Category: เศรษฐกิจ

  • สุกี้ตี๋น้อยเปิดตัว ‘ตี๋น้อย PLUS+’ ตั้งเป้ารายได้ 13,000 ล้านบาท

    สุกี้ตี๋น้อยเปิดตัว ‘ตี๋น้อย PLUS+’ ตั้งเป้ารายได้ 13,000 ล้านบาท

    บริษัท บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป ผู้ดำเนินธุรกิจร้านอาหาร “สุกี้ตี๋น้อย” เปิดตัวบุฟเฟต์รูปแบบใหม่ “ตี๋น้อย PLUS+” ราคา 299 บาท พร้อมตั้งเป้าขยายสาขา 60 แห่งทั่วประเทศ หนุนรายได้เติบโต 42% แตะ 13,000 ล้านบาทในปี 2569

    ยกระดับประสบการณ์ใหม่ด้วย ‘ตี๋น้อย PLUS+’

    นัทธมน พิศาลกิจวนิช ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดเผยว่า “ตี๋น้อย PLUS+” ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองผู้บริโภคที่ต้องการประสบการณ์คุ้มค่า ไม่ใช่เพียงความอิ่ม โดยยังคงจุดแข็งด้านราคาเข้าถึงง่าย ควบคู่การเพิ่มคุณภาพและความหลากหลายของเมนู

    โมเดลใหม่นี้มาพร้อมหม้อน้ำซุป 3 ช่อง ตัวเลือกซุปหลากหลาย อาทิ หม่าล่าเข้มข้น และหม่าล่านม ที่ได้ “เชฟโฮ” (Mr. Kwok Hing Ho) เจ้าของ HO KITCHEN SEAFOOD เข้าร่วมพัฒนาให้มีเอกลักษณ์และรสชาติเข้มข้นยิ่งขึ้น

    S__62038048.jpg

    ผลงานโดดเด่นปี 2568-2569

    บริษัทสะท้อนการเติบโตแข็งแกร่งในปี 2568 ด้วยรายได้รวม 9,147 ล้านบาท เติบโต 31% จากปีก่อน กำไรสุทธิ 864 ล้านบาท จำนวนผู้ใช้บริการ 36.04 ล้านคน เพิ่มขึ้น 34%

    ในไตรมาส 1 ปี 2569 มีลูกค้า 10.28 ล้านคน เติบโต 36% คาดรายได้เติบโต 34% จากงวดเดียวกันปีก่อน ยอดขายสาขาเดิม (SSSG) เติบโต 3.5%

    ระบบสมาชิกและแผนขยายสาขา

    ความสำเร็จของระบบ “TN FAMILY” มีสมาชิกปัจจุบัน 3.1 ล้านราย เข้าใช้บริการเฉลี่ย 40,000 รายต่อวัน

    บริษัทวางแผนขยายสาขากว่า 60 แห่งทั่วประเทศผ่านแบรนด์ Suki Teenoi, Teenoi PLUS+, Teenoi BBQ, Teenoi Gold และแบรนด์ใหม่ จากปัจจุบันครอบคลุม 35 จังหวัด เพิ่มเป็น 57 จังหวัด คาดสิ้นปี 2569 มีสาขารวม 133 แห่ง

    การสนับสนุนจากเจมาร์ท กรุ๊ป

    กิติพัฒน์ ชลวุฒิ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (JMART) ยืนยันการสนับสนุนการเติบโตของสุกี้ตี๋น้อยผ่านเทคโนโลยี AI และการสร้าง Synergy ร่วมกับธุรกิจในเครือ เช่น JAS ASSET, JAYMART MOBILE และ J VENTURES เพื่อเพิ่มมูลค่าลูกค้าและยกระดับความสามารถแข่งขันระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/suki-teenoi-plus-revenue-target-13000-million&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2yGKN5x8wKLDS5lVHriJQP

  • หล่มสักคึกคัก! ‘ฝายห้วยขอนแก่น’ แหล่งท่องเที่ยวใหม่น้ำใส-หาดทรายสวย

    หล่มสักคึกคัก! ‘ฝายห้วยขอนแก่น’ แหล่งท่องเที่ยวใหม่น้ำใส-หาดทรายสวย

    หล่มสักคึกคัก! ‘ฝายห้วยขอนแก่น’ แหล่งท่องเที่ยวใหม่น้ำใส-หาดทรายสวย

    วันเสาร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.05 น.

