMEs ยุคใหม่

    โดย ดร.ธนัย ชรินทร์สาร ในงาน Techsauce Next Entrepreneur’s Summit

    ในยุคที่โลกหมุนเร็วและผันผวนจนคาดเดายาก (VUCA) การทำธุรกิจแบบเดิมอาจไม่ใช่คำตอบ ดร.ธนัย ชรินทร์สาร ได้แชร์ ‘คัมภีร์รอด’ สำหรับผู้ประกอบการในยุคที่เศรษฐกิจแยกเป็นสองทาง (K-Shape) ว่าใครจะอยู่ ขาขึ้น หรือ ขาลง อยู่ที่กลยุทธ์เหล่านี้

    1. โลกยุคนี้เหมือนพายุเข้า คุณต้องเข้าใจ VUCA และ K-Shape

    กำลังอยู่ในสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนและไม่แน่นอน ซึ่ง ดร.ธนัย ชี้ให้เห็นว่า เมื่อเกิดวิกฤต ธุรกิจจะถูกแยกออกเป็น 2 กลุ่มชัดเจนเหมือนตัวอักษร K

    • ขาขึ้น = กลุ่มที่ใช้แนวคิด และกลยุทธ์ใหม่ในการบริหารจัดการ จะเติบโตแบบก้าวกระโดดหลังวิกฤต เพราะคู่แข่งบางส่วนหายไปจากตลาด
    • ขาลง = กลุ่มที่ยึดติดกับวิธีการเดิมๆ ไม่ยอมปรับตัว จะค่อยๆ หายไปจากกระดานธุรกิจ

    2. Strategic Foresight วิชาคาดการณ์อนาคต

    ดร.ธนัย แนะนำให้เรามองอนาคตแบบนักกลยุทธ์ โดยการแยกโลกข้างหน้าออกเป็น 2 ส่วน

    • ส่วนที่แน่นอน เทรนด์ที่ต้องเกาะให้ติด คือสิ่งที่เกิดขึ้นแน่ๆ ไม่ต้องเดา เช่น
      •  สังคมสูงวัย (Aging Society) ลูกค้ากลุ่มใหญ่ในอนาคตคือผู้สูงอายุ
      •  โลกร้อนและเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) กฎกติกาโลกเปลี่ยนไปทางนี้
      •  พฤติกรรม Digital-First คนต้องการความเร็ว สื่อสั้นกระชับ และความสะดวก
      • AI (Artificial Intelligence) เทคโนโลยีที่จะเข้ามาเป็นผู้ช่วย หรือเจ้านายเราในอนาคต
    • ส่วนที่ไม่แน่นอน โอกาสในการเดิมพัน คือความเสี่ยงที่ยังไม่ชัดเจน เช่น กฎหมายใหม่ หรือสงครามการค้า ดร.ธนัยบอกว่า “ความไม่แน่นอนคือโอกาส” หากเราเตรียมแผนรองรับไว้หลายๆ ทาง เราจะกล้าเดิมพันในจังหวะที่คนอื่นไม่กล้า

    3. กลยุทธ์ตัวเล็กสู้ยักษ์

    SMEs มักกังวลว่าจะสู้ทุนใหญ่ที่มีเงินมากกว่า มีคนมากกว่าได้อย่างไร? คำตอบคือ “อย่าสู้ในเกมที่เขาถนัด”

    • เน้นกลุ่มเฉพาะ (Niche Market): หากบริษัทใหญ่คือ “ห้างสรรพสินค้า” ที่มีทุกอย่าง SMEs ควรเป็นร้านเฉพาะทางที่เก่งที่สุดในด้านนั้น เช่น คลินิกที่เชี่ยวชาญแค่เรื่องโรคปอด หรือผิวหนังโดยเฉพาะ
    • ใช้ความเร็ว (Agility): บริษัทใหญ่จะเปลี่ยนทิศทางทีต้องประชุมหลายชั้น แต่ SMEs คือ “เรือเร็ว” ที่เจ้าของตัดสินใจแล้วหันหัวเรือได้ทันที ความเร็วในการปรับตัวตามใจลูกค้าคืออาวุธที่ทรงพลังที่สุด

