Category: เศรษฐกิจ

  • กาญจนบุรี///เปิดแล้ว“มหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค จังหวัดกาญจนบุรี” | TOPNEWS

    กาญจนบุรี///เปิดแล้ว“มหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค จังหวัดกาญจนบุรี” | TOPNEWS

    “มหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค จังหวัดกาญจนบุรี”


    วันที่ 24 มีนาคม 2569 เวลา 11.00 น.  ณ สนามด้านข้างสำนักงานองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี อ.เมือง จ.กาญจนบุรี “พาณิชย์” ลุยลดค่าครองชีพประชาชน-ช่วยผู้ประกอบการ ยกทัพสินค้าราคาประหยัดจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดให้พี่น้องชาวกาญจนบุรีในงาน “มหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค”“พาณิชย์” จัดงาน “มหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค” นำสินค้าอุปโภคบริโภค 10 หมวด กว่า 1,000 รายการ ลดสูงสุด 60%

    และยังมีสินค้าไฮไลท์ ทั้งไข่ไก่ น้ำตาลทราย น้ำมันปาล์ม ข้าวหอมมะลิ 100% มาจำหน่ายให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ และเพิ่มทางเลือกในการซื้อสินค้า และเชื่อมโยงจากเกษตรกรที่ประสบปัญหาราคาตกต่ำจากภาวะสินค้าล้นตลาด มาจำหน่ายในงาน


    นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เป็นประธานในพิธีเปิดงาน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ได้ดำเนินการสนับสนุนนโยบายในการให้ความสำคัญกับการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส  เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศและช่วยเหลือลดค่าครองชีพให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

    ส่งผลต่อเศรษฐกิจที่ผันผวนด้านพลังงานและเศรษฐกิจโลก และมีผลกระทบโดยตรงกับประเทศไทย โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่เป็นต้นทุนหลักในการผลิต ทำให้เกิดผลกระทบต่อภาคเกษตร อุตสาหกรรมการผลิต และการขนส่ง ส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคมีการปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพ เช่น ไข่ไก่ ข้าวสาร เนื้อสัตว์ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สินค้าอุปโภคบริโภค เป็นต้น

    จึงได้กำหนดแนวทางการทำงานให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในดูแลค่าครองชีพประชาชน โดยจัดงานจำหน่ายสินค้าราคาประหยัด ระหว่างวันที่ 23 – 25 มีนาคม 2569

    ณ สนามด้านข้างสำนักงานองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี อ.เมือง จ.กาญจนบุรี โดยได้รับความร่วมมือจากผู้ผลิต/กลุ่มเกษตรกร/กลุ่มวิสาหกิจชุมชน เครือข่ายธุรกิจ ผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อย (SMEs) นำสินค้าอุปโภคบริโภคมาจำหน่ายรวม 10 หมวด กว่า 1,000 รายการ ลดสูงสุด 60%

    อาทิ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง ซอสปรุงรสน้ำยาซักผ้า ของใช้ประจำวัน เครื่องครัว เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องแต่งกาย สินค้าชุมชน เป็นต้นทั้งนี้ ภายในงานยังมีการจำหน่ายสินค้าไฮไลท์ สินค้าผักและผลไม้ที่เชื่อมโยงจากกลุ่มเกษตรกร ในราคาพิเศษ


    ทุกวัน อาทิ ไข่ไก่เบอร์ M แผงละ 80 บาท น้ำตาลทราย กิโลกรัมละ 20 บาท น้ำมันพืชปาล์ม ขวดละ 35 บาทข้าวหอมมะลิ 100% (5 กก.) ถุงละ 100 บาท นอกจากนั้น ยังเชื่อมโยงจากกลุ่มเกษตรกร มะพร้าว ลูกละ 10 บาทกะล่ำปลี กิโลกรัมละ 10 บาท และมะนาวแป้น ลูกละ 3 บาท (7 ลูก 100 บาท) มาภายในงานได้อีกด้วย“ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวกาญจนบุรี

    มาเลือกซื้อสินค้าในโครงการนี้ ซึ่งเป็นสินค้าคุณภาพและราคาประหยัดที่ทางกระทรวงพาณิชย์ได้เลือกสรรมาให้ท่าน ทั้งสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพครบถ้วน ของกินของใช้ สินค้าชุมชน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชนได้ตามเป้าหมาย” นายจิรวุฒิ กล่าว

    กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลและจะเดินหน้าจัดงานมหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาคอีก 11 ครั้ง ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งในการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน

    และยังเป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้แก่ผู้ประกอบการ ห้าง เกษตรกร SMEs วิสาหกิจชุมชน ทำให้ประชาชนมีทางเลือกในการจับจ่ายใช้สอย ผู้ประกอบการมีช่องทางในการจำหน่ายสินค้า เพื่อกระตุ้นและสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบเศรษฐกิจฐานรากของประเทศด้วย

    โชคชัย  ฤทธิเดช ผู้สื่อข่าว Top news ทั่วไทย จ.กาญจนบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1526871&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_bRFaUKegymm4l2UXnhml

  • อย่าคิดว่าชีวิตจะเหมือนเดิม! นักวิชาการธรรมศาสตร์ เตือน! วางแผนรับแรงกระแทก ศก. ต้องพร้อมถูก ‘ตัดเงิน-ตกงาน’ ใน 3-6 เดือน – มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    อย่าคิดว่าชีวิตจะเหมือนเดิม! นักวิชาการธรรมศาสตร์ เตือน! วางแผนรับแรงกระแทก ศก. ต้องพร้อมถูก ‘ตัดเงิน-ตกงาน’ ใน 3-6 เดือน – มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    สถานการณ์สู้รบสหรัฐฯ-อิหร่านขยายวง ทำเศรษฐกิจไทยดิ่งเหว นักวิชาการธรรมศาสตร์ แนะทำตารางชีวิตใหม่ ประหยัด-ทบทวนการใช้จ่าย-ขายทรัพย์สินที่ไม่สร้างประโยชน์ และรักษาสภาพคล่อง

