Category: เศรษฐกิจ

  • หุ้นดาวโจนส์ ประจำวันที่ 18/03/69  ปิดร่วง 768.11 จุด หลังเฟดมีมติคงอัตราดอกเบี้ย

    หุ้นดาวโจนส์ ประจำวันที่ 18/03/69 ปิดร่วง 768.11 จุด หลังเฟดมีมติคงอัตราดอกเบี้ย

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/135797&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0TJuMkZN0FtYBpNH8LhnTS

  • ชงรัฐบาลใหม่คลอด ‘พ.ร.บ.โอนงบฯ ปี69‘  โยกเงินสู้ ‘วิกฤติตะวันออกกลาง’

    ชงรัฐบาลใหม่คลอด ‘พ.ร.บ.โอนงบฯ ปี69‘ โยกเงินสู้ ‘วิกฤติตะวันออกกลาง’

    สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ ส่งผลต่อระดับราคาน้ำมันและราคาพลังงานที่กระทบเศรษฐกิจ และการดำเนินชีวิตประชาชน ซึ่งทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องเตรียมมาตรการรับมือหลายระดับ

    ล่าสุดสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 17 มี.ค.2569 รับทราบ 3 ฉากทัศน์ (Scenario) โดยฉากทัศน์ที่ร้ายแรงสุดเป็นการที่สงครามขยายวงยืดเยื้อเข้าสู่สงครามเต็มรูปแบบ ซึ่งราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปี 2569 จะสูงเกิน 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อัตราเงินเฟ้อสูงกว่า 3% ทำให้เศรษฐกิจโลกถดถอยรุนแรงและชะลอตัวลงมาก

    แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า การเตรียมรับมือสถานการณ์ของรัฐบาลในส่วนวิกฤติที่อาจเกิดขึ้นได้หารือร่วมกันระหว่างหน่วยงานเศรษฐกิจ ประกอบด้วย สศช.กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ถึงแนวทางการรับมือ 

    ทั้งนี้ สศช.ประเมินผลกระทบออกมาแต่ยังไม่ได้ระบุถึงผลกระทบต่อจีดีพี โดยประเมินการขึ้นราคาดีเซลทุก 1 บาท จะกระทบการขยายตัวของจีดีพี 0.02% แต่หากประเมินจากผลกระทบที่เกี่ยวข้องทั้งห่วงโซ่อุปทาน ทั้งภาคการผลิต ภาคเกษตร และภาคการขนส่ง ผลกระทบต่อเศรษฐกิจวงกว้าง 

    ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องมีเครื่องมือโดยเฉพาะงบประมาณในการเตรียมพร้อมรับมือกับวิกฤติที่อาจเกิดขึ้นในระยะเวลาที่ยาวนานเพียงพอสมควร

    นอกจากนี้ หน่วยงานรัฐเตรียมข้อเสนอให้รัฐบาลใหม่พิจารณา เพื่อเตรียมความพร้อมงบประมาณ 2 ส่วน คือ 

    1.การปรับปรุงรายละเอียดการจัดทำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ พ.ศ.2570 เพื่อให้รับมือกับสถานการณ์วิกฤติจากตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตามในส่วนของงบประมาณรายจ่ายปี 2570 จะประกาศใช้ได้สัปดาห์ที่ 2 หรือปลายเดือน ต.ค.2569

    2.การยกร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 เนื่องจากรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินเดือน เม.ย.2569 ดังนั้นจึงควรปรับรายการงบประมาณปี 2569 ในช่วงช่วง 7 เดือน ก่อนบังคับใช้งบประมาณ 2570

    ทั้งนี้ จะทำให้รัฐบาลนำงบประมาณที่หน่วยงานราชการไม่สามารถเบิกจ่ายได้ทันตามกำหนดโอนเข้ามาอยู่ในงบกลางรายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีจำเป็นเร่งด่วน พ.ศ.2569 เพื่อนำไปใช้รองรับวิกฤติเหมือนกับในปี 2563 ที่ออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณมาใช้รองรับวิกฤติโควิด-19 ซึ่งโอนงบประมาณมาใช้รับมือวิกฤติได้ 88,452 ล้านบาท

    “ตอนนี้ยังไม่ชัดเจนว่า พ.ร.บ.โอนงบประมาณ จะโอนได้วงเงินเท่าไหร่ เพราะต้องดูเกณฑ์ที่จะประกาศเงื่อนไขการโอนงบประมาณจากหน่วยงานราชการที่ไม่สามารถเบิกจ่ายได้ตามกำหนด รวมทั้งงบประมาณบางส่วนที่ก่อนหน้านี้หน่วยงานตั้งไว้เป็นงบประมาณอบรมดูงานต่างประเทศที่ ครม.มีมติให้ชะลอ ซึ่งเมื่อรวมแล้วคาดว่าการจะโอนงบได้หลักหมื่นล้านเช่นกัน” แหล่งข่าวกล่าว

    กำหนดเกณฑ์โอบงบรับวิกฤติ

    สำหรับหลักเกณฑ์ของการทำ พ.ร.บ.โอนงบประมาณ จะเสนอให้ ครม.ชุดใหม่พิจารณาภายในเดือน เม.ย.โดยงบประมาณและรายการที่นำไปยกร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. ได้แก่

    1.รายจ่ายประจำในทุกงบรายจ่ายที่ยังไม่มีการเบิกจ่ายและไม่มีข้อผูกพัน หรือสามารถชะลอข้อผูกพันได้ อาทิ ค่าใช้จ่ายในการสัมมนา การฝึกอบรม การประชาสัมพันธ์ การจ้างที่ปรึกษา ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปต่างประเทศ การดำเนินกิจกรรม (Event)

    2.รายจ่ายลงทุนในทุกงบรายจ่าย เช่น รายการปีเดียวที่ยังไม่ประกาศดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างภายในวันที่กำหนด และ/หรือไม่สามารถลงนามได้ภายในวันที่กำหนด รายการที่สามารถชะลอการดำเนินการโดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อราชการ หรือไม่สามารถดำเนินการได้ในปีงบประมาณ 2569

    3.งบประมาณที่ไม่สามารถดำเนินการได้ตามวัตถุประสงค์ หรือมีเงินรายได้เพียงพอของหน่วยงานของรัฐสภา หน่วยงานของศาล องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ องค์กรอัยการ องค์การมหาชน หน่วยงานของรัฐและทุนหมุนเวียน

    นอกจากนี้ สำนักงบประมาณจะตรวจสอบข้อมูลหลักฐานการดำเนินงานตามกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่ได้รับจากหน่วยรับงบประมาณ และสถานะการก่อหนี้รายจ่ายลงทุนเพิ่มเติม 

    ทั้งนี้ ให้คำนึงถึงการบริหารงบประมาณรายจ่ายไตรมาสที่ 3-4 ของปีงบประมาณ 2569 ตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่จำเป็นในการให้บริการสาธารณะภาครัฐ การสนับสนุนค่าใช้จ่ายตามสิทธิและสวัสดิการเพื่อสร้างความเป็นธรรมทางสังคมและการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่คำนึงการสร้างงานและรายได้ระดับพื้นที่ รวมถึงรายจ่ายตามข้อผูกพันที่ดำเนินการต่อได้บนพื้นฐานสอดคล้องสถานการณ์ปัจจุบัน

    ตรวจสอบซัพพลายเชนน้ำมันทั้งระบบ

    นอกจากนี้ วันที่ 19 มี.ค.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) 