    4. กฎแห่งการลดลงของคุณค่า

    ดร.ธนัยยกตัวอย่าง โดนัทที่คนเคยต่อคิวถล่มทลายในวันแรก แต่วันนี้ไม่มีคิวแล้ว ทั้งที่รสชาติเดิม… เพราะคุณค่าในสายตาลูกค้าลดลงตามกาลเวลา ดังนั้นเราต้องเติม Value 3 ระดับเสมอ

    1. ด้านการใช้งาน (Functional): ทำให้ดีขึ้น เร็วขึ้น สะดวกขึ้น
    2. ด้านอารมณ์ (Emotional): ทำให้ลูกค้ารู้สึกมั่นใจ ภูมิใจ หรือมีความสุขที่ได้ใช้ (เช่น การรับประกันที่ดีเยี่ยม หรือแบรนด์ที่ดูเท่)
    3. ด้านสังคม (Social Impact): การสร้างประโยชน์ให้โลกหรือชุมชน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคยุคใหม่ยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อสนับสนุน

    5. วิชาตัวเบา และพลังของข้อมูล

    ในวันที่เศรษฐกิจไม่ดี ดร.ธนัยแนะนำให้ทำธุรกิจแบบตัวเบา

    1.  อย่าจมเงินกับสินทรัพย์: แทนที่จะกู้เงินสร้างโรงงานใหญ่โต ให้เริ่มจากการจ้างผลิต (OEM) หรือใช้ทรัพยากรของพาร์ทเนอร์ เพื่อเก็บเงินสดไว้ใช้ในยามฉุกเฉินหรือรอจังหวะลงทุนที่ชัวร์จริงๆ
    2. Dataคือเข็มทิศ: ใช้เทคโนโลยี (เช่น ระบบ POS หรือสมาชิก) มาเก็บข้อมูลลูกค้า เพื่อให้รู้ว่าใครซื้ออะไร ซื้อเมื่อไหร่ จะได้เลิกใช้ “ความรู้สึก” แล้วใช้ “ความจริง” ในการบริหารธุรกิจ

    สรุปหัวใจสำคัญทิ้งท้าย

    ดร.ธนัย ฝากไว้ว่า “เวลา” คือสิ่งเดียวที่ทุกคนมีเท่ากันไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือร้าย ในช่วงที่งานเบาลงหรือยอดขายตก อย่าปล่อยเวลาให้สูญเปล่า แต่ให้ใช้เวลานั้นพัฒนาคน พัฒนาเทคโนโลยี และสร้างพาร์ทเนอร์เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมที่สุดเมื่อลมเปลี่ยนทิศอีกครั้งครับ.

    ข้อมูลจาก Session ฝ่าเกมเศรษฐกิจเดือด กลยุทธ์ทางรอดของธุรกิจยุคใหม่ ในงาน Techsauce Next Entrepreneur’s Summit ‘The Gateway to Isan’

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/tech-and-biz/sme-survival-strategy-vuca-economy-dr-thanai&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Z05cQQl6DG8ozrUe6b1zG

  • ถึงขั้นนี้แล้ว? ชาวบ้านแห่จับบัตรคิว แย่งกันซื้อน้ำมันดีเซลแน่นปั๊ม | เดลินิวส์

    ถึงขั้นนี้แล้ว? ชาวบ้านแห่จับบัตรคิว แย่งกันซื้อน้ำมันดีเซลแน่นปั๊ม | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 14 มี.ค. ที่ จ.อุทัยธานี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีประชาชนจำนวนมาก ได้นำทั้งรถบรรทุกขนาดใหญ่ รถกระบะ ถจักรยานยนต์ รถสามล้อแดงบรรทุกแกลลอนนํ้ามัน รวมถึงเครื่องมือการเกษตร มาซื้อน้ำมันดีเซล ยังสถานีน้ำมันแห่งหนึ่ง ในเขต อ.ทัพทัน