    หล่มสักคึกคัก! ‘ฝายห้วยขอนแก่น’ แหล่งท่องเที่ยวใหม่น้ำใส-หาดทรายสวย ชู Soft Power ชุมชนยลวิถีห้วยไร่ กระตุ้นเศรษฐกิจรับหน้าร้อน

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวิศิษฐ์ เบญจพิทักษ์กุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธานเปิดแหล่งท่องเที่ยวฝายห้วยขอนแก่น ณ ต.ห้วยไร่ อ.หล่มสัก เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับสินค้า OTOP ในพื้นที่ โดยมีผู้นำชุมชนและหน่วยงานส่วนท้องถิ่นเข้าร่วมสนับสนุนอย่างพร้อมเพรียง

    นายภาคภูมิ ภูมี นายอำเภอหล่มสัก เปิดเผยว่า ฝายห้วยขอนแก่นมีศักยภาพโดดเด่นด้วยสภาพน้ำที่ใสสะอาดและมีหาดทรายตามธรรมชาติ บรรยากาศร่มรื่น เหมาะแก่การเป็นสถานที่พักผ่อนของครอบครัว ทางอำเภอและชุมชนจึงร่วมกันปรับภูมิทัศน์และจัดสรรพื้นที่สำหรับจอดรถและจำหน่ายสินค้าชุมชน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและคนในพื้นที่ให้มาใช้บริการ

    นายอำเภอหล่มสัก เน้นย้ำว่า การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวแห่งนี้จะช่วยให้คนในชุมชนไม่ต้องเดินทางไปเล่นน้ำในพื้นที่ห่างไกลเหมือนปีที่ผ่านมา ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างความสนุกสนานให้เด็กๆ ในช่วงปิดเทอมแล้ว ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางและประหยัดน้ำมันท่ามกลางสภาวะปัจจุบันได้เป็นอย่างดี

    สำหรับฝายห้วยขอนแก่น เดิมทีเป็นแหล่งน้ำที่มีปัญหาในอดีต ทั้งน้ำท่วมพื้นที่เกษตรในฤดูฝนและแห้งขอดในฤดูแล้ง แต่หลังจากมีการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำและฝายกักเก็บน้ำ ปัญหาดังกล่าวได้หมดไป ปัจจุบันพื้นที่นี้ไม่เพียงแต่ใช้เพื่อการเกษตรเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นต้นแบบของ ‘ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี’ ที่สร้างรายได้หล่อเลี้ยงชาวบ้านตำบลห้วยไร่ได้อย่างยั่งยืน

    ////////-026

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    พิกัดใหม่คลายร้อน! ‘วัดโฆษาท่าช้าง’ พลิกโฉมฝายน้ำล้น-เป็นแหล่งเล่นน้ำสุดคึกคัก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/953970&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04MAUiLl2I9fWoe-Q9_7dw

  • อัปเดตราคาน้ำมัน 22 มี.ค.69 “เบนซิน-ดีเซล” พุ่งขึ้น! คาดปรับราคาอีกหลายชนิดทั่วประเทศ

    อัปเดตราคาน้ำมัน 22 มี.ค.69 “เบนซิน-ดีเซล” พุ่งขึ้น! คาดปรับราคาอีกหลายชนิดทั่วประเทศ

    อัปเดตราคาน้ำมัน 22 มี.ค.69 “เบนซิน-ดีเซล” พุ่งขึ้น! คาดปรับราคาอีกหลายชนิดทั่วประเทศ

    เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานการอัปเดตราคาน้ำมันจากหลายบริษัทใหญ่ ได้แก่ บางจาก คอร์ปอเรชั่น, ปตท., เชลล์, พีทีจี และ เชฟรอน โดยราคาน้ำมันในวันพรุ่งนี้ 22 มีนาคม 2569 จะมีการปรับเปลี่ยนใหม่ตามรายละเอียดดังนี้:

    • ไฮพรีเมียมดีเซล S: 46.84 บาท/ลิตร
    • ไฮดีเซล S: 31.14 บาท/ลิตร
    • ไฮพรีเมียม 97: 49.54 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ E85S EVO: 24.79 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ E20S EVO: 28.05 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 91S EV: 32.68 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 95S EVO: 33.05 บาท/ลิตร

    การปรับราคาครั้งนี้สะท้อนถึงการปรับตัวตามปัจจัยต่าง ๆ รวมถึงต้นทุนการผลิตและราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาในการจำหน่ายในประเทศ

    #ราคาน้ำมัน #น้ำมันพุ่ง #ราคาน้ำมันวันนี้ #ปตท #บางจาก #เชฟรอน #น้ำมันดีเซล #น้ำมันเบนซิน #ข่าวน้ำมัน #อัปเดตราคา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/136324&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AvHjrnBerXulBl9OcZ9lo