    สำหรับการประชุมครั้งนี้เรียกทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมและการค้าน้ำมันทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของพลังงาน ทั้งโรงกลั่น ผู้ประกอบการขนส่ง และผู้ค้าน้ำมัน รวมทั้งผู้ขายส่งน้ำมัน (Jobber) มาประชุมร่วมกันที่รัฐสภาเพื่อหาทางออกและตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาปริมาณน้ำมันในประเทศไทย

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการ ศบก.กล่าวว่า องค์ประกอบของภาครัฐจะมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีวาการกระทรวงการคลัง มาดูโครงสร้างภาษี 

    รวมถึงนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะมาดูผลกระทบราคาสินค้า และจะมีองค์ประกอบหลายกระทรวงมาหาทางออกร่วมกัน

    สำหรับปัญหาการขาดแคลนน้ำมันที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ นายพิพัฒน์ยอมรับว่า ตนเองก็มีความสงสัยในข้อเท็จจริง เนื่องจากพบความย้อนแย้งข้อมูลของภาครัฐและเอกชน โดยกระทรวงพลังงานยืนยันว่าไทยยังมีสต็อกน้ำมันสำรองถึง 101 วัน และโรงกลั่นก็ยังคงกลั่นน้ำมันเต็มกำลังการผลิต (Capacity)

    “ตัวผมเองก็มีปั๊มน้ำมันหลายยี่ห้อเพื่อให้เห็นการเปรียบเทียบ ในอดีตปั๊มเคยขายได้วันละ 15,000 ลิตร แต่วันนี้บางยี่ห้อขายให้ปั๊มผมแค่ 4,000-5,000 ลิตร น้ำมันหายไป 10,000 ลิตรต่อวัน ในเมื่อบอกว่าน้ำมันไม่ขาด แล้วน้ำมันมันล่องหนได้อย่างไร แสดงว่าต้องมีคนโกหกอย่างน้อย 1คน” นายพิพัฒน์กล่าว

    สั่งตรวจสอบการลักลอบส่งออก

    นายพิพัฒน์ ตั้งข้อสังเกตความเป็นไปได้การลักลอบส่งออกน้ำมันทางเรือ โดยสอบถามกรมธุรกิจพลังงานแล้วว่างดส่งออกทางเรือแล้วหรือยัง เพราะหากไม่มีที่เก็บน้ำมันในประเทศ จะทำให้น้ำมันที่กลั่นออกมาทุกวันไม่ควรขาดแคลน ซึ่งภาครัฐไม่เคยมีมาตรการจำกัดโควตาการขายน้ำมัน แต่การจำกัดโควตาเกิดขึ้นจากผู้ค้าหรือโรงกลั่น

    “จะมาแก้ผ้าดูทีละคนว่าใครที่ตุนน้ำมัน ใครที่โกหก จะมีการจับเท็จให้ได้ว่าสิ่งที่โรงกลั่นและหน่วยงานต่างๆ บอกว่าน้ำมันไม่ช็อตนั้น ข้อเท็จจริงน้ำมันหายไปไหน” นายพิพัฒน์ กล่าว

    ชี้ต้องให้ความยุติธรรม“โรงกลั่น”

    นายพิพัฒน์ ตอบคำถามประเด็นโรงกลั่นนำน้ำมันเก่ามาขายราคาปัจจุบันทำให้ได้กำไรมาก ว่า ไม่ได้ชี้แจงหรือตอบคำถามแทนโรงกลั่นหรือผู้ประกอบการ แต่ต้องทำความเข้าใจว่าการสั่งซื้อน้ำมันดิบไม่ใช่ซื้อวันนี้แล้วได้น้ำมันวันนี้ เพราะต้องสั่งซื้อล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 เดือน ดังนั้นวันที่สั่งซื้อและกลั่นวันนี้เป็นน้ำมันอดีตก่อนการรบแน่นอน 

    ทั้งนี้ การระบุน้ำมันราคาถูกแต่ขายราคาแพง แต่ถ้าวันนี้ราคาสูง 100 ดอลลาร์ อีก 3 เดือนรับน้ำมันดิบเข้ามาที่คลัง และอีก 3 เดือนสงครามยุติ ราคาน้ำมันดิบลดลงไปเหลือ 60 ดอลลาร์ แต่รับน้ำมันดิบที่ 100 ดอลลาร์ แล้วถึงเวลานั้นโรงกลั่นจะขายราคาที่ 100 ดอลลาร์ก็ไม่ได้ ซึ่งเป็นการพูดถึง Fair to Fair มีกติกาของการค้าขาย กติกาของการค้า

    “ต้องให้ความยุติธรรมสำหรับโรงกลั่น สำหรับผู้ประกอบการ ผมมีสถานีบริการ ผมมีแบรนด์ ผมค้าขายน้ำมันแต่ผมไม่ได้ซื้อน้ำมันดิบมากลั่นเอง เพราะผมไม่มีโรงกลั่น ผมซื้อวันนี้ผมขายราคาวันนี้ ผมมีอัตราเสี่ยงน้อยแต่ไม่เหมือนโรงกลั่น ซื้อวันนี้อีก 3 เดือนถึงจะได้รับน้ำมันมากลั่น แล้วราคาเท่าไหร่ไม่มีใครรู้” 

    ส่วนประเด็นข้อเสนอภาคเอกชนให้อุดหนุนราคาน้ำมันกับน้ำมันที่กลุ่ม Jobber จำหน่าย นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เรื่องนี้ทำไม่ได้เพราะกฎหมายไม่เอื้อให้ทำจึงต้องหาทางอื่นแก้ปัญหา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1225774&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1msAl6R8a9e24_nffso3Pd

  • “คริส” พรรคเศรษฐกิจ ยืนยัน หนุน “อนุทิน” ด้าน “หมอวรงค์” ชวนซื้อข้าวกินเองเป็นตัวอย่างสส.

    “คริส” พรรคเศรษฐกิจ ยืนยัน หนุน “อนุทิน” ด้าน “หมอวรงค์” ชวนซื้อข้าวกินเองเป็นตัวอย่างสส.

    “คริส” พรรคเศรษฐกิจ หนุน “อนุทิน” ชู 4 ข้อเสนอหากทำได้เป็นรัฐบุรุษของประเทศ ด้าน “หมอวรงค์” ชวน “อนุทิน”ซื้อข้าวกินเองเป็นตัวอย่างสส.