    ภายหลังทราบว่าจะมีรถบรรทุกน้ำมัน นำน้ำมันมาส่งให้ที่ปั๊มเมื่อช่วงเวลา 15.00 น. ทำให้พนักงานต้องทำบัตรคิวจัดระเบียบให้กับให้ผู้ที่จะมาซื้อน้ำมัน โดยพบว่ามากันอย่างเนืองแน่นปั๊มและจอดรถทั้งสองฟากฝั่งของถนนยาวเหยียด โดยส่วนใหญ่ต้องการซื้อน้ำมันดีเซล ซึ่งทางพนักงานจำกัดให้แค่รายละ 40 ลิตรเท่านั้น เป็นการแบ่งปันและบรรเทาความเดือดร้อน ในช่วงน้ำมันขาดแคลน โดยขายในราคาลิตรละ 30.30 บาท

    สำหรับน้ำมันดีเซล แต่ละรายมีทั้งนำไปใช้กับรถบรรทุกสิบล้อ รถดั๊ม รถไถนา รถตักดิน ซึ่งแต่ละรายยอมรับว่า แม้จะได้น้อย ไม่เพียงพอ แต่ก็ยังได้ เพื่อนำไปใช้ในภาคเกษตร สูบน้ำเข้านา ใช้ในการเตรียมดิน

    ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งด้วยว่า มีชาวบ้านรายหนึ่งนำแกลลอนมาใส่น้ำมัน ในขณะที่วางไว้ที่รถจยย.และเผลอตัว ได้มีขโมยลักเอาแกลลอนน้ำมันไปด้วย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5688112/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TtQS5aTdw7JWFkJPvSxpo

  • ทำไมสงครามตะวันออกกลางรอบนี้ เศรษฐกิจไทยเสี่ยงหดตัวสูง 1.1% นักเศรษฐศาสตร์มอง 3 ฉากทัศน์

    ทำไมสงครามตะวันออกกลางรอบนี้ เศรษฐกิจไทยเสี่ยงหดตัวสูง 1.1% นักเศรษฐศาสตร์มอง 3 ฉากทัศน์

    นับตั้งแต่ความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐอเมริกา-อิสราเอล กับ อิหร่าน ปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ สถานการณ์ในพื้นที่อ่าวเปอร์เซียได้ทวีความตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรือปฏิบัติการในและรอบช่องแคบฮอร์มุซ ถูกอิหร่านโจมตีแล้วอย่างน้อย 17 ลำ หนึ่งในนั้นคือเรือสินค้าไทย “มยุรี นารี”

    ขณะเดียวกัน โมจตาบา คาเมเนอี ได้ประกาศท่าทีแข็งกร้าว ยืนยันว่าจะเดินหน้าปิดเส้นทางเดินเรือดังกล่าวต่อไป ทำให้ตลาดพลังงานทั่วโลกจับตาความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด วิกฤตครั้งนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงต่อเส้นทางขนส่งพลังงานสายสำคัญของโลก

    ภาพกราฟิกแสดงการประเมิน 3 ฉากทัศน์ผลกระทบสงครามตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจไทย 1

    แม้หลายประเทศจะตัดสินใจปล่อย น้ำมันสำรองฉุกเฉินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เพื่อบรรเทาผลกระทบด้านอุปทาน แต่ราคาน้ำมันกลับยังมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง

    นับตั้งแต่ สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ประกาศปล่อยน้ำมันดิบสำรองครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 50 ปี ราคาน้ำมันได้พุ่งขึ้นแล้วกว่า 17% โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ซึ่งเป็นดัชนีมาตรฐานของตลาดโลก ปิดเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    ปัจจัยสำคัญคือการทยอยนำน้ำมันสำรองฉุกเฉินออกสู่ตลาดต้องใช้เวลา ขณะที่ปริมาณน้ำมันดังกล่าวยังห่างไกลจากปริมาณอุปทานที่อาจหายไป หากการปิด ช่องแคบฮอร์มุซ ยืดเยื้อ ส่งผลให้ความกังวลด้านพลังงานยังคงกดดันตลาดโลกและเศรษฐกิจไทย ทั้งหมดนี้ สะท้อนว่า เหตุการณ์ตะวันออกกลางครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวและเริ่มส่งผลกระทบคนไทยแล้ว