  • โลจิสติกส์ภาคใต้เดือด จี้รัฐเร่งแก้น้ำมันขาดแคลน | TOPNEWS

    โลจิสติกส์ภาคใต้เดือด จี้รัฐเร่งแก้น้ำมันขาดแคลน | TOPNEWS

    โลจิสติกส์ภาคใต้เดือด จี้รัฐเร่งแก้น้ำมันขาดแคลน

    • เผยแพร่ : 21/03/2026 23:53

    วันที่ 21 มี.ค. 2569 นายภาณุ เค้าเปี่ยมจิต นายกสมาคมโลจิสติกส์และขนส่งภาคใต้ พร้อมด้วย ดร.มาลิน สืบสุข อุปนายกสมาคมฯ และนายรุจิระ ธรรมศิริพงษ์ เลขาธิการสมาคมฯ ร่วมกันแถลงถึงผลกระทบจากสถานการณ์น้ำมันขาดแคลนที่ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อภาคการขนส่งในพื้นที่ภาคใต้ โดยระบุว่า ความเสียหายในขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินเป็นมูลค่าได้ แต่ต้นทุนและเวลาการทำงานได้รับผลกระทบอย่างมาก เนื่องจากปริมาณน้ำมันไม่เพียงพอต่อความต้องการทั้งในภาคขนส่งและประชาชนทั่วไป ขณะที่ในสมาคมฯ มีรถบรรทุกในสังกัดหลายพันคัน ต่างประสบปัญหาขาดแคลนน้ำมันเช่นเดียวกัน

    นายภาณุ ยังเรียกร้องให้รัฐบาลควบคุมราคาน้ำมันให้อยู่ในระดับเหมาะสม โดยระบุว่าข้อมูลปัจจุบันชี้ว่าน้ำมันในประเทศยังเพียงพอใช้อีกประมาณ 60 วัน และล่าสุดมีการแจ้งว่าสามารถใช้งานได้ถึง 104 วัน จึงเชื่อว่ารัฐบาลมีศักยภาพในการควบคุมราคาหน้าปั๊มได้ พร้อมขอให้ตรวจสอบปริมาณน้ำมันในคลัง ผู้กลั่นน้ำมัน และพ่อค้าคนกลาง เนื่องจากขณะนี้ราคาน้ำมันระหว่างพ่อค้าคนกลางกับราคาหน้าปั๊มมีความแตกต่างกันมากกว่า 10 บาท ซึ่งสร้างความผิดปกติในระบบตลาดและส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการโดยตรง

    นอกจากต้นทุนราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ผู้ประกอบการยังต้องแบกรับต้นทุนด้านเวลา จากเดิมที่ใช้ระยะเวลาขนส่งสินค้าเพียง 1-2 วัน แต่ปัจจุบันต้องใช้เวลา 4-5 วัน เนื่องจากต้องรอคิวเติมน้ำมันตามสถานีบริการต่าง ๆ ทำให้เกิดความล่าช้าในห่วงโซ่อุปทาน หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย ผู้ประกอบการบางรายอาจจำเป็นต้องหยุดเดินรถ ซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อภาคอุตสาหกรรม เมื่อโรงงานผลิตสินค้าแล้วไม่สามารถขนส่งได้ ต้องหาพื้นที่โกดังจัดเก็บเพิ่มเติม และบางแห่งเริ่มประสบปัญหาไม่มีพื้นที่เก็บสินค้า จนอาจต้องหยุดการผลิต ส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจโดยรวมได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง

    จรัส ชูศรี ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.สงขลา

    1

    sdfvsvse

    ผู้ว่าฯ ฉะเชิงเทรา เปิดเทศกาลมะม่วงบางคล้า ครั้งที่ 22 กระตุ้นท่องเที่ยว–เศรษฐกิจท้องถิ่น

    ต้องไปเห็นกับตา! เสน่ห์ไทลื้อ เมืองมาง – เมืองหย่วน จ.พะเยา วธ.ปลุกเสน่ห์ล้านนาโบราณ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ชู UNSEEN THAI THAI ปลุกเศรษฐกิจท้องถิ่น เดินหน้าดันพะเยาหมุดหมายท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

    มอบหมอนยางพารา 107 ใบ หนุนทหารเรือชายแดนไทย–กัมพูชา

    แห่ร่วมพิธีวังเศรษฐีนาคราช! ส่องเลขธูป 924 ลุ้นโชคงวด 1 เม.ย.

    “กรมศิลปากร” เตรียมความพิเศษฉลอง 2 วาระสำคัญ “115 ปี กรมศิลปากร – 120 ปี หอสมุดแห่งชาติ”

    “รมว.ทส.สุชาติ” ประสาน มท. ขอให้ผู้ว่าฯ ช่วยอำนวยความสะดวกเติมน้ำมันดับไฟป่า ด้านอุทยานฯ​ สั่งติดป้ายถังเชื้อเพลิง​ให้ชัด! “น้ำมันเพื่อใช้ในภารกิจดับไฟป่าเท่านั้น” ป้องกันการเข้าใจผิด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1523685&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3l8qm2V_9BpfTzU1798Vn0

  • “นิพิฏฐ์” ทุบโต๊ะ! เลิกโยนบาปชาวบ้านกักตุน ชี้เป้า “คลังยักษ์สงขลา” ท้า รมต. กล้า “แก้ผ้า” ตัวจริงไหม? | เดลินิวส์