         สถานการณ์สู้รบสหรัฐฯ-อิหร่านขยายวง ทำเศรษฐกิจไทยดิ่งเหว นักวิชาการธรรมศาสตร์ เตือนประชาชนอย่าคิดว่าทุกอย่างจะเหมือนเดิม แนะทำตารางชีวิตใหม่ ประหยัด-ทบทวนการใช้จ่าย-ขายทรัพย์สินที่ไม่สร้างประโยชน์รักษาสภาพคล่อง ชี้ต้องประเมินอนาคตอย่างแย่ที่สุดเพื่อเตรียมตั้งรับ-ต้องพร้อมถูกตัดเงินเดือน-เลย์ออฟ ใน 3-6 เดือน เผย 4 กลุ่มอาชีพที่จะได้รับผลกระทบเป็นลำดับแรก ระบุแม้เหตุการณ์คลี่คลายใน 1 เดือน แต่จะสะเทือนตลอดปี 2569 เสนอรัฐบาลใช้โอกาสต่างชาติอาจย้ายฐานการผลิตออกจากตะวันออกกลาง ดึงเข้ามาลงทุนในไทย พร้อมปรับกติกาอสังหาฯ เอื้อท่องเที่ยว-พำนักไทยระยะยาว รักษาตัว-ทำธุรกิจ-ใช้ชีวิต-หนีสงคราม

         ศ.วิทวัส รุ่งเรืองผล อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การปะทะระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่านจนทำให้เกิดวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ และขยายวงไปถึงการโจมตีแหล่งผลิตพลังงานในอ่าวเปอร์เซียจนทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งแตะ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลมาแล้วนั้น จะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานในกลุ่มพลังงานและกลุ่มพลาสติก ซึ่งทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และเม็ดพลาสติก ถือเป็นต้นทางของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี จึงจะมีผลต่อราคาอะลูมิเนียมที่จะนำมาทำบรรจุภัณฑ์ กระทบห่วงโซ่อุปทานในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงปุ๋ยเคมีสำหรับธุรกิจการเกษตร และยังทำให้ค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งผ่านทางเรือ รถ เครื่องบิน ทั้งระหว่างประเทศและภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้น ทั้งหมดนี้จะเข้ามาซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยให้ดิ่งลงสู่หุบเหว ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2569 ค่อนข้างแย่ กำลังซื้อจะยิ่งหดตัว เงินจะเฟ้อขึ้น ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคจะแพงขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง อาจเกิดภาวะขาดแคลนได้โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด ฯลฯ ซึ่งก่อนจะเกิดการปะทะใหญ่ในครั้งนี้ หากนับตั้งแต่โควิด-19 เป็นต้นมา เศรษฐกิจไทยก็ไม่ได้ดีเท่าใดนัก ยังซบเซาไม่ฟื้นตัวสักเท่าใด

         นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงคือประเทศไทยมีแรงต้านทานต่อวิกฤตต่ำ และที่ผ่านมาภาครัฐบาลก็เจอวิกฤตหลายดอกหลายเด้ง เงินแทบจะไม่เหลือ คงต้องรองบประมาณจากปีงบประมาณใหม่และอาจมีการกู้เงินมาเพิ่มอีก ขณะที่การจัดเก็บรายได้ในปีนี้ก็น่าจะต่ำกว่าเป้า ภาคประชาชนเองก็มีหนี้ครัวเรือนเยอะ การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยจึงทำได้ยาก ด้านเอกชนก็ยังมองไม่เห็นอนาคตทางเศรษฐกิจจากโปรเจ็กต์การลงทุนใหม่ ๆ ส่วนวงการอสังหาริมทรัพย์จากที่ได้คุยกับศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์และผู้ประกอบการพบว่ามีสัญญาณที่ไม่น่าจะดี แนวโน้มการซื้อขายตกลงมาเรื่อย ๆ ทุกไตรมาส และตั้งแต่ปี 2567 มาถึงต้นปี 2569

         “งบกลางเงินสำรองฉุกเฉินก็ใช้ไปมากแล้วกับน้ำท่วมหาดใหญ่และโครงการคนละครึ่งพลัส การคุมราคาสินค้าก็คงไม่สามารถทำได้ในระยะยาว สุดท้ายราคาจะพุ่งขึ้นแน่นอน เมื่อของที่ผลิตมีน้อยลงก็จะเกิดตลาดมืดด้วย เนื่องจากการไปคุมราคาคือการไปแทรกแซงกลไกตลาดโดยตัวเอง รวมถึงการจะให้เอกชนแบกภาระต้นทุนที่สูงขึ้นไว้ก็คงทำได้ไม่นาน โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยที่สายป่านไม่ได้ยาว เรายังไม่รู้ว่ารัฐบาลใหม่จะมีมาตรการช่วยประชาชนอย่างไรได้บ้าง” ศ.วิทวัส กล่าว

         ศ.วิทวัส กล่าวว่า จากผลกระทบทางเศรษฐกิจที่กำลังจะเกิดขึ้น อยากแนะนำให้ประชาชนทุกคนเริ่มทำตารางชีวิตใหม่ ทบทวนตัวเองเลยว่า ณ วันนี้ ตัวเองมีเงินเก็บสำหรับใช้ชีวิตอยู่ได้นานเพียงใดหากถูกลดเงินเดือนลง หรือรายได้ลดลง 50% หรือถูกเลย์ออฟในอีก 3-6 เดือนข้างหน้า ต้องวางแผนการใช้เงินโดยคิดถึงสถานการณ์ที่แย่ที่สุดที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และระหว่างนี้ให้หาแนวทางการใช้ชีวิตโดยประหยัดให้ได้มากที่สุด

         ทั้งนี้ จะคิดว่าชีวิตทุกอย่างยังเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว ต้องกลับมาประเมินตัวเองดูและเตรียมพร้อมเอาไว้ว่ามีทรัพย์สินอะไรที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่และสามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้บ้าง ต้องเริ่มสำรวจและหาช่องทางในการขายไว้ หรือให้เริ่มดำเนินการขายได้เลย เพราะถ้าไม่เริ่มตอนนี้แล้วในอีก 3 – 6 เดือนข้างหน้าถูกลดเงินเดือน หรือถูกเลย์ออฟโดยที่ไม่มีการเตรียมตัวจะลำบากแน่นอน เพราะจะต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่รายรับน้อยลง รายจ่ายสูงขึ้น ข้าวของราคาแพง การหารายได้เพิ่มยากมากในสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้