    ชี้สงครามตะวันออกกลาง เสี่ยงฉุด GDP ไทยร่วง -1.1% ต้นทุนพลังงาน-ท่องเที่ยวทรุดหนัก

    ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยถึงผลประเมินวิกฤตความขัดแย้งตะวันออกกลาง ว่า ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นและโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ‘อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้’

    แม้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนกุมภาพันธ์จะปรับตัวดีขึ้นสูงสุดในรอบ 9 เดือนมาอยู่ที่ระดับ 53.7 แต่สถานการณ์สงครามที่เกิดขึ้นภาย หลังการสำรวจได้กลายเป็นปัจจัยลบใหม่ที่สร้างความกังวลต่อค่าครองชีพและต้นทุนการผลิต

    ภาพกราฟิกแสดงการประเมิน 3 ฉากทัศน์ผลกระทบสงครามตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจไทย 2

    เปิด 3 ฉากทัศน์ผลกระทบ GDP

    ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจได้วิเคราะห์ฉากทัศน์ของสงครามไว้ 3 ระดับ

    1.ความขัดแย้งระยะสั้น (1 เดือน) ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย 90 ดอลลาร์/บาร์เรล คาดกระทบ GDP -0.35% ซึ่งมีโอกาสเกิด 45%

    2. สงครามยืดเยื้อ (3 เดือน) ราคาน้ำมันทรงตัวที่ 90 ดอลลาร์ แต่ราคาก๊าซธรรมชาติพุ่งสูงขึ้น คาดกระทบ GDP -1.1% มีโอกาสเกิด 45%

    3.สงครามขยายวงกว้าง (6 เดือนขึ้นไป) ราคาน้ำมันอาจพุ่งถึง 100 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งอาจทำให้ GDP ไทยในปีนี้มีโอกาสติดลบ ซึ่งมีโอกาสเกิด 10%

    เครื่องยนต์เศรษฐกิจ ‘ท่องเที่ยว-ส่งออก’ ชะงัก

    โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็น ‘เครื่องยนต์หลัก’ ของไทยได้รับผลกระทบในทันที โดยในสัปดาห์แรกนักท่องเที่ยวจาก ยุโรปและตะวันออกกลางหายไปถึง 18% หรือประมาณ 60,000 คน เนื่องจากปัญหาการปรับปรุงเส้นทางบินและค่าตั๋วเครื่องบินที่พุ่งสูงขึ้น 30-80% จังหวัดภูเก็ตได้รับความเสียหายหนักที่สุด

    โดยมีการแจ้งยกเลิกห้องพักแล้วกว่า 1,311 คืน คิดเป็นรายได้ที่หายไปกว่า 8 ล้านบาทในเบื้องต้น หากสงครามยืดเยื้อถึง 6 เดือน คาดว่ารายได้จากการท่องเที่ยวรวมจะสูญเสียถึง 29,250 ล้านบาท

    ขณะที่ด้านการส่งออก สินค้ากลุ่มรถยนต์และเครื่องจักรกลมีความเปราะบางที่สุด โดยเฉพาะตลาดหลักในตะวันออกกลางอย่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และซาอุดีอาระเบีย ขณะที่ค่าระวางเรือขนส่งสินค้าปรับตัวสูงขึ้นถึง 3 เท่าจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์

    ภาคพลังงานกับแรงกดดันเศรษฐกิจ แนะขยายเพดานตรึงดีเซล

    มากไปกว่านั้น ปัจจุบันประเทศไทยมีความเปราะบางสูง เพราะนำเข้าน้ำมันและพลังงานคิดเป็นมูลค่าถึง 5% ของ GDP (ประมาณ 1 ล้านล้านบาท) ก็อยากเสนอให้รัฐบาลใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และภาษีสรรพสามิต ในการตรึงราคาน้ำมัน โดยอาจจำเป็นต้องขยายเพดานการตรึงราคาน้ำมันดีเซลจาก 30 บาท เป็น 35 บาทต่อลิตร เพื่อลดภาระการอุดหนุนของรัฐและป้องกันภาวะช็อกทางเศรษฐกิจ