    เมื่อเวลา 11.20 น. วันที่ 19 มีนาคม 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อคัดเลือกนายกรัฐมนตรี  นายคริส โปตระนันทน์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ อภิปรายสนับสนุนอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี โดยให้เหตุผลว่าเป็นเพราะพรรคเศรษฐกิจได้ทำนโยบายทุจริตเท่ากับประหาร ตอนนี้มีกฎหมายหลายร้อยฉบับที่ต้องแก้ไขและปรับปรุงกันใหม่ ซึ่งก็ตรงกับนโยบายของพรรคภูมิใจไทย  หากอนุทินทำได้ก็จะช่วยจัดการทุจริตอย่างได้ผล 2. ภายใต้สงครามที่เกิดขึ้นในโลก เชื่อว่าอนุทินจะเลือกคนที่ดี มีความรักชาติ รักแผ่นดินเข้ามาช่วยงานได้  3. ต้องกิโยตินกฎหมายการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง ใครนำเข้าน้ำมันราคาถูกได้ ต้องให้เขาได้มีโอกาสนำมาขาย 4. เชื่อว่า นายอนุทิน ซึ่งเป็นวิศวกร ซึ่งได้ผลักดันโครงสร้างพื้นฐานให้เกิดขึ้นมาแล้ว จะผลักดันโครงการ โอเชียนลิงก์และรถไฟฟ้าความเร็วสูง ซึ่งพรรคเศรษฐกิจต้องการจะผลักดันให้สำเร็จ  ถ้าทำได้ทั้ง 4 ข้อ ท่านจะไม่ใช่นายกฯสมัยที่3 แต่จะเป็นรัฐบุรุษของประเทศ

    เชิญนายกฯ ซื้อข้าวกินเอง 

    ด้านนพ. วรงค์ เดชกิจวิกรม สส. บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี ระบุ ของดออกเสียงให้นายณัฐพงษ์ เป็นนายกฯแน่นอน เพราะเมื่อตนเสนอให้ยกเลิกอาหาร สส. แต่ปรากฏว่า สส. ของพรรคประชาชนออกมาคัดค้าน ขณะที่นายอนุทิน ถ้าเป็นผู้นำในการปราบปรามการทุจริต ก็ควรตั้งที่ปรึกษานายกฯ พอสมควร ไม่ใช่ตั้งมากมายเพื่อปูนบำเหน็จ พร้อมอยากเรียกร้องให้นายกฯประกาศเลยว่าจะซื้ออาหารกินเอง จะไม่ใช้บริการที่รบกวนภาษีประชาชน ถ้าทำแบบนี้ตนเชื่อว่าจะโดนใจพี่น้องประชาชนแน่นอน   จึงขอเชิญนายกฯ ว่ามื้อกลางวัน ขอเชิญมาทานอาหารกลางวันด้วยกัน สส. ก็จะเกรงใจและได้รับความสรรเสริญจากพี่น้องประชาชน คนเป็นนายกฯถ้าสละสิทธิ์ที่เกินความจำเป็นก็จะทำให้ เป็นต้นแบบให้กับ สส. ของรัฐบาลด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2921100&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3aOQUIVJp62SRKlOi2BG0H

  • “แบงก์กรุงเทพ” พร้อมอุ้มลูกหนี้ ปล่อยกู้พยุงสภาพคล่องฝ่าวิกฤต

    “แบงก์กรุงเทพ” พร้อมอุ้มลูกหนี้ ปล่อยกู้พยุงสภาพคล่องฝ่าวิกฤต

    “แบงก์กรุงเทพ” พร้อมอุ้มลูกหนี้ ปล่อยกู้พยุงสภาพคล่องฝ่าวิกฤต

    ธนาคารกรุงเทพ แสดงความกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัย ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามที่ยืดเยื้อ รวมถึงผลกระทบต่อราคาน้ำมันและค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคธุรกิจและประชาชน ทำให้การดำเนินชีวิตและการทำธุรกิจมีความท้าทายมากขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอน

    นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพระบุว่า เศรษฐกิจปัจจุบันได้รับผลกระทบทั้งจากปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นผลพวงจากโควิด-19 ความขัดแย้งระหว่างประเทศ เช่น สงครามยูเครน-รัสเซีย ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับจีน และสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เริ่มขยายวงกว้าง ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานโลกเปลี่ยนแปลงและสร้างแรงกดดันต่อภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

    ธนาคารจึงให้ความสำคัญกับการช่วยลูกค้ารับมือกับความผันผวน โดยมุ่งสนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและการขยายตลาดไปสู่ระดับภูมิภาคและระดับโลก เพื่อกระจายความเสี่ยง พร้อมทั้งติดตามผลกระทบต่อผู้ผลิตและผู้ส่งออกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้น

    ในด้านมาตรการเร่งด่วน ธนาคารเน้นการเติมสภาพคล่องให้ภาคธุรกิจ ผ่านการสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนและสินเชื่อรูปแบบต่าง ๆ เพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถดำเนินการผลิตต่อเนื่องได้ แม้ต้องเผชิญกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น โดยมองว่าหากธุรกิจสามารถรักษาเสถียรภาพการผลิตและส่งมอบสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง ก็อาจเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสในการแข่งขันได้

    ขณะเดียวกัน ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการธนาคารกรุงเทพ วิกฤติพลังงานจากสงครามจะยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจ ทำให้ต้นทุนขนส่งและเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงเสนอให้ประเทศไทยเตรียมแผนสำรองรองรับสถานการณ์ระยะสั้น

    โดยหนึ่งในแนวทางคือการนำ “ถ่านหิน” กลับมาใช้ชั่วคราว เพื่อประคองระบบพลังงาน แม้จะขัดกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม แต่ถือเป็นทางเลือกเพื่อความอยู่รอดในช่วงวิกฤติ

    อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีโอกาสจากวิกฤติครั้งนี้ เนื่องจากมีศักยภาพด้านพลังงานทางเลือก เช่น การผลิตโซลาร์เซลล์และการเติบโตของอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งอาจช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในระยะยาว

    ในภาพรวม ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะส่งผ่านไปยังต้นทุนการขนส่งและราคาสินค้า ทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น โดยหากราคาน้ำมันปรับขึ้นเกินระดับ 100–120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น และกระทบต่อการเติบโตของ GDP ได้ถึง 0.5–1% ในกรณีที่สถานการณ์ยืดเยื้อ

    นอกจากนี้ ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงแม้สะท้อนแรงกดดันจากการนำเข้าน้ำมันและดอลลาร์ที่แข็งค่า แต่ยังมีด้านบวกต่อภาคการส่งออก การเกษตร และการท่องเที่ยว ซึ่งอาจช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เผชิญความไม่แน่นอนสูงต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/739587&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KfN0chn1s6VwgidADWUS2

  • เปิดคำต่อคำ “เฟด” มีมติคงดอกเบี้ย 3.50-3.75% ชี้เศรษฐกิจสหรัฐยังแกร่ง เงินเฟ้อยังสูง

    เปิดคำต่อคำ “เฟด” มีมติคงดอกเบี้ย 3.50-3.75% ชี้เศรษฐกิจสหรัฐยังแกร่ง เงินเฟ้อยังสูง

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/international/135831&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_3dMH2pDkoabSvWt10mwW

  • เงินเฟ้อมาแน่! ชี้ น้ำมันพุ่ง อาจซ้ำเติมเศรษฐกิจ ชี้ต้องเร่งหนุนไฟฟ้าพลังงานสะอาด

    เงินเฟ้อมาแน่! ชี้ น้ำมันพุ่ง อาจซ้ำเติมเศรษฐกิจ ชี้ต้องเร่งหนุนไฟฟ้าพลังงานสะอาด

    นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)  ได้ให้สัมภาษณ์กับ PPTV Wealth ถึงมุมมองราคาน้ำมันที่ผวน ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ดุเดือด ว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้นนั้น ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจและภาคประชาชนในเรื่องค่าครองชีพ  เนื่องจากทำให้ต้นทุนของการขนส่งเพิ่มขึ้น จนนำไปสู่การเกิดภาวะเงินเฟ้อ พร้อมมองว่าอาจต้องทำใจกับเรื่องนี้ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะก็นำไปสู่การเร่งปรับตัว เพื่อบริหารจัดการต้นทุนที่กำลังเกิดขึ้น