         “ในกรณีที่มีสินทรัพย์ที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ เช่น ทองคำ กระเป๋าแบรนด์เนม นาฬิกา ที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ ให้ลองมองหาลู่ทางในการนำไปขาย หรือจำนำไว้ก่อนเพื่อรักษาสภาพคล่องให้กับตัวเอง แม้แต่บ้านที่อยู่อาศัย ถ้ามองว่ามีขนาดที่ใหญ่เกินจำเป็น หรือเป็นภาระในการผ่อนระยะยาวให้วางแผนการขายตั้งแต่เนิ่นๆ และหาเช่าที่อยู่อาศัยที่ขนาดและราคาเหมาะสมลดลงมา ในสถานการณ์เช่นนี้แม้ว่าการขายออกไปเร็วจะขาดทุนแต่ยังดีกว่าผ่อนไม่ไหวและโดนธนาคารยึดแน่นอน” ศ.วิทวัส กล่าว

         สำหรับผู้ที่มีบ้านที่พักอาศัยหรือภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่ต่างจังหวัดอาจจะเริ่มวางแผนดูก็ได้ กรณีที่บริษัทให้ Work Form Home ก็อาจเป็นทางเลือกที่ดีในการกลับไปอยู่ต่างจังหวัดก่อน เพราะค่าครองชีพถูกกว่าในกรุงเทพฯ มาก หากสถานการณ์ดีขึ้นแล้วค่อยกลับมา กทม. อีกครั้งก็ยังได้ ซึ่งก็เป็นโมเดลเดียวกันกับช่วงที่เกิดโควิด-19 ระบาดก็มีการทำเช่นนี้กันเยอะและได้ผล

         นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปว่า ผู้ที่จะได้รับผลกระทบจากวิกฤตในครั้งนี้เป็นลำดับแรก ๆ มีด้วยกัน 4 กลุ่ม ได้แก่ 1. กลุ่มเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบตั้งแต่ราคาปุ๋ย ลงมาถึงปลายน้ำ บรรจุภัณฑ์เพื่อการส่งออก ค่าประกันภัย ฯลฯ ซึ่งต้นทุนที่สูงขึ้นก็จะยิ่งทำให้ความสามารถในการส่งออกลดลง เพราะทำราคาสู้คู่แข่งไม่ได้ 2. กลุ่มอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการขนส่ง หรือโลจิสติกส์ โดยเฉพาะผู้ประกอบอาชีพขนส่งที่เป็นอิสระที่ต้องมีการผ่อนรถยนต์มาใช้ทำงาน หากรถถูกยึดจะไม่ได้กระทบแค่ในระยะสั้น เพราะถึงสถานการณ์ดีขึ้นแล้วก็อาจติดเครดิตบูโรจนออกรถใหม่มาทำธุรกิจต่อไม่ได้

         3. กลุ่มอาชีพที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมการบิน เช่น ธุรกิจรถโดยสาร ธุรกิจสายการบิน ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจการต่าง ๆ ตามแหล่งท่องเที่ยว ที่จะได้รับผลกระทบคล้ายกับช่วงโควิด-19 เพราะเมื่อน้ำมันแพงขึ้นก็จะทำให้ราคาค่าโดยสารแพงขึ้นตามไปด้วย รวมถึงอาจจะมีคนจำนวนไม่น้อยที่อยู่ในภาวะหวาดกลัวสงครามจนลดการเดินทางท่องเที่ยว เหล่านี้จะทำให้ภาคการท่องเที่ยวของไทยชะลอตัวลง 4. กลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เนื่องจากในสถานการณ์ปกติเมื่อเทียบรายได้กับรายจ่ายก็ค่อนข้างมีความตึงตัวอยู่แล้ว และเมื่อข้าวของต่างๆ แพงขึ้น หรือกระทั่งค่าไฟฟ้าก็จะสูงขึ้น ก็จะกระทบต่อค่าครองชีพ และทำให้ผู้มีรายได้น้อยยิ่งมีกำลังซื้อที่จำกัดมากขึ้น และมีโอกาสที่จะไปก่อหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น และตัดทอนค่าใช้จ่ายอื่นๆ เพื่อนำมาเป็นค่าครองชีพแทน

         นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อว่า ถึงแม้การปะทะระหว่างสหรัฐฯ-อิสเราเอลกับอิหร่านจบลงเร็ว หรือภายใน 1 เดือนนี้ คาดว่าราคาน้ำมันในไทยก็จะยังคงสูงขึ้นไปอีกราว 2-4 เดือน และยังสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยต่อเนื่องยาวทั้งปี 2569 เนื่องจากการโจมตีแหล่งผลิตน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ต้องใช้เวลา 1-2 เดือน ในการซ่อมแซมและฟื้นฟูจนกว่าที่ห่วงโซ่อุปทานพลังงานของโลกจะกลับมาปกติ อีกทั้งการที่ช่วงที่ผ่านมากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปสนับสนุนราคาน้ำมันไว้จนติดลบจำนวนมาก ซึ่งทำให้เมื่อสถานการณ์ปกติแล้วจะต้องมีการเก็บเงินมาชดเชยส่วนที่ติดลบผ่านราคาน้ำมันมากขึ้น ขณะที่กลุ่มสินค้าปิโตรเคมี พลาสติก และบรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ อาจทำให้การฟื้นตัวได้ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 แต่ภายในปี 2569 นี้ ราคาสินค้าอาจจะยังไม่กลับมาอยู่ในอัตราที่ปกติ

    “ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ สถานการณ์เช่นนี้จะเป็นแรงกดดันไปที่รัฐบาล หากรัฐบาลแก้ไขปัญหาได้ไม่ดีก็จะนำมาสู่การประท้วงของประชาชน และหากเกิดประท้วงรุนแรงก็จะยิ่งเป็นผลกระทบทางเศรษฐกิจจากภายในประเทศตามมาซ้ำอีก” ศ.วิทวัส กล่าว