    มองทางออก 5 แนวทาง

    1. บริหารราคาพลังงานอย่างยืดหยุ่น แม้กองทุนน้ำมันจะเริ่มติดลบอีกครั้ง แต่รัฐควรพิจารณาใช้ “ภาษีสรรพสามิต” เข้ามาชดเชย และอาจจำเป็นต้องขยับเพดานการตรึงราคาน้ำมันดีเซลจาก 30 บาท เป็น 32-35 บาทแบบเป็นขั้นบันไดเพื่อไม่ให้เกิดสภาวะ “ช็อก” ต่อต้นทุนการผลิต

    2. ดูแลภาคขนส่ง รัฐต้องเข้าไปดูแลราคาพลังงานสำหรับผู้ประกอบการขนส่งรายใหญ่ที่ไม่ได้รับอานิสงส์จากราคาหน้าปั๊ม เพื่อป้องกันการผลักภาระต้นทุนไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งจะนำไปสู่เงินเฟ้อที่รุนแรง

    3. แคมเปญ “ไทยปลอดภัย” (Thailand is Safe) เร่งสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวกลุ่มเอเชีย (จีน มาเลเซีย อินเดีย) เข้ามาทดแทนตลาดยุโรปที่หายไป โดยเน้นย้ำว่าประเทศไทยไม่ใช่คู่ขัดแย้งและมีความปลอดภัยสูงสุด

    4. รณรงค์ประหยัดพลังงานระดับชาติ รัฐบาลควรเป็นผู้นำในการรณรงค์ให้ประชาชนและภาคธุรกิจใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า รวมถึงพิจารณามาตรการ Work From Home ในช่วงวิกฤตเพื่อลดการใช้น้ำมันและลดปัญหาการจราจร

    5. อัดฉีดสภาพคล่องผ่าน SFI ใช้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (เช่น ธนาคารออมสิน, SME Bank) ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อประคองสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวและส่งออกที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ป้องกันการเลิกจ้างงาน

    ภาพกราฟิกแสดงการประเมิน 3 ฉากทัศน์ผลกระทบสงครามตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจไทย 3

    พลังงานโลกสะดุดเศรษฐกิจเสี่ยงเจอภาวะ stagflation

    รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน มองว่า ช่องแคบฮอร์มุซ มีความสำคัญต่อการส่งออกน้ำมันไปในตลาดโลกและไทย คิดเป็นสัดส่วน 20% ของปริมาณการผลิตของโลกต่อวัน (ทั่วโลกผลิตน้ำมันวันละ 100 ล้านบาร์เรล) ปริมาณน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซส่งออกน้ำมัน 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งจะกระทบการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน ซาอุฯ UAE และกาต้าร์

    เมื่อเส้นทางนี้ชะงัก ค่าระวางเรือและค่าประกันภัยปรับขึ้น 50-140%

    จึงกระทบเส้นทางการขนส่งสินค้าจากเอเซียและอาเซียน คือ เส้นทางทะเลแดงและคลองสุเอซ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้นจากค่าประกันสินค้าปรับสูงขึ้น

    “หากไม่ผ่านทะเลแดง จะทำให้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้น เรือต้องอ้อมไปแหลมกู๊ดโฮป (Cape of Good Hope) ทางตอนใต้ของแอฟริกา ทำให้ระยะทางเพิ่ม 3,000-5,000 กม. ใช้เวลาเพิ่ม 10-14 วันต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าระวางเพิ่ม และราคาสินค้าปลายทางแพงขึ้น

    ความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มสูง จากการเคลื่อนย้ายเงินทุนสู่สินทรัพย์ปลอดภัย”