    “นิพิฏฐ์” ทุบโต๊ะ! เลิกโยนบาปชาวบ้านกักตุน ชี้เป้า “คลังยักษ์สงขลา” ท้า รมต. กล้า “แก้ผ้า” ตัวจริงไหม? | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 21 มี.ค. นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.ประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า

    น้ำมันหายไปไหน ยังแก้ผ้าใครไม่ได้เลย

    ถังเก็บน้ำมันขนาดใหญ่ในภาคใต้ มีที่ไหนบ้าง เป็นของใครบ้าง คุณพิพัฒน์ รัชกิจประการ น่าจะรู้ดีที่สุด เพราะทำธุรกิจน้ำมันมาตลอดชีวิต

    ลองไปตรวจดูสิครับ มีการกักตุนน้ำมันหรือเปล่า

    อีกคนหนึ่งที่น่าจะมีข้อมูลดีเท่าๆ กับคุณพิพัฒน์ คือคุณบุญสม ต.บางกุ้ง จ.สุราษฎร์ธานี แต่ท่านเลิกทำธุรกิจนี้ไปแล้ว 

    แถวๆ ต.เกาะแต้ว จ.สงขลา ก็มีคลังน้ำมันขนาดใหญ่ ของใครไม่รู้แต่คงไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐคนไหนกล้าเข้าไปตรวจสอบหรอก

    ระบบการจำหน่ายน้ำมันในประเทศไทย ไม่มีธรรมาภิบาลหรอก มีการหาผลประโยชน์กันตั้งแต่การผลิต-การขนส่ง-การจำหน่าย

    ที่มีปัญหา ส่วนหนึ่งมาจากระบบการขนส่ง ลองตรวจสอบดูสิครับ ทั้งการขนส่งทางระบบท่อ และการขนส่งทางรถยนต์

    รัฐมนตรีพิพัฒน์ เคยบอกว่าจะแก้ผ้าผู้ค้าน้ำมันประจานว่าน้ำมันหายไปไหน แต่สุดท้ายยังไม่สามารถแก้ผ้าใครได้

    ไปตรวจแถวเกาะแต้ว สงขลาก่อน อาจแก้ผ้าใครได้สักคน แต่ผมว่าไม่กล้า

    ใครเป็น สส. มีเอกสิทธิ์คุ้มครอง ถ้าจะช่วยประชาชนก็ทำเถอะ ผมเป็นประชาชนไม่มีเอกสิทธิ์คุ้มครอง ทำได้แค่นี้แหละ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5707538/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3HDiH9rGw7TrDpnb-FTnZb

  • ด่วน! เช้านี้ “ปตท.-บางจาก” ขึ้นราคาน้ำมัน “เบนซิน-แก๊สโซฮอล์” ลิตรละ 1 บาท “ดีเซล” 0.70 บาท

    ด่วน! เช้านี้ “ปตท.-บางจาก” ขึ้นราคาน้ำมัน “เบนซิน-แก๊สโซฮอล์” ลิตรละ 1 บาท “ดีเซล” 0.70 บาท

    เมื่อวันที่ 21 มี.ค.69 บมจ.ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก [OR] และ บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น [BCP] ปรับราคาขายปลีกน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ทุกชนิด เพิ่มขึ้น 1.00 บาทต่อลิตร ส่วนกลุ่มดีเซล เพิ่มขึ้น 0.70 บาทต่อลิตร มีผล 21 มี.ค. 2569 เวลา 05.00 น. เป็นต้นไป

    ทั้งนี้ ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่น วันพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    – เบนซิน 95 ลิตรละ 41.64 บาท

    – แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 33.05 บาท

    – แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 32.68 บาท

    – E20 ลิตรละ 28.05 บาท

    – E85 ลิตรละ 24.79 บาท

    – ดีเซล ลิตรละ 31.14 บาท

    #ราคาน้ำมัน #ราคาน้ำมันวันนี้ #ปตท #บางจาก #ปรับราคา #น้ำมัน #เบนซิน #ดีเซล #แก๊สโซฮอล์ #E20 #E85 #ราคาน้ำมันใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/136250&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1L1TFYkzG1EHRbXeJ94oyw

  • ‘เพื่อไทย’ จัดโผ ครม.ลงตัว ดัน 3 สส.รุ่นใหม่นั่งเก้าอี้รัฐมนตรี | เดลินิวส์

    ‘เพื่อไทย’ จัดโผ ครม.ลงตัว ดัน 3 สส.รุ่นใหม่นั่งเก้าอี้รัฐมนตรี | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 21 มี.ค. รายงานข่าวจากพรรคเพื่อไทย แจ้งว่า สำหรับการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีในโควตาพรรคเพื่อไทย หลังได้การจัดสรรมาทั้งหมด 8 เก้าอี้ แบ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการ 5 ตำแหน่ง และรัฐมนตรีช่วย 3 ตำแหน่งนั้น โดยในส่วนของตำแหน่งรัฐมนตรีช่วย ตอนนี้ได้รายชื่อบุคคลที่เหมาะสมเข้ามาดำรงตำแหน่งแล้วทั้ง 3 คน เริ่มจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยกระทรวงศึกษาธิการ คือ นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ สส.กาญจนบุรี ส่วนตำแหน่ง รมช.เกษตรและสหกรณ์ 2 ตำแหน่ง คือ นายวัชรพล ขาวขำ สส.อุดรธานี และ น.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช สส.เชียงราย ลูกสาวของนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีต รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 