         สำหรับข้อเสนอต่อรัฐบาลภายใต้สถานการณ์นี้ นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลควรดำเนินการคือเร่งเดินหน้าดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศให้เข้ามาสร้างเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศที่อาจต้องการย้ายฐานการผลิตหรือกระจายความเสี่ยงออกจากตะวันออกกลาง ซึ่งก็น่าจะหันหน้ามาหาภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ค่อนข้างมีความเป็นกลางในเวทีโลก มีความปลอดภัยสูงกว่า และประเทศไทยเองก็มีฐานที่ค่อนข้างดีในหลายด้าน ซึ่งรัฐบาลควรใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อเอื้อในเรื่องนี้ เช่น การให้วีซ่า DTV (Digital Nomad Visa) ซึ่งถ้าไทยคว้าโอกาสตรงนี้ไว้ได้จะทำให้เกิดการลงทุนในประเทศโดยตรง และจะส่งผลให้การเกิดเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทาน

         นอกจากนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องปรับเงื่อนไขให้เอื้อต่อการส่งเสริมการท่องเที่ยว และการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ให้กับต่างชาติ ตัวอย่างเช่น ในกรณีอสังหาริมทรัพย์ การขยายสิทธิการเช่าให้เป็น 50 – 60 ปี หรือ 99 ปี หรือกระทั่งการทำให้สามารถจดทะเบียนที่อยู่อาศัยแนวราบเป็นอาคารชุดได้ ซึ่งน่าจะเอื้อให้เป็นทางเลือกใหม่ ๆ ให้ชาวต่างชาติมีความสนใจเข้ามาซื้อ และพำนักระยะยาวในไทยได้ เพราะอย่างที่กล่าวไปหากสงครามจบโลกน่าจะเปลี่ยนย้าย หรือหันเหการทำกิจกรรมต่างๆ ออกจากทางตะวันออกกลาง ซึ่งอาจจะรวมไปถึงการท่องเที่ยว และอยู่อาศัยด้วย อีกทั้งอย่างตัวเลขมูลค่าการซื้อขายอาคารชุดในไทยปี 2568 มีถึง 25% ที่เป็นเม็ดเงินจากต่างชาติ โดยอันดับมาจากจีน ตามมาด้วยเมียนมา รัสเซีย และไต้หวัน

         “ทุกวันนี้ประเทศฝั่งตะวันออกกลางก็เข้ามาไทยในลักษณะการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourist) อยู่แล้ว ถ้าสามารถทำให้เขาเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ เป็นบ้านหลังที่สอง หรือหลบภัยสงคราม และยังสามารถทำธุรกิจต่อในประเทศไทยได้ด้วยก็ถือเป็นตัวเลือกที่ดี การผลักดันให้ถึงการเป็นศูนย์กลางสำหรับการพำนักเพื่อบริหารธุรกิจก็มีความเป็นไปได้ เพราะอย่างพม่าหรือรัสเซียที่เข้ามาทำให้ตลาดการซื้อคอนโดของไทยเพิ่มขึ้น ก็มาจากการที่คนในประเทศเหล่านั้นเกิดความกังวลสงครามภายในประเทศของตัวเองด้วย” ศ.วิทวัส กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tu.ac.th/tu01250369/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3InypAPVX4bV8ZGtx-TEhI

  • เอเซีย พลัส ชี้น้ำมันร่วง ลุ้นเลิกดีเซล 33 บาท กดเศรษฐกิจ

    เอเซีย พลัส ชี้น้ำมันร่วง ลุ้นเลิกดีเซล 33 บาท กดเศรษฐกิจ

    เอเซีย พลัส ชี้สัญญาณสงครามคลี่คลาย กดน้ำมันโลกร่วง จับตาเลิกอุ้มดีเซล 33 บาท เสี่ยงกดเศรษฐกิจ-ดันเงินเฟ้อ

    บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินทิศทางตลาดการเงินโลกเริ่มมีสัญญาณผ่อนคลาย หลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางมีแนวโน้มลดลง แม้ความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐอเมริกา และ อิหร่าน จะยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 25 ก็ตาม

    ปัจจัยบวกสำคัญมาจากความพยายามผลักดัน “หยุดยิงชั่วคราว 1 เดือน” ผ่านข้อเสนอ 15 ข้อของสหรัฐฯ ขณะที่ ปากีสถาน เสนอตัวเป็นตัวกลางเจรจา และ จีน เรียกร้องให้อิหร่านเข้าสู่โต๊ะเจรจาโดยเร็ว นอกจากนี้ อิหร่านยังผ่อนปรนให้เรือพาณิชย์บางส่วนสามารถผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ได้ แม้จะมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมสูง

    น้ำมัน WTI ร่วงแรง หนุนหุ้นเอเชียฟื้น

    จากสัญญาณคลี่คลายดังกล่าว ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวลดลงแรงถึง -5.1% เหลือ 87.6 ดอลลาร์/บาร์เรล กลายเป็นแรงหนุนสำคัญต่อตลาดหุ้นเอเชีย

    ตลาดหลักปรับตัวขึ้นโดดเด่น ได้แก่
    • ญี่ปุ่น +3.2%
    • เกาหลีใต้ +3.1%
    • จีน +1.8%
    อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยเตือนว่า ความเสี่ยงยังไม่หมด หลังสหรัฐฯ ส่งกำลังทหารเพิ่มเติมเข้าสู่ภูมิภาค และดัชนีภาคการผลิต (PMI) หลายประเทศเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวพร้อมกัน

    จับตาเลิกตรึงดีเซล 33 บาท กระทบเศรษฐกิจไทย

    ในฝั่งเศรษฐกิจไทย ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาคือ นโยบาย “เลิกตรึงราคาน้ำมันดีเซล 33 บาท/ลิตร” ซึ่งมีแนวโน้มเริ่มปล่อยลอยตัวตามกลไกตลาดช่วงปลายเดือนมีนาคม

    การปรับนโยบายดังกล่าวมีเป้าหมายลดภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ติดลบสูง แต่จะส่งผลกระทบในวงกว้าง ได้แก่
    • ดัน เงินเฟ้อเร่งตัว
    • กดดัน กำลังซื้อภาคครัวเรือน
    • เพิ่มความเสี่ยง GDP ไทยถูกปรับลด (Downside)

    ขณะเดียวกัน ตัวเลขส่งออกไทยเริ่มส่งสัญญาณอ่อนแรง โดยเดือนกุมภาพันธ์ขยายตัวเพียง 9.9% ต่ำกว่าคาด และไทยยังขาดดุลการค้าต่อเนื่องกว่า 6.1 พันล้านดอลลาร์ในช่วง 2 เดือนแรกของปี