    ผู้สื่อข่าว PPTV
    นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

    “เงินเฟ้อมาแน่คิดว่าเงินเฟ้อยังไงก็มา เพราะว่าพอราคาดีเซลขึ้น ต้นทุนขนส่งก็จะขึ้น พอต้นทุนขนส่งขึ้นราคาสินค้าต่างๆ ก็จะขึ้น”

    พร้อมกับมองว่า ปัจจุบันราคาน้ำมันอยู่ที่ 95 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล แต่หากเกิดวิกฤตยิ่งมากกว่านี้ ราคาจะขึ้นอีกอย่างก้าวกระโดด ส่วนการนำเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาอุดหนุนเพื่อช่วยตรึงราคาน้ำมันในขณะนี้นั้น เชื่อว่า กองทุนน้ำมันจะสามารถบริหารจัดการได้ถึงระดับนึง แต่ถ้าหากราคาน้ำมันพุ่งไปถึงระดับ  110- 120 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล  มองว่าจะบริหารจัดการยาก เนื่องจากหนี้ภาครัฐยังคงสูง อีกทั้งรัฐบาลมีหน้าที่ต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันก็ต้องช่วยพยุงเรื่องราคาน้ำมัน จึงมองว่าไทยอาจอยู่ในฐานะที่ลำบากเหลือมาก

    ราคาน้ำมันพุ่ง ซ้ำเติมเศรษฐกิจ

    ส่วนราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะซ้ำเติมเศรษฐกิจให้อ่อนแอลงหรือไม่ ระบุว่า ซ้ำเติมแน่นอน ซึ่งราคาน้ำมันที่สูงอาจทำให้เศรษฐกิจชะลอลงอย่างน้อย 0.3% อย่างไรก็ตามขณะนี้ไม่มีใครรู้ว่าทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจไทย จะเป็นอย่างไร เนื่องจากขึ้นอยู่กับว่าราคาน้ำมันสูงเท่าไหร่และนานเท่าไหร่  รวมถึงความเสียหายของโครงสร้างในพื้นที่ตะวันออกกลางเยอะแค่ไหน

    โดยประเมินว่าถ้าความเสียหายเชิงโครงสร้างเยอะ เช่น มีการถล่มท่อแก๊ส ถล่มโรงงานผลิต ถล่มท่าเรือ ถล่มเรือขนส่งไปเยอะ  ก็อาจมีปัญหายาวนาน แต่หากจบเร็วก็เชื่อว่าในบางส่วนจะสามารถดำเนินการดูแลจัดการได้ แต่คาดหวังว่าหวังว่าเหตุการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะจบเร็ว แม้ความเป็นจริงสถานการณ์จะยังดูไม่คลี่คลายก็ตาม แต่คาดว่าภายใน 1 เดือน ทุกอย่างน่าจะยุติ

    ย้ำไทยต้องเร่งหาแหล่งพลังงานสำรอง

    ส่วนแนวทางการจัดการด้านพลังงานของรัฐบาลในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้านั้น นายกอบศักดิ์ เสนอว่า ไทยจำเป็นต้องเร่งหาแหล่งพลังงานสำรองเพื่อลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติที่มีสัดส่วนสูงถึง 50% โดยมองว่าในระยะสั้นอาจต้องเตรียมการนำ ถ่านหินมกลับมาใช้ชั่วคราวเพื่อความอยู่รอด เช่นเดียวกับที่ยุโรปเคยทำในช่วงวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน

    พร้อมย้ำว่าหัวใจสำคัญคือการประคองตัวให้รอดพ้นจากวิกฤตก่อน แล้วจึงค่อยกลับไปดำเนินการชดเชยด้านสิ่งแวดล้อมให้โลกในภายหลัง

    ขณะเดียวกัน นายกอบศักดิ์มองข้ามไปถึงการขับเคลื่อนพลังงานสะอาดอย่างเต็มรูปแบบ โดยเสนอให้รัฐบาลเปิดเสรีและให้สิทธิประโยชน์ (Incentive) แก่โรงไฟฟ้าโซลาร์ชุมชน การติดตั้งโซลาร์เซลล์ตามบ้านเรือน รวมถึงการส่งเสริมอุตสาหกรรม EV ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันได้ในระยะยาว

    นอกจากนี้ ยังแสดงความกังวลว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจไม่จบลงง่ายๆ แม้การสู้รบในเฟสแรกจะยุติ แต่มีโอกาสสูงที่จะเปลี่ยนรูปแบบไปสู่ สงครามก่อการร้าย  ที่ใช้โดรนโจมตีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ได้ง่ายขึ้น เช่น สถานการณ์ในสหรัฐฯ ที่เริ่มมีเหตุวุ่นวายเกิดขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้สถานทูตหลายแห่งตกอยู่ในความเสี่ยง จึงอยาก

    ให้มองภาพรวมว่าเป็นเกมระยะยาวที่ต้องเตรียมแผนรับมือผลพวงที่จะตามมาอีกมหาศาล

    ส่วนการจัดหาซัพพลายพลังงาน นายกอบศักดิ์ ระบุว่า ไทยมีความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ จึงแนะนำว่าควรเร่งเข้าไปเจรจาจองแหล่งพลังงานล่วงหน้า ไม่ว่าจะเป็นแหล่งก๊าซในพม่าที่ไทยเป็นลูกค้ารายหลัก แหล่งพัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (JDA) หรือการรับซื้อไฟฟ้าจากลาว ซึ่งหากบริหารจัดการจุดนี้ได้ดีก็จะช่วยต่อลมหายใจให้เศรษฐกิจไทยที่เผชิญอยู่ในขณะนี้ได้

    มองบาทอ่อนผ่อนหนักเป็นเบา พยุงส่งออก เกษตร ท่องเที่ยว

    ขณะที่มุมมองต่อตลาดเงินและตลาดทุน นายกอบศักดิ์ ชี้ว่า ตลาดหุ้นไทยในระดับ 1,440 จุด ถือว่ามีการปรับตัวรับข่าวไปพอสมควรแล้ว ขณะที่ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงมาอยู่ที่ระดับ 32.3 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐนั้น เกิดจาก 2 ปัจจัยหลัก คือการแข็งค่าของดอลลาร์ และการที่ตลาดรับรู้ว่าไทยต้องใช้เงินนำเข้าน้ำมันมากจนอาจนำไปสู่การขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม การอ่อนค่าของเงินบาทจะส่งผลดีต่อภาคการเกษตร การส่งออก และการท่องเที่ยว ซึ่งหากบริหารจัดการให้เหมาะสมจะช่วยผ่อนหนักเป็นเบาได้

    พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้มีแต่ผลเสียต่อไทยเสมอไป เนื่องจากไทยกลายเป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหารที่ทั่วโลกต้องการ รวมถึงการที่สุวรรณภูมิกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางการบินทดแทนพื้นที่ขัดแย้ง นอกจากนี้ยังเริ่มเห็นสัญญาณกลุ่มเศรษฐีจากตะวันออกกลางมองหาบ้านหลังที่สอง ที่มีความปลอดภัยสูงอย่าง ภูเก็ต สมุย และกรุงเทพฯ