    สำหรับตำแหน่ง 5 รัฐมนตรีว่าการที่ลงตัวไปก่อนหน้านี้ ประกอบด้วย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เป็น รมว.แรงงาน น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล เป็น รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เป็น รมว.ศึกษาธิการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5708009/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gEQDgiwHdyjPU6Dm-yDAh

  • ปิดตลาด! ราคาทองปรับ 1 ครั้ง ขายออก 70,450 บาท “ราคาทองรูปพรรณ” ขายออก 71,250 บาท

    ปิดตลาด! ราคาทองปรับ 1 ครั้ง ขายออก 70,450 บาท “ราคาทองรูปพรรณ” ขายออก 71,250 บาท

    ปิดตลาด! ราคาทองปรับ 1 ครั้ง ขายออก 70,450 บาท “ราคาทองรูปพรรณ” ขายออก 71,250 บาท

    วันที่ 21 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “สมาคมค้าทองคำ” ประกาศรายงาน “ราคาทองคำวันนี้” เปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.00 น. พบ “ราคาทองรูปพรรณวันนี้” และ “ราคาทองแท่งวันนี้” ปรับเพียง 1 ครั้งก่อนปิดตลาด โดยเมื่อเวลา 09.00 น. ปรับลด 1,900 บาท

    อย่างไรก็ตาม ส่งผลให้ ราคาทองวันนี้ ทองคำแท่ง รับซื้อบาทละ 70,250 บาท ขายออกบาทละ 70,450 บาท ส่วน ทองรูปพรรณ รับซื้อบาทละ 68,841.56 บาท ขายออกบาทละ 71,250 บาท

    #ราคาทองวันนี้ #ทองคำ #ราคาทองคำ #ทองคำแท่ง #ทองรูปพรรณ #สมาคมค้าทองคำ #ทองคำ21มีนาคม #ตลาดทองคำ #ราคาทองคำล่าสุด #ราคาทอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/136331&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EaSyr40DAfuO4N6dLEuyu

  • ‘อภิชิต’ลั่นพร้อมเต็มร้อย ชิงประธานสภาอุตฯ รวมพลังสมาชิก ฝ่าคลื่นเศรษฐกิจโลก

    ‘อภิชิต’ลั่นพร้อมเต็มร้อย ชิงประธานสภาอุตฯ รวมพลังสมาชิก ฝ่าคลื่นเศรษฐกิจโลก

    ในจังหวะที่เศรษฐกิจโลกยังผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนทางพลังงาน สะเทือนมาถึงภาคการผลิตไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะเดียวกัน “ศึกชิงเก้าอี้ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) คนที่ 17” ก็กำลังร้อนแรงไม่แพ้กัน โดยเฉพาะการขับเคลื่อนองค์กรหลักของภาคเอกชนที่ต้องรับบทหนักในการพยุงผู้ประกอบการไทยให้รอดพ้นคลื่นเศรษฐกิจระลอกใหม่

    หนึ่งในแคนดิเดตที่ถูกจับตามอง คือ “อภิชิต ประสพรัตน์” รองประธาน ส.อ.ท. ประธานสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (MAI)  และประธานสายงานสมาชิกสัมพันธ์ กิจกรรม และรายได้ และกรรมการผู้จดการ บริษท บีสไพพ์ฟิตติ้ง จำกัด ผู้คร่ำหวอดในองค์กรกว่า 20 ปี พร้อมฐานเสียงจากเครือข่าย SME และสมาชิกภูมิภาค โดยเจ้าตัวประกาศชัดถึงการต่อยอดนโยบายเดิมสู่การปฏิบัติจริง พร้อมแนวคิด “ONE FTI  Plus” และ “6 Go” ที่มุ่งยกระดับผู้ประกอบการไทยทั้งระบบ

    พร้อมเต็มร้อย ชิงเก้าอี้ประธาน

    นายอภิชิตสะท้อนความพร้อมในการลงสนามเลือกตั้งกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า จากประสบการณ์กว่า 20 ปีใน ส.อ.ท. ถือเป็น “การฝึกงาน” ที่ทำให้เข้าใจโครงสร้างองค์กรและปัญหาของสมาชิกอย่างลึกซึ้ง พร้อมทำหน้าที่ได้ทันทีหากได้รับความไว้วางใจ โดยมองการแข่งขันเป็นเรื่องปกติขององค์กรที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดพลังใหม่