    กลยุทธ์ลงทุน: “Anti-Commodity” เด่น รับน้ำมันลง

    เอเซีย พลัส มองว่า ภาพรวมเริ่มเอื้อต่อการเก็งกำไรระยะสั้น หลัง Fund Flow ต่างชาติเริ่มกลับมาซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยราว 618 ล้านบาท

    กลยุทธ์หลัก เน้นหุ้น “Anti-Commodity”

    (ได้ประโยชน์จากต้นทุนพลังงานลดลง) เช่น GULF, BGRIM, GPSC, BA, SCC, SCGP

    กลุ่มท่องเที่ยว-โรงพยาบาล

    MINT, CENTEL, BDMS, BH

    กลุ่มไฟแนนซ์ รับ Bond Yield ลง

    TIDLOR, MTC

    หุ้นเด่น (Top Picks)

    SCC, BBL, GULF

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/asp-oil-drop-diesel-thai-economy&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZjnmrleWVwR4p1ltPvFMv

  • เมืองแบบไหน? ทำให้เรา “อยู่ดี-แก่ดี-ตายดี”

    เมืองแบบไหน? ทำให้เรา “อยู่ดี-แก่ดี-ตายดี”

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/life-279&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jo-ULemVspDd2_aBSgEOW

  • ลอยตัวดีเซลเขย่าเศรษฐกิจ! ส.อ.ท.เตือนลูกโซ่สินค้าแพง จี้รัฐเร่งช่วยรายกลุ่ม

    ลอยตัวดีเซลเขย่าเศรษฐกิจ! ส.อ.ท.เตือนลูกโซ่สินค้าแพง จี้รัฐเร่งช่วยรายกลุ่ม

    วิกฤติพลังงานปะทุรอบใหม่ ภายหลังรัฐส่งสัญญาณยกเลิกเพดานดีเซล เหตุ กองทุนน้ำมันฯ แบกรับไม่ไหว “ส.อ.ท.” ชี้แรงกระแทกต้นทุนกำลังลามทั้งระบบ โลจิสติกส์พุ่ง 5-10% ดันราคาสินค้าอุปโภคบริโภคขึ้น 5-8% ขณะพบสัญญาณใช้น้ำมันผิดปกติ สงสัยลักลอบส่งออกนอกประเทศวันละกว่า 10 ล้านลิตร ท่ามกลางช่องว่างราคาน้ำมันไทย-เพื่อนบ้านต่างกันสูงสุดเกือบ 30 บาท จี้รัฐบาลสกัดที่ต้นตอ

    สถานการณ์พลังงานของไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ หลังรัฐบาลส่งสัญญาณ “ปล่อยลอยตัวราคาน้ำมันดีเซล” จากข้อจำกัดของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ไม่สามารถอุดหนุนต่อได้ ส่งผลให้ภาคธุรกิจและประชาชนต้องเผชิญแรงกดดันต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    การปรับขึ้นราคาดีเซลล่าสุด 80 สตางค์ต่อลิตร ถูกมองเป็นสัญญาณตั้งต้นของรอบขาขึ้นใหม่ ซึ่งอาจต่อเนื่องหากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังผันผวนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

     น้ำมันหาย 10 ล้านลิตร ส่อรั่วไหลข้ามแดน

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า จากความผิดปกติของยอดใช้น้ำมันดีเซลในประเทศที่พุ่งจากระดับปกติ 60-67 ล้านลิตรต่อวัน ขึ้นไปแตะ 80-100 ล้านลิตรต่อวันนั้น

    ในส่วนต่างที่หายไปกว่า 10 ล้านลิตรต่อวัน ถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจไม่ใช่เพียงการเร่งกักตุนน้ำมันเพียงอย่างเดียว แต่มีแนวโน้มเกี่ยวข้องกับการลักลอบนำน้ำมันออกนอกประเทศด้วย ซึ่งมีปัจจัยหลักมาจากช่องว่างราคาที่แตกต่างกันมากในภูมิภาค อาทิ ไทยราคา 32.94 บาทต่อลิตร, มาเลเซีย 39.50 บาท. เวียดนาม 42 บาท, กัมพูชา 55 บาท และ ลาว 59.81 บาท เป็นต้น

    “ส่วนต่างสูงสุดเกือบ 27 บาทต่อลิตร จึงกลายเป็นแรงจูงใจสำคัญให้เกิดการเก็งกำไรข้ามแดน ดังนั้น การที่รัฐบาลส่งสัญญาณว่าจะไม่ตรึงราคาดีเซลและทยอยปรับขึ้น ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดมากขึ้นนั้น ส่วนหนึ่งก็ต้องการแก้ปัญหาการลักลอบนำไปขายด้วยเช่นกัน”

    โลจิสติกส์-ค่าไฟ จ่อซ้ำต้นทุนธุรกิจ

    นอกจากนี้ ในด้านของโครงสร้างต้นทุนโลจิสติกส์ของไทยปกติจะสูงอยู่แล้วในระดับอยู่ที่ 14-15% ของมูลค่าสินค้า โดยมีน้ำมันเป็นสัดส่วนต้นทุนหลักถึง 35-40% และเมื่อราคาดีเซลปรับขึ้น จะทำให้ค่าขนส่งเพิ่มทันที 5-10% และต้นทุนการผลิตเพิ่มเป็นลูกโซ่

    ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการยังต้องรับแรงกดดันจากค่าไฟฟ้างวดใหม่ (พ.ค.-ส.ค. 2569) ที่มีแนวโน้มปรับสูงขึ้น ยิ่งซ้ำเติมภาคการผลิตในช่วงครึ่งปีหลังอย่างแน่นอน

    ทั้งนี้ ผลกระทบได้เริ่มลุกลามสู่ภาคการผลิตต้นน้ำ โดยเฉพาะเม็ดพลาสติก (PP) ที่ราคาพุ่งแล้ว 50-70% เหตุจากขาดแคลน Naphtha จากตะวันออกกลาง ส่งผลให้โรงงานบางแห่งเริ่มหยุดการผลิตชั่วคราว โดยผลที่ตามมาคือ ต้นทุนบรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้น กระทบสินค้าอุปโภคบริโภคทุกกลุ่ม