    ทุกวิกฤตมีโอกาส ไทยหันทบทวนวางแผนการจัดการพลังงานในอนาคต

    ดังนั้น สถานการณ์ในตะวันออกกลางจึงเป็นบทเรียนสำคัญให้ประเทศไทยต้องกลับมาทบทวนและวางแผนบริหารจัดการปัญหาในอนาคตให้รัดกุมยิ่งขึ้น เพื่อเปลี่ยนวิกฤตให้กลายเป็นโอกาสในการเติบโตอย่างยั่งยืน

    “ผมคิดว่าในวิกฤตมีโอกาส อยากจะเน้นว่าวิกฤตที่เกิดที่ Middle East เป็นบทเรียนของประเทศไทย เราควรที่จะกลับไปดูอย่างใกล้ชิดว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วก็ดูว่าบทเรียนคืออะไร แล้วทั้งหมดผมคิดว่าลองกลับไปดู ว่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาไทยได้เรียนรู้เยอะมาก และเป็นบทเรียนให้เราในอนาคต ว่าเมื่อเข้ามาใกล้ตัวเราจะบริหารจัดการปัญหาต่างๆอย่างไรให้ดี”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/271225&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VYkoLsSaBQYwlV2hIhvBV

  • เฟดคงดอกเบี้ย หวั่นไฟสงครามลามเศรษฐกิจ ส่งสัญญาณลดเพียง 1 ครั้งปีนี้

    เฟดคงดอกเบี้ย หวั่นไฟสงครามลามเศรษฐกิจ ส่งสัญญาณลดเพียง 1 ครั้งปีนี้

    เฟดคงดอกเบี้ย หวั่นไฟสงครามลามเศรษฐกิจ ส่งสัญญาณลดเพียง 1 ครั้งปีนี้

    วันที่ 19 มีนาคม 2569 คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติ 11-1 ในการคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมวันนี้ (18 มี.ค.) ตามการคาดการณ์ของตลาด 

    แม้เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะยังขยายตัวได้ดีในภาพรวม แต่ปัจจัยหลายอย่างทำให้เฟดยังไม่พร้อมก้าวต่อ ไม่ว่าจะเป็นการจ้างงานที่ชะลอตัวลง อัตราว่างงานที่นิ่งแทบไม่ขยับมาหลายเดือน และเงินเฟ้อที่ยังค้างอยู่ในระดับสูงเกินเป้า รวมกันแล้วทำให้คณะกรรมการยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะเร่งลดดอกเบี้ยในตอนนี้

    น่าสนใจว่าผลโหวตรอบนี้ไม่ได้ออกมาเป็นเอกฉันท์เหมือนที่ผ่านมา กรรมการ 11 คนที่นำโดยเจอโรม พาวเวลล์  ประธานธนาคาการกลางสหรัฐ ลงมติให้คงดอกเบี้ย ขณะที่สตีเฟน ไอ. มิแรน กรรมการเพียงคนเดียว เห็นต่างด้วยการเสนอให้ลดดอกเบี้ยลง 0.25% ทันที เสียงแตกที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนว่าภายในเฟดเริ่มมีมุมมองที่ไม่ลงรอยกันในเรื่องจังหวะเวลาที่เหมาะสมสำหรับการผ่อนคลายนโยบายการเงิน

    ส่วนประมาณการณ์เศรษฐกิจที่เผยแพร่ควบคู่กันมา เฟดคาดว่าปี 2026 เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเติบโตราว 2.4% อัตราว่างงานจะอยู่ที่ 4.4% ส่วนเงินเฟ้อทั้ง PCE และ Core PCE คาดว่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ 2.7% ตลอดปีนี้ 

    ในการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Dot Plot) เจ้าหน้าที่เฟดส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ย 1 ครั้ง ๆ ละ 0.25% ในปี 2569 และลดอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ๆ ละ 0.25% ในปี 2570 ก่อนที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดแตะเป้าหมายระยะยาวที่ระดับ 3.1% โดยการส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ย 1 ครั้งในปี 2569 และ 2570 ไม่แตกต่างจากการส่งสัญญาณในการประชุมเดือน ธ.ค.2568

    ความไม่แน่นอนที่เฟดกังวลมากที่สุดขณะนี้คือสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งยังประเมินได้ยากว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในวงกว้างแค่ไหน เฟดจึงย้ำจุดยืนว่าจะติดตามตัวเลขเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดต่อไป และพร้อมปรับนโยบายทันทีหากสถานการณ์เปลี่ยน

    โดยเป้าหมายหลักยังคงเดิม คือดูแลให้ตลาดแรงงานแข็งแกร่ง ขณะเดียวกันก็กดเงินเฟ้อให้กลับมาอยู่ที่ระดับ 2% อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/financial-banking/654280&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_krBXkeAaaswsXb1HlF1o

  • PPI สหรัฐสูงกว่าคาดเกือบเท่าตัว เงินเฟ้อขาขึ้นอีกครั้ง กดดัน BTC ร่วงต่อ

    PPI สหรัฐสูงกว่าคาดเกือบเท่าตัว เงินเฟ้อขาขึ้นอีกครั้ง กดดัน BTC ร่วงต่อ

    Siam Blockchain

    By

    มีนาคม 18, 2026

    PPI สหรัฐสูงกว่าคาดเกือบเท่าตัว เงินเฟ้อขาขึ้นอีกครั้ง กดดัน BTC ร่วงต่อ

    สรุปข่าว
    • ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) รายเดือนของสหรัฐฯ เดือนมี.ค. 2569 ออกมาที่ 0.7% สูงกว่าคาดการณ์ที่ 0.3% เกือบเท่าตัว และเร่งตัวขึ้นจากเดือนก่อนที่ 0.5%
    • ตัวเลขนี้บ่งชี้ว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในระดับผู้ผลิตยังคงเร่งตัว เพิ่มความเสี่ยงที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะคงดอกเบี้ยสูงนานขึ้นหรืออาจปรับขึ้นอีก
    • Bitcoin ซื้อขายอยู่ที่ $72,803 ติดลบ 1.40% และ Ethereum ที่ $2,261.35 ติดลบ 2.62% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา และมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติม

    แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bearish

    PPI ที่พุ่งเกินคาดเป็นสัญญาณเงินเฟ้อขาขึ้นที่ชัดเจน เพิ่มโอกาสที่ Fed จะยืนคงดอกเบี้ยสูงไว้นานกว่าที่ตลาดหวัง นักลงทุนมีแนวโน้มเทขายสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง BTC และ ETH เพื่อเข้าถือพันธบัตรและเงินดอลลาร์ที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น

    เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 18 มี.ค. 2569 เวลา 20:30 น. ตามเวลาไทย (8:30 AM EST) กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ รายงานดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) รายเดือน ออกมาที่ 0.7% สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 0.3% เกือบเท่าตัว และยังเร่งตัวขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่อยู่ที่ 0.5% ด้วย ตัวเลขนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนที่ตลาดการเงินโลกไม่อาจมองข้ามได้

    ฝั่งตลาดคริปโตรับข่าวนี้ในแดนลบอยู่แล้ว โดย Bitcoin ซื้อขายอยู่ที่ $72,803 ติดลบ 1.40% ขณะที่ Ethereum ร่วงหนักกว่าที่ $2,261.35 ติดลบ 2.62% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา และข้อมูล PPI ที่ออกมาชุดนี้มีแนวโน้มสร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อราคาในระยะสั้น