    ดังนั้น จึงเกิดความไม่แน่นอนของตลาดพลังงานโลก เพราะดอลลาร์เป็นสกุลเงินหลักของการค้าโลก การแข็งค่าหรืออ่อนค่าของดอลลาร์ย่อมส่งผลโดยตรงต่อค่าเงินบาทและคนไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    สำนักข่าว The Guardian รายงานว่า เมื่อราคาน้ำมันโลกยังคงพุ่งขึ้น ส่งผลให้ตลาดหุ้นหลายแห่งทั่วโลกเผชิญแรงเทขายอย่างหนัก ท่ามกลางความกังวล ซึ่งอาจกลายเป็นชนวนของแรงกระแทกทาง เศรษฐกิจระดับโลก ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์เตือน ว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังสร้างวิกฤติด้านอุปทานพลังงาน ซึ่งอาจผลักดันให้เงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น

    ขณะเดียวกันเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวลง ทำให้เกิดความเสี่ยงของภาวะ stagflation หรือภาวะที่เศรษฐกิจซบเซาแต่เงินเฟ้อยังเพิ่มสูง

    แม้สงครามจะยุติลง ราคาน้ำมันก็อาจไม่กลับไปสู่ระดับต่ำเหมือนก่อนสงคราม เนื่องจากตลาดจะเพิ่มค่าความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เข้าไปในราคาหากความขัดแย้งยืดเยื้อ

    ราคาน้ำมันอาจพุ่งถึง 145 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตามการประเมินของ Goldman Sachs และหากสถานการณ์ยืดเยื้อถึงสามเดือน ราคาน้ำมันอาจสูงถึง 185 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก และเพิ่มความเสี่ยงของภาวะถดถอยทั่วโลก

    อ้างอิง:

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/middle-east-war-thai-economy-risk/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hRrB_FUfyk8nip_X4461T

  • ด่วน! ก.พลังงานแจ้งจับตา 15-17 มี.ค. ประชาชนแห่เติม แนะให้คันละไม่เกิน 500 บาท | เดลินิวส์

    ด่วน! ก.พลังงานแจ้งจับตา 15-17 มี.ค. ประชาชนแห่เติม แนะให้คันละไม่เกิน 500 บาท | เดลินิวส์

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์การแก้ปัญหาราคาพลังงาน จากผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง ที่ยังยืดเยื้อ ส่งผลต่อราคาพลังงาน ทั่วโลก แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยกับ “เดลินิวส์” ว่า ล่าสุดกระทรวงพลังงาน ได้แจ้งไปยังพลังงานจังหวัด ขอความร่วมมือพลังงานจังหวัดทุกจังหวัด ช่วยตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันในพื้นที่รับผิดชอบว่า แต่ละสถานีมีปริมาณน้ำมันคงเหลือเพียงพอต่อการจำหน่ายหรือไม่ และขอให้ติดตามสถานการณ์การจำหน่ายน้ำมันอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบัน คาดว่าประชาชนอาจเดินทางไปเติมน้ำมันเป็นจำนวนมากในช่วงวันที่ 15-17 มี.ค. ภายหลังจากที่รัฐบาลมีการประกาศปรับลดการอุดหนุนราคาน้ำมัน

    ทั้งนี้ขอให้พลังงานจังหวัดช่วยสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังมีการนำเข้าและผลิตน้ำมันตามปกติ ปริมาณน้ำมันในระบบยังมีเพียงพอ แต่ช่วงนี้มีประชาชนเดินทางไปเติมน้ำมันพร้อมกันจำนวนมากในช่วงเวลาเดียวกัน ทำให้บางสถานีบริการจำหน่ายน้ำมันหมดเร็วกว่าปกติ ดังนั้นการจำกัดปริมาณการเติมน้ำมันในช่วงนี้ จึงเป็นมาตรการชั่วคราวเพื่อป้องกันการกักตุน และเพื่อให้ประชาชนทุกพื้นที่สามารถเข้าถึงน้ำมันได้อย่างทั่วถึง จนกว่าสถานการณ์การเติมน้ำมันจะกลับสู่ภาวะปกติ

    อย่างไรก็ตามขณะนี้ผู้ค้าน้ำมันบางรายได้เริ่มกำหนดแนวทางจำกัดปริมาณการเติมน้ำมัน เพื่อป้องกันการกักตุน กรมธุรกิจพลังงานเห็นควรเสนอแนวทางให้สถานีบริการอื่น ๆ พิจารณาดำเนินการในลักษณะเดียวกัน ดังนี้