    นอกจากนี้ ปุ๋ยในภาคเกษตรมีสต็อกเพียงถึงเดือนพ.คม 2569 ได้สร้างความเสี่ยงต่อราคาสินค้าเกษตรในระยะถัดไป โดยส.อ.ท.ประเมินว่า ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคมีแนวโน้มปรับขึ้น 5-8% ดังนั้น จึงเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเพื่อพยุงราคาสินค้าจำเป็น

    ส่งออกสะเทือน ค่าระวางเรือพุ่ง 7 เท่า

    นายเกรียงไกร กล่าวว่า ภาคส่งออกไทยต้องเผชิญแรงกดดันเพิ่มจากต้นทุนขนส่งระหว่างประเทศ เพราะเส้นทางไปตะวันออกกลาง ค่าระวางเรือพุ่งจาก 1,000 เป็น 7,000 ดอลลาร์ต่อตู้ถือว่าเพิ่มขึ้นถึง 7 เท่า ส่วนค่าประกันภัยสงครามเพิ่มกว่า 500% แม้อุตสาหกรรมอาหารจะได้อานิสงส์จากดีมานด์โลก แต่ต้นทุนที่สูงขึ้นกำลังกัดกินความสามารถในการแข่งขันด้วยเช่นกัน

    นอกจากนี้ ค่าเงินบาทที่อ่อนค่ามาที่ระดับประมาณ 33 บาทต่อดอลลาร์ ยิ่งซ้ำเติมต้นทุนการนำเข้าน้ำมันดิบ ซึ่งไทยนำเข้าเฉลี่ยวันละ 1 ล้านบาร์เรล เพราะหากราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งในกรอบ 125-200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจส่งผลให้เศรษฐกิจไทย เสี่ยงขยายตัวต่ำกว่า 1% ในกรณีเลวร้าย

    ดังนั้น ภาคอุตสาหกรรมจึงต้องเร่งปรับตัว โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยี AI และระบบบริหารจัดการพลังงานเข้ามาใช้ เพื่อลดการใช้พลังงานลงได้อย่างน้อย 20% โดยท่ามกลางวิกฤติพลังงานที่ยังไม่มีสัญญาณคลี่คลายในระยะสั้น การปรับตัวเชิงโครงสร้างจึงถูกมองเป็นทางรอดสำคัญของภาคธุรกิจไทยในรอบนี้
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1226667&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27JrE0Lz-YihIZ7FzuRGDE

  • เปิดตัวบัตรกดเงินสด เฟิร์สช้อยส์ โฉมใหม่ ยอดสมัครโต 37% สวนเศรษฐกิจซบ

    เปิดตัวบัตรกดเงินสด เฟิร์สช้อยส์ โฉมใหม่ ยอดสมัครโต 37% สวนเศรษฐกิจซบ

    Date Time: 25 มี.ค. 2569 07:21 น.

    Summary

    กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์เปิดตัวบัตรกดเงินสดโฉมใหม่ พร้อมบริการแตะจ่ายผ่าน VISA และผ่อนสินค้าออนไลน์

    • บัตรใหม่มีจุดเด่นกดเงินสดผ่านแอป UCHOOSE หรือตู้ ATM โดยไม่มีค่าธรรมเนียม 3%
    • บริษัทฯ ร่วมมือกับ VISA เพิ่มบริการแตะจ่าย ณ ร้านค้าที่มีสัญลักษณ์ VISA
    • นายอธิศ รุจิรวัฒน์ เผยว่าบัตรใหม่ตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคยุคสังคมไร้เงินสด
    • บริษัทตั้งเป้าเพิ่มบัญชีลูกค้าใหม่ 200,000 บัญชี หรือเติบโต 10% ในปี 2569

    Latest


    นายอธิศ รุจิรวัฒน์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกรุงศรี คอนซูมเมอร์ ผู้นำในธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล เปิดเผยว่า กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ ถือเป็นธุรกิจหลักของเครือกรุงศรี คอนซูมเมอร์ ด้วยรากฐานที่ยาวนานกว่า 32 ปี จากจุดเริ่มต้นที่เป็นเจ้าแรกของผู้ให้บริการสินเชื่อเงินสดผ่อนชำระ ซึ่งขณะนี้มีีฐานลูกค้ากว่า 2 ล้านบัญชี  โดยล่าสุดได้้เปิดตัวบัตรกดเงินสด เฟิร์สช้อยส์ โฉมใหม่ ซึ่งนอกจากกดเงินทันใจผ่านแอป UCHOOSE หรือผ่านตู้ ATM โดยไม่มีค่าธรรมเนียม 3% และบริการผ่อนยาว 0% ที่กว่า 20,000 ร้านค้า ซึ่งเป็นจุดแข็งของบัตรแล้ว บริษัทยังได้ร่วมมือกับ VISA เพิ่มบริการใหม่แตะจ่ายเงินที่ร้านค้าทุกที่ที่มีสัญลักษณ์ VISA ผ่านวงเงินสินเชื่อ และผ่อนสินค้าออนไลน์ได้บนแพลตฟอร์มออนไลน์ รองรับพฤติกรรมลูกค้าในยุคสังคมไร้เงินสดที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง    

    ด้านนายอธิป ศิลป์พจีการ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อยุธยา แคปปิตอล เซอร์วิสเซส จำกัด ผู้ให้บริการบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลแบรนด์กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ กล่าวว่า บัตรกดเงินสดเฟิร์สช้อยส์ใหม่พัฒนาขึ้นจากการศึกษาพฤติกรรมการใช้จ่ายผ่านบัตร ซึ่งพบว่ามีหลายสถานการณ์ที่ผู้คนจำเป็นต้องใช้เงินเร่งด่วน โดยจากการทดสอบตลาดบัตรกดเงินสดเฟิร์สช้อยสที่เพิ่มเติมบริการใหม่ในช่วงแรก พบว่าลูกค้าให้ความสนใจใช้บริการใหม่ โดยมีการทำรายการเพิ่มขึ้นกว่า 180,000 รายการ คิดเป็นยอดสินเชื่อเพิ่มขึ้นกว่า 300 ล้านบาท และในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 ซึ่งมีสถานการณ์เศรษฐกิจชะลอลง แต่มียอดสมัครบัตรกดเงินสดเพิ่มขึ้นมากถึง 37% เทียบกับปีที่ผ่านมา ทำให้บริษัทตั้งเป้าปี 2569 เพิ่มบัญชีลูกค้าใหม่กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ 200,000 บัญชี หรือเติบโต 10%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2922249&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BEgZRmrDksbN72SNtRGgk