    อภิชิต  ประสพรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. แคนดิเดตชิงตำแหน่งประธานฯ คนที่ 17

    สำหรับ การเข้ามาทำงานในสภาอุตสาหกรรมฯ ไม่ใช่เพื่อสร้างความขัดแย้ง แต่เพื่อสร้างเครือข่ายและมิตรภาพในการทำงานร่วมกัน โดยไม่มองคู่แข่งเป็นศัตรู แต่เป็น “เพื่อนร่วมภารกิจ” ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    ต่อยอด 4 Go สู่ “How to Go”

    สำหรับทิศทางการทำงาน อภิชิตระบุว่า นโยบาย 4 Go (Go Digital, Go Innovation, Go Global, Go Green) ภายใต้การนำของประธานคนปัจจุบัน(นายเกรียงไกร  เธียรนุกุล) ได้วางรากฐานไว้อย่างดีแล้ว แต่โจทย์สำคัญในระยะต่อไปคือ “How to Go” หรือการทำให้ผู้ประกอบการสามารถนำไปใช้ได้จริง

    เขาเสนอการเติมเต็มอีก “ 2 Goด้วย “Go People” มุ่งพัฒนาทักษะคน ทั้ง Upskill, Reskill และการสร้างผู้สืบทอดธุรกิจ รวมถึง “Go Finance” เพื่อแก้ปัญหาการเข้าถึงเงินทุนในภาวะที่สถาบันการเงินเข้มงวดมากขึ้น ผ่านแนวคิด “Lean, Loan, Fund” ทำให้ธุรกิจมีระบบก่อนเข้าถึงแหล่งทุน

    ดัน ONE FTI สู่ “ONE FTI Plus”

    ประเด็นความเป็นเอกภาพในองค์กร อภิชิตยอมรับว่าในช่วงหลัง ส.อ.ท. เผชิญการแข่งขันสูงทุกวาระเลือกตั้ง ซึ่งอาจกระทบภาพรวมองค์กร เขาจึงเสนอแนวคิด “1FTI Plus” ที่ไม่เพียงรวมเป็นหนึ่ง แต่ต้องต่อยอดให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

    แนวคิดดังกล่าวผสาน “6 Go” และ “4 ต.” ได้แก่ ต่อเนื่อง แตกต่าง ต่อยอด และตอบโจทย์ เพื่อสร้างระบบการทำงานที่ยั่งยืน พร้อมรับมือปัจจัยเสี่ยงทั้งภาษี หนี้ครัวเรือน และภูมิรัฐศาสตร์ที่กดดันภาคอุตสาหกรรมไทย

    นายอภิชิตชี้ว่า หนึ่งในจุดอ่อนที่ผ่านมา คือการขับเคลื่อนในรูปแบบโครงการหรืออีเวนต์ที่ไม่ต่อเนื่อง จึงตั้งเป้าปรับสู่ “ระบบ” ที่สามารถขยายผลได้จริงในระยะยาว ที่ผ่านมา เขาระบุว่าได้พัฒนาผู้ประกอบการมากกว่า 10,000 ราย คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 6,000 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งการให้ความรู้ การเข้าถึงแหล่งทุน และการปรับตัวสู่ดิจิทัลและ AI เพื่อลดต้นทุน แต่ยังถือเป็นเพียงส่วนเล็กเมื่อเทียบกับ SME ไทยกว่า 3 ล้านราย

    ฐานเสียง SME–ภูมิภาค

    ในสนามเลือกตั้ง นายอภิชิตระบุว่า ได้วางกลยุทธ์ชัดเจน โดยแบ่งฐานเสียงเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มจังหวัด และกลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นเครือข่ายที่เขาทำงานใกล้ชิดมาอย่างต่อเนื่อง มองว่าการทำงานของ ส.อ.ท. ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ยิ่งมีคนช่วยกันมากเท่าใด โอกาสในการแก้โจทย์เศรษฐกิจที่ซับซ้อนก็จะเพิ่มขึ้นเท่านั้น

    “สำหรับการลงพื้นที่หาเสียง ผมได้เดินสายไปแล้วกว่า 70% ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค โดยมีทีมรองประธานร่วมลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องเสียงสะท้อนจากสมาชิกส่วนใหญ่เป็นบวก โดยเฉพาะในกลุ่มที่เคยได้รับประโยชน์จากโครงการลดต้นทุน ซึ่งเป็นผลงานที่จับต้องได้และสร้างความเชื่อมั่นให้กับฐานเสียงอย่างมีนัยสำคัญ”