    PPI คืออะไร และทำไมถึงสำคัญต่อคริปโต

    ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) คือตัวชี้วัดที่บอกว่าราคาสินค้าและบริการในระดับโรงงานหรือผู้ผลิตขยับขึ้นลงแค่ไหน พูดง่ายๆ คือมันวัด “ต้นทุน” ก่อนสินค้าจะเดินทางถึงมือผู้บริโภค ซึ่งนั่นทำให้ PPI เป็นตัวชี้นำของดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ล่วงหน้าหลายสัปดาห์ หาก PPI สูงขึ้น ต้นทุนการผลิตย่อมถูกส่งผ่านไปยังราคาขายปลีกในที่สุด และนั่นหมายความว่าเงินเฟ้อในระดับผู้บริโภคมีโอกาสเร่งตัวตามมา

    สำหรับตลาดคริปโต ความเชื่อมโยงไม่ได้ซับซ้อน เมื่อ PPI สูง ตลาดคาดว่า Fed จะไม่รีบลดดอกเบี้ย ดอกเบี้ยที่สูงทำให้พันธบัตรและบัญชีออมทรัพย์ให้ผลตอบแทนน่าดึงดูดขึ้น เงินทุนจึงไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin และ Ethereum เข้าสู่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนแน่นอนแทน

    เงินเฟ้อต้นทางเร่งตัวต่อเนื่อง สัญญาณ Hawkish ที่ชัดขึ้น

    ที่น่ากังวลกว่าตัวเลขที่สูงเกินคาดคือแนวโน้มของ PPI ในช่วงนี้ เดือนก่อนหน้าอยู่ที่ 0.5% และเดือนนี้ขยับขึ้นไปที่ 0.7% แสดงว่าแรงกดดันด้านราคาในระดับผู้ผลิตไม่ได้ชะลอตัวลงเลย ตรงกันข้าม มันกำลังเร่งตัวขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งในมุมของ Fed นั้นเป็นสัญญาณที่ยากจะเมินข้าม

    ตลาดฟิวเจอร์ของอัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มปรับลดความคาดหวังในการลดดอกเบี้ยระยะสั้นลงหลังตัวเลขนี้ออกมา ดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นในระยะใกล้ ซึ่งเป็นปัจจัยที่กดดันราคา Bitcoin โดยตรง เพราะ BTC และดอลลาร์มักเคลื่อนที่สวนทางกัน นอกจากนี้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่อาจปรับตัวขึ้นยิ่งทำให้สินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนคงที่อย่างคริปโตด้อยความน่าสนใจลงไปอีก

    ผลกระทบต่อ BTC และ ETH ในระยะสั้น

    ก่อนตัวเลขนี้จะออกมา Bitcoin และ Ethereum ก็อยู่ในแดนลบอยู่แล้วตลอดวัน การที่ PPI ออกมาสูงกว่าคาดมากขนาดนี้ย่อมเพิ่มแรงขายจากนักลงทุนสถาบันที่ปรับพอร์ตตามสภาพแวดล้อมดอกเบี้ยที่ตึงตัว นักลงทุนรายย่อยที่ถือ BTC และ ETH ควรติดตามระดับ $70,000 บน Bitcoin เป็นแนวรับสำคัญ หากหลุดลงไปอาจเห็นแรงขายเพิ่มขึ้นอีกในระยะถัดไป ส่วน Ethereum ที่ $2,261 นั้นก็อยู่ใกล้แนวรับสำคัญแล้วเช่นกัน

    อย่างไรก็ตาม ตลาดจะจับตาตัวเลข CPI และ PCE ที่จะตามออกมาในระยะข้างหน้า เนื่องจาก Fed ให้น้ำหนักกับดัชนี PCE มากกว่า PPI ในการตัดสินใจนโยบาย ดังนั้นผลกระทบจาก PPI วันนี้อาจเป็นแค่แรงกดดันระยะสั้น แต่ถ้า CPI และ PCE ตามมาสูงเกินคาดด้วย นั่นถึงจะเป็นสัญญาณขาลงที่น่ากังวลจริงๆ


    ความเห็นผู้เขียน

    ผมมองว่าตัวเลข PPI วันนี้น่าเป็นห่วงกว่าที่หลายคนอาจคิด เพราะ 0.7% เทียบกับที่คาดไว้ 0.3% มันไม่ใช่แค่สูงกว่าเล็กน้อย แต่เกือบเท่าตัวเลย และยังเร่งตัวขึ้นจากเดือนก่อนด้วย แสดงว่าเงินเฟ้อต้นทางยังไม่ได้อ่อนแรงลงแต่อย่างใด

    สำหรับคนที่ถือ BTC อยู่ตอนนี้ ผมแนะนำให้จับตาแนวรับ $70,000 ให้ดี ถ้าหลุดลงไปพร้อมกับตัวเลขเงินเฟ้อตัวอื่นที่ออกมาแย่ในช่วงนี้ อาจเห็นการปรับฐานที่หนักกว่าที่คาด แต่ถ้ามองระยะยาวแล้วปัจจัยพื้นฐานของ Bitcoin ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป เพียงแต่ในระยะสั้นมันต้องสู้กับแรงกดดันจากนโยบายการเงินที่ตึงตัวอยู่ก่อน ลองรอดูตัวเลข CPI ที่จะออกมาในช่วงถัดไปก่อนก็ได้ครับ นั่นจะบอกได้ชัดกว่าว่าทิศทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

    เครดิตภาพจาก @learnamanda_

    📅 ผู้ที่สนใจดูปฏิทินเศรษฐกิจ สามารถดูได้ที่นี่

    Siam Blockchain

    คุณเชน

    คุณเชน เป็นระบบรายงานข่าวอัตโนมัติของ Siam Blockchain ที่ทำงานภายใต้การกำกับดูแลของกองบรรณาธิการ ระบบได้รับการออกแบบให้ติดตามและรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือหลายแห่งแบบเรียลไทม์ โดยเน้นความถูกต้อง รวดเร็ว และครบถ้วน เนื้อหาทุกชิ้นผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงและความถูกต้องโดยทีมบรรณาธิการของ Siam Blockchain ก่อนเผยแพร่ เพื่อให้ผู้อ่านได้รับข่าวสารคริปโตเคอร์เรนซีที่เชื่อถือได้และทันเหตุการณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/03/18/us-ppi-higher-than-expected-bearish-crypto-march-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw029Rk1AVjQpRtNcDikmGKj

  • อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศวันนี้ 19/03/69

    อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศวันนี้ 19/03/69

    วันที่ 19 มี.ค.69 ผู้สื่อข่าวรายงานอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ประจำวันที่ 19 มี.ค.69 ว่า อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเป็นสกุลเงินตราต่างๆ ตามเวลา 08.30 น. (ตามตารางประกอบข้างล่าง) โดยเงินดอลลาร์สหรัฐรับซื้อ 32.31 บาท ต่อดอลลาร์สหรัฐ ขายออก 33.03 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/135807&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GpXBBOt3q6OPeFYYEhBij

  • ‘นพดล’ ชี้กองทุนน้ำมันติดลบพุ่งเร็วผิดปกติ เสนอ 3 ฉากทัศน์แก้เกม ชี้ชะตาเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    ‘นพดล’ ชี้กองทุนน้ำมันติดลบพุ่งเร็วผิดปกติ เสนอ 3 ฉากทัศน์แก้เกม ชี้ชะตาเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 18 มี.ค. 69 ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อดีตที่ปรึกษาศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ อาจารย์ประจำวิชา ความปลอดภัยทางไซเบอร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ศิษย์เก่าด้านบริหารนโยบายและความเสี่ยง หลักสูตรเรียนร่วมคณะนายทหารจาก Joint Chiefs of Staff (JCS) เพนตากอนและมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วอชิงตัน ดีซี ศิษย์เก่าด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูลและระเบียบวิธี มหาวิทยาลัย มิชิแกน สะท้อนสถานการณ์ร้อนน้ำมัน โดยระบุว่า