    รถยนต์ 4 ล้อ แนะนำให้จำหน่ายไม่เกิน 500 บาท/คัน

    รถยนต์ 6 ล้อขึ้นไป แนะนำให้จำหน่ายไม่เกิน 1,000 บาท/คัน

    รถของหน่วยงานราชการหรือรถที่ปฏิบัติภารกิจสาธารณประโยชน์ ขอให้สถานีพิจารณาจำหน่ายตามความเหมาะสม

    การเติมน้ำมันใส่ภาชนะบรรจุ ขอให้งด เว้นแต่ เกษตรกรหรือผู้ประกอบการที่มีความจำเป็น โดยจำกัดไม่เกิน 3,000 บาท/ราย/วัน

    นอกจากนี้ขอความร่วมมือพลังงานจังหวัดรวบรวมข้อมูลสถานการณ์การจำหน่ายน้ำมันในพื้นที่ โดยเน้นสถานีบริการที่ปิดบริการ และขาดน้ำมันบางชนิดนานผิดปกติ และรายงานให้กรมธุรกิจพลังงานทราบ เพื่อจะได้ประสานซัพพลายเชนของโรงกลั่นน้ำมันและผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ในการเร่งจัดส่งน้ำมันให้สอดคล้องกับความต้องการในแต่ละพื้นที่ได้อย่างทันท่วงที “หากพบพฤติการณ์กักเก็บน้ำมันหรือไม่จำหน่ายตามปกติ ขอให้รายงานกรมธุรกิจพลังงานโดยเร่งด่วน เพื่อพิจารณาดำเนินตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง”

    ล่าสุดปั๊ม ปตท. ได้ส่งหนังสือถึงดีลเลอร์เจ้าของปั๊ม ปตท. ขอให้แนะนำการจำหน่ายรถยนต์ 4 ล้อ ไม่เกิน 500 บาทต่อคัน และรถยนต์ 6 ล้อขึ้นไป แนะนำให้จำหน่ายไม่เกิน 1,000 บาทต่อคัน ส่วนรถใช้ฟีด การ์ด แนะนำจำหน่ายไม่เกิน 3,000-5,000 บาทต่อคัน ส่วนรถหน่วยงานราชการที่ปฏิบัติภารกิจสาธารณประโยชน์ เช่น รถดับเพลิง รถกู้ภัย รถบรรเทาสาธารณภัย ปฏิบัติภารกิจฉุกเฉิน รถหน่วยแพทย์ฉุกเฉิน รถพยาบาลสภากาชาดไทย หรือหน่วยงานช่วยเหลือประชาชน ให้จำหน่ายตามความเหมาะสม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5687973/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Fms7bSmY2jSDPWvIyDmcY

  • ไทย ติดอันดับ 3 เอเชีย ดัชนีความเป็นอยู่การเงินดี แต่อนาคตยังกังวล

    ไทย ติดอันดับ 3 เอเชีย ดัชนีความเป็นอยู่การเงินดี แต่อนาคตยังกังวล

    กลุ่มบริษัทพรูเด็นเชียล (Prudential plc) เผยผลวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับ “ความเป็นอยู่ที่ดีทางการเงิน” (Financial Wellbeing) พบว่า ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 3 ของภูมิภาคเอเชีย ด้วยคะแนน 60.4 จาก 100 รองจากเวียดนามและอินโดนีเซีย สะท้อนว่าคนไทยจำนวนมากสามารถบริหารจัดการสถานะทางการเงินในชีวิตประจำวันได้ในระดับที่ดี ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมค่าใช้จ่าย การวางแผนการออม หรือการตัดสินใจทางการเงินเพื่อรักษาคุณภาพชีวิตในปัจจุบัน 

    อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในเชิงลึก จะพบ “ช่องว่างสำคัญ” ระหว่างอิสรภาพทางการเงินในปัจจุบัน อยู่ที่ 59.9 กับอิสรภาพทางการเงินในอนาคต อยู่ที่ 55.5 (ลดลงถึง 7%) ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดที่มีการปรับลดลงมากในภูมิภาค