    โครงการลดต้นทุน–สร้างผลิตภาพ

    ทั้งนี้หนึ่งในผลงานเด่นของนายอภิชิต  คือโครงการตรวจสุขภาพพนักงาน ที่ดำเนินการต่อเนื่อง 7 ปี ช่วยลดค่าใช้จ่ายให้สมาชิกได้ 30-70% ผ่านกลไกประมูลราคาจากโรงพยาบาล โครงการดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมกว่า 200,000 คน จากโรงงานกว่า 1,000 แห่ง และสามารถคืนประโยชน์ทางอ้อมให้สมาชิกมากกว่า 50 ล้านบาท อีกทั้งยังต่อยอดสู่มิติ CSR ให้พนักงานนำครอบครัวเข้าถึงบริการสุขภาพในราคาที่เหมาะสม

    สร้าง “บ้าน” ให้สมาชิกอยู่รอด

    นายอภิชิต ยังได้อธิบายแนวคิด “สร้างบ้าน” เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้สมาชิก โดยเปรียบโครงสร้างเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ฐานราก (Go People) เสาหลัก (4 Go) และหลังคา (Go Finance)  โมเดลดังกล่าวรวมเป็น “6 Go” ที่ครอบคลุมทั้งคน เทคโนโลยี นวัตกรรม สิ่งแวดล้อม ตลาด และเงินทุน โดยใช้กลยุทธ์ “4 ต.” ขับเคลื่อนให้เกิดผลจริง พร้อมตั้งเป้ายกระดับ SME ซึ่งมีสัดส่วน 90% ของสมาชิก แต่สร้าง GDP เพียง 35% ให้เข้าใกล้มาตรฐานประเทศพัฒนาแล้ว

    ชงปฏิรูปเลือกตั้ง แก้ปมขัดแย้ง

    ต่อกระแสข่าวเรื่องการระดมสมาชิกเพื่อสร้างความได้เปรียบในการเลือกตั้ง อภิชิตยอมรับว่าได้รับฟังข้อร้องเรียนในพื้นที่ แต่ในฐานะผู้สมัครทำได้เพียงรับฟัง อย่างไรก็ตาม เขาเสนอแนวทางปฏิรูประบบเลือกตั้งใหม่ หากได้รับตำแหน่ง โดยตั้งคณะกรรมการศึกษาเพื่อให้กระบวนการโปร่งใสและลดความขัดแย้งที่เกิดซ้ำทุก 2 ปี พร้อมย้ำว่าการเข้ามาทำงานต้องยึดหลัก “หาเพื่อน ไม่ใช่ศัตรู”

    ปัจจุบัน ส.อ.ท. มีสมาชิกประมาณ 16,000 ราย ขณะที่ SME ไทยมีมากกว่า 3 ล้านราย อภิชิตจึงตั้งเป้าขยายการเข้าถึงบริการของสภาฯ ไปยังกลุ่มที่ยังเข้าไม่ถึง ทั้งนี้มองว่าโครงสร้างที่มีอยู่ ทั้ง 48 กลุ่มอุตสาหกรรม 11 คลัสเตอร์ และ 76 จังหวัด ของ ส.อ.ท.เป็น “เครื่องยนต์” สำคัญในการขยายผล หากบริหารอย่างมีระบบและโปร่งใส จะช่วยยกระดับภาพลักษณ์องค์กรและสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว

    นายอภิชิตทิ้งท้ายว่า ศึกชิงเก้าอี้ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของบุคคล แต่เป็นจุดเปลี่ยนของ ส.อ.ท. ว่าจะก้าวสู่การเป็นองค์กรที่ “แก้ปัญหาได้จริง” หรือยังคงติดกับดักรูปแบบเดิม พร้อมประกาศเดินหน้าปฏิรูปทั้งระบบ ตั้งแต่โครงสร้างการทำงานไปจนถึงกระบวนการเลือกตั้ง เพื่อคืนความเชื่อมั่นและสร้างเอกภาพให้กับองค์กรในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/654531&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Y4lO_12bYJjjPFz2hYdcF

  • รออ่วมได้เลย! – “ทรัมป์” อาจจบ แต่สงครามยื้อต่อถึงสิ้นปี!

    รออ่วมได้เลย! – “ทรัมป์” อาจจบ แต่สงครามยื้อต่อถึงสิ้นปี!