    เมื่อช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ผมเห็นภาพอยู่สองภาพในรายการ “ฟังหูไว้หู” มันเป็นภาพตัวเลขของ “กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” สองภาพนี้ ไม่ได้บอกแค่ว่ากองทุนติดลบ แต่กำลังบอกเราว่าประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วง “เลือกทาง” ว่าจะเลือกเอาความอยู่รอดระยะสั้นหรือจะเลือกความมั่นคงระยะยาว เป็นคำถามที่ยากที่จะตอบและคำตอบนั้นก็ไม่ใช่เรื่องของตัวเลขอย่างเดียวแต่มันคือ “การออกแบบเสถียรภาพของประเทศ” วันนี้เราจึงไม่ได้กำลังแก้ “ราคาน้ำมัน” แต่เรากำลังช่วยกันบริหาร “เสถียรภาพของประเทศ”

    ในเชิงกฎหมาย ประเด็นนี้ยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 ซึ่งกำหนดวัตถุประสงค์หลักของกองทุนเพื่อรักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมในกรณีที่เกิดวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง

    ผมเคยมีโอกาสเรียนด้านการบริหารนโยบายและยุทธศาสตร์และการจัดการความเสี่ยงที่มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วอชิงตัน ดีซี รวมถึงเศรษฐศาสตร์บางส่วนจาก มหาวิทยาลัยคอร์แนล ในห้องเรียน เรามักถูกตั้งคำถามว่า “อะไรคือสัญญาณเตือน (early warning signal) ของวิกฤต?” คำตอบมักไม่ใช่เหตุการณ์ใหญ่แต่มันคือ “ความเปลี่ยนแปลงบางจุดที่เร็วผิดปกติ” และสองภาพนี้…มันสะท้อนการเปลี่ยนแปลงบางจุดที่เร็วผิดปกติ

    สิ่งที่ตัวเลขกำลังบอกเราตามข้อมูลที่ผู้เขียนรวบรวมจากรายการและข้อมูลเผยแพร่ของ สกนช. คือ วันที่ 8 มีนาคม กองทุนติดลบประมาณ -786 ล้านบาท อีกเพียง 7 วันถัดมา คือ วันที่ 15 มีนาคม ตัวเลขกลายเป็น -12,605 ล้านบาท จะเห็นว่า ภายใน 7 วัน ฐานะกองทุนน้ำมันทรุดลงกว่า 11,800 ล้านบาท คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ “ติดลบเท่าไร” แต่มันคือ “ทำไมมันถึงเปลี่ยนเร็วขนาดนี้?”

    คำตอบที่ซ่อนอยู่ในรายละเอียด คือ เมื่อแยกดูโครงสร้างข้อมูล จะเห็นว่า “ฝั่ง LPG” ติดลบอยู่แล้วมานาน (ปัญหาเชิงโครงสร้าง) แต่ “ตัวเร่ง” ในรอบนี้กลับเป็น “ฝั่งน้ำมัน” โดยเฉพาะรายการที่เรียกว่า “เจ้าหนี้เงินชดเชยน้ำมันเชื้อเพลิง” ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงสัปดาห์เดียว พูดง่าย ๆ คือ รัฐกำลัง “ช่วยจ่ายแทนประชาชน” แต่ยังไม่ได้จ่ายเงินจริงทันทีจึงกลายเป็น “หนี้สะสม” ในระบบ นี่คือ Trade-off ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

    ในทางกฎหมาย ภาระค้างชดเชยดังกล่าวสะท้อนภาระที่กองทุนต้องบริหารจัดการภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐและอยู่ภายใต้การตรวจสอบของหน่วยงานกำกับดูแล เช่น สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน

    ในทางนโยบาย ไม่มีคำตอบที่สมบูรณ์แบบมีแต่ “ทางเลือกของการตัดสินใจ“ โดยตั้งอยู่บนฐานที่ผมทดลองนำความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและศาสตร์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องสร้างต้นแบบ “กระดานข้อมูล” (Dashboard) ที่นายกรัฐมนตรีน่าจะมีอยู่บนฝ่ามือเปิดดูได้ตลอดเวลาโดยมีตัวชี้วัด 5 ตัวที่ผู้นำประเทศต้องเห็นตลอดเวลาคือ (1) ฐานะกองทุนสุทธิ (2) หนี้สินรวมเพิ่มขึ้นต่อวัน (3) เจ้าหนี้เงินชดเชยน้ำมันเชื้อเพลิง (4) ราคาดีเซลขายปลีกเฉลี่ย และ (5) ผลกระทบเงินเฟ้อและค่าครองชีพคาดการณ์ 30 วันข้างหน้า นอกจากนี้ ข้อมูลสำคัญอื่น ๆ ในฝ่ามือนายกรัฐมนตรีที่ควรมีคือ เส้นแดงเพดานความเสี่ยง (Risk Ceiling) ระดับแจ้งเตือนคือ -10,000 ล้านบาท ระดับ ตึงเครียด -20,000 ล้านบาทและระดับวิกฤต -30,000 ล้านบาท ตัวเลขแต่ละระดับค่อนข้างเหมาะสมเพราะกองทุนรวมประมาณ 60,000 ล้านบาท ถ้าเกินเพดานความเสี่ยงคือระดับวิกฤตนั่นคือ เกินครึ่งของยอดในกองทุนทั้งหมด นอกจานี้ควรมีข้อมูลแผนที่ความเสี่ยง ข้อสั่งการของนายกรัฐมตรีแต่ละวัน

    Screenshot

    และที่สำคัญคือ 3 รูปแบบการตัดสินใจในแต่ละฉากทัศน์โดยยึดฐานข้อมูลกองทุนน้ำมันที่ได้มาจากรายการ ฟังหูไว้หู และข้อมูลเพิ่มเติมที่เปิดเผยจากสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) และบริบทเศรษฐกิจไทยล่าสุดที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินว่าเศรษฐกิจปี 2026 โตต่ำกว่าศักยภาพ ขยายตัวราว 1.5% เงินเฟ้อทั่วไปอยู่ในระดับต่ำมาก และมีแรงกดดันด้านอุปสงค์ค่อนข้างอ่อน ขณะที่คณะกรรมการนโยบายการเงินเพิ่งลดดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ 1.00% เมื่อ 25 ก.พ. 2569 เพื่อพยุงเศรษฐกิจและบรรเทาภาระหนี้ของครัวเรือนและ SME โดยผมออกแบบไว้ 3 ทางเลือกหลัก โดยตั้งอยู่บนบริบทว่าเศรษฐกิจไทยปี 2026 โตต่ำ เงินเฟ้อต่ำ และมีความเสี่ยงการชะลอตัวทางเศรษฐกิจมากกว่าที่คาดไว้จากอุปสงค์อ่อน ดังนั้นการขึ้นราคาพลังงานแรงเกินไปจะกดกำลังซื้อ แต่การอุดหนุนต่อแบบกว้างก็เร่งภาระกองทุน
    ฉากทัศน์แรก คือ อุดหนุนต่อเต็มรูปแบบ