    งานวิจัยนี้ เป็นฐานข้อมูลสำคัญที่แสดง ดัชนีชี้วัดความเป็นอยู่ที่ดีทางการเงิน (Financial Wellbeing Index) ฉบับแรกของกลุ่มบริษัทพรูเด็นเชียล ครอบคลุมประชากรกว่า 7,000 คนในภูมิภาคเอเชีย ที่มีอายุระหว่าง 18-60 ปี ใน 8 ตลาดหลัก ได้แก่ ฮ่องกง อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไต้หวัน เวียดนาม รวมทั้ง ไทย ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียยังมีช่องว่างที่ชัดเจนระหว่างความมั่นคงทางการเงินปัจจุบัน กับความพร้อมทางการเงินในอนาคต สะท้อนว่าความมั่นใจในวันนี้ ไม่ได้หมายความว่าจะพร้อมรับมือกับอนาคตเสมอไป

    ข้อมูลการวิจัยได้ประเมินความมั่นคงทางการเงินผ่าน 4 มิติ ได้แก่ ความมั่นคงทางการเงินในปัจจุบันและอนาคต รวมถึงอิสรภาพทางการเงินในปัจจุบันและอนาคต โดยนำมุมมอง ทัศนคติ พฤติกรรม และความคาดหวัง มาประมวลผลรวมกันเป็นคะแนนเดียว เพื่อใช้เป็นตัวชี้วัดภาพรวมของความสามารถในการรับมือและการบริหารจัดการทางการเงิน

    นายบัณฑิต เจียมอนุกูลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พรูเด็นเชียล ประเทศไทย กล่าวว่า จากผลสำรวจชี้ให้เห็นอินไซด์ที่น่าสนใจคือ แม้คนไทยจะวางแผนและใช้จ่ายอย่างมั่นใจในวันนี้ แต่ยังมีความกังวลกับการบรรลุเป้าหมายการเงินในระยะยาว ซึ่ง 3 อันดับแรกที่ทำให้คนไทยกังวลมากที่สุด คือ 1.ค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น 2.ภาวะเศรษฐกิจมหภาคที่ผันผวน และ 3.ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสุขภาพของพ่อแม่หรือสมาชิกในครอบครัว พรูเด็นเชียลฯเข้าใจถึงความกังวลและพร้อมยืนหยัดอยู่เคียงข้างและให้คำปรึกษาแก่คนไทย เพื่อสร้างความมั่นคงด้านหลักประกันทั้งชีวิตและสุขภาพในอนาคต เพราะเราเชื่อว่าการเตรียมความพร้อมในวันนี้ คือรากฐานสำคัญที่จะเปลี่ยนความกังวลในวันหน้าให้เป็นอิสรภาพทางการเงินที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

    แม้คนไทยส่วนใหญ่จะกังวลกับการบรรลุเป้าหมายการเงินระยะยาว แต่ผลสำรวจได้เผยข้อมูลด้านบวกของคนไทยที่แสดงให้เห็นว่า คนไทยส่วนใหญ่เข้าใจเรื่องการวางแผนการเงินและรู้สึกว่าตนเองมีศักยภาพในการประสบความสำเร็จทางการเงิน โดย ผลสำรวจแสดงว่า 59% มีความรู้ทางการเงินเพียงพอ 59% เข้าถึงบริการและผลิตภัณฑ์ทางการเงินได้ และ 61% มีการวางแผนทางการเงินอย่างรอบคอบ

    พรูเด็นเชียลฯ มุ่งส่งเสริมให้คนไทยได้เริ่มวางแผนสร้างความพร้อมทางการเงินตั้งแต่เนิ่นๆ และพร้อมให้คำปรึกษาและสนับสนุนในช่วงการเปลี่ยนผ่านสำคัญของชีวิต เพื่อสร้าง Financial Wellbeing ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมอิสระทางการเงินในอนาคต และสร้างความมั่นคงทางการเงินที่ยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/monetary/270869&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3S76O6lGSam00CHObkOkGR