    21 มีนาคม 2569 อาจารย์กฤษฎา บุญเรือง นักวิชาการอิสระ จากสหรัฐอเมริกา ประเมินสถานการณ์สงครามระหว่าง สหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน จากมุมมองฝั่งอเมริกัน อย่างน่าสนใจ ดังนี้

    1. สถานการณ์สงคราม

    อาจารย์กฤษฎา บอกว่า แม้สหรัฐฯ จะถอนตัว หรือประกาศชัยชนะ แล้วชิงถอนตัวในเร็วๆ นี้ตามการคาดการณ์ของหลายฝ่าย แต่เชื่อได้เลยว่าการสู้รบจะไม่จบลง

    อาจารย์ขยายความว่า สหรัฐฯ และทรัมป์มีแรงกดดันทางการเมืองภายในอย่างหนัก ทำให้ทรัมป์อาจต้องถอนตัวหรือลดบทบาทของสหรัฐฯ ในสงครามอิหร่านอย่างรวดเร็ว แต่ไม่ได้หมายความว่าสงครามจะหยุดลง สาเหตุเป็นเพราะคู่ขัดแย้งหลักไม่ยอมเลิก กล่าวคือ

    อิสราเอล มองว่าเป็น “โอกาสทอง” ในการทำลายอิหร่านให้ยับเยินที่สุด และกำลังขยายวงไปถล่มภาคใต้ของเลบานอน

    ฝั่งอิหร่าน ประกาศว่านี่คือ “สงครามครั้งสุดท้าย” และตั้งใจจะทำให้โลกต้อง “เจ็บปวด” ทางเศรษฐกิจเพื่อความอยู่รอดของระบอบตนเอง

    อาจารย์กฤษฎา บุญเรือง นักวิชาการอิสระ จากสหรัฐอเมริกา

    2. การประเมินระยะเวลาของสงคราม

    อาจารย์กฤษฎา ให้ข้อมูลว่า นักวิเคราะห์และธนาคารยักษ์ใหญ่ในวอลล์สตรีทประเมินว่า สถานการณ์จะยืดเยื้อไปจนถึงสิ้นปี เป็นอย่างน้อย

    3. วิกฤตพลังงานโลก

    • มีการคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งสูงขึ้นไปถึง 140 – 160 เหรียญต่อบาร์เรล
    • การปิดช่องแคบฮอร์มุซจะดำเนินต่อไป เพราะอิหร่านใช้การควบคุมเส้นทางขนส่งน้ำมันเป็นอำนาจต่อรองสูงสุด ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคทั่วโลกอย่างรุนแรง

    เศรษฐกิจไทยเสี่ยงพังยิ่งกว่าวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์

    ส่วนผลกระทบต่อประเทศไทย อาจารย์กฤษฎา มองเอาไว้หลายมุม กล่าวคือ

    • ภาพรวมของเศรษฐกิจ วิกฤตครั้งนี้จะหนักกว่าปี 2551 ซึ่งมี “วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์” หรือ วิกฤตซับไพรม์ เพราะไทยมีหนี้สาธารณะสูงถึง 65% จากเดิมอยู่ที่ 30-40% และค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าไปถึง 36-37 บาทต่อดอลลาร์
    • จากโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจไทยตอนนี้ จะทำให้ต้นทุนการนำเข้าพุ่งสูง โดยเฉพาะไทยนำเข้าน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซถึง 50% เมื่อเกิดปัญหาต้องไปซื้อจากแหล่งอื่นที่ไกลกว่า ทำให้ค่าขนส่งและราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นมาก

    เตือนรัฐบาลภูมิใจไทย อย่าแค่ขายผ้าเอาหน้ารอด

    อาจารย์มีข้อเสนอต่อรัฐบาลคุณอนุทิน ดังนี้

    1.รัฐบาลไม่ควรแก้แค่ปัญหาเฉพาะหน้า ด้วยการ “จับไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน” แต่ต้องปรับปรุง โครงสร้างพลังงาน ด้วยการ

    • สร้างคลังน้ำมันสำรองของรัฐ เพราะรัฐบาลต้องเป็นเจ้าของและควบคุมคลังน้ำมันสำเร็จรูป 100% ไม่ใช่ให้เอกชนคุมทั้งหมดเหมือนปัจจุบัน
    • ใช้ระบบดิจิทัลตรวจสอบสต็อกน้ำมัน ซึ่งเป็นโมเดลของอินโดนีเซีย ที่ใช้ระบบดิจิทัลตรวจสอบปริมาณน้ำมันในทุกปั๊มแบบ Real- time เพื่อป้องกันการขาดแคลนและการหลอกลวง
    • นอกจากนั้นควรใช้แนวทางของมาเลเซีย ในการจัดลำดับว่าอุตสาหกรรมใดจำเป็นต้องได้รับน้ำมันก่อนหากเกิดการขาดแคลน แทนที่จะอุดหนุนแบบเหมาเข่งซึ่งใช้งบประมาณสูงมาก
    • ส่วนระยะกลางและระยะยาว  เร่งเปลี่ยนสู่พลังงานหมุนเวียน โดยต้องเปลี่ยนทัศนคติของทุกฝ่ายว่า พลังงานสะอาดไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็น “ความอยู่รอดทางความมั่นคง” ที่ต้องทำทันทีเพื่อลดการพึ่งพาฟอสซิล

    พร้อมย้ำว่าวิกฤตครั้งนี้ร้ายแรงกว่าที่คิด และไทยต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างเร่งด่วนที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/current-issue/378975091&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34mrqIDlv-kUljvThb0_kY