    แก่นนโยบาย คือ ตรึงราคาดีเซลต่อ ใช้กองทุนดูดซับแรงกระแทกเป็นหลัก ผลดี คือ ประชาชนไม่รู้สึกช็อกราคาในทันที และช่วยประคองเงินเฟ้อระยะสั้นในภาวะที่เงินเฟ้อไทยยังต่ำมาก แต่ผลเสีย คือ ฐานะกองทุนเสี่ยงทรุดต่อ หากอัตราเร่งหนี้ยังอยู่ใกล้ระดับสัปดาห์ล่าสุดจะชนเส้นแดงเร็ว และจะเปลี่ยนจาก “มาตรการช่วยประชาชน” เป็น “ภาระการคลังสะสม” ผลกระทบ คือ GDP / เงินเฟ้อ GDP: บวกเล็กน้อยระยะสั้น เพราะไม่กดกำลังซื้อ เงินเฟ้อต่ำต่อไป หรือเพิ่มน้อย แต่ความเสี่ยงแฝงสูงมากด้านการคลังและความน่าเชื่อถือ อย่างไรก็ตาม ฉากทัศน์แรกนี้เหมาะสมก็ต่อเมื่อสถานการณ์โลกผันผวนเฉียบพลันและรัฐต้องซื้อเวลาทำแบบนี้ได้เพียง 2–4 สัปดาห์เท่านั้น อย่างไรก็ดี การใช้นโยบายลักษณะนี้ในระยะยาวอาจเสี่ยงต่อข้อจำกัดด้านกฎหมายการคลัง หากภาระสะสมกระทบต่อวินัยการคลังและความโปร่งใสของรัฐ
    ฉากทัศน์ที่สอง คือ ปรับราคาขึ้นทันทีแบบแรง

    แก่นนโยบาย คือ ลดหรือยุติการอุดหนุนวงกว้างอย่างรวดเร็ว ให้ราคาสะท้อนต้นทุนมากขึ้น ผลดี คือ หยุดการเร่งตัวของหนี้กองทุนเร็วที่สุด ทำให้เพดานความเสี่ยงกลับมาอยู่ในการควบคุม แต่ผลเสีย คือ ในสภาพเศรษฐกิจที่โตต่ำกว่าศักยภาพ กำลังซื้ออ่อน และ SME ตึงตัว การขึ้นราคาพลังงานแรงเกินไปจะส่งผ่านไปยังค่าขนส่ง ราคาสินค้า และความเชื่อมั่นผู้บริโภคได้เร็ว ผลกระทบ คือ GDP / เงินเฟ้อ GDP มีความเสี่ยงลบระยะสั้นจากกำลังซื้อและต้นทุนธุรกิจ เงินเฟ้อเด้งขึ้นเร็วในช่วงแรกและเสถียรภาพกองทุนดีขึ้นเร็ว ฉากทัศน์นี้จะเหมาะสมก็ต่อเมื่อกองทุนใกล้สภาวะวิกฤตมากหรือรัฐไม่มีความสามารถในการอัดฉีดงบประมาณที่จะไม่กระทบเสถียรภาพการคลังรองรับที่จะให้การอุดหนุนต่อ อย่างไรก็ตาม มาตรการที่กระทบค่าครองชีพอย่างรวดเร็วจำเป็นต้องพิจารณาหลักความเป็นธรรมและการคุ้มครองผู้บริโภคตามกรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
    ฉากทัศน์ที่สาม ทางสายกลางแบบมีเป้า

    แก่นนโยบาย คือ ทยอยปรับราคาพลังงานแบบขั้นบันไดอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการปรับโครงสร้างจากการอุดหนุนแบบทั่วถึง ไปสู่การอุดหนุนแบบมุ่งเป้า โดยให้ความสำคัญกับภาคขนส่งสาธารณะ โลจิสติกส์จำเป็น ภาคเกษตร และกลุ่มประชากรเปราะบางเป็นลำดับแรก ผลดีคือ ลดอัตราเร่งหนี้กองทุนโดยไม่สร้าง price shock รุนแรง และสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังอ่อนแรง แต่ผลเสีย คือ ต้องใช้ข้อมูลดีมาก ระบบบริหารต้องเร็ว และการสื่อสารต้องแม่น ไม่เช่นนั้นประชาชนจะมองว่า “ขึ้นราคาอยู่ดี” และผลกระทบ คือ GDP / เงินเฟ้อ โดยที่ GDP กระทบน้อยกว่าฉากทัศน์ที่สอง ในขณะที่ เงินเฟ้อขยับขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป และเสถียรภาพกองทุนดีขึ้นต่อเนื่อง ถ้าคุมวินัยได้จริง ฉากทัศน์นี้เหมาะสมเมื่อรัฐบาลต้องการรักษาทั้งเสถียรภาพราคาและเสถียรภาพการคลังพร้อมกัน โดยแนวทางนี้สอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาลและหลักการกำกับดูแลที่ดี เนื่องจากสามารถกำหนดเกณฑ์ มาตรฐาน และกลไกตรวจสอบได้อย่างชัดเจน
    ข้อสรุปเชิงนโยบาย

    ถ้าวิเคราะห์จากสภาพเศรษฐกิจไทยโดยรวมตอนนี้ ผมเห็นว่าฉากทัศน์ที่สามควรเป็นทางหลัก เพราะเศรษฐกิจยังโตต่ำกว่าศักยภาพ เงินเฟ้อต่ำ และภาคครัวเรือน/SME ยังตึงตัว การขึ้นราคาแรงแบบฉากทัศน์ที่สองจะกระแทกกำลังซื้อเร็วเกินไป ขณะที่ฉากทัศน์แรกจะดันประเทศเข้าใกล้ความเสี่ยงการคลังมากขึ้นและพังทั้งระบบมากขึ้น

    ดังนั้น ข้อเสนอคือ นายกรัฐมนตรีอาจพิจารณาสั่งการได้ทันที 4 เรื่อง ได้แก่ (1) ใช้ฉากทัศน์ที่สามเป็นนโยบายตั้งต้น (2) กำหนดเกณฑ์กระตุ้นให้ชัดเจนว่า เมื่อฐานะกองทุนติดลบถึง -20,000 ล้านบาท ต้องลดการอุดหนุนเพิ่มเติม และหากแตะ -30,000 ล้านบาท ต้องเข้าสู่แผนฉุกเฉิน (3) สั่งจัดทำแดชบอร์ดรายวัน รายงานตัวชี้วัดหลัก 5 ตัว ทุกเช้า และ (4) สื่อสารต่อสาธารณะว่าเงินไม่ได้หาย แต่เป็นภาระค้างชดเชยที่ต้องบริหารอย่างมีวินัยพร้อมทั้งกำหนดกรอบความรับผิดชอบและกลไกกำกับติดตามที่ชัดเจนเพื่อให้การดำเนินนโยบายอยู่ภายใต้หลักนิติธรรม

    สำหรับมุมมองของผมคือ วันนี้โจทย์ของรัฐบาลไม่ใช่การเลือกระหว่าง “ช่วยประชาชน” กับ “รักษาวินัยการคลัง” แต่คือการออกแบบนโยบายให้ช่วยประชาชนโดยไม่ปล่อยให้ความช่วยเหลือนั้นย้อนกลับมาทำร้ายประเทศในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5699897/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pLZtcNlQOW7OMet0pqSNj