  • กรมพัฒนาธุรกิจการค้าออกมาตรการเพิ่ม คุมเข้ม!! ต่างชาติใช้คนไทยเป็นนอมินี

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้าออกมาตรการเพิ่ม คุมเข้ม!! ต่างชาติใช้คนไทยเป็นนอมินี

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้าออกมาตรการเพิ่ม คุมเข้ม!! ต่างชาติใช้คนไทยเป็นนอมินี

    24 มีนาคม 2569, 13:26น.

              นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้ออกคำสั่งสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลาง ที่ 1/2569 เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการจดทะเบียนกรณีแก้ไขเพิ่มเติมให้คนต่างด้าวเป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วน หรือแก้ไขเพิ่มเติมให้คนต่างด้าวเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามในบริษัทจำกัด ซึ่งเป็นมาตรการเพิ่มใหม่ล่าสุดของกรมฯ ที่กำหนดให้หุ้นส่วนผู้จัดการหรือกรรมการซึ่งลงลายมือชื่อขอจดทะเบียน ต้องมีหนังสือยืนยันว่าผู้เป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นของบริษัททุกคนได้ร่วมลงทุนและชำระค่าลงทุนจริง รวมทั้งไม่ได้ให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน หรือร่วมประกอบธุรกิจกับคนต่างด้าวในลักษณะนอมินี ซึ่งจะช่วยยกระดับการป้องกันมิให้ใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) แก่คนต่างด้าวในการประกอบธุรกิจในประเทศไทยอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยสาเหตุที่ต้องออกมาตรการเพิ่ม เนื่องจากเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 กรมฯ ได้ออกคำสั่งซึ่งกำหนดให้ การขอจดทะเบียนตั้งนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติถือหุ้นไม่ถึงร้อยละ 50 หรือมีชาวต่างชาติร่วมเป็นกรรมการผู้มีอำนาจซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงนอมินี ส่งหลักฐานทางการเงิน (Bank Statement) ของผู้ถือหุ้นคนไทยเพื่อตรวจสอบการลงทุนจริง ทำให้การขอจดทะเบียนที่มีลักษณะอาจเข้าข่ายการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพรางในลักษณะนอมินีลดลงร้อยละ 65 แต่ได้ตรวจสอบพบว่ายังมีการหลีกเลี่ยงมาตรการดังกล่าวจึงได้ออกคำสั่งเพิ่มเติม

                สำหรับกรณีคำสั่งใหม่ที่ให้ผู้ขอจดทะเบียนได้ยืนยันข้อมูล กรมฯ จะส่งรายชื่อบุคคลที่ยืนยันที่อาจมีพฤติกรรมเสี่ยงให้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติพิจารณาดำเนินการตรวจสอบต่อด้วยทุกราย ทั้งนี้ขอเตือนว่า การให้ข้อมูลอันเป็นเท็จต่อเจ้าหน้าที่ เข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และ 267 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับแล้วแต่กรณี รวมถึงอาจเป็นการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรา 36 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 ถึง 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรการใหม่นี้จึงมีบทบาทสำคัญในการคัดกรองและลดความเสี่ยงของการใช้คนไทยเป็นนอมินี เพื่อป้องกันไม่ให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยหลีกเลี่ยงกฎหมาย

                 โดยปัญหานอมินี เป็นปัญหาที่เรื้อรังมานานแล้ว ซึ่งปัจจุบันพบว่ามีบริษัทจำกัดที่มีชาวต่างชาติถือหุ้นร้อยละ 0.01 – 49.99 ถึงจำนวน 118,016 ราย ซึ่งโครงสร้างการถือหุ้นดังกล่าวนี้ ทำให้บริษัทมีสถานะเป็นนิติบุคคลไทย แม้จะมีบางส่วนที่มีการร่วมทุนกันจริงระหว่างคนไทยกับคนต่างชาติ แต่ก็มีจำนวนมากที่มีการใช้คนไทยถือหุ้นแทนในลักษณะนอมินี ซึ่งกระทบต่อโครงสร้างการแข่งขันทางธุรกิจและสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของไทย

                   ทั้งนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ขอย้ำเตือนว่าก่อนที่คำสั่งฉบับนี้จะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป หากตรวจพบการจดทะเบียนธุรกิจที่ผิดปกติและมีความเป็นไปได้ที่จะเร่งดำเนินการเพื่อหลบเลี่ยงผลของมาตรการตามคำสั่งใหม่ โดยเฉพาะในจังหวัดชลบุรี เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต กระบี่ ที่มีความสุ่มเสี่ยงและมักพบปัญหาการใช้คนไทยเป็นนอมินีจำนวนมาก กรมฯ จะตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษเป็นรายๆ และดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดทุกราย

    #นอมินี

    #จดทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท

    Cr:กรมพัฒนาธุรกิจการค้า 

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/160218&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Wko_c1VhVRrCWxEtO6Qr-

  • วิจัยกรุงศรี ชี้ ความเสี่ยงในตะวันออกกลางอาจหนุนเฟดคงดบ. จีนฝากความหวังกับมาตรการกระตุ้นศก. ไทยเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบ

    วิจัยกรุงศรี ชี้ ความเสี่ยงในตะวันออกกลางอาจหนุนเฟดคงดบ. จีนฝากความหวังกับมาตรการกระตุ้นศก. ไทยเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/136766&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DylE-IPSe5H3QmH_XW6Qo

  • เอกชนชี้ครม.เศรษฐกิจต้องเร่งทำงาน ฝ่าวิกฤตพลังงาน-ของแพง

    เอกชนชี้ครม.เศรษฐกิจต้องเร่งทำงาน ฝ่าวิกฤตพลังงาน-ของแพง

    เอกชนชี้ครม.เศรษฐกิจต้องเร่งทำงาน ฝ่าวิกฤตพลังงาน-ของแพง

    เอกชนชี้ครม.เศรษฐกิจต้องเร่งทำงาน ฝ่าวิกฤตพลังงาน-ของแพง

    นายเกรียงไกร เธีนรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวให้ความคิดเห็นกับ “ฐานเศรษฐกิจ” เกี่ยวกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุทิน 2 ว่า ข้อดีก็คือทีมเศรษฐกิจหลักยังเป็นชุดเดิม โดยเฉพาะหัวหน้าทีมอย่างนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ,นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงพิณิชย์ก็ยังได้นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ กลับมารับตำแหน่งเหมือนเดิม

    ที่มีการเปลี่ยนแปลงก็คือตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานจากเดิมที่เป็นโควต้าบุคคลภายนอก มาสู่โควต้าตามพรรคการเมือง ส่วนกระทรวงอุตสาหกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงก็ยังเป็นไปตามโควต้าพรรคการเมืองตามเดิม

    ที่มีการเปลี่ยนแปลงก็คือตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานจากเดิมที่เป็นโควต้าบุคคลภายนอก มาสู่โควต้าตามพรรคการเมือง ส่วนกระทรวงอุตสาหกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงก็ยังเป็นไปตามโควต้าพรรคการเมืองตามเดิม

    ทั้งนี้ สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการมาตลอดก็คือทีม ครม.เศรษฐกิจที่เป็นมืออาชีพ ทั้งหมดหรือ Full Team แต่ในความเป็นจริงมีข้อจำกัดจากการจัดสรรโควตาของพรรคการเมืองหลายพรรคที่มารวมตัวกัน

    เอกชนชี้ครม.เศรษฐกิจต้องเร่งทำงาน ฝ่าวิกฤตพลังงาน-ของแพง

    “จากนี้ก็คงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในเรื่องของการทำงาน โดยทุกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเศรษฐกิจจะต้องทำงานแบบเต็มที่ เพื่อให้ฟันฝ่าปัญหาและอุปสรรคที่เผชิญอยู่ไปให้ได้ ทั้งด้านวิกฤตการณ์พลังงาน และการที่ของขาด ของแพง”

    ทั้งนี้ ค่าครองชีพที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น เป็นหนึ่งปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยปัจจุบันถือว่าอยู่ในสถานการณ์ที่หนักหน่วงกว่าไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมาที่รัฐบาลอนุมินเข้ามาครั้งแรก ซึ่งมาทำงานช่วยฉุดเศรษฐกิจไทยไม่ให้ติดหล่มในไตรมาสดังกล่าวได้สำเร็จ

    อย่างไรก็ตาม กับสถานการณ์วิกฤตเวลานี้ถือว่ามีความท้าทายเพิ่มมากขึ้นจากสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้เกิดวิกฤตการณ์ทางด้านพลังงาน ทำให้ขาดทั้งน้ำมันที่ไม่เพียงพอในสถานีบริการน้ำมัน อีกทั้งราคาน้ำมันก็แพงขึ้น สร้างภาระให้กับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และผู้ประกอบการที่มีต้นทุนเพิ่มมากขึ้น 

    นอกจากนี้ ผลกระทบจากสงครามยังส่งผลต่อราคาวัตถุดิบ ค่าขนส่ง และปัญหาด้านโลจิสติกส์ การขาดแคลนเรือ ซึ่งทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการพุ่งสูงขึ้น

    “เอกชนเคยให้ความเห็นไปตั้งแต่ช่วงที่ผ่านมาแล้วเกี่ยวกับ ครม. ว่าต้องการผู้ที่ตรงปกเข้ามาทำงาน แต่กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นก็เข้าใจได้ว่ามีข้อจำกัดจากการรวมพรรคการเมืองเข้ามาจัดตั้งรัฐบาล และต้องมีการจัดสรรโควต้าให้ลงตัว แต่ข้อดีก็คือยังได้หัวหน้าทีมเดิม ซึ่งเคยมีประสบการณ์ และเข้าใจปัญหาได้ทำงานต่อเนื่อง”

    อย่างไรก็ดี ข้อสำคัญก็คือ ต้องให้ทุกกระทรวงที่อยู่ในทีมเศรษฐกิจทำงานร่วมกันแบบสอดประสานไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำงาน เพราะมีนโยบายที่เป็นลักษณะต่างพรรคกัน ซึ่งจะทำให้การฟันฝ่าอุปสรรคครั้งนี้เป็นไปได้ลำบากมากขึ้น 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/654761&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31T6qyFuDH3bUxi2wQQGhG

  • DE Fund เปิด 5 พื้นที่ปั้นนวัตกรรมดิจิทัล สู่ผลลัพธ์เศรษฐกิจ-สังคม

    DE Fund เปิด 5 พื้นที่ปั้นนวัตกรรมดิจิทัล สู่ผลลัพธ์เศรษฐกิจ-สังคม

    DE Fund เปิด 5 พื้นที่ปั้นนวัตกรรมดิจิทัล สู่ผลลัพธ์เศรษฐกิจ-สังคม

    นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการต่อยอดเงินทุนสู่ผลงานจริง เพื่อขยายโอกาสการสนับสนุนเงินทุนสู่ภูมิภาค 

    โดยจะครอบคลุม 5 พื้นที่ทั่วประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล บุรีรัมย์ เชียงราย สุราษฎร์ธานี และอุดรธานี

    ทั้งนี้ เพื่อผลักดันนวัตกรรมไทยให้เกิดผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านคลินิกกองทุนให้แนวทางการเสนอไอเดียดิจิทัล

    ซึ่งจะเป็นการเตรียมความพร้อมผู้พัฒนาโครงการดิจิทัลที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ด้วยกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE Fund) 

    โดยเป็นการเปิดพื้นที่ให้คำปรึกษาเชิงลึกแก่หน่วยงาน และประชาชนในทุกภาคส่วน ที่มีความคิดริเริ่มโครงการด้านดิจิทัลที่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิต 

    อีกทั้งยังมีการปรับแนวคิดให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของกองทุน เพื่อเพิ่มโอกาสในการพิจารณาและต่อยอดสู่การดำเนินงานจริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/654803&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gF20jLRWbrow-KalwdtXJ